(คุณสิราสมินธิ์) กราบสวัสดีค่ะ ท่านอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ท่านสราญภัทร อนุมัติราชกิจ (คุณสิราสมินธิ์) ราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ท่านผู้บริหาร ท่านสื่อมวลชน และแขกผู้มีเกียรติทุกท่านคะ ขอต้อนรับทุก ๆ ท่านค่ะ เข้าสู่งานวันคนพิการสากลประจำปี พุทธศักราช 2565ในครั้งนี้ ซึ่งจัดขึ้นในระหว่างวันที่ 1-2 ธันวาคม 2565 ณ อาคาร รัฐประศาสนภักดี ซึ่งในปีนี้ค่ะ ทางด้านของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ร่วมกันทางด้านของสมาคมคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย และภาคีเครือข่าย ได้ร่วมกันนะคะ ในการจัดงานคนพิการสากล ภายใต้แนวคิดปฏิรูปสู่การพัฒนาเพื่อคนทั้งมวล พลังนวัตกรรมสู่โลกที่เข้าถึงได้และเป็นธรรมด้วยนั่นเองค่ะ ซึ่งการจัดงานในครั้งนี้ก็ได้รับความร่วมมือนะคะ จากหลากหลายภาคีเครือข่ายเข้ามาร่วมงานอย่างคับคั่ง รายละเอียดของงานครั้งนี้จะเป็นอย่างไรนั้น ขอเชิญทุกท่านค่ะได้พบกับท่านสราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้เกียรติกล่าวรายงานในโอกาสนี้ ขอส่งปรบมือให้ท่านด้วยค่ะ ท่านด้วยค่ะ [เสียงดนตรี] [เสียงดนตรี]เรียนท่านอนุกูล ปีดแก้ว ดิฉันในนามของสมาคมสภาคมคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทย คุณภาพชีวิตคนพิการ กระทรวงความมั่นคงของมนุขอกราบขอบพระคุณท่านประธานเป็นอย่างสูงมาเป็นประธานในการรับฟังสมัชชาเครือข่ายคนพิการระดับชาติครั้งที่ 2 ประจำปี 2565 ในวันนี้นะคะ ซึ่งกิจกรรมนี้เป็นหนึ่งกิจกรรม ที่ทางกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และสมาคมคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยได้จัดขึ้นนะคะ อีกงานวันคนพิการสากลประจำปี ประจำปี 2565จะจัดในวันนี้และวันพรุ่งนี้ ซึ่งนายกรัฐมนตรีจะมาเป็นประธานในงานนะคะ สำหรับงานในวันนี้แล้วก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็น การรับฟังสมัชชาเครือข่ายคนพิการระดับชาติ ซึ่งคนพิกาาร ได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพชีวิตคนพิการทั้งนี้นะคะ เราได้มีการรับฟังจำนวน 4 ครั้ง จากตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม เครือข่ายคนพิการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 803 คนทั่วประเทสนะคะ โดยมีการกำหนดประเด็นข้อเสนอเชิงนโยบาย จำนวน 8 ประเด็น คือ ประเด็นแรกนะคะ เป็นเรื่องของการเข้าถึงสิทธิสวัสดิการ และกาารใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรคนพิการ ในประเด็นที่ 2 เป็นการพัฒนาและเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลด้านคนพิการ หรือ Big Data ประเด็นที่ 3 ในเรื่องของการพัฒนามาตรการคุ้มครองแรงงานคนพิการและส่งเสริมแรงงานการทำงานสำหรับคนพิการ ประเด็นที่ 4 ได้ยกระดับ บทบาทหน้าที่ศูนย์บริการระดับจังหวัด และคนทั่วไป ประเด็นที่ 5 เป็นการสร้างเจตคติที่ดีของสังคมที่มีต่อคนพิการ ประเด็นที่ 6 การเข้าถึงการศึกษาของคนพิการ ประเด็นที่ 7 เป็นการเข้าถึงระบบการรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพคนพิการ และในประเด็นสุดท้ายประเด็นที่ 8 เป็นประเด็นในเรื่องของการคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิคนพิการที่ได้รับความรุนแรงและคดีทางเพศ โดยจากการรับฟังประเด็นที่ได้รับความสำคัญเป็นอันดับ 1 ก็คือ การเข้าถึง และใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกคนพิการ รองลงมาอันดับ 2 ก็ได้แค่มาตรการคุ้มครองแรงงาน คนพิการและส่งเสริมการทำงาน และอาชีพอิสระสำหรับคนพิการนะคะ ประเด็นที่ 3 เป็นเรื่องของการพัฒนาและเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลด้านคนพิการ สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความต้องการแท้จริงของคนพิการ ซึ่งกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จะได้นำข้อคิดเหล่านี้ ไปผนวกรวมในแผนปฏิบัติการด้านการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ฉบับที่ 6 ประจำปี 2566 ถึง 2567 ซึ่งเป็นการแสดงถึงการมีส่วนร่วมของคนพิการอย่างแท้จตริและในวันนี้นะคะ จะเป็นการรับฟังและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ของทุกภาคส่วนในประเด็นสมัชชาเครือข่ายคนพิการระดับชาติ ซึ่งผู้เข้าร่วมประกอบไปด้วยภาคีเครือข่าย ทั้งภาครัฐ ภาคประชาสังคม ครอบครัว คนพิการจำนวน 1500 คนโดยมีท่านอาจารย์ปปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา นะคะ มาเป็นวิทยากรในวันนี้ด้วย และในวันนี้นะคะ ก็ขอกราบขอบพระคุณท่านปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์อีกครั้งนะคะ ที่จะได้มากล่าวนำบทบาทของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กับการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของคนพิการไทยในปัจจุบันนะคะ และก็กราบขอบพระคุณท่านแขกผู้มีเกียรติท่าน สว. มณเฑียร บุญตัน นำสริพงศ์พันธ์ และท่าน คนพิการทุกประเภท รวมถึงผู้สนใจทุกท่านนะคะ และผู้บริหารของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์นะคะ ขอกราบขอบคุณ และเชิญท่านปลัดกระทรวได้ให้เกียรติมากล่าว บทบาทของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กับการมีส่วนร่วมของคนพิการไทยค่ะ กราบเรียนเชิญค่ะ (คุณและในโอกาสนี้นะคะ ดิฉันขอเรียนเชิญท่านปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ได้กล่าวนำในงานครั้งนี้ ขอเรียนเชิญค่ะ [เสียงดนตรี] กราบเรียนท่านอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ท่านสราญภัทร อนุมัติราชกิจ ท่านผู้ช่วยศาสตราจารย์ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา กรมเครือข่าบสมัชชาเครือข่ายคนพิการระดับชาติ ครั้งที่ 2 ท่านอาจารย์มณเฑียร บุญตัน สมาชิกวุฒิสภา ท่านศาสตราจารย์วิริยะ นามศิริพงศ์พันธุ์ กรรมการกิตติมศักดิ์มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ นายกสมาคมเครือข่ายคนพิการ ผู้บริหารกระทรวง พม. ท่าน พมจ. หลายจังหวัด แขกผู้มีเกียรติทุกท่าน สื่อมวลชน วันนี้ต้องขอบคุณนะครับ ที่เครือข่ายคนพิการ กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้จัดงานในวันนี้และพรุ่งนี้เป็นวันสำคัญ ที่เป้นวันแห่งเกียรติยศประจำปีของคนพิการ อีกวาระในรอบปีหนึ่ง ในบทบาทของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ก็เป็นความภาคภูมิใจ ไปกับงานของคนพิการในภาพรวม ซึ่งมีภารกิจไปเชื่อมโยงกับการขับเคลื่อนคนทุกช่วงวัย ไปสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของกระทรวง ซึ่งกำหนดขึ้น ประชาชนเข้าถึงโอกาสและการคุ้มครองทางสังคม มีความมั่นคงในชีวิต มีประเด็นยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนใน 4 ด้าน ซึ่งคิดว่าสอดรัดกับการขับเคลื่อนงานของคนพิการที่ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณชีวิตคนพิการ ได้กล่าวแต่ต้น ประเด็นแรก เป็นเรื่องของการเสริมสร้างศักยภาพคนและความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว ในประเด็นยุทธศาสตร์ที่ 2 เป็นเรื่องของการคุ้มครองทางสังคม อย่างเท่าเทียม ประเด็นที่ 3 เป็นเรื่องของการเป็นหุ้นส่วนอย่างยั่งยืนนะครับ เป็นหุ้นส่วนการพัฒนาอย่างยั่งยืนและประเด็นที่ 4 ผมคิดว่าก็ประเด็นสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร ว่าด้วยเรื่องธรรมาภิบาลและเทคโนโลยี การขับเคลื่อนงานพัฒนาสังคมความมั่นคงของมนุษย์ ก็มีกลไล ที่จะเชื่อมร้อยไปในระดับพื้นที่ ที่อยากจะให้ให้พี่น้องเครือข่ายคนพิการ สมาคมต่าง ๆ ได้เชื่อมโนงการทำงานทุกช่วงวัยด้วยกัน เรามีเรื่องของศูนย์ช่วยเหลือสังคมที่อยู่ในระดับตำบล ต้องการให้เป็นศูนย์ทุกช่วงวัย ร่วมดูแลสังคมร่วมกัน นั่นหมายความว่าต้องมีความสะดวก และการเข้าถึงของคนพิการเป็นสำคัญอยู่ด้วย เรื่องของอาสสมัครที่เรามีอาสาสมัครทั่วประเทศประมาณ 3 แสนคนเศษ ในนั้นก็มีอาสาสมัครที่ดูแลพี่น้องคนพิการ เรื่องของสภาเด็กและเยาวชน นี่ก็เป็นช่วงวัยต้นที่ต้องเข้ามาดูแลสังคมในอนาคตจำเป็นต้องมามีส่วนร่วม รับรู้การทำงานในสังคมร่วมกัน นี่ก็เป็นเครือข่ายในการดูแล และร่วมมือกับคนพิการเช่นเดียวกัน นอกจากนี้เรามีกลไกที่เป็นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงคาดหวัง ว่าทุกหมวดการทำงานที่เกี่ยวกับเป้าหมายทุกช่วงวัยจะต้องเข้าใจ จะต้องเปิดพื้นที่ให้คนพิการได้เข้าถึง ต้องยอมรับว่าการพัฒนาคุณภาพชีวิตหรือการยกระดับคุณภาพชีวิตคนพิการในห้วงเวลาหลายปีที่ผ่านมา ประเทศไทยก็มีความก้าวหน้าในลำดับต้น ๆ ของเอเชีย และผมคิดว่าความท้าทายของงานคนพิการในระดับพื้นที่ก็คงมีอยู่ อันนี้เป็นข้อจำกัดเสมอเหมือนกันทั่วโลก ก็ยังคงเป็นเรื่องของการเข้าถึงสิทธิ์ โอกาส ต้องการให้สังคมเข้าใจ ให้โอกาสเพื่อคนพิการได้แสดงศักยภาพ ผมคิดว่าคนพิการไม่ได้ต้องการความช่วยเหลืออื่นใดเลยนอกจาก โอกาสจากคนในสังคม แค่เพียงเข้าใจ คนพิการก็สามารถแสดงศักยภาพ ผมเชื่อว่าคนที่อยู่ในห้องประชุมแห่งนี้ เป็นคนที่เข้าใจคนพิการ อย่างไรก็ตามเรายังมีภาคีเครือข่ายที่อาจจะยังไม่เข้าใจ การเปิดพื้นที่ให้คนพิการเขาจัดการตนเอง จัดการครอบครัวชุมชนในบริบทของความเข้าใจ ความพิการ เพราะฉะนั้น ก็น่าจะเป็นบทบาทสำคัญในโอกาสต่อ ๆ ไปของท่านทั้งหลายที่จะต้องเปิดพื้นที่ความเข้าใจสำหรับคนพิการ อย่างไรก็ตามผมก็เชื่อมั่นว่าประเด็นที่ 2 ที่ท่านอธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้กล่าวถึง ก็คือเรื่องการเข้าถึงโอกาสการจ้างงานของคนพิการ นี่เป็น 2 เรื่องแรกนะครับ ที่ข้อมูลสมัชชาคนพิการ ได้พูดถึงไว้ว่าเป็นเรื่องสำคัญ เพราะฉะนั้น การจ้างงานคนพิการเป็นการเพิ่มโอกาสการแข่งขันในการพัฒนาประเทศ ต้องยอมรับนะครับ ว่าผลิตภาพทางแรงงาน ไม่พอสำหรับแรงงานปกติต้องมามองที่แรงงานที่เป็นสังคมสูงวัย ผู้สูงอายุ คนพิการ ซึ่งมีศักยภาพในเรื่องแรงงานเป็นอย่างยิ่ง ต้องชื่นชมคนพิการนะครับ ที่ยืนหยัด กล้าหาญ จนเป็นที่ยอมรับ และสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนในสังคม ถ้าท่านทั้งหลายได้ติดตามในสื่อทั้งหลายจะเห็นว่าคนพิการนั้นสร้างแรงบัลดาลใจให้กับคนที่ปกติได้เป็นอย่างดียิ่ง ต้องชื่นชมคนที่เคียงข้างคนพิการ ผู้ดูแลคนพิการ ครอบครัวคนพิการ คนที่เข้าใจคนพิการ นี่ก็อีกกลุ่มสำคัญที่ควรจะได้รับความชื่นชม ก็อย่างที่ผมกราบเรียนครับ อย่างไรก็ตาม ก็ยังมีความท้าทาย ที่จะให้คนพิการได้มีโอกาส ซึ่งตามข้อเสนอที่อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ได้กราบเมีเรื่องสำคัญ ๆ อีกหลายเรื่อง ผมกราบเรียนไปแล้ว 2 เรื่องแต่ว่าเรื่องของเทคโนโลยีก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ไปลดช่องว่าง ของการอยู่ร่วมกันของคนทุกช่วงวัย ผมกำลังพูดถึงการอยู่ร่วมกันของคนพิการที่จะใช้เทคโนโลยีเข้ามาลดช่องว่างของการอยู่ร่วมกัน ลดข้อจำกัดของการอยสร้างความเท่าเทียมในระบบการสื่อสารต่อกันในสังคมของคนทุกช่วงวัย ก็หวังอย่างยิ่งว่า การจัดงานสมัชชาเครือข่ายคนพิการครั้งที่ 2 ในครั้งนี้ ก็จะมีมติสมัชชา ข้อเสนอใหม่ ๆ ข้อเสนอเพิ่มเติมที่เป็นการก้าวล้ำในการทำงานเพื่อคนพิการหรือเราอาจจะได้แนวคิดใหม่ ๆ ของเครือข่ายพี่น้องคนพิการ มาขับเคลื่อนการพัฒนาคนทุกช่วงวัยตามทิศทางของรัฐบาล ก็หวังว่าเวทีนี้จะเป็นเวทีที่เปิดกว้าง ที่มองไปเรื่องของโอกาสการเข้าถึงของคนพิการ สิทธิต่าง ๆ ของคนพิการ และมากไปกว่านั้นก็หวังว่าเครือข่ายคนพิการหรือผู้ร่วมงานในวันนี้ จะได้แสดงออกถึงความเท่าเทียมกันในข้อเสนอที่บ่งไปถึงคนพิการกับคนทั่วไปสามารถอยู่ร่วมกันได้ อย่างไร้รอยต่อ บัดนี้ ได้เวลาอันสมควร ผมขอเปิดงานสมัชชาเครือข่ายคนพิการระดับชาติ ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2565 - 2567 ณ บัดนี้ และขอเป็นกำลังใจนะครับ ให้การจัดงานครั้งนี้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดีครับ ขอบพระคุณครับ (คุณสิราสมินธิ์) ขอเสียงปรบมือดัง ๆ นะคะ ขอบพระคุณค่ะ ท่านอนุกูล ปีดแก้ว ขออนุญาตท่านอยู่สักครู่หนึ่งก่อนนะคะ เพื่อให้เกียรติถ่ายภาพร่วมกัน ณ โอกาสนี้นั่นเองนะคะ ดิฉันขอเรียนเชิญท่านสราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ให้เกียรติขึ้นถ่ายภาพร่วมกันนะคะ ด้านบนเวที ณ ขณะนี้นะคะ พร้อมทั้งนะคะ อีกสักครู่เดียวค่ะ จะขอเรียนเชิญท่านผู้บริหารนะคะ ที่นั่งโซฟาแถวหน้าทุกท่านเลยนะคะ ให้เกียรติขึ้นถ่ายภาพร่วมกันด้านบนเวที อีกสักครู่ค่ะ ตอนนี้เดี๋ยวเรียนเชิญทางด้านของทีมสื่อมวลชนแล้วก็พี่ ๆ ช่างภาพทุก ๆ นะคะ เก็บภาพระหว่างทั้ง 2 ท่านกันก่อนเลยนะคะ เรียนเชิญค่ะ เอาล่ะค่ะ พร้อมทั้งขณะนี้ ขอเรียนเชิญนะคะ ทางทีมผู้บริหารนะคะ ซึ่งได้แก่ทางด้านของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ รวมกับสมาคมสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยค่ะ พร้อมทั้งภาคีเครือข่ายที่เป็นตัวแทนนะคะ พร้อมทั้งร่วมกันการจัดงานคนพิการสากลในครั้งนี้ค่ะ ซึ่งอย่างที่ทางด้านของท่านอนุกูลได้กล่าวไว้เมื่อสักครู่นี้ค่ะ ว่าเราอยากให้สังคมในประเทศไทยของเรา แล้วก็ทั่วโลกนะคะ เปิดโอกาสให้กับทางด้านคนพิการของเราค่ะ ได้สามารถที่จะทำงาน รวมไปถึงแล้วก็สามารถที่จะเรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ แล้วก็เท่าเทียมนะคะ กับคนทั่วไปทุกท่านด้วยนั่นเองนะคะ ซึ่งในงานครั้งนี้ เราก็มีทางด้านของร้านค้า รวมไปถึงนะคะ สำหรับตัวแทนจากทางสมาคมคนพิการนะคะ ที่ได้นำผลงานต่าง ๆ นะคะ ที่คนพิการค่ะ ได้มาจัดแสดงโชว์กันไว้อย่างสวยงามมาก ๆ ค่ะ และน่าทึ่งเลยทีเดียวนะคะ ซึ่งอยากจะเรียนเชิญทุก ๆ ค่ะ ไปรับชมด้วยกัน วันนี้เราก็มีภาคเครือข่ายนะคะ หลากหลายหน่วยงานของภาครัฐเองก็สนับสนุนอย่างเต็มที่ พร้อมทั้งภาคเอกชนค่ะ วันนี้ก็ได้มาร่วมในการจัดงานในครั้งนี้ด้วยอย่างยิ่งใหญ่เลยทีเดียวนะคะ งานคนพิการสากลประจำปี พุทธศักราช 2565 ในครั้งนี้ก็ เรียกได้ว่าเริ่มต้นขึ้นแล้วนระคะ ซึ่งในวันนี้ก็ต้องขอเสียงปรบมือดัง ๆ ให้กับผู้ร่วมจัดงานด้านบนเวทีทุก ๆ ท่านในวันนี้นั่นเองนะคะ และต้องขอกราบขอบพระคุณค่ะ ท่านอนุกูล ปีดแก้ว ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ นะคะ ที่ได้ให้เกียรติกล่าวนำ ถึงบทบาทของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์กับการส่งเสริมและการมีส่วนร่วมของคนพิการในครั้งนี้ พร้อมทั้งต้องขอขอบพระคุณค่ะ ท่านสราญภัทร อนุมัติราชกิจ อธิบดีกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ ที่ได้กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ในการจัดงานในครั้งนี้อีกด้วยนั่นเองนะคะ พร้อมทั้งสำหรับช่วงนี้เรียนเชิญทุก ๆ ท่านรวมถึงผู้บริหารของเราได้ให้เกียรติเยี่ยมชมซึ่งอยู่บริเวณด้านหน้าการจัดงานของเราในวันนี้ จากหลากหลายบูธของเราค่ะ มีผลงานจากทางคนพิการค่ะ ที่ได้จัดทำขึ้นมานะคะ พร้อมทั้งนะคะ ร้านค้าต่าง ๆ อีกมากมายเลยทีเดียวค่ะ ที่วันนี้ได้มาร่วมออกบูธอีกด้วย และเราก็ยังมีกิจกรรมอย่างต่อเนื่องเลยทีเดียวนะคะ ซึ่งวันนี้วันที่ 1 ธันวาคม 2565 ของเรา เริ่มต้นกันเป็นวันแรกนะคะ เนื่องด้วยโอกาสวันคนพิการสากล ประจำปี 2565 ซึ่งวันคนพิการสากลนั้นนะคะ ก็ถือได้ว่าเป็นการประกาศนะคะ ให้วันที่ 3 ธันวาคม ของทุก ๆ ปีค่ะ เป็นวันคนพิการสากลค่ะ นอกจากนี้เรายังมีการเชิญชวนให้กับประเทศแล้วก็สมาชิก ร่วมกันจัดกิจกรรมต่างอีกด้วย พร้อมทั้งงานในวันนี้ ซึ่งทุก ๆ ท่านที่เดินทางมาร่วมภายในงานนะคะ สามารถที่จะได้พบนะคะ กับการทำงานร่วมกันทั้งทางด้านของภาครัฐ แล้วก็ภาคประชาสังคม ภาคเอกชน ต่าง ๆ ค่ะ ในงานเขาเรานั้น ก็จะมีภาคีเครือข่ายทางด้านของคนพิการนะคะ มากมายเลยทีเดียวค่ะ ที่มาจัดนิทรรศการแล้วก็แสดงนวัตกรรมด้านคนพิการค่ะ รวมไปถึงเวทีแสดงศักยภาพของคนพิการอย่างแท้จริงค่ะ ออยเองนะคะ เป็นส่วนหนึ่งที่ส่งเสริมและให้กำลังใจนะคะ สำหรับทางคนพิการของเราค่ะ ซึ่งแน่นอนว่าวันนี้นะคะ ทางด้านของสิ่งสำคัญในการร่วมสร้างเจตคติที่ดีนะคะ ที่ยอมรับคนพิการเป็นส่วนหนึ่งในสังคม การจัดงานในครั้งนี้นะคะ เป็นการคาดหวังของคนพิการค่ะ ที่จะได้แสดงศักยภาพนะคะ รวมถึงได้ให้สังคมของเราได้เห็นศักยภาพการพัฒนานะคะ อีกมากมายและเกิดเป็นสังคมที่อยู่ร่วมกันอย่างเป็นสุขอีกด้วยนั่นเองค่ะ แน่นอนวันนี้ทางด้านขององค์กรเข้มแข็งแบบผสมผสานสู่โลกที่เท่าเทียม เพื่อคนพิการต่อไปอีกด้วยนั่นเองนะคะ ซึ่งหลังจากนี้ ของทีมผู้บริหารนะคะ ก็จะเดินทางไปร่วมเยี่ยมชมนะคะ สำหรับบริเวณบูธการจัดงานด้านหน้ารวมไปถึงแขกผู้มีเกียรติทุกท่านนะคะ ต่อจากนี้ไปนะคะ ยังสามารถที่จะรับฟังการนำเสนอสำหรับการเปิดเวทีในครั้งนี้ พร้อมกับการพูดถึงนะคะ ด้านของการนำแนวทางการขับเคลื่อน ประเด็นสมัชชาเครือข่ายระดับชาติครั้งที่ 2 นี้ อีกสักครู่เดียวเราจะได้พบกันบนเวทีอีกด้วยนั่นเองนะคะ ซึ่งตอนนี้ท่านใดบอกว่ามาร่วมงานของเราแล้วนะคะ อยากจะร่วมรับฟังแล้วก็อยากจะหาแนวทางร่วมในครั้งนี้แล้วล่ะก็เชิญได้เลยหน้าเวที ส่วนสำหรับท่านใดที่อยากไปรับชมนิทัศของเรา ไม่ว่าจะเป็นบูธร้านค้า ภาคีเครือข่ายนะคะ สมาคมร้านค้าของเราก็สามารถที่จะพบกันได้นะคะ ตลอดทั้งวันนะคะ จนถึงช่วงเวลา 16.00 น. 4 โมงเย็นนั่นเองค่ะ เอาล่ะค่ะ แขกท่านผู้มีเกียรติทุกท่านคะ ที่เราจะเข้าสู่ในช่วงที่ 2 ของเรา หลังจากมีการเปิดเวทีกันไปเมื่อสักครู่นี้แล้วนะคะ เรากำลังจะนำพาทุก ๆ ท่านค่ะ เข้าสู่นำเสนอแนวทางการขับเคลื่อนตามประเด็นสมัชชาเครือข่ายคนพิการระดับชาติ ครั้งที่ 2 ค่ะ ประจำปี พุทธศักราช 2565-2567 ในครั้งนี้นั่นเองนะคะ ซึ่งได้รับเกียรติค่ะ จากทางผู้ช่วยศาสตราจารย์ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา ที่ปรึกษาโครงการสมัชชาเครือข่ายคนพิการระดับชาติครั้งที่ 2 นะคะ โดยท่านนั้นนะคะ ก็ได้เป็นอดีตคณะรัฐศาสตร์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พร้อมแล้วนะคะ ขอเสียงปรบมือต้อนรับผู้ช่วยศาสตราจารย์ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยา ด้านบนเวทีด้วยค่ะ ครับ ขอสวัสดีนะครับ ท่านผู้มีเกียรติทุกท่านนะครับ ในโอกาสที่เข้าใกล้วันคนพิการสากลนะครับ ก็รู้สึกยินดีแล้วก็เป็นเกียรติที่ได้มาพบปะพูดคุยแล้วก็จะได้มีโอกาสรับฟังความคิดเห็นจากทุกท่านนะครับ สำหรับสิ่งที่ผมได้รับมอบหมายให้มานำเรียนทุกท่านในวันนี้นะครับ ก็เป็นการนำเสนอแล้วก็แลกเปลี่ยนความคิดเห็นนะครับเกี่ยวกับการรับฟังสมัชชาเครือข่ายคนพิการระดับชาติ ครั้งที่ 2 นะคะ 2565-2567 นี่นะครับ ซึ่งก็คงจะมีประเด็นคร่าว ๆ ที่จะคุยในวันนี้ก็คงจะเป็นเรื่องของที่มาก่อนนะครับ ว่าประเด็นขับเคลื่อนสำหรับสมัชชาคนพิการนี่ อดีตมีเป็นอย่างไรบ้าง แล้วก็จะนำเสนอผลการรับฟังนะครับ ความคิดเห็นที่จะสรุปออกมาเป็นประเด็นขับเคลื่อนนะครับ สำหรับสมัชชาเครือข่ายคนพิการในช่วงที่ 2 นี่นะครับ ก็คือปี 2565-2657 นะครับ แล้วก็จากนั้นก็จะขออนุญาตเปิดเวทีให้ทุกท่านได้ร่วมแสดงความคิดเห็นนะครับ อย่างนั้น ตรงนี้ก็คงจะเสนอสักประมาณส่วนหนึ่งนะครับ ประมาณชั่วโมงหนึ่งนะครับ แล้วก็ขออนุญาตเปิดช่วงหลังให้เป็นการรับฟังความคิดเห็น ซึ่งหวังว่าเราคงได้เสร็จกันตอนเที่ยงนะครับ นะครับ แล้วจะได้รับประทานอาหารกลาวันกันนะครับ ก็ขอลองอนุญาตเริ่มไปสไลด์แรกเรามาดูความเป็นมาสักนิดนะครับ ครับ ก็ความเป็นมาของเราก็คือเรามีสมัชชาเครือข่ายคนพิการระดับชาตินี่ครั้งแรกเมื่อปี 2562 นะครับ ก็นับเป็นการรวมตัวกันขององค์กรคนพิการ องค์กรเพื่อคนพิการ องค์กรคนพิการ ภาครัฐ ภาคต่าง ๆ นะครับ แล้วก็ในครั้งนั้นนี่ก็ได้มีการกำหนดประเด็นที่จะขับเคลื่อนสมัชชาแห่งนี้ทั้งหมด 5 ประเด็นด้วยกันนะครับ ขอสไลด์ด้วยครับ ประเด็นแรกนะครับ ก็จะเป็นเรื่องของการเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกนะครับ ก็มีภาคีเครือข่ายที่จะต้องเข้ามามีส่วนร่วมต่าง ๆ มากมายนะครับ เช่น ตัวคณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการนี่ก็จะต้องผลักด้านเรื่องAccessibility For all atc นะครับ พรบ. ตรงนี้เข้ามานะครับ มีกระทรวงสาธารณสุข สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ ก็จะมีประเด็นขับเคลื่อนเพื่อให้ผู้พิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ได้นะครับ ประเด็นที่ 2 ที่เป็นประเด็นขับเคลื่อนในช่วงสมัชชาครั้งแรกนี่ ก็คือเรื่องการพัฒนาและเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลด้านคนพิการนะครับ ก็มีการรอเริ่มที่จะต้องรวบรวมจัดทำฐานข้อมูลคนพิการนะครับ ถ้าทำได้เป็น Big Data มีแผนที่สารสนเทศได้นี่ ก็จะทำให้การให้ความช่วยเหลือการวางแผน การกำหนดงบประมาณต่าง ๆ นี่ ก็จะเป็นไปได้ดียิ่งขึ้นนะครับ ประเด็นที่ 3 ในตอนนั้น ก็คือเรื่องของการพัฒนามาตรการคุ้มครองแรงงานและส่งเสริมการทำงานและอาชีพอิสระให้คนพิการนะครับ ก็จะมีเรื่องการพัฒนาหลักสูตร การจัดหาช่องทางการตลาดนะครับ การจัดการทรัพยากร การสนับสนุนเงินทุนต่าง ๆ นะครับ มากมาย ถัดมาเป็นประเด็นที่ 4 นะครับ ประเด็นที่ 4 ก็คือเรื่องของการยกระดับบทบาทของศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัด และก็ศูนย์บริการคนพิการอื่น ๆ ทั่วไปนะครับ ก็เริ่มมมีการกำหนดมาตรฐานของศูนย์นะครับ มีการเสริมพลัง อนุกรรมการระดับจังหวัด เพื่อจะสามารถที่จะขับเคลื่อนเรื่องศูนย์ต่าง ๆ ได้ดียิ่งขึ้นนะครับ แล้วก็ประเด็นสุดท้ายจากสมัชชาในช่วงแรกนะครับ อันนี้ก็คือการสร้างเจตคติที่ดีต่อสังคม ที่มีต่อคนพิการ ซึ่ง 5 ประเด็นนี้ก็เป็น 5 ประเด็นแรกที่เราพยายามขับเคลื่อนโดยอาศัยองค์กรที่เรียกว่า สมัชชาคนพิการ นะครับ ทีนี้ผลจากสมัชชารอบแรก ครั้งแรกนี่เป็นอย่างไรบ้างนะครับ ก็จะขอนำเสนอในเรื่องของผลการประเมินความสำเร็จนะครับ ขอสไลด์ถัดมาด้วยนะครับ ผลการประเมินความสำเร็จ ย้อนกลับไปอันหนึ่งครับ ผลการประเมินความสำเร็จในการขับเคลื่อนมติสมัชชาเครือข่ายคนพิการในรอบแรกนี่ มันได้ผลเป็นอย่างไรบ้าง ตัวอักษรอาจจะเล็กหน่อยนะครับ แต่เดี๋ยวก็คงจะพยายามสรุปให้ฟังนะครับ ขอเชิญสไลด์ถัดไปครับ ในด้านแรกนี่นะครับ ผลการประเมินในส่วนแรกนี่ เป็นการที่ผู้วิจัยไปศึกษาจากเอกสารหลักฐาน ไปสัมภาษณ์เชิงลึก ไปจัดการประชุมกลุ่มย่อยนะครับ เก็บข้อมูลดูว่าประเด็นขับเคลื่อนทั้ง 5 ประเด็นนีนะครับ เราสามารถขับเคลื่อนไปสำเร็จลุล่วงไปมากน้อยแค่ไหนนะครับ ซึ่งข้อมูลที่อยู่บนจอนะครับ ก็จะเห็นว่าประเด็นที่เราขับเคลื่อนไปได้ไกลมากที่สุดนะครับ มีความสำเร็จตามตัวชี้วัดมากที่สุด ก็คือประเด็นที่ 5 นะครับ คือเรื่องของการสร้างเจตคติที่ดีของคนพิการนะครับ ตรงนี้เราทำได้ดีมาก แต่ว่าประเด็นที่เราทำได้ยังไม่สำเร็จเท่าที่ควร ก็คือเรื่องการยกระดับบทบาทหน้าที่ของศศูนย์บริการคนพิการระดับจังหวัดและก็ในระดับทั่วไปนะครับ อันนี้เป็นผลจากการวิจัยนะครับเชิงลึกนะครับ ทีนี้นอกจากมีผลจากการวิจัยเชิงลึกแล้วนี่ เราก็ยังมีการประเมินผลนี่ ในการรับฟังสอบถามความคิดเห็นนะครับ ของคนพิการแล้วผู้ที่เกี่ยวข้องนี่ ใน 5 ประเด็นนี่นะครับ อะไรที่มันสำเร็จ อะไรที่มันไม่สำเร็จนี่ก็ขอสไลด์ต่อไปด้วยครับ ในสไลด์นี้นะครับ ก็จะมีประเด็นการขับเคลื่อนนี่เป็นคอลัมน์ต่าง ๆ นะครับ แล้วก็จากการทำ Focus group การสำรวจนะครับ แบบสอบถามนะครับ พูดตอบ 150 คนนี่นะครับ ก็พบว่า คะแนนที่ออกมานี่ ก็จะเป็นประมาณนี้นะครับ คะแนนข้อที่ 5 นะครับ ประเด็นที่ 5 ก็จะมาคะแนนสูงที่สุดนะครับ เป็นอันดับ 1 คือเรื่องการเสริมสร้างเจตคตินะครับ แล้วก็ประเด็นที่คะแนนน้อยกว่าเพื่อน ก็คือประเด็นที่ 2 คือเรื่องฐานข้อมูล และก็ประเด็นที่ 3 คือ เรื่องมาตรการคุ้มครองแรงงานนะครับ ทีนี้มีข้อสังเกตที่อยากจะให้ที่ประชุมท่านลองดูนิดหนึ่ง ก็คือผลสำรวจจากการวิจัย เก็บข้อมูลเชิงลึก และผลจากการรับฟังความคิดเห็นนี่ ก็มีบางส่วนนะครับ ที่ผลออกมาตรงกันอย่างเช่น การที่ข้อ 5 นี่ คือเรื่องการเสริมสร้างเจตคตินี่ ได้คะแนนมาเป็นอันดับ 1 นี่ อันนี้ก็จะเป็นส่วนที่เหมือนกัน แต่ถ้าท่านดูรายละเอียดในคะแนนในข้ออื่น ๆ ในประเด็นอื่น ๆ ท่านจะพบว่ามันมีคะแนนที่สวนกันบ้างเป็นส่วนใหญ่นะครับ ไม่ค่อยจะเหมือนกันเท่าไรนักนะครับ มันจะมีความแตกต่างกันระหว่างสิ่งที่มันเกิดขึ้นจริง มีเอกสาร มีหลักฐานรับรอง กับสิ่งที่เป็นความคิดเห็นนะครับ ของผู้ที่เกี่ยวข้องนี่ ซึ่งการมีสมัชชาแบบนี้มันก็จะช่วยประสานความเข้าใจของทั้ง 2 ฝั่งนี่ให้เข้าหากันได้มากขึ้นนะครับ แต่อย่างไรก็ดีนะครับ จากการรับฟังความคิดเห็นในรอบที่ผ่านมานี่ครับ ขอสไลด์ถัดมาด้วยครับ สิ่งที่เราได้จากการคิดเห็นจากผู้เสนอแนะจากผู้เข้าร่วมประชุมนี่นะครับ สิ่งที่อยากจะให้ขับเคลื่อนในช่วงต่อไปนี่ ขึ้นมาเป็นอันดับ 1 นะครับ คนตอบประมาณร้อยละ 28.97 เกือบ 1 ใน 3 ขออภัยนะครับ จะเห็นว่าเรื่องฐานข้อมูลสำหรับงานเกี่ยวกับเรื่องคนพิการนี่ ก็จะเป็นเรื่องที่สำคัญเป็นอันดับ 1 นะครับ เพราะฉะนั้น ก็เป็นไปได้ว่า รอบใหม่ของเราปี 2565-2567 นี่นะครับ เรื่องของฐานข้อมูลนี่อาจจะเป็นธีมที่สำคัญก็ได้นะครับ ที่เราจะต้องขับเคลื่อนต่อไปครับ ขอสไลด์ถัดมานะครับ ฉะนั้น สำหรับการที่จะกำหนดประเด็นขับเคลื่อนนะครับ สำหรับสมัชชาคนพิการต่อไปนี่ในระยะต่อไปนี่ หลักคิดอันแรกที่คณะผู้วิจัยเห็นว่าสำคัญนะครับ ก็คือเรื่องของการทำให้สมัชชาในรอบต่อไปนี่ โทษนะครับ 1 ควรจะต้องเน้นหนักเรืิ่องมีฐานข้อมูลเกี่ยวกับคนพิการนี่ ที่มันเป็นระบบ ครบถ้วน ชัดเจนนะครับ ฉะนั้นนี่การมีฐานข้อมูลครบถ้วนเป็น Big Data เป็นยุคดิจิทัลนี่นะครับ 1 ก็คือด้วยเทคโนโลยีในปัจจุบันมันอาจจะช่วยให้เราทราบสถานการณ์เกี่ยวกับคนพิการนะครับ ที่มันเป็นปัจจุบันนะครับ จะมีโรงเรียนที่เรียนร่วมกี่แห่งนะครับ มีศูนย์อยู่ที่ไหน มีล่ามภาษามืออยู่ที่ไหน ติดต่ออย่างไรบ้างนะครับ และเมื่อเราเห็นภาพรวม เห็นภูมิทัศน์เรื่องของคนพิการชัดเจนขึ้นนี่นะครับ เราก็จะสามารถหยิบข้อมูลเหล่านี้มาใช้ประโยชน์ในการจัดสรรแผนงาน จัดสรรงบประมาณ หรือขับเคลื่อนงานคนพิการในระดับพื้นที่ได้ ได้อย่างชัดเจนเป็นระบบมากขึ้นนะครับ แล้วก็นอกจากตรงนี้นี่ ด้วยข้อมูลปัจจุบันนี่ มันมีทั้งบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มันมีไอ้โน่นนี่นั่นนี่ ข้อมูลเหล่านี้มันจะป้อนเข้ามาสู่ Big Data นี่ครับ เพื่อที่จะเอาไปใช้ในการวางแผนระยะยาวนะครับ เกี่ยวกับคนพิการได้ เพราะเราคงไม่อยากทำงานคนพิการด้วยวิธีเดิม ๆ ยุทธศาสตร์เดิม ๆ ซ้ำกันทุกปีทุกปีจนกระทั่งสิ้นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปีนะครับ เราคงจะอยากทำยุทธศาสตร์มันขับเคลื่อนเปลี่ยนไปได้ด้วย แต่นั่นมันก็ต้องใช้ข้อมูลเป็นฐานนะครับ แล้วก็อีกส่วนหนึ่งที่ทำให้เราเน้นหลักคิดเรื่องของดิจิทัลนี่ ก็เพราะว่าสมัชชาเรานี่นะครับ ประเด็นต่าง ๆ ในสมัชชานี่ มันจะมีอายุประมาณ 2-3 ปีนี่ครับ ผมคิดว่าเรื่องดิจิทัลนี่ถ้าเราทำฐานข้อมูลจริง ๆ จัง ๆ ร่วมมือกันทำนี่ มันเป็นเรื่องที่อาจจะทำให้เห็นผล เกิดผลได้ภายในระยะเวลา 2 ปีนะครับ แล้วนอกจากนั้น ก็คือการมีข้อมูลตรงนี้ครับ มันจะช่วยให้เราติดตามความก้าวหน้า เราสามารถมองเห็นปัญหาอุปสรรคที่เกิดขึ้น แล้วเราสามารถเป็นฐานที่จะวัดความสำเร็จนะครับ ของแผนปฏิบัติการด้านคนพิการต่าง ๆ ของเรานี่ได้อย่างชัดเจนขึ้น เพราะฉะนั้น หลักคิดหนึ่งที่ทางทีมวิจัยในเสนอไว้ในงานวิจัยนะครับ ก็คือเรื่องของการสร้าง Big Data นี่ครับ คิดว่าเป็นธีมที่สำคัญธีมหนึ่ง ทีนี้ธีมต่อมาหรือหลักคิดต่อมานะครับ ขอสไลด์ต่อไปด้วยนะครับ อันนี้ก็มาจากแนวคิดของผู้วิจัยหลักนะครับ คือ รองศาสตราจารย์ ดร.ปกรณ์ สิริประกอบนะครับ ก็เป็นหัวหน้าโครงการวิจัยนี่ ท่านบอกว่าในการทำสมัชชาในรอบต่อไปนี่นะครับ บทบาทนี่มันน่าจะขยับจากข้างขวาสุดนะครับ ข้างขวาสุดเขาเรียกการจัดการภาครัฐแบบดั้งเดิม นะครับ แบบที่เคยทำมา ก็คือภาคราชการ ภาครัฐเป็นพระเอก แล้วก็ทำไปหมดทุกอย่างแล้วเป็นคนคอยให้บริการนี่ ซึ่งวิธีแบบนี้ครับ ภาครัฐมีงบประมาณเท่าไร มีคนเท่าไร ก็จะทำได้แค่นั้นแหละครับ นะครับ ซึ่งบางทีปัญหาเรื่องความพิการนี่มันมีกว้างใหญ่ไพศาลกว่าขีดความสามารถของภาครัฐที่จะเอื้ออำนวยตอบโจทย์ได้ทั้งหมดน่ะนะครับ เพราะฉะนั้น มันก็จะมาสู่ยุคที่ 2 ครับ ยุคที่ 2 ทางด้านโน่นนะครับ ก็เรียกว่า NPM ใช่ไหมครับ ทางด้านซ้ายมือ New Public Management หรือการจัดการภาครัฐแนวใหม่ อันนี้ก็จะเป็นการจัดการเรื่องคนพิการ โดยที่ภาครัฐกับภาคประชาชนนะครับ มาร่วมกันคนละครึ่งแล้วนะครับ ท่านจะเห็นว่าน้ำหนักแท่งสีเหลืองกับสีฟ้านี่ มันจะเข้ามาใกล้กัน เพราะฉะนั้น ก็คืออะไรที่ภาครัฐทำได้ดีนะครับ ภาครัฐก็ทำไป ส่วนอะไรที่ภาครัฐทำแล้วสุ้ภาคประชาชน ภาคองค์กรเอกชนไม่ได้นะครับ ภาครัฐก็ควรจะเป็นหุ้นส่วนะครับ กับภาคประชาชน ภาคประชาสังคมในการดำเนินงานต่าง ๆ นะครับ แทนที่กรมคนพิการจะต้องไปนั่งทำโรงเรียนคนตาบอด ทำศูนย์อะไรนะครับ ผู้พิการทางได้ยินให้ครบ 77 จังหวัดทุกอัน ซึ่งมันไม่ไหวนะครับ ถ้าเราได้การมีส่วนร่วมจากพลังสังคม จากภาคประชาสังคมนี่นะครับ แล้วกรมคนพิการคอยเป็นคนกระตุ้น คอยเป็นคนสนับสนุนนี่ ตรงนี้งานขับเคลื่อนเรื่องประเด็นสมัชชาคนพิการก็จะไปได้ดีขึ้น ไม่ใช่รัฐทำไปหมดทุกอย่าง ทั้งทีบางเรื่องตัวเองไม่ถนัด หรือบางเรื่องเอกชนมีศักยภาพอยู่แล้วนี่ ก็น่าจะปล่อยให้ภาคเอกชน หรือภาคประชาชนเป็นคนทำนะครับ ทีนี้ หลักคิดสำหรับสมัชชา ในรอบที่ 2 นี่ ที่ทางผู้วิจัยเสนอ ก็คืออยากให้มันเป็นการขับเคลื่อนในแนวของที่เรียกว่า "การบริการสาธารณะแนวใหม่นะครับ หรือว่า New Public Service แปลว่าอะไร แปลว่าที่เราทำสมัชชาแห่งนี้ขึ้นมานี่ เราหวังว่าสมัชชาซึ่งเป็นประชาคมแบบหนึ่ง เป็นประชาสังคมแบบหนึ่ง จพเป็นพระเอกในการขับเคลื่อนนะครับ ประเด็นเรื่องของการพัฒนาส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการโดยภาครัฐนี่ท่านจะเห็นขีดสีเหลือง ๆ มีนิดเดียวนี่นะครับ ภาครัฐจะมีบทบาทน้อยลง แต่ใช้พลังทางสังคมนี่ พลังชุมชน ซึ่งมีอยู่มหาศาลนะครับ แล้วถ้าพลังชุมชนตื่นขึ้นมา มีการ Empower ตื่นขึ้นมานี่ มันจะมีขับเคลื่อนประเด็นสมัชชาคนพิการนี่ มันเกิดผล มันก้าวหน้า มันกว้างขวางไปมากกว่าเดิมเยอะเลยนะครับ อย่างนั้นตรงนี้ก็จะเป็นหลักคิดที่ 2 นะครับ ถัดมาก็จะเป็นหลักคิดที่ 3 นะครับ อย่างไรก็ตามนี่นะครับ ในหลักคิดที่ 3 นี่ครับ ที่สำคัญคือเราคงต้องยึดยุทธศาสตร์นะครับ ของแผนพัฒนาคนพิการของเรานะครับ แผนชาติ คือ ยึดเรื่อง EQUAL เป็นสำคัญใช่ไหมครับ ไม่อย่างนั้นกรมก็จะไม่สามารถจัดสรรงบประมาณได้ เพราะมันจะออกมานอกยุทธศาสตร์ มันก็ทำไม่ได้ ซึ่งในภาพนี้ครับ มันอาจจะดูยากนิดหนึ่งนะ แต่ถ้าท่านลองนึกถึงประเด็นแรกของเราที่เราอยากจะขับเคลื่อนเรื่อง Big Data นี่นะครับ ที่เมื่อกี้เป็นหลักคิดที่ 1 นี่ หลักเรื่อง Big Data มันก็จะไปสอดคล้องกับยุทธศาสตร์กับของกรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนพิการนะครับ ซึ่งแต่ก่อนนี้ยุทธศาสตร์เขามีตัว DEP ใช่ไหมครับ D คือ Development การพัฒนา E คือ Empowerment คือ การเสริมพลัง สร้างพลังนะครับ และ P คือ Patifitation คือการมีส่วนร่วม ถ้าในรุ่นใหม่ในยุทธศาสตร์รอบใหม่ของกรมฯ นี่ DEP กำลัง 2 แล้ว ตัว D ไม่ได้มีแต่ Development นะครับ แต่ต้องมีเรื่องของ Data นะครับ อันนี้ก็จะสอดคล้องกับประเด็นที่เราเสนอว่าเป็นหลักคิดสำหรับประเด็นขับเคลื่อนสมัชชาในรอบใหม่นี่นะครับ E เขาก็มี 2 E นะครับ คือ E Empowerทำกับ E Excellence นะครับ ถ้าเรามีฐานข้อมูลดี ๆ มีระบบระบบข้อมูลดี ๆ นี่ เราจะมีข้อมูลเพื่อจะดูได้ว่าที่จังหวัดไหน พื้นที่ไหน จังหวัดไหนทำได้ดี เป็น Best Practice นะครับ เหมาะที่จะแชร์แบ่งปันต่อไปให้พื้นที่อื่น ๆ นี่นะครับ ถ้ายกตัวอย่างอาจจะโบราณนิดหนึ่งนะ เมื่อก่อนรำสนธิโมเดลใช่ไหมครับ ทำขึ้นมาเป็น Best Practice ดูแลผู้ป่วยติดเตียงอยู่ตามบ้านนี่นะครับ ถ้าเรามีข้อมูลตรงนี้ เราขยายผลตรงนี้ต่อไปนี่มันก็จะทำให้การขับเคลื่อนประเด็นนี่มันเป็นไปได้อย่างกว้างขวาง แล้วก็รวดเร็ว แล้วก็จะมีพลังความรู้อยู่ในนั้นมากขึ้นนะครับ เพราะฉะนั้น ประเด็นขับเคลื่อนสำหรับสมัชชาคนพิการรอบใหม่นี่นะครับ ทางทีมวิจัยได้นำเสนอว่า ทางกรม และทางสมัชชานี่ถ้า Focus ได้เรื่องดิจิทัล ที่เรื่อง Big Data ให้ได้นี่ ก็เชื่อว่าเราจะทำให้มันเกิดผลสำเร็จได้มากขึ้น ทีนี้ไอ้ดิจิทัล หรือ Big Data นี่นะครับ มันไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะประเด็นที่ 2 ที่ 3 อะไรอยู่เรื่องเดียว แต่ประเด็นดิจิทัลเรื่อง Big Data ในเรื่องของการสร้างการเข้าถึงก็ได้ มันช่วยในเรื่องของการคุ้มครองแรงงานก็ได้ มันช่วยในด้านอื่น ๆ ได้น่ะครับ ถ้าเรามี Big Data ตรงนี้นะครับ ฉะนั้น ตรงนี้ครับ ก็จะขอไปในส่วนต่อไป ก็คือแล้วสมัชชาครั้งที่ 2 นี่ ที่เรากำลังจะมาฟังกัน มาคุยกันในวันนี้ มันได้มาอย่างไรแล้วมันมีประเด็นเป็นมาอะไรอย่างไรบ้าง เพื่อที่จะให้ท่านได้เห็นภาพ เป็นตุ๊กตาที่ชัดเจนขึ้นนะครับ ก็ขออนุญาตนำเรียนความเป็นมานิดหนึ่งนะครับ สำหรับสมัชชาครั้งที่ 2 นี่ มันมาจากการประชุมรับฟังความคิดเห็นนะครับ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นทางออนไลน์นะครับ เพราะว่าก็เป็นช่วงโควิดแล้วก็การเดินทางต่าง ๆ ก็จะลำบาก ก็มีทั้งหมด 1 2 3 4 5 6 ครั้งนะครับ 6 รอบทั่วทุกภูมิภาค แล้วก็มาอีก 2 ขยับนะครับ ก็เรียกว่าก็เป็นการรับฟังนะครับ ผู้ที่สนใจแล้วก็มีส่วนเกี่ยวข้องจริง ๆ แล้วก็จากการรับฟังนี่ครับ ขอสไลด์ถัดไปด้วยครับ ทำให้เราได้ประเด็นเพิ่มขึ้น จากเดิมมี 5 ประเด็นเดิมทางซ้ายนะครับ ที่เป็นสีชมพู ๆ นี่ครับ ก็จะมีประเด็นเพิ่มมาอีก 3 ประเด็นนะครับ ก็คือเรื่องการเข้าถึงระบบการศึกษาของคนพิการ การเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาล การคุ้มครองและพิทักษ์สิทธิคนพิการที่ถูกกระทำความรุนแรง และคดีทางเพศนะครับ ก็จะได้ประเด็นเพิ่มขึ้นมานะครับ แต่ว่าเมื่อต้องการ Scope ประเด็นให้มันชัดเจนขึ้นนะครับ ก็มีการรับฟังความคิดเห็น โดยมีการลงคะแนน เพื่อจะ Scope ให้เหลือ 5 ประเด็นนะครับ เพราะฉะนั้น ก็จะมีประเด็นเดิมที่คะแนนอาจจะน้อยตกลงไป ลดความสำคัญลงไป เพราะทำได้ดรแล้วบ้าง หรือความสำคัญเร่งด่วนอาจจะไม่ชัดบ้าง แล้วก็มีการโหวตเอาประเด็นใหม่นี้เข้ามานะครับ ลงท้ายก็ถ้าจะสรุปให้เหลือ 5 ประเด็นนี่นะครับ ประเด็นการขับเคลื่อนสำหรับสมัชชาคนพิการในรอบนี้นะครับ ข้อที่ 1 ยังเป็นเรื่องของการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกนะครับ ก็เป็นเรื่อง Accessibility ข้อที่ 2 นะครับ เลื่อนขึ้นมาก็จะเป็นเรื่องการพัฒนามาตรการการคุ้มครองแรงงานคนพิการ ส่งเสริมการทำงานและอาชีพอิสระสำหรับคนพิการ ประเด็นที่ 3 จะเป็นเรื่องของการพัฒนา หรือเชื่มฐานข้อมูลคนพิการ หรือว่า Big Data นะครับ แล้วก็ 4 คือ การเข้าถึงระบบการรักษาพยาบาลและการฟื้นฟูสมรรภาพคนพิการนะครับ อันนี้ก็จะถูกยกมาเป็นประเด็นที่ 4 และประเด็นที่ 5 คือเรื่องการเข้าถึงระบบการศึกษาของคนพิการนะครับ ซึ่งตรงนี้ท่านจะสังเกตว่าเรื่องดิจิทัล เรื่อง Big Data นี่ ัมนอยู่ในประเทศแต่อยากจะนำเรียนว่าจริง ๆ เรื่อง Big Data เรื่องดิจิทัลนี่มันจะไปแทรกเป็นยาดำในประเด็นอื่น ๆ ด้วยนะครับ เพราะมันจะต้องมี Big Data เกี่ยวกับการเข้าถึง จากสิ่งอำนวยความสะดวก มันต้องมี Big Data เกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองแรงงานคนพิการ มันต้องมีมาตรการมี Big Data ที่เกี่ยวกับเรื่องของการรักษาพยาบาลใช่ไหมครับ เดี๋ยวนี้มี Health Link มีอะไรต่ออะไร มัเข้าถึงระบบการศึกษาคนพิการ ตรงนี้ก็ต้องมี Big Data มารองรับด้วย ฉะนั้น ตรงนี้ถึงเน้นว่า เรื่อง Big Data นี่จะเป็นประเด็นหลัก ในการที่จะขับเคลื่อน 5 ประเด็นเหล่านี้นะครับ ให้มันเกิดผลนะครับ อย่างนั้นก็ขอเขยิบมาว่าแล้วนะครับ อันนี้คือน่าจอนะครับ ฉะนั้น ตรงนี้นะครับ ก็คือคนพิการนะครับ ต้องมี Big Data เข้ามารองรับนะครับ ทีนี้ขอสไลด์ถัดมาด้วยครับ ทีนี้เพราะฉะนั้น ในข้อเสนอเชิงนโยบายที่บอกว่าเราจะเอา Big Data มาเป็นฐานรองรับนี่ แล้วในแต่ละประเด็นขับเคลื่อนนี่ เราจะขับเคลื่อนกันอย่างไรบ้างนะครับ เราจะขับเคลื่อนกันอย่างไรบ้าง ประเด็นที่ 1 ครับ ในสมัชชารอบที่ 2 นี่ เรื่องอันดับ 1 คือ การเข้าถึงและการใช้ประโยชน์จากสิ่งอำนวยความสะดวกนะครับ ซึ่ง Big Data ที่จะเข้ามาช่วยตรงนี้นะครับ เราก็อยากเห็นกรม พก. นี่นะครับ ร่วมมือกับองค์กรอื่น ๆ นี่นะครับ อย่างน้อยมีฐานข้อมูลเกี่ยวกับตัวแทนคนพิการที่มีความเชี่ยวชาญการออกแบบ Universal Design นี่นะครับ อย่างน้อยให้มีสักจังหวัดละ 10 คนนะ ใครต้องการออกแบบปรับปรุงอะไรตรงไหน ก็จะสามารถที่จะไปหาข้อมูลได้ว่าคนเหล่านี้อยู่ที่ไหน อย่างไรบ้างนะครับ แล้วก็อยากให้มีการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ และก็จะมีล่ามภาษามือด้วยนะครับ ถ้าเรามีฐานข้อมูล มีระบบข้อมูลตรงนี้ก็จะดี นอกจากนั้นก็จะมีฐานข้อมูลเกี่ยวกับผู้ช่วยคนพิการ และก็สถานที่ต่าง ๆ ว่าที่ไหนมีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการประเภทไหน อย่างไรบ้างนะครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็จะเป็นประเด็นเชิงนโยบายในข้อเสนอแนะ แล้วก็ทางทีมวิจัยนะครับ ก็ได้เสนอตัวชี้วัดความสำเร็จไว้ให้ด้วยนะครับ ขอสไลด์ถัดมานะครับ ฉะนั้น อย่างเรื่องของการส่งเสริมให้คนพิการนี่ มาร่วมตรวจสอบ มาร่วมออกแบบการใช้งานระบบอำนวยความสะดวก UD ทั้งหลายนี่นะครับ ก็ทุกจังหวัดจะต้องมีตัวแทนคนพิการที่มีความเชี่ยวชาญเกี่ยวกับการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลนี่ ไม่น้อยกว่า 5 คนนะ แล้วก็มีชื่อมีอะไรเผยแพร่บนเว็บไซต์ด้วยนะครับ หรือว่าอย่างเช่นการเข้าถึงบริการล่ามภาษามือนี่ ได้อย่างมีประสิทธิภาพนี่ ก็อยากให้มีข้อมูล ฐานข้อมูลล่ามภาษามือของทุกจังหวัดที่เป็นปัจจุบันแล้วอยู่ในเว็บไซต์และอาจจะมีแอปพลิเคชันสำหรับจองล่ามภาษามือได้นะครับ อันนี้ก็มันก็จะช่วยให้การเข้าถึงนี่ เป็นไปได้ดีขึ้นนะครับ ขอสไลด์ถัดไปแล้วกันนะครับ เดี๋ยวจะได้มีเวลารับฟังความคิดเห็นมาก ๆ นะครับ ประเด็นขับเคลื่อนอันดับที่ 2 นะครับ ประเด็น เรื่องการพัฒนามาตรการคุ้มครองแรงงานคนพิการ และการส่งเสริมการทำงานและอาชีพอิสระของคนพิการ ในประเด็นนี้นี่ เราก็ถ้ามาดูในเรื่องของการขับเคลื่อนนี่ เราก็อยากให้มีการขับเคลื่อนนะครับ ในการรวบรวมข้อมูล จัดทำฐานข้อมูลแล้วก็เผยแพร่บนเว็บไซต์นี่ อย่างเช่น ข้อมูลคนพิการที่ต้องการประกอบอาชีพในแต่ละจังหวัดนี่ คนพิการใครอยากทำงานอะไรบ้างนะครับ ข้อมูลสถานประกอบการที่ต้องการรับคนพิการเข้ามาทำงานในแต่ละจังหวัดนะครับ อันนี้ก็อาจจะร่วมกับกรมการจัดหางานต่าง ๆ เพื่อข้อมูลด้าน Demand กับ Supply มันจะได้มาเจอกันนะครับ มีข้อมูล Job Coach ของแต่ละจังหวัดด้วย เพราะการที่คนพิการจะเข้าไปทำงานในสถานประกอบการบางทีมันอาจจะต้องมีโค้ชอยู่นะครับ ข้อมูลตรงนี้ก็จะช่วยให้คนพิการหางานทำได้ดีขึ้นนะครับ รวมถึงข้อมูลแหล่งทุนต่าง ๆ นะครับ แล้วก็ข้อ 2 นี่ ก็อยากจะเห็นกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการนี่ สนับสนุนให้หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมจัดทำสื่อวิดีโอที่จะเผยแพร่ให้ผู้จ้างงานนะครับ หรือว่าคนพิการที่เขาทำงานได้สะท้อนถึงเรื่องเกี่ยวกับการทำงานของคนพิการนะครับ เพราะคนพิการทำงานหลาย ๆ อย่างได้ดีกว่าคนปกตินะครับ หรือบางอย่างก็ใกล้เคียงไม่ต่างกัน เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็อยากให้มีสื่อเยอะ ๆ ซึ่งในข้อเสนอนโยบายแบบนี้เราก็มีตัวชี้วัดความสำเร็จของมาตรการต่าง ๆ นะครับ ขอสไลด์ต่อมาด้วยครับ ฉะนั้น อย่างเรื่องการส่งเสริมประกอบอาชีพคนพิการนี่ เมื่อกี้ก็พูดถึงแล้ว ฐานข้อมูลความต้องการการมีงานทำ กับฐานข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องของการเปิดตำแหน่งเพื่อรับจ้างงานฐานข้อมูล Job Coach ต่าง ๆ นะครับ การเรื่องดิจิทัลต่าง ๆ ก็อาจจะมีการทำสื่อวิดีโอนะครับ รวมถึงสร้างให้เป็นเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องการจ้างงานคนพิการหรือการไปทำงานของคนพิการต่าง ๆ นะครับ ตรงนี้ก็จะช่วยสร้างความตระหนักรู้มากขึ้นนะครับ ขอข้อขยับไปประเด็นถัดมาเลยครับ สำหรับประเด็นอันดับที่ 3 นะครับ ก็จะเป็นเรื่องของการพัฒนาและเชื่อมโยงฐานข้อมูลด้านคนพิการนะครับ ความจริงจะเรียก "Big Data" ทางวิชาการไม่ใช่ มันจะเป็น Data Network มากกว่านะครับ ก็คือให้กรมนี่นะครับ ได้ร่วมกับองค์กรคพิการ หรือองค์กรเพื่อคนพิการนี่ เชื่อมโยงข้อมูลต่าง ๆ นี่เข้าด้วยกัน เหมือนว่าเรามีโต๊ะกลางที่คนสามารถที่จะเข้าถึงข้อมูลตรงนี้นะครับ อย่างเช่นข้อมูลคนพิการทุกประเภท ชมรมต่าง ๆ นะครับ ข้อมูลมูลนิธิ สมาคมในแต่ละจังหวัดนะครับ ข้อมูลสรุปผลการสำรวจ ข้อมูลคนพิการในรายปี ในแต่ละจังหวัด ซึ่งมันต้อง อัปเดตนะครับ ซึ่งมันเป็นข้อมูลเกี่ยวกับด้านคนพิการแบบนี้ มันน่าจะมีถังข้อมูลกลางหรือโต๊ะข้อมูลกลางที่ทุกคนจะเข้ามาร่วมแชร์ ร่วมใช้นะครับ แล้วก็อยากจะเห็นกรมนี่ครับ จัดทำเว็บไซต์ของศูนย์บริการคนพิการจังหวัดต่าง ๆ นี่เป็นปัจจุบันแล้วก็เหมือนกับเป็นหน้าต่างที่จะเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ เกี่ยวกับคนพิการด้วยนะครับ ขอขยับไปสไลด์ตัวชี้วัดเลยครับ เพราะฉะนั้น ตรงนี้ก็จะมีตัวชี้วัดนะครับ อย่างเช่น ข้อมูลอะไรบ้างที่จะต้องเอาขึ้นจอเอาขึ้นอัปเดตนะครับ ข้อมูลแกนนำนะครับ และประเภทของแต่ละจังหวัดที่เผยแพร่บนเว็บไซต์นะครับ ฉะนั้น ตรงนี้เราก็จะเช็กได้นะครับ มันจะมีข้อมูลเหล่านี้โผล่ขึ้นมาหรือเปล่าภายในปี 2567 นะครับ ซึ่งเราต้องมาช่วยกันด้วยนะครับ ไม่ให้ ให้กรมคนอยู่คนเดียวนะครับ ถ้ากรมทำอยู่คนเดียว ก็คงจะได้ไม่ถึงครึ่งของโจทย์ทั้งหลายแหล่ เพราะฉะนั้น ใครมีศักยภาพตรงไหนก็ช่วยกันนะครับ อย่างเช่น ผมเคยไป ผมเคยดูแลหลักสูตรของสถาบันพระปกเกล้านี่ ก็จะมีงานกลุ่มของนักศึกษาสถาบันพระปกเกล้าพัฒนา Chat Bot ชื่อน้องปันกันนะครับ ปันกันเพื่อที่จะทำให้การบริจาคช่วยเหลือคนพิการตามศูนย์พัฒนา หรือศูนย์บริการต่าง ๆ นี่มันมีความทั่วถึงมากขึ้น เพราะไม่อย่างนั้น เราจะเลี้ยงวันเกิด คนกรุงเทพฯ ก็จะเลี้ยศูนย์ที่กรุงเทพฯ นะ แต่ศูนย์ที่ต่างจังหวัดอาจจะไม่ได้ของบริจาค อาจจะไม่ได้ Pampers ได้อะไรอย่างนี้ แอปตรงนี้ก็ทำให้เกิดการเชื่อมโยงกันเกิดขึ้น เพราะฉะนั้น ผมอยู่กรุงเทพฯ อยากเลี้ยงคนพิการที่กรุงเทพฯ ทุกบ้านเต็มหมดแล้ว อาจจะไปกดเพื่อที่จะไปที่จังหวัดสกลนคร นครพนมอะไรก็ได้นะครับ แล้วก็สั่งซื้ออาหารไปเลี้ยงคนพิการที่นั่นก็ได้ ตรงนี้ก็จะเป็นการเชื่อมโยงข้อมูลนะครับ โอเคครับ เพราะฉะนั้น ถัดมาประเด็นที่ 4 แล้ว ขอประเด็นที่ 5 เลยครับ ครับ ประเด็นที่ 5 นี่ก็จะเป็นเรื่องของการส่งเสริมการเข้าถึงระบบการศึกษาของคนพิการนี่นะครับ เราก็ถ้านึกถึงเรื่องดิจิทัล เรื่อง Big Data นี่ เราก็อยากเห็นมีการรวบรวมข้อมูลและเผยแพร่บนเว็บไซต์นี่ เกี่ยวกับศูนย์การเรียนสำหรับเด็กเจ็บป่วยในโรงพยาบาล ห้องเรียนเรียนรวม โรงเรียนเรียนร่วม แล้วก็ห้องเรียนคู่ขนานต่าง ๆ นะครัาบ ข้อมูลทุนการศึกษา ขอโทษครับ ข้อมูลทุนการศึกษานี่ ตรงนี้ก็จะช่วยให้เราเอาดิจิทัลมาใช้ประโยชน์เพื่อทำให้คนพิการได้มีโอกาสทางการศึกษาที่ดีขึ้นได้นะครับ แล้วก็หน้าถัดไปก็จะเช่นเคยนะครับ ก็จะเป็นตัวชี้วัดนะครับ นะครับ ก็นะครับ จะมีศูนย์ข้อมูลอะไรบ้างนะครับ มีข้อมูลอะไรที่ Report ได้บ้างนะครับล จะมีตัวชี้วัดที่ค่อนข้างชัดเจน เพราะฉะนั้น เราก็อาจจะใช้ตรงนี้เป็นหมุดหมายนะครับ ที่เราจะขับเคลื่อนใน 3 ปีข้างหน้านะครับ ในประเด็นขับเคลื่อน ในปี 2565-2567 อย่างที่เรียนให้ทราบมันจะเน้นเรื่องดิจิทัลเป็นฐาน แล้วถ้าเราขับเคลื่อนตรงนี้มันจะเห็นผลชัดเจนนะครับ บางเรื่องมันขึ้นจอให้เราดูได้เลย แล้วเราก็ดูวิธีการปรับปรุงฐานข้อมูลให้มันดีขึ้นไปเรื่อย ๆ นี่นะครับ ผมคิดว่าถ้าเรามีฐานข้อมูลที่แน่นแล้วนี่ ไอ้มาตรการอื่น ๆ เช่น การศึกษา การคุ้มครองแรงงาน การสร้างระบบการเข้าถึงนี่ มันจะตรงเป้ามากยิ่งขึ้น วัดผลได้มากขึ้น แล้วมันจะประเมินผลได้ วัดผลได้มากขึ้น ตรงนี้ก็อยากฝากไว้เป็นประเด็นด้วยนะครับ ทีนี้ก่อนที่จะเปิดให้มีประเด็นรับฟังความคิดเห็น น่าจะมีเวลาเยอะเลยนะครับ ก็จะขอเขยิบไปที่แนวทางการติดตามประเมินผลนะครับ ว่าในการขับเคลื่อนสมัชชาตรงนี้นะครับ มันจะมีแนวทางไหมที่เราจะวัดผลสำเร็จ ว่าเราสำเร็จก้าวหน้าไปถึงอะไร อะไรทำได้ดีแล้ว อะไรที่ต้องมานั่งคิดปรับปรุงกันอีกนะครับ ตรงนี้ก็คิดว่าอยากเสนอให้กรมส่งเสริมและพัฒนาชีวิตคนพิการนี่นะครับ เป็นเหมือนคนจัดให้มีผู้ที่รับผิดชอบนะครับ จะเป็นหน่วยที่จะประสานรวบรวมข้อมูลต่าง ๆ นี่ให้มันไหลมาเข้าข้อมูลกลาง และก็เอาเผยแพร่ออกไปยังเว็บไซต์ต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องนะครับ แล้วก็เป็นไปได้นะครับ ตรงนี้มาจากการต้องมาระดมความคิดว่าไอ้ Dashboard นี่ นะครับ ปรอทวัดเรื่องของคนพิการนี่ มันน่าจะมีหน้าปัด มันน่าจะมีตัวชี้วัดเรื่องอะไรบ้าง ตรงนี้ก็อาจจะต้องมานั่งคิดกันดู แล้วถ้ามันเป็นดิจิทัลนี่ การติดตามข้อมูลต่าง ๆ นี่ มันก็จะสามารถทำได้ง่ายขึ้น สะดวกขึ้น อาจจะเป็นรายวัน รายสัปดาห์ หรือบางเรื่องอาจจะเป็น Real Time ได้เลยนะครับ ซึ่งตรงนี้มันกฌ็จัการวิเคราะห์การคิดอย่างมีเหตุผลมากขึ้นนะครับ ขอสได์ถัดมานะครับ นะครับ สไลด์ถัดมาที่ 2 นี่นะครับ ก็คือเราอยากเห็นทางกองทุนนะครับ ให้สนับสนุนงบประมาณนี่ ในการที่จะพัฒนาระบบ หรือพัฒนาโปรแกรมสื่อต่าง ๆ นี่ขึ้นมานะครับ ก็อาจจะเปิดเป็นทุนวิจัย ทุนสำหรับ Startup ต่าง ๆ นะครับ เข้ามาช่วยพัฒนาก็ได้นะครับ ตรงนี้ก็จะเป็นส่วนหนึ่ง ข้อที่ 3 กองทุนนี่นะครับ ให้นำเสนอความคืบหน้าของผลการดำเนินงานตามข้อ 2 นี่นะครับ นะครับ ก็มีรายงานความก้าวหน้านะครับ ต่อคณะกรรมการนี่ ได้รับทราบเป็นระยะ ๆ ตรงนี้ก็เหมือนกันนะครับ ก็เป็นการทำให้เราต้องมีฐานข้อมูลที่ดีนะครับ ไม่อย่างนั้นจะรายงานผลไม่ได้นะครับ ก็จะเป็นงูกินหางกันหน่อยนะครับ ข้อที่ 4 ก็คือกรมนะครับอยากให้มีการจัดประชุมนะครับ เพื่อที่จะขายไอเดียครับ นำเสนอเพื่อให้หน่วยงานที่เป็นเจ้าของข้อมูลนะครับ องค์กรคนพิการประเภทต่าง ๆ หรือเครือข่ายต่าง ๆ นี่ ได้เข้ามามีส่วนร่วมนะครับ Input ข้อมูลใส่เข้าไป ใช้ประโยชน์จากข้อมูลได้มากขึ้นนะครับ ฉะนั่นก็คือจะขับเคลื่อนการทำงานแบบ Database Everdent Base นะครับ ตรงนี้ก็จะได้ชัดเจนขึ้น แล้วก็ข้อที่ 5 นะครับ เราอยากเห็นหน่วยงานเจ้าของข้อมูลนี่ องค์กรคนพิการประเภทต่าง ๆ เครือข่ายนี่นะครับ ก็ร่วมกันใช้ ร่วมกันตรวจสอบความถูกต้อง ร่วมกันอัปเดตนะครับ ตรงนี้ก็จะเป็นสมบัติของสมัชชา ก็คือเป็นสมบัติที่ทุกคนจะร่วมเข้ามามีส่วนร่วม ทั้งร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมใช้ประโยชน์นะครับ โดยทางกรมก็จะเป็นเหมือนกับแกนที่จะเป็นผู้สนับสนุนหลักในส่วนหนึ่งนะครับ ทั้งนี้ทั้งหมดนี้นะครับ ก็เป็นการสรุปนะครับ งานวิจัยเกี่ยวกับเรื่องของประเด็นขับเคลื่อนสำหรับสมัชชานะครับ เครือข่ายคนพิการระดับชาติครั้งที่ 2 นะครับ ปี 65-67 นะครับ ท่านคงเห็นความเป็นมา ท่านคงเห็นประเด็นสำคัญนะครับที่เราจะขับเคลื่อนกัน ที่เราจะชี้วัด ตัวชี้วัดอยู่ในเอกสารให้ด้วย ที่เราจะได้ร่วมกันติดตาม ร่วมกันขับเคลื่อนนะครับ ฉะนั้น ในช่วงนี้คิดว่าอยากจะเปิดโอกาสให้ทางทุกท่านได้มีส่วนร่วมซักถาม หรือแสดงความคิดเห็นได้อย่างเต็มที่นะครับ ผมได้คุยกับทาง Organizer บอกว่าเดี๋ยวจะมีคนวิ่งไมค์ไปให้นะครับ เพราะฉะนั้น ท่านจะเห็นคนวิ่งไมค์จะมีอยู่ 2 มุมนะครับ ถ้าท่านต้องการจะร่วมเสนอความคิดเห็น ขอเชิญยกมือเลย อาจารย์มณเฑียร ยกมืออยู่ข้างหน้าแล้วครับ ครับ ขออนุญาตทางกรมช่วยจด Note ไว้ด้วยนะครับประเด็นความคิดเห็นต่าง ๆ นะครับ เชิญครับ อาจารย์มณเฑียรครับ (คุณมณเฑียร) กราบเรียนท่านอาจารย์ปัณนะครับ อาจารย์ผมเองนะครับ ตั้งแต่เรียนพระปกเกล้านะครับ ไม่ได้เจออาจารย์มาหลายปีนะครับ ผมมณเฑียร บุญตัน ครับ จากสมาคมคนตาบอดแห่งประเทศไทย และสภาคนพิการทุกประเภทแห่งประเทศไทยนะครับ มันมีอยู่ 2 เรื่องที่ผมคิดว่าเป็นเรื่องสำคัญนะครับ เรื่องที่ 1 ก็คือสิ่งที่อาจารย์ได้กรุณาประมวลสรุปมาทั้งหมดนี่ อันนี้ก็คงเป็นเรื่องที่พวกเราคงพอจะเข้าใจกันอยู่ ไม่มากก็น้อยนะครับ แต่ประเด็นที่ผมอยากจะหยิบยกขึ้นมา เป็นประเด็นเจตนารมณ์ แล้วก็ได้ถูกถ่ายทอดไว้ในแผนการปฏิรูปประเทศอยู่ 3 ข้อ ซึ่งก็ปรากฏอยู่ในข้อสรุปของอาจารย์ด้วยเมื่อสักครู่นี้่นะครับ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ของ Big Rock ก็คือประเด็นการขึ้นทะเบียนคนพิการ แล้วก็การจัดทำฐานข้อมูล เราเชื่อว่าจะเป็นพระเอกของทุกเรื่อง เพราะถ้าเรามีคนพิการนี่ตามความเป็นจริงมากที่สุดเท่าไร เรามีฐานข้อมูลที่ดีที่สุด เข้าถึงได้ด้วยนี่ เข้าถึงได้โดยสะดวกด้วยนี่เท่าไหร่ เราก็จะสามารถพัฒนางานด้านคนพิการได้ดีขึ้นเป็นเงาตามตัว ปัญหาของเรา ก็คือว่าตอนนี้นี่คนพิการของเราที่จดทะเบียนมันมีอยู่แค่ 2,000,000 คนเศษ คิดเป็น 3 เปอร์เซ็นต์ ของประชากร สำนักงานสำรวจแห้งชาติสำรวจเมื่อประมาณ 2-3 ปีที่ผ่านมา แล้วบอกว่ามีอยู่ 3.7 ล้านคน อันนี้เขาแค่ตามนิยามของเรานะครับ ซึ่งยังเป็นนิยามที่มองความพิการนี่ อิงเชิงการแพทย์มากไปหน่อยนะครับ ที่บอกว่ามากไปหน่อย เพราะว่าเรายังให้ความสำคัญของความบกพร่องของบุคคล เพราะฉะนั้น ถ้าแพทยืวินิจฉัยว่าความบกพร่องไม่ถึงขึ้น เข่กออกใบรับรองให้ เมื่อไม่ออกใบรับรองให้ ก็ไม่สามารถไปจดทะเบียนคนพิการได้ ซึ่งประเทศในโลกนี้นี่ หลายประเทศยังคงติดกับดักอยู่ที่ Medical Model ก็คือความพิการเชิงการแพทย์อยู่ พรบ. ส่งเสริมคุณภาพชีวิตคนพิการฉบับปี แล้วที่แก้ไขเพิ่มเติมปี 2556 นี่พยายามไปไกลกว่านั้นแล้วแต่ว่า Mindset ของฝ่ายนโยบายก็ดี ฝ่ายบริหาร ของเรานี่ยังคงติดกับดักอยู่ที่ Medical Model หรือ Medical Model นี่ เพราะฉะนั้น เราไปเขียนประกาศที่จะวินิจฉัยและขึ้นทะเบียนคนพิการนี่ เราจึงกรองเอาเฉพาะคนที่อาการหนัก ๆ ล่อแล่ แล้วครับอาจารย์ ถ้าเราสามารถขยายนะครับ คนพิการนี่ให้ใกล้เคียงกับที่องค์การอนามัยโลกและธนาคารโลกได้ประเมินไว้เมื่อปี 2011 ในรายงานระดับโลกว่าด้วยคนพิการ เขาทำรายงานร่วมกัน WHO แล้วก็ World Bank เขาเรียกว่า "World Disability Report 2011 ประมาณการว่าจะมีประชากร 15 เปอร์เซ็นต์ของประชากร 15 เปอร์เซ็นต์นี่ เป็นไปได้ ถ้าเราสามารถเปลี่ยนวิธีการประเมินความพิการเสียใหม่นะครับ ก็คือประเมินความพิการ โดยเอาอุปสรรคนะครับ ที่เกิดขึ้นจากภายนอก ก็คือสิ่งที่สังคมสร้างขึ้นนี่เป็นปัจจัยสำคัญ แม้ว่าจะสอบไม่ผ่านจากใบรับรองแพทย์ เราก็ใช้ตัวคนพิการเอง ก็คือ Self AccessmentSelf Accessmentกับประชาคมรอบข้าง ชุมชม ผู้เชี่ยวชาญสาขาต่าง ๆ รวมกันนี่ เอามา Weight แล้วก็สามารถขึ้นทะเบียนเป็นคนพิการได้โดยที่ไม่ต้องเอาคำวินิจฉัยหรือใบรับรองแพทย์นี่ เป็นตัวYes หรือ No เป็นแค่องค์ประกอบหนึ่งในการขึ้นทะเบียนคนพิกเราจะเห็นได้ว่าจะสามารถมีคนพิการนี่ ตามกฎหมายนี่อัปขึ้นไปเป็น 10 ล้านคนได้ทันที 10 ล้านคนนี่ อาจจะต้องการบริการเฉพาะสำหรับคนพิการนี่ 3 ล้านคนเศษ เหมือนที่สำนักงานสถิติสำรวจไว้ แต่ว่า 10 ล้านนี่จะเป็นปัจจัยสำคัญในการนำไปคำนวณเพื่อไปออกแบบนโยบายสาธารณะที่ครอบคลุมและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังมากขึ้น มาก ก็คือจะต้องเป็น Inclusive Development มากขึ้นนั่นเอง นี่ประการที่ 1 นะครับ ประการที่ 2 นี่ ปฏิรุปประเทสนี่กำหนดให้ปฏิรูปการพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ เพื่อให้คนพิการเข้าถึงได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งศูนย์บริการคนพิการ คำตอบที่ไม่มีอยู่ในกระดาษแต่พวกเราปราถนามานานก็คือกองทุนต้องเป็นนิติบุคคลครับอาจารย์ กองทุนยังเป็นส่วนราชการ เหมือนปัจจุบันนี่ มันถึงก็ช่างไม่ถึงก็ช่างนะครับ ฉะนั้น เราต้องใจกล้า ต้องทำให้กองทุนเป็นนิติบุคคลให้ได้นะครับ อะไรตามมาอีกเยอะนะครับ เรื่องที่ 3 คือเรื่อง Accessibility อันนี้ก็อีกแล้วนะครับ ว่าเรายังติดกับดักอยู่กับสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับคนพิการนี่ นักการเมืองเขาไม่ซื้อครับ แต่ถ้าเมื่อใดมันเป็นสภาพแวดล้อมเพื่อทุกคน หรือเพื่อคนทั้งมวล โดยมีคนพิการเป็นเพียงตัวชี้วัด เป็นเพียง Benchmark เท่านั้นนะครับ เมื่อสภาพแวดล้อมเมื่อทุกคนนี่เป็นตัวชี้วัด เป็น Benchmark นี่ มันจะทำให้ทุกคนมVolume ในการขับเคลื่อนนี่ สังคม เพื่อให้มันอยู่ดีมีขุขร่วมกันนี่ มันมีความเป็นไปได้สูงนะครับ 3 เรื่องนี่ กำลังจะหมดอายุเดือนธันวาคมนี่แล้วครับอาจารย์ แต่ว่าคณะอนุกรรมาธิการกิจการคนพิการนี่ ได้ประสานมายัง พก. แล้วว่าขอให้ช่วยสืบชะตาสาระสำคัญในแผนการปฏิรูปทั้ง 3 ข้อนี่ โดยเอาไปอยู่ใน หรือเอาไว้ในสาระสำคัญของแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการฉบับที่ 6 ผมก็เลยต้องตามมานำเสนอในงานสรุปนะครับ สมัชชาเครือข่ายคนพิการระดับชาติแห่งนี้ เพื่อสืบต่ออายุ สืบต่อเจตนารมณ์นะครับ จริง ๆ มันมีอีก 2 เรื่องนะครับ ก็คือเรื่องการผนวกรวมคนพิการเข้าสู่กระแสหลัก หรือ Accessibility Deเวลาเราเสนองบประมาณแต่ละปีนี่ ทุกคนก็จะบอกว่าไปที่ พก. สิ ทั้ง ๆ ที่ พก. เป็นกรมขนาดเล็ก พก. นี่เป็นองค์กรประสานงานเป็น Follow point ไม่ใช่ปฏิบัติการ เรื่องคนพิการควรจะอยู่ในทุกกระทรวงแต่บ้านเราไม่เข้าใจเรื่อง Inclusive Development ครับ ไปคิดว่าถนนทุกสายต้องมา พก. อันนี้มันผิดที่ผิดทางจริง ๆ เพราะฉะนั้นนี่การผนวกรวม หรือบูรณาการเรื่องของคนพิการเข้าไปพัฒนากระแสหลัก ทุกกระทรวง ทบวง กรม จึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง สุดท้ายครับ ที่จะเสนอและต้องถามด้วยนะครับ ว่ามีข้อเสนอแนะที่จะทำอย่างไร ที่ทำให้หน่วยงานของรัฐจ้างงานคนพิการ อย่างมีนัยสำคัญ รัฐบาลท่านพลเอก ประยุทธ์ นี่มีมติ ครม. 2 รอบ ปี 58 1 ครั้ง ปี 2560 อีก 1 ครั้ง ปี 2558 บอกว่าต้องทำตามกฎหมายภายในปี 2561 ปี 2560 บอกว่าการจ้างงานคนพิการเป็น KPI สำหรับผู้บริหารหน่วยงานของรัฐทุกแห่งแต่ตอนนี้หน่วยงานรัฐจ้างงานคนพิการถึง 14,000 ตำแหน่งครับอาจารย์ เพราะฉะนั้นนี่ มันย้อนย้อนกับบทบัญญัติของกฎหมาย มันย้อนแย้งกับมติ ครม. ของท่านรัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ ตอนนี้รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ 2 จะหมดวาระไม่กี่เดือนนี้แล้วนี่ แต่หน่วยงานของรัฐยังหนี้จ้างงานคนพิการกว่า 14,000 ตเอกชนให้จ้างงานนี่ แล้วเอกชนทำตามต้อง 90 เปอร์เซ็นต์ อันนี้เป็นปัญหาหนักอกเลยครับ นะครับ ต้องสามารถบังคับย หรือสามารถจูงใจให้หน่วยงานของรัฐจ้างงานคนพิการให้ได้ ถ้าไม่จ้างอาจจะต้องหั่นเอางบประมาณของหน่วยงานภาครัฐมาเข้ากองทุนแบบเดียวกับที่หั่นให้เอกชนเสียค่าปรับเข้ากองทุนด้วย หั่นโดยวิธีการเอามาผูกนะครับ รัฐบาลจะต้องจ่ายเงินเข้ากองทุนเท่าจำนวนตำแหน่งงานของหน่วยงานของรัฐไม่จ้างงานคนพิการ สมมติติดหนี้ 14,000 ก็ต้องเอา 14,000 คูณ100,000 เศษ ต่อปี แล้วจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุน เอาไหมล่ะครับ นะครับ ผมคิดว่า 3 4 5 ประเด็นนี่ นะครับ ไม่แน่ใจเหมือนกันว่า โดยเฉพาะ 4 กับ 5 นี่นะครับ อยู่ในสรุปแล้วหรือยัง ผมได้ยินอาจารย์พูด 3 ประเด็นที่ผ่านมา ก็คือประเด็นการปฏิรูปนี่อยู่ในรายงานฉบับนี้แล้ว แต่ไม่ได้ถูกไฮไลท์ แต่อาจารย์พูดทั้ง 3 ประเด็นนี่บ่อย เพราะอาจารย์ก็น่าจะได้รับเสียงสะท้อนมาเแต่ประเด็นที่ 4 กับที่ 5 คือการผนวกรวมหรือบูรณาการคนพิการเข้าสู่กระแสหลัก ยังไม่ค่อยได้รับการพูดถึงเราพูดสั้น ๆ ครับ DID ครับ Disability Inclusive Development คนพิการโดยหน่วยงานของรัฐนี่ พูดไปมันเป็นที่อับอายนะครับ รัฐสภาของผมก็ไม่ได้จ้างสักตำแหน่งทั้งที่ต้องจ้างอย่างน้อย 30 ตำแหน่ง อันนี้ก็จะต้องไปหาท่านชวน ยื่นหนังสือไป 1นะครับ ก็คงได้เวลาได้ไปเยี่ยมท่าน ได้ไปคาระวะท่านอีกแล้วนะครับ ก็เรียนฝากทั้งถามไปในคราวเดียวกันครับ ขอบพระคุณมากครับ นะครับ เชิญนะครับ มีท่านไหนยกมืออีกไหมครับ ที่จะซักถามแลกเปลี่ยน ท่านอาจารย์มณเฑียร ก็ได้เพิ่มประเด็นที่สำคัญนะครับ กำลังสงสัยว่าข้อ 5 นี่ ใช้ 157 ได้ไหมครับ สวัสดีครับ ผมเผชิญโชค เสนากาล นะครับ จากชมรมเพื่อผู้บกพร่องทางจิต เขตหลัก 4 นะครับ เรียนถามท่านวิทยากรว่าเกี่ยวกับวันคนพิการสากลนะครับ มีที่มาที่ไปอย่างไรนะครั บแล้วประเทศไทยนี่เริ่มเข้าร่วมกิจกรรมนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ครับ ขอบคุณครับ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปัณรส) ขออภัยนะครับ เรื่องนี้น่าจะต้องถามทางกรมนะครับ พอดีก็ไม่ได้รู้ประวัติศาสตร์มากเท่าไรนะครับ ก็ได้มาช่วยวิจัยนี้ก็ครั้งนี้แหละครับ นะครับ (คุณเผชิญโชค) ครับ ขอบคุณมาก ๆ ครับ พอดีชมรมเราก็เพิ่งตั้งไม่ถึง 6 เดือนครับ ขอบคุณครับ (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปัณรส) ครับผม ขอบคุณครับ เดี๋ยวจะให้เจ้าหน้าที่ Google มาให้นะครับ เชิญนะครับ เผื่อท่านจะมีข้อคิดเห็นข้อเสนอแนะเกี่ยวกับประเด็นขับเคลื่อนของเรานี่ จริง ๆ มีอีกหลายประเด็นนะครับ แล้วก็ท่านจะเห็นว่าบางประเด็นนี่คนที่จะต้องไปขับเคลื่อนนี่อาจจะต้องเป็นตัวกรม แต่ไม่ใช่ทุกประเด็นที่กรมจะต้องเป็นพระเอกเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนนะครับ อะไรที่เราขับเคลื่อนด้วยพลังชุมชนได้นี่ ผมว่ามันก็มีพลังอยู่พอสมควรนะครับ โดยความคิดเห็นส่วนตัวนี่อย่างเช่น อุบัติเหตุบนท้องถนน การกู้ภัยทั้งหลายแหล่ ทุกวันนี้เราก็มีพลังชุมชนใช่ไหมครับ ในการเก็บศพจากท้องถนน ในการกู้ภัยต่าง ๆ เยอะแยะนี่ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของพลังชุมชนนะครับ แล้วก็ผมคิดว่าการดูแลสนับสนุนส่งเสริมคนพิการนี่นะครับ ก็พลังชุมชนน่าจะเป็นเรื่องที่สำคัญเหมือนกัน เป็นพลังสำคัญนะครับ ที่เราต้องช่วยกัน ทีนี้พลังชุมชนมันจะเกิดขึ้นได้นี่ เราต้อง... รู้ข้อมูล รู้ข้อเท็จจริงนะครับ แล้วก็เราต้องมาร่วมกันคิดนะครับ นะครับ เป็นโจทย์ของเรา อย่างเช่น ที่ท่านอาจารย์มณเฑียร ได้เรียนประเด็นที่ 4 นี่นะครับ ที่ผมคิดว่าข้อ 4 กับข้อ 5 นี่มันพันกันหน่อยก็คือถ้ากระทรวงต่าง ๆ 20 กระทรวงนี่ ยังไม่เข้าใจเรื่องของคนพิการ เรื่องความพิการนี่ เช่น เรื่องกระทรวงเกษตรนี่ นะครับ ลูกค้าเขาคือเกษตรกร เกษตรกรที่พิการกับไม่พิการนี่ การส่งเสริมการเกษตรมันอาจจะใช้คนละวิธีกันก็ได้ใช่ไหมครับ หรือว่ากระทรวงศึกษาธิการ ก็เริ่มดีหน่อยก็เริ่มมีการรับคนพิการเข้าไปเรียนแล้ว แต่อีกหลายกระทรวงก็ยังมองไม่เห็นนะครับ แล้วยังไม่มีมาตรการอะไรตรงนี้ ทีนี้พอเมื่อมองไม่เห็นก็เลยไม่ได้มีมาตรการอย่างเช่นการจ้างงานคนพิการนะครับ ฉะนั้น บางทีสมัชชาเรานี่ ถ้าเรารวบรวมข้อมูลอย่างเมื่อกี้ครับ นายจ้างที่จ้างคนพิการนี่ เขาทำอะไรกับบ้าง พัฒนาใช่ไหมคระบ ใครต่อใครที่จ้างคนพิการนะ แล้วคนพิการที่เข้าไปทำงานนี่ทำอะไรได้บ้างนะครับ ผมเคยเห็นในต่างประเทศที่ประเทศเดนมาร์กนี่ บริษัทซอฟต์แวร์ครับ เขาไปจ้างเด็กออทิสติกเป็นโปรแกรมเมอร์ให้ เขียน Coding ให้นะครับ ปรากฏว่าเก่งกว่าคนปกติอีก เพราะว่าน้องมีความสามารถมากอะไรอย่างนี้ เขียนโปรแกรมนี่ก็เขียนยจากบ้านได้ ไม่ต้องเดินทาง ไม่ต้องมาที่ office อะไรอย่างนี้ครับ เป็นอะไรที่น่าสนใจเหมือนกันครับ เชิญนะครับ เวทีเปิดแล้วนะครับ เพื่อจะรับฟังความคิดเห็นครับ มีไหมครับ มีท่านไหนต้องการซักถามแสดงความคิดเห็นอีกไหมครับ เขาให้เวลาผมถึงเที่ยงนี่ ผมก็เปิดให้ท่านเกือบเท่าไรนะครับ 50 นาทีนะครับ เต็มที่เลยนะครับ ถ้าอย่างนั้นจะขอเรียนถามทางท่านผู้จัดครับ ว่าถ้าไม่มีท่านใดแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมนะครับ ในเวทีวันนี้นะครับ อยากจะเรียนว่าท่านสามารถที่จะเสนอความคิดเห็นต่อไปที่กรมส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการได้นะครับ จะโทรไปแสดงความคิดเห็น จะส่งเป็นจดหมาย เป็นอีเมล เป็นอะไรก็ตามนะครับ ก็คงเข้าไปถึงทางกรมฯ ด้วย ก็เป็นการทดสอบขีดความสามารถของกรมเหมือนกันนะครับ ว่าสามารถที่จะจัดการความคิดเห็นจากท่านได้มากน้อยแค่ไหนนะครับ ถ้าไม่มีอะไรนะครับ ผมก็ขออนุญาตจบการบรรยายแล้วก็รับฟังความคิดเห็นเพียงเท่านี้นะครับ ท่านจะได้ไปชอปปิงต่อนะครับ ครับ ขอบพระคุณครับ (คุณสิราสมินธิ์) ค่ะ ต้องขอกราบขอบพระคุณนะคะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ปัณรส มาลากุล ณ อยุธยาเป็นอย่างสูงนะคะ และแน่นอนนะคะ ในช่วงนี้ค่ะ ทุกท่านก็ได้รับฟังนะคะ สำหรับทางด้านหัวข้อการนำเสนอแนวทางการขับเคลื่อน ในประเด็นสมัชชาเครือข่ายคนพิการระดับชาติครั้งที่ 2 กันไปเรียบร้อยแล้วนะคะ แน่นอนค่ะ ทุก ๆ ท่านคะ ยังสามารถที่จะพบกันได้นะคะ หน้าเวทีของเรากับอีก 1 ช่วงเวลาของเราหรือก็คือ 1 30 น. หรือว่าบ่ายโมงตรงค่ะ ซึ่งแน่นอน เรายังจะมีหัวข้อที่น่าสนใจค่ะ ในเรื่องของการออม เพื่อออมพร้อมสร้างอนาคตนะคะ ซึ่งวันนี้เราได้รับเกียรติค่ะ จากทางท่านเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนการออมแห่งชาตินะคะ ที่จะมาให้แนวทางในการพูดคุยและแนะแนวทางสำหรับในโอกาสการออมเงินในปี 2565 ก่อนที่เราจะก้าวเข้าสู่ปี 2566 อีกเช่นกัน พร้อมทั้งเวลา 14.00 น. - 15.00 นะคะ ก็จะมีการเปิดเวทีแสดงศักยภาพคนพิการค่ะ ด้านหน้าเวทีของเราด้วย จะเป็นอย่างไรนั้นเดี๋ยวรอติดตามได้ในช่วงภาคบ่ายค่ะ อย่างไรก็ตามเรียนเชิญทุก ๆ ท่านค่ะ กลับมารับฟังการเสวนาแล้วก็การพูดคุยกัน ด้านหน้าเวที เรียกได้ว่าเป็นโอกาสดี ๆที่เราไม่ได้พบกันบ่อย ๆ ดังนั้นนี่ อยากให้ทุกท่านค่ะ ได้กลับมาเจอะเจอกันช่วงหน้า เวลา 13.30 น. ในช่วงนี้เรียนเชิญทุก ๆ ท่านค่ะ สามารถไปแวะ ชอป ชิม ชิลล์นะคะ กับร้านอาหาร หรือจะเป็นของฝากนะคะ หรือจะเป็นบูธนะคะ ที่มาแสดงศักยภาพของทางคนพิการนะคะ ที่วันนี้ได้นำผลงานค่ะ มาให้ทุกท่านได้รับชมนะคะ ร่วมเป็นกำลังใจเปิดโอกาสให้คนพิการค่ะ ได้มอบนะคะ สำหรับความสวยงามในครั้งนี้ให้กับทุก ๆ ท่านได้อีกด้วย อย่างไรเรียนเชิญเลยนะคะ เดินทางไปรับชมกันได้ในแต่ละจุดแต่ละโซนของเรา รวมไปถึงค่ะ ในวันพรุ่งนี้ ศุกร์ที่ 2 ธันวาคมนะคะ เราจะเปิดงานอย่างเป็นทางการนะคะ โดยทางด้านของท่านพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีค่ะ จะเป็นประธานในพิธีและคณะผู้บริหารเดินทางเข้ามาถึงงานของเรานั่นเองนะคะ ช่วงเวลาตั้งแต่ 09.45 น. นะคะ ค่ะ ขอเรียนเชิญทุก ๆ พร้อมเพรียงกันได้ในวันพรุ่งนี้อีกครั้งหนึ่งด้วยนั่นเองนะคะ เอาล่ะค่ะ ตอนนี้เดี๋ยวให้ทุกท่านกันสักครู่รับประทานอาหารกลางวันนะคะ อิ่มท้อง อิ่มและเดี๋ยวเรากลับมาพบกับอีกครั้งหนึ่ง ช่วงเวลา 13.30 น. เรามีนัดกันแล้วนะคะ ด้านหน้าเวที อย่าลืมกลับมาเจอะเจอกันค่ะ ช่วงนี้พักกันสักครู่ขอบคุณค่ะ