﻿1
00:00:09,199 --> 00:00:10,328

2
00:00:10,328 --> 00:00:13,153
นักเรียนคิดว่าต่อไปนะคะ

3
00:00:13,153 --> 00:00:17,153
จดเสร็จหรือยังลูก จดเสร็จหรือยัง จดเสร็จแล

4
00:00:22,629 --> 00:00:23,849
้วหรือ ใครจดยังไม่เสร็จบ้าง สไลด์นี้มีไหม

5
00:00:23,849 --> 00:00:27,849
45-60 เปอร์เซ็นต์ของพลังงาน

6
00:00:29,280 --> 00:00:33,179
จดหรือยัง โอเค แล้วคนที่มีอาชีพใช้แรงงาน

7
00:00:33,179 --> 00:00:37,179
70-80 เปอร์เซ็นต์ จดหรือยัง

8
00:00:39,027 --> 00:00:42,378
โอเค ต่อไปนะคะ ก็จะเป็นความสำคัญ

9
00:00:42,378 --> 00:00:44,245
ของคาร์โบไฮเดรต

10
00:00:44,245 --> 00:00:48,245
กินคาร์โบไฮเดรตมีความสำคัญ

11
00:00:51,723 --> 00:00:55,386
ต่อร่างกายอย่างไร อันดับแรกเลย

12
00:00:55,386 --> 00:00:59,386
เป็นสารอาหารเป็นแหล่งพลังงานอันดับแรกของเรานะคะ

13
00:00:59,955 --> 00:01:03,955
คาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งพลังอันดับแรก

14
00:01:06,125 --> 00:01:09,391
ครูก็จะถามในข้อ 2 ว่าแหล่งพลังงานที่ร่างกายจะดึงมาใช้เป็น

15
00:01:09,391 --> 00:01:13,391
อันดับแรกคืออะไร ตอบว่า... ไม่ใช่

16
00:01:16,092 --> 00:01:20,092
หนูก็จะต้องตอบว่าแหล่งพลังงานที่สำคัญ

17
00:01:23,582 --> 00:01:26,417
อันดับแรกที่ร่างกายจะดึงมาใช้ ก็คือ

18
00:01:26,417 --> 00:01:28,472
คาร์โบไฮเดรต

19
00:01:28,472 --> 00:01:32,472
คาร์โบไฮเดรตนะคะ จะไม่ใช่เป็นแหล่ง

20
00:01:38,342 --> 00:01:41,637
พลังงานอย่างเดียวนะคะ มันเป็นองค์ประกอบนะคะ

21
00:01:41,637 --> 00:01:45,637
ของทั้งฮอร์โมนบางชนิดในร่างกายนะคะ

22
00:01:46,059 --> 00:01:49,174
หรือเป็นองค์ประกอบของเซลล์ในร่างกาย อย่างเช่น เยื่อ

23
00:01:49,174 --> 00:01:52,260
หุ้มเซลล์ ผนังเซลล์ต่าง ๆ

24
00:01:52,260 --> 00:01:52,547
ในร่างกาย ร่างกายทุกคนนะคะ

25
00:01:52,547 --> 00:01:56,547
มีหน่วยที่เล็กที่สุด ก็คือเซลล์นะ

26
00:01:59,299 --> 00:02:02,954
เซลล์มาเป็นเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อ

27
00:02:02,954 --> 00:02:06,954
มาเป็นอวัยวะ อวัยวะ

28
00:02:08,228 --> 00:02:12,228
ก็เป็นระบบอวัยวะระบบในร่างกาย อย่างเช่น

29
00:02:12,423 --> 00:02:15,963
ระบบทางเดินอาหารก็จะมีอะไร ปาก

30
00:02:15,963 --> 00:02:19,963
มีหลอดลม มีกระเพาะ มีลำไส้เล็ก

31
00:02:23,010 --> 00:02:25,908
ลำไส้ใหญ่ ทวารหนัก ระบบทางเดิน

32
00:02:25,908 --> 00:02:29,908
อาหารนะคะ ระบบหายใจอย่างนี้นะคะ มันก็จะเป็นระบบ

33
00:02:30,281 --> 00:02:32,595
ในร่างกาย แล้วก็จะเป็นกลายเป็นอะไร

34
00:02:32,595 --> 00:02:35,873
ก็คือ อันที่ใหญ่ที่สุด

35
00:02:35,873 --> 00:02:38,291
ก็คือ... นี่ ร่างกายใช่ไหม

36
00:02:38,291 --> 00:02:42,291
อะไรบ้าง เซลล์นะคะ ร่างกายประกอบไปด้วยหน่วยเล็กที่สุด

37
00:02:47,430 --> 00:02:48,708
เรียกว่า "เซลล์" อันที่ 2 ก็คือ

38
00:02:48,708 --> 00:02:51,118
เนื้อเยื่อนะคะ จากนั้นเป็นอวัยวะ

39
00:02:51,118 --> 00:02:54,212
3. ระบบอวัยวะ

40
00:02:54,212 --> 00:02:56,962
4. ร่างกายนะคะ

41
00:02:56,962 --> 00:03:00,962
มันก็จะเป็นองค์ประกอบของหน่วยที่เล็กที่สุด ก็คือ

42
00:03:04,078 --> 00:03:04,193
เซลล์

43
00:03:04,193 --> 00:03:08,193
นอกจากนี้นะคะ มันก็จะมีอีกเยอะน่ะ

44
00:03:15,476 --> 00:03:16,679
ความสำคัญของคาร์โบไฮเดรตมีอีกเยอะมาก

45
00:03:16,679 --> 00:03:20,143
เป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนบางชนิดนะคะ ที่มันอยู่ใน

46
00:03:20,143 --> 00:03:24,143
ร่างกายนะคะ อย่างร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรตได้ไหม

47
00:03:24,667 --> 00:03:28,667
เราลดคาร์โบไฮเดรตได้นะคะ เพื่อ... คนอ้วน

48
00:03:29,811 --> 00:03:33,811
อย่างครูอ้วนไหมลูก อ้วน ครูก็ต้อง

49
00:03:33,964 --> 00:03:37,964
ลดคาร์โบไฮเดรต แต่ร่างกายจะ

50
00:03:40,414 --> 00:03:42,068
ดึงอะไรมาใช้ ไกลโคเจนใช่ไหม ที่มันจะแอบเก็บไว้อยู่

51
00:03:42,068 --> 00:03:46,068
เหมือนเราน่ะ ชอบซ่อนเงินพ่อกับแม่น่ะ เราก็มีสำรอง

52
00:03:49,309 --> 00:03:52,166
เรามีหลายกระเป๋าไงลูก เราก็ต้องมีเงินกระเป๋าที่ 1 ไว้ใช้

53
00:03:52,166 --> 00:03:56,166
กระเป๋าที่ 2 ไว้สำรอง ร่างกายมันฉลาด ร่างกายมัน

54
00:03:58,444 --> 00:04:01,788
มีกลไกเหมือนกัน มีการซ่อน

55
00:04:01,788 --> 00:04:05,788
ไขมันไว้ใช้ การซ่อนคาร์โบไฮเดรตไว้ใช้

56
00:04:07,324 --> 00:04:11,324
ไว้ยามฉุกเฉิน ไว้ยามที่เราอดอยาก

57
00:04:13,317 --> 00:04:14,106
มันก็จะค่อยดึงมาใช้ ค่อย ๆ ดึงมาใช้ โอเคนะ

58
00:04:14,106 --> 00:04:18,106
ความสำคัญคาร์โบไฮเดรต จดนะลูก

59
00:04:19,828 --> 00:04:23,828
อันนี้

60
00:04:24,458 --> 00:04:28,458
วันนี้เราจะเรียนถึงกี่โมง

61
00:04:30,986 --> 00:04:32,266
ถึง 2 ทุ่ม

62
00:04:32,266 --> 00:04:36,266
ถึง 2 ทุ่มไหมวันนี้

63
00:04:40,418 --> 00:04:44,418
ดูหน้าเอิร์น ดูหน้าบีมด้วย

64
00:04:49,219 --> 00:04:51,734
เอิร์นมาจากไหน

65
00:04:51,734 --> 00:04:55,574
ทำไมมาช้า มาจากไหน มาจากนอน

66
00:04:55,574 --> 00:04:57,401
เอิร์นน่ะ

67
00:04:57,401 --> 00:05:01,401
เอิร์น ดอมถามเอิร์นสิ มาจากไหน

68
00:05:08,923 --> 00:05:09,397
ทำไมมาช้า คุยอีกแล้ว

69
00:05:09,397 --> 00:05:13,397
คุยอีกแล้ว

70
00:05:20,928 --> 00:05:24,511
คุยกับพี่เขาว่าอะไร

71
00:05:24,511 --> 00:05:28,511
คะ (นักศึกษาหญิง) ผนังเซลล์คืออะไรคะ (อาจารย์ชุติมนณฑน์)

72
00:05:37,554 --> 00:05:38,065
ผนังเซลล์ มันก็คือผนังเซลล์

73
00:05:38,065 --> 00:05:40,709
มันก็คือตัวที่ห่อหุ้มเซลล์ เขาเรียกว่า "

74
00:05:40,709 --> 00:05:44,709
ผนังเซลล์" ตัวที่ห่อหุ้มเซลล์อีกทีหนึ่ง

75
00:05:48,497 --> 00:05:52,497
มันมีทั้งผนังเซลล์สัตว์ ผนังเซลล์พืช

76
00:05:58,039 --> 00:06:02,039
ในผนังเซลล์สัตว์ก็จะเป็นเซลลูโลส

77
00:06:04,026 --> 00:06:06,950
เหมือนกัน ผนังเซลล์มนุษย์มันก็จะ

78
00:06:06,950 --> 00:06:10,867
เป็นคาร์โบไฮเดรตเหมือนกัน มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรต

79
00:06:10,867 --> 00:06:14,867
ผนังเซลล์ก็ตัวที่หุ้มเซลล์น่ะลูก

80
00:06:22,219 --> 00:06:26,219
มีทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต แต่องค์ประกอบหลักก์ คือ คาร์โบไฮเดรต

81
00:06:42,771 --> 00:06:46,608
เซลล์คนเรานะลูก มันจะ

82
00:06:46,608 --> 00:06:50,608
ขยายใหญ่ขึ้นได้ แล้วมันก็เพิ่มขนาดได้นะลูก

83
00:06:51,695 --> 00:06:55,695
เซลล์ของคนเรามันสามารถที่จะ

84
00:06:57,121 --> 00:07:00,798
ขยายใหญ่ขึ้นได้ แล้วก็เพิ่มขนาดได้ อย่างเช่น

85
00:07:00,798 --> 00:07:04,798
ครูอ้วน เซลล์ครูทั้ง

86
00:07:07,201 --> 00:07:07,423
เพิ่มจำนวนจาก 4 ไป 10

87
00:07:07,423 --> 00:07:11,423
จาก 5 ไป 10 มันเพิ่มจำนวนได้ แต่มันไม่สามารถ

88
00:07:15,481 --> 00:07:19,242
ลดจำนวนได้ ดังนั้น คนอ้วนน่ะ มันลด... มันลดได้ แต่ว่ามันจะอ้วนเร็ว

89
00:07:19,242 --> 00:07:21,741
คนที่อ้วนไปแล้วน่ะลูก

90
00:07:21,741 --> 00:07:25,741
มันทั้งขนาดใหญ่แล้วก็มีการแบ่งเซลล์ เซลล์มันก็

91
00:07:33,611 --> 00:07:37,611
เพิ่มขึ้น แต่มันลดจำนวนลงไม่ได้ ดังนั้น ถ้าคนอ้วนแล้วน่ะ เกิดมาใน

92
00:07:38,201 --> 00:07:42,201
ชีวิตเราต้องดูแลตัวเองทุกช่วงอายุให้ดีที่สุด

93
00:07:42,631 --> 00:07:45,825
ถ้าอ้วน ปุ๊บ มันจะควบคุมยาก

94
00:07:45,825 --> 00:07:49,825
คนอ้วนปุ๊บมันจะกลับมาผอมได้ แต่มันจะกลับมาอ้วนไว

95
00:07:50,408 --> 00:07:54,408
กว่าคนทั่วไป เราต้อง... เราต้องเพิ่มกล้ามเนื้อถึงจะช่วย

96
00:07:56,486 --> 00:08:00,486
เผาผลาญไขมันในร่างกายได้ กล้ามเนื้อ

97
00:08:06,192 --> 00:08:07,338
จะช่วยเร่งการเผาผลาญ ทำอย่างไรเราจะมีกล้ามเนื้อคะ เออ เราต้องออกกำลังกาย

98
00:08:07,338 --> 00:08:11,338
ทานโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ ไม่ใช่กินโปรตีนเยอะ

99
00:08:13,360 --> 00:08:17,360
แต่ไม่ออกกำลังกาย มันก็จะไม่สมดุลใช่ไหม

100
00:08:17,441 --> 00:08:18,294
ใช่ ผักผลไม้ก็สำคัญ

101
00:08:18,294 --> 00:08:22,294
การที่เรามีกล้ามเนื้อเยอะ ก็จะ

102
00:08:24,202 --> 00:08:28,202
ช่วยในเรื่องของการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย

103
00:08:28,606 --> 00:08:32,257
อันนี้เสร็จหรือยัง

104
00:08:32,257 --> 00:08:36,257
เสร็จแล้ว อันนี้สำคัญมากเลย อันนี้นะคะ

105
00:08:38,050 --> 00:08:41,007
นักเรียนจะต้องรู้และจำให้ขึ้นใจ

106
00:08:41,007 --> 00:08:45,007
เพราะว่าครูน่ะ ให้ไปท่องแล้ว

107
00:08:54,569 --> 00:08:55,156
ไปท่องแล้ว มีใครจำได้ไหม สไลด์นี้ ไปท่องบ้างหรือยัง ไปท่องหรือยังคะ

108
00:08:55,156 --> 00:08:58,492
อันนี้

109
00:08:58,492 --> 00:09:02,492
ท่องแต่จำได้ไหม จำได้ ต้องจำได้บ้างแ

110
00:09:07,306 --> 00:09:07,655
หละนะคะ ใช่ไหม ไม่เชื่อหรอกจำไม่ได้ จำได้บ้าง

111
00:09:07,655 --> 00:09:09,485
จำให้ได้นะ อันนี้

112
00:09:09,485 --> 00:09:13,485
มีในข้อสอบนะคะ มีในข้อสอบ ตะกี้ข้อสอบ

113
00:09:16,694 --> 00:09:18,896
กี่ข้อแล้ว จด

114
00:09:18,896 --> 00:09:22,896
5 ข้อ อันนี้ข้อที่เท่าไร

115
00:09:25,023 --> 00:09:25,701
ข้อที่ 6 หรือยังอันนี้ อันนี้

116
00:09:25,701 --> 00:09:29,701
จดระบุข้อด้วยว่าข้อที่ 1 ข้อที่ 2

117
00:09:32,135 --> 00:09:34,878
ข้อที่ 3 ดูสิ

118
00:09:34,878 --> 00:09:38,878
มันข้อที่เท่าไรแล้ว

119
00:09:50,837 --> 00:09:52,183
ข้อที่ 1 ก็คือ

120
00:09:52,183 --> 00:09:55,361
C6H12O6 ข้อที่ 2 เก็บไว้ เก็บคาร์โบไฮเดรต

121
00:09:55,361 --> 00:09:58,629
ไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อ

122
00:09:58,629 --> 00:10:02,629
ข้อที่ 3 เก็บไว้ในรูปของไกลโคเจน

123
00:10:05,090 --> 00:10:09,090
ข้อที่ 4 คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม จะให้

124
00:10:09,102 --> 00:10:12,408
พลังงาน 4 กิโลแคลอรี

125
00:10:12,408 --> 00:10:15,293
ข้อที่ 5

126
00:10:15,293 --> 00:10:19,293
45-60 ของอาหารทั้งหมดของพลังงานทั้งหมด

127
00:10:20,999 --> 00:10:24,645
ข้อที่ 6 70-80

128
00:10:24,645 --> 00:10:28,645
เปอร์เซ็นต์ แคลอรีจากคาร์โบไฮเดรตสำหรับผู้ที่ใช้แรงงาน

129
00:10:31,681 --> 00:10:35,681
ข้อที่ 7 ความสำคัญของ

130
00:10:38,858 --> 00:10:42,858
คาร์โบไฮเดรต ข้อที่ 8 กลไกของคาร์โบไฮเดรต ต้องมี 8 ข้อแล้วนะ มี 8 ข้อแล้วนะลูก

131
00:10:44,597 --> 00:10:48,597
กลไกของ

132
00:10:49,525 --> 00:10:53,525
คาร์โบไฮเดรตนะคะ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย มันจะไปที่ไหนบ้าง

133
00:11:02,195 --> 00:11:06,195
เมื่อเราบริโภคคาร์โบไฮเดรตไปแล้วนะคะ มันก็จะเกิดการย่อยในระบบทางเดินอาหาร ทางเดินอาหารมีอะไรบ้าง

134
00:11:07,943 --> 00:11:11,943
มีปากใช่ไหม มีหลอดอาหาร มีกระเพาะอาหาร

135
00:11:16,071 --> 00:11:20,071
มีลำไส้ ลำไส้อะไรก่อน เล็กหรือใหญ่ก่อน แล้วไปที่ลำไส้ใหญ่นะคะ

136
00:11:21,880 --> 00:11:25,880
ลำไส้ใหญ่นะคะ ลำไส้ใหญ่

137
00:11:28,551 --> 00:11:32,551
แล้วก็ลำไส้เล็ก แล้วมันก็จะดูดซึมตรงลำไส้อะไร

138
00:11:32,855 --> 00:11:34,520
มันจะดูดซึบสารอาหารต่าง ๆ

139
00:11:34,520 --> 00:11:38,520
ที่ลำไส้เล็กนะคะ สัตว์บริโภค

140
00:11:39,031 --> 00:11:43,031
คาร์โบไฮเดรตไปแล้วนะคะ มันจะย่อยสลายในระบบทางเดินอาหาร

141
00:11:48,273 --> 00:11:51,081
เปลี่ยนในรูปของน้ำตาล จากนั้นก็ดูดซึม

142
00:11:51,081 --> 00:11:54,160
เข้าสู่ร่างกาย จากนั้นก็เปลี่ยนเป็น

143
00:11:54,160 --> 00:11:55,344
พลังงาน แล้วก็เป็นน้ำตาลกลูโคส

144
00:11:55,344 --> 00:11:59,344
ในเลือดนะคะ ร่างกายก็จะดึงไปใช้สำหรับเป็นพลังงาน

145
00:12:04,592 --> 00:12:08,592
บางส่วนที่มันเหลือก็จะเป็นน้ำตาลในเลือด สะสมไว้ในตับและกล้ามเนื้อในรูปของอะไรคะ ใน

146
00:12:11,515 --> 00:12:15,515
รูปของอะไรลูก สะสมในตับและกล้ามเนื้อในรูปของอะไร

147
00:12:15,628 --> 00:12:19,628
หน้านี้

148
00:12:20,150 --> 00:12:23,000
จำให้ได้ 5 คะแนนเลยนะ

149
00:12:23,000 --> 00:12:26,894
ไปไหนคะ เพื่อน

150
00:12:26,894 --> 00:12:28,116
ไปไหนลูก

151
00:12:28,116 --> 00:12:32,116
(นักศึกษาหญิง) โทร. ตามยังไม่มาเลย

152
00:12:36,143 --> 00:12:39,872
(อาจารย์ชุติมนณฑน์) หนูไปไหนนะ

153
00:12:39,872 --> 00:12:42,247
ให้เวลา

154
00:12:42,247 --> 00:12:46,247
ไปตาม 5... ให้เวลาไปตาม รีบไปตามแล้วขึ้นมา

155
00:12:59,719 --> 00:13:03,719
สัตว์

156
00:13:03,891 --> 00:13:07,891
บริโภคคาร์โบไฮเดรตย่อยสลาย

157
00:13:12,891 --> 00:13:15,939
ในระบบทางเดินอาหาร

158
00:13:15,939 --> 00:13:17,298
เปลี่ยนเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวนะคะ ดูดซึมเข้าสู่

159
00:13:17,298 --> 00:13:21,298
ร่างกายในรูปน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ใช้เป็นพลังงาน

160
00:13:24,389 --> 00:13:28,389
แล้วก็เป็นน้ำตาลกลูโคสในเลือด

161
00:13:29,177 --> 00:13:33,177
น้ำตาลในเลือด คือ น้ำตาลกลูโคสนะ

162
00:13:34,381 --> 00:13:34,644
น้ำตาลกาแลคโตสไม่ใช่นะ ในเม็ดเลือดก็คือน้ำตาล

163
00:13:34,644 --> 00:13:38,644
กลูโคส สะสมไว้ในตับและกล้ามเนื้อในรูปของไกล

164
00:13:42,918 --> 00:13:46,918
จะต้องท่องแล้วจำให้ได้อันนี้นะลูก

165
00:14:42,496 --> 00:14:45,747
พออาหารออกจาก

166
00:14:45,747 --> 00:14:49,747
ลำไส้ใหญ่แล้วไปไหน

167
00:14:50,288 --> 00:14:54,288
ไปที่ทวารหนัก โอเค นึกว่าจะไม่รู้

168
00:14:57,611 --> 00:15:01,611
นอกจากนี้นะคะ มันก็จะมีอวัยวะอื่น ๆ

169
00:15:03,950 --> 00:15:05,864
ที่มีบทบาทร่วมกันกับการย่อยอาหาร

170
00:15:05,864 --> 00:15:09,864
ก็คือตับอ่อน ถุงน้ำดีนะคะ ที่มี

171
00:15:14,476 --> 00:15:15,467
ส่วนร่วมในการย่อยอาหาร เดี๋ยวเราจะไปเรียน

172
00:15:15,467 --> 00:15:19,467
อาทิตย์หน้านะคะ อันนี้ว่ากินเข้าไปแล้วมีเอนไซม์

173
00:15:23,719 --> 00:15:27,234
อะไรบ้าง ในการย่อยในปากมีเอนไซม์อะไรนอกจากอะไมโลส

174
00:15:27,234 --> 00:15:31,234
แล้วมีเอนไซม์อะไร ในกระเพาะอาการมีกรด

175
00:15:32,397 --> 00:15:36,397
ที่ชื่อว่าอะไร ในลำไส้เล็ก มีเอนไซม์อะไรที่ช่วยในการย่อย อันนี้นะคะ

176
00:16:22,991 --> 00:16:26,773
ใครไปตามแล้วนะ

177
00:16:26,773 --> 00:16:30,773
เป็นอะไรถึงไม่อยากมาเรียน

178
00:16:34,075 --> 00:16:38,075
ทำไมว่าประเสริฐเป็นลูกครูน้

179
00:16:47,004 --> 00:16:48,938
อย คือใคร เป็นลุกครูน้อยหรือ

180
00:16:48,938 --> 00:16:52,938
(นักศึกษาหญิง) เป็นลูกศิษย์ลูกน้อย (อาจารย์ชุติมนณฑน์) อ๋อ เป็นลูกศิษย์

181
00:16:58,524 --> 00:17:02,524
ครูน้อย

182
00:17:23,021 --> 00:17:23,498
ตลกน่ะ

183
00:17:23,498 --> 00:17:26,695

184
00:17:26,695 --> 00:17:30,695
อันนี้เสร็จหรือยังคะ (นักศึกษาหญิง) เสร็จแล้วค่ะ (อาจารย์ชุติมนณฑน์)

185
00:17:34,827 --> 00:17:38,827
อันดับแรกเราบริโภคคาร์โบไฮเดรตแล้วไปไหน

186
00:17:40,861 --> 00:17:41,283
ไม่ใช่ ไปย่อยสลายในระบบทางเดินอาหาร

187
00:17:41,283 --> 00:17:45,283
กินคาร์โบไฮเดรตเข้าไปแล้ว ไปย่อยที่ไหน ระบบรู้แล้ว ระบบรวมน่ะ

188
00:17:47,947 --> 00:17:51,947
กระเพาะมันเป็น Sub Set ของระบบท่างเดินอา

189
00:17:59,042 --> 00:18:00,042
หาร อันใหญ่คือระบบอันใหญ่คือระบบทางเดินอาหาร ระบบทางเดินอาหารมีอะไรบ้าง

190
00:18:00,042 --> 00:18:02,042
ปาก หลอดอาหาร

191
00:18:02,042 --> 00:18:06,042
กระเพาะ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่

192
00:18:09,547 --> 00:18:13,312
นี่คือระบบทางเดินอาหาร ถูกไหม

193
00:18:13,312 --> 00:18:17,312
แล้วคาร์โบไฮเดรตไปย่อยสลายที่ระบบอะไร

194
00:18:21,949 --> 00:18:24,010
กระเพาะมันอยู่ในระบบอะไร

195
00:18:24,010 --> 00:18:24,371
ระบบทางเดินอาหาร

196
00:18:24,371 --> 00:18:28,371
กระเพาะมันอยู่ในระบบอะไรคะ

197
00:18:32,979 --> 00:18:36,811
เมื่อเราบริโภคคาร์โบไฮเดรต

198
00:18:36,811 --> 00:18:39,979
มันไปถูกย่อยในระบบอะไร

199
00:18:39,979 --> 00:18:42,118
ระบบทางเดินอะไร เอาจริง ๆ

200
00:18:42,118 --> 00:18:46,118
อย่าเล่น เอาใหม่อย่าเล่น

201
00:18:47,242 --> 00:18:51,242
คาร์โบไฮเดรต คาร์โบไฮเดรตเมื่อเราบริโภคเข้าไปแล้ว

202
00:18:53,885 --> 00:18:57,363
จะไปย่อยใน... ระบบทางเดินอาหาร

203
00:18:57,363 --> 00:18:58,071
แล้วเปลี่ยนเป็นน้ำตาล น้ำตาลถูก

204
00:18:58,071 --> 00:19:02,071
นำไปไหน ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย

205
00:19:03,474 --> 00:19:06,133
เป็นพลังงานที่ใช้ในร่างกาย แล้ว

206
00:19:06,133 --> 00:19:10,133
อีกส่วนหนึ่งก็เก็บเป็นน้ำตาลในเลือด มันเป็นน้ำตาล

207
00:19:19,071 --> 00:19:23,071
ในเลือด แล้วที่เหลือล่ะ ในรูป... จำได้ไหม ท่องอีกทีหนึ่ง ท่อง

208
00:19:24,422 --> 00:19:26,936
อีกทีหนึ่ง 1 2 3

209
00:19:26,936 --> 00:19:30,936
บริโภคคาร์โบไฮเดรตแล้วไป

210
00:19:31,229 --> 00:19:35,229
... เปลี่ยน... เออ

211
00:19:35,363 --> 00:19:39,363
พอมัน... เออ

212
00:19:40,689 --> 00:19:44,689
(นักศึกษาหญิง) เอาไปเป็นพลังงาน (อาจารย์ชุติมนณฑน์) แล้วก็เป็นน้ำตาลในเลือด ใช้เป็นน้ำตาลในเลือด

213
00:19:49,285 --> 00:19:49,619
แล้วก็สะสมไว้ใน

214
00:19:49,619 --> 00:19:53,619
น้ำตาลที่ร่างกายนำไปใช้เป็นน้ำตาล

215
00:19:54,461 --> 00:19:58,461
อะไร มันสะสมในรูป

216
00:19:59,927 --> 00:20:03,927
ของไกลโคเจนนะลูก แต่น้ำตาลที่เรานำไปใช้ได้อย่างเดียว

217
00:20:07,855 --> 00:20:11,855
ก็คือน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

218
00:20:12,576 --> 00:20:16,576
ทีนี้เราฮึบก่อน ให้เวลานั่งสมาธิก่อน

219
00:20:22,709 --> 00:20:23,660
เริ่มจะยากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

220
00:20:23,660 --> 00:20:26,524
เริ่มจะยากขึ้นแล้ว อันนี้จดแล้วนะ

221
00:20:26,524 --> 00:20:30,524
โอเค เริ่มจะยากขึ้นแล้ว ให้นั่ง

222
00:20:37,761 --> 00:20:41,761
สมาธิก่อน 1 นาที นั่งสมาธิก่อน อันนี้เริ่มยากแล้ว

223
00:20:42,207 --> 00:20:46,207
แต่อาทิตยืหน้าเดี๋ยวเราจะมาเรียนกันว่า

224
00:20:53,113 --> 00:20:55,399
เอ๊ะ เมื่อเราบริโภคอาหารเข้าไปในปากแล้ว

225
00:20:55,399 --> 00:20:59,399
มันเป็นอย่างไรต่อ มันเกิดกระบวนการย่อยอย่างไร ไปที่ไหนบ้าง

226
00:20:59,767 --> 00:21:03,767
ถุงน้ำดีช่วยอะไรในการย่อย ตับช่วยอะไรในการย่อย เดี๋ยวอาทิตย์หน้าครูจะสอน แต่ว่า

227
00:21:07,450 --> 00:21:09,175
มันจะมีศัพท์เยอะมาก มีเอนไซม์เยอะมากที่ช่วยในการย่อย

228
00:21:09,175 --> 00:21:11,358
แต่ครูจะให้พวกเราจำแค่

229
00:21:11,358 --> 00:21:15,358
... แค่แบบตัวสำคัญที่เราจะต้องไปใช้

230
00:21:25,244 --> 00:21:29,244
เธอเคย

231
00:21:31,685 --> 00:21:35,685
เห็นชื่อครูไหม ชื่อครูที่อยู่ในนี้ เห็นไหม

232
00:21:39,936 --> 00:21:40,054
เห็นชื่อครูไหมลูก

233
00:21:40,054 --> 00:21:42,830

234
00:21:42,830 --> 00:21:46,830
เห็นชื่อครูเป็นอย่างไร ถูกไหม

235
00:21:47,708 --> 00:21:51,708

236
00:21:59,125 --> 00:22:01,389
เขาเปลี่ยนชื่อให้ครูน่ะทุกรอบเลย

237
00:22:01,389 --> 00:22:05,389
อันนี้เสร็จแล้ว ต่อไปจะเริ่

238
00:22:15,132 --> 00:22:15,591
มยากแล้ว ทุกคนพร้อมหรือยังคะ โอเคพร้อมแล้วนะ ต่อไปนะคะ จะเป็นประเภทของคาร์โบไฮเดรต

239
00:22:15,591 --> 00:22:19,591
ค่ะ เชิญค่ะ เจอเพื่อนไหม

240
00:22:21,294 --> 00:22:25,294
ไปไหนน้อ

241
00:22:27,228 --> 00:22:31,228
ไม่ ไม่ได้อะไรนะ ไม่มาก็บอก

242
00:22:32,431 --> 00:22:35,470
ว่าทำไมถึงไม่มาทำไมถึงลา ทำไมถึงหาย

243
00:22:35,470 --> 00:22:39,470
ไม่อย่างนั้นครูจะเป็นห่วงว่าไปเกิดอุบัติเหตุหรือเ

244
00:22:47,142 --> 00:22:47,200
หรือเปล่า ไปกินอะไรไม่ดีหรือเปล่า หรือว่าปวดท้อง เป็นลมในห้องน้ำ

245
00:22:47,200 --> 00:22:51,200
อย่างนี้ครูก็ไม่รู้ไง นี่ก็เป็นห่วง

246
00:22:52,215 --> 00:22:56,215
พวกเราแบบนี้ ก็เลยว่าไปไหน ไม่ต้องกลัวว่าค

247
00:23:03,146 --> 00:23:03,684
รู ให้บอกเพราะว่าพวกเราโตแล้ว ปวส. แล้ว

248
00:23:03,684 --> 00:23:04,616
อายุจะ 20 อายุ 20 กันแล้วนะ 21

249
00:23:04,616 --> 00:23:06,845
22 ก็มี

250
00:23:06,845 --> 00:23:10,845
23 23 ไม่มี

251
00:23:13,126 --> 00:23:14,367
22 นะเยอะสุด โอเค ต่อไป

252
00:23:14,367 --> 00:23:18,367
จะเป็นประเภทของคาร์โบไฮเดรตนะคะ

253
00:23:20,274 --> 00:23:21,421
คาร์โบไฮเดรต

254
00:23:21,421 --> 00:23:25,421
อันนี้ไม่ต้องกลัวเป็นภาษาอังกฤษ ครูยังไม่ได้แปล

255
00:23:34,936 --> 00:23:35,903
ประเภทของคาร์โบไฮเดรต มี 1.

256
00:23:35,903 --> 00:23:36,673
ประเภทของคาร์โบไฮเดรต จดลงไปในสมุดลูก

257
00:23:36,673 --> 00:23:40,673
ไม่อย่างนั้นมันจะจำไม่ได้ แล้วหนูจะทำข้อสอบปลายภาค

258
00:23:42,810 --> 00:23:46,810
ไม่ได้นะคะ มีวิธีเดียวคือจด

259
00:23:48,951 --> 00:23:49,144
นะคะ มันไม่มีใครจำได้หรอก เนื้อหามันเยอะ

260
00:23:49,144 --> 00:23:53,144
ประเภทของคาร์โบไฮเดรต

261
00:23:55,126 --> 00:23:59,126
1. ก็คือ Monosaccharides

262
00:24:02,854 --> 00:24:06,059
Monosaccharides Mono

263
00:24:06,059 --> 00:24:10,059
ก็คือเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เป็น

264
00:24:14,527 --> 00:24:18,527
น้ำตาลที่เล็กที่สุดนะคะ Mono แปลว่า

265
00:24:23,171 --> 00:24:24,464
เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ประเภทของคาร์โบไฮเดรต

266
00:24:24,464 --> 00:24:27,699
จดหรือยัง จดหรือยัง จดหัวข้อหรือยัง ประเภท

267
00:24:27,699 --> 00:24:29,178
ของคาร์โบไฮเดรต บรรทัดต่อมา 1.

268
00:24:29,178 --> 00:24:33,178
เขียนว่า Monosaccharides เขียนภาษาไทย

269
00:24:33,966 --> 00:24:34,814
หรือภาษาอังกฤษก็ได้ครูไม่ว่าลูก

270
00:24:34,814 --> 00:24:38,814
Monosaccharides

271
00:24:39,649 --> 00:24:43,649
= น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

272
00:24:44,031 --> 00:24:48,031
เขียนไปด้วย Mono แปลว่า หนึ่ง นะคะ

273
00:24:51,366 --> 00:24:52,118
saccharides นะคะ

274
00:24:52,118 --> 00:24:56,118
เป็นน้ำตาลนะคะ saccharide ก็คือน้ำตาลนะคะ

275
00:24:56,703 --> 00:25:00,703
ใช่ Monosaccharides

276
00:25:03,037 --> 00:25:06,031
= น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

277
00:25:06,031 --> 00:25:10,031
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ทำไมต้องเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

278
00:25:17,381 --> 00:25:21,381
มันจะมีคาร์บอน 6 ตัวนะคะ มีคาร์บอน 6 ตัว มีอะตอมของธาตุคาร์บอนแค่ 6 ตัว

279
00:25:24,493 --> 00:25:26,499
นะคะ อันนี้เป็นตัวนี้ที่

280
00:25:26,499 --> 00:25:30,499
ร่างกายนำไปใช้ได้นะ ร่างกายสามารถนำไปใช้ ก็คือ

281
00:25:31,818 --> 00:25:35,818
เป็น Monosaccharides จดหรือยัง

282
00:25:37,069 --> 00:25:37,822
เสร็จหรือยัง จดแค่ว่า

283
00:25:37,822 --> 00:25:41,822
ประเภทของน้ำตาล บรรทัดที่ 2

284
00:25:46,502 --> 00:25:50,502
1. Monosaccharides น้ำตาลโมเลกุล

285
00:25:51,568 --> 00:25:55,568
เดี่ยว จดแค่นี้

286
00:25:56,956 --> 00:26:00,956
ครูจะเล่าให้ฟัง

287
00:26:03,600 --> 00:26:07,600
ว่าทำไมมันเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว มีคาร์บอน 6 ตัว เผื่อ

288
00:26:11,479 --> 00:26:14,821
ใครสงสัย แต่ครูไม่ออกข้อสอบหรอกอันนี้ ครูออกแค่ว่า Monosaccharides คืออะไร

289
00:26:14,821 --> 00:26:18,821
หนูก็ตอบไปว่าน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่มีคาร์บอน

290
00:26:20,890 --> 00:26:24,890
6 ตัว ยากไหม ไม่ค่อย

291
00:26:36,166 --> 00:26:40,166
ครูไม่บอกก็ได้ว่ามีคาร์บอนกี่ตัว ครูออกแค่ Monosaccharides

292
00:26:43,495 --> 00:26:43,640
คืออะไร Monosaccharides ถ้าจะออก Monosaccharides

293
00:26:43,640 --> 00:26:47,640
คืออะไร ประกอบไปด้วยน้ำตาลชนิดใด

294
00:26:49,208 --> 00:26:50,576
บ้าง ครูจะออกแค่นี้

295
00:26:50,576 --> 00:26:54,576
ก็เรียนไปด้วย บอกไปด้วย เราจะได้จำระหว่างเรียน

296
00:27:03,008 --> 00:27:07,008
ครูก็จะบอกข้อสอบไปด้วยนะคะ แล้วก็เราก็จะได้ เวลาใกล้สอบ เผื่อเราลืมเราก็จะได้ทบทวนได้

297
00:27:11,971 --> 00:27:15,971
เรื่องคาร์โบไฮเดรตนี่ ครูแนนบอกว่าครูแนนจะออกเรื่องอะไร

298
00:27:16,927 --> 00:27:20,494
มีกี่ข้อ ข้อสอบมีประมาณนี้จะได้กลับไปได้นะลูก

299
00:27:20,494 --> 00:27:24,494
Monosaccharides = น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

300
00:27:25,097 --> 00:27:25,293
โอเคนะ ได้หรือยัง

301
00:27:25,293 --> 00:27:29,293
อันนี้เป็นสูตรทางเคมี

302
00:27:31,834 --> 00:27:35,834
หนูไม่ต้องจำหรอก แต่ครูอยากให้หนูดูว่านี่มัน

303
00:27:38,944 --> 00:27:42,944
มีคาร์บอนกี่ตัว อันนี้จะเป็นกลูโคสนะคะ น้ำตาลกลูโคส

304
00:27:46,156 --> 00:27:50,156
มีคาร์บอน 1 2 3 4 5 6 โอเคไหม เชื่อเขาไหม เชื่อนักวิทยาศาสตร์หรือยัง

305
00:27:56,778 --> 00:27:57,899
ว่ามีคาร์บอน 6 ตัว อันนี้จะเป็นโครงสร้างทางเคมี

306
00:27:57,899 --> 00:28:00,852
ของน้ำตาลกลูโคส กลูโคส

307
00:28:00,852 --> 00:28:04,852
ก็คือน้ำตาลโมเลกุล...

308
00:28:05,207 --> 00:28:06,727
เออ หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า

309
00:28:06,727 --> 00:28:10,727
เดี่ยว = Mono ใช่ไหม

310
00:28:12,249 --> 00:28:16,249
เก่งมากเลยน่ะ เก่งมาก ไม่น่าเชื่อว่าทุกคนจะจำได้

311
00:28:20,862 --> 00:28:21,929
ทุกคนเก่งมาก น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

312
00:28:21,929 --> 00:28:25,929
ตัวแรกที่ครูอยากให้รู้จัก ก็คือกลูโคส

313
00:28:31,387 --> 00:28:34,323
นอกจากกลูโคสแล้วมันยังมี

314
00:28:34,323 --> 00:28:38,323
Fructose  Galactose

315
00:28:43,256 --> 00:28:44,426
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว จะมี 3 ตัว จดไว้เลย Glucose Monosaccharides ก็คือน้ำตาล

316
00:28:44,426 --> 00:28:48,426
โมเลกุลเดี่ยวนะคะ จะมี Glucose Fructose Galactose

317
00:28:55,264 --> 00:28:57,269
หนูมารู้จักตัวนี้ก่อน ก็คือก

318
00:28:57,269 --> 00:29:01,269
ลูโคส เป็น 1 ใน 3 ของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ได้ไหม ได้ไหม

319
00:29:01,825 --> 00:29:05,825
ทาง... เพื่อทางนู้นได้ไหมล

320
00:29:06,466 --> 00:29:10,466
ูก อาร์ต อาร์ตจด Monosaccharides

321
00:29:12,088 --> 00:29:14,362
มี 3 ตัว จดหรือยัง

322
00:29:14,362 --> 00:29:18,362
จดหรือยัง อ๋อเหรอ

323
00:29:22,468 --> 00:29:24,176
กลูโคส... ไม่ อันนี้ครูให้จดข้อสอบ

324
00:29:24,176 --> 00:29:25,240
ข้อสอบ จดข้อสอบ

325
00:29:25,240 --> 00:29:29,240
มี

326
00:29:30,874 --> 00:29:34,874
1. Glucose เขียนไป Monosaccharides จะมี 3 ตัว

327
00:29:39,380 --> 00:29:43,380
1. Glucose 1. Glucose ก่อน เดี๋ยวเรา

328
00:29:45,650 --> 00:29:49,650
มารู้จัก Glucose ก่อน Glucose  เป็นอะไรที่ครูบอก

329
00:29:50,636 --> 00:29:54,636
คุ้น ๆ ไหม น้ำตาลในเลือดใช่ไหม น้ำตาลในเลือด

330
00:29:59,284 --> 00:30:00,228
คือน้ำตาลอะไร นี่มีในข้อสอบด้วยนะลูก น้ำตาลในเลือด คือ น้ำตาลอะไร

331
00:30:00,228 --> 00:30:04,228
Glucose Glucose เป็น Monosaccharides นะลูก

332
00:30:05,539 --> 00:30:05,586
อย่าลืม ไม่

333
00:30:05,586 --> 00:30:09,586
เขายังส่ายมืออยู่

334
00:30:12,529 --> 00:30:14,930

335
00:30:14,930 --> 00:30:18,930
น้ำตาลในกระแสเลือดก็คืออะไร

336
00:30:22,499 --> 00:30:22,801
Glucose

337
00:30:22,801 --> 00:30:26,801
Glucose นะคะ มักจะไม่อยู่อิสระ มักจะไปจับ

338
00:30:31,345 --> 00:30:33,061
ตัวอื่นนะคะ เดี๋ยวเรามารู้ว่าน้ำตาล

339
00:30:33,061 --> 00:30:37,061
ตัวอื่นที่มันจับน่ะคืออะไรนะคะ อาจพบบ้าง

340
00:30:39,518 --> 00:30:43,518
เล็กน้อยในพวกหัวหอม องุ่นนะคะ

341
00:30:46,373 --> 00:30:48,682
นี่สำคัญเลย น้ำตาลในกระแสเลือด ก็คือน้ำตาล Glucose

342
00:30:48,682 --> 00:30:52,682
นะคะ ที่เราจะต้องจำ

343
00:30:54,782 --> 00:30:58,782
แล้วก็อีกอันหนึ่งที่เราต้องจำในสไลด์นี้ นอกจาก Glucose เป็นน้ำตา

344
00:31:03,304 --> 00:31:04,483
Glucose เป็นน้ำตาลที่มีการสร้างพันธะกับน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวชนิดอื่น ๆ

345
00:31:04,483 --> 00:31:07,133
ไปจับกับน้ำตาลชนิดอื่น

346
00:31:07,133 --> 00:31:11,133
ถ้าเจอน้ำตาลที่เป็น 2 ตัว

347
00:31:17,123 --> 00:31:19,173
อย่างไรมันก็ต้องมีตัว Glucose นี่อยู่ตลอด ๆ ทุกอันเลย มันเป็นน้ำตาลที่

348
00:31:19,173 --> 00:31:23,173
สร้างพันธะที่ไปจับน่ะ พันธะ ก็คือ

349
00:31:26,764 --> 00:31:30,764
พันธะเท่ากับว่าเราจับมือกันนะ ร่วมพันธะสัญญาันธะเท่ากับว่าเราจับมือกันนะ

350
00:31:35,052 --> 00:31:37,414
เราไม่ได้อยากอยู่คนเดียว เราก็อยากมีแฟนไหม

351
00:31:37,414 --> 00:31:38,455
เราก็ไม่พบกลูโคสในธรรมชาติเลยนะคะ

352
00:31:38,455 --> 00:31:41,590
Glucose  มันก็จะ มันอยากมีแฟนไอ้ตัวนี้มันก็ไป

353
00:31:41,590 --> 00:31:45,590
จับกับ Fructose

354
00:31:48,225 --> 00:31:52,225
อย่างนี้ ไปจับกับน้ำตาลตัวอื่น มันเป็นน้ำตาลที่อยู่ตัวเดียวไม่ได้

355
00:31:52,430 --> 00:31:52,932
นะคะ ก็เลยไม่พบตัวนี้เลยในธรรมชาติ เข้าใจไหม

356
00:31:52,932 --> 00:31:56,932
นี่อันนี้สำคัญ

357
00:32:01,523 --> 00:32:04,244
เลย หน้านี้มี 2 ประเด็นหลักที่สำคัญ

358
00:32:04,244 --> 00:32:08,244
ก็คือกลูโคสเป็นน้ำตาลในกระแสเลือด แล้ว

359
00:32:10,194 --> 00:32:13,157
ก็เป็นน้ำตาลที่

360
00:32:13,157 --> 00:32:17,157
สร้างพันธะกับน้ำตาลโม

361
00:32:23,326 --> 00:32:24,126
เลกุลเดี่ยวชนิดอื่น เป็นน้ำตาลที่สร้างพันธะกับน้ำตาลชนิดอื่น จะไม่เจอกลูโคสเดี่ยว ๆ

362
00:32:24,126 --> 00:32:28,126
มันชอบไปจับ มันชอบมีคู่ ชอบมีพันธะผูกพัน

363
00:32:32,103 --> 00:32:36,103
กับตัวอื่น ๆ ตลอดเลย มี 2 ประเด็นที่จะจดนะ

364
00:32:36,354 --> 00:32:40,354
ที่จะจำ มี 2 อันนี่แหละ 1. คืออะไร หน้านี้

365
00:32:42,256 --> 00:32:43,083

366
00:32:43,083 --> 00:32:44,552
2.

367
00:32:44,552 --> 00:32:48,552
ใช่

368
00:32:51,523 --> 00:32:55,523
โอเค มันไม่อยู่คนเดียวนะ น้ำตาลอันนี้

369
00:32:58,518 --> 00:32:59,389
เดี๋ยวเราจะมารู้กันว่า

370
00:32:59,389 --> 00:33:03,389
มันจับกับอะไร แล้วมันเป็นอะไร แล้วมันพบในอาหารชนิดไหน

371
00:33:09,132 --> 00:33:13,132
ที่มันมี... มีในนมน่ะ มีน้ำตาลอะไร

372
00:33:18,040 --> 00:33:22,040
โอเค จดเสร็จหรือยัง หน้านี้ออกข้อสอบ 2 ข้อแล้วนะ

373
00:33:27,029 --> 00:33:28,424
มีกี่ข้อแล้ว จำไม่ได้แล้ว

374
00:33:28,424 --> 00:33:30,125
มีกี่ข้อแล้วตะกี้

375
00:33:30,125 --> 00:33:34,125
10 ไหม เพื่อนบอก 10 แล้วนะ ทุกคนถึงหรือยัง

376
00:33:39,515 --> 00:33:43,515
ทุกคนถึง 10 หรือยังเอ่ย

377
00:33:52,740 --> 00:33:56,740
ถ้าใครได้เกรด 4 นะ วิชานี้

378
00:34:01,369 --> 00:34:05,369
ครูมีของรางวัลให้ (นักศึกษาหญิง) จริงหรือเปล่า (อาจารย์ชุติมณฑน์)

379
00:34:10,136 --> 00:34:14,136
จริง ครูเตรียมไว้ให้ เดี๋ยวครูเตรียมไว้ให้

380
00:34:15,019 --> 00:34:18,475
ใครทำข้อสอบครูได้นะ ได้เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ ห๊ะ

381
00:34:18,475 --> 00:34:18,861
เดี๋ยวครูเตรียมของรางวัลให้

382
00:34:18,861 --> 00:34:22,861
อะไร ไม่มี มีแต่มะเหงก

383
00:34:26,432 --> 00:34:29,256
เกรด Zero น่ะ

384
00:34:29,256 --> 00:34:33,256

385
00:34:35,455 --> 00:34:39,455
มีแต่มะเหงกให้ แล้วก็ความทรงจำดี ๆ ไป

386
00:34:45,890 --> 00:34:47,050
มส. ตัวหนึ่ง ถ้าได้ 0 แล้วก็ต้องได้เจอครูอีกปีหน้า เอาไหม

387
00:34:47,050 --> 00:34:51,050
เอาไหม เผื่อใครคิดถึง เผื่อใครคิดถึงครู

388
00:35:01,353 --> 00:35:05,353
อะไรนะ

389
00:35:06,733 --> 00:35:10,733
ติด 0 กับติด F หรือ

390
00:35:14,966 --> 00:35:18,572
(นักศึกษาหญิง) ใช่ค่ะ (อาจารย์ชุติมณฑน์) ส่วนใหญ่นะ เกรด 0

391
00:35:18,572 --> 00:35:20,826
เกรด 1 เกรด 2 เราจะ ใช้

392
00:35:20,826 --> 00:35:24,826
ในระดับขั้นพื้นฐานน่ะ หรือไม่ก็

393
00:35:25,680 --> 00:35:29,680
เป็น ปวช. ปวส. ปวส. นี่ขั้นพื้นฐานไหม ไม่ใช่นะ

394
00:35:35,001 --> 00:35:37,930
เราจะใช้แบบกับนักเรียนน่ะ นักเรียน ถ้าเกรดแบบ

395
00:35:37,930 --> 00:35:40,798
C D E F อะไรอย่างนี้จะใช้

396
00:35:40,798 --> 00:35:44,715
ในระดับอดุมฯ ไปแล้วน่ะ

397
00:35:44,715 --> 00:35:48,715
ไม่ได้...

398
00:35:51,010 --> 00:35:55,010
แล้วแต่ถ้าใครอยากรู้เพิ่มก็อาจจะจดหมดก็ได้นะคะ

399
00:35:56,377 --> 00:36:00,377
แต่ว่าประเด็นหลัก ๆ ที่ครูจะออกข้อสอบจริง ๆ

400
00:36:04,391 --> 00:36:05,571
นี่ก็คือน้ำตาลในกระแสเลือด กับสร้างพันธะ

401
00:36:05,571 --> 00:36:09,571
กับน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวชนิดอื่น อันนี้แหละ

402
00:36:09,883 --> 00:36:13,883
เสร็จหรือยัง(นักศึกษาหญิง) เสร็จแล้วค่ะ (อาจารย์ชุติมณฑน์)

403
00:36:15,507 --> 00:36:16,327
ต่อไป ตัวที่ 1 ก็คือ

404
00:36:16,327 --> 00:36:17,931
กลูโคสนะ ต่อไปก็คือ

405
00:36:17,931 --> 00:36:21,306

406
00:36:21,306 --> 00:36:25,306
Fructose แต่ครูชอบเรียก "ฟลุกโตส" แล้วแต่เรียกอะไร

407
00:36:30,719 --> 00:36:34,719
ก็ได้

408
00:36:44,206 --> 00:36:47,406
อันนี้นะคะ

409
00:36:47,406 --> 00:36:51,406
ก็เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวอีกตัวที่มีความสำคัญมากนะคะ

410
00:37:01,598 --> 00:37:05,598
น้ำตาล Fructose เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวนะคะ บางครั้งเรียกว่า

411
00:37:14,094 --> 00:37:17,285
Sugar Fruit Fruit Sugar

412
00:37:17,285 --> 00:37:21,038
ที่มีความหวานมากที่สุดนะคะ พบมากในผลไม้

413
00:37:21,038 --> 00:37:25,038
และน้ำผึ้ง อันนี้ประเด็นที่สำคัญที่ต้องจำ

414
00:37:27,628 --> 00:37:30,943
ก็คือพบมากในผลไม้

415
00:37:30,943 --> 00:37:34,943
ครูก็จะถามในข้อสอบว่าน้ำตาลชนิดใดพบมาก

416
00:37:42,863 --> 00:37:45,252
ในผล น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวชนิดใดพบมากในผลไม้ หนูตอบได้ไหม Fructose

417
00:37:45,252 --> 00:37:48,447
โอเคเพื่อนตอบได้แล้ว

418
00:37:48,447 --> 00:37:52,447
เป็นน้ำตาล 2 เป็นน้ำตาลที่มีความหวานมาก

419
00:37:59,435 --> 00:38:00,535
ที่สุดนะคะ ครูก็จะถามว่า แหล่งของน้ำตาล Fructose มีอยู่

420
00:38:00,535 --> 00:38:02,551
ในไหน หนูก็จะต้องตอบว่า

421
00:38:02,551 --> 00:38:06,551
ผลไม้และน้ำผึ้ง ถูกไหม

422
00:38:09,782 --> 00:38:13,782
โอเค

423
00:38:20,756 --> 00:38:24,756
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่พบมากในผลไม้

424
00:38:32,125 --> 00:38:35,729
ก็คือ Fructose

425
00:38:35,729 --> 00:38:37,923
มี 3 อัน 3 ข้อ สไลด์นี้ที่จะต้องจำ

426
00:38:37,923 --> 00:38:41,180
เหนื่อยหรือยังคะ

427
00:38:41,180 --> 00:38:45,180
เหนื่อยหรือยัง เพื่อนคนอื่นเหนื่อยไหมลูก

428
00:38:49,785 --> 00:38:50,910
ยัง โอเค

429
00:38:50,910 --> 00:38:54,910
เดี๋ยวครูสอนเรื่องน้ำตาลโมเลกุลนี่จบ

430
00:39:01,773 --> 00:39:04,591
เดี๋ยวให้เราพัก 5 นาทีนะคะ

431
00:39:04,591 --> 00:39:07,762
พี่เขา... คุณครูอีกท่านหนึ่งจะได้ไปเข้าห้องน้ำ

432
00:39:07,762 --> 00:39:11,762
เผื่อคุณครูจะได้ไปเข้าห้องน้ำด้วย ดีไหม

433
00:39:15,423 --> 00:39:19,005

434
00:39:19,005 --> 00:39:23,005
ตอนสอบต้องจำให้ได้นะ

435
00:39:59,287 --> 00:40:03,287
อะไรนะ เสร็จหรือยัง เสร็จหรือยังอาร์ต

436
00:40:04,476 --> 00:40:07,479
อาร์ต

437
00:40:07,479 --> 00:40:10,073
เสร็จแล้ว เสร็จแล้ว โอเค

438
00:40:10,073 --> 00:40:14,073
เอิร์นล่ะ เอิร์นล่ะ

439
00:40:23,492 --> 00:40:26,631
หน้านี้มีข้อสอบทั้งหมดกี่ข้อ กี่ข้อนะ หน้านี้เฉพาะหน้านี้มีกี่ข้อ

440
00:40:26,631 --> 00:40:28,713
ทวน

441
00:40:28,713 --> 00:40:32,713
มีอะไรบ้าง 4 ข้อ

442
00:40:33,509 --> 00:40:37,509
(นักศึกษาหญิง) โมเลกุลเดี่ยวพบมากในผลไม้ เป็นน้ำตาลที่มีความหวาน

443
00:40:42,985 --> 00:40:46,985
มากที่สุด มี Fructose มากที่สุดในผลไม้

444
00:40:50,874 --> 00:40:52,867
(อาจารย์ชุติมณฑน์) โอเค ต่อไป อันที่ 3 นะคะ

445
00:40:52,867 --> 00:40:55,753
เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวตัวที่ 3 นะคะ ก็คือ...

446
00:40:55,753 --> 00:40:59,753
อ่านออกไหม (นักศึกษาชาย) Galactose (อาจารย์ชุติมณฑน์)

447
00:41:07,040 --> 00:41:11,040
Galactose เกือบถูกแล้ว ใกล้ ๆ กานี่แหละ

448
00:41:11,220 --> 00:41:15,220
Galactose นะคะ เป็น

449
00:41:17,001 --> 00:41:21,001
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวตัวที่ 3 จะ... อันนี้มีอยู่ข้อเดียว

450
00:41:24,890 --> 00:41:28,123
ที่จะต้องจำ พบในนมนะคะ จะพบมากในนม ในรูปของ

451
00:41:28,123 --> 00:41:32,123
อะไร ในรูปของ

452
00:41:38,049 --> 00:41:40,537
lactose นะคะ lactose ก็เป็นน้ำตาลอะไรนะ ที่ไม่ชอบ

453
00:41:40,537 --> 00:41:44,537
อยู่ตัวคนเดียว น้ำตาลอะไรที่ไม่ค่อยอยู่คนเดียว ชื่ออะไรนะเมื่อกี้

454
00:41:47,161 --> 00:41:51,161
น้ำตาลที่แบบชอบมีคู่น่ะ น้ำตาลอะไร กลูอะไร กลูโคส

455
00:41:57,924 --> 00:41:59,119
Galactose มันจะได้เป็นน้ำตาล Lactose

456
00:41:59,119 --> 00:42:00,889
ครูจะถามว่า

457
00:42:00,889 --> 00:42:04,889
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวชนิดใดที่พบมาก

458
00:42:06,426 --> 00:42:10,426
ในนม ตอบได้ไหม ตอบได้ไหม

459
00:42:15,731 --> 00:42:16,904
ถูกต้อง ตอบ lactose

460
00:42:16,904 --> 00:42:20,904
ได้ไหม น้ำตาล Galactose มันไม่ใช่ Monosaccharides

461
00:42:30,819 --> 00:42:31,210
นะคะ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

462
00:42:31,210 --> 00:42:35,210
ที่พบมากที่สุดในนม ก็คือ Galactose

463
00:42:38,329 --> 00:42:42,329
แต่ lactose นี่มันเป้นน้ำตาลโมเลกุลคู่

464
00:42:47,550 --> 00:42:50,165
ที่ Glucose + Galactose เป็น Lactose

465
00:42:50,165 --> 00:42:54,165
ชื่อมันแบบว่ามันคล้าย ๆ กันน่ะ แต่ครูจะ

466
00:42:54,750 --> 00:42:58,750
หาวิธีการจำให้พวกเรา พวกเราจะได้ตอบได้

467
00:43:11,557 --> 00:43:15,557
เราเห็นคำตัว G A ไหม

468
00:43:17,048 --> 00:43:20,054
G A ข้างหน้า มันก็คือ

469
00:43:20,054 --> 00:43:21,675
Ga ใช่ไหม ตอนแรกนะ

470
00:43:21,675 --> 00:43:25,675
ตอนแรก ตอนแรก

471
00:43:26,640 --> 00:43:30,640
ตัว Ga นี่มันเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

472
00:43:34,037 --> 00:43:38,037
มันอยู่แบบเดี่ยว ๆ มันมีคำว่า "ga" ด้วย แต่

473
00:43:42,976 --> 00:43:46,976
พอมันผสม มันไปเจอเนื้อคู่ มันไปเจอเนื้อคู่เป็น Glucose Glucose มันไปเจอเนื้อคู่

474
00:43:49,546 --> 00:43:52,965
มันเอาไอ้ Ga ที่เป็นเพื่อนมัน ตั้งแต่

475
00:43:52,965 --> 00:43:54,226
มันเด็ก ๆ น่ะ มันเอาทิ้ง เอาเพื่อนมันทิ้ง แล้ว

476
00:43:54,226 --> 00:43:58,226
มันก็เลยไม่มี Ga แล้ว Ga ก็ไม่อยู่แล้ว พอมันไปเจอแฟน

477
00:44:06,219 --> 00:44:07,277
มันไม่มี Ga แล้ว Ga ก็ต้องตัดทิ้ง มันก็จะเหลือแต่ Lactose

478
00:44:07,277 --> 00:44:11,277
เข้าใจไหม เข้าใจไหมคะ

479
00:44:47,592 --> 00:44:51,592
ถ้ามันเป็นโมเลกุลเดี่ยว มันอยู่คนเดียว

480
00:44:54,264 --> 00:44:58,264
มันจะมี ฌa คอยเลี้ยง คอยพยุง

481
00:45:03,543 --> 00:45:03,612
มันเจอคู่แล้วมันเจอคู่กับ Glucose แล้วไม่

482
00:45:03,612 --> 00:45:07,612
ต้องหาคนช่วยแล้ว ไม่ต้องหาคนมาเลี้ยงดู

483
00:45:07,967 --> 00:45:08,311
มันก็ตัด Ga ทิ้ง Ga นี่ก็ออกไป

484
00:45:08,311 --> 00:45:12,311
มันก็เหลือแต่ Lactose มันเป็นน้ำตาล

485
00:45:15,321 --> 00:45:15,619
ที่พบมากใน... ในอะไร

486
00:45:15,619 --> 00:45:19,619
พบมากในไหน ในอาหารอะไรคะ ใน

487
00:45:19,929 --> 00:45:23,929
ผลิตภัณฑ์นม ในนม

488
00:45:24,854 --> 00:45:28,854
จำได้ไหม ครูก็ถามว่าน้ำตาล

489
00:45:28,910 --> 00:45:32,910
โมเลกุลเดี่ยวที่พบมากในนมคืออะไร

490
00:45:33,579 --> 00:45:35,904
โอเค ดำ

491
00:45:35,904 --> 00:45:36,958
จำได้ไหมนี่

492
00:45:36,958 --> 00:45:40,958
ครูให้

493
00:45:43,511 --> 00:45:46,483
พักก่อน ให้พัก 5 นาทีนะคะ

494
00:45:46,483 --> 00:45:50,483
โอเค ใครเข้าห้องน้ำ

495
00:45:52,344 --> 00:45:56,344
ไปดื่มนะคะ เชิญเลย ให้เวลา 5 นาที

496
01:00:20,079 --> 01:00:24,079

497
01:00:24,079 --> 01:00:26,996
ต่อเลยนะ (นักศึกษาหญิง) ค่ะ

498
01:00:26,996 --> 01:00:30,996
(อาจารย์ชุติมณฑน์) อันนี้ Galactose

499
01:00:35,027 --> 01:00:36,943
เป็นน้ำตาลโมเลกุล

500
01:00:36,943 --> 01:00:40,772
ถ้า Ga หายไปมันก็จะมีอะไร

501
01:00:40,772 --> 01:00:42,803
มีคู่เป็นน้ำตาล

502
01:00:42,803 --> 01:00:46,803
โมเลกุลคู่ เดี๋ยวจะเรียน

503
01:00:48,387 --> 01:00:49,388
เดี๋ยวจะเรียนต่อไปนะคะ โอเค

504
01:00:49,388 --> 01:00:53,388
1. น้ำตาล ประเภทของน้ำตาล

505
01:00:57,182 --> 01:01:01,182
Mono Mono อะไร Monosaccharides

506
01:01:01,900 --> 01:01:04,126
เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

507
01:01:04,126 --> 01:01:08,126
2. ก็คือ Disaccharides

508
01:01:12,429 --> 01:01:16,429
เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ จดนะคะ

509
01:01:18,708 --> 01:01:20,407
Disaccharides ประเภทของน้ำตาล คือ น้ำตาลโมเลกุล

510
01:01:20,407 --> 01:01:24,407
เดี่ยว 1. น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

511
01:01:32,105 --> 01:01:34,517
2. น้ำตาลโมเลกุลคู่ ก็คือ Disaccharides

512
01:01:34,517 --> 01:01:38,517
Di แปลว่า 2 Mono แปลว่า 1

513
01:01:38,661 --> 01:01:42,661
น้ำอะไร Saccarin

514
01:01:48,109 --> 01:01:52,109
น้ำอะไร น้ำตาล

515
01:01:56,112 --> 01:02:00,112
Di แปลว่า 2 ก็คือน้ำตาลโมเลกุลคู่ Di 2 2 ก็อยู่

516
01:02:04,115 --> 01:02:06,029
กันเป็นอะไร เป็นคู่ใช่ไหม เป็นคู่ Disaccharides

517
01:02:06,029 --> 01:02:10,029
คืออะไร Disaccharides ก็เป็น... เอาน้ำตาล

518
01:02:10,380 --> 01:02:14,380
โมเลกุลเดี่ยวที่เราเรียนกันเมื่อกี้มีอะไรบ้าง โมเลกุลเดี่ย

519
01:02:20,123 --> 01:02:22,070
ว Glucose Fructose กับอะไรอีก

520
01:02:22,070 --> 01:02:26,070
Galactose น้ำตาลโมเลกุลคู่

521
01:02:27,719 --> 01:02:31,719
เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 ตัวมารวมกันนะคะ มันจะเกิดเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ ก็คือ

522
01:02:33,502 --> 01:02:37,442
Disaccharides แล้วแต่ละคู่น่ะ ครูเคยบอกว่ามันมีอะไรนะ

523
01:02:37,442 --> 01:02:38,533
อยู่ด้วยตลอดเลย น้ำตาล

524
01:02:38,533 --> 01:02:42,533
... น้ำตาลอะไรที่จะต้องอยู่คนเดียว

525
01:02:47,308 --> 01:02:51,308
ไม่ได้ จะต้องมีคู่ ก็คือน้ำตาลอะไร Glucose

526
01:02:51,903 --> 01:02:55,903
น้ำตาล Glucose Disaccharides ไปจับ

527
01:03:02,437 --> 01:03:06,437
เกิดจากน้ำตาล Glucose ไป

528
01:03:08,133 --> 01:03:12,133
น้ำตาล Glucose ไปจับ Galactose น้ำตาล Glucose จับกับตัวของมันเอง

529
01:03:17,724 --> 01:03:21,724
จำแค่ว่า

530
01:03:24,022 --> 01:03:25,776
Disaccharides นี่ เป็นการจับ

531
01:03:25,776 --> 01:03:27,534
คู่น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 ตัวมาจับกัน

532
01:03:27,534 --> 01:03:31,534
น้ำตาลโมเลกุลคู่ Disaccharides เกิดจาก

533
01:03:35,757 --> 01:03:38,467
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 ตัวมาจับกัน จำแค่นี้

534
01:03:38,467 --> 01:03:41,557
มันไม่ได้อยู่คนเดียว มันมี 2 ตัวมาจับกัน

535
01:03:41,557 --> 01:03:45,557
ครูอาจจะถามในข้อสอบว่า

536
01:03:49,443 --> 01:03:51,574
Disaccharides คืออะไร ครูไม่ได้ถาม

537
01:03:51,574 --> 01:03:55,574
Mono อยู่แล้ว ครูจะถาม Di นี่แหละ Disaccharides

538
01:04:01,292 --> 01:04:05,292
คืออะไร หนูก็จะต้องตอบว่าเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่

539
01:04:05,635 --> 01:04:09,635
ที่เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 ตัวมาจับกัน

540
01:04:11,226 --> 01:04:12,618
หนูจะต้องตอบแบบนี้ เข้าใจไหมคะ

541
01:04:12,618 --> 01:04:16,618
ถ้าครูถามว่า Disaccharides

542
01:04:17,255 --> 01:04:21,255
คืออะไร หนูตอบได้ไหม ตอบได้ไหมคะ

543
01:04:25,366 --> 01:04:29,366
เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ ที่เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

544
01:04:31,365 --> 01:04:35,365
2 ตัวมาจับกัน

545
01:04:35,876 --> 01:04:39,064
ได้ไหม แล้วแต่ละคู่

546
01:04:39,064 --> 01:04:43,064
มันจะต้องมี Glucose

547
01:04:47,958 --> 01:04:51,958
Glucose จะอยู่กับน้ำตาลทุกตัวในโมเลกุลคู่

548
01:04:55,687 --> 01:04:59,687
เลยนะคะ จดได้หรือยัง อันนี้ Disaccharides คืออะไร มี 1 ข้อคำถามแล้ว

549
01:05:00,795 --> 01:05:02,765
อยู่ในหน้านี้ Disaccharides คืออะไร

550
01:05:02,765 --> 01:05:03,998

551
01:05:03,998 --> 01:05:07,998
ข้อที่เท่าไรแล้วลูก ข้อสอบนี่ข้อที่เท่าไรแล้ว

552
01:05:50,884 --> 01:05:53,191
มีทั้งข้อสอบ

553
01:05:53,191 --> 01:05:57,191
กลางภาคก็อยู่ในนี้นะคะ แล้วก็ข้อสอบ

554
01:06:00,357 --> 01:06:04,357
ท้ายบทเรียนก็อยู่ในนี้นะคะ

555
01:06:09,738 --> 01:06:13,738
ต่อไป หน้านี้

556
01:06:15,082 --> 01:06:19,082
เสร็จหรือยัง หน้านี้มีข้อสอบ 1 ข้อ เสร็จหรือยัง

557
01:06:24,448 --> 01:06:28,448
ต่อไปข้อที่ 18 น้ำตาล Disaccharides นะคะ มีอะไรบ้าง

558
01:06:36,214 --> 01:06:37,301
Disaccharides Disaccharides นะคะ มีน้ำตาล

559
01:06:37,301 --> 01:06:41,301
หลัก ๆ อยู่ 3 ตัวด้วยกัน ตัวแรกเลยที่เราต้องรู้จัก

560
01:06:42,682 --> 01:06:46,682
ก็คือ Maltose Maltose

561
01:06:49,034 --> 01:06:50,069
ชื่อมันอาจจะจำยากนิดหนึ่งนะลูก

562
01:06:50,069 --> 01:06:54,069
Maltose 1. ก็คือ Maltose

563
01:06:56,383 --> 01:07:00,383

564
01:07:00,850 --> 01:07:04,850
Maltose เกิดจาก glucose จับกับตัวมันเองนะคะ

565
01:07:06,615 --> 01:07:10,615
พบในเมล็ดข้าวที่กำลังงอก

566
01:07:11,143 --> 01:07:15,143
นะคะ

567
01:07:17,520 --> 01:07:21,520
น้ำตาล Maltose น่ะ ส่วนใหญ่มันจะอยู่ใน

568
01:07:32,049 --> 01:07:36,049
พวกแป้ง พวกในข้าว ในพืช อย่างนี้นะคะ ให้เราจำ Mal

569
01:07:40,245 --> 01:07:41,161
ให้จำเสียว่าเป็นข้าวมอลต์

570
01:07:41,161 --> 01:07:45,161
มอลต์อะไรอย่างนี้ มอลต์ Maltose เกิดจาก

571
01:07:48,255 --> 01:07:52,255
Glucose + Glucose Glucose จับกับตัวมันเอง

572
01:07:56,678 --> 01:07:59,169
ได้น้ำตาลโมเลกุลคู่ ที่มีชื่อว่า

573
01:07:59,169 --> 01:08:03,169
Maltose อันนี้จำนะ Glucose

574
01:08:04,584 --> 01:08:08,584
จับกับ Glucose ได้น้ำตาลโมเลกุลคู่ที่มีชื่อว่าอะไร

575
01:08:09,826 --> 01:08:11,598
ชื่อว่าอะไรคะ Maltose

576
01:08:11,598 --> 01:08:15,598
Glucose

577
01:08:17,360 --> 01:08:21,360
เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวใช่ไหม จับ

578
01:08:23,210 --> 01:08:27,184
กับ Glucose  จับกับตัวมันเอง เกิดเป็นน้ำตาล

579
01:08:27,184 --> 01:08:31,184
โมเลกุลคู่ที่ชื่อว

580
01:08:36,271 --> 01:08:37,824
่า Maltose จะพบ Maltose

581
01:08:37,824 --> 01:08:41,824
ได้ในข้าว ได้ใน

582
01:08:44,272 --> 01:08:46,227
ธัญพืชต่าง ๆ ที่มีแป้งเยอะ ๆ ที่มีคาร์โบไฮเดรตเยอะ ๆ

583
01:08:46,227 --> 01:08:49,186
ให้หนู

584
01:08:49,186 --> 01:08:53,186
จำแค่นี้ เกิดจากการแตกตัวของโมเลกุลแป้งน่ะไม่ต้องจำ

585
01:08:57,682 --> 01:09:01,682
ให้หนูจำแค่ว่า Glucose

586
01:09:08,284 --> 01:09:09,557
เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว จับกับ Glucose

587
01:09:09,557 --> 01:09:13,557
ด้วยกัน เกิดเป็น Maltose นี่ข้อสอบ

588
01:09:13,856 --> 01:09:16,796
ที่จะออก Glucose จับกับ Glucose  แล้วได้อะไร แค่นี้เอง

589
01:09:16,796 --> 01:09:17,499
ครูถามไม่ได้ยาก ข้อ 18 แล้วนะลูก

590
01:09:17,499 --> 01:09:18,359
ข้อ 18 อันนี้คือข้อ 18

591
01:09:18,359 --> 01:09:22,359
ไม่ต้อง

592
01:09:23,081 --> 01:09:27,081
อันนี้ไม่ต้องจำ มันเยอะ ๆ

593
01:09:29,826 --> 01:09:33,826
ครูกลัวหนูจำไม่ได้แล้วมันจะปวดหัว

594
01:09:34,913 --> 01:09:38,913
เผื่อแบบใครอยากจดไปอ่าน ทำความเข้าใจ

595
01:09:42,872 --> 01:09:44,539
ให้ความรู้เพิ่มเติมกับตัวเองก็จดได้นะคะ

596
01:09:44,539 --> 01:09:46,170
แต่วันนี้ไม่ออกข้อสอบนะคะ

597
01:09:46,170 --> 01:09:50,170
แต่ใครอยากจดเพื่อเป็นความรู้

598
01:09:54,299 --> 01:09:57,561
เพิ่มเติมก็จดได้อันนี้

599
01:09:57,561 --> 01:10:01,561
จะมี Maltose เยอะในเมล็ดข้าว

600
01:10:04,234 --> 01:10:07,105
ที่กำลังงอกนะคะ ได้หรือยัง

601
01:10:07,105 --> 01:10:11,105
ได้หรือยังหน้านี้

602
01:10:13,191 --> 01:10:17,191
จำแค่ว่า Glucose  + Glucose  ได้ Maltose แค่นั้นแหละ

603
01:10:17,265 --> 01:10:21,265
จำได้หรือยัง

604
01:10:27,359 --> 01:10:31,359
น้ำตาลโมเลกุลคู่ตัวที่ 2 ตัวแรกผ่านไปแล้ว

605
01:10:38,606 --> 01:10:41,033
ตัวที่ 2 ก็คือ Lactose นะคะ Lactose เราคุ้น ๆ ไหม

606
01:10:41,033 --> 01:10:43,472
เราคุ้น ๆ ไหมตะกี้

607
01:10:43,472 --> 01:10:47,472
ตัวที่มันมีคู่แล้วใช่ไหม ตะกี้

608
01:10:49,570 --> 01:10:53,570
Lactose ถ้ามันไม่มีคู่ เรียกว่า

609
01:10:56,524 --> 01:10:59,743
... ถ้ามันอยู่ตัวคนเดียวมันต้องมีอะไรเลี้ยง มีอะไรเลี้ยง

610
01:10:59,743 --> 01:11:03,743
ก่อนจะมีคู่น่ะ ก่อนจะมีคู่มันมีอะไรอยู่ด้วย

611
01:11:12,030 --> 01:11:13,920
อยู่ด้วยมี Ga อยู่ด้วยใช่ไหม ก่อนมันจะมี

612
01:11:13,920 --> 01:11:17,920
คู่มันมี Ga อยู่ด้วย พอมันมีคู่แล้ว Ga หาย เหลือแค่ Lactose

613
01:11:20,143 --> 01:11:23,583
อะไรเป็นคู่ของมัน Glucose

614
01:11:23,583 --> 01:11:23,900
ใช่ไหม จำได้ไหมลูก จำได้ไหม

615
01:11:23,900 --> 01:11:27,900
ค่อย ๆ ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ

616
01:11:28,354 --> 01:11:32,354
มีอยู่ น้ำตาล Lactose นะคะ เกิดจาก

617
01:11:37,225 --> 01:11:41,225
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 ตัว ก็คือ Glucose + Galactose มารวมกันนะคะ เกิดเป็น Lactose

618
01:11:43,801 --> 01:11:43,940
มีเป็นคาร์โบไฮเดรตตัวหลักใน

619
01:11:43,940 --> 01:11:47,940
น้ำนม

620
01:11:54,660 --> 01:11:58,660
แล้วอันนี้เราต้องจำเลย โรค

621
01:12:02,637 --> 01:12:06,334
มันมีโรคชนิดหนึ่ง ที่ทำให้

622
01:12:06,334 --> 01:12:10,334
ผู้บริโภคเกิดอาการท้องเสียเวลากินนมนะคะ

623
01:12:10,748 --> 01:12:14,748
คือโรคอะไร มันคือชื่อว่า Lactose intolerance

624
01:12:20,354 --> 01:12:21,333
นะคะ จำอันนี้เลยลูก จำอันนี้เลย Lactose intolerance

625
01:12:21,333 --> 01:12:25,333
นะคะ หนูจำอันนี้เลย ครูจะถามว่า

626
01:12:25,653 --> 01:12:29,653
โรคอะไรที่เมื่อกินนม

627
01:12:31,026 --> 01:12:33,302
เข้าไปแล้วทำให้เกิดอาการท้องเสียเวลากินนม

628
01:12:33,302 --> 01:12:36,118
เรียกว่าโรคอะไร ครูจะถาม

629
01:12:36,118 --> 01:12:37,867
ครูจะถามนะลูกว่า

630
01:12:37,867 --> 01:12:41,867
อาการท้องเสีย เวลาที่กินนม

631
01:12:46,654 --> 01:12:50,654
เรียกว่าโรคอะไรนะคะ โรคนี้เขาเรียกว่า

632
01:12:55,119 --> 01:12:59,119
โรค Lactose Intolerance เกิดจากขาดเอนไซม์

633
01:13:01,875 --> 01:13:04,211
ที่ไปย่อย Lactose ทำให้ท้องเสียนะคะ

634
01:13:04,211 --> 01:13:06,372
ในผู้ใหญ่บางคนจะขาดเอนไซม์

635
01:13:06,372 --> 01:13:10,372
ไปย่อย Lactose นะคะ ทำให้ท้องเสีย

636
01:13:13,127 --> 01:13:16,588
มันเลยมีนมบางชนิดที่ปราศจาก Lactose น่ะ

637
01:13:16,588 --> 01:13:17,255
เคยเห็นไหม นมบางชนิดที่ปราศจาก

638
01:13:17,255 --> 01:13:21,255
Lactose เคยเห็นไหม ขวดสีขาว ๆ

639
01:13:25,214 --> 01:13:29,214
ครูจำไม่ได้ยี่ห้ออะไร อะไร Free Lactose เคยเห็นไหม เคยได้ยินไหม

640
01:13:31,519 --> 01:13:35,519
ไปดูตามท้องตลาดก็ได้ ดูตาม Serach Google ดู ดูตาม Serach Google ดู

641
01:13:35,637 --> 01:13:37,356
มันจะเขียนว่า "Free Latose" เพราะบางคนไม่มีเอนไซม์ย่อย Lactose เพราะบางคนไม่มีเอนไซม์

642
01:13:37,356 --> 01:13:41,356
ไปย่อย Lactose เอนไซม์ย่อย Lactose ก็คือ

643
01:13:48,385 --> 01:13:52,385
หนูจะเห็นว่า เวลาเอนไซม์น่ะ มันจะเป็น ASE น่ะ ออกเสียง S ด้านหลัง ส่วนใหญ่เอนไซม์มันจะเป็นชื่อ

644
01:13:56,511 --> 01:14:00,511
แบบนี้ นี่

645
01:14:00,548 --> 01:14:04,548
มันจะมีนมเห็นไหม นวัตกรรมทางอาหาร

646
01:14:06,224 --> 01:14:10,062
นี่หนูก็จะต้องรู้ว่าถ้าสมมติว่าผู้ป่วย

647
01:14:10,062 --> 01:14:14,062
ที่หนูไปดูแลนะคะ หรือว่าผู้บริโภคที่มา

648
01:14:18,560 --> 01:14:21,328
กินอาหารในร้านแพ้นมวัว ส่วนใหญ่ถ้าแพ้นมวัว ถ้าแบบว่าเกิดอาการ

649
01:14:21,328 --> 01:14:24,518
ท้องเสียเมื่อรับประทานนมวัวหนูจะต้องเลือก

650
01:14:24,518 --> 01:14:28,518
นมแบบนี้ให้เขา Lactose Free

651
01:14:33,704 --> 01:14:35,606
มันจะมีเคลมข้างขวดนี่ว่า Lactose Free หนูจะมีเคลมข้างขวดนี่ว่า Lactose free

652
01:14:35,606 --> 01:14:37,898
หนูจะต้องเลือกใช้นมประเภทนี้

653
01:14:37,898 --> 01:14:41,898
ให้กับผู้บริโภค ส่วนใหญ่

654
01:14:41,976 --> 01:14:45,976
คนแก่น่ะ มักจะเป็น ถ้าผู้สูงอายุ หนูต้องเลือกใช้ ผลอ

655
01:14:52,407 --> 01:14:55,520
ที่เป็นนมวัว หนูต้องเลือกใช้ตัวนี้นะลูก ที่เป็นผู้สูงอายุ

656
01:14:55,520 --> 01:14:57,254
เพราะว่าผู้บริโภคที่เป็นผู้สูงอายุส่วนใหญ่

657
01:14:57,254 --> 01:15:01,254
มักจะการทำงานของ เอนไซม์ Lactaes มันจะน้อย

658
01:15:07,887 --> 01:15:09,630
ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่เป็นผู้สูงอายุ

659
01:15:09,630 --> 01:15:10,723
หนูต้องใช้นมตัวนี้ ถ้าหนูต้องใช้ผลิตภัณฑ์

660
01:15:10,723 --> 01:15:12,118
แบบนมวัวในการประกอบอาหารน่ะ

661
01:15:12,118 --> 01:15:16,118
เข้าใจไหม ต้องใช้นมที่เขียนว่า

662
01:15:18,141 --> 01:15:22,141
Lactose free เพราะบางที

663
01:15:32,428 --> 01:15:34,713
วิปปิงครีมอะไรอย่างนี้ เค้กใช่ไหม ยังไงมันก็

664
01:15:34,713 --> 01:15:38,713
หนีไม่พ้นนมวัวใช่ไหมลูก มันต้องพึ่งนมวัวอยู่

665
01:15:40,429 --> 01:15:43,760
นมวัวอยู่ เราก็เห็นมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็น

666
01:15:43,760 --> 01:15:47,760
Lactose Free แทน โยเกิร์ตไปทำครีมชีสอะไรก็

667
01:15:49,447 --> 01:15:53,447
ดูด้วยนะคะ ว่าผู้บริโภค ลูกค้า กลุ่มลูกค้า

668
01:15:56,437 --> 01:16:00,437
ที่มาทานอาหารกับเรา เขาเป็นกลุ่มลูกค้าประเภทไหน เป็นกลุ่มผู้สูงอายุไหม

669
01:16:02,606 --> 01:16:04,877
แบบไหนไหมอะไรอย่างนี้เราก็จะต้องดูด้วยนะคะ โรคที่...

670
01:16:04,877 --> 01:16:08,567
โรคเมื่อโรคที่เมื่อทาน

671
01:16:08,567 --> 01:16:12,567
นมเข้าไปแล้วทำให้เกิดอาการท้องเสีย

672
01:16:16,671 --> 01:16:20,671
เนื่องจากการขาดเอนไซม์ Lactase คืออะไร ครู

673
01:16:22,753 --> 01:16:25,831
ออกข้อสอบ ครูออกจริง ๆ นะ โรคอะไร

674
01:16:25,831 --> 01:16:29,831
Lactose อะไร

675
01:16:31,070 --> 01:16:34,402
Intolerance โรคนี้จำให้ขึ้นใจเลย

676
01:16:34,402 --> 01:16:38,402
โรคที่เกิดอาการท้องเสียเมื่อกินนมวัวเข้าไป

677
01:16:42,037 --> 01:16:46,037
นะคะ Lactose นี่เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ที่หวานน้อยที่สุด

678
01:16:47,319 --> 01:16:47,726
นะคะ นี่

679
01:16:47,726 --> 01:16:51,726
น้ำตาลในนมเป้นน้ำตาลที่หวานน้อยที่สุดนะคะ

680
01:16:55,924 --> 01:16:59,924
แต่น้ำตาลที่หวานมากที่สุดคืออะไรตะกี้

681
01:17:02,001 --> 01:17:04,734
ที่เราเรียนไป จริงไหม

682
01:17:04,734 --> 01:17:06,947
จริงไหม

683
01:17:06,947 --> 01:17:10,947
น้ำตาลอะไร Fructose

684
01:17:20,464 --> 01:17:24,464
มันคือน้ำตาล Fructose เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

685
01:17:24,470 --> 01:17:27,140
ที่หวานมากที่สุด ยังออกข้อสอบ น้ำตาลโมเลกุลคู่

686
01:17:27,140 --> 01:17:31,140
ที่หวานน้อยที่สุดเรียกว่า "Lactose" เออ แล้วโรคที่เกิด

687
01:17:33,277 --> 01:17:37,277
อาการ... เมื่อเกิดอาการท้องเสีย

688
01:17:41,257 --> 01:17:45,257
เรียกว่า Lactose intolerance Lactose intolerance กลับบ้านก็ท่อง Lactose intolerance

689
01:17:51,966 --> 01:17:55,966
โอเค ต่อไปนะคะ ตัวสุดท้ายแล้ว น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

690
01:18:01,702 --> 01:18:05,591
หลัก ๆ น้ำตาลโมเลกุลคู่ก็มีหลัก ๆ

691
01:18:05,591 --> 01:18:09,591
3 ตัว ของน้ำตาลโมเลกุลคู่ ซูอะไร

692
01:18:10,327 --> 01:18:14,008
ที่ใช้ทำน้ำตาลทราย Sucrose

693
01:18:14,008 --> 01:18:18,008
เกิดจาก Glucose บวกน้ำตาลที่หวานที่สุด ก็คือ

694
01:18:19,852 --> 01:18:21,806
Fructose น้ำตาลทรายประกอบด้วย

695
01:18:21,806 --> 01:18:24,204
99 เปอร์เซ็นต์ Sucrose

696
01:18:24,204 --> 01:18:25,104
ด้วย Sucrose ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่า

697
01:18:25,104 --> 01:18:29,104
มันประกอบไปด้วย Glucose แล้วก้น้ำตาล Fructose

698
01:18:35,155 --> 01:18:36,096
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่หวานที่สุดใช่ไหม จำได้ไหม จำได้ไหมคะ

699
01:18:36,096 --> 01:18:40,096
Sucrose เกิดจากน้ำตาล Glu...

700
01:18:43,391 --> 01:18:47,391
โอเค เห็นไหม

701
01:18:47,628 --> 01:18:51,628
น้ำตาลโมเลกุลคู่ทุกตัวเลยนะคะ จะมี Glucose

702
01:18:53,001 --> 01:18:57,001
เห็นไหม แล้วมันก็จะไปจับน้ำ

703
01:19:00,503 --> 01:19:04,503
ตาลโมเลกุลเดี่ยวตัวอื่นที่เราเรียนไปก่อนหน้า น้ำตาลโมเลคู่ คือ น้ำตาลจับโมเลกุลเดี่ยว

704
01:19:08,506 --> 01:19:12,506
ด้วยกัน เห็นไหมน้ำตาลโมเลกุลคู่ทุกตัวต้องมี Glucose หมดเลย

705
01:19:14,098 --> 01:19:18,098
เห็นไหม Sucrose ก็ต้องมี Glucose

706
01:19:19,520 --> 01:19:23,520
Lactose ก็ต้องมี Glucose Maltose ก็ต้องมี

707
01:19:24,513 --> 01:19:28,513
Glucose โอเคไหมคะ เก่งมากเลย อันนี้ ใกล้จะจบแล้ว ใกล้จะจบแล้ว

708
01:19:33,798 --> 01:19:37,798
คือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่หวาน

709
01:19:45,929 --> 01:19:49,798
ที่สุด

710
01:19:49,798 --> 01:19:53,798
ไหนทวนตะกี้สิ ถามอาร์ต อาร์ต

711
01:20:00,418 --> 01:20:00,786
อาร์ตลุกขึ้น อาร์ตลุกขึ้น

712
01:20:00,786 --> 01:20:04,786
อาร์ตลุกขึ้น

713
01:20:06,441 --> 01:20:10,441
ลุกขึ้นครูจะถาม โรคที่กิม

714
01:20:12,616 --> 01:20:15,288
นมวัวแล้วท้องเสีย

715
01:20:15,288 --> 01:20:17,986
เขาเรียกว่าโรคอะไร

716
01:20:17,986 --> 01:20:21,986
เขามีล่าม

717
01:20:28,785 --> 01:20:32,785
เขียน เขียนให้ครู

718
01:20:33,144 --> 01:20:37,144
เขียนมา

719
01:20:52,547 --> 01:20:56,547
เขียนมาให้ครู เดี๋ยวเรียน ๆ ไปครูถามนะ ต้องตั้งใจนะคะ

720
01:21:09,895 --> 01:21:13,895
เวลาเราสอบนะคะ

721
01:21:17,866 --> 01:21:19,499
ครูจะมีทั้งข้อกา

722
01:21:19,499 --> 01:21:23,499
ด้วย แล้วก็ข้อเขียนด้วย

723
01:21:25,920 --> 01:21:29,272
แต่ถ้าข้อเขียนนะคะ ครูไม่ว่า

724
01:21:29,272 --> 01:21:33,272
ถ้าจะเขียนเป็นภาษาไทย สมมติ Lactose Intolerance

725
01:21:38,979 --> 01:21:39,276
มันคือโรค

726
01:21:39,276 --> 01:21:43,276
Lactose Intolerance ก็เขียนภาษาไทยก็ได้

727
01:21:44,233 --> 01:21:48,233
หรือไม่ครูน่ะ

728
01:21:48,747 --> 01:21:52,747
ถ้าครูใจดีหน่อย ถ้านักเรียนแบบเป็นเด็กดีหน่อย

729
01:21:54,564 --> 01:21:58,564
ไม่ดื้อ ไม่ซน โอเคเข้าใจ ครูก็จะถามว่า

730
01:22:01,244 --> 01:22:05,244
โรค Lactose Intolerance คือโรคอะไร Lactose Intolerance คืออะไร

731
01:22:08,854 --> 01:22:10,787
ถ้าบางทีครูใจดีหน่อยครูจะถามแบบนี้

732
01:22:10,787 --> 01:22:14,787
หนูจะตอบว่าอย่างไร โรค Lactose Intolerance

733
01:22:18,921 --> 01:22:21,003
คืออะไร ตอบได้ไหม เมื่อรับประทานอะไรคะ

734
01:22:21,003 --> 01:22:25,003
นมวัว นมถั่วเหลืองท้องเสียไหม

735
01:22:25,138 --> 01:22:29,138
(นักศึกษาหญิง) ไม่ (อาจารย์ชุติมณฑน์) โอเค โอเค

736
01:22:29,887 --> 01:22:33,887
ได้หรือยังคะ

737
01:22:34,732 --> 01:22:38,732
ได้หรือยัง

738
01:22:45,864 --> 01:22:49,864

739
01:22:54,469 --> 01:22:58,469
น้ำตาลที่ น้ำตาลทรายประกอบด้วยน้ำตาลอะไร

740
01:22:59,949 --> 01:23:03,949
เยอะที่สุด ครูจะถาม ครูจะถามว่าน้ำตาลทราย

741
01:23:07,409 --> 01:23:07,878
นี่มีน้ำตาลอะไรเยอะที่สุด ตอบว่า...

742
01:23:07,878 --> 01:23:11,878
แล้ว Sucrose

743
01:23:15,882 --> 01:23:19,882
เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวอะไรกับอะไรมารวมกัน

744
01:23:21,586 --> 01:23:24,877
โอเค ฮึบได้ไปแล้ว 2

745
01:23:24,877 --> 01:23:27,139
ตัว มาทวนดีกว่า

746
01:23:27,139 --> 01:23:31,139
มาทวนดีกว่านะ

747
01:23:31,927 --> 01:23:35,927
น้ำตาลนะคะ ประเภทของคาร์โบไฮเดรต 1.

748
01:23:39,811 --> 01:23:43,811
Monosaccharides คือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

749
01:23:46,807 --> 01:23:47,471
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวมีกี่ตัว มีอะไรบ้าง

750
01:23:47,471 --> 01:23:51,471
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวมีกี่ตัว ทวน

751
01:23:51,728 --> 01:23:54,487
มีอะไรบ้าง

752
01:23:54,487 --> 01:23:58,487
(นักศึกษาหญิง)  Fructose แล้วก็ Galactose (อาจารย์ชุติมณฑน์)

753
01:24:07,673 --> 01:24:11,673
โอเค มีใครจะตอบอีกไหม ต่อไปน้ำตาลโมเลกุลคู่

754
01:24:14,817 --> 01:24:18,532
มีกี่ตัวคะ ต่อไปน้ำตาลโมเลกุลคู่

755
01:24:18,532 --> 01:24:22,532
มีกี่ตัว น้ำตาลโมเลกุลคู่ ก็คือ Disaccharides

756
01:24:28,634 --> 01:24:32,634
มีกี่ตัวเหมือนกัน มี 3 ตัวเหมือนกัน มีอะไรบ้างคะ (นักศึกษาหญิง) มี Maltose (อาจารย์ชุติมณฑน์) Maltose

757
01:24:39,422 --> 01:24:42,034
1 แล้ว แล้วอะไร Lactose แล้วอะไรอีก Maltose

758
01:24:42,034 --> 01:24:43,889
Lactose

759
01:24:43,889 --> 01:24:47,889
Sucrose Maltose

760
01:24:48,910 --> 01:24:52,910
เกิดจากอะไรบวกอะไร หลุยห์ไม่ตอบ

761
01:24:56,415 --> 01:24:58,617
บ้างลูก หลุยส์ ครูตอบบางคนดีกว่า

762
01:24:58,617 --> 01:25:02,617
ทับไปเลย เขียนไทยก็ได้ หนูเขียนไทยเลย

763
01:25:04,526 --> 01:25:08,526
ถ้าหนูอ่านไม่ออกน่ะ หนูเขียนภาษาไทยเลยลูก

764
01:25:15,049 --> 01:25:16,597
ครูจะถามว่า Maltose เกิดจากน้ำตาลอะไรกับอะไร

765
01:25:16,597 --> 01:25:17,641
ใครจะได้คำถามนี้ไป

766
01:25:17,641 --> 01:25:18,852
ดำ ดำเลย

767
01:25:18,852 --> 01:25:22,852
ดำตอบเลย Maltose เกิดจากน้ำตาลอะไรบวกอะไรคะ

768
01:25:31,090 --> 01:25:35,090
Maltose นะ Maltose

769
01:25:38,470 --> 01:25:42,470
ไม่ใช่

770
01:25:43,008 --> 01:25:47,008
ใกล้แล้ว ๆ น้ำตาล

771
01:25:54,931 --> 01:25:55,796
อะไรที่มัน

772
01:25:55,796 --> 01:25:59,310
มีใครช่วยเพื่อนไหมคะ

773
01:25:59,310 --> 01:25:59,683
ช่วยเพื่อนไหม

774
01:25:59,683 --> 01:26:03,683
เกิดจากอะไร ใครจะช่วยเพื่นบ้างยกมือขึ้น

775
01:26:06,655 --> 01:26:07,596
ช่วยเพื่อนไหม ช่วยเพื่อน

776
01:26:07,596 --> 01:26:10,422
ช่วยเพื่อนไหม

777
01:26:10,422 --> 01:26:14,422
โอเค เยี่ยมมาก ปรบมือ

778
01:26:22,316 --> 01:26:26,316
จำได้แหละ

779
01:26:29,165 --> 01:26:33,165
เดี๋ยวเราไปทวนนะ ตอนนี้อาจจะจำไม่ได้

780
01:26:34,388 --> 01:26:35,002
จำได้

781
01:26:35,002 --> 01:26:39,002
ทวนอีกรอบหนึ่ง Maltose เกิดจาก Glucose

782
01:26:48,679 --> 01:26:50,342
+ Glucose นะคะ Lactose เกิดจาก Glucose

783
01:26:50,342 --> 01:26:51,890
+ Galactose นะคะ เป็นน้ำตาลที่พบมาในนมนะคะ

784
01:26:51,890 --> 01:26:55,890
แล้วก็จำด้วยว่าโรค Lactose Intolerance

785
01:27:00,974 --> 01:27:03,015
นะคะ มีความหวานน้อยที่สุด

786
01:27:03,015 --> 01:27:07,015
ต่อไปก็ Sucrose

787
01:27:08,668 --> 01:27:12,668
Sucrose เกิดจาก Glucose + Fuctose นะคะ

788
01:27:13,811 --> 01:27:16,224
น้ำตาลทรายนะคะ พบมากในน้ำตาลทราย

789
01:27:16,224 --> 01:27:19,527
พบถึง 99 เปอร์เซ็นต์นะคะ

790
01:27:19,527 --> 01:27:23,230
น้ำตาลทรายเขาใช้อะไรทำ เขาใช้พืชชนิดไหนทำ อ้อย

791
01:27:23,230 --> 01:27:27,230
สะกัดได้จากอ้อยและหัวบีต ชัดเลย  ครู Search ให้ถ

792
01:27:42,445 --> 01:27:46,445
้าไม่รู้ หัวบีต น้ำตาล

793
01:28:04,709 --> 01:28:07,221
นี่มันเป็นแบบนี้ประเทศไทยไม่ค่อยมีเท่าไรน่ะ นี่มันจะเป็น

794
01:28:07,221 --> 01:28:07,798
ลักษณะหัว ๆ ส่วนใหญ่น่ะ

795
01:28:07,798 --> 01:28:11,798
ในญี่ปุ่น

796
01:28:16,714 --> 01:28:20,714
มันเหมือนห

797
01:28:20,715 --> 01:28:23,189
ัวผักกาดหรือเปล่า ประเทศไทยจะปลูกไม่ค่อยขึ้นเท่าไรลูก จะปลูกอ้อย

798
01:28:23,189 --> 01:28:23,926
ประเทศไทยนะมันเป็นแถบร้อน ร้อน

799
01:28:23,926 --> 01:28:27,926
ใช่ไหม อันนี้มันจะเจริญเติบโตดี ในฝั่

800
01:28:32,719 --> 01:28:33,267
งที่มีอากาศหนาวเย็น พวกแบบอย่างนี้

801
01:28:33,267 --> 01:28:34,781
น่าจะ

802
01:28:34,781 --> 01:28:38,781
นี่มันก็เอามาหมักก่อนแล้วก็ทำเป็นน้ำตาล

803
01:28:42,815 --> 01:28:44,091
ไอ้นั้นมัน

804
01:28:44,091 --> 01:28:48,091
แรดิชใช่หรือเปล่า ลูกแรดิช

805
01:28:50,543 --> 01:28:50,996
สีแดง ๆ น่ะ แต่ว่า

806
01:28:50,996 --> 01:28:54,996
ก็จำเอาก็แล้วกันว่ามีใน

807
01:28:56,229 --> 01:29:00,229
อ้อยนะ หัวบีท ครูก็อาจจะไม่ออกข้อสอบหรอก

808
01:29:04,377 --> 01:29:08,327
มันไม่ค่อยเจอในประเทศไทย แต่เผื่อใครจะไป

809
01:29:08,327 --> 01:29:08,926
ต่างประเทศไหม ในนี้มีไหม เผื่อแบบ

810
01:29:08,926 --> 01:29:12,926
มีน้ำตาลอะไรน่ะ อาจจะไม่เห็นแค่น้ำตาลอ้อยอย่างเดียวไง

811
01:29:14,596 --> 01:29:18,596
อาจจะเห็นน้ำตาลอย่างอื่นด้วย มันก็เป็นทางเ

812
01:29:20,737 --> 01:29:21,845
ลือกให้กับผู้บริโภค น้ำตาลจากหัวบีท

813
01:29:21,845 --> 01:29:25,845
อย่างนี้ก็มี แล้วมันไม่ใช่แค่มีน้ำตาลแค่นั้นนะ

814
01:29:27,353 --> 01:29:31,353
มันมีสารอื่นที่มีความหวาน แต่ไม่ใช่น้ำตาลก็มี

815
01:29:32,738 --> 01:29:36,738
นี่เดี๋ยวเราจะมาเรียนนะคะ

816
01:29:39,811 --> 01:29:43,811
คาร์โบไฮเดรตประเภทที่ 3

817
01:29:45,843 --> 01:29:49,843
นะคะ เป็น Sugar Alcohols

818
01:29:49,848 --> 01:29:53,848
เป็น Sugar Alcohols นะคะ ตัวนี้

819
01:29:54,773 --> 01:29:58,051
เป็น Sugar Alcohols

820
01:29:58,051 --> 01:30:00,614
นะคะ ก็

821
01:30:00,614 --> 01:30:04,614
เป็นสารที่มีล

822
01:30:08,753 --> 01:30:12,567
ักษณะเหมือนน้ำตาลและ Alcohols เขาจึงเรียกว่า

823
01:30:12,567 --> 01:30:12,623
พบในธรรมชาติ ตัวนี้เรา

824
01:30:12,623 --> 01:30:16,623
เจอบ่อยในพวกอุตสาหกรรมอาหาร

825
01:30:17,988 --> 01:30:21,988
ในเซเว่นมีเยอะแยะเลยตัวนี้ Sugar Alcohols

826
01:30:24,756 --> 01:30:27,890
ให้พลังงานน้อยมาก ปกติน้ำตาลนะคะ

827
01:30:27,890 --> 01:30:31,890
จะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรีต่อกรัม

828
01:30:32,761 --> 01:30:36,759
มี 4 กิโลแคลอรี มีพลังงานเพียง 2.6

829
01:30:36,759 --> 01:30:40,759
นะคะ ร่างกายนะคะ ตัวนี้ไม่สามารถดูดซึม แล้วก็ย่อยไมไ่ด้

830
01:30:44,764 --> 01:30:46,989
ย่อยไม่ได้ ร่างกายย่อยไม่ได้ ดูดซึมไม่ได้

831
01:30:46,989 --> 01:30:48,799
นี่เขาถึงนำไปใช้

832
01:30:48,799 --> 01:30:52,799
ในอุตสาหกรรมอาหารเยอะแยะมากมาย เพื่อคนที่ต้องกา

833
01:30:56,767 --> 01:30:57,220
รควบคุมน้ำหนักใช่ไหม ลดระดับน้ำตาลใช่ไหม ลดระดับน้ำตาลต่าง ๆ นะคะ

834
01:30:57,220 --> 01:31:01,128
นำไปใช้เพราะว่า Sugar Alcohols นี่มัน

835
01:31:01,128 --> 01:31:05,128
เป็น มันเป็นสาร

836
01:31:08,769 --> 01:31:09,045
ให้ความหวานทดแทนน้ำตาลน่ะ

837
01:31:09,045 --> 01:31:13,045
แล้วก็

838
01:31:13,224 --> 01:31:17,224
ให้พลังงานต่ำมาก ถ้าเทียบกับน้ำตาล

839
01:31:20,325 --> 01:31:24,325
ในไหน Suger Alcohols เดี๋ยวครู

840
01:31:24,775 --> 01:31:28,775
บอกก่อนว่าชนิดของ Sugar Alcohols มีอะไรบ้าง

841
01:31:28,777 --> 01:31:32,777
Sugar Alcohols มันมีเยอะมาก

842
01:31:32,851 --> 01:31:34,302
นะคะ แต่ตัวหลัก ๆ ที่พบน่ะ มันก็คือ

843
01:31:34,302 --> 01:31:38,083
Sorbitol แล้วก็ Xylitol คุ้นไหมคะ

844
01:31:38,083 --> 01:31:42,083
คุ้นไหม Sorbitol

845
01:31:44,184 --> 01:31:48,184
แล้วก็ Xylitol หนูคุ้นในไหน

846
01:31:52,252 --> 01:31:56,252
เหรอ

847
01:31:57,530 --> 01:31:57,776
ตรวจน้ำตาลตลอดใช่ไหม แล้วหนูเข้าเซเว่นน่ะ

848
01:31:57,776 --> 01:32:01,776
มันมีคำนี้ Sorbitol กับ Xylitol เจอ

849
01:32:08,379 --> 01:32:12,379
ในไหนบ่อย อย่าง Sorbitol ใช่ไหม มันพบ พบในผลไม้บางชนิดอย่างพวกเชอร์รีนะคะ

850
01:32:16,436 --> 01:32:20,436
เขาก็จะเอาเกิดจากพวกนำผลไม้พวกนี้

851
01:32:21,949 --> 01:32:24,090
นะคะ อย่างเช่น เชอร์รีมาสกัด

852
01:32:24,090 --> 01:32:28,090
มาสะกัด ในรูปของ

853
01:32:30,548 --> 01:32:34,548
hydrogenation ไม่ต้องจำก็ได้

854
01:32:34,866 --> 01:32:38,866
มันเป็น hydrogenation เติมตัวนั้น ตัวนี้เข้า ๆ

855
01:32:40,803 --> 01:32:41,300
เป็นออกมาเป็นผลึกขาว ๆ นะคะ ก็จะเติมเป็นสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลนะคะ

856
01:32:41,300 --> 01:32:45,300
ก็คือตัวนี้มันจะใช้ได้แม้อุณหภูมิที่สูงมาก

857
01:32:47,139 --> 01:32:51,139
หนูสังเกตในโค้ดไหม ผลิต

858
01:32:56,807 --> 01:32:57,949
โค้ก ที่มันจะเขียนว่า น้ำตาล Free มันจะใช้สารพวกนี้ในการที่ให้ความหวาน

859
01:32:57,949 --> 01:32:59,729
น้ำตาล Sorbitol Sorbitol

860
01:32:59,729 --> 01:33:03,729
1 ช้อนนี่ มันหวานเทียบเท่ากับ...

861
01:33:12,580 --> 01:33:12,816
คือ มันหวานมาก หวานจนขมน่ะ คือเวลาหนูใช้

862
01:33:12,816 --> 01:33:12,991
หนูต้องระวัง เพราะว่ามันติดขมมาก

863
01:33:12,991 --> 01:33:16,664
ใช่ มันมีหลายตัวที่ใช้

864
01:33:16,664 --> 01:33:20,664
ใน Coke Zero มันไม่ได้

865
01:33:28,434 --> 01:33:29,927
พวกนี้มันจะมีเอฟเฟกต์เขาเรียก After Test

866
01:33:29,927 --> 01:33:33,927
หลังจากชิมแล้ว มันจะขม มันขมติดลิ้นน่ะลูก

867
01:33:46,393 --> 01:33:50,393
แต่ตัวที่

868
01:33:52,177 --> 01:33:56,177
เขานิยมเอาไปผสมก็คือตัว

869
01:34:04,828 --> 01:34:07,258
อันนี้ให้พูดเล่าให้ฟังเฉย ๆ นะคะ ครูไม่ได้ออกข้อสอบ

870
01:34:07,258 --> 01:34:11,258
แต่เผื่อหนูจะจำเอาไปใช้อะไรอย่างนี้ แต่ sucralose

871
01:34:16,315 --> 01:34:17,126
เขานิยมเอามาใช้ควบคู่กับ Sorbitol มันจะเป็นลักษณะผงสีขาว ๆ

872
01:34:17,126 --> 01:34:20,938
มีความละเอียดเหมือนแป้งแต่มันไม่ใช่แป้ง

873
01:34:20,938 --> 01:34:24,938
นะคะ อันนี้จะมานิยมใช้กับ

874
01:34:27,860 --> 01:34:31,271
Sorbitol เพื่อลดเอฟเฟกต์ความขมลงไปนะคะ

875
01:34:31,271 --> 01:34:35,167
แล้วมีความคงตัว

876
01:34:35,167 --> 01:34:39,167
แม้ผ่านอุณหภูมิสูงมากมันก็จะมีรสชาติหวานอยู่

877
01:34:41,638 --> 01:34:45,638
ก็ผลิตภัณฑ์ โค้กอย่างนี้ เขาเอาไปผ่านกระบสน

878
01:34:48,844 --> 01:34:49,288
ใช้แรงดัน ทั้งแรงดัน ทั้งความร้อน ดัน ทั้งแรงดัน ทั้งความร้อน

879
01:34:49,288 --> 01:34:53,031
มันต้องคงตัว แม้อุณหภูมิจะ

880
01:34:53,031 --> 01:34:53,899
สูงมันก็ต้องอยู่ได้ เขาก็เลยเลือกใช้

881
01:34:53,899 --> 01:34:57,899
ส่วนต่อไป อันนี้ครูจะออกแค่ว่าให้ยก

882
01:35:01,242 --> 01:35:02,703
ชนิดให้ยกตัวอย่าง Sugar Alcohols มา

883
01:35:02,703 --> 01:35:06,703
2 ชนิด หนูก็ตอบ Sorbitol กับ Xylitol

884
01:35:09,313 --> 01:35:13,313
ให้ยกตัวอย่าง Sugar Alcohols มาว่า

885
01:35:16,672 --> 01:35:19,953
มีอะไรบ้าง หนูก็เขียนไปว่า Sorbitol กับ Xylitol

886
01:35:19,953 --> 01:35:23,953
ภาษาอังกฤษเขียนภาษาไทยได้นะลูก ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ เขียนภาษาไทยก็ได้นะคะ

887
01:35:26,704 --> 01:35:30,704
ก็เราจะได้รู้ว่าเป็นสาร

888
01:35:31,112 --> 01:35:35,112
ให้ความหวานทดแทนน้ำตาล

889
01:35:39,990 --> 01:35:43,990
นี่ที่เราจะใช้คืออะไร เราก็จะได้

890
01:35:44,078 --> 01:35:48,078
เลือกใช้ได้ อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่ามี Sorbitol กับ Xylitol

891
01:35:52,864 --> 01:35:56,864
นะ ครูเคยสอนหนูรู้แล้วพวกนี้ ผลิตภัณฑ์เบเกอรี ก็สามารถใช้ได้

892
01:35:57,057 --> 01:35:57,532
คนที่ต้องการลด

893
01:35:57,532 --> 01:36:01,532
ลดพวกน้ำตาลนะ พวก คุกกี้

894
01:36:08,870 --> 01:36:11,177
คุกกี้ธัญพืชก็สามารถใช้พวกน้ำตาลพวกนี้เข้าไปได้นะคะ แต่เราก็แบบยังอยาก

895
01:36:11,177 --> 01:36:15,177
ลดน้ำหนักน่ะ แต่อยากกินหวานอยู่น่ะ ยังติดรสชาติเดิม

896
01:36:16,829 --> 01:36:19,664
อยู่อะไรอย่างนี้ ใช่

897
01:36:19,664 --> 01:36:23,122
หญ้าหวานก็ใช้ได้ หญ้าหวานก็ใช้ได้นะลูก

898
01:36:23,122 --> 01:36:23,785
แต่

899
01:36:23,785 --> 01:36:27,785
หญ้าหวานมันก็ติดขม ครูก็ไม่ค่อยใช้เท่าไร

900
01:36:32,790 --> 01:36:36,790
พวกหญ้าหวาน เวลาใส่ในอาหารอย่างนี้

901
01:36:39,137 --> 01:36:41,706
After Test มันจะสูงกว่าพวก Sorbitol อีก มันก็เป็นทางเลือกกับผู้บริโภคนะ

902
01:36:41,706 --> 01:36:45,706
ต้องการแบบวัตถุดิบจากธรรมชาติที่เป็นหญ้าหวาน

903
01:36:48,389 --> 01:36:51,842
ลดน้ำตาลในเลือด ก็คือ 1 ช้อนนี่ 1 กรัม ก็

904
01:36:51,842 --> 01:36:54,257
ให้พลังงานน้อยกว่าน้ำตาลปกติ มันก็เป็นทางเลือก

905
01:36:54,257 --> 01:36:58,257
แต่ว่าเราจะรับ After Test ของมันได้ไหม รับ

906
01:36:59,836 --> 01:37:03,836
รสชาติของมันได้ไหม คือ มันไม่ได้หวานเหมือนน้ำตาลน่ะลูก

907
01:37:06,169 --> 01:37:07,496
มันหวานแบบติดขม ๆ น่ะ ถ้าเรารับได้

908
01:37:07,496 --> 01:37:11,496
มันก็ดีต่อสุขภาพ แต่พวกนี้ พวก...

909
01:37:11,732 --> 01:37:15,732
พวกนี้เขาเรียก "Sorbitol" มันเป็นน้ำตาลที่

910
01:37:19,300 --> 01:37:23,300
Sugar Alcohols ที่มันผ่านการสกัด

911
01:37:25,305 --> 01:37:25,347
คือ ถ้าเรากินเยอะมันก็จะไม่ได้ เราก็ต้อง

912
01:37:25,347 --> 01:37:29,347
กินในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่า...

913
01:37:29,941 --> 01:37:33,941
มันไม่ใช่ดีต่อสุขภาพนะ แต่มันส่งผลเสียต่อ

914
01:37:37,551 --> 01:37:41,551
สุขภาพต่ำ แต่เราต้องกินในปริมาณที่เหมาะสม

915
01:37:41,706 --> 01:37:44,587
นะคะ หนูเคย... โดยเฉพาะในเด็กนะคะ ในเด็ก

916
01:37:44,587 --> 01:37:46,788
จะรับกับน้ำตาลพวกนี้ได้ดีกว่าคนที่

917
01:37:46,788 --> 01:37:50,788
โตแล้วนะคะ ทำให้เวลาเราน่ะ ผสม

918
01:37:51,199 --> 01:37:55,199
Xylitol นะคะ ในลูกอม เคยเห็นข่าวไหม

919
01:38:00,311 --> 01:38:04,311
ที่เด็กน่ะ กินลูกอมแตงโมน่ะ แล้วเข้าโรงพยาบาล อันนี้เกิดจาก Xylitol

920
01:38:08,904 --> 01:38:09,127
ที่เด็กบริโภคเข้าไปเยอะเกินกำหนดน่ะ

921
01:38:09,127 --> 01:38:13,127
คือเยอะมาก รู้สึกเด็กคนนั้น จะกิน 10-20 กระปุกน่ะ

922
01:38:16,210 --> 01:38:19,950
มันเยอะมาก ร่างกายก็รับไม่ไหวนะคะ ก็เข้าโรงพยาบาล อันนี้เราจะต้องระมัดระวังในเรื่องของ

923
01:38:19,950 --> 01:38:22,526
การใช้ ถ้าใช้อย่างพอดีมันก็เกิดผลดี แต่ถ้า

924
01:38:22,526 --> 01:38:26,526
เราน่ะ ใช้เยอะเกินไปอย่างนี้มันก็เกิดผลเสียได้

925
01:38:29,780 --> 01:38:33,780
นะคะ เขาเรียกอะไรนะ วัตถุเจือปนในอาหารทุกประเภท เขาจะมี

926
01:38:37,537 --> 01:38:41,537
การกำหนดปริมาณในการใช้ว่าอยู่ที่ระดับเท่าไร ควรกินวันละไม่เกิน

927
01:38:47,073 --> 01:38:51,073
กี่มิลลิกรัม ผงชูรสถามว่ากินได้ไหม กินได้ แต่หนูห้ามทานเยอะ

928
01:38:55,009 --> 01:38:56,898
เท่านี้เท่านี้ มันจะเขียนบอกเลยนะลูก แต่ถามว่า

929
01:38:56,898 --> 01:39:00,898
ทานได้ไหม ทานได้ แต่หนูต้องทานในปริมาณที่

930
01:39:01,625 --> 01:39:02,588
พอดีตามที่ควบคุม มันก็จะไม่เกิดผลเสีย

931
01:39:02,588 --> 01:39:06,588
ต่อร่างกาย อย่างผงชูรสบางคนอย่างนี้ กินวันละ

932
01:39:06,680 --> 01:39:09,768
ซองน่ะ ซอง 10 บาทอย่างนี้ เยอะไหม เยอะ

933
01:39:09,768 --> 01:39:13,768
ก็ถือว่าเยอะ ถ้ากินแบบ 2 ซอง

934
01:39:18,393 --> 01:39:19,105
อย่างนี้ อันนั้นน่ะอันตรายแล้ว ถ้ากิน 2 ซอง

935
01:39:19,105 --> 01:39:23,105
อย่าง 1 ซองอย่างนี้ เราบริโภคไหม ถามว่าในชีวิตประจำวัน 1

936
01:39:28,001 --> 01:39:31,759
ซองสมมติว่าเราอาจจะไม่รู้ว่าเราไปกินข้าวข้างนอกเราไม่รู้ว่าใส่

937
01:39:31,759 --> 01:39:35,759
อะไรบ้าง ชูรสอยู่แล้วใช่ไหมคะ แต่ว่าเราก็อย่ากินเยอะ

938
01:39:36,276 --> 01:39:40,276
เราต้องรู้ว่าต้องกินเท่าไร เท่าไร เรารู้ว่าเรากินได้

939
01:39:41,226 --> 01:39:42,433
อย่างส้มตำน่ะ ส้มตำครกหนึ่งน่ะ

940
01:39:42,433 --> 01:39:46,433
บางร้านชูรสเป็นอย่างไร ครึ่งทัพพีใช่ไหม

941
01:39:50,265 --> 01:39:54,265
ในรสดี ใช้ โมโนโซเดียมกลูตาเมต โนโนโว

942
01:40:00,958 --> 01:40:03,840
กลูตาเมต อันนั้นคือผงชูรส ถ้าเขียนว่าโมโนโซเดียมกลูตาเมต

943
01:40:03,840 --> 01:40:07,840
มันเกิดจากม

944
01:40:08,959 --> 01:40:12,959
ันสำปะหลังเอาไปผ่านกระบวนการหมัก มันผสมอยู่แล้วแหละ แล้ว Xylitol หมากฝรั่ง เดนทีนอะไรอย่างนี้

945
01:40:14,848 --> 01:40:18,848
เขาจะผสม Xylitol พวกหมากฝรั่ง

946
01:40:24,966 --> 01:40:25,530
ลอตเต้ ที่เขาผสม Xylitol คือ ผสมตัวนี้ มันพบได้ในธรรมชาติ

947
01:40:25,530 --> 01:40:29,530
เป็นพวกกลุ่ม Hardwood

948
01:40:30,822 --> 01:40:34,822
นะคะ นำมาใช้ในอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมนะคะ

949
01:40:36,064 --> 01:40:36,995
เป็นสารให้ความหวานที่ไม่เกิดความเสี่ยง

950
01:40:36,995 --> 01:40:40,995
ต่อโรคฟันผุ นี่จะพบในหมากฝรั่ง

951
01:40:44,467 --> 01:40:46,393
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในช่องปากนะคะ

952
01:40:46,393 --> 01:40:50,393
มันก็จะช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย

953
01:40:56,674 --> 01:40:59,627
ด้วยนะคะ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์หมากฝรั่งนะคะ ต่าง ๆ ลูกอม หมากฝรั่ง มันจะผสม

954
01:40:59,627 --> 01:41:03,627
Xylitol ด้วยนะ ที่เป็นหมากฝรั่งปราศจาก

955
01:41:04,280 --> 01:41:08,280
น้ำตาล สังเกตพวกนี้รสชาติมันจะไม่ค่อยอร่อย

956
01:41:11,065 --> 01:41:13,237
รสชาติมันจะไม่ค่อยอร่อย แต่มันก็ยังหวานอยู่ ก็แก้ความอยาก

957
01:41:13,237 --> 01:41:17,237
ได้ ที่ครูพูดทั้งหมดน่ะ ครูแค่

958
01:41:18,305 --> 01:41:22,305
อยากให้เรารู้จักว่าน้ำตาลแอลกอฮอล์

959
01:41:28,990 --> 01:41:31,530
หวานทดแทนน้ำตาลน่ะ มีอะไรบ้าง แค่นั้นแหละ ในข้อสอบก็จะออกว่าให้ยกตัวอย่าง

960
01:41:31,530 --> 01:41:35,112
Sugar Alcohols ซึ่งเป็นสารให้ความหวาน

961
01:41:35,112 --> 01:41:38,470
ทดแทนน้ำตาล มาสัก 1-2 ตัว

962
01:41:38,470 --> 01:41:41,869
หนูก็บอก ถ้าใครจำได้ทั้ง 2 ก็ได้คะแนนเต็ม ถ้า

963
01:41:41,869 --> 01:41:44,786
ใครจำได้อันเดียวก็ได้แค่ 1 คะแนน

964
01:41:44,786 --> 01:41:48,786
คะแนนเต็ม ก็คือ 2 คะแนน

965
01:41:49,256 --> 01:41:53,256
ก็จำไป มันมีอยู่แล้วล่ะ

966
01:41:55,808 --> 01:41:56,395
ในอาหารน่ะ Sorbitol Xylitol น่ะ เราต้องจำ

967
01:41:56,395 --> 01:42:00,395
ชื่อมันให้ได้

968
01:42:00,426 --> 01:42:04,048
อย่างน้อย ๆ ไปเซเว่นน่ะ

969
01:42:04,048 --> 01:42:08,048
เราไปเห็นในหมากฝรั่ง Xylitol เคยเห็นครูสอน

970
01:42:17,005 --> 01:42:21,005
อย่างนี้ เพราะเราเรียนอาหารมานะ เราต้องรู้จัก อย่าง Sorbitol ไปเจอใน Coke Zerp Pepsi Max

971
01:42:24,878 --> 01:42:25,577
Sorbitol อันนี้นี่น่ะ เป็นสารให้ความหวานทดแทนนะ Sorbitol อันนี้นี่น่ะ เป็นสารให้ความหวานทดแทนนะ

972
01:42:25,577 --> 01:42:29,577
อย่างน้อย ๆ หนูก็จะได้รู้ไงลู

973
01:42:32,191 --> 01:42:35,430
ก มันผสม ไปดูส่วนผสม แต่ครูน่ะเวลากินอะไร

974
01:42:35,430 --> 01:42:39,430
ครูชอบอ่านฉลาก มีใครเป็นไหม

975
01:42:39,652 --> 01:42:43,652
เวลาครุกินอะไร ครูจะชอบอ่านฉลาก

976
01:42:46,240 --> 01:42:46,501
ว่ามันผสมอะไรนะ มีส่วนผสมอันไหน

977
01:42:46,501 --> 01:42:50,501
ที่เราไม่รู้จักไหม เราเรียนอาหารมาอย่างนี้ เราก็ต้องรู้จักทุกตัวใช่ไหม

978
01:42:55,337 --> 01:42:58,354
ใช่ไหม อย่าง Sorbitol ก็เป็นตัวหนึ่ง ครู

979
01:42:58,354 --> 01:43:02,354
ตอนเรียน ปี 1 นะ ตอนครูเรียนปี 1 ว่ามันคืออะไ

980
01:43:05,030 --> 01:43:07,318
ร ตอนนั้น Max Pepsi Max มันออกมาใหม่ ที่เป็นสีดำน่ะ

981
01:43:07,318 --> 01:43:10,942
รู้จักไหม Sprite Sprite ก็ใส่

982
01:43:10,942 --> 01:43:14,942
ตอนนั้นครูกิน Pepsi Max ครั้งแรกน่ะ

983
01:43:16,715 --> 01:43:20,715
Sorbitol Sorbitol อะไรคือ Sorbitol มันเป็น

984
01:43:21,028 --> 01:43:25,028
ความสงสัยอยู่ในใจตลอด อะไรคือ Sorbitol พอได้เรียนสักปี 2 ครูก็สอน

985
01:43:25,814 --> 01:43:28,571
ว่านี่ Sorbitol มันคือตัวนี้นะ เป็นสารให้ความ

986
01:43:28,571 --> 01:43:32,571
หวานทดแทนน้ำตาล ใน 1 กรัม จะมีปริมาณต่ำมาก

987
01:43:35,118 --> 01:43:39,118
ครูก็สอน แล้วครูก็ได้ใช้ด้วยในโพรเจกต์

988
01:43:39,481 --> 01:43:43,298
โพรเจกต์จบ ครูทำเกี่ยวกับอะไรนะ ครูทำโพรเจกต์จบตอนนั้นเกี่ยว

989
01:43:43,298 --> 01:43:43,540
กับ...

990
01:43:43,540 --> 01:43:47,540
ให้อนุญาต อนุญาตให้ไปเข้าห้องน้ำ

991
01:43:50,285 --> 01:43:54,285
ตอนนั้น เดี๋ยว

992
01:43:57,817 --> 01:44:00,468
จะเล่าให้ฟัง ปวส. แล้วเผื่อใครจะไปต่อปริญญาตรี

993
01:44:00,468 --> 01:44:04,468
ทำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์

994
01:44:08,229 --> 01:44:10,856
ห่อหุ้มไม่ได้หลุดนะ เป็นการแบบเป็นสเปรย์ ผลิตภัณฑ์

995
01:44:10,856 --> 01:44:13,732
อาหารทอดทุกตัวน่ะ มันจะลดโอกาสการเหม็นหืน

996
01:44:13,732 --> 01:44:17,732
แบบว่ามันเหมือนสเปรย์

997
01:44:23,485 --> 01:44:27,485
ฉีดเข้าไปแล้ว ฉีดเข้าไปในของทอดแล้วลดอาการเหม็นหืน

998
01:44:28,783 --> 01:44:32,783
ทำให้ของทอดตัวนั้นอยู่ในดาน เขาเรียกว่า "อินแคป" ก็คือห่อหุ้ม

999
01:44:36,967 --> 01:44:37,535
ประมาณนั้น รู้แล้วนะ ถ้าครูให้ยกตัวอย่างน้ำตาล

1000
01:44:37,535 --> 01:44:41,535
Sugar Alcohols น้ำตาลให้

1001
01:44:41,703 --> 01:44:45,703
ความหวานเป็นสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลตอบได้ไหม

1002
01:44:48,006 --> 01:44:52,006
ตอบได้ เขียนภาษาไทยก็ได้นะ ใครไม่ตอบภาษาอังกฤษ

1003
01:44:54,743 --> 01:44:54,839
เขียนเป็นภาษาไทยก็ได้ จำได้ไหม อ่านออกไหมคะ

1004
01:44:54,839 --> 01:44:58,839
มันไม่ใช่ครูกลัวว่าไปเขียนในข้อสอบแล้ว

1005
01:45:04,189 --> 01:45:08,189
มันตอบไม่ได้ สะกดได้

1006
01:45:08,340 --> 01:45:10,522
อยู่ใช่ไหม ใช่ ๆ เราเรียนอังกฤษมาตั้งหลายปี

1007
01:45:10,522 --> 01:45:14,522

1008
01:45:15,930 --> 01:45:19,930
สารให้ความ

1009
01:45:21,564 --> 01:45:25,440
หวานอะไรที่ไม่เกิดความเสี่ยงต่อโรค

1010
01:45:25,440 --> 01:45:29,440
ฟันผุ มักใช้ในหมากฝรั่ง และผลิตภัณฑ์

1011
01:45:33,811 --> 01:45:36,451
ในช่องปาก ตอบว่า... เออ เก่ง ๆ ๆ ๆ

1012
01:45:36,451 --> 01:45:40,451
ใกล้จบแล้วหรืออีกกี่สไลด์เอง

1013
01:45:40,934 --> 01:45:44,934

1014
01:45:45,408 --> 01:45:49,408
เราเหลือกี่สไลด์เอง

1015
01:45:51,445 --> 01:45:55,445
เพื่อนก็คือยังเรียนยังไม่จบคาบเลย จะไปเดิน

1016
01:46:02,208 --> 01:46:05,516
งานเกษตรแล้ว รู้จักไหมอาร์ต รู้จักงานเกษตรไหมอาร์ตข้างหน้าน่ะ

1017
01:46:05,516 --> 01:46:09,516
รู้จักไหม

1018
01:46:10,636 --> 01:46:11,341
ค่ะ รู้จัก

1019
01:46:11,341 --> 01:46:15,341
ไปหรือยัง ไปหรือยัง ไปหรือยัง

1020
01:46:16,321 --> 01:46:20,321
เหรอ

1021
01:46:24,178 --> 01:46:28,178
พูดเหมือนไปแล้วน่ะ ไปรู้หมดทุกที่ว่ามี

1022
01:46:33,591 --> 01:46:34,827
อะไรบ้าง รู้หมดทุกที่แล้ว

1023
01:46:34,827 --> 01:46:38,827
แล้วรู้ได้อย่างไร ครูยังไม่รู้เลยน่ะ

1024
01:46:40,230 --> 01:46:44,141
(นักศึกษาหญิง) มันติดป้ายค่ะ (อาจารย์ชุติมณฑน์) เหรอ เอาตัวที่ 4 เราจะได้ทำแบบฝึก

1025
01:46:44,141 --> 01:46:48,141
ตัวที่ 4 เป็น Short chain carbohydrates

1026
01:46:57,103 --> 01:47:01,103
แบบสั้น ๆ ละลายน้ำได้ ละลายใน... ละลายน้ำไม่ได้ แต่ละลายได้ ใน

1027
01:47:05,109 --> 01:47:06,284
80 เปอร์เซ็นต์นะคะ เป็น Short chain  ตัวที่ 4 Carbohydrates (SCC)

1028
01:47:06,284 --> 01:47:10,284

1029
01:47:11,084 --> 01:47:15,084
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ร่างกายย่อย... ร่างกายย่อยสลาย

1030
01:47:20,969 --> 01:47:21,094
ไม่ได้นะคะ แต่แบคทีเรีย

1031
01:47:21,094 --> 01:47:25,094
แบคทีเรียก็คือไมโครฟอรา

1032
01:47:30,735 --> 01:47:32,331
นี่ แบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ สามารถ

1033
01:47:32,331 --> 01:47:34,330
ย่อยสลายได้ เขานำไปใช้ประโยชน์ได้นะคะ

1034
01:47:34,330 --> 01:47:38,330
อย่างเช่น Probiotic กระตุ้นการเจริญเติบโต

1035
01:47:44,749 --> 01:47:48,749
เป็นกลุ่มของ Probiotic นะคะ

1036
01:47:53,123 --> 01:47:57,123
ของ

1037
01:47:57,124 --> 01:48:01,124
มีประโยชน์ต่อสุขภาพนะคะ การทำงานของลำไส้ ระบบย่อยอาหารนะคะ

1038
01:48:49,152 --> 01:48:53,152
Probiotic นะคะ มันจะเป็นจุลินทรีย์ ชนิดหนึ่ง Probiotics

1039
01:48:57,159 --> 01:48:57,480
กับ Prebiotic มันจะต่างกันนะคะ Probiotic

1040
01:48:57,480 --> 01:48:59,111
ก็คือเป็นจุลินทรีย์นิดหนึ่ง

1041
01:48:59,111 --> 01:49:00,246
ช่วยกระตุ้นในการทำงานของลำไส้นะคะ

1042
01:49:00,246 --> 01:49:04,246
พบได้ในอาหาร อย่างเช่น พวกนมเปรี้ยว

1043
01:49:10,234 --> 01:49:14,234
มันจะมี Probiotic อยู่

1044
01:49:17,163 --> 01:49:18,663
Lactobacillus ตามด้วยนามสกุล

1045
01:49:18,663 --> 01:49:22,663
นามสกุลก็คือแต่ละที่แต่ละที่มา มีค่ะ โยเกิร์ต กิมจิ อย่างนี้ มันจะมี

1046
01:49:29,168 --> 01:49:30,313
Probiotic ที่ดีก็คือ Probiotic แต่ถ้า Prebiotic

1047
01:49:30,313 --> 01:49:34,313
อาหารของจุลินทรีย์ที่อยู่ในร่างกาย ที่แบบมันไปใช้ช่วยให้จุลินทรีย์เติบโต

1048
01:49:37,681 --> 01:49:41,681
ในร่างกาย ให้มันเจริญเติบโต

1049
01:49:42,755 --> 01:49:46,755
ช่วยระบบย่อยอาหารเขาเรียกว่า "Prebiotic" นะคะ

1050
01:49:49,061 --> 01:49:53,061
ก็คือเหมือนเป็นอาหารของ Probiotics Prebiotic เป็นอาหาร

1051
01:50:00,469 --> 01:50:04,469
ของ Probiotic แล้วสงสัยไหม ว่า

1052
01:50:05,375 --> 01:50:06,551
Prebiotics พบในไหน

1053
01:50:06,551 --> 01:50:10,551
Prebiotic ก็พบในกล้วยก็มี พืช

1054
01:50:15,138 --> 01:50:16,620
หอมแดง กระเทียม มันจะเป็นอาหารของพวกจุลินทรีย์

1055
01:50:16,620 --> 01:50:19,354
ก็จะช่วยปรับ

1056
01:50:19,354 --> 01:50:21,009
สมดุลในร่างกายทำให้ Microflora นี่

1057
01:50:21,009 --> 01:50:25,009
จุลินทรีย์ท้องถิ่น มันเจริญได้ดี มีชีวิตอยู่ได้

1058
01:50:33,199 --> 01:50:35,689
มันมีชีวิตอยู่ได้รบกับจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ที่เข้า

1059
01:50:35,689 --> 01:50:39,689
ถ้าเขามาในร่างกาย จุลินทรีย์ที่ไม่ดี ก็คือมีอะไร เป็นพวกจุลินทรีย์

1060
01:50:40,447 --> 01:50:44,447
ที่อยู่ในอาหารแล้วทำให้ก่อโรค บางที

1061
01:50:45,738 --> 01:50:46,472
ถ้าเรามีจุลินทรีย์ท้องถิ่นอยู่ในตัวเรา

1062
01:50:46,472 --> 01:50:50,472
ที่ดีน่ะ ก็จะชนะกับจุลินทรีย์ที่ก่อโรค

1063
01:50:53,115 --> 01:50:56,129
ถ้าเข้าไปในร่างกายเข้าใจไหม จุลินทรีย์ก่อโรค

1064
01:50:56,129 --> 01:51:00,129
มีในไหนบ้าง มีในเนื้อสัตว์ มีในทุกอย่างเลย

1065
01:51:04,283 --> 01:51:06,703
ที่ทำให้ท้องเสีย จดหรือยัง

1066
01:51:06,703 --> 01:51:10,703
SCC ก็พวกกลุ่ม

1067
01:51:15,577 --> 01:51:19,577
Probiotic ไม่ออกข้อสอบนะคะ แต่ให้พวกเรารู้ไว้

1068
01:51:21,074 --> 01:51:21,801
ให้เรารู้ไว้

1069
01:51:21,801 --> 01:51:25,801
ว่านี่มันเป็นบางชนิด SCC SCC

1070
01:51:28,420 --> 01:51:32,392
เป็นกลุ่มของ Probiotics

1071
01:51:32,392 --> 01:51:36,392
เป็นชนิดของคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง

1072
01:51:38,531 --> 01:51:41,499
เป็นกลุ่มของ Probiotic กระตุ้นการเติบโตของ

1073
01:51:41,499 --> 01:51:45,499
แบคทีเรียในร่างกายและมีประโยชน์ต่อสุขภาพให้เรารู้เท่านี้

1074
01:51:46,861 --> 01:51:48,025
แต่คงไม่ได้ออกข้อสอบ

1075
01:51:48,025 --> 01:51:52,025
ร่างกายเราย่อยสลาย SCC ไม่ได้นะคะ

1076
01:51:56,140 --> 01:52:00,140
แต่ว่าแบคทีเรียในร่างกายนี่

1077
01:52:01,970 --> 01:52:05,970
จุลินทรีย์ในร่างกายมันย่ออยสลายได้และนำไปใช

1078
01:52:09,227 --> 01:52:11,660
้ได้ เราก็จะได้รู้ว่า Probiotic คืออะไร เราก็จะได้รู้ว่า Probiotic คืออะไร

1079
01:52:11,660 --> 01:52:12,787
รู้หรือยัง รู้หรือยัง Probiotic

1080
01:52:12,787 --> 01:52:16,787
คืออะไรลูกรู้หรือยัง เป็น

1081
01:52:22,322 --> 01:52:25,836
จุลินทรีย์ตัวเล็ก ๆ ที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต

1082
01:52:25,836 --> 01:52:29,836
ของแบคทีเรียในร่างกาย ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

1083
01:52:30,359 --> 01:52:32,999
ซึ่งเป็น

1084
01:52:32,999 --> 01:52:36,999
คาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง

1085
01:52:39,131 --> 01:52:43,131
แต่

1086
01:52:46,232 --> 01:52:50,232
Probiotics บางตัวก็เป็นในรูปของโปรตีน

1087
01:52:55,965 --> 01:52:58,219
แต่บางกลุ่มคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง

1088
01:52:58,219 --> 01:53:00,016

1089
01:53:00,016 --> 01:53:04,016
ให้รู้แค่เท่านี้ ผ่านยัง

1090
01:53:08,516 --> 01:53:12,516
แต่ไม่ออกข้อสอบหรอกหน้านี้ จะให้รู้อะไรคือ Probiotic

1091
01:53:13,141 --> 01:53:17,141
Probiotic Prebiotic คืออะไร

1092
01:53:19,996 --> 01:53:23,996
เข้าใจหรือยัง Prebiotics คือเป็นอาหารของ Probiotics เข้าใจหรือยัง

1093
01:53:24,802 --> 01:53:28,802
5. นะคะ 5. เป็น Starch แป้ง

1094
01:53:30,652 --> 01:53:34,652
Starch ที่แปลว่า แป้ง แ

1095
01:53:39,793 --> 01:53:40,648
ป้งเป็นคาร์โบไฮเดรต ที่สะสมอยู่ในพืชนะคะ

1096
01:53:40,648 --> 01:53:44,648
พบในพวกพืช ธัญพืช

1097
01:53:45,068 --> 01:53:48,776
พืชหัวต่าง ๆ พืชหัว อย่างเช่น มันแกว

1098
01:53:48,776 --> 01:53:48,787
อะไรนะ มันแกว มันเทศ พวกตระกูล

1099
01:53:48,787 --> 01:53:52,787
พืชหัวต่าง ๆ นะคะ

1100
01:53:54,650 --> 01:53:58,650

1101
01:54:01,261 --> 01:54:05,261
โอเคนะ

1102
01:54:06,327 --> 01:54:10,327
รู้แค่ว่าแป้งนี่เป็นคาร์โบไฮเดรตที่

1103
01:54:14,452 --> 01:54:18,452
มักจะพบในพืชนะคะ โดยเฉพาะพืชหัว

1104
01:54:19,105 --> 01:54:23,105
ต่าง ๆ อย่างมันสำปะหลัง ก็ผลิต

1105
01:54:29,280 --> 01:54:33,279
เป็นแป้ง แป้งข้าวจ้าว ตะกลูแป้งข้าวเ

1106
01:54:33,279 --> 01:54:35,411
หนียว แป้งมันสัมปะหลัง แป้งสาลีใช่ไหม ที่เราเอามาทำขนม

1107
01:54:35,411 --> 01:54:39,411
พอแล้วนะ มีอีกเยอะ

1108
01:54:43,648 --> 01:54:47,648
อีกเยอะ หนูจะจดหมดไม่ได้นะ

1109
01:54:49,567 --> 01:54:53,567
หนูจดหมดเลยเหรอลูก

1110
01:55:22,463 --> 01:55:24,866
ได้หรือยังคะ

1111
01:55:24,866 --> 01:55:28,866
โอเค อันต่อไปเลยนะ จำแค่ว่าแป้งนี่

1112
01:55:33,273 --> 01:55:37,273
เป็นคาร์โบไฮเดรตที่สะสมอยู่ในพืชที่สะสมอยู่ใน

1113
01:55:41,237 --> 01:55:45,237
พืชหัว พืชหัวรู้จักไหม เออ ก็พวกนั้นแหละลูก แป้งทุกชนิดนะคะ จะสามารถ

1114
01:55:49,542 --> 01:55:53,542
ย่อย แป้งทุกชนิดจะสามารถย่อย ร่างกาย

1115
01:55:57,865 --> 01:56:01,865
ของมนุษย์นะคะ จะย่อยแป้งได้ทุกชนิดเลยนะคะ แป้งทุกชนิดจะสามารถย่อยได้โดยระบบ

1116
01:56:06,730 --> 01:56:09,561
การย่อยอาหารของมนุษย์นะคะ

1117
01:56:09,561 --> 01:56:13,561
แป้งทุกชนิดจะสามารถย่อยได้

1118
01:56:14,354 --> 01:56:18,354
ด้วยระบบย่อยอาหารของมนุษย์

1119
01:56:23,192 --> 01:56:25,054
ก็คือมนุษย์สามารถย่อยแป้งได้ทุกชนิด

1120
01:56:25,054 --> 01:56:29,054
คนเราน่ะสามารถย่อยแป้งได้ทุกชนิดเลยนะคะ

1121
01:56:30,519 --> 01:56:34,519
อันนี้

1122
01:56:34,859 --> 01:56:38,859
จะจบแล้ว

1123
01:56:39,817 --> 01:56:43,817
อันนี้นะคะ อันนี้ก็จะเป็น

1124
01:56:47,246 --> 01:56:51,246
น้ำตาลนะคะ น้ำตาลที่ไม่ใช่

1125
01:56:55,008 --> 01:56:57,881
แป้ง ต่อไปก็คือจะเป็นประเภทของน้ำตาลที่ไม่ใช้แป้งแล้ว

1126
01:56:57,881 --> 01:57:01,881
ก็คือส่วนใหญ่ จะเป็นใยอาหาร จะเป็นใยอาหารทุกชนิดเลยนะคะ ก็จะเป็น

1127
01:57:06,765 --> 01:57:10,765
Cellulose

1128
01:57:13,335 --> 01:57:15,016
หรือจะเป็น Polysaccharides

1129
01:57:15,016 --> 01:57:17,826
ที่ไม่ใช่แป้งแล้ว ไม่ใช้แป้งแล้ว

1130
01:57:17,826 --> 01:57:19,934
จะเป็นในหมวดของใยอาหารทั้งหมดเลยเดี๋ยวครูจะสอน

1131
01:57:19,934 --> 01:57:23,934
รู้จัก Cellulose ไหม เป็นตัว

1132
01:57:29,341 --> 01:57:29,739
ไม่ละลายน้ำ มันจะแบ่งเป็นละลายน้ำ กับไม่ละลายน้ำ

1133
01:57:29,739 --> 01:57:33,739
น้ำตาลประเภทของน้ำตาลที่ไม่ใช่

1134
01:57:36,060 --> 01:57:40,060
แป้ง ก็คือมี 2 ประเภท 1.

1135
01:57:40,799 --> 01:57:44,799
ละลายน้ำกับไม่ละลายน้ำ ไม่ละลายน้ำเรารู้จักไหม

1136
01:57:45,416 --> 01:57:47,403
Cellulose รู้จักไหม

1137
01:57:47,403 --> 01:57:51,403
แล้วคุ้นไหมคะ อะไรคือ Cellulose พอคุ้นไหมคะ

1138
01:57:51,958 --> 01:57:55,958
นึกออกไหม เคยได้ยินไหมคะ ไม่เคยใช่ไหมคะ

1139
01:57:57,840 --> 01:58:01,840
เดี๋ยวรู้ เดี๋ยวครูจะบอก กับละลายน้ำ มีใยอาหาร เราจะคิดมาตลอดว่า

1140
01:58:02,988 --> 01:58:06,988
ใยอาหารร่างกายน่ะ มันย่อยไม่ได้อยู่แล้ว มัน

1141
01:58:07,871 --> 01:58:11,871
จะต้องไม่ละลายน้ำใช่ไหม แต่มันมีแบบ

1142
01:58:15,046 --> 01:58:18,782
ละลายน้ำก็จะมีพวก Pectins Gums

1143
01:58:18,782 --> 01:58:20,220
ที่เราเอาไปทำวุ้น ทำสารให้ความข้นหนืดในแยม ทำสารให้ความข้นหนืด

1144
01:58:20,220 --> 01:58:20,844
ในแยมอะไรอย่างนี้ มันจะมี

1145
01:58:20,844 --> 01:58:24,844
ตัวพวกใยอาหารนี่ สารให้ความข้นหนืดในแยม

1146
01:58:29,614 --> 01:58:32,412
ผสมในไอศกรีมน่ะ เรารู้จักไหม สารที่ทำให้...

1147
01:58:32,412 --> 01:58:36,412
เราเคยกินอันนั้นไหน เจลาตินน่ะ

1148
01:58:36,767 --> 01:58:40,767
พวกผงวุ้น พวกผงวุ้นนี่

1149
01:58:44,293 --> 01:58:46,472
มันก็จะผสมพวกนี้ไปด้วย Pectins Gums

1150
01:58:46,472 --> 01:58:50,472
ทำให้แบบ เป็นสารให้ความข้นหนืด

1151
01:58:52,189 --> 01:58:54,337
แล้วก็สารที่ใส่ในแยมให้มันข้น ๆ

1152
01:58:54,337 --> 01:58:58,337
มันก็จะใส่พวกใยอาหารที่ละลายน้ำนะลูก

1153
01:59:01,392 --> 01:59:04,416
ใส่เข้าไป มันก็จะป้องกันการตกตะกอน อย่างนมอย่างนี้

1154
01:59:04,416 --> 01:59:07,558
มันก็ใส่สารพวกนี้น่ะ Pectins

1155
01:59:07,558 --> 01:59:11,558
ไม่ให้นมมันตกตะกอน อย่างน้ำนมข้าวนะ

1156
01:59:16,888 --> 01:59:20,217
ข้าวโอ๊ต เวลาเราเอาไปปั่นนะ มันอยู่ได้ไม่นาน

1157
01:59:20,217 --> 01:59:24,217
มันก็จะตกตะกอนแยกชั้นแล้ว เราถึงไม่ให้ตกตะกอน เราก็ใส่พวกนี้เข้าไป

1158
01:59:28,944 --> 01:59:32,581
เข้าใจไหมคะ เดี๋ยวไปเจาะทีละอย่าง Cellulose คืออะไร

1159
01:59:32,581 --> 01:59:33,212
Cellulose

1160
01:59:33,212 --> 01:59:37,212
มันทนต่อการย่อยด้วยกรดด้วยด่าง ร่างกาย

1161
01:59:42,713 --> 01:59:45,681
เราน่ะ ไม่สามารถย่อย Cellulose ได้ อย่าลืมว่า

1162
01:59:45,681 --> 01:59:49,681
มันไม่ใช่แป้งนะ นี่มันเป็นน้ำตาลที่ไม่ใช่แป้ง

1163
01:59:52,543 --> 01:59:55,168
มันเป็นใยอาหาร ร่างกายเราน่ะ จะย่อยไม่ได้ ร่างกายเราย่อย

1164
01:59:55,168 --> 01:59:59,168
ได้ไหม ย่อยไม่ได้นะคะ แต่วัว ควาย ถามว่าทำไมเรากินผักน่ะ เราไม่อ้วน แต่วัวควาย

1165
02:00:04,929 --> 02:00:07,880
ทำไมกินผักแล้วมันอ้วน กินผักกินหญ้าแล้วมันอ้วน

1166
02:00:07,880 --> 02:00:11,880
เป็นเพราะอะไรลูก ไม่ใช่ มีใครจะตอบไหม มีใครกล้าตอบครูให้ 5 คะแนน

1167
02:00:15,289 --> 02:00:19,289
เลยจากตะกี้ แตงโม  แตงโมกับคิมแล้ว ได้คนละ 5 คะแนนแล้ว

1168
02:00:22,304 --> 02:00:23,273
มีใครอยากได้ 5 คะแนนอีกไหม มีใครอยากได้ไหมคะ

1169
02:00:23,273 --> 02:00:27,273
อยากได้ก็ต้องตอบสิคะ ก็ต้องกล้าตอบสิคะ

1170
02:00:34,846 --> 02:00:38,846

1171
02:00:44,287 --> 02:00:45,797
ทำไมเรากินหญ้าไม่อ้วน

1172
02:00:45,797 --> 02:00:49,797
กินผักกินหย้าไม่อ้วน แต่ทำไมควาย

1173
02:00:57,158 --> 02:00:58,168
มันกินหญ้าแล้วมันอ้วน มันกินผักกินหญ้า ถูก เพราะเป็นอาหารของมัน แล้วทำไม เป็นอาหารของมัน

1174
02:00:58,168 --> 02:00:58,917
มีใครจะตอบอีกไหม

1175
02:00:58,917 --> 02:01:02,917
มันมีจุลินทรีย์สูงกว่า

1176
02:01:11,182 --> 02:01:13,713
คิดว่าเป็นเพราะอะไร เพราะว่าคนเราไม่มีเอนไซม์

1177
02:01:13,713 --> 02:01:17,713
ในการย่อย Cellulose ซึ่ง Cellulose มีอะไรอยู่คะ

1178
02:01:20,494 --> 02:01:24,187
มี Cellulose

1179
02:01:24,187 --> 02:01:28,187
มันมีอะไรอยู่คะ ในผักมันมีอะไรอยู่ ในผัก ในหญ้า

1180
02:01:29,299 --> 02:01:30,721
มันมี Cellulose อยู่เยอะใช่ไหมคะ เรากินไป

1181
02:01:30,721 --> 02:01:34,721
ร่างกายมันย่อยไม่ได้ มันก็ขับถ่ายออกมาเป็นอุจจาระใช่ไหม

1182
02:01:36,834 --> 02:01:40,834
แต่ควายมันย่อยได้ไหม มันย่อย Cellulose ได้

1183
02:01:44,774 --> 02:01:48,774
แล้วสะสมในรูปของไกลโคเจน พุงก็ย้วย แต่เราเป็นอย่างไร

1184
02:01:50,980 --> 02:01:54,980
มันน่าจะแบบมีคนคิดค้นนวัตกรรมกินเนื้อสัตว์แล้ว

1185
02:01:56,187 --> 02:02:00,187
ไม่อ้วน โดยแบบร่างกายย่อย

1186
02:02:01,429 --> 02:02:05,429
มันจะย่อยโปรตีนตัวนั้นได้ ทำอย่างไรไม่ให้อ้วนนี่ เราเป็นนักวิทยาศาสตร์การอาหาร

1187
02:02:06,293 --> 02:02:10,293
เราจะต้องคิดในอนาคตว่ามันการไปดักเอนไซม์ตัวไหนไหม ที่มันไม่ย่อย

1188
02:02:14,285 --> 02:02:17,561
โปรตีนชนิดนี้ ๆ ได้ แล้วเปลี่ยนไปเป็นไขมันได้

1189
02:02:17,561 --> 02:02:19,707
ไม่ให้... เอาแบบให้แบบกินแล้ว

1190
02:02:19,707 --> 02:02:22,439
ไขมันลง ลงลำไส้ใหญ่

1191
02:02:22,439 --> 02:02:26,439
ไปเลย ไม่ต้องให้มันดูดซึมน่ะ ดักการดูดซึม

1192
02:02:33,159 --> 02:02:34,948
ของไขมันอะไรอย่างนี้ นั่นแหละ วัว ควาย ก็เลยอ้วนเพราะกินหญ้า กินผัก

1193
02:02:34,948 --> 02:02:38,948
เข้าใจไหมคะ มันจะมีแบบบางทีมันก็จะมีฟีด

1194
02:02:39,025 --> 02:02:43,025
บางอันที่ขึ้นมา วัวควายกินผักกินหญ้ายังอ้วนเลยที่ขึ้นมา วัวควายกินผัก ยัง

1195
02:02:48,078 --> 02:02:52,078
อ้วนเลย อะไรอย่างนี้ เราก็กินแต่หมูสิ เข้าใจไหม

1196
02:02:52,759 --> 02:02:56,759
อันนี้แค่จำว่า Cellulose นี่ เป็น Polysaccharide

1197
02:03:04,988 --> 02:03:08,033
น่ะ มันจะเป็น saccharide ต่อกัน

1198
02:03:08,033 --> 02:03:08,125
หลาย ๆ โมเลกุล ไม่ใช่แค่ 2 แล้ว

1199
02:03:08,125 --> 02:03:12,125
Poly ก็คือเยอะ ๆ มาก ใช่ไหม

1200
02:03:12,881 --> 02:03:16,881
2 ก็คือ Di ใช่ไหม เมื่อกี้ น้ำตาลโมเลกุลคู่ ก

1201
02:03:21,451 --> 02:03:25,451
็คือ Disaccharide อันนี้คือ polysacch

1202
02:03:25,451 --> 02:03:29,451
ใช่ไหม จะพบมากที่สุดในธรรมชาติเป็นองค์ประกอบของ

1203
02:03:33,211 --> 02:03:37,211
เซลล์พืช ผนังเซลล์พืชต่าง ๆ ที่อยู่ใน

1204
02:03:37,456 --> 02:03:37,900
ตัวนี้นะคะ Cellulose จะไม่สามารถ

1205
02:03:37,900 --> 02:03:41,900
ย่อยได้ด้วยเอนไซม์ในสัตว์ชั้นสูง แต่ Cellulose

1206
02:03:49,106 --> 02:03:53,106
มีเอนไซม์ Cell

1207
02:03:53,458 --> 02:03:57,458
ulase โอเคนะ ใช้เป็นสาร

1208
02:03:57,460 --> 02:04:01,460
สารให้ความหนืดนะคะ ให้ความหนืดนะคะ ในวัวในความก็มีจุลินทรีย์ Cellulase

1209
02:04:09,463 --> 02:04:13,463
มาย่อย Cellulose แต่คนนี่ไม่มีเอนไซม์ Cellulese

1210
02:04:17,467 --> 02:04:20,064
เราก็กินทำไมมันไม่อ้วนสักที เราอยากอ้วนน่ะ กินผักแล้วอยากอ้วนน่ะ ต่อไป

1211
02:04:20,064 --> 02:04:24,064
Hemicelluloses ใยอาหารครูจะ

1212
02:04:25,773 --> 02:04:29,773
ไม่ถามเยอะ ครูจะถามว่าให้ยกตัวอย่างสารอาหาร

1213
02:04:37,136 --> 02:04:41,136
ที่ละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำ มาคนละ 1

1214
02:04:41,475 --> 02:04:45,475
แค่นั้น ข้อสอบนะคะ Hemicelluloses มันคืออะไร เป็น... เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำนะคะ Hemicelluloses

1215
02:04:49,873 --> 02:04:53,873
นอกจาก Hemicelluloses แล้วก็มี

1216
02:04:58,824 --> 02:05:02,824
Pectins นะคะ Pectins Pectins ก็มีมากในเปลือกส้ม เปลือกมะนาว

1217
02:05:04,738 --> 02:05:08,738
กากหัวบีท Pectins มีคุณสมบัติคล้าย

1218
02:05:12,626 --> 02:05:16,626
วุ้นใช้ทำแยม Pectins เรารู้จัก Pectins ให้เรารู้แค่ว่า Pectins คือใยอาหารที่สามา

1219
02:05:21,490 --> 02:05:23,845
รถที่ละลายน้ำได้ มีมากใน

1220
02:05:23,845 --> 02:05:27,010
เปลือกส้ม มะนาว กากแอปเปิล กากหัวบีท

1221
02:05:27,010 --> 02:05:28,522
มีคุณสมบัติคล้ายวุ้นใช้ทำแย้ม แค่นี้เอง

1222
02:05:28,522 --> 02:05:29,024
ไม่ต้องจำเยอะ เอออีกอันหนึ่ง

1223
02:05:29,024 --> 02:05:33,024
ที่จะต้องใช้ละลายได้ในน้ำเย็น แต่ไม่ละลาย

1224
02:05:34,729 --> 02:05:38,729
ในน้ำร้อน มันจะมีตัว Pectins น่ะ

1225
02:05:39,027 --> 02:05:43,027
เขาเรียกอะไรนะ ตัว Pactins ที่เป็นสีใส ๆ น่ะ

1226
02:05:45,900 --> 02:05:48,377
เขาเรียกอะไรนะหลุยส์ จำได้ไหม

1227
02:05:48,377 --> 02:05:52,377
ที่มันเป็นสีใส ๆ น่ะ ใช้ทำพุดดิ้งน่ะ

1228
02:05:53,387 --> 02:05:57,387
มันเป็น

1229
02:06:01,504 --> 02:06:05,504
คาราจิเนนเดี๋ยวครูจะสอน เดี๋ยวครูจะพาทำ ไอ้นั้นน่ะ มันต้องมากวนในน้ำเย็นก่อน

1230
02:06:07,321 --> 02:06:11,321
มันจะใส่ในน้ำร้อนไม่ได้ บางคนคิดว่านี่ มันไม่ละลายเสียที ก็เอาไปต้มน้ำ

1231
02:06:15,186 --> 02:06:15,620
ให้มันอุ่น ๆ ดิ ไอ้ผงวุ้นมันจะได้ละลาย

1232
02:06:15,620 --> 02:06:19,620
คนก็เอาไปตั้งน้ำ ปรากฏว่ามันไม่ละลาย

1233
02:06:23,771 --> 02:06:24,693
ในน้ำร้อนแต่มันละลายในน้ำเย็น ยิ่งเย็นยิ่งละลาย

1234
02:06:24,693 --> 02:06:28,693
ไอ้ตัวนี้ ไอ้ตัวที่เขาใช้ทำแยมน่ะ

1235
02:06:29,010 --> 02:06:33,010
Pactins ให้หนูรู้จักว่า

1236
02:06:36,171 --> 02:06:37,650
มันคือใยอาหารที่ละลายน้ำตัวหนึ่ง ี่ใช้ในการทำแยม ละลายได้ในน้ำเย็น

1237
02:06:37,650 --> 02:06:41,650
แต่ไม่ละลายในน้ำร้อน แค่นั้นเอง

1238
02:06:43,345 --> 02:06:44,505
Pactins

1239
02:06:44,505 --> 02:06:48,505
มา Cellulose อะไร

1240
02:06:50,528 --> 02:06:54,528
แตงโม Cellulose อะไร

1241
02:06:59,084 --> 02:07:03,084
ไม่ต้องจำหมดก็ได้ จดหมดไหม

1242
02:07:04,955 --> 02:07:05,683
จดไว้ก็ได้แต่ว่าจะจำได้ไหมล่ะ จด หนูจด หนูจำได้ไหม จริงนะ

1243
02:07:05,683 --> 02:07:09,683
Pectins

1244
02:07:11,579 --> 02:07:15,579
เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำ ละลาย

1245
02:07:20,733 --> 02:07:21,743
น้ำได้ในน้ำเย็น ไม่ละลายในน้ำร้อน มีคุณสมบัติ

1246
02:07:21,743 --> 02:07:22,161
คล้ายวุ้น ใช้ทำแยม ครูจะถามนี่

1247
02:07:22,161 --> 02:07:25,084
ถามแค่นี้ แต่ถ้าหนูอยากรู้น่ะ

1248
02:07:25,084 --> 02:07:29,084
อันอื่นครูอธิบายเป็นความรู้เฉย ๆ

1249
02:08:01,548 --> 02:08:05,548
ใกล้เสร็จแล้ว ใกล้เสร็จแล้ว

1250
02:08:06,464 --> 02:08:07,778
ต่อไป Gums Gums

1251
02:08:07,778 --> 02:08:11,043
ต่อไป Gums

1252
02:08:11,043 --> 02:08:15,043
Gums นี่ เป็นสาร Emulsion เป็

1253
02:08:21,565 --> 02:08:24,522
นให้ความคงตัว มันจะใส่ในพวกไอศกรีม ไอศกรีมจะใส่เป็นตัว Gums

1254
02:08:24,522 --> 02:08:28,522
ทำให้อาหารข้นหนืดนะคะ เป็น Prebiotics

1255
02:08:35,629 --> 02:08:39,629
นะคะ prebiotic คุ้น ๆ ไหมที่ครูบอกเมื่อกี้

1256
02:08:41,138 --> 02:08:42,622
Prebiotic เป็นอาหารของ Probiotic

1257
02:08:42,622 --> 02:08:45,692
นะคะ Gums ก็คือมี

1258
02:08:45,692 --> 02:08:49,692
ประโยชน์ต่อร่างกายนะคะ เป็นสารให้ความคงตัว แล้วก็ให้ความข้นหนืด

1259
02:08:52,337 --> 02:08:55,603
เราจดแค่ว่า Gums เป็นใยอาหารที่

1260
02:08:55,603 --> 02:08:59,603
ละลายน้ำ จดเท่า Gums เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำได้

1261
02:09:05,575 --> 02:09:09,575
เป็นสารให้ความคงตัวและทำให้อาหารข้นหนืด เป็น Prebiotic

1262
02:09:12,739 --> 02:09:13,004
ของแบคทีเรีย Probiotic ที่มีประโยชน์

1263
02:09:13,004 --> 02:09:17,004
จดเท่านี้ ใช้เป็นสาร Emulsion สารให้ความ

1264
02:09:17,239 --> 02:09:20,597
คงตัวนี่ สารให้ความคงตัว จดบรรทัด

1265
02:09:20,597 --> 02:09:24,597
3 บรรทัดสุดท้าย จด 3 บรรทัดสุดท้ายนะลูก

1266
02:09:26,857 --> 02:09:28,799
แล้วก็จำว่า Gums นี่

1267
02:09:28,799 --> 02:09:32,036
เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำ

1268
02:09:32,036 --> 02:09:36,036
นะคะ

1269
02:09:36,054 --> 02:09:40,054
Gums จะเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำ

1270
02:11:17,628 --> 02:11:21,628
เสร็จหรือยังคะ

1271
02:11:22,776 --> 02:11:26,776
อีกนิดหนึ่งรอเพื่อนก่อน

1272
02:13:08,869 --> 02:13:12,869
เสร็จหรือยัง เสร็จแล้ว

1273
02:13:17,141 --> 02:13:21,141
อันนี้เป็นหน้าที่และคาร์โบไฮเดรตอันนี้ออกข้อสอบ

1274
02:13:23,096 --> 02:13:24,829
อยู่แล้ว เป็นแหล่งพลังงาน

1275
02:13:24,829 --> 02:13:28,829

1276
02:13:33,284 --> 02:13:35,207
อันนี้ออกข้อสอบแน่ ๆ แน่ ๆ จดมาสัก

1277
02:13:35,207 --> 02:13:39,207
3 ข้อ ที่เราจำได้ ครูบอก บอกความส

1278
02:13:45,711 --> 02:13:48,735
ำคัญและประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรตมา 3 ข้อ

1279
02:13:48,735 --> 02:13:52,735
ใช่ เลือกเอาข้อที่เราน่าจะจำได้น่ะ

1280
02:14:38,326 --> 02:14:42,326
เลือกเอาคนละ 3 ข้อนะคะ

1281
02:14:48,094 --> 02:14:49,448
ข้อสอบจะมี 3 ข้อ ให้นักเรียนบอกหน้าที่และความสำคัญ

1282
02:14:49,448 --> 02:14:53,448
ให้นักเรียนบอกความสำคัญและประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรต

1283
02:14:55,871 --> 02:14:59,871
เสร็จหรือยัง (นักศึกษาหญิง) ยังค่ะ (อาจารย์ชุติมณฑน์)

1284
02:15:03,973 --> 02:15:07,973
แล้วไปอ่านมานะ

1285
02:15:11,415 --> 02:15:15,415
เดี๋ยวครูจะให้ทำข้อสอบ

1286
02:15:20,502 --> 02:15:24,502
ครูว่าถ้าครูให้สอบตอนนี้น่ะ จำไม่ได้หรอก

1287
02:15:25,747 --> 02:15:27,466
ใช่ไหม ให้ไปทบทวนก่อน ให้ไปทบทวนก่อน 1 อาทิตย์ แล้วอาทิตย์หน้ามาสอบ

1288
02:15:27,466 --> 02:15:28,547
ทำไม

1289
02:15:28,547 --> 02:15:32,547
เหรอ

1290
02:15:32,695 --> 02:15:36,695
ไม่เป็นอะไร ให้มาสอบย้อนหลังเอานะคะ คน

1291
02:15:40,152 --> 02:15:44,152
ที่ไม่ได้มาสอบ ที่แบบว่ามีความจำเป็นจะต้อง

1292
02:15:44,322 --> 02:15:48,248
ลานะ ก็ให้โอกาสมาสอบ

1293
02:15:48,248 --> 02:15:49,997
มาสอบทีหลังได้

1294
02:15:49,997 --> 02:15:53,997
แต่ต้องบอกครูนะ ไม่อย่างนั้นครูจำไม่ได้ ไม่ได้สอบนะครับ

1295
02:16:00,553 --> 02:16:00,929
ครูไม่ได้สอนวิชาเดียว ครูสอนน้องปี 1

1296
02:16:00,929 --> 02:16:04,929
ด้วย ปี 2 ด้วย ปวช.1 ปวช.2 ปวช.3

1297
02:16:08,764 --> 02:16:12,764
แล้วก็เป็น... เป็นประโยชน์ของตัวเองนะคะ หนูจะ

1298
02:16:13,249 --> 02:16:17,249
ต้องตามหน่อยนะ เป็นประโยชน์ของหนู

1299
02:16:19,293 --> 02:16:23,293
เสร็จหรือยังค่ะ แตงโม

1300
02:16:33,777 --> 02:16:35,680
เสร็จแล้วค่ะ แตงโมเสร็จหรือยังคะ

1301
02:16:35,680 --> 02:16:39,680
เอา 3 ข้อนะลูก 3 ข้อที่คิดว่าตัวเองจะจำได้ ไปเติมในข้อสอบ 3 ข้อ

1302
02:16:44,538 --> 02:16:46,035
โอเค เหนื่อยหรือยัง เหนื่อยหรือยังคะ

1303
02:16:46,035 --> 02:16:50,035
โอเค โอเค เดี๋ยวสไลดืสุดท้ายแล้ว

1304
02:16:55,588 --> 02:16:59,588
สไลด์สุดท้าย

1305
02:17:02,890 --> 02:17:06,890
เสร็จจากเรียนวิชาครูแล้วไปไหน

1306
02:17:11,706 --> 02:17:15,706
ไปไหน

1307
02:17:23,108 --> 02:17:27,108
จากนี่ไปงานมันไกลไหมลูก

1308
02:17:32,098 --> 02:17:33,905
เสร็จหรือยังคะ

1309
02:17:33,905 --> 02:17:37,114
เสร็จแล้ว ต่อไป

1310
02:17:37,114 --> 02:17:41,114
อันสุดท้ายแล้วก็คือแหล่งของคาร์โบไฮเดรตนะคะ

1311
02:17:42,777 --> 02:17:44,858
จะมีมาก

1312
02:17:44,858 --> 02:17:48,858
ในเมล็ดธัญพืชนะคะ ในรูปของแป้งนะคะ

1313
02:17:50,721 --> 02:17:54,721
อันนี้ไม่ต้องจำหรอก

1314
02:17:56,170 --> 02:18:00,170
จะเป็นแหล่งของ.. แหล่งของคาร์โบไฮเดรตก็ได้

1315
02:18:00,257 --> 02:18:04,257
จะเป็นในรูปของแป้ง จำก็ได้ แหล่งคาร์โบไฮเดรตจะอยู่ใ

1316
02:18:09,815 --> 02:18:09,961
นรูปของแป้ง เป็นพวก

1317
02:18:09,961 --> 02:18:13,961
เมล็ดธัญพืชนะคะ เป็นพืชหัว

1318
02:18:16,640 --> 02:18:19,145
เป็นต้นนะคะ จะมีอยู่เยอะ

1319
02:18:19,145 --> 02:18:23,145
เสร็จแล้วนะ

1320
02:18:24,066 --> 02:18:28,066
แล้วก็จะเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ใช้เป็น เป็น Non starch

1321
02:18:37,830 --> 02:18:41,830
ก็พวกใยอาหารนะคะ จะพบมากในไหน ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าว ข้าวโอ้ต ข้าว

1322
02:18:42,564 --> 02:18:46,564
ไม่ขัดสี ข้าวบาเล่ ข้าว

1323
02:18:49,838 --> 02:18:53,838
จะเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ใช้แป้ง แล้วก็จะไปดูว่าแหล่งของใยอาหาร ก็คือใยอาหารนะ

1324
02:18:54,766 --> 02:18:58,766
คาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่แป้งจะเป็นใยอาหารนะคะ

1325
02:18:59,438 --> 02:19:03,438
ใยอาหารที่ละลายน้ำ มันจะมี 2 แบบ ละลายน้ำ

1326
02:19:04,979 --> 02:19:05,612
กับไม่ละลายน้ำนะคะ แล้วดูว่าใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำมีอะไรบ้าง

1327
02:19:05,612 --> 02:19:09,371
ให้หนูจด จดภาษาไทยก็ได้

1328
02:19:09,371 --> 02:19:13,371
อันนี้เป็น Wholegrain

1329
02:19:21,845 --> 02:19:22,408
เป็นขนมปังไม่ขัดสี ขนมปังพวกโฮวีตนะคะ เป็นขนมปังไม่ขัดสี ขนมปังพวกโฮวีตนะคะ

1330
02:19:22,408 --> 02:19:24,291
พวกอาหารซีเรียล รู้จักไหม เป็น...

1331
02:19:24,291 --> 02:19:27,508
แหล่งของเส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ จด

1332
02:19:27,508 --> 02:19:31,508
เป็นภาษาไทย 1. ขนมปังโฮวีด

1333
02:19:37,855 --> 02:19:41,855
2. ซีเรียล พวกธัชพืช

1334
02:19:43,325 --> 02:19:47,325
ไม่ขัดสี 1. ขนมปังโฮลวีต

1335
02:19:48,396 --> 02:19:52,396
2. ธัญพืชไม่ขัดสี แหล่งของเส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ 1. ขนมปังโฮวีต

1336
02:19:57,862 --> 02:20:01,862
2. ธัญพืชไม่ขัดสี เสร็จหรือยัง ธัญพืชไม่ขัดสี

1337
02:20:03,041 --> 02:20:06,848
ธัญพืช

1338
02:20:06,848 --> 02:20:08,861
ไม่ขัดสี

1339
02:20:08,861 --> 02:20:12,861
แล้วก็แอปเปิล แล้วก็

1340
02:20:15,116 --> 02:20:17,968
กล้วย จดตามสิ

1341
02:20:17,968 --> 02:20:21,968
จะให้เลือกมา ข้อสอบที่ครูออกไว้ครูจะให้เลือก

1342
02:20:24,675 --> 02:20:24,734
มาว่าให้ยกตัวอย่าง

1343
02:20:24,734 --> 02:20:28,734
ให้ยกตัวอย่างอาหารที่

1344
02:20:30,861 --> 02:20:34,861
เป็นแหล่งขอเส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำคนละ 5 อย่าง

1345
02:20:40,283 --> 02:20:43,942
และที่ละลายน้ำอีก 5 อย่าง นี่คือข้อสอบ ข้อสอบให้ยกตัวอย่าง

1346
02:20:43,942 --> 02:20:47,942
ใยอาหารที่ละลายน้ำ 5 ชนิดว่า

1347
02:20:53,736 --> 02:20:56,355
มันมาอยู่ในพืชอะไร กล้วย แอปเปิล ข้าว ข้าวไม่ขัดสี

1348
02:20:56,355 --> 02:20:57,590
อะไรอย่างนี้ให้ตอบมา 5 อย่าง ละลายน้ำ 5 อย่าง กับไม่

1349
02:20:57,590 --> 02:21:00,419
ละลายน้ำ 5 อย่าง

1350
02:21:00,419 --> 02:21:04,419
แอปเปิลแล้วยัง

1351
02:21:07,817 --> 02:21:08,881
กล้วยจดหรือยัง กล้วย ข้าว

1352
02:21:08,881 --> 02:21:12,881
ข้าวไม่ขัดสี

1353
02:21:13,110 --> 02:21:17,110
ข้าวไม่ขัดสี พวกข้าวกล้อง (นักศึกษาหญิง) ข้าวหอมมะลิน่ะ (อาจารย์ชุติมณฑน์)

1354
02:21:23,646 --> 02:21:27,646
ข้าวหอมมะลิ ข้าวหอมมะลิแบบไหนลูก แบบข้าวหอมมะลิเป็นข้าวกล้อง

1355
02:21:31,453 --> 02:21:31,887
ก็ได้ ข้าวกล้องหอมมะลิก็ได้

1356
02:21:31,887 --> 02:21:34,147
ไรซ์เบอร์รี

1357
02:21:34,147 --> 02:21:38,147
ที่มันเป็นสีม่วง ๆ

1358
02:21:40,866 --> 02:21:44,866
อันนั้นก็มีเป็นแหล่งของใยอาหาร

1359
02:21:45,300 --> 02:21:49,140
อะไร แต่ถ้ามันขัดสี มันก็จะไม่มี มันก็จะไม่ค่อยมี

1360
02:21:49,140 --> 02:21:53,140
ใยอาหารเท่าไร ถ้ามันเป็นข้าวกล้องน่ะ ที่

1361
02:22:01,514 --> 02:22:05,514
มันขัดขัดแค่เปลือกนอกน่ะ ยังไม่ได้เอาเปลือกหุ้มออก อันนั้นมีใยอาหาร

1362
02:22:06,794 --> 02:22:10,794
เยอะ ส่วนที่แบบเป็นข้าวขาวน่ะ อันนั้นน่ะใยอาหารน้อย แทบจะไม่มี มีแต่แป้ง

1363
02:22:16,384 --> 02:22:17,370
แล้วก็

1364
02:22:17,370 --> 02:22:21,370
Cabbage family เป็นตระกูล

1365
02:22:24,465 --> 02:22:27,735
ของกะหล่ำปลี เขียนไปว่ากะหล่ำปลี

1366
02:22:27,735 --> 02:22:31,735
แล้วก็ถั่วเขียว

1367
02:22:38,419 --> 02:22:42,419
แล้วก็ Peas อันนี้จะเป็นถั

1368
02:22:49,923 --> 02:22:53,923
พวกถั่วลันเตา พวกถั่ว... เขาเรียกถั่วยาว ๆ ถั่วฝักยาวอะไรอย่างนี้

1369
02:22:56,711 --> 02:23:00,711
แล้วก็พวกเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ

1370
02:23:09,934 --> 02:23:13,934
มะเขือเทศ แล้วก็เมล็ดธัญพืช พวกเมล็ด

1371
02:23:21,940 --> 02:23:25,940
อาหารนกน่ะลูก ที่นก ๆ ชอบกิน มันจะมีสารอาหารที่ละลาย

1372
02:23:26,484 --> 02:23:30,484
อยู่ โอเคนะ ต่อไปสไลด์สุดท้าย จดเสร็จยัง

1373
02:23:37,947 --> 02:23:41,947
มะเขือเทศ สตรอว์เบอร์รี จดไปหรือยัง

1374
02:23:45,503 --> 02:23:48,727
ต่อไปจะเป็นแหล่งของใยอาหารที่ละลายน้ำ พวกข้าวโอ๊ต

1375
02:23:48,727 --> 02:23:49,498
แอปเปิล กล้วย

1376
02:23:49,498 --> 02:23:53,498
ข้าวบาร์เลย์

1377
02:23:55,340 --> 02:23:59,340

1378
02:24:02,158 --> 02:24:06,158
มะเขือเทศ

1379
02:24:21,962 --> 02:24:25,962
เสร็จหรือยัง

1380
02:24:28,101 --> 02:24:32,101
สาลี่

1381
02:24:35,315 --> 02:24:39,315
บรอกโคลี

1382
02:24:44,890 --> 02:24:45,398
เมล็ดถั่ว

1383
02:24:45,398 --> 02:24:49,398
ลูกพรุน แครร์รอต

1384
02:24:54,638 --> 02:24:58,638
ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว แล้วก็

1385
02:25:01,355 --> 02:25:05,355
องุ่น

1386
02:25:07,298 --> 02:25:11,298
เสร็จหรือยัง

1387
02:25:14,108 --> 02:25:18,108
นี่ครูก็จะให้ยกตัวอย่างใยอาหารที่ละลายน้ำ ใยอาหาร

1388
02:25:20,522 --> 02:25:24,522
ที่ไม่ละลายน้ำ ต่อไปเสร็จแล้วนะ เป็น

1389
02:25:25,275 --> 02:25:29,275
ปริมาณของคาร์โบไฮเดรตที่ควรได้รับนี่

1390
02:25:31,325 --> 02:25:33,312
ควรกินข้าวหรือแป้งวันละ

1391
02:25:33,312 --> 02:25:37,312
8-12 ทัพพี ไม่ใช่

1392
02:25:39,341 --> 02:25:39,485
ต่อมื้อนะลูก ต่อวันนะ

1393
02:25:39,485 --> 02:25:43,485
ผักเท่าไร ข้าว เห็นไหม

1394
02:25:45,230 --> 02:25:49,230
คาร์โบไฮเดรตนี่ ร่างกายต้องการเยอะอยู่

1395
02:25:55,354 --> 02:25:59,354
แล้วก็ต่อไปก็ผักนะคะ ประมาณ 4-6

1396
02:26:00,183 --> 02:26:01,669
ทัพพี ผลไม้ 3-6 ส่วน

1397
02:26:01,669 --> 02:26:02,901
นม วันละ 1-2 แก้ว เนื้อสัตว์ 6

1398
02:26:02,901 --> 02:26:06,901
-12 ช้อนกินข้าวเองลูก

1399
02:26:08,768 --> 02:26:12,768
ช้อนกินข้าวนะ แล้วก็น้ำมัน น้ำตาล

1400
02:26:17,302 --> 02:26:17,837
เกลือวันละน้อย ๆ พวกเนื้อสัตว์น่ะ

1401
02:26:17,837 --> 02:26:21,837
มันก็มีประโยชน์ มันทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนครบทุกขนิดนะคะ

1402
02:26:24,344 --> 02:26:28,344
ร่างกายที่โปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกายมันทำให้เราน่ะ ได้ครบนะคะ แต่ว่าถ้ากินใน

1403
02:26:29,798 --> 02:26:33,798
ปริมาณมาก ๆ มันก็ไปเกิดปฏิกิริยาในร่างกาย

1404
02:26:33,885 --> 02:26:37,697
เกิด Oxidation เกิดอนุมูลอิสระใด ๆ

1405
02:26:37,697 --> 02:26:41,697
มันเกิดส่วนเกินน่ะ โปรตีน

1406
02:26:42,919 --> 02:26:46,919
ส่วนเกิน ไขมันส่วนเกินในร่างกายได้นะคะ เวลา

1407
02:26:48,288 --> 02:26:52,288
ทานอาหารน่ะ เราจะต้องรู้จักคิดดูสัดส่วนนะคะ ว่าเราจะกินอะไรอย่างนี้

1408
02:26:53,554 --> 02:26:55,111
ก็ถ้าเกิดไป

1409
02:26:55,111 --> 02:26:59,111
คำนวณอาหารให้ผู้บริโภคนะคะ ก็ต้องคำนวณตามนี้

1410
02:27:05,071 --> 02:27:05,181
ผู้บริโภคหรือว่าใครจะเป็นนักโภชนาการของ

1411
02:27:05,181 --> 02:27:09,181
ตามบริษัท ตามอะไรที่เขาจ้างนะ ตามหน่วยงานราชการ

1412
02:27:12,402 --> 02:27:13,961
บริษัท AIS บริษัท DTAC ก็ต้องคำนวณ

1413
02:27:13,961 --> 02:27:17,961
มื้อหนึ่งนี่ ควรกินข้าว 2 ทัพพีนะ ไม่ควรเกิน

1414
02:27:21,095 --> 02:27:25,095
3 ทัพพีนะ 3 3 เป็น 9 แล้ว ก็ไม่ควรเป็น 3 ทัพพีต่อมื้อ ผัก

1415
02:27:29,562 --> 02:27:32,341
เท่าไร แต่ละมื้อก็ต้องมีอาหารให้ครบทุกหมู่นะลูกนะ โอเค น้ำมัน

1416
02:27:32,341 --> 02:27:34,452
ก็ยังจำเป็นต่อร่างกายนะลูก อาทิตย์หน้านะคะ

1417
02:27:34,452 --> 02:27:38,452
จะเรียนเรื่องระบบย่อยอาหาร

1418
02:27:39,313 --> 02:27:43,313
ว่าเอา... กินคาร์โบไฮเดรต

1419
02:27:49,498 --> 02:27:53,447
อะไรในการย่อยคาร์โบไฮเดรตบ้างหรือเปล่า มีเอนไซม์อะไร

1420
02:27:53,447 --> 02:27:57,447
ตับมีส่วนช่วยอะไรในการช่วยย่อยอาหาร เข้าไปในกระเพาะ กระเพาะ

1421
02:27:58,047 --> 02:28:00,793
มีกรดอะไร แต่ทีนี้ตอนแรกนะ

1422
02:28:00,793 --> 02:28:04,793
ครูว่าจะให้พวกเรามีโครงงาน ครูอยากให้ปั่น

1423
02:28:08,846 --> 02:28:08,927
ให้เสร็จก่อนนะ เพราะว่ามันตรงกับคาบครูพอดี

1424
02:28:08,927 --> 02:28:11,202
แล้วเราต้องส่งโครงร่างโครงงาน

1425
02:28:11,202 --> 02:28:15,202
ใครยังไม่ได้ชื่อโครงงานบ้าง ใครยังไม่ได้ชื่อโครงงาน

1426
02:28:15,772 --> 02:28:19,772
ยังไม่ได้เรื่อง ยังไม่รู้จะทำโครงงาน

1427
02:28:23,477 --> 02:28:26,124
ทำอะไร โครงงานอะไร ไม่ใช้ได้แล้วเหรอ เราคู่กับบีมใช่ไหม

1428
02:28:26,124 --> 02:28:30,124
เดี๋ยวอย่างไรก็

1429
02:28:37,044 --> 02:28:37,534
ค่อยคุยกับครู แต่ว่ามันจะต้อง... ฟัง

1430
02:28:37,534 --> 02:28:41,534
เราจะต้องทำร่างโครงงาน วิจัยนะลูก ไปส่งกับฝ่าย

1431
02:28:42,947 --> 02:28:46,947
วิชาการนะคะ จะต้องมีชื่อเรื่อง

1432
02:28:47,042 --> 02:28:51,042
วัตถุประสงค์ ที่มาและความสำคัญนะคะ

1433
02:28:56,871 --> 02:29:00,629
สมมติฐานงานวิจัยว่าเราทำ

1434
02:29:00,629 --> 02:29:03,849
ทำไมต้องทำ เราจะศึกษาอะไรบ้าง เดี๋ยวครูจะให้แบบฟอร์มไปนะคะ วันจันทร์

1435
02:29:03,849 --> 02:29:07,849
วันจันทร์นะคะ แล้ววันศุกร์ต้องเสร็จ อาจจะไม่ได้เข้า

1436
02:29:13,823 --> 02:29:17,823
มาในห้องนี้ ครูอาจจะให้เราน่ะอยู่แผนก ให้เราพิมพ์งานนะคะ มีใครมี Notebook ไหม

1437
02:29:19,684 --> 02:29:23,065
มันจะต้องใช้ Notebook มี

1438
02:29:23,065 --> 02:29:27,065
น้อยหน่าใช่ไหม แสดงว่าเรามีอยู่แค่ 2 เครื่อง

1439
02:29:28,391 --> 02:29:29,696
เรามีอยู่แค่ 2 เครื่องเองนะคะ ดังนั้น

1440
02:29:29,696 --> 02:29:32,540
เราจะต้องจัดสรรการใช้ให้เกิดประโยชน์นะคะ

1441
02:29:32,540 --> 02:29:33,376
แล้วก็จะต้องส่งครู

1442
02:29:33,376 --> 02:29:37,376
ให้เสร็จภายในศุกร์หน้า

1443
02:29:39,964 --> 02:29:43,964
เพราะว่าเราไม่มีคอมฯ น่ะลูก เราไม่มีคอมฯ อีก 3 เครื่องอยู่ที่

1444
02:29:45,457 --> 02:29:46,915
ห้องแปรรูป เห็นไหม ไอ้

1445
02:29:46,915 --> 02:29:50,915
ตัวสไลด์น่ะ ไอ้ตัวที่เปิดโพรเจกเตอร์น่ะ

1446
02:29:57,310 --> 02:30:00,694
มีอยู่ 3 เครื่องแล้ว เรามีกี่กลุ่ม 4 กลุ่ม

1447
02:30:00,694 --> 02:30:04,694
มันก็จะมีอีกกลุ่มหนึ่งที่จะต้องใช้คอมผู้สูงอายุ

1448
02:30:05,040 --> 02:30:07,379
เดี๋ยวครูจะเอาคอมฯ มาให้ใช้

1449
02:30:07,379 --> 02:30:11,379
นั่นแหละค่ะ ก็จบแล้วสำหรับวันนี้นะคะ

1450
02:30:16,146 --> 02:30:20,146
ก็หวังว่านักเรียนจะจำ

1451
02:30:23,055 --> 02:30:24,140
สิ่งที่คุณครูสอนนะคะ จำให้ได้แล้วก็นำความรู้เอาไปใช้นะคะ

1452
02:30:24,140 --> 02:30:28,140
แล้วข้อสอบครูก็บอกกทุกข้อแล้วนะ ต้องทำให้ได้

1453
02:30:30,157 --> 02:30:34,157
โอเคค่ะ ขอบคุณพี่ล่ามด้วยค่ะ (นักศึกษาหญิง) ขอบคุณค่ะ

1454
02:30:57,900 --> 02:31:01,900
[สิ้นสุดการถอดความ]

