(ดร.วงศกร) ครับผม ถ้าพร้อมแล้วขอเรียนเชิญทุกท่านขึ้นบนเวทีได้เลยนะครับ เรามีเวลากัน 1 ชั่วโมงนะครับอาจารย์ครับ แล้วก็ช่วงแรก ผมคิดว่า พี่ ๆ น้อง ๆ พนักงาน สวทช. นี่อยากให้อาจารย์ ผพว. ทบทวนให้เราสักนิดหนึ่งนะครับ ในเรืของหมู่บ้านทำไมนะ สวทช. เราต้องทำตัว BCG Implementation BCG Battle หรือเรื่องของCore Business ครับ มันมีมิติอย่างไร เรียนเชิญครับ ครับ (ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ) ครับ ก็พบกันครั้งที่ 2 ในรอบเดือนนะครับ ซึ่งจะแปลกกว่าทุกครั้งที่เราขยับ NSTDA Direction ไปเดือนหน้า แล้วเราก็ขยับ NSTDA Day มาก่อน เพราะว่าวิเคราะห์กันแล้วว่าเดือนนี้คงอยากพบกันนะครับ ในเรื่องของตอนท้ายอย่าเพิ่งเบื่อหน้ากันนะครับ กลัวจะเบื่อว่าเดี๋ยวเป็นเดี่ยวไมโครโฟน ประกอบกับมีทีมมาช่วยกันเล่านะครับ ประกอบกับเรื่องของที่เราเป็นห่วงกันเยอะ ผมก็ได้รับ feedback จากพวกเรานะครับ เราก็ไม่ได้นิ่งดูดาย เราก็พยายามขยับตามทุกมคอมเมนต์ที่พวกเราพยายามให้ข้อมูลกันมา แล้วก็ปัญหาของการทำงานข้างในนะครับที่เวลาปรับเปลี่ยนแล้ว มันไม่ค่อยซิงค์กันน่ะ ท่าน ผพว. บอกอยากทำอันนี้ แต่ข้างในไม่มีกลไหให้ช่วยทำก็เอาคนที่อาจจะช่วยกันสร้างกลไกมา เวลาข้อความมาทางนี้จะได้ไปทางนี้บ้างนะครับ (ดร.วงศกร) มาช่วยอาจารย์นะครับ (ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ) เพราะว่าคนเหล่านี้ครับ คือคนที่จะช่วยกันดูกลไกล มีคนหนึ่งนั่งก้มตาอยู่คุณผู้ช่วยมนัสชัยจะดูในเรื่องของ HR การจะขับเคลื่อน BCG Implementation เล่าย้อนว่าทำทำไม ทำไมต้องทำนะครับ ดีขึ้นไหมครับทีนี้ ทำไมต้องทำ BCG Implementation ก็ถ้าเราย้อนกลับไปดูตัว พรบ. การจัดตั้ง สวทช. ก็ดูชัด ๆ เลย ไปอ่าน อ่านแบบไม่เข้าข้างตัวเองน่ะ อ่านในส่วนของคนชาวบ้านเขาอ่านกันก็จะเห็นว่าตัว สวทช. น่ะเป็นความหวังของประเทศ ในการที่จะ... ถ้าหมู่บ้านใหญ่ คือ ทั้งประเทศไทย หวังว่าอยากที่จะมีองค์กรนี่เพื่อที่จะเป็นตัวอุ้มชูของหมู่บ้าน มีความรู้วิทยาศาสตร์ดี ๆ อะไรองค์กรนี้ก็จะเป็น Brain ของประเทศ มีอยู่ต่างประเทศ องค์กรนี้ก็จะไป Import เทคโนโลยี เข้ามาแต่ไม่ได้ Import เข้ามาแล้วอยู่ในองค์กรนี้เฉย ๆ แต่ import เพื่อพัฒนาการของหมู่บ้านใหญ่ ก็คือประเทศไทยเรา ดังนั้น ในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา เราทำได้ดีมากเลยในการสร้างความสามารถของคนในองค์กร ผมมา ยิ่งปี 1 ยิ่งมีเรื่องใหม่ ๆ ให้รู้เยอะว่าคน สวทช. เก่งหลายมุม เก่งหลายด้าน อยู๋ตามซอกหลืบมุมต่าง ๆ ไปพลิกตรงไหนก็เก่งนะครับ ไปข้างนอกเขาก็บอกมีคนนั้นเก่งอยู่ในซอกมุมนั้น ผมก็ไปหา คนนี้เก่งอยู่ในซอกมุมนี้ ถามว่าเรื่องนั้น เขามาถาม บางทีผมเป็นผู้อำนวยการผมยัง สวทช. ทำเรื่องนี้ด้วยเหรอ ก็ไปไล่ถามทีม มี แล้วก็ไปหา ก็เจอนะครับ แต่เรื่องใหญ่ คือ สิ่งเหล่านี้มันเก่ง มันดี มันอยู่ตรงเรา แต่ว่าประเทศยังไม่ได้ใช้เท่าที่ควร บางทีได้ใช้ แต่ได้ใช้ ฟาร์มหนึ่ง หมู่บ้านหนึ่ง แต่ประเทศไทยมันใหญ่มาก เราจะต้องมาหากลวิธีว่าทำอย่างไรมวลรวมของประเทศจะได้ใช้เรา ทำอย่างไรเราจะไปทำหน้าที่มวลรวมของประเทศอยากจะเอาเทคโนโลยี อยากจะเอาวิทยาศาสตร์ไปใช้นะครับ ซึ่งตรงนี้เป็นอะไรที่ผมเชื่อว่าทุกคนพร้อมที่จะทำ แล้วก็ผมเชื่อว่าทุกคนทำได้ แบบหน้าที่ของพวกเราทีมบริหารคือ ทำอย่างไรจะสร้างกลไกให้พวกเราได้ไปทำตรงนั้นนะครับ เพราะว่าแต่ละคนนี่ เก่งแต่ละด้าน แต่ละคนให้ไปทำตรงนั้นมันแบกทั้งประเทศไม่ไหว แม้แต่ในเรื่องของที่เราบอกว่าเราถนัด เราคนเดียวก็ไม่ได้มีความสามารถไปแบกประเทศขนาดนั้นนะครับ ดังนั้น ถ้าเราสร้างกลไกนี้สำเร็จคือในสวทช.เรา เวลาจะแก้ปัญหาเรื่องหนึ่ง อย่าให้นักวิจัยแต่ละคนไปคนเดียว เราต้องไปเป็นทีม ทีมที่รู้หลาย ๆ ด้าน ที่จำเป็น ที่ต้องใช้เพื่อในการที่จะไปทำเรื่องนั้น ๆ แล้วก็ทีมบริหารก็ไม่ใช่มองแต่ว่า เดี๋ยวเราฝึกนักวิจัยเราเก่ง แล้วนักวิจัยเราจะไปแก้ปัญหาได้เอง มันไม่ง่ายขนาดนั้นครับ เพราะว่ามันต้องสร้างยุทธวิธีของแต่ละเรื่องที่ให้ไปให้ถึงเกิดการแก้ปัญหานั้นของประเทศ หรือเกิดการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปถูกใช้ในหน่วยงานที่เกี่ยวข้องถูกไหมครับ ประเทศเรามีกระทรวงต่าง ๆ อยู่เยอะแล้วก็กระทรวงต่าง ๆ มีหน้าที่ที่รับผิดชอบ เราไปแย่งเขาทำหมดไม่ได้ ในเรื่องที่เขาทำ เขาเองจะมาสร้างวิทยาศาสตร์อยู่ในกระทรวงของเขาเอง จะสร้างเทคโนโลยีอยู่ในกระทรวงของเขาเอง ประเทศเราไม่ได้ร่ำรวยขนาดนั้นที่จะเหมือน สวทช.อยู่ในทุกกระทรวง เพื่อที่จะทำได้ ดังนั้น เรามีตรงนี้ของเราแล้ว ทำอย่างไรเราจะผันไปเป็นที่เอาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีไปให้กระทรวงต่าง ๆ ใช้ได้ ทำอย่างไรเราจะเป็นหน่วยงานทางด้าน วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่ทำให้อุตสาหกรรมได้ประโยชน์จากการที่ใช้ฐานของเรา ต่างประเทศเข้ามาเขาเหลือบมองอันแรกเลย คือ ไทยนี่ เป็นบ้านป่าเมืองเถื่อนหรือเปล่า มีวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีฐานอยู่ไหม แล้วก็ เขาจะทำอุตสาหกรรมนี่ เขาจะมีฐานอยู่ไหม เขามีคนที่คุยรู้เรื่องไหม ต้องการพัฒนาไลน์อุตสาหกรรมมีไหม ที่จะไปช่วยเขาได้ ถูกไหมครับ ถ้าเรามีแต่เราไม่ไปเปิดตัวเอง ไม่มีกลไกให้เขาติดเข้ามา แล้วก็ไม่มีกลไกให้คนของเราออกไปทำ ไม่มีประโยชน์นะ เพราะว่าท้ายที่สุดเราก็คงได้แต่บอกอย่างความภูมิใจ เก่ง ๆ อยู่เยอะเราสร้างคนเก่งเยอะ เด็กไทยเก่ง ผมก็พูดตลอดนะครับ พูดมากี่ปีแล้วนี่ พูดมา 5-6 ปีแล้ว ตั้งแต่ตอนที่เป็นผู้อำนวยการ สวทช. เด็กไทยเราเก่งไม่แพ้ที่ไหน จนมีคำถามย้อนมาว่าเหรียญทองโอลิมปิกต่าง ๆ มันไปไหนหมด ก็ไปอยู่นี่ไงครับ ด้วยนะครับ เราก็จะกำลังจะทำเรื่องใหญ่ คือ เหรียญทองโอลิมปิก คนเก่ง ๆ ของประเทศจะมีใช้กลไก BCG Implementation นี่ล่ะที่จะออกไปทำเรื่องใหญ่ของประเทศ ท่านทำหน้าที่ของท่านเต็มที่ พวกเราทีมบริหาร ก็จะทำหน้าที่ของเราเต็มที่เหมือนกันในการสร้างกลไกในการเชื่อมให้โอกาสท่านลงมือทำนะครับ (ดร.วงศกร) ครับ ก็เป็นที่อาจารย์เน้นย้ำอยู่เสมอว่าสวทช. เราสั่งสมในเรื่องของความสามารถมานะครับ แต่ในช่วงถัดจากนี้ไปนี่อาจารย์บอกต้องหยิบรวบรวมพลังกัน แล้วก็ทำออกไปให้เห็น ให้เป็นที่ประจักษ์ ให้ชัดเจนขึ้นเพราะว่าสิ่งที่ตามมาก็เป็นเรื่องของการรับประโยชน์นะครับ ไม่ว่าจะเป็นในเชิงของเศรษฐกิจ แล้วก็ตัวสังคมด้วย อาจารย์ก็เลยเน้นย้ำว่าการทำงานต้องร่วมกัน ที่เน้นย้ำเป็นกองทัพ รวมสรรพกำลังกันนะครับ ทีนี้ประเด็นต่อมาครับอาจารย์ครับ ยังคงถามอยู่ที่ ผพว. เหมือนเดิมเพราะว่าทุกคนก็ติดตามกันว่าตั้งแต่ช่วงต้นเลย อาจารย์เข้ามาบริหารนี่ เรามีเรื่องของตัว Core Business ที่คัดเลือกมาแล้วว่านี่คือดาวเด่น 4 เรื่องนะครับ แล้วถัดมา อาจารย์ไปเสาะหาจากทั่วทุกมุมของ สวทช. ปรากฏว่ามีคนเก่งอีก มีเรื่องราวอีก เรื่องที่น่าติดตามเพิ่มเติม น่าผลักดันเพิ่มเติม มาสู่เรื่อง BCG Battle ครั้งสุดท้ายที่เราได้รับทราบกันนี่ มี 10 Battles นะครับ จนในที่สุดอาจารย์ก็เคยเปรยไว้ในการสื่อสารครั้งก่อน ๆ ว่า ถ้ามีเรื่องดี ๆ เดี๋ยวเราสามารถที่จะเพิ่มเติมได้อีก ตอนนี้เข้าใจว่ามีเรื่องที่ 11 เพิ่มเติมแล้วใช่ไหมครับ อาจารย์จะพูดถึงเรื่องนี้สักหน่อยไหมครับ หรือว่าเรื่องของหลักเกณฑ์ที่คัดเลือกขึ้นมาของสวทช.ครับ (ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ) ครับ ก็สืบเนื่องจากที่ผมเล่าให้ฟังเมื่อครู่ใช่ไหมครับ ว่าเรามีพลังคนที่มีความสามารถอยู่ใน สวทช. เต็มไปหมดเลย ถ้าเปรียบเหมือนน้ำ ก็คือเหมือนน้ำอยู่บนหอสูงเลย แล้วเรามีกลไกอย่างไรในการต่อท่อ ในการใส่ก็อกให้กับน้ำเหล่านี้ไปใช้ประโยชน์นะครับ ซึ่งตรงนี้คือ ความพยายามที่คิดตั้งแต่ตอนแรก ว่าเราเองน่าที่จะมีกลไกที่ทำเป็นเรื่องเฉพาะบางเรื่องก่อน ตอนนั้นตั้งแต่เดือนแรกที่ทีมบริหารเข้ามา ก็ชวนนักวิจัยเเราคิด แล้วก็ Pitching นะครับ จำได้ว่ามี 10 กว่าโครงการ 15 โครงการมั้งวันนั้น มาช่วยกัน pitch ทีมบริหาร เราก็นั่งฟ16 (ดร.วงศกร) 22 โครงการ มีเยอะ มีเยอะนะครับ เก่ง ๆ เยอะนะครับ (ศาสตราจารย์ ดร.ชูกิจ) ครับ 22 โครงการและวันนั้นเรานั่งฟังทั้งวันนะครับ ก็คือให้มา pitch ซึ่งมีใช่บ้างไม่ใช่บ้าง แต่ว่าสาระใหญ่ ก็คือทำอย่างไรเราไม่มองแค่ว่าความเป็นเลิศทางการวิจัย แต่เราจะมองกลไกที่เป็นเลิศแล้วเอาไปที่ประชาชนเป็นล้านได้ประโยชน์นะครับ ไม่ใช่ประชาชนเป็นล้านได้ประโยชน์โดยไม่ได้อาศัยความสามารถคนของเรา ควรที่จะเป็น Core Technology ของเรา คนของเราทำได้มีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการทำไม่ต้องทำคนเดียว ไป co กับที่อื่น ให้คนอื่นช่วยทำ หมายถึงคนเป็นล้านนะครับ เราก็ได้มาใน 4 เรื่องที่เราโหวตเห็นพ้องต้องกัน แล้วว่าเป็นเรื่องที่น่าสำคัญอย่างยิ่ง และน่าจะทำได้เป็น Low Hanging Fruit นะครับ ซึ่ง