(อาจารย์) โอเค โอเคค่ะ มาครบกันแล้ว ล่ามได้ยินไหมคะ ต้องพูดใหม่ไหม ล่ามได้ยินไหมคะ ล่ามไม่ได้ยิน ต้องโทร. ใหม่ไหมพลอย ค่ะ ล่ามได้ยินไหมคะ ล่ามยังไม่ได้ยิน เมื่อเช้าเป็นไหม ไม่เป็น ทำอย่างไรล่ะ LINE ถามเขาก่อนไหม หรือต้องโทร. มาอีก แต่เสียงมันเข้าอยู่เครื่องควบคุมอยู่ใช่ไหม ส่วนมากมีปัญหากับเสียง ล่ามได้ยินไหมคะ มิกซ์เอาไง อย่างไรก็ได้ อย่างไรงไงก็ได้แล้วแต่ อย่างนั้น ปอยวาง วางรามก่อนก็ได้ โอเค อาทิตย์หน้าหลังปีใหม่ เราจะสอบ mid เนื้อหาถึงวันนี้นะคะ จะเป็นเกี่ยวกับการปิดบังข้อมูลนะคะ โดยใช้รหัสลับ แล้วก็ใช้เครื่องมือในการปิดบังข้อมูลที่เราซ่อนไว้ โดยการทำงานแบบนี้นี่มันจะมีอัลกอริทึมที่เกี่ยวข้องกับการใช้ลายเซ็นดิจิทัล หรือลายเซ็นดิจทัลนี่แหละ นะคะ มันก็จะเป็นอัลกอริธึมในการตรวจสอบว่าข้อมูลนั้นน่ะไม่ถูกแก้ไขแก้ไข หรือมีการเปลี่ยนแปลง ได้แล้ว ได้แล้วใช่ไหมคะ ได้แล้วใช่ไหมคะ เสียงสะท้อน สักคูรู่นะคะ ก็วันนี้นะคะ ก็จะเกี่ยวข้องกับการปิดบังข้อมูล หลังดิจิทัลเป็นตัวตรวจเส้นตัวตรวจสอบว่าข้อมูลจะส่งไปเราได้รับมานี่ แก้ไขว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างทางระหว่างแล้ว ก็แล้วก็เป็นการพิสูจน์การพิสูจน์ตัวตนของคุณสมด้วย ซึ่งการลงมือในด้านข้างในไม่ใช่ว่าเราสแกนหน้าใสกระดาษ กระบวนการสร้างรหัสที่เป็นตัวเลขเป็นตัวเลข เรียกว่า Secrete Key ส่วนคนรับส่วนคนเราจะต้องมีทีมที่เราได้สร้างไว้จะแจกให้เขา ถ้าผู้รับไม่มีกุญแจที่เราแจก จะเข้าของเราไม่ได้ ซึ่งมันจะต่างกันก็ต่างกันอยู่ที่จะส่งมาใช้ จะใช้กุญแจนะคะ กระบวนการทำงานของลายเซ็นดิจิทัลนะคะ มันตั้งแต่คนส่งนี่มีการลงนาม มีการเข้ารหัสแล้วก็จะมีการไปให้ไปข้างหลังนะคะ ถ้ารับไม่อยากพูดมันก็จะไม่สามารถผ่านพี่นะคะ โดยการเข้ารหัสจะเป็นตัวเลขด้วยตัวเลขแปลงตัวหนังสือเป็นตัวที่เป็นเลขคู่ให้นะคะ ซึ่งกระบวนการเข้ารหัสจะมีตั้งแต่ตัวเลขที่เขาบอกว่ารอจนเป็นแสนปีก็ไม่สามารถขอรหัสได้ สำหรับการเข้ารหัสหลักการขั้นสูงสูงนะคะ โดยการเข้าวัดและเป็นสมการสมการคณิตศาสตร์สมการเส้นโค้งนะคะ ตั้งแต่ ปี 1984 เมื่อ 40 กว่าปีที่แล้วปีที่แล้วค่ะ ให้เส้นโค้งการเข้ารหัสการเข้ารหัส ซึ่งเป็นสมการคณิตศาสตร์ เราจะไม่เข้าใจ เข้ารหัสได้เหมือนที่โรงเรียนเหมือนกันตัวเองแล้วก็บอกอีก 3 ตัวแต่เป็นตัว D dog คือง่ายมาก แต่อันนี้เขาจะใช้สมการวงรีนะคะ แต่... ข้อดีก็คือคีย์ในการเข้ารหัสนี่ 40 ปีที่แล้วข้อความยังไม่เยอะมาก จะต้องเป็นของเซ็นจะไม่ใช้ความยาวมากกว่ากัน ก็ซับซ้อนในระดับหนึ่ง ถ้าเปรียบเทียบรายการเข้ารหัสตามคำสอนในการสอนในการถอดรหัส มันก็จะต่างกันก็ต่างกันนะคะ ความ อันนี้คือหน่วยวัดเป็น เขาเรียกว่าอะไร การเข้ารหัสต่อ 1 วินาที มันจะมีการเข้ารหัสเป็น 1 ล้านตัว ซึ่งถ้าถอดรหัสในปัจจุบันนี่ยากมากนะคะ ต่อมามันจะมีอีกตัวหนึ่งคู่กับลายเซ็นเซ็นดิจิทัลจะเป็นใบรับรองใบอนุญาตนะคะ ก็จะเป็นการรักษาความปลอดภัยที่ว่าอัลกอริทึมเท่านั้นแหละ มันจะอยู่ที่ว่าเราจะใช้อะไรบ้าง ก็จัดการอย่างไรนะคะ แต่จุดอ่อนของการใช้เอกสารรับรองทางดิจิทัลนี่ ก็คือเราจะรู้ได้อย่างไรว่าคีย์ที่ได้มาไม่ใช่คีย์ของไม่ใช่กุญแจของคนที่มาหลอกเอาข้อมูลเรา มันอาจจะโดนสับเปลี่ยนระหว่างทางก็ได้นะคะ เขาก็เลยมีวิธีการแก้ปัญหาโดยใช้กุญแจลับเพิ่มอีกเพิ่มขึ้นอีกนะคะ อาจจะมีการแจกจ่ายด้วยระบบที่ปลอดภัยมากขึ้นนะคะ เขาเรียกว่าระบบ Kerberos หรือการแจกจ่ายกุญแจนะ ก็จะให้ความไว้วางใจกับระบบจัดการ คีย์ ถ้าต่อไปปี 3 ปี 4 ได้ไปตั้งระบบเครือข่าย คุณจะเห็นตัวหนึ่งในการติดตั้งระบบ คือ PKI อันนี้ก็มีส่วนหนึ่งในการติดตั้งระบบเครือข่ายด้วยนะคะ ซึ่งการที่เราจะมี PKI ได้นี่มันจะต้องมีต้องมีใบรับรองนะคะ โดยออกโดยผู้รับรองที่เชื่อถือได้ในการเข้ารหัสข้อมูล เพราะว่าเวลาเราใช้ข้อมูลผ่านเครือข่าย Wi-Fi เราก็ต้องมั่นใจว่าข้อมูลของเราแล้วมันจะไม่รั่วไหล หรือว่าไม่โดนดักจับข้อมูลระหว่างทางด้วยนะคะ โดยองค์กรที่เป็นผู้ให้คำรับรองนี่ เขามีหน้าที่ ก็คือต้องตรวจสอบความมีตัวตนของบุคคล หรือว่าระบบนั้น ๆ แล้วก็ต้องสามารถออกใบรับรองได้นะคะ ใบรับรองประกอบไปด้วยตัวกุญแจสาธารณะของคนคนนั้นหมายเลขที่ระบุตัวบุคคลก็คือ ID นั่นเอง ข้อมูลทุกอย่างจะถูกเข้ารหัสด้วยแบบลายเซ็นดิจิทัลนะคะ เข้ารหัสแบบ 256 Bit 512 Bit อะไรก็ว่ากันไปนะคะ สูงสุด ตอนนี้จะเป็น 1024 bit ก็มีค่าเท่ากับ 2 ยกกำลัง 1024 ตัวเลขเยอะมากนะคะ เมื่อมีการติดต่อสื่อสารกัน ก็จะมีการแลกเปลี่ยนตัวเอกสารรับรองทางดิจิทัลนะคะ ที่ผ่านการรับรองจากองค์กรนั้นแล้วนะคะ ว่าการถอดรหัสด้วยกุญแจนั้นปลอดภัยนะคะ ตัวอย่าง บางทีเราใช้งานทุกวันแล้วก็ไม่รู้นะคะ อย่างเว็บไซต์ของ Google นี่มันก็จะมี Certificate ถ้าเราใช้เว็บไซต์ Google นี่ เราจะสังเกตว่ามันจะมีรูปกุญแจ เราสามารถดูได้ ว่าการเข้าเว็บไซต์ครั้งนี้ของเรานี่ ถูกต้องกันการขโมยข้อมูลนะคะ โดยที่เว็บไซต์ Google นี่ เขาก็จะมีได้รับใบรับรองว่าการใช้งานเว็บไซต์ของ Google เนี่ เขามีใบรับรองนะ ตั้งแต่วันที่เท่าไรถึงวันที่เท่าไร ปลอดภัยแน่นอน ไม่มีการถูกดักจับข้อมูลระหว่างทางแน่ ๆ ในระหว่างการใช้งานเว็บไซต์ของเขา สามารถเข้าไปดูได้ลองเช็กดูว่าเว็บไซต์ที่เราทำงานหรือใช้งานนี่มันมีลูกกุญแจหรือเปล่า ลูกกุญแจ ก็ถือว่าปลอดภัย ถ้าไม่มีเราก็ต้องระมัดระวังในการพิมพ์ข้อมูล หรือการส่งข้อมูลบนเว็บไซต์นั้น ๆ ด้วยนะคะ การเข้ารหัสอีกอย่างหนึ่งก็จะเป็น Hash function นะคะ ก็จะเป็นอัลกอริทึมที่เข้ารหัสข้อมูลโดยที่ไม่ต้องใช้ แต่มันจะมีการคำนวณทางคณิตศาสตร์ที่คงที่ แต่ก็จะไม่สามารถคำนวณเนื้อหาแล้วก็ความยาวของข้อมูลเดิมได้ จะมีคุณสมบัติที่ดีก็คือตรวจสอบว่าไฟล์นั้นที่เราได้รับมาหรือส่งไปเนี่ยเปลี่ยนแปลงหรือเปล่ามันเป็นคุณสมบัติของความคงสภาพของข้อมูลนิยมใช้ในการเข้ารหัส passwordหรือการ Login เข้าระบบ เพราะว่า password ส่วนมากมันก็จะเป็นค่าคงที่ ถ้าเราไม่ทำการเปลี่ยนนะคะ ไม่เหมือนข้อความมันจะเพิ่มอะไรอย่างไรเราก็ไม่สามารถควบคุมได้ แต่ว่า Password นี่เราสามารถกำหนดได้ว่ามี 8 ตัว 10 ตัว 16 ตัว มันจะเป็นค่าคงที่นะคะ ตัวอย่างการเข้ารหัสแบบ Hash Function บางทีข้อมูลเข้ามาไม่กี่อันนะคะ จากข้อมูลเหล่านี้ บางทีแค่เป็นรูปภาพหรือเป็นสัญลักษณ์ต่าง ๆ Hash Function ทำหน้าที่แปลงให้เป็นตัวเลขแล้วก็ตัวหนังสือซึ่งจะเป็นตัวเลขฐาน 16 0-9 a ถึง f แค่นั้นนะคะ ซึ่งเป็นตัวเลขอ่านไม่ได้ชื่อเป็นตัวเลขฐาน 16 ถ้าใครไม่รู้วิธีการถอดรหัสก็จะไม่เข้าใจว่าเป็นการส่งข้อมูลอะไรมา เป็นการส่งข้อมูลอะไรมา อย่างเช่น ข้อความนะคะ ให้เรากิน fox ที่แปลว่าหมาป่าเข้าไป ก็จะมีการเข้ารหัสแล้วจะเปลี่ยนเป็นตัวเลขฐาน 16 ไม่รู้กี่ตัวล่ะ เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ นะคะ อันนี้ก็ต้องอาศัยความรู้พื้นฐานของเลขฐาน 16 ด้วย นะคะ วิธีการทำงานอย่างหนึ่งคือเป็นการเหมือนเติมเกลือเข้าไป ก็คือเพิ่มความสามารถในการเข้ารหัสอีกชนิดหนึ่งเข้าไปหรือมันเหมือนการหยดเกลือเข้าไปนะคะ นอกจาก Password ธรรมดาแล้ว มันจะยังเพิ่มอัลกอริธึมขึ้นเรียกว่า saltอีกเพิ่มความมั่นใจว่า password ของเราเนี่ยเป็นค่าคงที่แล้วก็ไม่ถูกเปลี่ยนแปลงนะคะ เราก็จะสามารถทำให้การค้นหาเนี่ยยากขึ้นไปอีกก็เหมือนเติมเครื่องปรุงลงไปอีก นอกจาก Password ธรรมดายากแล้ว เติมเข้าไปอีกให้มันยากขึ้นนะคะ ซึ่ง Hash Function ที่นิยมใช้นะคะ ก็จะมีตัว MD ที่นิยมใช้กัน แต่ปัจจุบันนี่จะเป็น MD6 ที่ผ่านมาสิ่งที่นิยมใช้มากที่สุด คือ md5 แต่เดี๋ยวจะอธิบายว่า md5 เป็นอย่างไรบ้างแล้วก็ตัว hasfunction มันก็สามารถใช้กับภาษาโปรแกรมมิ่งต่าง ๆ ได้ถ้าเป็นในการทำงานด้าน Network เนี่ยเขาจะนิยมใช้ระบบปฏิบัติการ Linuxมันจะเป็น open source ก็คือไม่เสียสตางค์นะคะ ใน Linux นี่ มันก็จะมีฟังก์ชันชื่อตัวมันเองก็คือ Bcนะคะ ก็พัฒนามาจากเขาเรียกว่าอะไรล่ะโหลเลี้ยงปลาเหมือนข้อมูลเข้ามาจะอยู่แค่ในโหลกว่าคุณจะรู้ได้ว่ามันจะนี่บางทีเราก็หาข้อมูลไม่เจอ ซึ่งเป็นการพัฒนาการเข้ารหัสของ Linux นะคะ ก็ถ้าใครสนใจทำงานด้านเครือข่าย ต่อไป อาจจะต้องได้ไปศึกษาตรงนี้เพิ่มเติม ot8t วิธีการทำงานของ hash function อย่างที่อาจารย์บอกค่ะ มีข้อความเห็นเด็กก็คือข้อความทั่วไปที่เราอ่านได้ปกติ เข้ามาทำงานในส่วนของ Hash Function นะคะ ตัวแทน Hash Function ก็จะเปลี่ยนข้อมูลทั่วไปความของเราให้กลายเป็นตัวเลขฐาน 16 เพื่อให้คนที่ไม่รู้วิธีการขอรหัสเขาจะอ่านไม่ออกอ่านไม่ได้ ซึ่งตัว MD ก็อย่างที่บอก Hash function จะสร้างจากค่าความยาวคงที่นะคะ มีตั้งแต่ md-124 5 6 นะคะ ซึ่งที่แพร่หลายมากในอดีตเนี่ยมันจะเป็น md5 ซึ่งถูกใช้งานเยอะแยะมากนะคะ แต่ปัจจุบันเขาก็นิยมใช้แล้ว แต่พอ MD 6 ตั้งแต่ปี 2008 มานี่ ค่า Hash 5102 Bit ซึ่งเป็นข้อมูลที่ค่อนข้างเยอะมาก ๆ นะคะ วิธีการถอดรหัสถ้าจะเอาให้มองภาพให้ออกยกตัวอย่างส่วนมากจะเป็น MD 5 นะคะ ก็จะเป็นการใช้ Hash function ในการแปลงเลข หรือแปลงข้อความ หรือแปลงรหัส ให้กลายเป็นตัวเลขฐาน 16 แบบนี้ โดยที่ MD 5 นี่ มันจะเป็นรูปแบบการเข้ารหัสแบบหนึ่งนะคะ ที่เป็นการแปลงข้อมูลไม่ว่าจะเป็นข้อมูลขนาดใหญ่ขนาดเล็กขนาดไหนก็ตามอย่างที่ตัวอย่างนะคะ ตัว M ตัวเดียวก็มีตัวเลขฐาน 16 8 ชุด คำตอบมาก็มีเลขฐาน 16 8 ชุด ยาวขึ้นก็ยังมีเลขฐาน 16 8 ชุด ซึ่งจะเป็นความดันคงที่ แต่ตัวเลขฐาน 16 ข้างในจะสับเปลี่ยนออกไปจนเราไม่สามารถอ่านข้อมูลได้นะคะ เพราะฉะนั้น ทุกอย่างจะคงที่ เราไม่รู้เลยว่าข้อมูลก่อนที่เราจะเข้ามานี่ มันสั้น หรือมันยาว หรือมันมีข้อมูลอย่างไร เพราะว่ามันไม่สามารถเรียกดูต้นฉบับได้เพราะว่าตัวเลขฐาน 16 ที่ถูกแปลงมา มันเป็นค่าคงที่ แต่ละครั้งข้อมูลที่ได้มาไม่เท่ากัน ไม่เหมือนกัน แต่ตัวเลขมันยังเท่าเดิมนะคะ ความปลอดภัยมันเลยค่อนข้างสูง ซึ่ง MD 5 เป็นการเข้ารหัสแบบ 128 bit ใช้ค่าตัวเลขฐาน 16 เหมือนที่อาจารย์บอก 0 ถึง 9 a-f นะคะ ขนาดตัวอักษร 32 ตัว อาจจะมีตัวเลขเป็นแบบ 0 กับ 1 บ้าง หรือ Base 64 บ้าง ก็ก็ยังเป็นฐาน 16 ส่วนมากจะไม่เป็นใบนารี่นะคะ ประโยชน์ของการเข้ารหัสแบบ md5 คือไม่สามารถตรวจสอบความถูกต้องของไฟล์ได้เช่น มันมีอาจจะมีไฟล์ 2 ไฟล์ เนื้อหาในไฟล์เหมือนกันทุกประการเลย ก็จะได้ค่า MD 5 เหมือนกัน แต่ถ้าค่า MD 5 ไม่ตรงกันแสดงว่าอาจจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเปลี่ยนแปลงหรือไม่สมบูรณ์ มันก็จะมีโปรแกรมที่สามารถช่วยตรวจสอบฃข้อความหรือข้อมูลได้นะคะ แล้วก็ MD5 นี่ มันสามารถนำไปใช้เก็บข้อมูลที่เราไม่ต้องการเปิดเผย เช่น บางที่ เราอาจจะกลัวแล้วลืมรหัสผ่าน ฐานข้อมูลก็ได้แต่เราเข้ารหัสไว้ซึ่งอาจจะต้องมีใช้กุญแจส่วนตัวหรือกุญแจสาธารณะในการเปิด เราก็ไม่รู้จักค่ะ บางทีตัวเลขมันเยอะมาก แค่เรามีกุญแจที่ถูกต้องมันก็สามารถเปิดข้อมูลได้เช่นเดียวกัน การเก็บในฐานข้อมูลคือมันอาจจะเสี่ยงตรงที่ว่าใครก็เข้าถึงฐานข้อมูลได้ แต่ที่แน่ ๆ คือ เขาไม่สามารถเปิดอ่านรหัสผ่านที่เราเก็บไว้ได้ อะไรอย่างนี้นะคะ ซึ่งตัว Hash function ก็จะมี 1 ที่ปัจจุบันคนนิยมใช้เหมือนกันก็คือ HAนะคะ ก็แตกต่างตามความยาวของจำนวน Bit ตั้งแต่ 1 1 Plus 256 384 512 นะคะ ความยาวก็จะแตกต่างกันไป ยิ่งความยาวเยอะเท่าไร การที่เราจะถูกถอดรหัสหรือการเจาะรหัสมันก็ยิ่งยากขึ้นนะคะ ซึ่งแบบ SHA นี่ เป็น Hash ที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนะคะ อันนี้คือตัวอย่างในการเจาะรหัสนะคะ ความยาวยิ่งเยอะ ยิ่งนานนะคะ นานมาก ๆ ไม่ใช่ว่าใครจะทำได้ง่าย ๆ ยิ่งข้อมูลปริมาณเยอะมาก เวลาที่ใช้ในการถอดรหัส หรือการเจาะก็ยิ่งมากขึ้นนะคะ แล้วเขาก็จะถามว่าแล้วรูปแบบการเข้ารหัสแบบไหนดีที่สุดล่ะนะคะ การเข้ารหัสแต่ละรูปแบบมันก็มีจุดประสงค์ที่แตกต่างกันไป สมมติว่าเราอยากเข้ารหัสข้อความธรรมดา เราอาจจะไม่จำเป็นต้องเลือกการเข้ารหัสที่เข้ารหัสจำนวนเยอะมากก็ได้ เพราะมันเสียเวลานะคะ ถ้าเรามีปริมาณข้อมูลไม่มาก เราเข้ารหัสแค่ใช้กุญแจสาธารณะดอกเดียวก็พอ แต่ถ้าเป็นข้อมูลที่เป็นความลับ เป็นข้อมูลตัวเลข หรือเป็นข้อมูลทางการเงิน การเข้ารหัสยิ่งเข้ารหัสด้วยตัวเลขสมการเยอะมากเท่าไรยิ่งดีที่สุดเข้ารหัสแบบใช้กุญแจส่วนตัว หรือกุญแจลับนะคะ เหมาะสำหรับการเข้ารหัสข้อมูลที่บางครั้งมันจะเป็นการสร้างกุญแจเฉพาะกิจ ไม่ใช่กุญแจที่ใช้ได้ตลอดไป จะสร้างก็ต่อเมื่อเราต้องการจะส่งข้อมูลถึงสร้าง การส่งข้อมูลแต่ละครั้ง ก็จะมีการเปลี่ยนกุญแจไปในทุก ๆ ครั้ง อันนี้คือกุญแจที่ปลอดภัยนะคะ เพราะว่าถ้าเราไม่ใช้เป็นแบบการสร้างกุญแจเฉพาะกิจนี่ หรือ Session Key ขีดกุญแจดอกเดียวเปิดตอนไหนก็ได้ข้อมูลไม่ว่าจะรับมากรับน้อยเปิดให้หมด แต่ถ้าเป็นกุญแจเฉพาะกิจนี่คือ ถ้าครั้งนี้เราสร้างกุญแจนี้เสร็จปุ๊บ ครั้งหน้ากุญแจนั้นจะเปิดไม่ได้ เราเปลี่ยนกุญแจใหม่ ก็จะปลอดภัยยิ่งขึ้นนะคะ การอำพรางข้อมูลหรือว่า steganography วันนี้จะมีงานให้ทำด้วย ซึ่งมันมีตั้งแต่สมัยโบราณยุคดึกดำบรรพ์มาก ๆ นะคะ ในประวัติศาสตร์เขาก็มีการบันทึกเอาไว้ในการอำพรางข้อมูลตั้งแต่สมัยกรีกโบราณทำสงครามเลยนะคะ อำพรางข้อมูลสมัยก่อน ก็คือเขาจะแกะ... เขาไม่มีกระดาษน่ะ เขาจะแกะสลักลงบนไม้ แล้วเอาขี้ผึ้งเททับ ก็ส่งข้อความไปถ้าคนไม่รู้ก็ต้องเป็นไม้มีขี้ผึ้งแต่ถ้าคนรู้เขาก็จะละลายขี้ผึ้ง ก็อ่านข้อความ หรือแอบสักข้อความลงบนหนังศีรษะ แล้วรอให้ผมมันขึ้นเต็มก่อน ค่อยให้เดินทาง อันนี้โหดมาก แต่ถามว่าทำจริงไหมเขาทำ เพื่ออำพรางข้อมูล ถ้าสมมติคนนี้โดนจับไป ข้าศึกจับก็ไม่รู้ว่าเขาซ่อนข้อความไปที่ไหน ถอดเสื้อผ้าดูก็ไม่เห็น สรุปอยู่บนหนังศีรษะ โดนสักไว้อย่างนี้นะคะ ซึ่ง steganography หรือการอำพรางข้อมูลนี่ มันเป็นศาสตร์แล้วก็ศิลปะ ดูเผิน ๆ เหมือนจะไม่มีอะไรนะคะ จุดประสงค์ ก็คือเพื่อให้คนที่ไม่รู้ หรือไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ว่าข้อมูลนั้นมีอยู่ตรงไหนนะคะ ซึ่งต่างจากการเข้ารหัสข้อมูลทั่วไป มันจะมีความอ่านแล้วรู้ว่าถูกเข้ารหัสอยู่ อันนี้มันจะซ่อนนะคะ ซ่อนไว้เลยในสิ่งที่มองเห็นทั่วไปนี่แหละ แต่ถ้าเราไม่ได้ทำการถอดรหัสจริง ๆ หรือการถอดสิ่งที่เขาอำพรางไว้ แล้วก็จะไม่รู้เลยว่าเขาซ่อนอะไรไว้อยู่ โดยตัวการทำฐานข้อมูลนี่ มันจะใช้อัลกิริธึมในการทำฐานข้อมูลนะคะ ซึ่งค่อนข้างยากในการตรวจจับแล้วก็ถอดรหัสนะคะ ซึ่งมันเป็นวิธีที่สามารถส่งข้อความที่ต้องการปกปิดผ่านช่องทางที่เรารู้สึกว่ามันไม่ปลอดภัย แต่เราจำเป็นจะต้องส่งนะคะ ก็สามารถอำพรางข้อมูลได้ เช่น ตัวอย่างนะคะ อาจารย์จะซ่อนรูป รูปตรงกลาง นะคะ เดี๋ยววันนี้จะให้ลองทำดูว่าคุณจะซ่อนได้ไหม รูปแรก คือ รูปที่อาจารย์เปิดเผย รูปแรกเปิดเผย รูปที่ 2 คือ รูปที่อาจารย์ซ่อนไว้ ถ้าเข้ารหัสแล้ว อาจารย์ส่งไป ถ้าคนไม่รู้เรื่อง เขาจะเห็นแค่รูปที่ 3 เพราะฉะนั้น จะต้องมีการถอดรหัสออกมาถึงจะรู้ว่ามีรูปผู้หญิงซ่อนอยู่ วันนี้จะให้ลองทำว่าทำได้ไหม ใช้เครื่องมือที่ถูกต้องหรือเปล่า ลองหาดูสิว่าคุณสามารถซ่อนข้อมูลได้ไหมนะคะ อาจจะซ่อนเป็นข้อความก็ได้นะคะ อาจจะซ่อนป็นรูปซ้อนรูปก็ได้ แต่ละเครื่องมือนี่เขาก็จะมีตัวอย่างบอกว่าอย่างตัวอย่างนี่เขาจะบอกว่ารูปแต่ละรูปส่วนเกิน 200 x 200 Pixel นักศึกษาก็ต้องดูตรงนี้ด้วยนะคะ บางคนทำไมทำไม่ได้ เพราะว่ามันผิดเงื่อนไขนะคะ เพราะว่าอันนี้เราจะใช้เครื่องมือที่เป็นฟรี ฟรีไม่เสียสตางค์ ก็จะให้ลองหาโปรแกรมออนไลน์นะคะ ในการอำพรางข้อมูล ซึ่งมีเยอะมาก ในอินเทอร์เน็ต นักศึกษาใช้ 2 คำนี้ ที่อาจารย์กำหนดให้ ลองหาดูสิ มันก็จะมีเว็บไซต์ต่าง ๆ ขึ้นมาให้เยอะมาก ให้ลองเอารูปมา 2 รู)ไหนคือสิ่งที่เราจะซ่อนอันไหนคือสิ่งที่เราจะเปิดเผยนะคะ แล้วก็ Capture ให้อาจารย์ดูด้วยว่าอันนี้คือต้นฉบับ อันนี้คืออันที่เราซ่อนไว้ แล้วผลลัพธ์ที่ได้หลังจากที่เข้ารหัสแล้วเป็นอย่างไร ถ้าใครอยากรู้ว่าคำที่มันยากขึ้น ก็สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้จากลิงก์ที่อาจารย์ร้องไห้ แต่ตอนนี้ให้ลองเอาคำสองคำนี้ ไปหาใน Google ดูสิ ว่าเครื่องมือที่จะใช้ในการปกปิดข้อมูลออนไลน์ มันมีเครื่องมืออะไรบ้าง แล้วเราใช้ได้จริงไหม บางเว็บมันอาจจะใช้ไม่ได้ คุณไม่ต้องหาจนกว่าเว็บนั้นมันทำงานได้จริง ๆ นะ ก็ส่งใน Classroom เหมือนเดิม อย่าลืม Cap ใส่ให้อาจารย์ดูด้วย เริ่มทำได้เลยค่ะ กี่โมงแล้ว ครึ่งพอดี