﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,006 --> 00:00:08,006
นักเรียนคิดว่าต่อไปนะคะ

3
00:00:08,011 --> 00:00:12,011
จดเสร็จหรือยังลูก จดเสร็จหรือยัง จดเสร็จแล

4
00:00:12,013 --> 00:00:16,013
ใครจดยังไม่เสร็จบ้าง สไลด์นี้มีไหม

5
00:00:16,014 --> 00:00:20,014
45-60 เปอร์เซ็นต์ของพลังงาน

6
00:00:20,015 --> 00:00:24,015
จดหรือยัง โอเค

7
00:00:24,017 --> 00:00:28,017
แล้วคนที่มีอาชีพใช้แรงงาน

8
00:00:28,018 --> 00:00:32,018
70-80 เปอร์เซ็นต์ จดหรือยัง

9
00:00:32,020 --> 00:00:36,020
โอเค ต่อไปนะคะ ก็จะเป็นความสำคัญ

10
00:00:36,021 --> 00:00:40,021
ของคาร์โบไฮเดรต

11
00:00:40,023 --> 00:00:44,023
กินคาร์โบไฮเดรตมีความสำคัญ

12
00:00:44,025 --> 00:00:48,025
ต่อร่างกายอย่างไร อันดับแรกเลย

13
00:00:48,027 --> 00:00:52,027
อาหารเป็นแหล่งพลังงานอันดับแรกของเรานะคะ

14
00:00:52,029 --> 00:00:56,029
คาร์โบไฮเดรต เป็นแหล่งพลังอันดับแรก

15
00:00:56,030 --> 00:01:00,030
ในข้อ 2 ว่าแหล่งพลังงานที่ร่างกายจะดึงมาใช้เป็น

16
00:01:00,031 --> 00:01:04,031
อันดับแรก คืออะไร ตอบว่า

17
00:01:04,032 --> 00:01:08,032
ไม่ใช่

18
00:01:08,034 --> 00:01:12,034

19
00:01:12,035 --> 00:01:16,035
หนูก็จะต้องตอบว่าแหล่งพลังงานที่สำคัญเป็น

20
00:01:16,037 --> 00:01:20,037
อันดับแรกที่ร่างกายจะดึงมาใช้ ก็คือ

21
00:01:20,037 --> 00:01:24,037
คาร์โบไฮเดรต

22
00:01:24,039 --> 00:01:28,039
คาร์โบไฮเดรตนะคะ จะไม่ใช่เป็นแหล่ง

23
00:01:28,042 --> 00:01:32,042
พลังงานอย่างเดียวนะคะ มันเป็นองค์ประกอบ

24
00:01:32,042 --> 00:01:36,042
ของทั้งฮอร์โมนบางชนิดในร่างกายนะคะ

25
00:01:36,044 --> 00:01:40,044
เป็นองค์ประกอบของเซลล์ในร่างกาย อย่างเช่น เยื่อ

26
00:01:40,046 --> 00:01:44,046
หุ้มเซลล์ ผนังเซลล์ต่าง ๆ

27
00:01:44,047 --> 00:01:48,047
ในร่างกาย ร่างกายทุกคนนะคะ

28
00:01:48,049 --> 00:01:52,049
มีหน่วยที่เล็กที่สุด ก็คือเซลล์นะ

29
00:01:52,050 --> 00:01:56,050
เซลล์มาเป็นเนื้อเยื่อ เนื้อเยื่อ

30
00:01:56,051 --> 00:02:00,051
มาเป็นอวัยวะ อวัยวะ

31
00:02:00,055 --> 00:02:04,055
ก็เป็นระบบอวัยวะในร่างกายอย่างเช่น

32
00:02:04,056 --> 00:02:08,056
ระบบทางเดินอาการ ก็จะมีอะไร ปาก

33
00:02:08,058 --> 00:02:12,058
มีหลอดลม มีกระเพาะ มีลำไส้เล็ก

34
00:02:12,060 --> 00:02:16,060
ลำไส้ใหญ่  ทวารหนัก ระบบทางเดิน

35
00:02:16,061 --> 00:02:20,061
อาหารนะคะ ระบบหายใจอย่างนี้นะคะ มันก็จะเป็นระบบ

36
00:02:20,062 --> 00:02:24,062
ในร่างกาย แล้วก็จะเป็น กลายเป็นอะไร

37
00:02:24,064 --> 00:02:28,064
ก็คือ อันที่ใหญ่ที่สุด

38
00:02:28,066 --> 00:02:32,066
นี่ ร่างกายใช่ไหม

39
00:02:32,066 --> 00:02:36,066
อะไรบ้าง เซลล์นะคะ ร่างกายประกอบไปด้วยหน่วยเล็กที่สุด

40
00:02:36,069 --> 00:02:40,069
เรียกว่า "เซลล์" อันที่ 2 ก็คือ

41
00:02:40,071 --> 00:02:44,071
เนื้อเยื่อนะคะ จากนั้นเป็นอวัยวะ

42
00:02:44,072 --> 00:02:48,072
3. ระบบอวัยวะ

43
00:02:48,073 --> 00:02:52,073
4 ร่างกายนะคะ

44
00:02:52,073 --> 00:02:56,073
มันก็จะเป็นองค์ประกอบของหน่วยที่เล็กที่สุด ก็คือ

45
00:02:56,075 --> 00:03:00,075
เซลล์

46
00:03:00,077 --> 00:03:04,077
นอกจากนี้นะคะ มันก้จะมีอีกเยอะ

47
00:03:04,078 --> 00:03:08,078
ความสำคัญของคาร์โบไฮเดรตมีอีกเยอะมาก

48
00:03:08,080 --> 00:03:12,080
เป็นส่วนประกอบของฮอร์โมนบางชนิดที่มันอยู่ใน

49
00:03:12,081 --> 00:03:16,081
ร่างกายนะคะ อย่างร่างกายขาดคาร์โบไฮเดรตได้ไหม

50
00:03:16,081 --> 00:03:20,081
เราลดคาร์โบไฮเดรตได้นะคะ คนอ้วน

51
00:03:20,082 --> 00:03:24,082
อย่างครูอ้วนไหมลูก อ้วน ครูก็ต้อง

52
00:03:24,084 --> 00:03:28,084
ลดคาร์โบไฮเดรต แต่ร่างกายจะ

53
00:03:28,085 --> 00:03:32,085
ดึงอะไรมาใช้ไกลโคเจนใช่ไหม ที่มันจะแอบเก็บไว้อยู่

54
00:03:32,086 --> 00:03:36,086
เหมือนเราน่ะ ชอบซ่อนเงินพ่อหับแม่

55
00:03:36,086 --> 00:03:40,086
เรามีหลายกระเป๋าไงลูก

56
00:03:40,088 --> 00:03:44,088
เราก็ต้องมีเงินกระเป๋าที่ 1 ไว้ใช้

57
00:03:44,089 --> 00:03:48,089
กระเป๋าที่ 2 ไว้สำรอง ร่างกายมันฉลาด ร่างกายมัน

58
00:03:48,090 --> 00:03:52,090
มีกลไกเหมือนกัน มีการซ่อน

59
00:03:52,091 --> 00:03:56,091
ไขมันไว้ใช้ การซ่อนคาร์โบไฮเดรตไว้ใช้

60
00:03:56,094 --> 00:04:00,094
ไว้ยามฉุกเฉิน ไว้ยามที่เราอดอยาก

61
00:04:00,095 --> 00:04:04,095
มันก็จะค่อยดึงมาใช้ ค่อย ๆ ดึงมาใช้

62
00:04:04,096 --> 00:04:08,096
โอเคนะ

63
00:04:08,097 --> 00:04:12,097
ความสำคัญคาร์โบไฮเดรต จดนะลูก

64
00:04:12,099 --> 00:04:16,099
อันนี้

65
00:04:16,100 --> 00:04:20,100

66
00:04:20,102 --> 00:04:24,102
วันนี้เราจะเรียนถึงกี่โมง

67
00:04:24,104 --> 00:04:28,104
ถึง 2 ทุ่ม

68
00:04:28,106 --> 00:04:32,106
ถึง 2 ทุ่มไหมวันนี้

69
00:04:32,110 --> 00:04:36,110

70
00:04:36,112 --> 00:04:40,112
ดูหน้าเอิร์น ดูหน้าบีมด้วย

71
00:04:40,113 --> 00:04:44,113
เดินมาจากไหน

72
00:04:44,114 --> 00:04:48,114
ทำไมมาช้า มาจากไหน มาจากนอน

73
00:04:48,115 --> 00:04:52,115
เอิร์นน่ะ

74
00:04:52,116 --> 00:04:56,116
เอิร์น ดอมถามเอิร์นสิ มาจากไหน

75
00:04:56,118 --> 00:05:00,118
ทำไมมาช้า

76
00:05:00,119 --> 00:05:04,119
คุยอีกแล้ว

77
00:05:04,121 --> 00:05:08,121
คุยอีกแล้ว

78
00:05:08,123 --> 00:05:12,123

79
00:05:12,125 --> 00:05:16,125
คุยกับพี่เขาว่าอะไร

80
00:05:16,127 --> 00:05:20,127

81
00:05:20,130 --> 00:05:24,130
คะ (นักศึกษาหญิง)  ผนังเซลล์คืออะไรคะ (อาจารย์ชุติมนณฑน์)

82
00:05:24,134 --> 00:05:28,134
ผนังเซลล์ มันก็คือผนังเซลล์

83
00:05:28,137 --> 00:05:32,137
มันก็คือตัวที่ห่อหุ้มเซลล์ เขาเรียกว่า "

84
00:05:32,138 --> 00:05:36,138
ผนังเซลล์ ตัวที่ห่อหุ้มเซลล์อีกทีหนึ่ง

85
00:05:36,139 --> 00:05:40,139

86
00:05:40,139 --> 00:05:44,139

87
00:05:44,141 --> 00:05:48,141
มันมีทั้งผนังเซลล์สัตว์ ผนังเซลล์พืช

88
00:05:48,143 --> 00:05:52,143
ในผนังเซลล์สัตว์ก็จะเป็นเซลูโลส

89
00:05:52,145 --> 00:05:56,145
เหมือนกัน ผนังเซลล์มนุษย์มันก็จะ

90
00:05:56,146 --> 00:06:00,146
เป็นคาร์โบไฮเดรตเหมือนกัน มีส่วนประกอบของคาร์โบไฮเดรต

91
00:06:00,147 --> 00:06:04,147

92
00:06:04,148 --> 00:06:08,148
ผนังเซลล์ ก็ตัวที่หุ้มเซลล์น่ะลูก

93
00:06:08,149 --> 00:06:12,149
มีทั้งโปรตีน คาร์โบไฮเดรต

94
00:06:12,150 --> 00:06:16,150
แต่องค์ประกอบหลักก์คือคาร์โบไฮเดรต

95
00:06:16,151 --> 00:06:20,151

96
00:06:20,152 --> 00:06:24,152

97
00:06:24,154 --> 00:06:28,154

98
00:06:28,155 --> 00:06:32,155

99
00:06:32,157 --> 00:06:36,157

100
00:06:36,159 --> 00:06:40,159
เซลล์คนเรานะลูก มันจะ

101
00:06:40,163 --> 00:06:44,163
ขยายใหญ่ขึ้นได้แล้วมันก็เพิ่มขนาดได้นะลูก

102
00:06:44,165 --> 00:06:48,165
เซลล์ของคนเรา มันสามารถที่จะ

103
00:06:48,165 --> 00:06:52,165
ขยายใหญ่ขึ้นได้ แล้วก็เพิ่มขนาดได้ อย่างเช่น

104
00:06:52,167 --> 00:06:56,167
ครูอ้วน เซลล์ครูทั้ง

105
00:06:56,168 --> 00:07:00,168
เพิ่มจำนวนจาก 4-10

106
00:07:00,169 --> 00:07:04,169
จาก 5 ไป 10 มันเพิ่มจำนวนได้ แต่มันไม่สามารถ

107
00:07:04,171 --> 00:07:08,171
ลดจำนวนได้ ดังนั้น คนอ้วนน่ะ มันลด

108
00:07:08,172 --> 00:07:12,172
มันลดได้ แต่ว่ามันจะอ้วนเร็ว

109
00:07:12,174 --> 00:07:16,174
คนที่อ้วนไปแล้วน่ะลูก

110
00:07:16,176 --> 00:07:20,176
มันทั้งขนาดใหญ่ แล้วก็มีการแบ่งเซลล์

111
00:07:20,177 --> 00:07:24,177
แต่มันลดจำนวนลงไม่ได้

112
00:07:24,178 --> 00:07:28,178
ดังนั้น ถ้าคนอ้วนแล้วน่ะ เกิดมาใน

113
00:07:28,178 --> 00:07:32,178
ชีวิตเราต้องดูแลตัวเองทุกช่วงวัย

114
00:07:32,180 --> 00:07:36,180
ถ้าอ้วน ปุ๊บ มันจะควบคุมยาก

115
00:07:36,182 --> 00:07:40,182
คนอ้วนปุ๊บมันจะกลับมาผอมได้ แต่มันจะกลับมาอ้วนไว

116
00:07:40,183 --> 00:07:44,183
กว่าคนทั่วไป เราต้อง

117
00:07:44,184 --> 00:07:48,184
เราต้องเพิ่มกล้ามเนื้อถึงจะช่วย

118
00:07:48,185 --> 00:07:52,185
เผาผลาญไขมันในร่างกายได้ กล้ามเนื้อ

119
00:07:52,186 --> 00:07:56,186
เร่งการเผาผลาญ ทำอย่างไรเราจะมีกล้ามเนื้อคะ

120
00:07:56,187 --> 00:08:00,187
เออ เราต้องออกกำลังกาย

121
00:08:00,188 --> 00:08:04,188
ทานโปรตีนในปริมาณที่เพียงพอ ไม่ใช่กินโปรตีนเยอะ

122
00:08:04,190 --> 00:08:08,190
แต่ไม่ออกกำลังกาย มันก็จะไม่สมดุลใช่ไหม

123
00:08:08,192 --> 00:08:12,192
ใช่ ผักผลไม้ ก็สำคัญ

124
00:08:12,193 --> 00:08:16,193
การที่เรามีกล้ามเนื้อเยอะ ก็จะ

125
00:08:16,193 --> 00:08:20,193
ช่วยในเรื่องของการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย

126
00:08:20,195 --> 00:08:24,195
อันนี้เสร็จหรือยัง

127
00:08:24,195 --> 00:08:28,195
เสร็จแล้ว

128
00:08:28,197 --> 00:08:32,197
อันนี้สำคัญมากเลย อันนี้นะคะ

129
00:08:32,198 --> 00:08:36,198
นักเรียนจะต้องรู้และจำให้ขึ้นใจ

130
00:08:36,200 --> 00:08:40,200
เพราะว่าครูน่ะ ให้ไปท่องแล้ว

131
00:08:40,202 --> 00:08:44,202
ไปท่องแล้ว มีใครจำได้ไหมสไลด์นี้

132
00:08:44,203 --> 00:08:48,203
ไปท่องบ้างหรือยัง ไปท่องหรือยังคะ

133
00:08:48,204 --> 00:08:52,204
อันนี้

134
00:08:52,205 --> 00:08:56,205
ท่องแต่จำได้ไหม จำได้ ต้องจำได้บ้างล่ะ

135
00:08:56,208 --> 00:09:00,208
ใช่ไหม ไม่เชื่อหรอกจำไม่ได้ จำได้บ้าง

136
00:09:00,209 --> 00:09:04,209
จำให้ได้นะ อันนี้

137
00:09:04,210 --> 00:09:08,210
มีในข้อสอบนะคะ มีในข้อสอบ ตะกี้ข้อสอบ

138
00:09:08,211 --> 00:09:12,211
กี่ข้อแล้ว จด

139
00:09:12,212 --> 00:09:16,212
5 ข้อ อันนี้ข้อที่เท่าไร

140
00:09:16,214 --> 00:09:20,214
ข้อที่ 6 หรือยัง อันนี้ อันนี้

141
00:09:20,215 --> 00:09:24,215
จดระบุข้อด้วยว่าข้อที่ 1 ข้อที่ 2

142
00:09:24,216 --> 00:09:28,216
ข้อที่ 3 ดูสิ

143
00:09:28,219 --> 00:09:32,219
มันข้อที่เท่าไรแล้ว

144
00:09:32,220 --> 00:09:36,220

145
00:09:36,222 --> 00:09:40,222
ข้อที่ 1 ก็คือ

146
00:09:40,224 --> 00:09:44,224
C6H12O6

147
00:09:44,226 --> 00:09:48,226
ข้อที่ 2 เก็บไว้ เก็บคาร์โบไฮเดรต

148
00:09:48,228 --> 00:09:52,228
ไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อ

149
00:09:52,231 --> 00:09:56,231
ข้อที่ 3 เก็บไว้ในรูปของไกลโคเจน

150
00:09:56,232 --> 00:10:00,232
ข้อที่ 4 คาร์โบไฮเดรต 1 กรัม จะให้

151
00:10:00,233 --> 00:10:04,233
พลังงาน 4 กิโลแคลอรี

152
00:10:04,235 --> 00:10:08,235
ข้อที่ 5

153
00:10:08,236 --> 00:10:12,236
45-60 ของอาหารทั้งหมดของพลังงานทั้งหมด

154
00:10:12,237 --> 00:10:16,237
ข้อที่ 6 70-80

155
00:10:16,240 --> 00:10:20,240
เปอร์เซ็นต์ แคลอรีจากผู้ที่ใช้แรงงาน

156
00:10:20,240 --> 00:10:24,240
ข้อที่ 7 ความสำคัญของคาร์

157
00:10:24,242 --> 00:10:28,242
ข้อที่ 8 กลไก

158
00:10:28,243 --> 00:10:32,243
ของคาร์โบไฮเดรต ต้องมี 8 ข้อแล้วนะ มี 8 ข้อแล้วนะลูก

159
00:10:32,244 --> 00:10:36,244

160
00:10:36,244 --> 00:10:40,244

161
00:10:40,247 --> 00:10:44,247
กลไกของ

162
00:10:44,249 --> 00:10:48,249
คาร์โบไฮเดรตนะคะ เมื่อเข้าสู่ร่างกาย มันจะไปที่ไหนบ้าง

163
00:10:48,250 --> 00:10:52,250
เมื่อเราบริโภคคาร์โบไฮเดรตไปแล้วนะคะ

164
00:10:52,251 --> 00:10:56,251
มันก็จะเกิดการย่อย

165
00:10:56,252 --> 00:11:00,252
ในระบบทางเดินอาหาร ทางเดินอาหารมีอะไรบ้าง

166
00:11:00,254 --> 00:11:04,254
มีปากใช่ไหม มีหลอดอาหาร มีกระเพาะอาหาร

167
00:11:04,254 --> 00:11:08,254
มีลำไส้ ลำไส้อะไรก่อนเล็กหรือใหญ่ก่อน

168
00:11:08,256 --> 00:11:12,256
แล้วไปที่ลำไส้ใหญ่นะคะ

169
00:11:12,257 --> 00:11:16,257
(อาจารย์ชุติมนณฑน์) ลำไส้ใหญ่นะคะ ลำไส้ใหญ่

170
00:11:16,258 --> 00:11:20,258
แล้วก็ลำไส้เล็ก แล้วมันก็จะดูดซึมตรงลำไส้อะไร

171
00:11:20,260 --> 00:11:24,260
มันจะดูดซึบสารอาหารต่าง ๆ

172
00:11:24,262 --> 00:11:28,262
ที่ลำไส้เล็กนะคะ

173
00:11:28,264 --> 00:11:32,264
สัตว์บริโภค

174
00:11:32,265 --> 00:11:36,265
คาร์โบไฮเดรตไปแล้วนะคะ มันจะย่อยสลายในระบบทางเดินอาหาร

175
00:11:36,266 --> 00:11:40,266
เปลี่ยนในรูปของน้ำตาล จากนั้นก็ดูดซึม

176
00:11:40,267 --> 00:11:44,267
เข้าสู่ร่างกาย จากนั้น ก็เปลี่ยนเป็น

177
00:11:44,269 --> 00:11:48,269
พลังงานแล้วก็เป็นน้ำตาลกลูโคส

178
00:11:48,269 --> 00:11:52,269
ในเลือดนะคะ ร่างกายก็จะดึงไปใช้สำหรับเป็นพลังงาน

179
00:11:52,270 --> 00:11:56,270
บางส่วนที่มันเหลือก็จะเป็นน้ำตาลในเลือด

180
00:11:56,272 --> 00:12:00,272
สะสมไว้ในตับและกล้ามเนื้อ ในรูปของอะไรคะ ใน

181
00:12:00,273 --> 00:12:04,273
รูปของอะไรลูก สะสม

182
00:12:04,274 --> 00:12:08,274
ในตับและกล้ามเนื้อ ในรูปของอะไร

183
00:12:08,275 --> 00:12:12,275
หน้านี้

184
00:12:12,278 --> 00:12:16,278
จำให้ได้ 5 คะแนนเลยนะ

185
00:12:16,279 --> 00:12:20,279
ไปไหนคะ เพื่อน

186
00:12:20,280 --> 00:12:24,280
ไปไหนลูก

187
00:12:24,280 --> 00:12:28,280
โทรตามยังไม่มาเลย

188
00:12:28,281 --> 00:12:32,281
หนูไปไหนนะ

189
00:12:32,285 --> 00:12:36,285
ให้เวลา

190
00:12:36,286 --> 00:12:40,286
ไปตาม 5... ให้เวลาไปตาม แล้วรีบขึ้นมา

191
00:12:40,287 --> 00:12:44,287

192
00:12:44,288 --> 00:12:48,288

193
00:12:48,289 --> 00:12:52,289

194
00:12:52,290 --> 00:12:56,290
สัตว์

195
00:12:56,293 --> 00:13:00,293
บริโภคคาร์โบไฮเดรตย่อยสลาย

196
00:13:00,294 --> 00:13:04,294
ในระบบทางเดินอาหาร

197
00:13:04,295 --> 00:13:08,295
เปลี่ยนเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวนะคะ ดูดซึมเข้าสู่

198
00:13:08,296 --> 00:13:12,296
ร่างกายในรูปน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ใช้พลังงาน

199
00:13:12,297 --> 00:13:16,297
แล้วก็เป็นน้ำตาลกลูโคสในเลือด

200
00:13:16,298 --> 00:13:20,298
น้ำตาลในเลือด คือ น้ำตาลกลูโคสนะ

201
00:13:20,298 --> 00:13:24,298
น้ำตาลกาแลคโตสไม่ใช่นะ ในเม็ดเลือดก็คือน้ำตาล

202
00:13:24,299 --> 00:13:28,299
กลูโคส สะสมไว้ในตับและกล้ามเนื้อในรูปของไกล

203
00:13:28,301 --> 00:13:32,301
จะต้องท่องแล้วจำให้ได้อันนี้นะลูก

204
00:13:32,304 --> 00:13:36,304

205
00:13:36,306 --> 00:13:40,306

206
00:13:40,307 --> 00:13:44,307

207
00:13:44,309 --> 00:13:48,309

208
00:13:48,311 --> 00:13:52,311

209
00:13:52,312 --> 00:13:56,312

210
00:13:56,315 --> 00:14:00,315

211
00:14:00,316 --> 00:14:04,316

212
00:14:04,322 --> 00:14:08,322

213
00:14:08,324 --> 00:14:12,324

214
00:14:12,327 --> 00:14:16,327

215
00:14:16,332 --> 00:14:20,332

216
00:14:20,334 --> 00:14:24,334

217
00:14:24,335 --> 00:14:28,335

218
00:14:28,336 --> 00:14:32,336

219
00:14:32,339 --> 00:14:36,339

220
00:14:36,342 --> 00:14:40,342
พออาหารออกจาก

221
00:14:40,343 --> 00:14:44,343
ลำไส้ใหญ่แล้วไปไหน

222
00:14:44,345 --> 00:14:48,345
ไปที่ทวารหนัก โอเค นึกว่าจะไม่รู้

223
00:14:48,346 --> 00:14:52,346

224
00:14:52,347 --> 00:14:56,347
นอกจากนี้นะคะ มันก็จะมีอวัยวะอื่น ๆ

225
00:14:56,348 --> 00:15:00,348
ที่มีบทบาทร่วมกันกับการย่อยอาหาร

226
00:15:00,348 --> 00:15:04,348
ก็คือตับอ่อน ถุงน้ำดี ที่มี

227
00:15:04,349 --> 00:15:08,349
ส่วนร่วมในการย่อยอาหาร เดี๋ยวเราจะไปเรียน

228
00:15:08,350 --> 00:15:12,350
อาทิตย์หน้านะคะ อันนี้ว่ากินเข้าไปแล้วมีเอนไซม์

229
00:15:12,351 --> 00:15:16,351
อะไรบ้างในการย่อยในปากมีเอนไซม์อะไรนอกจากอะไมโลส

230
00:15:16,352 --> 00:15:20,352
แล้วมรเอนไซมือะไร ในกระเพาะอาการมีกรด

231
00:15:20,353 --> 00:15:24,353
ที่ชื่อว่าอะไร ในลำไส้เล็ก

232
00:15:24,354 --> 00:15:28,354
มีเอนไซม์อะไรที่ช่วยในการย่อย อันนี้นะคะ

233
00:15:28,355 --> 00:15:32,355

234
00:15:32,356 --> 00:15:36,356

235
00:15:36,357 --> 00:15:40,357

236
00:15:40,359 --> 00:15:44,359

237
00:15:44,362 --> 00:15:48,362

238
00:15:48,363 --> 00:15:52,363

239
00:15:52,368 --> 00:15:56,368

240
00:15:56,370 --> 00:16:00,370

241
00:16:00,372 --> 00:16:04,372

242
00:16:04,374 --> 00:16:08,374

243
00:16:08,377 --> 00:16:12,377
ใครไปตามแล้วนะ

244
00:16:12,380 --> 00:16:16,380

245
00:16:16,382 --> 00:16:20,382
เป็นอะไรถึงไม่อยากมาเรียน

246
00:16:20,383 --> 00:16:24,383

247
00:16:24,384 --> 00:16:28,384

248
00:16:28,386 --> 00:16:32,386
ทำไมว่าประเสริฐเป็นลูฏครูน้

249
00:16:32,389 --> 00:16:36,389
คือใคร

250
00:16:36,390 --> 00:16:40,390
เป็นลุกครูน้อยหรือ

251
00:16:40,393 --> 00:16:44,393
เป็นลูกศิษย์ลูกน้อย (อาจารย์ชุติมนณฑน์) อ๋อเป็นลูกศิษย์

252
00:16:44,394 --> 00:16:48,394
ครูน้อย

253
00:16:48,395 --> 00:16:52,395

254
00:16:52,397 --> 00:16:56,397

255
00:16:56,398 --> 00:17:00,398

256
00:17:00,399 --> 00:17:04,399

257
00:17:04,402 --> 00:17:08,402

258
00:17:08,407 --> 00:17:12,407

259
00:17:12,411 --> 00:17:16,411
ตลกน่ะ

260
00:17:16,414 --> 00:17:20,414

261
00:17:20,416 --> 00:17:24,416
อันนี้เสร็จหรือยังคะ (นักศึกษาหญิง)  เสร็จแล้วค่ะ (อาจารย์ชุติมนณฑน์)

262
00:17:24,417 --> 00:17:28,417
อันดับแรก เราบริโภคคาร์โบไฮเดรตแล้วไปไหน

263
00:17:28,420 --> 00:17:32,420
ไม่ใช่ไปย่อยสลายในระบบทางเดินอาหาร

264
00:17:32,421 --> 00:17:36,421
เข้าไปแล้ว ไปย่อยที่ไหน

265
00:17:36,422 --> 00:17:40,422
ระบบรู้แล้ว ระบบรวมน่ะ

266
00:17:40,423 --> 00:17:44,423
กระเพาะมันเป็น Sub Set ของระบบท่างเดินอา

267
00:17:44,427 --> 00:17:48,427
อันใหญ่คือระบบอันใหญ่คือระบบทางเดินอาหาร

268
00:17:48,428 --> 00:17:52,428
ระบบทางเดินอาหารมีอะไรบ้าง

269
00:17:52,429 --> 00:17:56,429
ปาก หลอดอาหาร

270
00:17:56,430 --> 00:18:00,430
กระเพาะ ลำไส้เล็ก ลำไส้ใหญ่

271
00:18:00,432 --> 00:18:04,432
นี่คือระบบ

272
00:18:04,433 --> 00:18:08,433
ทางเดินอาหาร ถูกไหม

273
00:18:08,434 --> 00:18:12,434
แล้วคาร์โบไฮเดรตไปย่อยสลายที่ระบบอะไร

274
00:18:12,435 --> 00:18:16,435
กระเพาะมันอยู่ในระบบอะไร

275
00:18:16,436 --> 00:18:20,436
ระบบทางเดินอาหาร

276
00:18:20,437 --> 00:18:24,437
เดี๋ยวกระเพาะมันอยู่ในระบบอะไรคะ

277
00:18:24,438 --> 00:18:28,438
เมื่อเราบริโภคคาร์โบไฮเดรต

278
00:18:28,439 --> 00:18:32,439
มันไปถูกย่อยในระบบอะไร

279
00:18:32,440 --> 00:18:36,440
ระบบทางเดินอะไร เอาจริง ๆ

280
00:18:36,441 --> 00:18:40,441
อย่าเล่น เอาใหม่ อย่าเล่น

281
00:18:40,443 --> 00:18:44,443
คาร์โบไฮเดรต คาร์โบไฮเดรตเมื่อเราบริโภคเข้าไปแล้ว

282
00:18:44,445 --> 00:18:48,445
ไปย่อยใน... ระบบทางเดินอาหาร

283
00:18:48,446 --> 00:18:52,446
แล้วเปลี่ยนเป็นน้ำตาล น้ำตาลถูก

284
00:18:52,447 --> 00:18:56,447
นำไปไหน ดูดซึมเข้าสู่ร่างหาย

285
00:18:56,448 --> 00:19:00,448
เป็นพลังงานที่ใช้ในร่างกาย

286
00:19:00,449 --> 00:19:04,449
อีกส่วนหนึ่งก็เก็บเป็นน้ำตาลในเลือด มันเป้น

287
00:19:04,450 --> 00:19:08,450
ในเลือดแล้วที่เหลือล่ะ

288
00:19:08,452 --> 00:19:12,452
ในรูป

289
00:19:12,453 --> 00:19:16,453
จำได้ไหม ท่องอีกทีหนึ่ง ท่อง

290
00:19:16,457 --> 00:19:20,457
อีกทีหนึ่ง 1 2 3

291
00:19:20,458 --> 00:19:24,458
บริโภคคาร์โบไฮเดรตแล้วไป

292
00:19:24,459 --> 00:19:28,459
เปลี่ยน... เออ

293
00:19:28,460 --> 00:19:32,460
พอมัน

294
00:19:32,462 --> 00:19:36,462

295
00:19:36,463 --> 00:19:40,463
แล้วก็เป็นน้ำตาลในเลือด ใช้เป็นน้ำตาลในเลือด

296
00:19:40,465 --> 00:19:44,465
แล้วก็สะสมไว้ใน

297
00:19:44,466 --> 00:19:48,466
น้ำตาลที่ร่างกายนำไปใช้เป็นน้ำตาล

298
00:19:48,467 --> 00:19:52,467
อะไร มันสะสมในรูป

299
00:19:52,468 --> 00:19:56,468
ของไกลโคเจนนะลูก แต่น้ำตาลที่เราเอาไปใช้ได้อย่างเดียว

300
00:19:56,470 --> 00:20:00,470
ก็คือน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

301
00:20:00,471 --> 00:20:04,471

302
00:20:04,471 --> 00:20:08,471

303
00:20:08,473 --> 00:20:12,473
ทีนี้เราฮึบก่อน ให้เวลานั่งสมาธิก่อน

304
00:20:12,474 --> 00:20:16,474
เริ่มจะยากขึ้นเรื่อย ๆ แล้ว

305
00:20:16,474 --> 00:20:20,474
เริ่มจะยากขึ้นแล้ว อันนี้จดแล้วนะ

306
00:20:20,476 --> 00:20:24,476
โอเค เริ่มจะยากขึ้นแล้ว นั่ง

307
00:20:24,477 --> 00:20:28,477
สมาธิก่อน 1 นาที

308
00:20:28,480 --> 00:20:32,480
นั่งสมาธิก่อน อันนี้เริ่มยากแล้ว

309
00:20:32,481 --> 00:20:36,481

310
00:20:36,482 --> 00:20:40,482
แต่อาทิตยืหน้าเดี๋ยวเราจะมาเรียนกัน ว่า

311
00:20:40,483 --> 00:20:44,483
เมื่อเราบริโภคอาหารเข้าไปในปากแล้ว

312
00:20:44,485 --> 00:20:48,485
มันเป็นอย่างไรต่อ มันเกิดกระบวนการย่อยอย่างไร ไปที่ไหนบ้าง

313
00:20:48,487 --> 00:20:52,487
น้ำดีช่วยอะไรในการย่อย ตับช่วยอะไรในการย่อย

314
00:20:52,489 --> 00:20:56,489
เดี๋ยวอาทิตย์หน้าครูจะสอน แต่ว่า

315
00:20:56,489 --> 00:21:00,489
มันจะมีศัพท์เยอะมาก มีเอนไซม์เยอะมากที่ช่วยในการย่อย

316
00:21:00,490 --> 00:21:04,490
แต่ครูจะให้พวกเราจำแค่

317
00:21:04,491 --> 00:21:08,491
แค่แบบตัวสำคัญที่เราจะต้องไปใช้

318
00:21:08,492 --> 00:21:12,492

319
00:21:12,493 --> 00:21:16,493

320
00:21:16,495 --> 00:21:20,495

321
00:21:20,497 --> 00:21:24,497
เธอเคย

322
00:21:24,498 --> 00:21:28,498
เห็นชื่อครูไหม ชื่อครูที่อยู่ในนี้ เห็นไหม

323
00:21:28,503 --> 00:21:32,503
เห็นชื่อครูไหมลูก

324
00:21:32,506 --> 00:21:36,506

325
00:21:36,507 --> 00:21:40,507
เห็นชื่อครูเป็นอย่างไร ถูกไหม

326
00:21:40,508 --> 00:21:44,508
มนณฑน์

327
00:21:44,509 --> 00:21:48,509

328
00:21:48,510 --> 00:21:52,510
เขาเปลี่ยนชื่อให้ครู ทุกรอบเลย

329
00:21:52,512 --> 00:21:56,512

330
00:21:56,513 --> 00:22:00,513
อันนี้เสร็จแล้ว ต่อไปจะเริ่

331
00:22:00,514 --> 00:22:04,514
ทุกคนพร้อมหรือยังคะ โอเคพร้อมแล้วนะ

332
00:22:04,515 --> 00:22:08,515
ต่อไปนะคะ จะเป็นประเภทของคาร์โบไฮเดรต

333
00:22:08,516 --> 00:22:12,516
ค่ะ เชิญค่ะ เจอเพื่อนไหม

334
00:22:12,517 --> 00:22:16,517

335
00:22:16,519 --> 00:22:20,519
ไปไหนน้อ

336
00:22:20,520 --> 00:22:24,520
ไม่ ไม่ได้อะไรนะ ไม่มาก็บอก

337
00:22:24,522 --> 00:22:28,522
ว่าทำไมถึงไม่มาทำไมถึงลา ทำไมถึงหาย

338
00:22:28,523 --> 00:22:32,523
ไม่อย่างนั้น ครูจะเป็นห่วง ว่าไปเกิดอุบัติเหตุหรือเ

339
00:22:32,524 --> 00:22:36,524
หรือเปล่า ไปกินอะไรไม่ดีหรือเปล่า

340
00:22:36,525 --> 00:22:40,525
หรือว่าปวดท้อง เป็นลมในห้องน้ำ

341
00:22:40,527 --> 00:22:44,527
อย่างนี้ครูก็ไม่รู้ไง นี่ก็เป็นห่วง

342
00:22:44,528 --> 00:22:48,528
พวกเราแบบนี้ ก้เลยว่าไปไหน ไม่ต้องกลัวว่าคณุ

343
00:22:48,530 --> 00:22:52,530
ให้บอกเพราะว่าพวกเราโตแล้ว ปวส. แล้ว

344
00:22:52,531 --> 00:22:56,531
อายุจะ 20 อายุ 20 กันแล้วนะ 21

345
00:22:56,532 --> 00:23:00,532
22 ก็มี

346
00:23:00,533 --> 00:23:04,533
23 23 ไม่มี

347
00:23:04,534 --> 00:23:08,534
22 นะ เยอะสุด โอเค ต่อไป

348
00:23:08,534 --> 00:23:12,534
จะเป็นประเภทของคาร์โบไฮเดรตนะคะ

349
00:23:12,536 --> 00:23:16,536
คาร์โบไฮเดรต

350
00:23:16,537 --> 00:23:20,537
อันนี้ไม่ต้องกลัวเป็นภาษาอังกฤา ครุยังไม่ได้แปล

351
00:23:20,539 --> 00:23:24,539
ประเภทของคาร์โบไฮเดรต มี 1.

352
00:23:24,540 --> 00:23:28,540
ประเภทของคาร์โบไฮเดรต จดลงไปในสมุดลูก

353
00:23:28,541 --> 00:23:32,541
ไม่อย่างนั้นมันจะจำไม่ได้แล้วหนูจะทำข้อสอบปลายภาค

354
00:23:32,542 --> 00:23:36,542
ไมม่ได้นะคะ มีวิธีเดียวคือจด

355
00:23:36,543 --> 00:23:40,543
นะคะ มันไม่มีใครจำได้หรอก เนื้อหามันเยอะ

356
00:23:40,544 --> 00:23:44,544

357
00:23:44,545 --> 00:23:48,545
ประเภทของคาร์โบไฮเดรต

358
00:23:48,546 --> 00:23:52,546
1. ก็คือ Monosaccharides

359
00:23:52,547 --> 00:23:56,547

360
00:23:56,549 --> 00:24:00,549
Monosaccharides Mono ก

361
00:24:00,551 --> 00:24:04,551
Mono ก็คือเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เป็น

362
00:24:04,552 --> 00:24:08,552
น้ำตาลที่เล็กที่สุดนะคะ Mono แปลว่า

363
00:24:08,553 --> 00:24:12,553
เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ประเภทของคาร์โบไฮเดรต

364
00:24:12,555 --> 00:24:16,555
จดหรือยัง จดหรือยัง จดหัวข้อหรือยัง ประเภท

365
00:24:16,556 --> 00:24:20,556
ของคาร์โบไฮเดรต บรรทัดต่อมา 1.

366
00:24:20,557 --> 00:24:24,557
เขียนว่า Monosaccharides เขียนภาษาไทย

367
00:24:24,558 --> 00:24:28,558
หรือภาษาอังกฤษก็ได้ครูไม่ว่าลูก

368
00:24:28,559 --> 00:24:32,559
Monosaccharides

369
00:24:32,560 --> 00:24:36,560
= น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

370
00:24:36,563 --> 00:24:40,563
เขียนไปด้วย Mono แปลว่า หนึ่ง นะคะ

371
00:24:40,564 --> 00:24:44,564
saccharide นะคะ

372
00:24:44,566 --> 00:24:48,566
เป็นน้ำตาลนะคะ saccharide ก็คือน้ำตาลนะคะ

373
00:24:48,568 --> 00:24:52,568

374
00:24:52,570 --> 00:24:56,570
ใช่ Monosaccharides

375
00:24:56,572 --> 00:25:00,572
= น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

376
00:25:00,573 --> 00:25:04,573
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ทำไมต้องเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

377
00:25:04,576 --> 00:25:08,576
มีคาร์บอน 6 ตัวนะคะ มีคาร์บอน

378
00:25:08,577 --> 00:25:12,577
6 ตัว มีอะตอมของธาตุคาร์บอนแค่ 6 ตัว

379
00:25:12,577 --> 00:25:16,577
นะคะ

380
00:25:16,579 --> 00:25:20,579
อันนี้เป็นตัวนี้ที่

381
00:25:20,580 --> 00:25:24,580
ร่างกายนำไปใช้ได้นะ ร่างกายสามารถนำไปใช้ ก็คือ

382
00:25:24,580 --> 00:25:28,580
เป็น Monosaccharides จดหรือยัง

383
00:25:28,581 --> 00:25:32,581
เสร็จหรือยัง จดแค่ว่า

384
00:25:32,582 --> 00:25:36,582
ประเภทของน้ำตาล บรรทัดที่ 2

385
00:25:36,583 --> 00:25:40,583
1. Monosaccharides น้ำตาลโมเลกุล

386
00:25:40,584 --> 00:25:44,584
เดี่ยว จดแค่นี้

387
00:25:44,585 --> 00:25:48,585

388
00:25:48,586 --> 00:25:52,586

389
00:25:52,587 --> 00:25:56,587
ครูจะเล่าให้ฟัง

390
00:25:56,591 --> 00:26:00,591
ว่าทำไมเป้นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว เผื่อ

391
00:26:00,593 --> 00:26:04,593
ใครสงสัย แต่ครูไม่ออกข้อสอบหรอกอันนี้

392
00:26:04,593 --> 00:26:08,593
ครูออกแค่ว่า Monosaccharides คืออะไร

393
00:26:08,594 --> 00:26:12,594
หนูก็ตอบไปว่าน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่มีน้ำตาล

394
00:26:12,596 --> 00:26:16,596
6 ตัว ยากไหม

395
00:26:16,597 --> 00:26:20,597
ไม่ค่อย

396
00:26:20,598 --> 00:26:24,598

397
00:26:24,599 --> 00:26:28,599
ครูไม่บอกก็ได้

398
00:26:28,602 --> 00:26:32,602
ว่ามีคาร์บอนกี่ตัว ครูออกแค่ Monosaccharides

399
00:26:32,605 --> 00:26:36,605
คืออะไร Monosaccharides ถ้าจะออก Monosaccharides

400
00:26:36,605 --> 00:26:40,605
คืออะไร ประกอบไปด้วยน้ำตาลชนิดใด

401
00:26:40,607 --> 00:26:44,607
บ้าง ครูจะออกแค่นี้

402
00:26:44,608 --> 00:26:48,608
ก้เรียนไปด้วย บอกไปด้วย เราจะได้จำ ระหว่างเรียน

403
00:26:48,609 --> 00:26:52,609
ครูก็จะบอกข้อสอบไปด้วยนะคะ แล้วก็

404
00:26:52,611 --> 00:26:56,611
เราก็จะได้ เวลาใกล้สอบ

405
00:26:56,612 --> 00:27:00,612
เผื่อเราลืมเราก็จะได้ทบทวนได้

406
00:27:00,613 --> 00:27:04,613
เรื่องคาร์โบไฮเดรตนี่ ครูแนนบอกว่าครูแนนจะออกเรื่องอะไร

407
00:27:04,613 --> 00:27:08,613
มีกี่ข้อ ข้อสอบมีประมาณนี้จะได้กลับไป

408
00:27:08,615 --> 00:27:12,615
ได้นะลูก

409
00:27:12,617 --> 00:27:16,617
Monosaccharides = น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

410
00:27:16,619 --> 00:27:20,619
โอเคนะ ได้หรือยัง

411
00:27:20,620 --> 00:27:24,620
อันนี้เป็นสูตรทางเคมี

412
00:27:24,621 --> 00:27:28,621
หนูไม่ต้องจำหรอก แต่ครูอยากให้หนูดู มัน

413
00:27:28,622 --> 00:27:32,622
มีคาร์บอนกี่ตัว อันนี้จะเป็น

414
00:27:32,623 --> 00:27:36,623
กลุโคสนะคะ น้ำตาลกลูโคส

415
00:27:36,624 --> 00:27:40,624
มีคาร์บอน 1 2 3 4 5 6

416
00:27:40,625 --> 00:27:44,625
โอเคไหม เชื่อเขาไหม เชื่อนักวิทยาศาสตร์หรือยัง

417
00:27:44,625 --> 00:27:48,625
ว่ามีคาร์บอน 6 ตัว อันนี้จะเป็นโครงสร้างทางเคมี

418
00:27:48,627 --> 00:27:52,627
ของน้ำตาลกลูโคส กลูโคส

419
00:27:52,628 --> 00:27:56,628
ก็คือน้ำตาลโมเลกุล...

420
00:27:56,629 --> 00:28:00,629
หรือภาษาอังกฤษเรียกว่า

421
00:28:00,630 --> 00:28:04,630
เดี่ยว = Mono ใช่ไหม

422
00:28:04,631 --> 00:28:08,631
เก่งมากเลย ไม่น่าเชื่อว่าทุกคนจะจำได้

423
00:28:08,633 --> 00:28:12,633
ทุกคนเก่งมาก

424
00:28:12,635 --> 00:28:16,635
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

425
00:28:16,636 --> 00:28:20,636
ตัวแรกที่ครูอยากให้รู้จัก ก็คือกลูโคส

426
00:28:20,637 --> 00:28:24,637
นอกจากกลูโคสแล้วมันยังมี

427
00:28:24,639 --> 00:28:28,639
Fructose  Galactose

428
00:28:28,641 --> 00:28:32,641
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว จะมี 3 ตัว จดไว้เลย

429
00:28:32,643 --> 00:28:36,643
Glucose Monosaccharides ก็คือน้ำตาล

430
00:28:36,645 --> 00:28:40,645
โมเลกุลเดี่ยวนะคะ จะมี Glucose Fructose Galactose

431
00:28:40,646 --> 00:28:44,646
หนูมารู้จักตัวนี้ก่อน ก็คือ Glucose

432
00:28:44,647 --> 00:28:48,647
เป็น 1 ใน 3 ของน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

433
00:28:48,649 --> 00:28:52,649
ได้ไหม ได้ไหม

434
00:28:52,650 --> 00:28:56,650
ทาง... เพื่อทางนู้นได้ไหมลุก

435
00:28:56,651 --> 00:29:00,651
อาร์ต อาร์ตจด

436
00:29:00,652 --> 00:29:04,652
Monosaccharides

437
00:29:04,655 --> 00:29:08,655
มี 3 ตัว จดหรือยัง

438
00:29:08,657 --> 00:29:12,657
จดหรือยัง เหรอ

439
00:29:12,658 --> 00:29:16,658
Glucose ไม่อันนี้ครูให้จดข้อสอบ

440
00:29:16,659 --> 00:29:20,659
ข้อสอบ จดข้อสอบ

441
00:29:20,660 --> 00:29:24,660
มี

442
00:29:24,661 --> 00:29:28,661
1. Glucose เขียนไปMonosaccharides จะมี 3 ตัว

443
00:29:28,662 --> 00:29:32,662
1. Glucose

444
00:29:32,663 --> 00:29:36,663
1. Glucose ก่อน เดี๋ยวเรา

445
00:29:36,664 --> 00:29:40,664
มารู้จัก Glucose  ก่อน Glucose  เป็นอะไรที่ครูบอก

446
00:29:40,666 --> 00:29:44,666
คุ้น ๆ ไหม น้ำตาลในเลือด น้ำตาลในเลือด

447
00:29:44,667 --> 00:29:48,667
คือน้ำตาลอะไร นี่มีในข้อสอบด้วยนะลูก

448
00:29:48,668 --> 00:29:52,668
น้ำตาลในเลือด คือ น้ำตาลอะไร

449
00:29:52,668 --> 00:29:56,668
Glucose  Glucose  เป็น Monosaccharides นะลูก

450
00:29:56,670 --> 00:30:00,670
อย่าลืม ไม่

451
00:30:00,671 --> 00:30:04,671
เขายังส่ายมืออยู่

452
00:30:04,672 --> 00:30:08,672

453
00:30:08,673 --> 00:30:12,673
น้ำตาลในกระแสเลือดก็คืออะไร

454
00:30:12,674 --> 00:30:16,674
Glucose

455
00:30:16,676 --> 00:30:20,676
Glucose นะคะ มักจะไม่อยู่อิสระ มักจะไปจับ

456
00:30:20,677 --> 00:30:24,677
ตัวอื่นนะคะ เดี๋ยวเรามารู้ว่าน้ำตาล

457
00:30:24,678 --> 00:30:28,678
ตัวอื่นที่มันจับน่ะ คืออะไรนะคะ อาจพบบ้าง

458
00:30:28,680 --> 00:30:32,680
เล็กน้อยในพวกหัวหอม องุ่นนะคะ

459
00:30:32,681 --> 00:30:36,681
นี่สำคัญเลย น้ำตาลในกระแสเลือดก็คือน้ำตาล Glucose

460
00:30:36,683 --> 00:30:40,683
น้ำตาลกลูโคสนะคะ ที่เราจะต้องจำ

461
00:30:40,683 --> 00:30:44,683
แล้วก็อีกอันหนึ่ง

462
00:30:44,685 --> 00:30:48,685
ที่เราต้องจำในสไลด์นี้ นอกจาก Glucose เป็นน้ำตา

463
00:30:48,686 --> 00:30:52,686
Glucose เป็นน้ำตาลที่มีการสร้างพันธะ

464
00:30:52,687 --> 00:30:56,687
กับน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวชนิดอื่น ๆ

465
00:30:56,687 --> 00:31:00,687
นะคะ ไปจับกับน้ำตาลชนิดอื่น

466
00:31:00,689 --> 00:31:04,689
ถ้าเจอน้ำตาลที่เป็น 2 ตัว

467
00:31:04,690 --> 00:31:08,690
อย่างไรมันก็ต้องมีตัว Glucose นี่อยู่

468
00:31:08,691 --> 00:31:12,691
ทุกอันเลย มันเป็นน้ำตาลที่

469
00:31:12,693 --> 00:31:16,693
สร้างพันธะที่ไปจับน่ะ พันธะก็คือ

470
00:31:16,695 --> 00:31:20,695
พันธะเท่ากับว่าเราจับมือกันนะ ร่วมพันธะสัญญา

471
00:31:20,696 --> 00:31:24,696
อย่างนี้ลูก เราไม่ได้อยากอยู่คนเดียว เราก็อยากมีแฟนไหม

472
00:31:24,697 --> 00:31:28,697
เราก็ไม่พบกลูโคสในธรรมชาติเลยนะคะ

473
00:31:28,698 --> 00:31:32,698
Glucose  มันก็จะ มันอยากมีแฟนไอ้ตัวนี้มันก็ไป

474
00:31:32,700 --> 00:31:36,700
จับกับ Fructose

475
00:31:36,701 --> 00:31:40,701
อย่างนี้ ไปจับกับน้ำตาลตัวอื่น มันเป็นน้ำตาลที่อยู่ตัวเดียวไม่ได้

476
00:31:40,701 --> 00:31:44,701
นะคะ ก็เลยไม่พบตัวนี้เลยในธรรมชาติ

477
00:31:44,703 --> 00:31:48,703
เข้าใจไหม

478
00:31:48,704 --> 00:31:52,704
นี่ อันนี้สำคัญ

479
00:31:52,705 --> 00:31:56,705
เลย หน้านี้มี 2 ประเด็นหลักที่สำคัญ

480
00:31:56,707 --> 00:32:00,707
ก็คือ กลูโคสเป็นน้ำตาลในกระแสเลือด แล้ว

481
00:32:00,707 --> 00:32:04,707
ก็เป็นน้ำตาลที่

482
00:32:04,709 --> 00:32:08,709
สร้างพันธะกับน้ำตาลโม

483
00:32:08,710 --> 00:32:12,710
ชนิดอื่น เป็นน้ำตาลที่สร้างพันธะกับน้ำตาลชนิดอื่น

484
00:32:12,711 --> 00:32:16,711
จะไม่เจอกลูโคสเดี่ยว ๆ

485
00:32:16,712 --> 00:32:20,712
มันชอบไปจับ มันชอบมีคู่ ชอบมีพันธะผูกพัน

486
00:32:20,713 --> 00:32:24,713
กับตัวอื่น ๆ ตลอดเลย

487
00:32:24,713 --> 00:32:28,713
มี 2 ประเด็นที่จะจดนะ

488
00:32:28,714 --> 00:32:32,714
ที่จะจำ มี 2 อันนี้แหละ 1. คืออะไร หน้านี้

489
00:32:32,715 --> 00:32:36,715

490
00:32:36,716 --> 00:32:40,716
2.

491
00:32:40,717 --> 00:32:44,717
ใช่

492
00:32:44,718 --> 00:32:48,718
โอเค มันไม่อยู่คนเดียวนะ น้ำตาลอันนี้

493
00:32:48,718 --> 00:32:52,718
เดี๋ยวเราจะมารู้กันว่า

494
00:32:52,719 --> 00:32:56,719
มันจับกับอะไร แล้วมันเป็นอะไร แล้วมันพบในอาหารชนิดไหน

495
00:32:56,720 --> 00:33:00,720
ที่มันมี มีในนมน่ะ มีน้ำตาลอะไร

496
00:33:00,721 --> 00:33:04,721
อะไร

497
00:33:04,721 --> 00:33:08,721

498
00:33:08,723 --> 00:33:12,723

499
00:33:12,724 --> 00:33:16,724
โอเค จดเสร็จหรือยัง หน้านี้ออกข้อสอบ 2 ข้อแล้วนะ

500
00:33:16,727 --> 00:33:20,727
มีกี่ข้อแล้ว จำไม่ได้แล้ว

501
00:33:20,728 --> 00:33:24,728
มีกี่ข้อแล้วตะกี้

502
00:33:24,728 --> 00:33:28,728
10 ไหม เพื่อนบอก 10 แล้วนะ ทุกคนถึงหรือยัง

503
00:33:28,729 --> 00:33:32,729
ทุกคนถึง 10 หรือยังเอ่ย

504
00:33:32,729 --> 00:33:36,729

505
00:33:36,731 --> 00:33:40,731

506
00:33:40,734 --> 00:33:44,734

507
00:33:44,735 --> 00:33:48,735

508
00:33:48,739 --> 00:33:52,739
ถ้าใครได้เกรด 4 นะ วิชานี้

509
00:33:52,743 --> 00:33:56,743
ครูมีของรางวัลให้ (นักศึกษา) จริงหรือเปล่า (อาจารย์ชุติมนณฑน์)

510
00:33:56,745 --> 00:34:00,745
จริง ครูเตรียม เดี๋ยวครูเตรียมไว้ให้

511
00:34:00,746 --> 00:34:04,746
ใครทำ

512
00:34:04,747 --> 00:34:08,747
ข้อสอบครูได้นะ ได้เกิน 80 เปอร์เซ็นต์ ห๊ะ

513
00:34:08,748 --> 00:34:12,748
เดี๋ยวครูเตรียมของรางวัลให้

514
00:34:12,749 --> 00:34:16,749
อะไร ไม่มี มีแต่มะเหงก

515
00:34:16,750 --> 00:34:20,750
เกรด zero น่ะ

516
00:34:20,751 --> 00:34:24,751

517
00:34:24,752 --> 00:34:28,752
มี

518
00:34:28,753 --> 00:34:32,753
มีแต่มะเหงกให้ แล้วก็ความทรงจำดี ๆ ไป

519
00:34:32,755 --> 00:34:36,755
มส. ตัวหนึ่ง ถ้าได้ 0 แล้วก็ต้องได้เจอครูอีก

520
00:34:36,756 --> 00:34:40,756
ปีหน้า เอาไหม

521
00:34:40,757 --> 00:34:44,757
เอาไหมเผื่อใครคิดถึง เผื่อใครคิดถึงครู

522
00:34:44,758 --> 00:34:48,758

523
00:34:48,759 --> 00:34:52,759

524
00:34:52,760 --> 00:34:56,760

525
00:34:56,762 --> 00:35:00,762
อะไรนะ

526
00:35:00,764 --> 00:35:04,764
ติด 0 กับติด F หรือ

527
00:35:04,765 --> 00:35:08,765
ส่วนใหญ่นะ เกรด 0

528
00:35:08,766 --> 00:35:12,766
เกรด 1 เกรด 2 เราจะAltGraphใช้

529
00:35:12,767 --> 00:35:16,767
ในระดับขั้นพื้นฐานน่ะ หรือไม่ก็

530
00:35:16,769 --> 00:35:20,769
เป็น ปวช. ปวส. ปวส. นี่ขั้นพื้นฐานไหม ไม่ใช่นะ

531
00:35:20,770 --> 00:35:24,770
เราจะใช้แบบกับ

532
00:35:24,771 --> 00:35:28,771
กับนักเรียนน่ะ นักเรียน ถ้าเกรดแบบ

533
00:35:28,773 --> 00:35:32,773
C D E F อะไรอย่างนี้จะใช้

534
00:35:32,774 --> 00:35:36,774
ในระดับอดุมไปแล้วน่ะ

535
00:35:36,775 --> 00:35:40,775

536
00:35:40,776 --> 00:35:44,776
ไม่ได้...

537
00:35:44,777 --> 00:35:48,777
แล้วแต่ถ้าใครอยากรู้เพิ่มก็อาจจะจดหมดก็ได้นะคะ

538
00:35:48,779 --> 00:35:52,779
แต่ว่าประเด็นหลัก ๆ ที่ครูจะออกข้อสอบจริง ๆ

539
00:35:52,781 --> 00:35:56,781
นี่น้ำตาลในกระแสเลือด กับสร้างพันธะ

540
00:35:56,784 --> 00:36:00,784
กับน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวชนิดอื่น อันนี้แหละ

541
00:36:00,785 --> 00:36:04,785
(นักศึกษาหญิง) เสร็จแล้วค่ะ (อาจารย์ชุติมนณฑน์)

542
00:36:04,785 --> 00:36:08,785
ต่อไป ตัวที่ 1 ก็คือ

543
00:36:08,787 --> 00:36:12,787
กลูโคสนะ ต่อไปก็คือ

544
00:36:12,788 --> 00:36:16,788

545
00:36:16,790 --> 00:36:20,790
ชอบเรียกฟลุกโตส แล้วแต่เรียกอะไร

546
00:36:20,791 --> 00:36:24,791
ก็ได้

547
00:36:24,791 --> 00:36:28,791

548
00:36:28,792 --> 00:36:32,792

549
00:36:32,794 --> 00:36:36,794

550
00:36:36,796 --> 00:36:40,796
อันนี้นะคะ

551
00:36:40,801 --> 00:36:44,801
ก็เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดียวอีกตัวที่มีความสำคัญมากนะคะ

552
00:36:44,802 --> 00:36:48,802

553
00:36:48,803 --> 00:36:52,803

554
00:36:52,804 --> 00:36:56,804

555
00:36:56,805 --> 00:37:00,805
น้ำตาล Fructose เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวนะคะ บางครั้งเรียกว่า

556
00:37:00,806 --> 00:37:04,806
Sugar Fruit Fruit Sugar

557
00:37:04,807 --> 00:37:08,807
ที่มีความหวานมากที่สุดนะคะ

558
00:37:08,808 --> 00:37:12,808
พบมากในผลไม้

559
00:37:12,809 --> 00:37:16,809
และน้ำผึ้ง อันนี้ประเด็นที่สำคัญที่ต้องจำ

560
00:37:16,810 --> 00:37:20,810
ก็คือพบมาก

561
00:37:20,811 --> 00:37:24,811
ในผลไม้

562
00:37:24,812 --> 00:37:28,812
ครุก็จะถามในข้อสอบว่าน้ำตาลชนิดใเพบมาก

563
00:37:28,813 --> 00:37:32,813
ในผล น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวชนิดใดพบมากในผลไม้

564
00:37:32,814 --> 00:37:36,814
หนูตอบได้ไหม Fructose

565
00:37:36,815 --> 00:37:40,815
โอเคเพื่อนตอบได้แล้ว

566
00:37:40,815 --> 00:37:44,815
เป็นน้ำตาล 2 เป้นน้ำตาลที่มีความหวานาก

567
00:37:44,816 --> 00:37:48,816
นะคะ ครูก็จะถามว่า

568
00:37:48,817 --> 00:37:52,817
แหล่งของน้ำตาล Fructose มีอยู่

569
00:37:52,817 --> 00:37:56,817
ในไหน หนูก็จะต้องตอบว่า

570
00:37:56,820 --> 00:38:00,820
ผลไม้และน้ำผึ้ง ถูกไหม

571
00:38:00,820 --> 00:38:04,820
โอเค

572
00:38:04,822 --> 00:38:08,822

573
00:38:08,822 --> 00:38:12,822

574
00:38:12,825 --> 00:38:16,825

575
00:38:16,828 --> 00:38:20,828
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่พบมากในผลไม้

576
00:38:20,832 --> 00:38:24,832
ก็คือ Fructose

577
00:38:24,834 --> 00:38:28,834
มี 3 อัน 3 ข้อ สไลด์นี้

578
00:38:28,835 --> 00:38:32,835
ที่จะต้องจำ

579
00:38:32,836 --> 00:38:36,836
เหนื่อยหรือยังคะ

580
00:38:36,837 --> 00:38:40,837
เหนื่อยหรือยัง เพื่อนคนอื่นเหนื่อยไหมลูก

581
00:38:40,839 --> 00:38:44,839
ยัง โอเค

582
00:38:44,839 --> 00:38:48,839
เดี๋ยวครูสอนเรื่องน้ำตาลโมเลกุลนี้จบ

583
00:38:48,841 --> 00:38:52,841
เดี๋ยวให้เราพัก 5 นาทีนะคะ

584
00:38:52,843 --> 00:38:56,843

585
00:38:56,845 --> 00:39:00,845
พี่เขา คุณครูอีกท่านหนึ่งจะได้ไปเข้าห้องน้ำ

586
00:39:00,846 --> 00:39:04,846
เผื่อคุณครูจะได้ไปเข้าห้องน้ำด้วย ดีไหม

587
00:39:04,847 --> 00:39:08,847

588
00:39:08,849 --> 00:39:12,849

589
00:39:12,850 --> 00:39:16,850
ตอนสอบต้องจำให้ได้นะ

590
00:39:16,852 --> 00:39:20,852

591
00:39:20,854 --> 00:39:24,854

592
00:39:24,855 --> 00:39:28,855

593
00:39:28,858 --> 00:39:32,858

594
00:39:32,861 --> 00:39:36,861

595
00:39:36,864 --> 00:39:40,864

596
00:39:40,865 --> 00:39:44,865

597
00:39:44,865 --> 00:39:48,865

598
00:39:48,868 --> 00:39:52,868
อะไรนะ

599
00:39:52,870 --> 00:39:56,870
เสร็จหรือยัง เสร็จหรือยังอาร์ต

600
00:39:56,873 --> 00:40:00,873
อาร์ต

601
00:40:00,874 --> 00:40:04,874
เสร็จแล้ว เสร็จแล้ว โอเค

602
00:40:04,874 --> 00:40:08,874
เอิร์นล่ะ เอิร์นล่ะ

603
00:40:08,876 --> 00:40:12,876
หน้านี้มีข้อสอบ

604
00:40:12,878 --> 00:40:16,878
ทั้งหมดกี่ข้อ กี่ข้อนะ

605
00:40:16,879 --> 00:40:20,879
หน้านี้เฉพาะหน้านี้มีกี่ข้อ

606
00:40:20,880 --> 00:40:24,880
ทวน

607
00:40:24,881 --> 00:40:28,881
มีอะไรบ้างน่ะ 4 ข้อ

608
00:40:28,883 --> 00:40:32,883
พบมากในผลไม้ เป็นน้ำตาลที่มีความหวาน

609
00:40:32,886 --> 00:40:36,886
มากที่สุด มี Fructose มากที่สุดในผลไม้

610
00:40:36,887 --> 00:40:40,887
โอเค ต่อไป

611
00:40:40,889 --> 00:40:44,889
อันที่ 3 นะคะ

612
00:40:44,891 --> 00:40:48,891
เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวตัวที่ 3 นะคะ ก็คือ

613
00:40:48,892 --> 00:40:52,892
อ่านออกไหม (นักศึกษาชาย)Galactose  (อาจารย์ชุติมนณฑน์)

614
00:40:52,893 --> 00:40:56,893
Galactose เกือบถูกแล้ว ใกล้ ๆ กานี่แหละ

615
00:40:56,894 --> 00:41:00,894

616
00:41:00,897 --> 00:41:04,897
Galactose นะคะ

617
00:41:04,897 --> 00:41:08,897
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวตัวที่ 3

618
00:41:08,899 --> 00:41:12,899
จะอันนี้มีอยู่ข้อเดียว

619
00:41:12,899 --> 00:41:16,899
ที่จะต้องจำ พบในนมนะคะ จะพบมาก

620
00:41:16,901 --> 00:41:20,901
ในนม ในรูปของ

621
00:41:20,902 --> 00:41:24,902
อะไร ในรูปของแลคโตส

622
00:41:24,903 --> 00:41:28,903
นะคะ lactose ก็เป็นน้ำตาลอะไรนะ ที่ไม่ชอบ

623
00:41:28,904 --> 00:41:32,904
อยู่ตัวคนเดียว น้ำตาลอะไรที่ไม่ค่อยอยู่คนเดียว ชื่ออะไรนะเมื่อกี้

624
00:41:32,906 --> 00:41:36,906
น้ำตาล ที่แบบ

625
00:41:36,907 --> 00:41:40,907
ชอบมีคู่น่ะ น้ำตาลอะไร

626
00:41:40,909 --> 00:41:44,909
กลูอะไร กลูโคส

627
00:41:44,912 --> 00:41:48,912
Galactose มันจะได้เป็นน้ำตาล Lactose

628
00:41:48,912 --> 00:41:52,912
ครูจะถามว่า

629
00:41:52,914 --> 00:41:56,914
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวชนิดใดที่พบมาก

630
00:41:56,916 --> 00:42:00,916
ในนม ตอบได้ไหม ตอบได้ไหม

631
00:42:00,917 --> 00:42:04,917

632
00:42:04,918 --> 00:42:08,918

633
00:42:08,918 --> 00:42:12,918
ถ

634
00:42:12,924 --> 00:42:16,924
ได้อะไร น้ำตาล Galactose มันไม่ใช่ Monosaccharides

635
00:42:16,926 --> 00:42:20,926
นะคะ คุณดำ

636
00:42:20,929 --> 00:42:24,929
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

637
00:42:24,930 --> 00:42:28,930
ที่พบมากที่สุดในนม ก็คือGalactose

638
00:42:28,932 --> 00:42:32,932
แต่ lactose นี่มันเป้นน้ำตาลโมเลกุลคู่

639
00:42:32,933 --> 00:42:36,933
Glucose + Galactose เป็น Lactose

640
00:42:36,935 --> 00:42:40,935
ชื่อมันแบบว่ามันคล้าย ๆ กันน่ะ แต่ครูจะ

641
00:42:40,936 --> 00:42:44,936
หาวิธีการจำให้พวกเรา พวกเราจะได้ตอบได้

642
00:42:44,937 --> 00:42:48,937

643
00:42:48,939 --> 00:42:52,939

644
00:42:52,940 --> 00:42:56,940

645
00:42:56,941 --> 00:43:00,941

646
00:43:00,947 --> 00:43:04,947
เราเห็นคำตัว G A ไหม

647
00:43:04,948 --> 00:43:08,948
ตัว G A ไหม G A ข้างหน้า มันก็คือ

648
00:43:08,949 --> 00:43:12,949
ga ใช่ไหม

649
00:43:12,950 --> 00:43:16,950
ตอนแรกนะ

650
00:43:16,950 --> 00:43:20,950
ตอนแรก ตอนแรก

651
00:43:20,951 --> 00:43:24,951
ตัว Ga นี่มันเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

652
00:43:24,952 --> 00:43:28,952
มันอยู่แบบเดี่ยว ๆ มันมีคำว่า ga ด้วย แต่

653
00:43:28,953 --> 00:43:32,953
พอมันผสม มันไปเจอเนื้อคู่ มันไปเจอเนื้อคู่

654
00:43:32,954 --> 00:43:36,954
เป็น Glucose Glucose มันไปเจอเนื้อคู่

655
00:43:36,956 --> 00:43:40,956
มันเอาไอ้ Ga ที่เป็นเพื่อนมัน ตั้งแต่

656
00:43:40,957 --> 00:43:44,957
มันเด็ก ๆ น่ะ มันเอาทิ้ง เอาเพื่อนมันทิ้ง

657
00:43:44,958 --> 00:43:48,958
แล้ว

658
00:43:48,959 --> 00:43:52,959
มันก็เลยไม่มีกาแล้ว กาก็ไม่อยู่แล้ว พอมันไปเจอแฟน

659
00:43:52,960 --> 00:43:56,960
มันไม่มี Ga แล้ว Ga ก็ต้องตัดทิ้ง

660
00:43:56,961 --> 00:44:00,961
มันก็จะเหลือแต่ Lactose

661
00:44:00,963 --> 00:44:04,963
เข้าใจไหม เข้าใจไหมคะ

662
00:44:04,964 --> 00:44:08,964

663
00:44:08,964 --> 00:44:12,964

664
00:44:12,968 --> 00:44:16,968

665
00:44:16,970 --> 00:44:20,970

666
00:44:20,972 --> 00:44:24,972

667
00:44:24,973 --> 00:44:28,973

668
00:44:28,976 --> 00:44:32,976

669
00:44:32,978 --> 00:44:36,978

670
00:44:36,983 --> 00:44:40,983

671
00:44:40,987 --> 00:44:44,987
ถ้ามันเป็นโมเลกุลเดี่ยว มันอยู่คนเดียว

672
00:44:44,989 --> 00:44:48,989
มันจะมี ga คอยเลี้ยง คอยพยุง

673
00:44:48,991 --> 00:44:52,991
มันเจอคู่แล้วมันเจอคู่กับ Glucose แล้วไม่

674
00:44:52,992 --> 00:44:56,992
ต้องหาคนช่วยแล้ว ไม่ต้องหาคนมาเลี้ยงดู

675
00:44:56,993 --> 00:45:00,993
มันก็ตัด Ga ทิ้ง Ga นี่ก็ออกไป

676
00:45:00,996 --> 00:45:04,996
มันก็เหลือแต่ Lactose มันเป็นน้ำตาล

677
00:45:04,996 --> 00:45:08,996
ที่พบมากใน ในอะไร

678
00:45:08,998 --> 00:45:12,998
พบมากในไหน ในอาหารอะไรคะ ใน

679
00:45:12,999 --> 00:45:16,999
ผลิตภัณฑ์นม ในนม

680
00:45:17,000 --> 00:45:21,000
จำได้ไหม ครูก็ถามว่าน้ำตาล

681
00:45:21,002 --> 00:45:25,002
โมเลกุลเดี่ยวที่พบมากในนมคืออะไร

682
00:45:25,003 --> 00:45:29,003
โอเค ดำ

683
00:45:29,004 --> 00:45:33,004
จำได้ไหมนี่

684
00:45:33,005 --> 00:45:37,005
ครูให้

685
00:45:37,006 --> 00:45:41,006
พักก่อน ให้พัก 5 นาทีนะคะ

686
00:45:41,007 --> 00:45:45,007
โอเค ใครเข้าห้องน้ำ

687
00:45:45,008 --> 00:45:49,008
ไปดื่มนะคะ เชิญเลย ให้เวลา 5 นาที

688
00:45:49,008 --> 00:45:53,008

689
00:45:53,008 --> 00:45:57,008

690
00:45:57,010 --> 00:46:01,010

691
00:46:01,012 --> 00:46:05,012

692
00:46:05,012 --> 00:46:09,012

693
00:46:09,015 --> 00:46:13,015

694
00:46:13,018 --> 00:46:17,018

695
00:46:17,020 --> 00:46:21,020

696
00:46:21,025 --> 00:46:25,025

697
00:46:25,026 --> 00:46:29,026

698
00:46:29,027 --> 00:46:33,027

699
00:46:33,030 --> 00:46:37,030

700
00:46:37,032 --> 00:46:41,032

701
00:46:41,033 --> 00:46:45,033

702
00:46:45,036 --> 00:46:49,036

703
00:46:49,040 --> 00:46:53,040

704
00:46:53,043 --> 00:46:57,043

705
00:46:57,044 --> 00:47:01,044

706
00:47:01,045 --> 00:47:05,045

707
00:47:05,047 --> 00:47:09,047

708
00:47:09,049 --> 00:47:13,049

709
00:47:13,051 --> 00:47:17,051

710
00:47:17,053 --> 00:47:21,053

711
00:47:21,055 --> 00:47:25,055

712
00:47:25,059 --> 00:47:29,059

713
00:47:29,061 --> 00:47:33,061

714
00:47:33,064 --> 00:47:37,064

715
00:47:37,067 --> 00:47:41,067

716
00:47:41,072 --> 00:47:45,072

717
00:47:45,075 --> 00:47:49,075

718
00:47:49,077 --> 00:47:53,077

719
00:47:53,079 --> 00:47:57,079

720
00:47:57,080 --> 00:48:01,080

721
00:48:01,083 --> 00:48:05,083

722
00:48:05,084 --> 00:48:09,084

723
00:48:09,085 --> 00:48:13,085

724
00:48:13,086 --> 00:48:17,086

725
00:48:17,088 --> 00:48:21,088

726
00:48:21,090 --> 00:48:25,090

727
00:48:25,091 --> 00:48:29,091

728
00:48:29,096 --> 00:48:33,096

729
00:48:33,097 --> 00:48:37,097

730
00:48:37,098 --> 00:48:41,098

731
00:48:41,102 --> 00:48:45,102

732
00:48:45,103 --> 00:48:49,103

733
00:48:49,105 --> 00:48:53,105

734
00:48:53,107 --> 00:48:57,107

735
00:48:57,110 --> 00:49:01,110

736
00:49:01,112 --> 00:49:05,112

737
00:49:05,114 --> 00:49:09,114

738
00:49:09,116 --> 00:49:13,116

739
00:49:13,118 --> 00:49:17,118

740
00:49:17,121 --> 00:49:21,121

741
00:49:21,123 --> 00:49:25,123

742
00:49:25,124 --> 00:49:29,124

743
00:49:29,127 --> 00:49:33,127

744
00:49:33,129 --> 00:49:37,129

745
00:49:37,131 --> 00:49:41,131

746
00:49:41,133 --> 00:49:45,133

747
00:49:45,133 --> 00:49:49,133

748
00:49:49,135 --> 00:49:53,135

749
00:49:53,137 --> 00:49:57,137

750
00:49:57,139 --> 00:50:01,139

751
00:50:01,140 --> 00:50:05,140

752
00:50:05,143 --> 00:50:09,143

753
00:50:09,145 --> 00:50:13,145

754
00:50:13,147 --> 00:50:17,147

755
00:50:17,148 --> 00:50:21,148

756
00:50:21,150 --> 00:50:25,150

757
00:50:25,153 --> 00:50:29,153

758
00:50:29,155 --> 00:50:33,155

759
00:50:33,158 --> 00:50:37,158

760
00:50:37,159 --> 00:50:41,159

761
00:50:41,161 --> 00:50:45,161

762
00:50:45,163 --> 00:50:49,163

763
00:50:49,165 --> 00:50:53,165

764
00:50:53,166 --> 00:50:57,166

765
00:50:57,168 --> 00:51:01,168

766
00:51:01,172 --> 00:51:05,172

767
00:51:05,172 --> 00:51:09,172

768
00:51:09,174 --> 00:51:13,174

769
00:51:13,176 --> 00:51:17,176

770
00:51:17,178 --> 00:51:21,178

771
00:51:21,181 --> 00:51:25,181

772
00:51:25,182 --> 00:51:29,182

773
00:51:29,184 --> 00:51:33,184

774
00:51:33,187 --> 00:51:37,187

775
00:51:37,189 --> 00:51:41,189

776
00:51:41,194 --> 00:51:45,194

777
00:51:45,196 --> 00:51:49,196

778
00:51:49,198 --> 00:51:53,198

779
00:51:53,202 --> 00:51:57,202

780
00:51:57,205 --> 00:52:01,205

781
00:52:01,206 --> 00:52:05,206

782
00:52:05,208 --> 00:52:09,208

783
00:52:09,209 --> 00:52:13,209

784
00:52:13,211 --> 00:52:17,211

785
00:52:17,214 --> 00:52:21,214

786
00:52:21,216 --> 00:52:25,216

787
00:52:25,218 --> 00:52:29,218

788
00:52:29,220 --> 00:52:33,220

789
00:52:33,222 --> 00:52:37,222

790
00:52:37,225 --> 00:52:41,225

791
00:52:41,227 --> 00:52:45,227

792
00:52:45,229 --> 00:52:49,229

793
00:52:49,231 --> 00:52:53,231

794
00:52:53,234 --> 00:52:57,234

795
00:52:57,236 --> 00:53:01,236

796
00:53:01,238 --> 00:53:05,238

797
00:53:05,240 --> 00:53:09,240

798
00:53:09,242 --> 00:53:13,242

799
00:53:13,244 --> 00:53:17,244

800
00:53:17,246 --> 00:53:21,246

801
00:53:21,247 --> 00:53:25,247

802
00:53:25,249 --> 00:53:29,249

803
00:53:29,253 --> 00:53:33,253

804
00:53:33,254 --> 00:53:37,254

805
00:53:37,258 --> 00:53:41,258

806
00:53:41,260 --> 00:53:45,260

807
00:53:45,262 --> 00:53:49,262

808
00:53:49,263 --> 00:53:53,263

809
00:53:53,266 --> 00:53:57,266

810
00:53:57,268 --> 00:54:01,268

811
00:54:01,270 --> 00:54:05,270

812
00:54:05,272 --> 00:54:09,272

813
00:54:09,274 --> 00:54:13,274

814
00:54:13,275 --> 00:54:17,275

815
00:54:17,278 --> 00:54:21,278

816
00:54:21,280 --> 00:54:25,280

817
00:54:25,281 --> 00:54:29,281

818
00:54:29,284 --> 00:54:33,284

819
00:54:33,286 --> 00:54:37,286

820
00:54:37,288 --> 00:54:41,288

821
00:54:41,290 --> 00:54:45,290

822
00:54:45,291 --> 00:54:49,291

823
00:54:49,295 --> 00:54:53,295

824
00:54:53,298 --> 00:54:57,298

825
00:54:57,303 --> 00:55:01,303

826
00:55:01,304 --> 00:55:05,304

827
00:55:05,306 --> 00:55:09,306

828
00:55:09,308 --> 00:55:13,308

829
00:55:13,309 --> 00:55:17,309

830
00:55:17,315 --> 00:55:21,315

831
00:55:21,319 --> 00:55:25,319

832
00:55:25,322 --> 00:55:29,322

833
00:55:29,326 --> 00:55:33,326

834
00:55:33,328 --> 00:55:37,328

835
00:55:37,331 --> 00:55:41,331

836
00:55:41,333 --> 00:55:45,333

837
00:55:45,335 --> 00:55:49,335

838
00:55:49,337 --> 00:55:53,337

839
00:55:53,338 --> 00:55:57,338

840
00:55:57,341 --> 00:56:01,341

841
00:56:01,343 --> 00:56:05,343

842
00:56:05,347 --> 00:56:09,347

843
00:56:09,349 --> 00:56:13,349

844
00:56:13,351 --> 00:56:17,351

845
00:56:17,353 --> 00:56:21,353

846
00:56:21,354 --> 00:56:25,354

847
00:56:25,355 --> 00:56:29,355

848
00:56:29,357 --> 00:56:33,357

849
00:56:33,359 --> 00:56:37,359

850
00:56:37,361 --> 00:56:41,361

851
00:56:41,362 --> 00:56:45,362

852
00:56:45,363 --> 00:56:49,363

853
00:56:49,366 --> 00:56:53,366

854
00:56:53,367 --> 00:56:57,367

855
00:56:57,368 --> 00:57:01,368

856
00:57:01,371 --> 00:57:05,371

857
00:57:05,373 --> 00:57:09,373

858
00:57:09,375 --> 00:57:13,375

859
00:57:13,377 --> 00:57:17,377

860
00:57:17,380 --> 00:57:21,380

861
00:57:21,383 --> 00:57:25,383

862
00:57:25,384 --> 00:57:29,384

863
00:57:29,386 --> 00:57:33,386

864
00:57:33,389 --> 00:57:37,389

865
00:57:37,392 --> 00:57:41,392

866
00:57:41,394 --> 00:57:45,394

867
00:57:45,396 --> 00:57:49,396

868
00:57:49,400 --> 00:57:53,400

869
00:57:53,401 --> 00:57:57,401

870
00:57:57,404 --> 00:58:01,404

871
00:58:01,406 --> 00:58:05,406

872
00:58:05,407 --> 00:58:09,407

873
00:58:09,409 --> 00:58:13,409

874
00:58:13,410 --> 00:58:17,410

875
00:58:17,412 --> 00:58:21,412

876
00:58:21,414 --> 00:58:25,414

877
00:58:25,416 --> 00:58:29,416

878
00:58:29,418 --> 00:58:33,418

879
00:58:33,419 --> 00:58:37,419

880
00:58:37,422 --> 00:58:41,422

881
00:58:41,423 --> 00:58:45,423

882
00:58:45,426 --> 00:58:49,426

883
00:58:49,428 --> 00:58:53,428

884
00:58:53,429 --> 00:58:57,429

885
00:58:57,432 --> 00:59:01,432

886
00:59:01,434 --> 00:59:05,434

887
00:59:05,437 --> 00:59:09,437

888
00:59:09,438 --> 00:59:13,438

889
00:59:13,440 --> 00:59:17,440

890
00:59:17,443 --> 00:59:21,443

891
00:59:21,445 --> 00:59:25,445

892
00:59:25,447 --> 00:59:29,447

893
00:59:29,449 --> 00:59:33,449

894
00:59:33,451 --> 00:59:37,451

895
00:59:37,452 --> 00:59:41,452

896
00:59:41,454 --> 00:59:45,454

897
00:59:45,454 --> 00:59:49,454

898
00:59:49,457 --> 00:59:53,457

899
00:59:53,458 --> 00:59:57,458

900
00:59:57,459 --> 01:00:01,459

901
01:00:01,461 --> 01:00:05,461

902
01:00:05,463 --> 01:00:09,463

903
01:00:09,465 --> 01:00:13,465

904
01:00:13,468 --> 01:00:17,468

905
01:00:17,470 --> 01:00:21,470
ต่อเลยนะ // ค่ะ ฃ

906
01:00:21,471 --> 01:00:25,471
อันนี้ Galactose

907
01:00:25,471 --> 01:00:29,471
เป้นน้ำตาลโมเลกุล

908
01:00:29,472 --> 01:00:33,472
ถ้า Ga หายไปมันก็จะมีอะไร

909
01:00:33,474 --> 01:00:37,474
มีคู่เป็นน้ำตาล

910
01:00:37,475 --> 01:00:41,475
โมเลกุลคู่ เดี๋ยวจะเรียน

911
01:00:41,476 --> 01:00:45,476
ต่อไปนะคะ โอเค

912
01:00:45,477 --> 01:00:49,477
1. น้ำตาล ประเภทของน้ำตาล

913
01:00:49,478 --> 01:00:53,478
Mono Mono อะไร Monosaccharides

914
01:00:53,480 --> 01:00:57,480
เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

915
01:00:57,481 --> 01:01:01,481
2. ก็คือ Disaccharides

916
01:01:01,482 --> 01:01:05,482
เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ จดนะคะ

917
01:01:05,483 --> 01:01:09,483

918
01:01:09,484 --> 01:01:13,484
นะคะ ประเภทของน้ำตาลคือน้ำตาลโมเลกุล

919
01:01:13,486 --> 01:01:17,486
เดี่ยว 1. น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว ก

920
01:01:17,489 --> 01:01:21,489
2. น้ำตาลโมเลกุลคู่

921
01:01:21,490 --> 01:01:25,490
ก็คือ Disaccharides

922
01:01:25,491 --> 01:01:29,491
Di แปลว่า 2 Mono

923
01:01:29,493 --> 01:01:33,493
แปลว่าน้ำ น้ำอะไร saccarin

924
01:01:33,495 --> 01:01:37,495
น้ำอะไร

925
01:01:37,496 --> 01:01:41,496
น้ำตาล Sa

926
01:01:41,497 --> 01:01:45,497
Di แปลว่า 2 ก็คือน้ำตาลโมเลกุล

927
01:01:45,498 --> 01:01:49,498
คู่ Di 2 2 ก็อยู่

928
01:01:49,498 --> 01:01:53,498
กันเป็นอะไร เป็นคู่ใช่ไหม เป็นคู่

929
01:01:53,499 --> 01:01:57,499
Disaccharides

930
01:01:57,502 --> 01:02:01,502
คืออะไร Disaccharides ก็เอาน้ำตาล

931
01:02:01,503 --> 01:02:05,503
โมเลกุลเดี่ยวที่เราเรียนกันเม่อกี้ มีอะไรบ้างโมเลกุลเดี่ย

932
01:02:05,504 --> 01:02:09,504
Glucose Fructose กับอะไรอีก

933
01:02:09,505 --> 01:02:13,505
Galactose น้ำตาลโมเลกุลคู่

934
01:02:13,506 --> 01:02:17,506
เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 ตัว

935
01:02:17,507 --> 01:02:21,507
มารวมกันนะคะ มันจะเกิดเป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ก็คือ

936
01:02:21,507 --> 01:02:25,507
Disaccharides

937
01:02:25,509 --> 01:02:29,509
แล้วแต่ละคู่ ครูเคยบอกว่ามันมีอะไรนะ

938
01:02:29,510 --> 01:02:33,510
อยู่ด้วยตลอดเลย น้ำตาล

939
01:02:33,511 --> 01:02:37,511
น้ำตาลอะไรที่จะต้องอยู่คนเดียว

940
01:02:37,511 --> 01:02:41,511
ไม่ได้ จะต้องมีคู่ ก็คือน้ำตาลอะไร

941
01:02:41,513 --> 01:02:45,513
กลูโคส

942
01:02:45,514 --> 01:02:49,514
น้ำตาล Glucose Disaccharides ไปจับ

943
01:02:49,515 --> 01:02:53,515
เกิดจากน้ำตาล Glucose ไป

944
01:02:53,518 --> 01:02:57,518
น้ำตาล Glucose ไปจับ Galactose

945
01:02:57,519 --> 01:03:01,519
น้ำตาลกลูโคส

946
01:03:01,521 --> 01:03:05,521
จับกับตัวของมันเอง

947
01:03:05,521 --> 01:03:09,521

948
01:03:09,522 --> 01:03:13,522
จำแค่ว่า

949
01:03:13,524 --> 01:03:17,524
Disaccharides นี่ เป็นการจับ

950
01:03:17,524 --> 01:03:21,524
คู่น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 ตัวมาจับกัน

951
01:03:21,525 --> 01:03:25,525
น้ำตาลโมเลกุลคู่ Disaccharides เกิดจาก

952
01:03:25,526 --> 01:03:29,526
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 ตัวมาจับกัน จำแค่นี้

953
01:03:29,527 --> 01:03:33,527
มันมี 2 ตัวมาจับกัน

954
01:03:33,529 --> 01:03:37,529

955
01:03:37,530 --> 01:03:41,530
ครุอาจจะถามในข้อสอบว่า

956
01:03:41,532 --> 01:03:45,532
Disaccharides คืออะไร ครูไม่ได้ถาม

957
01:03:45,533 --> 01:03:49,533
Mono อยู่แล้ว ครูจะถาม Di นี่แหละ Disaccharides

958
01:03:49,534 --> 01:03:53,534
คืออะไร หนูก็จะต้องตอบว่า

959
01:03:53,535 --> 01:03:57,535
เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่

960
01:03:57,537 --> 01:04:01,537
ที่เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 ตัวมาจับกัน

961
01:04:01,540 --> 01:04:05,540
หนูจะต้องตอบแบบนี้ เข้าใจไหมคะ

962
01:04:05,541 --> 01:04:09,541
ถ้าครูถามว่า Disaccharides

963
01:04:09,542 --> 01:04:13,542
คืออะไร หนูตอบได้ไหม ตอบได้ไหมคะ

964
01:04:13,543 --> 01:04:17,543
เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ ที่เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

965
01:04:17,545 --> 01:04:21,545
2 ตัวมาจับกัน

966
01:04:21,546 --> 01:04:25,546

967
01:04:25,548 --> 01:04:29,548

968
01:04:29,549 --> 01:04:33,549
ได้ไหม แล้วแต่ละคู่

969
01:04:33,551 --> 01:04:37,551
มันจะต้องมี กลูโคส

970
01:04:37,552 --> 01:04:41,552
Glucose จะอยู่กับน้ำตาลทุกตัวในโมเลกุลคู่

971
01:04:41,555 --> 01:04:45,555
เลยนะคะ จดได้หรือยัง อันนี้ Disaccharides

972
01:04:45,556 --> 01:04:49,556
คืออะไร มี 1 ข้อคำถามแล้ว

973
01:04:49,556 --> 01:04:53,556
อยู่ในหน้านี้ Disaccharides คืออะไร

974
01:04:53,558 --> 01:04:57,558

975
01:04:57,559 --> 01:05:01,559
ข้อที่เท่าไรแล้วลุก ข้อสอบนี่

976
01:05:01,560 --> 01:05:05,560

977
01:05:05,561 --> 01:05:09,561

978
01:05:09,562 --> 01:05:13,562

979
01:05:13,564 --> 01:05:17,564

980
01:05:17,565 --> 01:05:21,565

981
01:05:21,566 --> 01:05:25,566

982
01:05:25,567 --> 01:05:29,567

983
01:05:29,569 --> 01:05:33,569

984
01:05:33,571 --> 01:05:37,571

985
01:05:37,573 --> 01:05:41,573

986
01:05:41,577 --> 01:05:45,577
มีทั้งข้อสอบ

987
01:05:45,579 --> 01:05:49,579
กลางภาคก็อยู่ในนี้นะคะ แล้วก็ข้อสอบ

988
01:05:49,583 --> 01:05:53,583
ท้ายบทเรียนก็อยู่ในนี้นะคะ

989
01:05:53,585 --> 01:05:57,585

990
01:05:57,586 --> 01:06:01,586

991
01:06:01,588 --> 01:06:05,588

992
01:06:05,594 --> 01:06:09,594
ต่อไป หน้านี้

993
01:06:09,597 --> 01:06:13,597
เสร็จหรือยัง หน้านี้มีข้อสอบ 1 ข้อ เสร็จหรือยัง

994
01:06:13,598 --> 01:06:17,598
ต่อไปข้อที่ 18

995
01:06:17,598 --> 01:06:21,598
น้ำตาล Disaccharides นะคะ มีอะไรบ้าง

996
01:06:21,600 --> 01:06:25,600
Disaccharides มีอะไรบ้าง

997
01:06:25,601 --> 01:06:29,601
Disaccharides นะคะ มีน้ำตาล

998
01:06:29,602 --> 01:06:33,602
หลัก ๆ อยู่ 3 ตัวด้วยกัน ตัวแรกเลยที่เราต้องรู้จัก

999
01:06:33,603 --> 01:06:37,603
ก็คือ Maltose Maltose

1000
01:06:37,604 --> 01:06:41,604
ชื่อมันอาจจะจำยากนิดหนึ่งนะลูก

1001
01:06:41,606 --> 01:06:45,606

1002
01:06:45,607 --> 01:06:49,607
Maltose 1. ก็คือ Maltose

1003
01:06:49,608 --> 01:06:53,608

1004
01:06:53,610 --> 01:06:57,610
Maltose เกิดจาก glucose จับกับตัวมันเองนะคะ

1005
01:06:57,611 --> 01:07:01,611

1006
01:07:01,613 --> 01:07:05,613
พบในเมล็ดข้าวที่กำลังงอก

1007
01:07:05,615 --> 01:07:09,615
นะคะ

1008
01:07:09,615 --> 01:07:13,615

1009
01:07:13,619 --> 01:07:17,619
น้ำตาล Maltose ส่วนใหญ่มันจะอยู่ใน

1010
01:07:17,621 --> 01:07:21,621
พวกแป้ง พวกในข้าว

1011
01:07:21,625 --> 01:07:25,625
ในะัญพืช อย่างนี้นะคะ ให้เราจำ Mal

1012
01:07:25,629 --> 01:07:29,629
ให้จำเสียว่าเป็นข้าวมอลต์

1013
01:07:29,634 --> 01:07:33,634
มอลต์อะไรอย่างนี้ Mal Maltose เกิดจาก

1014
01:07:33,635 --> 01:07:37,635
Glucose + Glucose

1015
01:07:37,636 --> 01:07:41,636

1016
01:07:41,637 --> 01:07:45,637
glucose จับกับตัวมันเอง

1017
01:07:45,639 --> 01:07:49,639
ได้น้ำตาลโมเลกุลคู่ ที่มีชื่อว่า

1018
01:07:49,640 --> 01:07:53,640
Maltose อันนี้จำนะ Glucose

1019
01:07:53,642 --> 01:07:57,642
จับกับ Glucose ได้น้ำตาลที่มีชื่อว่าอะไร

1020
01:07:57,642 --> 01:08:01,642

1021
01:08:01,644 --> 01:08:05,644
ชื่อว่าอะไรคะ Maltose

1022
01:08:05,647 --> 01:08:09,647
Glucose

1023
01:08:09,648 --> 01:08:13,648
เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวใช่ไหม จับ

1024
01:08:13,650 --> 01:08:17,650
กับ glucose  จับกับตัวมันเอง เกิดเป็น

1025
01:08:17,652 --> 01:08:21,652
โมเลกุลคู่ที่ชื่อว

1026
01:08:21,653 --> 01:08:25,653
จะพบ Maltose

1027
01:08:25,654 --> 01:08:29,654
ได้ในข้าว ได้ใน

1028
01:08:29,657 --> 01:08:33,657
ธัญพืชต่าง ๆ

1029
01:08:33,657 --> 01:08:37,657
ที่มีแป้งเยอะ ๆ ที่มีคาร์โบไฮเดรตเยอะ ๆ

1030
01:08:37,659 --> 01:08:41,659
ให้หนู

1031
01:08:41,660 --> 01:08:45,660
จำแค่นี้ เกิดจากการแตกตัวของโมเลกุลแป้งไม่ต้องจำ

1032
01:08:45,660 --> 01:08:49,660

1033
01:08:49,662 --> 01:08:53,662
ให้หนูจำแค่ว่า Glucose เป็

1034
01:08:53,663 --> 01:08:57,663
เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว จับกับ glucose

1035
01:08:57,667 --> 01:09:01,667
ด้วยกัน เกิดเป็น Maltose ข้อสอบ

1036
01:09:01,668 --> 01:09:05,668
ที่จะออก glucose จับกับ glucose  แล้วได้อะไร แค่นี้เอง

1037
01:09:05,669 --> 01:09:09,669
ครูถามไม่ได้ยาก ข้อ 18 แล้วนะลูก

1038
01:09:09,671 --> 01:09:13,671
ข้อ 18 อันนี้คือข้อ 18

1039
01:09:13,672 --> 01:09:17,672
ไม่ต้อง

1040
01:09:17,673 --> 01:09:21,673
อันนี้ไม่ต้องจำ มันเยอะ ๆ

1041
01:09:21,675 --> 01:09:25,675
หนูจะปวดหัว

1042
01:09:25,677 --> 01:09:29,677

1043
01:09:29,681 --> 01:09:33,681
เผื่อแบบใครอยากจดไปอ่าน ทำความเข้าใจ

1044
01:09:33,683 --> 01:09:37,683
ให้ความรู้เพิ่มเติมกับตัวเองก็จดได้นะคะ

1045
01:09:37,685 --> 01:09:41,685
แต่วันนี้ไม่ออกข้อสอบนะคะ

1046
01:09:41,686 --> 01:09:45,686
แต่ใครอยากจดเพื่อเป็นความรู้

1047
01:09:45,688 --> 01:09:49,688
เพิ่มเติมก็จดได้อันนี้

1048
01:09:49,690 --> 01:09:53,690
จะมี Maltose เยอะในข้าว

1049
01:09:53,692 --> 01:09:57,692
ที่กำลังงอกนะคะ

1050
01:09:57,694 --> 01:10:01,694
ได้หรือยัง

1051
01:10:01,695 --> 01:10:05,695
ได้หรือยังหน้านี้

1052
01:10:05,696 --> 01:10:09,696
จำแค่ว่า glucose  + glucose  ได้ Maltose เท่านั้นแหละ

1053
01:10:09,697 --> 01:10:13,697
จำได้หรือยัง

1054
01:10:13,698 --> 01:10:17,698

1055
01:10:17,699 --> 01:10:21,699

1056
01:10:21,700 --> 01:10:25,700
น้ำตาลโมเลกุลคู่ตัวที่ 2 ตัวแรกผ่านไปแล้ว

1057
01:10:25,703 --> 01:10:29,703
ตัวที่ 2 ก็คือ Lactose นะคะ

1058
01:10:29,704 --> 01:10:33,704
lactose เราคุ้น ๆ ไหม

1059
01:10:33,706 --> 01:10:37,706
เราคุ้น ๆ ไหมเมื่อกี้

1060
01:10:37,708 --> 01:10:41,708
ตัวที่มันมีคู่แล้วใช่ไหมเมื่อกี้

1061
01:10:41,710 --> 01:10:45,710
Lactose ถ้ามันไม่มีคู่ เรียกว่า

1062
01:10:45,712 --> 01:10:49,712
ถ้ามันอยู่ตัวคนเดียวมันต้องมีอะไรเลี้ยง

1063
01:10:49,712 --> 01:10:53,712
มีอะไรเลี้ยง

1064
01:10:53,713 --> 01:10:57,713
ก่อนจะมีคู่น่ะ ก่อนจะมีคู่มันมีอะไรอยู่ด้วย

1065
01:10:57,714 --> 01:11:01,714
อยู่ด้วยมี ga อยู่ด้วยใช่ไหม ก่อนมันจะมี

1066
01:11:01,714 --> 01:11:05,714
คู่มันมี Ga อยู่ด้วย พอมันมีคู่แล้ว

1067
01:11:05,715 --> 01:11:09,715
ga หาย เหลือแค่ lactose

1068
01:11:09,716 --> 01:11:13,716
อะไรเป็นคู่ของมัน Glucose

1069
01:11:13,717 --> 01:11:17,717
ใช่ไหม จำได้ไหมลูก จำได้ไหม

1070
01:11:17,719 --> 01:11:21,719
ค่อย ๆ ค่อย ๆ ทำความเข้าใจ

1071
01:11:21,720 --> 01:11:25,720
มีอยู่ น้ำตาล Lactose นะคะ เกิดจาก

1072
01:11:25,721 --> 01:11:29,721
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว 2 ตัว ก็คือ glucose + galactose

1073
01:11:29,721 --> 01:11:33,721
มารวมกันนะคะ เกิดเป็น Lactose

1074
01:11:33,722 --> 01:11:37,722
มีเป็นคาร์โบไฮเดรตตัวหลักใน

1075
01:11:37,724 --> 01:11:41,724
น้ำนม

1076
01:11:41,725 --> 01:11:45,725

1077
01:11:45,726 --> 01:11:49,726

1078
01:11:49,731 --> 01:11:53,731
แล้วอันนี้เราต้องจำเลย โรค

1079
01:11:53,733 --> 01:11:57,733
มันมีโรค ชนิดหนึ่ง ที่ทำให้

1080
01:11:57,733 --> 01:12:01,733
ผู้บริโภคเกิดอาการท้องเสียเวลากินนมนะคะ

1081
01:12:01,735 --> 01:12:05,735
คือโรคอะไร มันคือชื่อว่า Lastose intorarente

1082
01:12:05,736 --> 01:12:09,736
นะคะ จำอันนี้เลยลูก

1083
01:12:09,740 --> 01:12:13,740
จำอันนี้เลย lactose intolerance

1084
01:12:13,742 --> 01:12:17,742
นะคะ หนูจำอันนี้เลย ครูจะถามว่า

1085
01:12:17,743 --> 01:12:21,743
โรคอะไรที่เมื่อกินนม

1086
01:12:21,745 --> 01:12:25,745
เข้าไปแล้วทำให้เกิดอาการท้องเสียเวลากินนม

1087
01:12:25,746 --> 01:12:29,746
เรีรยกว่าโรคอะไร ครูจะถาม

1088
01:12:29,749 --> 01:12:33,749
ครูจะถามนะลูก ว่า

1089
01:12:33,750 --> 01:12:37,750
อาการท้องเสีย เวลาที่กินนม

1090
01:12:37,750 --> 01:12:41,750
เรียกว่าโรคอะไรนะคะ

1091
01:12:41,752 --> 01:12:45,752
โรคนี้เขาเรียกว่า

1092
01:12:45,752 --> 01:12:49,752
โรค Lactose intolerance เกิดจากขาดเอนไซม์

1093
01:12:49,753 --> 01:12:53,753
ที่ไปย่อย Lactose ทำให้ท้องเสียนะคะ

1094
01:12:53,755 --> 01:12:57,755
ในผู้ใหญ่บางคนจะขาดเอนไซม์

1095
01:12:57,756 --> 01:13:01,756
ไปย่อย Lactose นะคะ ทำให้ท้องเสีย

1096
01:13:01,757 --> 01:13:05,757
มันเลยมีนมบางชนิดที่ปราศจาก Lactose น่ะ

1097
01:13:05,758 --> 01:13:09,758
เคยเห็นไหม นมบางชนิดที่ปราศจาก

1098
01:13:09,760 --> 01:13:13,760
Lactose เคยเห็นไหม ขวดสีขาว ๆ

1099
01:13:13,761 --> 01:13:17,761
อะไร Free Lactose เคยเห็นไหม เคยได้ยินไหม

1100
01:13:17,762 --> 01:13:21,762
ไปดูตามท้องตลาดก็ได้ ดูตาม Serach Google ดู

1101
01:13:21,762 --> 01:13:25,762
มันจะเขียนว่า "Free Latose"

1102
01:13:25,764 --> 01:13:29,764
เพราะบางคนไม่มีเอนไซม์

1103
01:13:29,766 --> 01:13:33,766
ไปย่อย lactose เอนไซมืย่อย Lactose ก็คือ

1104
01:13:33,766 --> 01:13:37,766
หนูจะเห็นว่า เวลาเอนไซม์น่ะ

1105
01:13:37,766 --> 01:13:41,766
มันจะเป็น ASE น่ะ

1106
01:13:41,769 --> 01:13:45,769
ออกเสียง S ด้านหลัง ส่วนใหญ่เอนไซม์มันจะเป็นชื่อ

1107
01:13:45,770 --> 01:13:49,770
แบบนี้

1108
01:13:49,771 --> 01:13:53,771
นี่

1109
01:13:53,773 --> 01:13:57,773
มันจะมีนม เห็นไหม นวัตกรรมทางอาหาร

1110
01:13:57,774 --> 01:14:01,774
นี่หนูก็จะต้องรู้ว่า ถ้าสมมติว่าผู้ป่วย

1111
01:14:01,775 --> 01:14:05,775
ที่หนูไปดูแลนะคะ หรือว่าผู้บริโภคที่มา

1112
01:14:05,778 --> 01:14:09,778
กินอาหารในร้านแพ้นมวัว ส่วนใหญ่

1113
01:14:09,779 --> 01:14:13,779
ถ้าแพ้นมวัว ถ้าแบบว่าเกิดอาการ

1114
01:14:13,781 --> 01:14:17,781
ท้องเสียเมื่อรับประทานนมวัวหนูจะต้องเลือก

1115
01:14:17,781 --> 01:14:21,781
นมแบบนี้ให้เขา Lactose Free

1116
01:14:21,783 --> 01:14:25,783
มันจะมีเคลมข้างขวดนี่ว่า Lactose fee

1117
01:14:25,785 --> 01:14:29,785
หนูจะต้องเลือกใช้นมประเภทนี้

1118
01:14:29,787 --> 01:14:33,787
ให้กับผู้บริโภค ส่วนใหญ่

1119
01:14:33,788 --> 01:14:37,788
คนแก่น่ะ มักจะเป็น ถ้าผู้สูงอายุ หนูต้องเลือกใช้ผลอ

1120
01:14:37,789 --> 01:14:41,789
ที่เป็นนมวัว หนูต้องเลือกใช้ตัวนี้นะลูก ที่เป็นผู้สูงอายุ

1121
01:14:41,792 --> 01:14:45,792
เพราะว่าผู้

1122
01:14:45,793 --> 01:14:49,793
บริโภคที่เป็นผู้สูงอายุส่วนใหญ่

1123
01:14:49,794 --> 01:14:53,794
การทำงานของ เอนไซม์ Lactes มันจะน้อย

1124
01:14:53,795 --> 01:14:57,795
ผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยที่เป็นผู้สูงอายุ

1125
01:14:57,797 --> 01:15:01,797
หนูต้องใช้นมตัวนี้ ถ้าหนูต้องใช้ผลิตภัณฑ์

1126
01:15:01,800 --> 01:15:05,800
แบบนมวัวในการประกอบอาหารน่ะ

1127
01:15:05,803 --> 01:15:09,803
เข้าใจไหม ต้องใช้นมที่เขียนว่า

1128
01:15:09,807 --> 01:15:13,807
lactose fee

1129
01:15:13,808 --> 01:15:17,808
เพราะบางที W

1130
01:15:17,810 --> 01:15:21,810
วิปปิงครีมอะไรอย่างนี้ เค้กใช่ไหม ยังไงมันก็

1131
01:15:21,810 --> 01:15:25,810
หนีไม่พ้นนมวัวใช่ไหมลูก มันต้องพึ่งนมวัวอยู่

1132
01:15:25,812 --> 01:15:29,812
นมวัวอยู่ เราก็เห็นมาใช้ผลิตภัณฑ์ที่เป็น

1133
01:15:29,813 --> 01:15:33,813
Lactose Free แทน

1134
01:15:33,815 --> 01:15:37,815
โยเกิร์ตไปทำครีมชีสอะไรก้

1135
01:15:37,816 --> 01:15:41,816
ดูด้วยนะคะ ว่าผู้บริโภค ลูกค้า กลุ่มลูกค

1136
01:15:41,817 --> 01:15:45,817
ที่เรา ที่เขาน่ะ มาทานอาหารกับเรา

1137
01:15:45,819 --> 01:15:49,819
เขาเป็นกลุ่มลูกค้าประเภทไหน เป็นกลุ่มผู้สูงอายุไหม

1138
01:15:49,820 --> 01:15:53,820
แบบไหนไหมอะไรอย่างนี้เราก็จะต้องดูด้วยนะคะ

1139
01:15:53,821 --> 01:15:57,821
โรคที่...

1140
01:15:57,824 --> 01:16:01,824
โรคเมื่อโรคที่เมื่อทาน

1141
01:16:01,825 --> 01:16:05,825
เข้าไปแล้วทำให้เกิดอาการท้องเสีย

1142
01:16:05,826 --> 01:16:09,826
เนื่องจากการขาดเอนไซม์ Lactase คืออะไร ครู

1143
01:16:09,827 --> 01:16:13,827
ออกข้อสอบ ครูออกจริง ๆ นะ โรคอะไร

1144
01:16:13,827 --> 01:16:17,827
Lactose อะไร

1145
01:16:17,828 --> 01:16:21,828

1146
01:16:21,831 --> 01:16:25,831
intolerance โรคนี้จำให้ขึ้นใจเลย

1147
01:16:25,832 --> 01:16:29,832
โรคที่เกิดอาการท้องเสียเมื่อกินนมวัวเข้าไป

1148
01:16:29,834 --> 01:16:33,834
นะคะ Lactose นี่

1149
01:16:33,836 --> 01:16:37,836
เป็นน้ำตาลโมเลกุลคู่ที่หวานน้อยที่สุด

1150
01:16:37,838 --> 01:16:41,838
นะคะ นี่

1151
01:16:41,842 --> 01:16:45,842
น้ำตาลในนมเป้นน้ำตาลที่หวานน้อยที่สุดนะคะ

1152
01:16:45,843 --> 01:16:49,843
แต่น้ำตาลที่หวานมากที่สุด คืออะไรเมื่อกี้

1153
01:16:49,844 --> 01:16:53,844
ที่เราเรียนไป

1154
01:16:53,845 --> 01:16:57,845
จริงไหม

1155
01:16:57,847 --> 01:17:01,847
จริงไหม

1156
01:17:01,848 --> 01:17:05,848
น้ำตาลอะไร Fructose

1157
01:17:05,850 --> 01:17:09,850
มันคือน้ำตาล Fructose เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

1158
01:17:09,853 --> 01:17:13,853
ที่หวานมากที่สุด ยังออกข้อสอบ

1159
01:17:13,855 --> 01:17:17,855
น้ำตาลโมเลกุลคู่

1160
01:17:17,856 --> 01:17:21,856
ที่หวานน้อยที่สุดเรียกว่า

1161
01:17:21,858 --> 01:17:25,858
Lactose เออ แล้วโรคที่เกิด

1162
01:17:25,859 --> 01:17:29,859
อาการเมื่อเกิดอาการท้องเสีย

1163
01:17:29,860 --> 01:17:33,860
เรียกว่า lactose intolerance

1164
01:17:33,861 --> 01:17:37,861
Lactose intolerance Lactose intolerance

1165
01:17:37,862 --> 01:17:41,862
โอเค

1166
01:17:41,863 --> 01:17:45,863
ต่อไปนะคะ

1167
01:17:45,864 --> 01:17:49,864
ตัวสุดท้ายแล้ว น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

1168
01:17:49,866 --> 01:17:53,866
หลัก ๆ น้ำตาลโมเลกุลคู่ก็มีหลัก ๆ

1169
01:17:53,867 --> 01:17:57,867
ของน้ำตาลโมเลกุลคู่ ซูอะไร

1170
01:17:57,868 --> 01:18:01,868
ที่ใช้ทำน้ำตาลทราย Sucrose

1171
01:18:01,868 --> 01:18:05,868
เกิดจาก Glucose + น้ำตาลที่หวานที่สุด ก็คือ

1172
01:18:05,870 --> 01:18:09,870
Fructose น้ำตาลทรายประกอบด้วย

1173
01:18:09,871 --> 01:18:13,871
99 เปอร์เซ็นต์ Sucoste

1174
01:18:13,873 --> 01:18:17,873
ด้วย Sucrose ถึง 99 เปอร์เซ็นต์ เพราะว่า

1175
01:18:17,874 --> 01:18:21,874
มันประกอบไปด้วย Glucose แล้วก้น้ำตาล Fructose

1176
01:18:21,875 --> 01:18:25,875
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่หวานที่สุดใช่ไหม

1177
01:18:25,876 --> 01:18:29,876
จำได้ไหม จำได้ไหมคะ

1178
01:18:29,877 --> 01:18:33,877
Sucrose เกิดจากน้ำตาล Su

1179
01:18:33,879 --> 01:18:37,879
โอเค เห็นไหม

1180
01:18:37,882 --> 01:18:41,882
น้ำตาลโมเลกุลคู่ทุกตัวเลยนะคะ ที่มีกลูโคส

1181
01:18:41,884 --> 01:18:45,884
เห็นไหม แล้วมันก็จะไปจับน้ำ

1182
01:18:45,885 --> 01:18:49,885
โมเลกุลเดี่ยวตัวอื่นที่เราเรียนไปก่อนหน้า

1183
01:18:49,887 --> 01:18:53,887
น้ำตาลโมเลคู่ คือน้ำตาลจับโมเลกุลเดี่ยว

1184
01:18:53,888 --> 01:18:57,888
ด้วยกัน เห็นไหม

1185
01:18:57,890 --> 01:19:01,890
น้ำตาลโมเลกุลคู่ทุกตัวต้องมี Glucose หมดเลย

1186
01:19:01,894 --> 01:19:05,894
เห็นไหม Sucrose ก็ต้องมี Glucose

1187
01:19:05,895 --> 01:19:09,895
lactose ก็ต้องมี Glucose Maltose ก็ต้องมี

1188
01:19:09,896 --> 01:19:13,896
โอเคไหมคะ เก่งมากเลย

1189
01:19:13,897 --> 01:19:17,897
อันนี้

1190
01:19:17,899 --> 01:19:21,899
ใกล้จะจบแล้ว ใกล้จะจบแล้ว

1191
01:19:21,903 --> 01:19:25,903

1192
01:19:25,904 --> 01:19:29,904

1193
01:19:29,906 --> 01:19:33,906
Fuctose คือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวที่หวาน

1194
01:19:33,909 --> 01:19:37,909
ที่สุด

1195
01:19:37,910 --> 01:19:41,910

1196
01:19:41,910 --> 01:19:45,910

1197
01:19:45,911 --> 01:19:49,911
ไหนทวนตะกี้สิ ถามอาร์ต อาร์ต

1198
01:19:49,914 --> 01:19:53,914
อาร์ตลุกขึ้น อาร์ตลุกขึ้น

1199
01:19:53,916 --> 01:19:57,916
อาร์ตลุกขึ้น

1200
01:19:57,917 --> 01:20:01,917
ลุกขึ้นครูจะถาม

1201
01:20:01,917 --> 01:20:05,917
โรคที่กิม

1202
01:20:05,918 --> 01:20:09,918
นมวัวแล้วท้องเสีย

1203
01:20:09,919 --> 01:20:13,919
เขาเรียกว่าโรคอะไร

1204
01:20:13,920 --> 01:20:17,920
เขามีล่าม

1205
01:20:17,921 --> 01:20:21,921

1206
01:20:21,923 --> 01:20:25,923
เขียน เขียนให้ครู

1207
01:20:25,928 --> 01:20:29,928
เขียนมา

1208
01:20:29,929 --> 01:20:33,929

1209
01:20:33,930 --> 01:20:37,930

1210
01:20:37,931 --> 01:20:41,931
เดี๋ยวเรียน ๆ ไปครูถามนะ ต้องตั้งใจ

1211
01:20:41,936 --> 01:20:45,936
นะคะ

1212
01:20:45,937 --> 01:20:49,937

1213
01:20:49,938 --> 01:20:53,938

1214
01:20:53,940 --> 01:20:57,940

1215
01:20:57,942 --> 01:21:01,942

1216
01:21:01,944 --> 01:21:05,944

1217
01:21:05,948 --> 01:21:09,948
เวลาเราสอบนะคะ

1218
01:21:09,950 --> 01:21:13,950
ครูจะมีทั้งข้อกา

1219
01:21:13,954 --> 01:21:17,954
ด้วย แล้วก็ข้อเขียนด้วย

1220
01:21:17,954 --> 01:21:21,954
แต่ถ้าข้อเขียนนะคะ ครูไม่ว่า

1221
01:21:21,958 --> 01:21:25,958
ถ้าจะเขียนเป็นภาษาไทย สมมติ Lactose

1222
01:21:25,959 --> 01:21:29,959
มันคือโรค

1223
01:21:29,960 --> 01:21:33,960
lactose intolerance ก็เขียนภาษาไทยก็ได้

1224
01:21:33,961 --> 01:21:37,961

1225
01:21:37,962 --> 01:21:41,962
หรือไม่ครูน่ะ

1226
01:21:41,965 --> 01:21:45,965
ถ้าครูใจดีหน่อย ถ้านักเรียนเป็นเด็กดีหน่อย

1227
01:21:45,967 --> 01:21:49,967
ไม่ดื้อ ไม่วน โอเคเข้าใจ ครูก็จะถามว่า

1228
01:21:49,968 --> 01:21:53,968
โรคlactose intolerance คือโรคอะไร

1229
01:21:53,969 --> 01:21:57,969
Lactose Intorarent คืออะไร

1230
01:21:57,970 --> 01:22:01,970
ถ้าบางทีครูใจดีหน่อยครูจะถามแบบนี้

1231
01:22:01,972 --> 01:22:05,972
หนุจะตอบว่าอย่างไร ดรค lactose intolerance

1232
01:22:05,972 --> 01:22:09,972
คืออะไร ตอบได้ไหม

1233
01:22:09,974 --> 01:22:13,974
(อาจารย์)  เมื่อรับประทานอะไรคะ

1234
01:22:13,975 --> 01:22:17,975
นมวัว นมถั่วเหลืองท้องเสียไหม

1235
01:22:17,976 --> 01:22:21,976
โอเค โอเค

1236
01:22:21,977 --> 01:22:25,977

1237
01:22:25,978 --> 01:22:29,978
ได้หรือยังคะ

1238
01:22:29,980 --> 01:22:33,980
ได้หรือยัง

1239
01:22:33,981 --> 01:22:37,981

1240
01:22:37,982 --> 01:22:41,982

1241
01:22:41,985 --> 01:22:45,985

1242
01:22:45,988 --> 01:22:49,988
น้ำตาลที่ น้ำตาลทรายประกอบด้วยน้ำตาลอะไร

1243
01:22:49,990 --> 01:22:53,990
เยอะที่สุด

1244
01:22:53,990 --> 01:22:57,990
ครูจะถาม ครูจะถามว่าน้ำตาลทราย

1245
01:22:57,992 --> 01:23:01,992
มีน้ำตาลอะไรเยอะที่สุด ตอบว่า

1246
01:23:01,993 --> 01:23:05,993
แล้ว Sucrose

1247
01:23:05,994 --> 01:23:09,994
เกิดจากน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวอะไรกับอะไร มารวมกัน

1248
01:23:09,995 --> 01:23:13,995
โอเค

1249
01:23:13,996 --> 01:23:17,996
ฮึบ ได้ไปแล้ว 2

1250
01:23:17,999 --> 01:23:21,999
ตัว มาทวนดีกว่า

1251
01:23:22,001 --> 01:23:26,001
มาทวนดีกว่านะ

1252
01:23:26,002 --> 01:23:30,002
น้ำตาลนะคะ ประเภทของคาร์โบไฮเดรต 1.

1253
01:23:30,003 --> 01:23:34,003
Monosaccharides คือ น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

1254
01:23:34,004 --> 01:23:38,004
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวมีกี่ตัว

1255
01:23:38,005 --> 01:23:42,005
มีอะไรบ้าง

1256
01:23:42,006 --> 01:23:46,006
น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวมีกี่ตัว ทวน

1257
01:23:46,007 --> 01:23:50,007
มีอะไรบ้าง

1258
01:23:50,007 --> 01:23:54,007
Fructose แล้วก็ Galactose

1259
01:23:54,008 --> 01:23:58,008
โอเค มีใคร

1260
01:23:58,010 --> 01:24:02,010
จะตอบอีกไหม

1261
01:24:02,011 --> 01:24:06,011
ต่อไปน้ำตาลโมเลกุลคู่

1262
01:24:06,013 --> 01:24:10,013
มีกี่ตัวคะ ต่อไปน้ำตาลโมเลกุลคู่

1263
01:24:10,015 --> 01:24:14,015
มีกี่ตัว น้ำตาลโมเลกุลคู่ ก็คือDisaccharides

1264
01:24:14,016 --> 01:24:18,016
มีกี่ตัวเหมือนกัน มี 3 ตัวเหมือนกัน

1265
01:24:18,017 --> 01:24:22,017
มีอะไรบ้างคะ

1266
01:24:22,018 --> 01:24:26,018
มี Maltose (อาจารย์ชุติมณฑน์) Maltose

1267
01:24:26,019 --> 01:24:30,019
1 แล้ว แล้วอะไร lactose

1268
01:24:30,020 --> 01:24:34,020
แล้วอะไรอีก Maltose

1269
01:24:34,021 --> 01:24:38,021
Lactose

1270
01:24:38,023 --> 01:24:42,023
Sucrose Maltose

1271
01:24:42,024 --> 01:24:46,024
เกิดจากอะไรบวกอะไร หลุยไม่ตอบ

1272
01:24:46,025 --> 01:24:50,025
บ้างลูก หลุยส์ ครูตอบบางคนดีกว่า

1273
01:24:50,026 --> 01:24:54,026

1274
01:24:54,027 --> 01:24:58,027
ทับไปเลย เขียนไทยก็ได้ หนูเขียนไทยเลย

1275
01:24:58,028 --> 01:25:02,028
ถ้าหนูอ่านไม่ออก เขียนภาษาไทยเลยลูก

1276
01:25:02,029 --> 01:25:06,029
ครูจะถามว่า Maltose เกิดจากน้ำตาลอะไร กับอะไร

1277
01:25:06,030 --> 01:25:10,030
ใครจะได้คำถามนี้ไป

1278
01:25:10,031 --> 01:25:14,031
ดำ ดำเลย

1279
01:25:14,032 --> 01:25:18,032
ดำตอบเลย Maltose เกิดจากน้ำตาลอะไรบวกอะไรคะ

1280
01:25:18,033 --> 01:25:22,033

1281
01:25:22,035 --> 01:25:26,035

1282
01:25:26,037 --> 01:25:30,037
Maltose นะ Maltose

1283
01:25:30,038 --> 01:25:34,038

1284
01:25:34,040 --> 01:25:38,040
ไม่ใช่

1285
01:25:38,042 --> 01:25:42,042
ใกล้แล้ว ๆ น้ำตาล

1286
01:25:42,046 --> 01:25:46,046
อะไรที่มัน

1287
01:25:46,048 --> 01:25:50,048
มีใครช่วยเพื่อนไหมคะ

1288
01:25:50,048 --> 01:25:54,048
ช่วยเพื่อนไหม

1289
01:25:54,050 --> 01:25:58,050
เกิดจากอะไร ใครจะช่วยเพื่นบ้าง ยกมือขึ้น

1290
01:25:58,051 --> 01:26:02,051
ช่วยเพื่อนไหม ช่วยเพื่อน

1291
01:26:02,052 --> 01:26:06,052
ช่วยเพื่อนไหม

1292
01:26:06,053 --> 01:26:10,053
โอเค เยี่ยมมากปรบมือ

1293
01:26:10,054 --> 01:26:14,054

1294
01:26:14,055 --> 01:26:18,055

1295
01:26:18,056 --> 01:26:22,056
จำได้แหละ

1296
01:26:22,059 --> 01:26:26,059
เดี๋ยวเราไปทวนนะ ตอนนี้อาจจะจำไม่ได้

1297
01:26:26,059 --> 01:26:30,059
จำได้

1298
01:26:30,061 --> 01:26:34,061
ทวนอีกรอบหนึ่ง Maltose เกิดจาก Glucose

1299
01:26:34,062 --> 01:26:38,062
Glucose นะคะ lactose เกิดจาก Glucose

1300
01:26:38,064 --> 01:26:42,064
+ Galactose นะคะ

1301
01:26:42,064 --> 01:26:46,064
เป็นน้ำตาลที่พบมาในนมนะคะ

1302
01:26:46,066 --> 01:26:50,066
แล้วก็จำด้วยว่าโรค lactose intolerance

1303
01:26:50,069 --> 01:26:54,069
นะคะ มีความหวานน้อยที่สุด

1304
01:26:54,070 --> 01:26:58,070
ต่อไปก็ Sucrose

1305
01:26:58,072 --> 01:27:02,072
เกิดจาก Glucose + Fuctose นะคะ

1306
01:27:02,076 --> 01:27:06,076
น้ำตาลทรายนะคะ พบมากในน้ำตาลทราย

1307
01:27:06,077 --> 01:27:10,077
พบถึง 99 เปอร์เซ็นต์นะคะ

1308
01:27:10,078 --> 01:27:14,078
น้ำตาลทรายเขาใช้อะไรทำ เขาใช้พืชอะไรทำ อ้อย

1309
01:27:14,080 --> 01:27:18,080
สะกัดได้จากอ้อยและหัวบีต

1310
01:27:18,080 --> 01:27:22,080

1311
01:27:22,082 --> 01:27:26,082

1312
01:27:26,084 --> 01:27:30,084

1313
01:27:30,085 --> 01:27:34,085

1314
01:27:34,088 --> 01:27:38,088

1315
01:27:38,090 --> 01:27:42,090
หัวบีท น้ำตาล

1316
01:27:42,090 --> 01:27:46,090

1317
01:27:46,092 --> 01:27:50,092

1318
01:27:50,093 --> 01:27:54,093
นี่มันเป็นแบบนี้ประเทศไทย

1319
01:27:54,096 --> 01:27:58,096
ไม่ค่อยมีเท่าไรน่ะ มันจะเป็น

1320
01:27:58,096 --> 01:28:02,096
ลักษณะหัว ๆ ส่วนใหญ่น่ะ

1321
01:28:02,098 --> 01:28:06,098
ส่วนใหญ่น่

1322
01:28:06,099 --> 01:28:10,099
มันเหมือน

1323
01:28:10,100 --> 01:28:14,100
ปลูกไม่ค่อยขึ้นเท่าไรลูก จะปลูกอ้อย

1324
01:28:14,101 --> 01:28:18,101
ประเทศไทยนะมันเป็นแถบร้อน ร้อน

1325
01:28:18,102 --> 01:28:22,102
ใช่ไหม อันนี้มันจะเจริญเติบโตดี ในฝั่

1326
01:28:22,103 --> 01:28:26,103
ที่มีอากาศหนาวเย็น พวกแบบอย่างนี้

1327
01:28:26,104 --> 01:28:30,104
น่าจะ

1328
01:28:30,104 --> 01:28:34,104
มันก็เอามาหมักก่อนแล้วก็ทำเป้นน้ำตาล

1329
01:28:34,106 --> 01:28:38,106
ไอ้นั้นมัน

1330
01:28:38,108 --> 01:28:42,108
แรดิชใช่หรือเปล่า ลูกแรดิช

1331
01:28:42,110 --> 01:28:46,110
สีแดง ๆ น่ะ แต่ว่า

1332
01:28:46,111 --> 01:28:50,111
ก็จำเอาก็แล้วกันว่ามีใน

1333
01:28:50,112 --> 01:28:54,112
อ้อยนะ หัวบีต ครูก็อาจจะไม่ออกข้อสอบหรอก

1334
01:28:54,113 --> 01:28:58,113
มันไม่ค่อยเจอในประเทสไทย แต่เผื่อใคตรจะไป

1335
01:28:58,115 --> 01:29:02,115
ต่างประเทศไหม ในนี้มีไหม เผื่อแบบ

1336
01:29:02,116 --> 01:29:06,116
มีน้ำตาลอะไรน่ะ อาจจะไม่เห็นแค่น้ำตาลอ้อยอย่างเดียวไง

1337
01:29:06,117 --> 01:29:10,117
อาจจะเห็นน้ำตาลอย่างอื่นด้วย มันก็เป็นทางเบ

1338
01:29:10,118 --> 01:29:14,118
ให้กับผู้บริโภค น้ำตาลจากหัวบีท

1339
01:29:14,119 --> 01:29:18,119
อย่างนี้ก็มีแล้วมันไม่ใช่แค่มีน้ำตาลแค่นั้นนะ

1340
01:29:18,119 --> 01:29:22,119
มันมีสารอื่นที่มีความหวาน แต่ไม่ใช่น้ำตา่ลก็มี

1341
01:29:22,121 --> 01:29:26,121
นี่เดี๋ยวเราจะมาเรียน

1342
01:29:26,121 --> 01:29:30,121
นะคะ

1343
01:29:30,123 --> 01:29:34,123

1344
01:29:34,125 --> 01:29:38,125
คาร์โบไฮเดรตประเภทที่ 3

1345
01:29:38,128 --> 01:29:42,128
นะคะ เป็น Sugar Alcohols

1346
01:29:42,130 --> 01:29:46,130
เป็น Sugar Alcohols นะคะ ตัวนี้

1347
01:29:46,132 --> 01:29:50,132
เป็น Sugar Alcohols

1348
01:29:50,134 --> 01:29:54,134
นะคะ ก็

1349
01:29:54,135 --> 01:29:58,135
เป็นสารที่มีละกัษณะ

1350
01:29:58,136 --> 01:30:02,136
และ Alcohols เขาจึงเรียกว่า

1351
01:30:02,137 --> 01:30:06,137
พบในธรรมชาติ ตัวนี้เรา

1352
01:30:06,138 --> 01:30:10,138
เจอบ่อยในพวกอุตสาหกรรมอาหาร

1353
01:30:10,139 --> 01:30:14,139
ในเซเว่นมีเยอะแยะเลยตัวนี้ Suger al

1354
01:30:14,141 --> 01:30:18,141
ให้พลังงานน้อยมาก ปกติน้ำตาลนะคะ

1355
01:30:18,142 --> 01:30:22,142
จะให้พลังงาน 4 กิโลแคลอรีต่อก

1356
01:30:22,142 --> 01:30:26,142
มี 4 กิโลแคลอรี มีพลังงานเพียง 2.6

1357
01:30:26,144 --> 01:30:30,144
นะคะ ร่างกายนะคะ

1358
01:30:30,145 --> 01:30:34,145
ตัวนี้ไม่สามารถดูดซึม แล้วก็ย่อยไมไ่ด้

1359
01:30:34,145 --> 01:30:38,145
ย่อยไม่ได้ ร่างกายย่อยไม่ได้ ดูดซึมไม่ได้

1360
01:30:38,146 --> 01:30:42,146
นี่เขาถึงนำไปใช้

1361
01:30:42,148 --> 01:30:46,148
ในอุตสาหกรรมอาหาร เยอะแยะมากมาย เพื่อคนที่ต้องกา

1362
01:30:46,150 --> 01:30:50,150
น้ำตาลใช่ไหม ลดระดับน้ำตาลต่าง ๆ นะคะ

1363
01:30:50,151 --> 01:30:54,151
นำไปใช้เพราะว่า Sugar Alcohols นี่มัน

1364
01:30:54,152 --> 01:30:58,152
เป็น มันเป็นสารให้คว

1365
01:30:58,154 --> 01:31:02,154
สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลน่ะ

1366
01:31:02,155 --> 01:31:06,155
แล้วก็

1367
01:31:06,155 --> 01:31:10,155
ให้พลังงานต่ำมาก ถ้าแทบกัะบน้ำตาล

1368
01:31:10,157 --> 01:31:14,157
ในไหน suger alcohols เดี๋ยวครู

1369
01:31:14,158 --> 01:31:18,158
บอกก่อนว่าชนิดของ Sugar Alcohols มีอะไรบ้างนคะ

1370
01:31:18,161 --> 01:31:22,161
Sugar Alcohols มันมีเยอะมาก

1371
01:31:22,162 --> 01:31:26,162
นะคะ แต่ตัวหลัก ๆ ที่พบน่ะ มันก็คือ

1372
01:31:26,163 --> 01:31:30,163
Sorbitol แล้วก็ Xylitol คุ้นไหมคะ

1373
01:31:30,163 --> 01:31:34,163
คุ้นไหม Sorbitol

1374
01:31:34,165 --> 01:31:38,165
แล้วก็ Xylitol

1375
01:31:38,167 --> 01:31:42,167
เหรอ

1376
01:31:42,169 --> 01:31:46,169

1377
01:31:46,171 --> 01:31:50,171
ใช่ไหมแล้วหนูเข้าเซเว่นน่ะ

1378
01:31:50,176 --> 01:31:54,176
มันมีคำนี้ Sorbitol กับ Xylitol เจอ

1379
01:31:54,176 --> 01:31:58,176
ในไหนบ่อย

1380
01:31:58,178 --> 01:32:02,178
อย่าง Sorbitol ใช่ไหม มันพบ

1381
01:32:02,178 --> 01:32:06,178
พบในผลไม้บางชนิดอย่างพวกเชอร์รีนะคะ

1382
01:32:06,180 --> 01:32:10,180
เขาก็จะเอาเกิดจากพวกนำผลไม้พวกนี้

1383
01:32:10,181 --> 01:32:14,181
นะคะ อย่างเช่น เชอร์รีมาสกัด

1384
01:32:14,182 --> 01:32:18,182
มาสะกัด ในรูปของ

1385
01:32:18,183 --> 01:32:22,183
hydrogenation ไม่ต้องจำก็ได้

1386
01:32:22,185 --> 01:32:26,185
มันเป็น hydrogenation เติมตัวนั้น ตัวนี้เข้าๆ

1387
01:32:26,187 --> 01:32:30,187
เป็นออกมาเป็นผลึกขาว ๆ นะคะ ก็จะเติม

1388
01:32:30,188 --> 01:32:34,188
เป็นสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลนะคะ

1389
01:32:34,189 --> 01:32:38,189
ก็คือตัวนี้มันจะใช้ได้แม้อุณหภูมิที่สูงมาก

1390
01:32:38,190 --> 01:32:42,190
หนูสังเกตใน Coke ไหม ผลิต

1391
01:32:42,191 --> 01:32:46,191
ที่มันจะเขียนว่า น้ำตาล Free

1392
01:32:46,192 --> 01:32:50,192
มันจะใช้สารพวกนี้ในการที่ให้ความหวาน

1393
01:32:50,193 --> 01:32:54,193
น้ำตาล Sorbitol Sorbitol

1394
01:32:54,194 --> 01:32:58,194
1 ช้อนนี่ มันหวานเทียบเท่า

1395
01:32:58,193 --> 01:33:02,193
คือมันหวานมาก หวานจนขมน่ะ คือเวลาหนูใช้

1396
01:33:02,194 --> 01:33:06,194
หนูต้องระวัง เพราะว่ามันติดขมมาก

1397
01:33:06,196 --> 01:33:10,196
ใช่ มันมีหลายตัวที่ใช้

1398
01:33:10,197 --> 01:33:14,197
ใน coke Zero มันไม่ได้

1399
01:33:14,198 --> 01:33:18,198
พวกนี้มันจะมีเอฟเฟกต์เขาเรียก After Test

1400
01:33:18,199 --> 01:33:22,199
หลังจากชิมแล้ว มันจะขม

1401
01:33:22,200 --> 01:33:26,200
มันขมติดลิ้นน่ะลูก

1402
01:33:26,202 --> 01:33:30,202

1403
01:33:30,203 --> 01:33:34,203

1404
01:33:34,205 --> 01:33:38,205

1405
01:33:38,206 --> 01:33:42,206

1406
01:33:42,208 --> 01:33:46,208
แตาตัวที่

1407
01:33:46,210 --> 01:33:50,210
ที่เขานิยมเอาไปผสมก็คือตัว Suc

1408
01:33:50,213 --> 01:33:54,213
อันนี้ให้พูดเล่าให้ฟังเฉย ๆ นะคะ ครูไม่ได้ออกข้อสอบ

1409
01:33:54,214 --> 01:33:58,214
แต่เผื่อหนูจะจำเอาไปใช้อะไรอย่างนี้

1410
01:33:58,214 --> 01:34:02,214
แต่ stachyose

1411
01:34:02,215 --> 01:34:06,215
เขานิยมเอามาใช้ควบคู่กับ Sorbitol

1412
01:34:06,216 --> 01:34:10,216
มันจะเป็นลักษณะผงสีขาว ๆ

1413
01:34:10,219 --> 01:34:14,219
มีความละเอียดเหมือนแป้งแต่มันไม่ใช่แป้ง

1414
01:34:14,220 --> 01:34:18,220
นะคะ อันนี้จะมานิยมใช้กับ

1415
01:34:18,220 --> 01:34:22,220
Sorbitol เพื่อลดเอฟเฟกต์การขมลงไปนะคะ

1416
01:34:22,223 --> 01:34:26,223
แล้วมีความคงตัว

1417
01:34:26,224 --> 01:34:30,224
แม้ผ่านอุณหภูมิสูงมากมันก็จะมีรสชาติหวานอยู่

1418
01:34:30,225 --> 01:34:34,225
ก้ผลิตภัณฑ์ Coke อย่างนี้ เขาเอาไปผ่านกระบสน

1419
01:34:34,226 --> 01:34:38,226
ใช้แรงดัน ทั้งแรงดัน ทั้งความร้อน

1420
01:34:38,227 --> 01:34:42,227
มันต้องคงตัว แม้อุณหภูมิจะ

1421
01:34:42,229 --> 01:34:46,229
สูงมันก็ต้องอยู่ได้ เขาก็เลยเลือกใช้

1422
01:34:46,230 --> 01:34:50,230
ส่วนต่อไป อันนี้ ครูจะออกแค่ว่าให้ยก

1423
01:34:50,231 --> 01:34:54,231
ชนิดให้ยกตัวอย่าง suger alcohols มา

1424
01:34:54,233 --> 01:34:58,233
2 ชนิด หนูก็ตอบ Sorbitol กับ Xylitol

1425
01:34:58,234 --> 01:35:02,234
ให้ยกตัวอย่าง Sugar Alcohols มาว่า

1426
01:35:02,235 --> 01:35:06,235
มีอะไรบ้าง หนุก็เขียนไปว่า Sorbitol กับ Xylitol

1427
01:35:06,237 --> 01:35:10,237
ภาษาอังกฤษเขียนภาษาไทยได้นะลูก

1428
01:35:10,238 --> 01:35:14,238
ไม่ถนัดภาษาอังกฤษ เขียนภาษาไทยก็ได้นะคะ

1429
01:35:14,239 --> 01:35:18,239

1430
01:35:18,240 --> 01:35:22,240

1431
01:35:22,242 --> 01:35:26,242
ก็เราจะได้รู้ว่าเป็นสาร

1432
01:35:26,243 --> 01:35:30,243
ให้ความหวานทดแทนน้ำตาล

1433
01:35:30,244 --> 01:35:34,244
นี่ที่เราจะใช้คืออะไรเราก็จะได้

1434
01:35:34,245 --> 01:35:38,245
เลือกใช้ได้ อย่างน้อยเราก็ได้รู้ว่ามี Sorbitol กับ Xylitol

1435
01:35:38,249 --> 01:35:42,249
นะ ครูเคยสอนหนูรู้แล้วพวกนี้

1436
01:35:42,250 --> 01:35:46,250
ผลิตภัณฑ์เบเกอรี ก็สามารถใช้ได้

1437
01:35:46,251 --> 01:35:50,251
คนที่ต้องการลด

1438
01:35:50,254 --> 01:35:54,254
ลดพวกน้ำตาลนะ พวก Cookei Cookie

1439
01:35:54,256 --> 01:35:58,256
ก็สามารถใช้พวกน้ำตาลพวกนี้เข้าไปได้นะคะ

1440
01:35:58,259 --> 01:36:02,259
แต่เราก็แบบ เออ ยังอยาก

1441
01:36:02,260 --> 01:36:06,260
ลดน้ำหนักน่ะ แต่อยากกินหวานอยู่น่ะ ยังติดรสชาติเดิม

1442
01:36:06,261 --> 01:36:10,261
อยู่อะไรอย่างนี้ ใช่

1443
01:36:10,262 --> 01:36:14,262
หญ้าหวานก็ใช้ได้ หญ้าหวานก็ใช้ได้นะลูก

1444
01:36:14,263 --> 01:36:18,263
แต่

1445
01:36:18,264 --> 01:36:22,264
หญ้าหวานมันก็ติดขม ครูก็ไม่ค่อยใช้เท่าไหร่

1446
01:36:22,265 --> 01:36:26,265
พวกหญ้าหวาน เวลาใส่ในอาหารอย่างนี้

1447
01:36:26,267 --> 01:36:30,267
มันจะสูงกว่าพวก Sorbitol อีก

1448
01:36:30,268 --> 01:36:34,268
มันก็เป็นทางเลือกกับผู้บริโภคนะ

1449
01:36:34,270 --> 01:36:38,270
ต้องการแบบวัตถุดิบจากธรรมชาติที่เป็นหญ้าหวาน

1450
01:36:38,271 --> 01:36:42,271
ในเลือด ก็คือ 1 ช้อนนี่ 1 กรัม ก็

1451
01:36:42,274 --> 01:36:46,274
ให้พลังงานน้อยกว่าน้ำตาลปกติ มันก็เป็นทางเลือก

1452
01:36:46,275 --> 01:36:50,275
เราจะรับ After Test ของมันได้ไหม รับ

1453
01:36:50,277 --> 01:36:54,277
รสชาติของมันได้ไหม คือมันไม่ได้หวานเหมือนน้ำตาลน่ะลูก

1454
01:36:54,278 --> 01:36:58,278
มันหวานแบบติดขม ๆ ถ้าเรารับได้

1455
01:36:58,280 --> 01:37:02,280
มันก็ดีต่อสุขภาพ

1456
01:37:02,282 --> 01:37:06,282
แต่พวกนี้ พวก...

1457
01:37:06,283 --> 01:37:10,283
พวกนี้เขาเรียก Sorbitol มันเป็นน้ำตาลที่

1458
01:37:10,285 --> 01:37:14,285
Sugar Alcohols ที่มันผ่านการสกัด

1459
01:37:14,286 --> 01:37:18,286
ถ้าเรากินเยอะมันก็จะไม่ได้ เราก็ต้อง

1460
01:37:18,290 --> 01:37:22,290
กินในปริมาณที่เหมาะสม ไม่ใช่ว่า

1461
01:37:22,290 --> 01:37:26,290
มันไม่ใช่ดีต่อสุขภาพนะ แต่มันดีต่อ

1462
01:37:26,290 --> 01:37:30,290
สุขภาพต่ำ แต่เราต้องกินในปริมาณที่เหมาะสม

1463
01:37:30,293 --> 01:37:34,293
นะคะ หนูเคย โดยเฉพาะในเด็กนะคะ ในเด็ก

1464
01:37:34,294 --> 01:37:38,294
จะรับกับน้ำตาลพวกนี้ได้ดีกว่าคนที่

1465
01:37:38,295 --> 01:37:42,295
โตแล้วนะคะ ทำให้เวลาเราน่ะ ผสม

1466
01:37:42,297 --> 01:37:46,297
Xylitol นะคะ ในลูกอม เคยเห้นข่าวไหม

1467
01:37:46,299 --> 01:37:50,299
ที่เด็กน่ะ กินลูกอมแตงโมน่ะ

1468
01:37:50,303 --> 01:37:54,303
แล้วเข้าโรงพยาบาล อันนี้เกิดจาก Xylitol

1469
01:37:54,306 --> 01:37:58,306
ที่เด็กบริโภคเข้าไปเยอะเกินกำหนดน่ะ

1470
01:37:58,307 --> 01:38:02,307
คือเยอะมาก รู้สึกเด็กคนนั้น จะกิน 10-20 กระปุก

1471
01:38:02,309 --> 01:38:06,309
มันเยอะมาก ร่างกายก็รับไม่ไหวนะคะ ก็

1472
01:38:06,310 --> 01:38:10,310
เข้าโรงพยาบาล อันนี้เราจะต้องระมัดระวังในเรื่องของ

1473
01:38:10,311 --> 01:38:14,311
การใช้ ถ้าใช้อย่างพอดีมันก็เกิดผลดี แต่ถ้า

1474
01:38:14,312 --> 01:38:18,312
เราน่ะ ใช้เยอะเกินไปอย่างนี้ มันก็เกิดผลเสียได้

1475
01:38:18,313 --> 01:38:22,313
นะคะ เขาเรียกอะไรนะ

1476
01:38:22,314 --> 01:38:26,314
วัตถุเจือปนในอาหารทุกประเภท เขาจะมี

1477
01:38:26,315 --> 01:38:30,315
การกำหนดปริมาณในการใช้ว่า

1478
01:38:30,316 --> 01:38:34,316
อยู่ที่ระดับเท่าไร ควรกินวันละไม่เกิน

1479
01:38:34,318 --> 01:38:38,318
กี่มิลลิกรัม ผงชูรส ถามว่ากินได้ไหม

1480
01:38:38,319 --> 01:38:42,319
กินได้ แต่หนูห้ามทานเยอะ

1481
01:38:42,321 --> 01:38:46,321
เท่านี้เท่านี้มันจะเขียนบอกเลยนะลูก แต่ถามว่า

1482
01:38:46,323 --> 01:38:50,323
ทานได้ไหม ทานได้ แต่หนูต้องทานในปริมาณที่

1483
01:38:50,324 --> 01:38:54,324
พอดีตามที่ควบคุม มันก็จะไม่เกิดผลเสีย

1484
01:38:54,326 --> 01:38:58,326
ต่อร่างกาย อย่างผงชูรส บางคนกินวันละ

1485
01:38:58,327 --> 01:39:02,327
ซองน่ะ ซอง 10 บาทอย่างนี้ เยอะไหม เยอะ

1486
01:39:02,328 --> 01:39:06,328
ก็ถือว่าเยอะ ถ้ากินแบบ 2 ซอง

1487
01:39:06,330 --> 01:39:10,330
อย่างนี้ อันนั้นน่ะอันตรายแล้ว ถ้ากิน 2 ซอง

1488
01:39:10,331 --> 01:39:14,331
อย่างนี้ เราบริโภคไหม ถามว่าในชีวิตประจำวัน 1

1489
01:39:14,332 --> 01:39:18,332
ซองสมมติว่าเราอาจจะไม่รู้ว่าเราไปกินข้าวข้างนอกเราไม่รู้ว่าใส่

1490
01:39:18,332 --> 01:39:22,332
อะไรบ้าง ชูรสอยู่แล้วใช่ไหมคะ

1491
01:39:22,333 --> 01:39:26,333
แต่ว่าเราก็อย่ากินเยอะ

1492
01:39:26,336 --> 01:39:30,336
เราต้องรู้ว่าต้องกินเท่าไร เท่าไร เรารู้ว่าเรากินได้

1493
01:39:30,337 --> 01:39:34,337
อย่างส้มตำน่ะ ส้มตำครกหนึ่งน่ะ

1494
01:39:34,338 --> 01:39:38,338
บางร้านชูรสเป็นอย่างไร ครึ่งทัพพี

1495
01:39:38,339 --> 01:39:42,339

1496
01:39:42,339 --> 01:39:46,339
ในรสดี ใช้ โมโนโซเดียมกลูตาเมต โนโนโว

1497
01:39:46,341 --> 01:39:50,341
กลูตาเมต อันนั้นคือผงชูรส ถ้าเขียนว่าโมโน

1498
01:39:50,342 --> 01:39:54,342
โซเดียมกลุตาเมท มันเกิดจากมันส

1499
01:39:54,343 --> 01:39:58,343
เอาไปผ่านกระบวนการหมัก มันผสมอยู่แล้วแหละ

1500
01:39:58,345 --> 01:40:02,345
แล้ว Xylitol

1501
01:40:02,346 --> 01:40:06,346
หมากฝรั่ง เดนทีนอะไรอย่างนี้

1502
01:40:06,348 --> 01:40:10,348
เขาจะผสม Xylitol พวกหมากฝรั่ง

1503
01:40:10,350 --> 01:40:14,350
ลอตเต้ ที่เขาผสม Xylitol

1504
01:40:14,351 --> 01:40:18,351
คือ ผสมตัวนี้ มันพบได้ในธรรมชาติ

1505
01:40:18,354 --> 01:40:22,354
เป็นพวกกลุ่ม hardwood

1506
01:40:22,355 --> 01:40:26,355
นะคะ นำมาใช้ในอุตสาหกรรม อุตสาหกรรมนะคะ

1507
01:40:26,357 --> 01:40:30,357
เป็นสารให้ความหวานที่ไม่เกิดความเสี่ยง

1508
01:40:30,359 --> 01:40:34,359
ต่อโรคฟันผุ นี่ จะพบในหมากฝรั่ง

1509
01:40:34,360 --> 01:40:38,360
ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในช่องปากนะคะ

1510
01:40:38,361 --> 01:40:42,361
มันก็จะช่วยยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรีย

1511
01:40:42,361 --> 01:40:46,361
ด้วยนะคะ ดังนั้น ผลิตภัณฑ์หมากฝรั่ง

1512
01:40:46,363 --> 01:40:50,363
นะคะ ต่าง ๆ ลูกอม หมากฝรั่ง มันจะผสม

1513
01:40:50,365 --> 01:40:54,365
Xylitol ด้วยนะ ที่เป็นหมากฝรั่งปราศจาก

1514
01:40:54,365 --> 01:40:58,365
น้ำตาล สังเกตพวกนี้รสชาติมันจะไม่ค่อยอร่อย

1515
01:40:58,366 --> 01:41:02,366
รสชาติมันจะไม่ค่อยอร่อย แต่มันก็ยังหวานอยู่ แก้ความอยาก

1516
01:41:02,368 --> 01:41:06,368
ได้

1517
01:41:06,369 --> 01:41:10,369
ที่ครูพูดทั้งหมดน่ะ ครูแค่

1518
01:41:10,370 --> 01:41:14,370
อยากให้เรารู้จักว่า น้ำตาล Algoha

1519
01:41:14,371 --> 01:41:18,371
หวานทดแทนน้ำตาลน่ะ มีอะไรบ้างแค่นั้นแหละ

1520
01:41:18,372 --> 01:41:22,372
ในข้อสอบก็จะออกว่าให้ยกตัวอย่าง

1521
01:41:22,373 --> 01:41:26,373
Sugar Alcohols ซึ่งเป็นสารให้ความหวาน

1522
01:41:26,374 --> 01:41:30,374
ทดแทนน้ำตาล มาสัก 1-2 ตัว

1523
01:41:30,377 --> 01:41:34,377
หนูก็บอก ถ้าใครจำได้ทั้ง 2 ก็ได้คะแนนเต็ม ถ้า

1524
01:41:34,378 --> 01:41:38,378
ใครจำได้อันเดียวก็ได้ 1 คะแนน

1525
01:41:38,379 --> 01:41:42,379
คะแนนเต็ม ก็คือ 2 คะแนน

1526
01:41:42,379 --> 01:41:46,379
ก็จำไป มันมีอยู่แล้วล่ะ

1527
01:41:46,381 --> 01:41:50,381
ในอาหารน่ะ Sorbitol Xylitol น่ะ เราต้องจำ

1528
01:41:50,382 --> 01:41:54,382
ชื่อมันให้ได้

1529
01:41:54,384 --> 01:41:58,384
อย่างน้อย ๆ ไปเซเว่นน่ะ

1530
01:41:58,385 --> 01:42:02,385
เราไปเห็นในหมากฝรั่ง Xylitol เคยเห็น

1531
01:42:02,387 --> 01:42:06,387
อย่างนี้ เพราะเราเรียนอาหารมานะ เราต้องรู้จัก

1532
01:42:06,389 --> 01:42:10,389
อย่าง Sorbitol ไปเจอใน Coke Zerp Pepsi max

1533
01:42:10,391 --> 01:42:14,391
Sorbitol อันนี้นี่น่ะ เป็นสารให้ความหวานทดแทนนะ

1534
01:42:14,392 --> 01:42:18,392
อย่างน้อย ๆ หนูก็จะได้รู้ไงลูฏ

1535
01:42:18,393 --> 01:42:22,393

1536
01:42:22,394 --> 01:42:26,394
มันผสม ไปดูส่วนผสม แต่ครูน่ะเวลากินอะไร

1537
01:42:26,396 --> 01:42:30,396
ครูชอบอ่านฉลาก มีใครเป็นไหม

1538
01:42:30,398 --> 01:42:34,398
เวลาครุกินอะไร ครูจะชอบอ่านฉลาก

1539
01:42:34,399 --> 01:42:38,399
ว่ามันผสมอะไรนะ มีส่วนผสมอันไหน

1540
01:42:38,402 --> 01:42:42,402
ที่เราไม่รู้จักไหม เราเรียนอาหารมาอย่างนี้ ต้องรู้จักทุกตัวใช่ไหม

1541
01:42:42,406 --> 01:42:46,406
ใช่ไหม อย่าง Sorbitol ก็เป็นตัวหนึ่ง ครู

1542
01:42:46,407 --> 01:42:50,407
ตอนเรียน ปี 1 นะ ตอนครูเรียนปี 1 ว่ามันคืออะไ

1543
01:42:50,408 --> 01:42:54,408
ตอนนั้น Max Pepsi Max มันออกมาใหม่ ที่เป็นสีดำน่ะ

1544
01:42:54,409 --> 01:42:58,409
รู้จักไหม เออ Sprite Sprite ก็ใส่

1545
01:42:58,410 --> 01:43:02,410
ตอนนั้นครูกิน Pepsi Max ครั้งแรกน่ะ

1546
01:43:02,411 --> 01:43:06,411
Sorbitol Sorbitol อะไรคือ Sorbitol มันเป็น

1547
01:43:06,412 --> 01:43:10,412
ความสงสัยอยู่ในใจตลอด อะไรคือ Sorbitol

1548
01:43:10,413 --> 01:43:14,413
พอได้เรียนสักปี 2 ครูก็สอน

1549
01:43:14,414 --> 01:43:18,414
ว่านี่ Sorbitol มันคือตัวนี้นะ เป็นสารให้ความ

1550
01:43:18,415 --> 01:43:22,415
ทดแทนน้ำตาล ใน 1 กรัมจะมีปริมาณต่ำมาก

1551
01:43:22,417 --> 01:43:26,417
ครูก็สอน แล้วครูก็ได้ใช้ด้วยในโพรเจกต์

1552
01:43:26,418 --> 01:43:30,418
Project จบ ครูทำเกี่ยวกับ

1553
01:43:30,420 --> 01:43:34,420
อะไรนะ ครูทำโปรเจกต์จบตอนนั้นเกี่ยว

1554
01:43:34,422 --> 01:43:38,422
กับ...

1555
01:43:38,424 --> 01:43:42,424
ให้อนุญาต อนุญาตให้ไปเข้าห้องน้ำ

1556
01:43:42,425 --> 01:43:46,425
เออ ตอนนั้น เดี๋ยว

1557
01:43:46,426 --> 01:43:50,426
จะเล่าให้ฟัง ปวส. แล้วเผื่อใครจะไปต่อปริญญาตรี

1558
01:43:50,427 --> 01:43:54,427
ทำเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ pack Soorate

1559
01:43:54,428 --> 01:43:58,428
ห่อหุ้มไม่ได้หลุดนะ เป็นการ

1560
01:43:58,428 --> 01:44:02,428
แบบเป็นสเปรย์ ผลิตภัณฑ์

1561
01:44:02,430 --> 01:44:06,430
อาหารทอดทุกตัวน่ะ มันจะลดโอกาสการเหม็นหืน

1562
01:44:06,434 --> 01:44:10,434
แบบว่ามันเหมือนสเปรย์

1563
01:44:10,436 --> 01:44:14,436
ฉีดเข้าไปแล้ว ฉีดเข้าไปในของทอดแล้ว ลดอาการหืน

1564
01:44:14,437 --> 01:44:18,437
ทำให้ของทอดตัวนั้นอยู่ในดาน

1565
01:44:18,438 --> 01:44:22,438
เขาเรียกว่า อินแคป อินแคป ก็คือห่อหุ้ม

1566
01:44:22,439 --> 01:44:26,439
ประมาณนั้น

1567
01:44:26,440 --> 01:44:30,440
รู้แล้วนะ ถ้าครูให้ยกตัวอย่างน้ำตาล

1568
01:44:30,443 --> 01:44:34,443
Sugar Alcohols น้ำตาลให้

1569
01:44:34,444 --> 01:44:38,444
ความหวานเป็นสารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลตอบได้ไหม

1570
01:44:38,445 --> 01:44:42,445
ตอบได้ เขียนภาษาไทยก็ได้นะ ใครไม่ตอบอังกฤษ

1571
01:44:42,447 --> 01:44:46,447
เขียนเป็นภาษาไทยก็ได้

1572
01:44:46,448 --> 01:44:50,448
จำได้ไหม อ่านออกไหมคะ

1573
01:44:50,449 --> 01:44:54,449
มันไม่ใช่ครูกลัวว่าไปเขียนในข้อสอบแล้ว

1574
01:44:54,450 --> 01:44:58,450
มันตอบไม่ได้ สะกดได้

1575
01:44:58,452 --> 01:45:02,452
อยู่ใช่ไหม ใช่ ๆ เราเรียนอังกฤษมาตั้งหลายปี

1576
01:45:02,453 --> 01:45:06,453
เออ

1577
01:45:06,453 --> 01:45:10,453

1578
01:45:10,455 --> 01:45:14,455
สารให้ความ

1579
01:45:14,457 --> 01:45:18,457
หวานอะไรที่ ไม่เกิดความเสี่ยงต่อโรค

1580
01:45:18,458 --> 01:45:22,458
ฟันผุ มักใช้ในหมากฝรั่ง และผลิตภัณฑ์

1581
01:45:22,460 --> 01:45:26,460
ในช่องปาก ตอบว่า

1582
01:45:26,461 --> 01:45:30,461
เก่ง ๆ ๆ ๆ

1583
01:45:30,462 --> 01:45:34,462
ใกล้จบแล้วหรืออีกกี่สไลด์เอง

1584
01:45:34,464 --> 01:45:38,464

1585
01:45:38,465 --> 01:45:42,465
เราเหลือกี่สไลด์เอง

1586
01:45:42,467 --> 01:45:46,467

1587
01:45:46,468 --> 01:45:50,468
เพื่อนก็คือยังเรียนยังไม่จบคาบเลย จะไปเดิน

1588
01:45:50,472 --> 01:45:54,472
งานเกษตรแล้ว รู้จักไหม

1589
01:45:54,474 --> 01:45:58,474
อาร์ต รู้จักงานเกษตรไหมข้างหน้า

1590
01:45:58,475 --> 01:46:02,475
รู้จักไหม

1591
01:46:02,475 --> 01:46:06,475
ค่ะ รู้จัก

1592
01:46:06,477 --> 01:46:10,477
ไปหรือยัง ไปหรือยัง ไปหรือยัง

1593
01:46:10,478 --> 01:46:14,478
เหรอ

1594
01:46:14,479 --> 01:46:18,479

1595
01:46:18,480 --> 01:46:22,480
พูดเหมือนไปแล้วน่ะ รู้หมดทุกที่ว่ามี

1596
01:46:22,481 --> 01:46:26,481
อะไรบ้าง รู้หมดทุกที่แล้ว

1597
01:46:26,483 --> 01:46:30,483
แล้วรู้ได้อย่างไร ครูยังไม่รู้เลยน่ะ

1598
01:46:30,485 --> 01:46:34,485
เหรอ

1599
01:46:34,486 --> 01:46:38,486
เอาตัวที่ 4 เราจะได้ทำแบบฝึก

1600
01:46:38,486 --> 01:46:42,486
ตัวที่ 4 เป็น Short chain carbohydrates carbohydrates

1601
01:46:42,487 --> 01:46:46,487
แบบสั้น ๆ ละลายน้ำได้

1602
01:46:46,489 --> 01:46:50,489
ละลายใน... ละลายน้ำไม่ได้ แต่ละลายได้ ใน

1603
01:46:50,490 --> 01:46:54,490
80 เปอร์เซ็นต์นะคะ

1604
01:46:54,492 --> 01:46:58,492
เป็น Short chain  ตัวที่ 4 carbohydrates SCC

1605
01:46:58,493 --> 01:47:02,493

1606
01:47:02,494 --> 01:47:06,494

1607
01:47:06,496 --> 01:47:10,496
กลุ่มนี้เป็นกลุ่มที่ร่างกายย่อย ร่างกายย่อยสลาย

1608
01:47:10,498 --> 01:47:14,498
ไม่ได้นะคะ แต่แบคทีเรีย

1609
01:47:14,499 --> 01:47:18,499
แบคทีเรียก็คือไมโครฟอรา

1610
01:47:18,500 --> 01:47:22,500
แบคทีเรียประจำถิ่นในลำไส้ สามารถ

1611
01:47:22,501 --> 01:47:26,501
ย่อยสลายได้ เขานำไปใช้ประโยชน์ได้นะคะ

1612
01:47:26,503 --> 01:47:30,503
อย่างเช่น Prodiotic กระตุ้นการเจริญเติบโต

1613
01:47:30,504 --> 01:47:34,504

1614
01:47:34,506 --> 01:47:38,506
เป็นกลุ่มของ โพไบโอติกนะคะ

1615
01:47:38,507 --> 01:47:42,507
ของ

1616
01:47:42,508 --> 01:47:46,508
มีประโยชน์ต่อสุขภาพนะคะ การทำงานของลำไส้

1617
01:47:46,510 --> 01:47:50,510
ระบบย่อยอาหารนะคะ

1618
01:47:50,513 --> 01:47:54,513

1619
01:47:54,514 --> 01:47:58,514

1620
01:47:58,515 --> 01:48:02,515

1621
01:48:02,519 --> 01:48:06,519

1622
01:48:06,522 --> 01:48:10,522

1623
01:48:10,525 --> 01:48:14,525

1624
01:48:14,528 --> 01:48:18,528

1625
01:48:18,529 --> 01:48:22,529

1626
01:48:22,531 --> 01:48:26,531

1627
01:48:26,534 --> 01:48:30,534

1628
01:48:30,536 --> 01:48:34,536

1629
01:48:34,538 --> 01:48:38,538
Probiotic

1630
01:48:38,539 --> 01:48:42,539
นะคะ มันจะเป็นจุลินทรีย์ ชนิดหนึ่ง Probiotics

1631
01:48:42,541 --> 01:48:46,541
กับ Prebiotic มันจะต่างกันนะคะ Probiotic

1632
01:48:46,542 --> 01:48:50,542
ก็คือเป็นจุลินทรีย์นิดหนึ่ง

1633
01:48:50,543 --> 01:48:54,543
ช่วยกระตุ้นในการทำงานของลำไส้นะคะ

1634
01:48:54,545 --> 01:48:58,545
พบได้ในอาหาร อย่างเช่น นมเปรี้ยว

1635
01:48:58,546 --> 01:49:02,546
มันจะมี Probiotic อยู่

1636
01:49:02,549 --> 01:49:06,549
Dicroccus ตามด้วยนามสกุล

1637
01:49:06,549 --> 01:49:10,549
นามสกุลก็คือแต่ละที่แต่ละที่มา

1638
01:49:10,551 --> 01:49:14,551
มีค่ะ โยเกิร์ต กิมจิ อย่างนี้ มันจะมี pr

1639
01:49:14,553 --> 01:49:18,553
ที่ดีก็คือ Probiotic แต่ถ้า Prebiotic

1640
01:49:18,555 --> 01:49:22,555
อาหารของจุลินทรีย์ที่อยู่ในร่างกาย

1641
01:49:22,557 --> 01:49:26,557
ที่แบบมันไปใช้ช่วยให้จุลินทรีย์เติบโต

1642
01:49:26,557 --> 01:49:30,557
ในร่างกาย ให้มันเจริยเติบโต

1643
01:49:30,557 --> 01:49:34,557
ระบบย่อยอาหารเขาเรียกว่า "Probiotic" นะคะ

1644
01:49:34,559 --> 01:49:38,559

1645
01:49:38,560 --> 01:49:42,560
ก็คือ

1646
01:49:42,561 --> 01:49:46,561
เหมือนเป็นอาหารของ Probiotics prebiotic เป็นอาหาร

1647
01:49:46,562 --> 01:49:50,562
ของ Probiotic

1648
01:49:50,563 --> 01:49:54,563
แล้งสงสัยไหม ว่า

1649
01:49:54,564 --> 01:49:58,564
Prebiotics พบในไหน

1650
01:49:58,576 --> 01:50:02,576
prebiotic ก็พบในกล้วยก็มี พืช

1651
01:50:02,577 --> 01:50:06,577
หอมแดง กระเทียม มันจะเป็นอาหารของพวกจุลินทรีย์

1652
01:50:06,578 --> 01:50:10,578
ก็จะช่วยปรับ

1653
01:50:10,578 --> 01:50:14,578
สมดุลในร่างกายทำให้ microflora นี่

1654
01:50:14,580 --> 01:50:18,580
จุลินทรียืท้องถิ่น มันเจริญได้ดี มีชีวิตอยุ่ได้

1655
01:50:18,580 --> 01:50:22,580
มันมีชีวิตอยู่ได้รบกับจุลินทรีย์ที่ไม่ดี ที่เข้า

1656
01:50:22,582 --> 01:50:26,582
ถ้าเขามาในร่างกาย จุลินทรีย์ที่ไม่ดี ก็คือ

1657
01:50:26,583 --> 01:50:30,583
มีอะไร เป็นพวกจุลินทรีย์

1658
01:50:30,584 --> 01:50:34,584
ที่อยู่ในอาหารแล้วทำให้ก่อโรค บางที

1659
01:50:34,585 --> 01:50:38,585
ถ้าเรามีจุลินทรีย์ท้องถิ่นอยู่ในตัวเรา

1660
01:50:38,586 --> 01:50:42,586
ที่ดีน่ะ เออ ก็จะชนะกับจุลินทรีย์ที่ก่อโรค

1661
01:50:42,587 --> 01:50:46,587
ถ้าเข้าไปในร่างกายเข้าใจไหม จุลินทรีย์ก่อโรค

1662
01:50:46,588 --> 01:50:50,588
มีในไหนบ้าง มีในเนื้อสัตว์ มีในทุกอย่างเลย

1663
01:50:50,591 --> 01:50:54,591
ที่ทำให้ท้องเสีย

1664
01:50:54,592 --> 01:50:58,592
จดหรือยัง

1665
01:50:58,593 --> 01:51:02,593

1666
01:51:02,593 --> 01:51:06,593
SCC ก็พวกกลุ่ม

1667
01:51:06,596 --> 01:51:10,596
Probiotic ไม่ออกข้อสอบนะคะ แต่ให้พวกเรารู้ไว้

1668
01:51:10,597 --> 01:51:14,597
ให้เรารู้ไว้

1669
01:51:14,598 --> 01:51:18,598
ว่านี่มันเป็นบางชนิด SCC SCC

1670
01:51:18,599 --> 01:51:22,599
เป็นกลุ่มของ Probiotics

1671
01:51:22,600 --> 01:51:26,600
เป็นชนิดของคาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง

1672
01:51:26,601 --> 01:51:30,601
ของ Probiotic กระตุ้นการเติบโตของ

1673
01:51:30,602 --> 01:51:34,602
แบคทีเรียในร่างกายและมีประโยชน์ต่อสุขภาพให้เรารู้เท่านี้

1674
01:51:34,603 --> 01:51:38,603
แต่คือไม่ได้ออกข้อสอบ

1675
01:51:38,604 --> 01:51:42,604

1676
01:51:42,605 --> 01:51:46,605
ร่างกายเราย่อยสลาย SCC ไม่ได้นะคะ

1677
01:51:46,606 --> 01:51:50,606
แต่ว่าแบคทีเรียในร่างกายนี่

1678
01:51:50,608 --> 01:51:54,608
จุลินทรีย์ในร่างกาย มันย่ออยสลายได้ นำไปใช

1679
01:51:54,609 --> 01:51:58,609
เราก็จะได้รู้ว่า Probiotic คืออะไร

1680
01:51:58,612 --> 01:52:02,612
รู้หรือยัง เออ รู้หรือยัง Probiotic

1681
01:52:02,613 --> 01:52:06,613
คืออะไร ลูก

1682
01:52:06,614 --> 01:52:10,614
รู้หรือยัง เป็น

1683
01:52:10,616 --> 01:52:14,616
จุลินทรีย์ตัวเล็ก ๆ ที่ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโต

1684
01:52:14,616 --> 01:52:18,616
ของแบคทีเรียในร่างกาย ซึ่งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ

1685
01:52:18,618 --> 01:52:22,618

1686
01:52:22,620 --> 01:52:26,620
ซึ่งเป็น

1687
01:52:26,621 --> 01:52:30,621
คาร์โบไฮเดรตชนิดหนึ่ง

1688
01:52:30,622 --> 01:52:34,622

1689
01:52:34,623 --> 01:52:38,623
แต่

1690
01:52:38,625 --> 01:52:42,625
Probiotics บางตัวก็เป็นในรูปของโปรตีน

1691
01:52:42,627 --> 01:52:46,627
แต่บางกลุ่มคาร์โบไฮเดรต

1692
01:52:46,628 --> 01:52:50,628

1693
01:52:50,629 --> 01:52:54,629

1694
01:52:54,631 --> 01:52:58,631
ให้รู้แค่เท่านี้ ผ่านยัง

1695
01:52:58,632 --> 01:53:02,632
แต่ไม่ออกข้อสอบหรอกหน้านี้ จะให้รู้อะไรคือ Probiotic

1696
01:53:02,634 --> 01:53:06,634
Probiotic Prebiotic คืออะไร

1697
01:53:06,635 --> 01:53:10,635
เข้าใจหรือยัง Prebiotics

1698
01:53:10,637 --> 01:53:14,637
คือเป็นอาหารของ Probiotics เข้าใจหรือยัง

1699
01:53:14,638 --> 01:53:18,638

1700
01:53:18,639 --> 01:53:22,639
5. นะคะ 5. เป็น Starch แป้ง

1701
01:53:22,641 --> 01:53:26,641
Starch ที่แปลว่า แป้ง Starch

1702
01:53:26,642 --> 01:53:30,642
เป็นคาร์โบไฮเดรต ที่สะสมอยู่ในพืชนะคะ

1703
01:53:30,644 --> 01:53:34,644
พบในพวกพืช ธัญพืช

1704
01:53:34,646 --> 01:53:38,646
พืชหัวต่าง ๆ พืชหัว อย่างเช่น มันแกว

1705
01:53:38,647 --> 01:53:42,647
อะไรนะ มันแกว มันเทศ พวกตระกูล

1706
01:53:42,649 --> 01:53:46,649
พืชหัวต่าง ๆ นะคะ

1707
01:53:46,650 --> 01:53:50,650

1708
01:53:50,651 --> 01:53:54,651

1709
01:53:54,653 --> 01:53:58,653
โอเคนะ

1710
01:53:58,655 --> 01:54:02,655

1711
01:54:02,657 --> 01:54:06,657
รู้แค่ว่าแป้งนี่ เป็นคาร์โบไฮเดรตที่

1712
01:54:06,659 --> 01:54:10,659
มักจะพบในพืชนะคะ โดยเฉพาะ พืชหัว

1713
01:54:10,660 --> 01:54:14,660
ต่าง ๆ อย่างมันสำปะหลัง ก็ผลิตเป็

1714
01:54:14,660 --> 01:54:18,660
เป็นแป้ง แป้งข้าวจ้าว ตะกลูแป้งข้าวเหี

1715
01:54:18,662 --> 01:54:22,662
แป้งมันสัมปะหลัง

1716
01:54:22,662 --> 01:54:26,662
แป้งสาลีใช่ไหม ที่เราเอามาทำขนม

1717
01:54:26,664 --> 01:54:30,664

1718
01:54:30,665 --> 01:54:34,665
พอแล้วนะ มีอีกเยอะ

1719
01:54:34,666 --> 01:54:38,666
อีกเยอะ

1720
01:54:38,668 --> 01:54:42,668
หนูจะจดหมดไม่ได้นะ

1721
01:54:42,669 --> 01:54:46,669
หนูจดหมดเลยเหรอลูก

1722
01:54:46,670 --> 01:54:50,670

1723
01:54:50,671 --> 01:54:54,671

1724
01:54:54,672 --> 01:54:58,672

1725
01:54:58,675 --> 01:55:02,675

1726
01:55:02,677 --> 01:55:06,677

1727
01:55:06,678 --> 01:55:10,678

1728
01:55:10,682 --> 01:55:14,682

1729
01:55:14,683 --> 01:55:18,683
ได้หรือยังคะ

1730
01:55:18,686 --> 01:55:22,686
โอเค อันต่อไปเลยนะ จำแค่ว่าแป้งนี่

1731
01:55:22,687 --> 01:55:26,687
เป็นคาร์โบไฮเดรตที่สะสมอยู่ในพืชที่สะสมอยู่ใน

1732
01:55:26,688 --> 01:55:30,688
พืชหัว พืชหัวรู้จักไหม เออ

1733
01:55:30,690 --> 01:55:34,690
ก็พวกนั้นแหละลูก

1734
01:55:34,691 --> 01:55:38,691
แป้งทุกชนิดนะคะ จะสามารถ

1735
01:55:38,691 --> 01:55:42,691
ย่อย

1736
01:55:42,693 --> 01:55:46,693
แป้งทุกชนิดจะสามารถย่อย ร่างกาย

1737
01:55:46,695 --> 01:55:50,695
ของมนุษย์นะคะ จะย่อยแป้งได้ทุกชนิดเลยนะคะ

1738
01:55:50,696 --> 01:55:54,696
แป้งทุกชนิดจะสามารถย่อยได้โดยระบบ

1739
01:55:54,696 --> 01:55:58,696
การย่อยอาหารของมนุษย์นะคะ

1740
01:55:58,699 --> 01:56:02,699

1741
01:56:02,701 --> 01:56:06,701
แป้งทุกชนิดจะสามารถย่อยได้

1742
01:56:06,702 --> 01:56:10,702
ด้วยระบบย่อยอาหารของมนุษย์

1743
01:56:10,704 --> 01:56:14,704
มนุษย์สามารถย่อยแป้งได้ทุกชนิด

1744
01:56:14,705 --> 01:56:18,705
คนเราสามารถย่อยแป้งได้ทุกชนิดเลยนะคะ

1745
01:56:18,707 --> 01:56:22,707

1746
01:56:22,708 --> 01:56:26,708

1747
01:56:26,709 --> 01:56:30,709
อันนี้

1748
01:56:30,712 --> 01:56:34,712
จะจบแล้ว

1749
01:56:34,713 --> 01:56:38,713
อันนี้นะคะ อันนี้ก็จะเป็น

1750
01:56:38,716 --> 01:56:42,716
น้ำตาลนะคะ น้ำตาลที่ไม่ใช่

1751
01:56:42,717 --> 01:56:46,717
แป้ง ต่อไปก็คือจะเป็นประเภทของน้ำตาลที่ไม่ใช้แป้งแล้ว

1752
01:56:46,718 --> 01:56:50,718
ก็คือส่วนใหญ่ จะเป็นใบอาหาร

1753
01:56:50,719 --> 01:56:54,719
จะเป็นใยอาหารทุกชนิดเลยนะคะ ก็จะเป็น

1754
01:56:54,719 --> 01:56:58,719
Selluridr

1755
01:56:58,720 --> 01:57:02,720
จะเป้น Polysaccharides

1756
01:57:02,721 --> 01:57:06,721
ที่ไม่ใช่แป้งแล้ว ไม่ใช้แป้งแล้ว

1757
01:57:06,722 --> 01:57:10,722
จะเป็นในหมวดของใยอาหารทั้งหมดเลยเดี๋ยวครูจะสอน

1758
01:57:10,723 --> 01:57:14,723
รู้จัก Sellurose ไหม เป็นตัว

1759
01:57:14,724 --> 01:57:18,724
ไม่ละลายน้ำ มันจะแบ่งเป็น

1760
01:57:18,725 --> 01:57:22,725
ละลายน้ำ กับไม่ละลายน้ำ

1761
01:57:22,726 --> 01:57:26,726
น้ำตาลประเภทของน้ำตาลที่ไม่ใช่

1762
01:57:26,727 --> 01:57:30,727
แป้ง ก็คือมี 2 ประเภท 1

1763
01:57:30,728 --> 01:57:34,728
ละลายน้ำกับไม่ละลายน้ำ ไม่ละลายน้ำเรารู้จักไหม

1764
01:57:34,730 --> 01:57:38,730
Cellulose รู้จักไหม

1765
01:57:38,731 --> 01:57:42,731
แล้วคุ้นไหมคะ อะไรคือ Cellulose พอคุ้นไหมคะ

1766
01:57:42,732 --> 01:57:46,732
นึกออกไหม เคยได้ยินไหมคะ

1767
01:57:46,733 --> 01:57:50,733
เดี๋ยวรู้ เดี๋ยวครูจะบอก กับ

1768
01:57:50,734 --> 01:57:54,734
ละลายน้ำ มีใยอาหาร เราจะคิดมาตลอดว่า

1769
01:57:54,736 --> 01:57:58,736
ใยอาหารร่างกายน่ะ มันย่อยไม่ได้อยู่แล้วมัน

1770
01:57:58,738 --> 01:58:02,738
จะต้องไม่ละลายน้ำใช่ไหม แต่มันมีแบบ

1771
01:58:02,739 --> 01:58:06,739
ละลายน้ำก็จะมีพวก Pectins Gums

1772
01:58:06,740 --> 01:58:10,740
ที่เราเอาไปทำวุ้น ทำสารให้ความข้นหนืด

1773
01:58:10,740 --> 01:58:14,740
ในแยมอะไรอย่างนี้ มันจะมี

1774
01:58:14,745 --> 01:58:18,745
ตัวพวกใยอาหารนี่ สารให้ความข้นหนืดในแยม

1775
01:58:18,745 --> 01:58:22,745
ผสมในไอศกรีมน่ะ เรารู้จักไหม

1776
01:58:22,747 --> 01:58:26,747
สารที่ทำให้...

1777
01:58:26,748 --> 01:58:30,748
กินอันนั้นไหน เจลาตินน่ะ

1778
01:58:30,749 --> 01:58:34,749
พวกผงวุ้น พวกผงวุ้นนี่

1779
01:58:34,750 --> 01:58:38,750
มันก็จะผสมพวกนี้ไปด้วย Pectins Gums

1780
01:58:38,751 --> 01:58:42,751
ทำให้แบบ เป็นสารให้ความข้นหนืด

1781
01:58:42,754 --> 01:58:46,754
แล้วก็สารที่ใส่ในแยมให้มันข้น ๆ

1782
01:58:46,756 --> 01:58:50,756
มันก็จะใส่พวกใยอาหารที่ละลายน้ำนะลูก

1783
01:58:50,757 --> 01:58:54,757
ใส่เข้าไป มันก็จะป้องกันการตกตะกอน อย่างนมพวกนี้

1784
01:58:54,758 --> 01:58:58,758
มันก็ใส่สารพวกนี้น่ะ Pactin

1785
01:58:58,759 --> 01:59:02,759
ไม่ให้นมมันตกตะกอน อย่างน้ำนมข้าวนะ

1786
01:59:02,760 --> 01:59:06,760
ข้าวโอ๊ต เวลาเราเอาไปปั่นนะ มันอยู่ได้ไม่นาน

1787
01:59:06,761 --> 01:59:10,761
มันก็จะตกตะกอนแยกชั้นแล้ว

1788
01:59:10,762 --> 01:59:14,762
เราถึงไม่AltGraphให้ตกตะกอน เราก็ใส่พวกนี้เข้าไป

1789
01:59:14,763 --> 01:59:18,763
เข้าใจไหมคะ เดี๋ยว

1790
01:59:18,767 --> 01:59:22,767
ไปเจาะทีละอย่าง Cellulose คืออะไร

1791
01:59:22,769 --> 01:59:26,769
Cellulose

1792
01:59:26,770 --> 01:59:30,770
มันทนต่อการย่อยด้วยกรดด้วยด่าง ร่างกาย

1793
01:59:30,771 --> 01:59:34,771
เราน่ะ ไม่สามารถย่อย Cellulose ได้อย่าลืมว่า

1794
01:59:34,772 --> 01:59:38,772
มันไม่ใช่แป้งนะ มันเป็นน้ำตาลที่ไม่ใช่แป้ง

1795
01:59:38,773 --> 01:59:42,773
ร่างกายเราน่ะ จะย่อยไม่ได้ ร่างกายเราย่อย

1796
01:59:42,775 --> 01:59:46,775
ได้ไหม ย่อยไม่ได้นะคะ แต่วัว ควาย

1797
01:59:46,775 --> 01:59:50,775
ถามว่าทำไมเรากินผักน่ะ เราไม่อ้วน แต่วัวควาย

1798
01:59:50,776 --> 01:59:54,776
ทำไมกินผักแล้วมันอ้วน กินผักกินหญ้าแล้วมันอ้วน

1799
01:59:54,777 --> 01:59:58,777
เป็นเพราะอะไรลูก ไม่ใช่

1800
01:59:58,779 --> 02:00:02,779
มีใครจะตอบไหม มีใครกล้าตอบครูให้ 5 คะแนน

1801
02:00:02,779 --> 02:00:06,779
เลยจากตะกี้ แตงโม

1802
02:00:06,781 --> 02:00:10,781
แตงโม แตงโมกับคิมแล้ว ได้คนละ 5 คะแนนแล้ว

1803
02:00:10,782 --> 02:00:14,782
มีใครอยากได้ 5 คะแนนอีกไหม

1804
02:00:14,783 --> 02:00:18,783
มีใครอยากได้ไหมคะ

1805
02:00:18,784 --> 02:00:22,784
อยากได้ก็ต้องสิคะ ก็ต้องกล้าตอบสิคะ

1806
02:00:22,785 --> 02:00:26,785

1807
02:00:26,786 --> 02:00:30,786

1808
02:00:30,787 --> 02:00:34,787

1809
02:00:34,789 --> 02:00:38,789
ทำไมเรากินหญ้าไม่อ้วน

1810
02:00:38,792 --> 02:00:42,792
กินผักกินหย้าไม่อ้วน แต่ทำไมควาย

1811
02:00:42,793 --> 02:00:46,793
มันกินผักกินหญ้า ถูก เพราะเป็นอาหารของมัน

1812
02:00:46,794 --> 02:00:50,794
แล้วทำไม เป็นอาหารของมัน

1813
02:00:50,797 --> 02:00:54,797
มีใครจะตอบอีกไหม

1814
02:00:54,798 --> 02:00:58,798
มันมีจุลินทรีย์สูงกว่า

1815
02:00:58,800 --> 02:01:02,800
คิดว่าเป็นเพราะอะไร

1816
02:01:02,801 --> 02:01:06,801
เพราะว่าคนเราไม่มีเอนไซม์

1817
02:01:06,802 --> 02:01:10,802
ในการย่อย Cellulose ซึ่ง Cellulose มีอะไรอยู่คะ

1818
02:01:10,804 --> 02:01:14,804
มี Cellulose

1819
02:01:14,805 --> 02:01:18,805
มันมีอะไรอยู่คะ ในผักมันมีอะไรอยู่ ในผัก ในหญ้า

1820
02:01:18,806 --> 02:01:22,806
มันมี Cellulose อยู่เยอะใช่ไหมคะ เรากินไป

1821
02:01:22,807 --> 02:01:26,807
มันย่อยไม่ได้มันก็ขับถ่ายออกมาเป็นอุจจาระใช่ไหม

1822
02:01:26,808 --> 02:01:30,808
มันย่อยได้ไหม มันย่อย Cellulose ได้

1823
02:01:30,809 --> 02:01:34,809
น่ะ แล้วสะสมในรูปของไกลโคเจน

1824
02:01:34,810 --> 02:01:38,810
พุงก็ย้วย แต่เราเป็นอย่างไร

1825
02:01:38,810 --> 02:01:42,810
มันน่าจะแบบมีคนคิดค้นนวัตกรรมกินเนื้อสัตว์แล้ว

1826
02:01:42,811 --> 02:01:46,811
ไม่อ้วน โดยแบบร่างกายย่อยโ

1827
02:01:46,812 --> 02:01:50,812
มันจะย่อยโปรตีนตัวนั้นได้

1828
02:01:50,813 --> 02:01:54,813
ทำอย่างไรไม่ให้อ้วนนี่ เราเป็นนักวิทยาศาสตร์การอาหาร

1829
02:01:54,814 --> 02:01:58,814
เราจะต้องคิดในอนาคตว่ามัน

1830
02:01:58,814 --> 02:02:02,814
การไปดักเอนไซมืตัวไหนไหม ที่มันไม่ย่อย

1831
02:02:02,814 --> 02:02:06,814
โปรตีนชนิดนี้ ๆ ได้ แล้วเปลี่ยนไปเป็นไขมันได้

1832
02:02:06,816 --> 02:02:10,816
ไม่ให้... เอาแบบ ให้แบบ กินแล้ว

1833
02:02:10,817 --> 02:02:14,817
ไขมันลง ลงลำไส้ใหญ่

1834
02:02:14,817 --> 02:02:18,817
ไปเลย ไม่ต้องให้มันดูดซึม ดักการดูดซึม

1835
02:02:18,819 --> 02:02:22,819
อะไรอย่างนี้ นั่นแหละ วัว ควาย

1836
02:02:22,820 --> 02:02:26,820
ก็เลยอ้วนเพราะกินหญ้า กินผัก

1837
02:02:26,821 --> 02:02:30,821
เข้าใจไหมคะ มันจะมีแบบบางทีมันก็จะมีฟีด

1838
02:02:30,822 --> 02:02:34,822
บางอันที่ขึ้นมา วัวควายกินผัก ยัง

1839
02:02:34,823 --> 02:02:38,823
อ้วนเลย อะไรอย่างนี้ เราก็กินแต่หมูสิ

1840
02:02:38,824 --> 02:02:42,824
เข้าใจไหม เออ

1841
02:02:42,826 --> 02:02:46,826

1842
02:02:46,827 --> 02:02:50,827
อันนี้แค่จำว่า Cellulose นี่ เป็น polysaccharide

1843
02:02:50,829 --> 02:02:54,829
น่ะ มันจะเป็น saccharide ต่อกัน

1844
02:02:54,830 --> 02:02:58,830
หลาย ๆ โมเลกุล ไม่ใช่แค่ 2 แล้ว

1845
02:02:58,830 --> 02:03:02,830
Poly ก็คือเยอะ ๆ มาก ใช่ไหม

1846
02:03:02,833 --> 02:03:06,833
2 ก็คือ Di ใช่ไหม เมื่อกี้ น้ำตาลโมเลกุลคู่ก็คิอ

1847
02:03:06,834 --> 02:03:10,834
saccharide อันนี้คือ polysacch

1848
02:03:10,836 --> 02:03:14,836
ใช่ไหม จะพบมาก

1849
02:03:14,837 --> 02:03:18,837
ที่สุดในธรรมชาติเป็นองค์ประกอบของ

1850
02:03:18,838 --> 02:03:22,838
เซลลืพืช ผนังเซลล์พืชต่าง ๆ ที่อยู่ใน

1851
02:03:22,839 --> 02:03:26,839

1852
02:03:26,840 --> 02:03:30,840
ตัวนี้นะคะ Cellulose จะไม่สามารถ

1853
02:03:30,841 --> 02:03:34,841
ย่อยได้ด้วยเอนไซม์ในสัตว์ชั้นสูง แต่ Cellulose

1854
02:03:34,841 --> 02:03:38,841
มีเอนไซม์ Cell

1855
02:03:38,843 --> 02:03:42,843
โอเคนะ ใช้เป็นสาร  G

1856
02:03:42,844 --> 02:03:46,844
สารให้ความหนืดนะคะ Tigenning

1857
02:03:46,845 --> 02:03:50,845
ให้ความหนืดนะคะ

1858
02:03:50,846 --> 02:03:54,846
ในวัวในความก็มีจุลินทรีย์ Cellulase

1859
02:03:54,847 --> 02:03:58,847
มาย่อย Cellulose แต่คนนี่

1860
02:03:58,848 --> 02:04:02,848
ไม่มีเอนไซม์ Cellulese

1861
02:04:02,849 --> 02:04:06,849
เราก็กินทำไมมันไม่อ้วนสักที เราอยากอ้วนน่ะ กินผักแล้ว

1862
02:04:06,849 --> 02:04:10,849
อยากอ้วนน่ะ

1863
02:04:10,849 --> 02:04:14,849
ต่อไป

1864
02:04:14,851 --> 02:04:18,851
Hemicelluloses ใยอาหารครูจะ

1865
02:04:18,853 --> 02:04:22,853
ไม่ถามเยอะ ครูจะถามว่าให้ยกตัวอย่างสารอาหาร

1866
02:04:22,855 --> 02:04:26,855
ที่ละลายน้ำ และไม่ละลายน้ำ มาคนละ 1

1867
02:04:26,855 --> 02:04:30,855
แค่นั้น ข้อสอบนะคะ

1868
02:04:30,857 --> 02:04:34,857
Hemicelluloses มันคืออะไร เป็น

1869
02:04:34,858 --> 02:04:38,858
เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำนะคะ Hemicelluloses

1870
02:04:38,859 --> 02:04:42,859

1871
02:04:42,860 --> 02:04:46,860
นอกจาก Hemicelluloses แล้วก็มี

1872
02:04:46,862 --> 02:04:50,862
Pectins นะคะ Pectins

1873
02:04:50,863 --> 02:04:54,863
Pectins ก็มีมากในเปลือกส้ม เปลือกมะนาว

1874
02:04:54,867 --> 02:04:58,867
กากหัวบีท Pectins มีคุณสมบัติคล้าย

1875
02:04:58,869 --> 02:05:02,869
วุ้นใช้ทำแยม Pectins

1876
02:05:02,871 --> 02:05:06,871
เรารู้จัก Pectins ให้เรารู้แค่ว่า Pectins คือใยอาหารที่สามา

1877
02:05:06,873 --> 02:05:10,873
ที่ละลายน้ำได้ มีมากใน

1878
02:05:10,874 --> 02:05:14,874
เปลือกส้ม มะนาว กากแอปเปิล กากหัวบีท

1879
02:05:14,876 --> 02:05:18,876
มีคุณสมบัติคล้ายวุ้นใช้ทำแย้ม แค่นี้เอง

1880
02:05:18,876 --> 02:05:22,876
ไม่ต้องจำเยอะ อีกอันหนึ่ง

1881
02:05:22,878 --> 02:05:26,878
ที่จะต้องใช้ละลายได้ในน้ำเย็น แต่ไม่ละลาย

1882
02:05:26,879 --> 02:05:30,879
ในน้ำร้อน มันจะมีตัว Pectins นี่

1883
02:05:30,882 --> 02:05:34,882
เขาเรียกอะไรนะ ตัว Pactins ที่เป็นสีใส ๆ น่ะ

1884
02:05:34,883 --> 02:05:38,883
เขาเรียกอะไรนะ หลุยส์ จำได้ไหม

1885
02:05:38,887 --> 02:05:42,887
ที่มันเป็นสีใส ๆ น่ะ ใช้ทำพุดดิ้ง

1886
02:05:42,887 --> 02:05:46,887
มันเป็น Calajinan

1887
02:05:46,889 --> 02:05:50,889
เดี๋ยวครูจะสอน

1888
02:05:50,892 --> 02:05:54,892
เดี๋ยวครูจะพาทำ ไอ้นั้นน่ะ มันต้องมากวนในน้ำเย็นก่อน

1889
02:05:54,892 --> 02:05:58,892
มันจะใส่ในน้ำร้อนไม่ได้ บางคนคิดว่า

1890
02:05:58,894 --> 02:06:02,894
นี่ มันไม่ละลายเสียที ก็เอาไปต้มน้ำ

1891
02:06:02,895 --> 02:06:06,895
ให้มันอุ่น ๆ ดิ ไอ้ผงวุ้นมันจะได้ละลาย

1892
02:06:06,897 --> 02:06:10,897
คนก็เอาไปตั้งน้ำ ปรากฏว่ามันไม่ละลาย

1893
02:06:10,898 --> 02:06:14,898
ในน้ำร้อนแต่มันละลายในน้ำเย็น ยิ่งเย็นยิ่งละลาย

1894
02:06:14,900 --> 02:06:18,900
ไอ้ตัวนี้ ไอ้ตัวที่เขาใช้ทำแยมน่ะ

1895
02:06:18,901 --> 02:06:22,901
Pactins ให้หนูรู้จัก ว่า

1896
02:06:22,903 --> 02:06:26,903
มันคือใยอาหารที่ละลายน้ำตัวหนึ่ง ที่

1897
02:06:26,904 --> 02:06:30,904
ใช้ในการทำแยม ละลายได้ในน้ำเย็น

1898
02:06:30,905 --> 02:06:34,905
แต่ไม่ละลายในน้ำร้อน แค่นั้นเอง

1899
02:06:34,906 --> 02:06:38,906
Pactins

1900
02:06:38,909 --> 02:06:42,909
Cellulose อะไร

1901
02:06:42,910 --> 02:06:46,910
แตงโม Cellulose อะไร

1902
02:06:46,912 --> 02:06:50,912
ไม่ต้องจำหมดก็ได้ จดหมดไหม

1903
02:06:50,914 --> 02:06:54,914
จดไว้ก็ได้แต่ว่าจะจำได้ไหมล่ะ

1904
02:06:54,915 --> 02:06:58,915
จด หนูจด หนูจำได้ไหม จริงนะ

1905
02:06:58,917 --> 02:07:02,917
Pectins

1906
02:07:02,918 --> 02:07:06,918
เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำ ละลาย

1907
02:07:06,919 --> 02:07:10,919
น้ำได้ในน้ำเย็น ไม่ละลายในน้ำร้อน มีคุณสมบัติ

1908
02:07:10,919 --> 02:07:14,919
คล้ายวุ้น ใช้ทำแยม ครูจะถามนี่

1909
02:07:14,922 --> 02:07:18,922
ถามแค่นี้แต่ถ้าหนูอยากรู้น่ะ

1910
02:07:18,923 --> 02:07:22,923
อันอื่นครูอธิบายเป็นความรู้เฉย ๆ

1911
02:07:22,924 --> 02:07:26,924

1912
02:07:26,926 --> 02:07:30,926

1913
02:07:30,927 --> 02:07:34,927

1914
02:07:34,929 --> 02:07:38,929

1915
02:07:38,931 --> 02:07:42,931

1916
02:07:42,932 --> 02:07:46,932

1917
02:07:46,934 --> 02:07:50,934

1918
02:07:50,938 --> 02:07:54,938
ใกล้เสร็จแล้ว ใกล้เสร็จแล้ว

1919
02:07:54,940 --> 02:07:58,940
ต่อไป Gums Gums

1920
02:07:58,943 --> 02:08:02,943
ต่อไป Gums

1921
02:08:02,945 --> 02:08:06,945
Gums นี่ เป็นสาร Emultion เป็ส

1922
02:08:06,946 --> 02:08:10,946
ให้ความคงตัว มันจะใส่ในพวกไอศกรีม

1923
02:08:10,946 --> 02:08:14,946
ไอศกรีมจะใส่เป็นตัว Gums

1924
02:08:14,948 --> 02:08:18,948

1925
02:08:18,949 --> 02:08:22,949
ทำให้อาหารข้นหนืดนะคะ เป็น Prebiotics

1926
02:08:22,950 --> 02:08:26,950
นะคะ prebiotic คุ้น ๆ ไหมที่ครูบอกเมื่อกี้

1927
02:08:26,952 --> 02:08:30,952
Prebiotic เป็นอาหารของ Probiotic

1928
02:08:30,953 --> 02:08:34,953
นะคะ Gums ก็คือมี

1929
02:08:34,954 --> 02:08:38,954
ประโยชน์ต่อร่างกายนะคะ เป็นสาร

1930
02:08:38,955 --> 02:08:42,955
ให้ความคงตัว แล้วก็ให้ความข้นหนืด

1931
02:08:42,955 --> 02:08:46,955
เราจดแค่ว่า Gums เป็นใยอาหารที่

1932
02:08:46,956 --> 02:08:50,956
ละลายน้ำ จดเท่า Gums เป็นใยอาหารที่ละลายน้

1933
02:08:50,959 --> 02:08:54,959
เป็นสารให้ความคงตัวและทำให้

1934
02:08:54,960 --> 02:08:58,960
อาหารข้นหนืด เป้น prebiotic

1935
02:08:58,962 --> 02:09:02,962
ของแบคทีเรีย Probiotic ที่มีประโยชน์

1936
02:09:02,964 --> 02:09:06,964
จดเท่านี้ ใช้เป็นสารอีมัลชัน สารให้ความ

1937
02:09:06,965 --> 02:09:10,965
คงตัวนี่ สารให้ความคงตัว จดบรรทัด

1938
02:09:10,966 --> 02:09:14,966
3 บรรทัดสุดท้าย จด 3 บรรทัดสุดท้ายนะลูก

1939
02:09:14,967 --> 02:09:18,967
แล้วก็

1940
02:09:18,969 --> 02:09:22,969
จำว่า Gums นี่

1941
02:09:22,970 --> 02:09:26,970
เป็นใยอาหารที่ละลายน้ำ

1942
02:09:26,971 --> 02:09:30,971
นะคะ

1943
02:09:30,972 --> 02:09:34,972
Gums จะเป็นใยอาหารที่ละลายน้ำ

1944
02:09:34,975 --> 02:09:38,975

1945
02:09:38,976 --> 02:09:42,976

1946
02:09:42,976 --> 02:09:46,976

1947
02:09:46,979 --> 02:09:50,979

1948
02:09:50,981 --> 02:09:54,981

1949
02:09:54,982 --> 02:09:58,982

1950
02:09:58,984 --> 02:10:02,984

1951
02:10:02,986 --> 02:10:06,986

1952
02:10:06,987 --> 02:10:10,987

1953
02:10:10,989 --> 02:10:14,989

1954
02:10:14,991 --> 02:10:18,991

1955
02:10:18,992 --> 02:10:22,992

1956
02:10:22,992 --> 02:10:26,992

1957
02:10:26,994 --> 02:10:30,994

1958
02:10:30,996 --> 02:10:34,996

1959
02:10:34,999 --> 02:10:38,999

1960
02:10:39,001 --> 02:10:43,001

1961
02:10:43,002 --> 02:10:47,002

1962
02:10:47,006 --> 02:10:51,006

1963
02:10:51,008 --> 02:10:55,008

1964
02:10:55,010 --> 02:10:59,010

1965
02:10:59,012 --> 02:11:03,012

1966
02:11:03,014 --> 02:11:07,014

1967
02:11:07,018 --> 02:11:11,018

1968
02:11:11,021 --> 02:11:15,021
เสร็จหรือยังคะ

1969
02:11:15,023 --> 02:11:19,023
อีกนิดหนึ่งรอเพื่อนก่อน

1970
02:11:19,024 --> 02:11:23,024

1971
02:11:23,025 --> 02:11:27,025

1972
02:11:27,028 --> 02:11:31,028

1973
02:11:31,030 --> 02:11:35,030

1974
02:11:35,032 --> 02:11:39,032

1975
02:11:39,033 --> 02:11:43,033

1976
02:11:43,038 --> 02:11:47,038

1977
02:11:47,040 --> 02:11:51,040

1978
02:11:51,042 --> 02:11:55,042

1979
02:11:55,044 --> 02:11:59,044

1980
02:11:59,045 --> 02:12:03,045

1981
02:12:03,046 --> 02:12:07,046

1982
02:12:07,047 --> 02:12:11,047

1983
02:12:11,047 --> 02:12:15,047

1984
02:12:15,050 --> 02:12:19,050

1985
02:12:19,051 --> 02:12:23,051

1986
02:12:23,053 --> 02:12:27,053

1987
02:12:27,060 --> 02:12:31,060

1988
02:12:31,067 --> 02:12:35,067

1989
02:12:35,069 --> 02:12:39,069

1990
02:12:39,070 --> 02:12:43,070

1991
02:12:43,071 --> 02:12:47,071

1992
02:12:47,077 --> 02:12:51,077

1993
02:12:51,079 --> 02:12:55,079

1994
02:12:55,080 --> 02:12:59,080

1995
02:12:59,082 --> 02:13:03,082

1996
02:13:03,083 --> 02:13:07,083
เสร็จหรือยัง เสร็จแล้ว

1997
02:13:07,085 --> 02:13:11,085
อันนี้เป็นหน้าที่และคาร์โบไฮเดรตอันนี้ออกข้อสอบ

1998
02:13:11,087 --> 02:13:15,087
อยู่แล้ว เป็นแหล่งพลังงาน

1999
02:13:15,088 --> 02:13:19,088

2000
02:13:19,088 --> 02:13:23,088

2001
02:13:23,090 --> 02:13:27,090
อันนี้ออกข้อสอบแน่ ๆ จดมาสัก

2002
02:13:27,092 --> 02:13:31,092
3 ข้อ ที่เราจำได้ ครุบอกบอกความสพ

2003
02:13:31,093 --> 02:13:35,093
และประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรตมา 3 ข้อ

2004
02:13:35,094 --> 02:13:39,094
ใช่ เลือกเอาข้อที่เราน่าจะจำได้น่ะ

2005
02:13:39,095 --> 02:13:43,095

2006
02:13:43,096 --> 02:13:47,096

2007
02:13:47,097 --> 02:13:51,097

2008
02:13:51,100 --> 02:13:55,100

2009
02:13:55,101 --> 02:13:59,101

2010
02:13:59,103 --> 02:14:03,103

2011
02:14:03,106 --> 02:14:07,106

2012
02:14:07,107 --> 02:14:11,107

2013
02:14:11,111 --> 02:14:15,111

2014
02:14:15,113 --> 02:14:19,113

2015
02:14:19,114 --> 02:14:23,114

2016
02:14:23,116 --> 02:14:27,116

2017
02:14:27,119 --> 02:14:31,119

2018
02:14:31,122 --> 02:14:35,122
เลือกเอาคนละ 3 ข้อนะคะ ข้อสอบจะ

2019
02:14:35,125 --> 02:14:39,125
มี 3 ข้อ ให้นักเรียนบอกหน้าที่ และความสำคัญ

2020
02:14:39,126 --> 02:14:43,126
ให้นักเรียนบอกความสำคัญและประโยชน์ของคาร์โบไฮเดรต

2021
02:14:43,127 --> 02:14:47,127
เสร็จหรือยัง

2022
02:14:47,127 --> 02:14:51,127

2023
02:14:51,128 --> 02:14:55,128

2024
02:14:55,129 --> 02:14:59,129

2025
02:14:59,131 --> 02:15:03,131
แล้วไปอ่านมานะ

2026
02:15:03,135 --> 02:15:07,135
เดี๋ยวครูจะให้ทำข้อสอบ

2027
02:15:07,136 --> 02:15:11,136
ครูว่าถ้าครูให้สอบตอนนี้น่ะ ทำไม่ได้หรอก

2028
02:15:11,139 --> 02:15:15,139
ใช่ไหม ให้ไปทบทวนก่อน

2029
02:15:15,140 --> 02:15:19,140
ให้ไปทบทวนก่อน 1 อาทิตย์แล้วอาทิตย์หน้ามาสอบ

2030
02:15:19,142 --> 02:15:23,142
ทำไม

2031
02:15:23,143 --> 02:15:27,143
เหรอ

2032
02:15:27,144 --> 02:15:31,144
ไม่เป็นอะไร ให้มาสอบย้อนหลังเอานะคะ คน

2033
02:15:31,146 --> 02:15:35,146
ที่ไม่ได้มาสอบ ที่แบบว่ามีความจำเป็นจะต้อง

2034
02:15:35,148 --> 02:15:39,148
ลานะ ก็ให้โอกาสมาสอบ

2035
02:15:39,149 --> 02:15:43,149
มาสอบทีหลังได้

2036
02:15:43,150 --> 02:15:47,150
แต่ต้องบอกครูนะ ไม่อย่างนั้นครูจำไม่ได้ ไม่ได้สอบนะครับ

2037
02:15:47,150 --> 02:15:51,150
ครูไม่ได้สอนวิชาเดียว ครูสอนน้องปี 1

2038
02:15:51,151 --> 02:15:55,151
ด้วย ปี 2 ด้วย ปวช. 1 ปวช.2 ปวช.3

2039
02:15:55,152 --> 02:15:59,152
แล้วก็เป็น...

2040
02:15:59,155 --> 02:16:03,155
เป็นประโยชน์ของตัวเองนะคะ หนูจะต้อง

2041
02:16:03,156 --> 02:16:07,156
ต้องตามหน่อยนะ เป็นประโยชน์ของหนู

2042
02:16:07,157 --> 02:16:11,157

2043
02:16:11,158 --> 02:16:15,158

2044
02:16:15,160 --> 02:16:19,160
เสร็จหรือยังค่ะ แตงโมเสร

2045
02:16:19,163 --> 02:16:23,163
เสร็จแล้วค่ะ ครู (อาจารย์ชุติมณฑน์) แตงโมเสร็จหรือยังคะ

2046
02:16:23,166 --> 02:16:27,166
เอา 3 ข้อนะลูก

2047
02:16:27,167 --> 02:16:31,167
3 ข้อที่คิดว่าตัวเองจะจำได้ ไปเติมในข้อสอบ 3 ข้อ

2048
02:16:31,168 --> 02:16:35,168
โอเค

2049
02:16:35,169 --> 02:16:39,169
เหนื่อยหรือยัง เหนื่อยหรือยังคะ

2050
02:16:39,171 --> 02:16:43,171
โอเค โอเค เดี๋ยวสไลดืสุดท้ายแล้ว

2051
02:16:43,171 --> 02:16:47,171
สไลด์สุดท้าย

2052
02:16:47,173 --> 02:16:51,173

2053
02:16:51,174 --> 02:16:55,174

2054
02:16:55,175 --> 02:16:59,175

2055
02:16:59,176 --> 02:17:03,176
เสร็จจากเรียนวิชาครูแล้วไปไหน

2056
02:17:03,177 --> 02:17:07,177

2057
02:17:07,178 --> 02:17:11,178
ไปไหน

2058
02:17:11,179 --> 02:17:15,179

2059
02:17:15,180 --> 02:17:19,180

2060
02:17:19,182 --> 02:17:23,182
จากนี่ไปงานมันไกลไหมลูก

2061
02:17:23,186 --> 02:17:27,186
เสร็จหรือยังคะ

2062
02:17:27,187 --> 02:17:31,187
เสร็จแล้ว ต่อไป

2063
02:17:31,189 --> 02:17:35,189
อันสุดท้ายแล้วก็คือแหล่งของคาร์โบไฮเดรตนะคะ

2064
02:17:35,191 --> 02:17:39,191
จะมีมาก

2065
02:17:39,192 --> 02:17:43,192
ในเมล็ดธัญพืชนะคะ ในรูปของแป้งนะคะ

2066
02:17:43,194 --> 02:17:47,194
อันนี้ไม่ต้องจำหรอก

2067
02:17:47,194 --> 02:17:51,194
จะเป็นแหล่งของ.. แหล่งของคาร์โบไฮเดรตก็ได้

2068
02:17:51,196 --> 02:17:55,196
จะเป็นในรูปของแป้ง จำก็ได้ แหล่งคาร์โบไฮเดรตจะอยู่ใ

2069
02:17:55,196 --> 02:17:59,196
รูปของแป้ง

2070
02:17:59,204 --> 02:18:03,204
เป็นพวก

2071
02:18:03,205 --> 02:18:07,205
เมล็กธัญพืชนะคะ เป็นพืชหัว

2072
02:18:07,206 --> 02:18:11,206
เป็นต้นนะคะ จะมีอยู่เยอะ

2073
02:18:11,207 --> 02:18:15,207

2074
02:18:15,208 --> 02:18:19,208
เสร็จแล้วนะ

2075
02:18:19,211 --> 02:18:23,211
แล้วก็จะเป็นแหล่งคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ใช้เป็น เป็น Non st

2076
02:18:23,215 --> 02:18:27,215
ก็พวกใยอาหารนะคะ จะพบมากในไหน

2077
02:18:27,217 --> 02:18:31,217
ข้าวสาลี ข้าวโพด ข้าว ข้าวโอ้ต ข้าว

2078
02:18:31,219 --> 02:18:35,219
ไม่ขัดสี ข้าวบาเล่  ข้าว

2079
02:18:35,220 --> 02:18:39,220
จะเป็นแหล่งของคาร์โบไฮเดรตที่ไม่ใช้แป้ง

2080
02:18:39,222 --> 02:18:43,222
แล้วก็จะไปดูว่าแหล่งของใยอาหาร ก็คือใยอาหารนะ

2081
02:18:43,223 --> 02:18:47,223
คาร์โบไฮเดรตส่วนใหญ่ที่ไม่ใช่แป้งจะเป็น

2082
02:18:47,225 --> 02:18:51,225
ใยอาหารที่ละลายน้ำ มันจะมี 2 แบบ ละลายน้ำ

2083
02:18:51,226 --> 02:18:55,226
กับไม่ละลายน้ำนะคะ แล้วดูว่า

2084
02:18:55,227 --> 02:18:59,227
ที่ไม่ละลายน้ำมีอะไรบ้าง

2085
02:18:59,227 --> 02:19:03,227
ให้หนูจด จดภาษาไทยก็ได้

2086
02:19:03,229 --> 02:19:07,229
อันนี้เป็น Ho

2087
02:19:07,231 --> 02:19:11,231
เป็นขนมปังไม่ขัดสี ขนมปังพวกโฮวีตนะคะ

2088
02:19:11,232 --> 02:19:15,232
พวกอาหารซีเรียล รู้จักไหม เป็น...

2089
02:19:15,232 --> 02:19:19,232
แหล่งของเส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ จด

2090
02:19:19,234 --> 02:19:23,234
เป็นภาษาไทย 1. ขนมปังโฮลว

2091
02:19:23,235 --> 02:19:27,235
2. ซีเรียล

2092
02:19:27,236 --> 02:19:31,236
พวกธัชพืช

2093
02:19:31,238 --> 02:19:35,238
ไม่ขัดสี 1. ขนมปังโฮลวีต

2094
02:19:35,240 --> 02:19:39,240
2. ธัญพืชไม่ขัดสี

2095
02:19:39,242 --> 02:19:43,242
แหล่งของเส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำ 1. ขนมปังโฮวีต

2096
02:19:43,243 --> 02:19:47,243
2. ธัญพืชไม่ขัดสี

2097
02:19:47,244 --> 02:19:51,244
เสร็จหรือยัง

2098
02:19:51,246 --> 02:19:55,246
ธัญพืชไม่ขัดสี

2099
02:19:55,248 --> 02:19:59,248
ธัญพืช

2100
02:19:59,250 --> 02:20:03,250
ไม่ขัดสี

2101
02:20:03,252 --> 02:20:07,252
แล้วก็แอปเปิล แล้วก็

2102
02:20:07,252 --> 02:20:11,252
กล้วย จดตามสิ

2103
02:20:11,254 --> 02:20:15,254
จะให้เลือกมาข้อสอบที่ครูออกไว้ ครูจะให้เลือก

2104
02:20:15,254 --> 02:20:19,254
มาว่า ให้ยกตัวอย่าง

2105
02:20:19,256 --> 02:20:23,256
ให้ยกตัวอย่างอาหารที่

2106
02:20:23,257 --> 02:20:27,257
เป็นแหล่งขอเส้นใยอาหารที่ไม่ละลายน้ำคนละ 5 อย่าง

2107
02:20:27,260 --> 02:20:31,260
แล้วที่ละลายน้ำอีก 5 อย่าง

2108
02:20:31,261 --> 02:20:35,261
คือ ข้อสอบ ข้อสอบให้ยกตัวอย่าง

2109
02:20:35,262 --> 02:20:39,262
ใยอาหารที่ละลายน้ำ 5 ชนิดว่า

2110
02:20:39,264 --> 02:20:43,264
มันมาอยู่ในพืชอะไร กล้วย แอปเปิล ข้า่ว ข้าวไม่ขัดสี

2111
02:20:43,267 --> 02:20:47,267
อะไรอย่างนี้ให้ตอบมา

2112
02:20:47,268 --> 02:20:51,268
5 อย่าง ละลายน้ำ 5 อย่าง กับไม่

2113
02:20:51,270 --> 02:20:55,270
ละลายน้ำ 5 อย่าง

2114
02:20:55,273 --> 02:20:59,273
แอปเปิล แล้วยัง

2115
02:20:59,275 --> 02:21:03,275
กล้วยจดหรือยัง กล้วย ข้าว

2116
02:21:03,276 --> 02:21:07,276
ข้าว ข้าวไม่ขัดสี

2117
02:21:07,276 --> 02:21:11,276
ข้าวไม่ขัดสี พวกข้าวกล้อง ข้าวหอมมะลิน่ะ (อาจารย์ชุติมณฑน์)

2118
02:21:11,279 --> 02:21:15,279
ข้าวหอมมะลิ

2119
02:21:15,280 --> 02:21:19,280
ข้าวหอมมะลิแบบไหนลูก แบบข้าวหอมมะลิเป็นข้าวกล้อง

2120
02:21:19,281 --> 02:21:23,281
ก็ได้ ข้าวกล้องหอมมะลิก็ได้

2121
02:21:23,282 --> 02:21:27,282
ไรซ์เบอร์รี

2122
02:21:27,283 --> 02:21:31,283
ที่มันเป็นสีม่วง ๆ

2123
02:21:31,286 --> 02:21:35,286
อันนั้นก็มีเป็นแหล่งของใยอาหาร

2124
02:21:35,287 --> 02:21:39,287
แต่ถ้ามันขัดสี

2125
02:21:39,288 --> 02:21:43,288
มันก็จะไม่มี มันก็จะไม่ค่อยมี

2126
02:21:43,289 --> 02:21:47,289
ใยอาหารเท่าไร ถ้ามันเป็นข้าวกล้องน่ะ ที่

2127
02:21:47,290 --> 02:21:51,290
มันขัดขัดแค่เปลือกนอกน่ะ

2128
02:21:51,293 --> 02:21:55,293
ยังไม่ได้เอาเปลือกหุ้มออก อันนั้นมีใยอาหาร

2129
02:21:55,294 --> 02:21:59,294
เยอะ ส่วนที่แบบเป็นข้าวขาวน่ะ

2130
02:21:59,296 --> 02:22:03,296
อันนั้นน่ะ ใยอาหารน้อย แทบจะไม่มี มีแต่แป้ง

2131
02:22:03,297 --> 02:22:07,297
แล้วก็

2132
02:22:07,298 --> 02:22:11,298
Cabbag Famil ตระกูล

2133
02:22:11,299 --> 02:22:15,299
ของกะหล่ำปลี

2134
02:22:15,299 --> 02:22:19,299
เขียนไปว่ากะหล่ำปลี

2135
02:22:19,300 --> 02:22:23,300
แล้วก็ถั่วเขียว

2136
02:22:23,301 --> 02:22:27,301

2137
02:22:27,302 --> 02:22:31,302

2138
02:22:31,306 --> 02:22:35,306
แล้วก็ Pears อันนี้จะเป็นถั

2139
02:22:35,309 --> 02:22:39,309
พวกถั่วลันเตา พวกถั่ว...

2140
02:22:39,311 --> 02:22:43,311
เขาเรียกถั่วยาว ๆ อะไรอย่างนี้

2141
02:22:43,312 --> 02:22:47,312

2142
02:22:47,314 --> 02:22:51,314

2143
02:22:51,316 --> 02:22:55,316
แล้วก็พวกเมล็ดธัญพืชต่าง ๆ สตอร์

2144
02:22:55,319 --> 02:22:59,319
มะเขือเทศ

2145
02:22:59,321 --> 02:23:03,321

2146
02:23:03,322 --> 02:23:07,322
แล้วก็เมล็ดธัญพืช พวกเมล็ด

2147
02:23:07,323 --> 02:23:11,323
เมล็ก อาหารนกน่ะลูก

2148
02:23:11,324 --> 02:23:15,324
ที่นก ๆ ชอบกิน มันจะมีสารอาหารที่ละลาย

2149
02:23:15,326 --> 02:23:19,326
อยู่

2150
02:23:19,327 --> 02:23:23,327
โอเคนะ ต่อไปสไลด์สุดท้าย จดเสร็จยัง

2151
02:23:23,329 --> 02:23:27,329

2152
02:23:27,329 --> 02:23:31,329
มะเขือเทศ สตรอว์เบอร์รี จดไปหรือยัง

2153
02:23:31,331 --> 02:23:35,331
ต่อไปจะเป็นแหล่งของ

2154
02:23:35,332 --> 02:23:39,332
ใยอาหารที่ละลายน้ำ พวกข้าวโอ๊ต

2155
02:23:39,333 --> 02:23:43,333
Apples กล้วย

2156
02:23:43,336 --> 02:23:47,336
ข้าวบาเลต์

2157
02:23:47,337 --> 02:23:51,337

2158
02:23:51,340 --> 02:23:55,340
มะเขือเทส

2159
02:23:55,342 --> 02:23:59,342
มะเขือเทศ

2160
02:23:59,343 --> 02:24:03,343

2161
02:24:03,344 --> 02:24:07,344

2162
02:24:07,348 --> 02:24:11,348

2163
02:24:11,349 --> 02:24:15,349

2164
02:24:15,351 --> 02:24:19,351
เสร็จหรือยัง

2165
02:24:19,352 --> 02:24:23,352

2166
02:24:23,355 --> 02:24:27,355
สาลี่

2167
02:24:27,358 --> 02:24:31,358

2168
02:24:31,360 --> 02:24:35,360
บล็อคโครี

2169
02:24:35,363 --> 02:24:39,363
เมล็ดถั่ว

2170
02:24:39,367 --> 02:24:43,367
ลูกพรุน แครร์รอต

2171
02:24:43,368 --> 02:24:47,368

2172
02:24:47,370 --> 02:24:51,370
ผลไม้ที่มีรสเปรี้ยว แล้วก็

2173
02:24:51,371 --> 02:24:55,371
องุ่น

2174
02:24:55,373 --> 02:24:59,373

2175
02:24:59,374 --> 02:25:03,374

2176
02:25:03,376 --> 02:25:07,376
เสร็จหรือยัง

2177
02:25:07,377 --> 02:25:11,377
นี่ครูก็จะให้ยกตัวอย่างใยอาหารที่ละลายน้ำ ใยอาหาร

2178
02:25:11,378 --> 02:25:15,378
ที่ไม่ละลายน้ำ

2179
02:25:15,380 --> 02:25:19,380
ต่อไปเสร็จแล้วนะ เป็น

2180
02:25:19,381 --> 02:25:23,381
ปริมาณของคาร์โบไฮเดรตที่ควรได้รับ นี่

2181
02:25:23,382 --> 02:25:27,382
ควรกินข้าวหรือแป้งวันละ

2182
02:25:27,384 --> 02:25:31,384
8-12 ทัพพี ไม่ใช่

2183
02:25:31,386 --> 02:25:35,386
ต่อมื้อนะลูก ต่อวันนะ

2184
02:25:35,387 --> 02:25:39,387
ผักเท่าไร ข้าว เห็นไหม

2185
02:25:39,388 --> 02:25:43,388
คาร์โบไฮเดรตนี่ ร่างกายต้องการเยอะอยู่

2186
02:25:43,389 --> 02:25:47,389
แล้วก็ต่อไปก็ผัก ประมาณ 4-6

2187
02:25:47,392 --> 02:25:51,392
ทัพพี ผลไม้ 3-6 ส่วน

2188
02:25:51,392 --> 02:25:55,392
วันละ 1-2 แก้ว เนื้อสัตว์ 6

2189
02:25:55,394 --> 02:25:59,394
-12 ช้อนกินข้าวเองลูก

2190
02:25:59,395 --> 02:26:03,395
ช้อนกินข้าวนะ แล้วก็น้ำมัน น้ำตาล

2191
02:26:03,397 --> 02:26:07,397
เกลือวันละน้อย ๆ พวกเนื้อสัตว์น่ะ

2192
02:26:07,398 --> 02:26:11,398
มันทำให้ร่างกายได้รับโปรตีนครบทุกขนิดนะคะ

2193
02:26:11,399 --> 02:26:15,399
ร่างกายที่โปรตีนที่จำเป็นต่อร่างกาย

2194
02:26:15,400 --> 02:26:19,400
มันทำให้เราน่ะ ได้ครบนะคะ แต่ว่าถ้ากินใน

2195
02:26:19,401 --> 02:26:23,401
ปริมาณมาก ๆ มันก็ไปเกิดปฏิกิริยาในร่างกาย

2196
02:26:23,402 --> 02:26:27,402
เกิดออกซิเดชัน เกิดอนุมูลอิสระใด ๆ

2197
02:26:27,403 --> 02:26:31,403
มันเกิดส่วนเกินน่ะ โปรตีน

2198
02:26:31,404 --> 02:26:35,404
ส่วนเกิน ไขมันส่วนเกินในร่างกายได้นะคะ เวลา

2199
02:26:35,405 --> 02:26:39,405
ทานอาหารน่ะ เราจะต้องรู้จักคิด

2200
02:26:39,406 --> 02:26:43,406
ว่าเราจะกินอะไรอย่างนี้

2201
02:26:43,407 --> 02:26:47,407
ก็ถ้าเกิดไป

2202
02:26:47,410 --> 02:26:51,410
คำนวณอาหารให้ผู้บริโภคนะคะ ก้ต้องคำนวณตามนี้

2203
02:26:51,411 --> 02:26:55,411
ผู้บริโภคหรือว่าใครจะเป็นนักโภชนาการของ

2204
02:26:55,412 --> 02:26:59,412
ตามบริษัท ตามอะไรที่เขาจ้างนะ ตามหน่วยงานราชการ

2205
02:26:59,414 --> 02:27:03,414
บริษัท AIS บริษัท Dtac ก็ต้องคำนวณ

2206
02:27:03,416 --> 02:27:07,416
มื้อหนึ่งนี่ ควรกินข้าว 2 ทัพพีนะ ไม่ควรเกิน

2207
02:27:07,417 --> 02:27:11,417
3 ทัพพีนะ 3 3 เป็น 9 แล้ว

2208
02:27:11,418 --> 02:27:15,418
ก็ไม่ควรเป็น 3 ทัพพีต่อมื้อ ผัก

2209
02:27:15,420 --> 02:27:19,420
เท่าไร แต่ละมื้อก็ต้องมีอาหารให้ครบทุกหมู่

2210
02:27:19,421 --> 02:27:23,421
นะลูกนะ โอเค น้ำมัน

2211
02:27:23,422 --> 02:27:27,422
ก็ยังจำเป็นต่อร่างกายนะลูก อาทิตย์หน้านะคะ

2212
02:27:27,423 --> 02:27:31,423
จะเรียนเรื่องระบบย่อยอาหาร

2213
02:27:31,425 --> 02:27:35,425
เอากินคาร์โบไฮเดรต

2214
02:27:35,426 --> 02:27:39,426
อะไรในการย่อยคาร์โบไฮเดรตบ้างหรือเปล่า มีเอนไซมือะไร

2215
02:27:39,427 --> 02:27:43,427
ตับ มีส่วนช่วยอะไรในการช่วยย่อยอาหาร เข้าไปในกระเพาะ กระเพาะ

2216
02:27:43,428 --> 02:27:47,428
มีกรดอะไร

2217
02:27:47,429 --> 02:27:51,429
แต่ทีนี้ตอนแรกนะ

2218
02:27:51,431 --> 02:27:55,431
ครูว่าจะให้พวกเรามีโครงงาน อยากให้ปั่น

2219
02:27:55,432 --> 02:27:59,432
ให้เสร็จก่อนนะ เพราะว่ามันตรงกับคาบครูพอดี

2220
02:27:59,432 --> 02:28:03,432
แล้วเราต้องส่งโครงร่างโครงงาน

2221
02:28:03,434 --> 02:28:07,434
ใครยังไม่ได้ชื่อโครงงานบ้าง ใครยังไม่ได้ชื่อโครงงาน

2222
02:28:07,435 --> 02:28:11,435
ยังไม่ได้เรื่อง ยังไม่รู้จะทำโครงงาน

2223
02:28:11,437 --> 02:28:15,437
ทำอะไร โครงงานอะไร ไม่ใช้ได้แล้วเหรอ

2224
02:28:15,441 --> 02:28:19,441
เราคู่กับบีมใช่ไหม

2225
02:28:19,442 --> 02:28:23,442
เดี๋ยวอย่างไรก็

2226
02:28:23,443 --> 02:28:27,443
ค่อยคุยกับครู แต่ว่ามันจะต้อง ฟัง

2227
02:28:27,445 --> 02:28:31,445
เราจะต้องทำร่างโครงงาน

2228
02:28:31,446 --> 02:28:35,446
วิจัยนะลูก ไปส่งกับฝ่าย

2229
02:28:35,447 --> 02:28:39,447
วิชาการนะคะ จะต้องมีชื่อเรื่อง

2230
02:28:39,448 --> 02:28:43,448
วตถุประสงค์ ที่มาและความสำคัยนะคะ

2231
02:28:43,449 --> 02:28:47,449
นะคะ สมมติฐานงานวิจัย ว่าเราทำ

2232
02:28:47,449 --> 02:28:51,449
ทำไมต้องทำ เราจะศึกษาอะไรบ้าง

2233
02:28:51,451 --> 02:28:55,451
เดี๋ยวครูจะให้แบบฟอร์มไปนะคะ วันจันทร์

2234
02:28:55,452 --> 02:28:59,452
วันจันทร์นะคะ แล้ววันศุกร์ต้องเสร็จ อาจจะไม่ได้เข้า

2235
02:28:59,452 --> 02:29:03,452
มาในห้องนี้ ครูอาจจะให้เราน่ะอยู่แผนก ให้เราพิมพ์

2236
02:29:03,454 --> 02:29:07,454
งานนะคะ มีใครมี Notebook ไหม

2237
02:29:07,454 --> 02:29:11,454
มันจะต้องใช้โน้ตบุก มี

2238
02:29:11,455 --> 02:29:15,455
น้อยหน่าใช่ไหม แสดงว่าเรามีอยู่แค่ 2 เครื่อง

2239
02:29:15,456 --> 02:29:19,456
เรามีอยู่แค่ 2 เครื่องเองนะคะ ดังนั้น

2240
02:29:19,459 --> 02:29:23,459
เราจะต้องจัดสรรการใช้ให้เกิดประโยชน์นะคะ

2241
02:29:23,461 --> 02:29:27,461
แล้วก็จะต้องส่งครู

2242
02:29:27,461 --> 02:29:31,461
ให้เสณ้จภายในศุกร์หน้า

2243
02:29:31,463 --> 02:29:35,463
เพราะว่าเราไม่มีคอมฯ น่ะลูก อีก 3 เครื่องอยู่ที่

2244
02:29:35,464 --> 02:29:39,464
ห้องแปรรูป เห็นไหม ไอ้

2245
02:29:39,465 --> 02:29:43,465
ตัวสไลด์น่ะ ไอ้ตัวที่เปิดโพรเจกเตอร์น่ะ

2246
02:29:43,466 --> 02:29:47,466
มี 3 เครื่องแล้ว เรามีกี่กลุ่ม 3 กลุ่ม

2247
02:29:47,467 --> 02:29:51,467
มันก็จะมีอีกกลุ่มหนึ่งที่จะต้องใช้คอมผู้สูงอายุ

2248
02:29:51,468 --> 02:29:55,468
เดี๋ยวครูจะเอาคอมมาให้ใช้

2249
02:29:55,471 --> 02:29:59,471

2250
02:29:59,472 --> 02:30:03,472

2251
02:30:03,473 --> 02:30:07,473
นั่นแหละค่ะ ก็จบแล้วสำหรับวันนี้นะคะ

2252
02:30:07,474 --> 02:30:11,474
ก็หวังว่านักเรียนจะจำ

2253
02:30:11,476 --> 02:30:15,476
สิ่งที่คุณครูสอนนะคะ จำให้ได้แล้วก็นำความรู้เอาไปใช้นะคะ

2254
02:30:15,477 --> 02:30:19,477
แล้วข้อสอบครูก็บอกกทุกข้อแล้ว ต้องทำให้ได้

2255
02:30:19,478 --> 02:30:23,478
โอเคค่ะ ขอบคุณพี่ล่ามด้วยค่ะ ขอบคุณค่ะ

2256
02:30:23,479 --> 02:30:27,479

2257
02:30:27,480 --> 02:30:31,480

2258
02:30:31,482 --> 02:30:35,482

2259
02:30:35,484 --> 02:30:39,484

2260
02:30:39,486 --> 02:30:43,486

2261
02:30:43,492 --> 02:30:47,492
[สิ้นสุดการถอดความ]

2262
02:30:47,496 --> 02:30:51,496

2263
02:30:51,500 --> 02:30:55,500

2264
02:30:55,501 --> 02:30:59,501

2265
02:30:59,504 --> 02:31:03,504

2266
02:31:03,506 --> 02:31:07,506

2267
02:31:07,508 --> 02:31:11,508

2268
02:31:11,510 --> 02:31:15,510

2269
02:31:15,511 --> 02:31:18,510

2270
02:31:19,512 --> 02:31:22,516

2271
02:31:27,516 --> 02:31:30,518

2272
02:31:31,518 --> 02:31:34,519

2273
02:31:35,520 --> 02:31:38,523

2274
02:31:39,522 --> 02:31:42,527

2275
02:31:43,524 --> 02:31:46,528

2276
02:31:47,528 --> 02:31:50,530

2277
02:31:51,530 --> 02:31:54,532

2278
02:31:55,531 --> 02:31:58,534

2279
02:31:59,533 --> 02:32:02,536

2280
02:32:03,535 --> 02:32:06,538

2281
02:32:07,538 --> 02:32:10,541

2282
02:32:11,540 --> 02:32:14,542

2283
02:32:15,542 --> 02:32:18,547

2284
02:32:19,547 --> 02:32:22,550

2285
02:32:23,550 --> 02:32:26,552

2286
02:32:27,552 --> 02:32:30,555

2287
02:32:31,555 --> 02:32:34,558

2288
02:32:35,557 --> 02:32:38,560

2289
02:32:39,558 --> 02:32:42,561

2290
02:32:43,562 --> 02:32:46,564

2291
02:32:47,563 --> 02:32:50,564

2292
02:32:51,565 --> 02:32:54,565

2293
02:32:55,567 --> 02:32:58,569

2294
02:32:59,568 --> 02:33:02,569

2295
02:33:03,570 --> 02:33:06,572

2296
02:33:07,572 --> 02:33:10,572

2297
02:33:11,575 --> 02:33:14,576

2298
02:33:15,577 --> 02:33:18,580

2299
02:33:19,579 --> 02:33:22,583

2300
02:33:23,581 --> 02:33:26,584

2301
02:33:27,583 --> 02:33:30,585

2302
02:33:31,586 --> 02:33:34,589

2303
02:33:35,588 --> 02:33:38,591

2304
02:33:39,591 --> 02:33:42,594

2305
02:33:43,594 --> 02:33:46,597

2306
02:33:47,595 --> 02:33:50,598

2307
02:33:51,598 --> 02:33:54,599

2308
02:33:55,600 --> 02:33:58,603

2309
02:33:59,602 --> 02:34:02,604

2310
02:34:03,604 --> 02:34:06,606

2311
02:34:07,607 --> 02:34:10,609

2312
02:34:11,609 --> 02:34:14,611

2313
02:34:15,611 --> 02:34:18,612

2314
02:34:19,613 --> 02:34:22,614

2315
02:34:23,618 --> 02:34:23,619

2316
02:34:27,619 --> 02:34:27,621

2317
02:34:35,624 --> 02:34:35,625

2318
02:34:31,622 --> 02:34:31,623


