﻿1
00:00:41,504 --> 00:00:45,504
(อาจารย์)  ได้หนังสือครบทุกคนแล้วใช่ไหม ครบทั้ง 2 วิชาแล้วนะคะ โอเค

2
00:06:47,075 --> 00:06:49,560
โอเค เดี๋ยวขอสอน

3
00:06:49,560 --> 00:06:53,560
รอของระบบนิดหนึ่งนะคะ เพราะว่า

4
00:06:54,893 --> 00:06:58,893
จะได้เห็นภาพไปด้วยพร้อม ๆ กันนะ เริ่มต้นตั้งแต่ที่

5
00:07:00,702 --> 00:07:04,702
ครูตั้งคำถามในตอนแรกก่อนนั่นแหละ ว่าทำไมน่ะ ถึงต้องไปศึกษาของตะวันตก

6
00:07:07,386 --> 00:07:11,386
แล้วค่อยมาศึกษาของไทย ก็เลยใช้วิธีการว่าให้เราภาพตามว่าโลกเรา

7
00:07:11,912 --> 00:07:12,621
น่ะ คนเกิดขึ้นมาพร้อมกันก็จริงแต่อารยธรรมแล้วก็

8
00:07:12,621 --> 00:07:16,135
ทำ

9
00:07:16,135 --> 00:07:18,980
สมบูรณ์แบบของคนน่ะมันไม่ได้พร้อมกัน

10
00:07:18,980 --> 00:07:20,236
ซึ่งยุโรปหรือตะวันตกนี่

11
00:07:20,236 --> 00:07:24,236
เป็น

12
00:07:25,915 --> 00:07:29,915
... เขาเรียกว่าเป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างอารยธรรม และความเจริญได้มาก่อนเรา

13
00:07:31,659 --> 00:07:35,659
รวมไปถึงศิลปะ วรรณคดี วรรณกรรมด้วยนะคะ

14
00:07:37,693 --> 00:07:41,693
ศิลปะ วรรณคดี วรรณกรรมนี่ ที่ต้องพูดคำว่าศิลปะ วรรณคดี วรรณกรรม

15
00:07:43,641 --> 00:07:46,315
เพราะเรากำลังจะนำมาสู่คำว่า "วรรณกรรมวิจารณ์

16
00:07:46,315 --> 00:07:50,315
" หรือ "วรรณคดีวิจารณ์

17
00:07:51,526 --> 00:07:55,526
" ซึ่งพอมีศิลปะวรรณคดีวรรณกรรมขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องมีการวิจารณ์

18
00:07:57,306 --> 00:08:01,306
ร่วมด้วยนะคะ มันถึงจะสามารถพัฒนาได้ เหมือนอย่างที่สัปดาห์ที่แล้วครูพูดถึง

19
00:08:02,289 --> 00:08:03,938
ความหมายของการวิจารณ์วรรณกรรม ว่าการวิจารณ์วรรณกรรมก็เหมือนกับ

20
00:08:03,938 --> 00:08:07,938
อะไรที่ไม่มีปุ๋ยนะ

21
00:08:11,082 --> 00:08:14,709
ต้นไม้ที่ไม่มีปุ๋ยใช่ไหม ถ้าไม่มีปุ๋ยก็จะไม่สามารถพัฒนาให้เจริญงอกงามได้

22
00:08:14,709 --> 00:08:18,471
คราวนี้มาดูว่าแล้วตะวันตก

23
00:08:18,471 --> 00:08:22,471
เขามีการวิจารณ์แบบไหน

24
00:08:24,538 --> 00:08:28,538
คนสามารถที่ทำให้เป็นระเบียบวิธีการวิจารณ์ตนเราเอามาใช้

25
00:08:29,939 --> 00:08:33,939
รวมถึงปัจจุบันด้วย ที่ครั้งแรกครูพูดถึงคำว่า "สตรีนิยม

26
00:08:36,398 --> 00:08:40,398
" จำคำว่า "สตรีนิยม" ได้ไหม ที่บอกว่าความไม่เท่าเทียมกันของผู้หญิงนี่ ของผู้หญิงหรือผู้ชายนี่จน

27
00:08:41,486 --> 00:08:43,640
เกิดเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมนี่ เริ่มตระหนัก และ

28
00:08:43,640 --> 00:08:47,640
เริ่มคิดว่าผู้หญิง

29
00:08:49,489 --> 00:08:50,696
กับผู้ชาย ต้องเท่าเทียมกันให้ได้ แล้วก็เกิดเป็น คำว่า "ทฤษฎี

30
00:08:50,696 --> 00:08:54,696
สตรีนิยม

31
00:08:57,651 --> 00:08:58,773
"  ซึ่งเรานี่ ประเทศไทยที่อยู่แถบตะวันออก ก็เอาทฤษฎีนี้มาใช้ด้วยเช่นกันนะคะ

32
00:08:58,773 --> 00:09:02,773
โดย

33
00:09:04,416 --> 00:09:06,463
ทฤษฎีเหล่านี้ เป็นทฤษฎีที่ถูกจัดและเรียบเรียงเอาไว้ใน

34
00:09:06,463 --> 00:09:08,689
ตะวันตกมาก่อนเรา

35
00:09:08,689 --> 00:09:10,362
คราวนี้ดูจุดเริ่มต้น

36
00:09:10,362 --> 00:09:14,362
ของทฤษฎี

37
00:09:14,848 --> 00:09:18,848
ตะวันตกหรือวรรณกรรมวิจารณ์ของตะวันตกนะคะ

38
00:09:22,082 --> 00:09:26,082
จุดเริ่มต้นแรกที่เขาเรียกว่า "ยุคสมัยแรกของการวิจารณ์วรรณกรรม"

39
00:09:26,780 --> 00:09:30,780
คือยุคกรีกและโรมันโบราณ

40
00:09:33,946 --> 00:09:37,946
นักศึกษากรีกและโรมัน ไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกัน เหมือนที่ครูบอกว่า

41
00:09:40,828 --> 00:09:44,213
สุโขทัยกับอยุธยา ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกัน แต่เขาอยู่คนละที่

42
00:09:44,213 --> 00:09:45,926
ความเจริญนี่ มันแค่เหมือนกับ

43
00:09:45,926 --> 00:09:49,926
ต่อเนื่องกัน

44
00:09:51,119 --> 00:09:55,119
และมีการใช้แนวคิดความคิดหลาย ๆ อย่างแบบเดียวกัน

45
00:09:56,738 --> 00:10:00,738
เท่านั้นเองนะคะ ดูประเทศแรก ถ้าครูถามว่าชาติแรก

46
00:10:01,637 --> 00:10:05,637
ที่เป็นต้นกำเนิดของการวิจารณ์วรรณกรรม เราต้องตอบว่า "ชาติกรีก" โอเคไหม

47
00:10:08,876 --> 00:10:10,909
โอเคไหม แต่ถ้าครูถามว่ายุคแรกของการวิจารณ์วรรณกรรม

48
00:10:10,909 --> 00:10:12,649
ต้องตอบว่ายุคกรีก

49
00:10:12,649 --> 00:10:16,649
และโรมัน

50
00:10:18,795 --> 00:10:22,795
โอเคนะคะ ที่ต้องใช้เป็นคำว่า "ยุค" ก็เป็นเพราะว่า

51
00:10:24,120 --> 00:10:25,650
ทั้งกรีกและโรมัน มีลักษณะของการวิจารณ์วรรณกรรม

52
00:10:25,650 --> 00:10:29,650
แบบเดียวกัน

53
00:10:32,003 --> 00:10:36,003
ซึ่งยุคแรกนี่ใช้เรียกอีกชื่อหนึ่งสั้น ๆ ว่า "ยุคคลาสสิค

54
00:10:38,278 --> 00:10:39,876
" ต่อไปนี้ถ้าครูพูดคำว่า "ยุคคลาสสิก" เมื่อไหร่ให้คุณรู้เอาไว้

55
00:10:39,876 --> 00:10:43,876
กรีกและโรมัน

56
00:10:44,961 --> 00:10:48,961
เพราะเป็นยุคเก่าแก่และเป็นยุคแรกของการวิจารณ์วรรณกรรม

57
00:10:51,296 --> 00:10:55,296
ดูวิธีการวิจารณ์วรรณกรรมของเขานะคะ มีแนวคิดอย่างไรบ้าง

58
00:10:57,056 --> 00:11:01,056
แนวคิดการวิจารณ์วรรณกรรม ในยุคแรกนี้ เขามีความคิด

59
00:11:02,623 --> 00:11:06,623
ว่าวรรณคดีเป็นงานสร้างสรรค์ ที่เกิดจากการเลียนแบบความจริงธรรมชาติ

60
00:11:09,605 --> 00:11:10,421
เน้นให้เห็นคุณค่าความสำคัญของศิลปะในฐานะเบ้าหลอมที่ช่วยพัฒนาอารมณ์

61
00:11:10,421 --> 00:11:14,421
ของมนุษย์

62
00:11:16,006 --> 00:11:20,006
Keyword ที่ต้องขีดเส้นใต้ 1. การเลียนแบบความจริงธรรมชาติ

63
00:11:21,503 --> 00:11:22,068
2. มีคุณค่าช่วยพัฒนาอารมณ์ความเชื่อ

64
00:11:22,068 --> 00:11:24,510
ของมนุษย์

65
00:11:24,510 --> 00:11:27,523
นี่ก็คือ

66
00:11:27,523 --> 00:11:30,442
แนวคิดแรกของยุคคลาสสิค

67
00:11:30,442 --> 00:11:34,442
คราวนี้

68
00:11:36,076 --> 00:11:37,869
ยุคนี้ถึงแม้ว่าเขาจะมีความคิด ว่าวรรณคดีวรรณกรรม

69
00:11:37,869 --> 00:11:41,869
เกิดขึ้นจากการเลียนแบบ

70
00:11:42,368 --> 00:11:43,656
มีคุณค่าในเชิงสั่งสอนพัฒนาอารมณ์มนุษย์นี่

71
00:11:43,656 --> 00:11:45,652
แ

72
00:11:45,652 --> 00:11:49,652
ต่ในขณะเดียวกัน

73
00:11:51,272 --> 00:11:51,930
ก็มีอำนาจในการโน้มน้าวชักจูงมนุษย์ไปในทางเสื่อมเสียของรัฐ

74
00:11:51,930 --> 00:11:55,930
ได้

75
00:11:59,252 --> 00:12:03,252
ซึ่งส่งเสริมทั้งความดีส่งเสริมทั้งคุณค่าส่งเสริมทั้งศีลธรรมอันดี

76
00:12:03,723 --> 00:12:05,447
แล้วก็สามารถที่จะโน้มน้าวใจมนุษย์ไปในทางเสื่อมเสียได้

77
00:12:05,447 --> 00:12:09,447
โดย

78
00:12:11,368 --> 00:12:15,368
ให้คุณคิดภาพว่าในอดีต คนรู้การศึกษาไม่ได้เยอะ คนรู้หนังสือไม่ได้เยอะ

79
00:12:17,659 --> 00:12:21,038
เพราะฉะนั้น เวลาที่ใครก็ตาม ที่ได้อ่านหนังสือหนังสือ จึงค่อนข้างมี

80
00:12:21,038 --> 00:12:23,332
อิทธิพลกับคนที่ได้อ่าน เช่น

81
00:12:23,332 --> 00:12:27,332
หนังสือบอกว่า

82
00:12:28,536 --> 00:12:32,536
รัฐบาลชุดนี้อันนี้คือสมมตินะ สมมติ หนังสือบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ดีน

83
00:12:34,946 --> 00:12:38,122
ะ  เพราะว่าทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง 1, 2, 3, 4, 5

84
00:12:38,122 --> 00:12:40,427
คนในยุคนั้นไม่ได้รู้อะไรเยอะ

85
00:12:40,427 --> 00:12:44,427
พอหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน

86
00:12:45,096 --> 00:12:48,361
โน้มน้าวใจไปได้เลยนะ เชื่อได้แบบนี้เป็นต้น

87
00:12:48,361 --> 00:12:52,361
ซึ่งในขณะนั้น มันไม่ได้มีรัฐบาลหรอก

88
00:12:53,453 --> 00:12:57,453
แต่เขามีความเชื่อในเรื่องของการปกครอง ระบอบพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว

89
00:12:57,680 --> 00:13:01,255
ฉะนั้น การใส่แนวความคิดอะไรก็ตาม

90
00:13:01,255 --> 00:13:05,161
ที่เป็นแนวความคิดความเชื่อของคนเข้าไป

91
00:13:05,161 --> 00:13:07,754
มันก็เลยกลายเป็นว่ามีอิทธิพล

92
00:13:07,754 --> 00:13:11,754
กับคนที่ได้อ่านนั่นเอง

93
00:13:12,919 --> 00:13:16,919
โอเคนะคะ คราวนี้แนวความคิดความเชื่อของ

94
00:13:18,120 --> 00:13:22,030
วรรณคดีวรรณกรรมในยุคนี้ ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นแบบนี้เสียทีเดียว

95
00:13:22,030 --> 00:13:25,171
มันผ่านความคิด มันผ่านการกลั่นกรอง

96
00:13:25,171 --> 00:13:29,171
จากนักปราชญ์หลาย ๆ คนแล้วนะคะ

97
00:13:30,283 --> 00:13:34,283
แต่เราจะมาเริ่มต้นรู้จักนักปราชญ์คนแรกของกรีก

98
00:13:37,224 --> 00:13:39,495
ที่เป็นที่รู้จักแล้วก็เป็นที่เขาเรียกว่าอะไร เป็นที่กล่าวถึงว่าใครที่

99
00:13:39,495 --> 00:13:43,495
พูดถึงวรรณคดีวรรณกรรมนี่

100
00:13:44,049 --> 00:13:47,514
ต้องพูดถึงคนนี้ก่อนเพราะเป็นคนแรกในยุคนั้น

101
00:13:47,514 --> 00:13:51,514
คนแรกคนนี้ ก็คือเพลโต

102
00:13:53,349 --> 00:13:55,104
นักศึกษาทำท่าตามเพลโตเลย ก็คือเอามือชี้นิ้วขึ้นข้างบน

103
00:13:55,104 --> 00:13:59,104
ปลายนิ้วชี้ขึ้นข้างบน

104
00:14:00,569 --> 00:14:04,569
ท่านี้ไม่ได้เป็นภาพแบบเท่ ๆ แบบถ่ายรูปแบบ Number One ของค

105
00:14:06,144 --> 00:14:09,144
รุศาสตร์ แต่อันนี้เป็นค่าที่แเพลโตนี่ สะท้อนให้เห็นความคิด

106
00:14:09,144 --> 00:14:13,144
ความเชื่อของคนในยุคนั้นว่า

107
00:14:14,935 --> 00:14:16,005
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาบนโลกมนุษย์เกิดขึ้นมาจากข้างบน ก็คือ

108
00:14:16,005 --> 00:14:20,005
เทพเจ้า

109
00:14:20,111 --> 00:14:24,111
เราน่ะปฏิเสธไม่ได้ว่าคนในยุคอดีต

110
00:14:25,574 --> 00:14:29,574
เขาต้องหาจุดความเชื่อซึ่งศาสนายังไม่ได้มาถึงแน่นอน ไม่ใช่ว่าเกิด

111
00:14:31,483 --> 00:14:33,255
มาเป็นมนุษย์แล้ว มีศาสนาเลย ไม่ใช่ แต่คนเกิดขึ้นมาแล้ว คนต้องหาละ

112
00:14:33,255 --> 00:14:37,255
ความเชื่ออะไรสักอย่างหนึ่ง

113
00:14:39,729 --> 00:14:43,729
โดยเฉพาะในยุคแรกชาวกรีก ชาวยุโรปชาวตะวันตกในเทพเจ้า

114
00:14:44,338 --> 00:14:45,858
ให้ทายเรานี่ แถบตะวันออกแถบชนชาติเราเชื่อถืออะไร

115
00:14:45,858 --> 00:14:49,858
นับถืออะไร อะไรนะ

116
00:14:54,375 --> 00:14:58,375
ภูตผี นักศึกษาก่อนที่เราจะมีศาสนาพุทธ เรานับถือผีมาก่อน ฉะนั้น

117
00:15:00,401 --> 00:15:04,401
บางคนที่บอกว่าโอ๊ยมันเป็นเรื่องงมงายนี่โน่นนั่นคุณบรรพบุรุษของคุณน่ะ

118
00:15:07,838 --> 00:15:11,838
เคยนับถือสิ่งนี้มาก่อน ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมน่ะ ทำไมความเชื่อนี้มันยังคงอยู่

119
00:15:13,307 --> 00:15:17,307
สมัยมันเปลี่ยนไปขนาดนี้ ทำไมความเชื่อนี้มันยังคงอยู่ ก็เป็นเพราะว่าในอดีต

120
00:15:19,329 --> 00:15:20,459
ก่อนที่จะมีศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์หรืออะไรก็ตามนี่ เรานับถือผีมาก่อน

121
00:15:20,459 --> 00:15:24,459
เหมือนกัน

122
00:15:24,560 --> 00:15:28,560
ตะวันตก เขาก็มีการนับถือเทพเจ้า

123
00:15:30,092 --> 00:15:32,265
ในก่อนที่จะมีศาสนาคริสต์เหมือนกันนะคะ คราวนี้เพลโตก็บอกว่าทุกอย่าง

124
00:15:32,265 --> 00:15:36,265
มาจากเทพเจ้า ดังนั้น

125
00:15:36,299 --> 00:15:39,689
วรรณคดีและวรรณกรรมที่เพลโตพูดถึงก็บอกว่า

126
00:15:39,689 --> 00:15:41,274
พระเจ้าเป็นผู้สร้างเช่นเดียวกันนะคะ

127
00:15:41,274 --> 00:15:45,274
เพลโตบอกว่า

128
00:15:46,545 --> 00:15:48,020
วรรณคดีก็เหมือนกัน มันทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็รวมถึงวรรณคดีวรรณกรรมด้วย

129
00:15:48,020 --> 00:15:51,395
ดังนั้น

130
00:15:51,395 --> 00:15:55,395
ในเมื่อเทพเจ้าเป็นผู้สร้าง

131
00:16:00,699 --> 00:16:04,699
วรรณคดีก็เลยมีอำนาจ ในการชักจูงมนุษย์ ไปในทางเสื่อมเสีย หรืออันตรายต่อความมั่นคงของรัฐได้

132
00:16:04,746 --> 00:16:08,746
และสิ่งที่เพลโตให้ไว้อีกข้อหนึ่ง ก็คือ

133
00:16:10,132 --> 00:16:12,343
วรรณคดีไม่สามารถสอนมนุษย์ได้ ใช้ท่านี้ได้เลย เพลโตชี้ขึ้นข้างบน

134
00:16:12,343 --> 00:16:16,343
ไม่สามารถสอนได้

135
00:16:18,664 --> 00:16:22,664
โอเคนะคะ นี่คือแนวคิดของเพลโต วรรณคดีไม่สามารถสอนได้ต่อไป

136
00:16:23,883 --> 00:16:27,883
คนที่มีความสำคัญอีกคนหนึ่ง

137
00:16:32,446 --> 00:16:36,446
ก็คืออริสโตเติล นักศึกษา 15 ว่าในขณะที่เพลโต กำลังยืนสอนอยู่เหมือนครูกำลังยืนสอนนั่งซ้ายอยู่เนี่ย

138
00:16:37,908 --> 00:16:40,931
อริสโตเติล ก็เป็นหนึ่งในนักเรียนที่กำลังนั่งเรียนกับโตอยู่

139
00:16:40,931 --> 00:16:44,931
อริสโตเติลนี่ คิดต่างกับเพลโต คือเ

140
00:16:48,222 --> 00:16:52,222
ป็นนักเรียนแหละ  เขาเป็นครูแหละแต่มีความเห็นต่าง ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่

141
00:16:52,974 --> 00:16:55,715
นะคะ ความเห็นต่างบางครั้งอาจจะถูกก็ได้เพราะอะไร

142
00:16:55,715 --> 00:16:59,715
เพราะความเห็นต่างของอริสโตเติลนี่

143
00:17:01,866 --> 00:17:05,866
เป็นที่มาที่ทำให้คนรู้จักอริสโตเติล และทฤษฎีของอริสโตเติล

144
00:17:06,883 --> 00:17:10,883
ก็เป็นที่น่าเชื่อถือและยอมรับมากกว่าเพลโต

145
00:17:13,039 --> 00:17:14,047
อริสโตเติล ท่าของอริสโตเติล คือ ท่านี้ คือเอามือแบบข้างล่าง

146
00:17:14,047 --> 00:17:18,047
แบบนี้แล้วก็เหมือนกับ

147
00:17:20,586 --> 00:17:24,586
ให้มันแบบทั่วถึงคนแบบนี้ซึ่งการชี้แบบนี้อลิสโตเติลกำลังจะบอกว่า

148
00:17:24,995 --> 00:17:28,196
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น เกิดจากมนุษย์

149
00:17:28,196 --> 00:17:29,785
เกิดจากการเลียนแบบของมนุษย์

150
00:17:29,785 --> 00:17:33,785
ไม่ใช่พระเจ้า

151
00:17:37,165 --> 00:17:41,165
ฉะนั้น ความคิดเห็นอริสโตเติลขัดแย้งกับเพลฏโตแล้วนะคะ แล้วความคิดเห็นของอลิซ

152
00:17:42,704 --> 00:17:43,629
ก็ยังบอกอีกว่าในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากการเลียนแบบ

153
00:17:43,629 --> 00:17:45,418
ของมนุษย์

154
00:17:45,418 --> 00:17:49,029
ดังนั้น

155
00:17:49,029 --> 00:17:53,029
จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อมนุษย์

156
00:17:53,314 --> 00:17:57,314
สามารถเอาไปใช้ในการสั่งสอนได้

157
00:17:59,478 --> 00:18:01,648
และการเรียนแบบน่ะต้องเป็นการเรียนแบบที่ดีด้วย ถึงจะมีความสำคัญ

158
00:18:01,648 --> 00:18:03,241
ต่อรูปแบบกวีนิพนธ์

159
00:18:03,241 --> 00:18:07,241
เช่น

160
00:18:09,051 --> 00:18:13,051
สิ่งที่เขาจะเขียนขึ้นมาได้ มันต้องผ่านสิ่งที่มนุษย์เคยเห็นมาก่อน

161
00:18:16,254 --> 00:18:18,592
เช่น รูปแบบคำประพันธ์ คำประพันธ์นะ เวลาที่เราน่ะ จะบรรยายได้ว่า

162
00:18:18,592 --> 00:18:22,592
นางคนนี้สวยอย่างไร

163
00:18:24,191 --> 00:18:28,191
บางครั้งมันก็ต้องผ่านการเคยเห็น หรือการเรียนแบบมนุษย์มาก่อน

164
00:18:28,798 --> 00:18:31,497
หรือแม้กระทั่งในขณะที่เขาแต่งนี่

165
00:18:31,497 --> 00:18:35,497
จะมีรูปแบบคำประพันธ์นะ

166
00:18:37,458 --> 00:18:38,400
รูปแบบคำประพันธ์ที่ถูกต้อง นั่นก็คือต้องแต่งเหมือนกับอันแรก ๆ ที่เคย

167
00:18:38,400 --> 00:18:42,400
แต่งมา

168
00:18:44,799 --> 00:18:47,320
นี่ก็คือให้เห็นคุณค่าและรูปแบบของคำประพันธ์ด้วยนะคะ ฉะนั้น

169
00:18:47,320 --> 00:18:48,774
วรรณคดี วรรณกรรม

170
00:18:48,774 --> 00:18:52,236
ในยุคกรีก

171
00:18:52,236 --> 00:18:54,762
ที่มาจากแนวความคิดของอริสโตเติล

172
00:18:54,762 --> 00:18:57,498
จึงมีข้อสรุปว่า 1

173
00:18:57,498 --> 00:19:01,498
. เกิดขึ้นจากการเลียนแบบมนุษย์

174
00:19:04,319 --> 00:19:05,764
จะเขียนขึ้นมาได้ ก็มนุษย์เป็นคนเขียนนะ ไม่ใช่เทพเจ้าเขียน นั่นแสดงว่ามัน

175
00:19:05,764 --> 00:19:07,537
ก็ต้องเคยเห็นมาก่อน

176
00:19:07,537 --> 00:19:11,537
2

177
00:19:12,487 --> 00:19:13,254
การเลียนแบบที่ดีต้องสามารถเอาไปใช้ในการสั่งสอนได้

178
00:19:13,254 --> 00:19:16,526
เช่น

179
00:19:16,526 --> 00:19:18,440
ถ้าเนื้อหาบอกว่าคนเนี้

180
00:19:18,440 --> 00:19:22,092
ี พฤติกรรมแบบนี้

181
00:19:22,092 --> 00:19:26,092
ผลของพฤติกรรมก็ต้องเป็นแบบนี้

182
00:19:28,156 --> 00:19:30,621
นี่แสดงว่าเอาไปใช้สอนได้ คนที่อ่านก็จะได้รู้ว่าฉันไม่ควรทำแบบ

183
00:19:30,621 --> 00:19:34,621
นี้ เพราะเดี๋ยวฉันจะเจออะไรแบบนี้เ

184
00:19:37,029 --> 00:19:38,993
ป็นต้นนะคะ รวมถึงรูปแบบคำประพันธ์ ที่ในยุคแรก

185
00:19:38,993 --> 00:19:42,407
รูปแบบคำประพันธ์

186
00:19:42,407 --> 00:19:46,407
ก็จะเน้นไปในเชิงคุณค่าทางอารมณ์

187
00:19:46,882 --> 00:19:50,882
โดยเฉพาะเรื่องราวที่เป็นแบบโศกนาฏกรรม

188
00:19:53,179 --> 00:19:56,628
วรรณคดีวรรณกรรมในกรีกยุคแรกจะเป็นโศกนาฏกรรมจ๋านะคะ ถ้าใคร

189
00:19:56,628 --> 00:19:58,215
คิดไม่ออกว่าส่งโศกนาฏกรรมมันต้องเป็นแบบไหนให้นึกถึง

190
00:19:58,215 --> 00:20:02,215
Romeo and Juliet

191
00:20:02,569 --> 00:20:06,569
พระเอกและนางเอกต้องตายตอนจบแบบนี้ เป็นต้น

192
00:20:08,255 --> 00:20:11,748
นี่ก็คือแนวโศกนาฏกรรมนะคะ ดังนั้น วรรณคดีวรรณกรรมยุคนี้

193
00:20:11,748 --> 00:20:15,341
ก็เลยจะเน้นคุณค่าไปในเชิงนั้น ดังนั้น

194
00:20:15,341 --> 00:20:19,341
คนนี้แถวเพลโตกับอริสโตเติล

195
00:20:22,021 --> 00:20:26,021
ถ้าที่ครูเอามาให้ดู 2 คน ไม่ใช่แบบท่าถ่ายรูปเท่ ๆ แต่เป็นท่าที่แสดงให้เห็น

196
00:20:27,538 --> 00:20:31,335
ว่าทฤษฎี 2 คนนี้ไม่เหมือนกันนะ คนหนึ่งชี้ข้างบนจะมีความเชื่อในเรื่อง

197
00:20:31,335 --> 00:20:35,117
เทพเจ้า คนหนึ่งชี้ข้างล่างทั่วไป ก็คือเหมือนกับว่า

198
00:20:35,117 --> 00:20:39,117
ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถที่จะเกิดขึ้นได้จากมนุษย์

199
00:20:39,865 --> 00:20:43,865
ต่อไป คราวนี้

200
00:20:46,210 --> 00:20:50,210
กรีกเริ่มเสื่อมอำนาจ อาณาจักรที่มาแทนที่ ก็คืออาณาจักร

201
00:20:51,541 --> 00:20:55,541
โรมันนี้แหละ ที่ครูบอกว่าเขาไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกันเสียซะทีเดียว

202
00:20:56,768 --> 00:21:00,768
มาก่อน เพราะกรีกเริ่มเสื่อมอำนาจโรมันเริ่มเข้ามาแทนที่

203
00:21:02,614 --> 00:21:06,614
คู่ขนานกันเหมือนกับเราน่ะ สุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจ อยุธยาก็เริ่มรุ่งเรือง

204
00:21:07,804 --> 00:21:09,205
ขึ้นมา แต่แนวความคิดยังเป็นแบบเดิมยังเป็นแบบแนวเดิมนั่นเองนะคะ

205
00:21:09,205 --> 00:21:13,205
ยุคนี้

206
00:21:14,676 --> 00:21:18,676
จะเป็นลักษณะความคิดความเชื่อตามแบบกรีกแทบจะทุกอย่างเลย กรีก

207
00:21:22,437 --> 00:21:25,352
นักปราชญ์คนสำคัญ เมื่อกี้ที่พูดถึงไปมีแค่ 2 คนที่เด่น ๆ เลย คือชื่ออะไรกับอะไรนะคะ

208
00:21:25,352 --> 00:21:29,352
ใครกับใครนะ

209
00:21:31,842 --> 00:21:35,842
เพลโตกับอริสโตเติล เพลโตกับอริสโตเติล

210
00:21:36,492 --> 00:21:40,492
พออาณาจักรโรมันขึ้นมา อาณาจักรโรมันนี่

211
00:21:40,989 --> 00:21:44,989
หยิบแนวคิดของอริสโตเติลมาต่อเนื่องเลย

212
00:21:46,305 --> 00:21:50,305
โดยที่ไม่ได้มีข้อกังขาใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ

213
00:21:51,877 --> 00:21:55,495
และอีกอย่างหนึ่งนอกจากจะหยิบแนวคิดของอริสโตเติลต่อเนื่องมาแล้วนี่

214
00:21:55,495 --> 00:21:59,495
ก็มีนักปราชญ์คนสำคัญหลายคน

215
00:22:00,966 --> 00:22:03,591
ที่ใช้แนวคิดนี้ มาใช้ในการสร้างสรรค์วรรณคดี วรรณกรรมด้วย

216
00:22:03,591 --> 00:22:05,265
โดยเฉพาะ ฮอเรซ

217
00:22:05,265 --> 00:22:09,265

218
00:22:13,417 --> 00:22:17,052
กับ ลองจินัส  ฮอเรซ  ลองจินัส   นี่ เป็นนักปราชญ์ในยุคโรมัน เกิดในอาณาจักรโรมันนะ ลืมไปว่าเรียกรวม

219
00:22:17,052 --> 00:22:21,052
เดียวกันนะคะ แต่ว่าอาณาจักรโรมัน

220
00:22:22,523 --> 00:22:26,523
ฮอเรซนี่ บอกว่าเห็นด้วยกับทฤษฎีของอริสโตเติลทุกอย่าง

221
00:22:27,942 --> 00:22:30,756
แล้วก็เห็นด้วยว่าวรรณคดีมีคุณค่าในเชิงสั่งสอน

222
00:22:30,756 --> 00:22:34,756
แล้วก็มีความบันเทิงควบคู่ไปด้วย

223
00:22:36,995 --> 00:22:40,995
เช่น สั่งสอน ก็เช่นทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วอะไรพวกนี้นะคะ

224
00:22:43,188 --> 00:22:44,393
เพิ่มเติมตรงที่ว่าวรรณคดีนี่ ต้องเต็มไปด้วยอารมณ์

225
00:22:44,393 --> 00:22:48,365
สะเทือนใจ

226
00:22:48,365 --> 00:22:49,325
ให้มีพลังต่อการสร้างอารมณ์ ความรู้สึก

227
00:22:49,325 --> 00:22:50,544
อ่าน

228
00:22:50,544 --> 00:22:52,855
เช่น

229
00:22:52,855 --> 00:22:56,454
อ่านไปแล้วอิ่ม

230
00:22:56,454 --> 00:23:00,454
ผู้อ่านแล้วต้องอินนี่ ก็คือ

231
00:23:03,291 --> 00:23:07,291
ลองจินัสที่พูดถึงอาวรรณคดีที่อยู่ในยุคนี้นะคะ ซึ่งลองจินัส

232
00:23:13,015 --> 00:23:14,510
นี่ บอกว่าวรรณคดีที่ดีต้องเต็มไปด้วยอารมณ์สะเทือนใจนี่ ก็จะมีพูดถึง 5 ข้อข้อแรก ก็คือการใช้ภาษาแบบ

233
00:23:14,510 --> 00:23:18,510
อ

234
00:23:19,346 --> 00:23:20,916
ปุมา อุปไมย คือการใช้คำเปรียบเทียบนั่นแหละ ร้องไห้เป็นสายเลือด

235
00:23:20,916 --> 00:23:24,324
2

236
00:23:24,324 --> 00:23:26,612
. การเลือกเฟ้นใช้ถ้อยคำที่สูงส่ง

237
00:23:26,612 --> 00:23:29,559
ใช้ถ้อยคำให้มัน

238
00:23:29,559 --> 00:23:33,559
อิน ให้มันรู้สึกซาบซึ้ง

239
00:23:34,459 --> 00:23:38,459
3. จัดระเบียบถ้อยคำ ให้ได้จังหวะ

240
00:23:40,164 --> 00:23:41,520
ให้มันมีความไพเราะนั่นเองนะคะ 4. อารมณ์สะเทือนใจต้องเกิดจากแรงบันดาล

241
00:23:41,520 --> 00:23:45,520
ใจของกวี

242
00:23:47,354 --> 00:23:49,065
ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างเหมือนกัน แล้วก็สุดท้ายความสามารถของกวี

243
00:23:49,065 --> 00:23:53,065
การโน้มน้าวใจผู้อ่าน ซึ่ง

244
00:23:55,166 --> 00:23:56,725
ทั้ง 5 ข้อนี้ เอามาหลอมรวมกัน ก็คือได้เป็นก้อนที่ครู

245
00:23:56,725 --> 00:24:00,725
พูดถึงเมื่อกี้ ว่า

246
00:24:03,071 --> 00:24:06,723
วรรณคดีที่ดี ต้องสามารถทำให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ กับผู้อ่านได้

247
00:24:06,723 --> 00:24:09,660
แล้วก็มีพลังต่อการสร้างอารมณ์ความรู้สึก

248
00:24:09,660 --> 00:24:13,660
ผู้อ่านนั่นเองนะคะ ฉะนั้น

249
00:24:15,248 --> 00:24:18,653
สรุปวรรณคดีวรรณกรรมวิจารณ์ในยุคแรก

250
00:24:18,653 --> 00:24:21,795
ก็คือกรีกและโรมันนี่ 1 เลย

251
00:24:21,795 --> 00:24:23,650
จะแนนที่รูปแบบวรรณคดีเป็นหลัก

252
00:24:23,650 --> 00:24:27,650
เช่น

253
00:24:28,944 --> 00:24:30,559
แต่งให้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ โศกนาฏกรรมก็ต้องเป็นโศกนาฏกรรม

254
00:24:30,559 --> 00:24:32,978
2

255
00:24:32,978 --> 00:24:36,978
. เน้นอารมณ์ความรู้สึกผู

256
00:24:38,733 --> 00:24:40,542
้อ่าน ก็คือมีพลังในการสร้างอารมณ์ ให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์

257
00:24:40,542 --> 00:24:44,542
อิน แล้วก็ 3

258
00:24:47,811 --> 00:24:49,071
. สามารถที่จะทำให้ผู้อ่านนี่ โน้มน้าวใจ แบบเหมือนกับมีคุณค่าในเชิง

259
00:24:49,071 --> 00:24:53,071
สั่งสอนนะคะ

260
00:24:53,900 --> 00:24:56,439
คือ 3. สามารถเอาไปใช้ในการสั่งสอน

261
00:24:56,439 --> 00:25:00,439
หรือผู้อ่านหรือมนุษย์ได้

262
00:25:00,988 --> 00:25:02,765
อันนี้ก็คือยุคแรกของการวิจารณ์วรรณกรรมนะคะ

263
00:25:02,765 --> 00:25:04,429
ต่อไป

264
00:25:04,429 --> 00:25:08,429
ยุคที่ 2

265
00:25:10,319 --> 00:25:14,319
ยุคที่ 2 เรียกว่า "การวิจารณ์วรรณกรรมสมัยกลาง

266
00:25:14,637 --> 00:25:15,576
" นักศึกษาดูภาพแล้วนักศึกษาคิดถึงอะไร

267
00:25:15,576 --> 00:25:19,428
จากภาพ

268
00:25:19,428 --> 00:25:23,428
นึกถึงอะไร

269
00:25:24,494 --> 00:25:28,494
เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อเดือนธันวาคม นึกถึงอะไรคะ

270
00:25:29,044 --> 00:25:30,829
คริสต์มาส คริสต์มาสก็คือเป็นเกี่ยวกับ

271
00:25:30,829 --> 00:25:34,829
พระเยซู โอเค

272
00:25:35,924 --> 00:25:39,924
ไหม คริสต์มาสเกี่ยวกับพระเยซู พระเยซูก็คือเกี่ยวกับศาสนาคริสต์

273
00:25:43,665 --> 00:25:45,232
ฉะนั้น จากภาพยุคสมัยกลางของการวิจารณ์วรรณกรรมเป็นยุคสมัยที่

274
00:25:45,232 --> 00:25:48,185
ศาสนาคริสต์

275
00:25:48,185 --> 00:25:49,715
เริ่มเข้ามามีอิทธิพล

276
00:25:49,715 --> 00:25:53,715
กับสังคม

277
00:25:55,116 --> 00:25:56,131
นี่คือยุคที่เริ่มมีศาสนาแล้วนะคะ ยุคแรกยังไม่ถึงขั้นว่ามี

278
00:25:56,131 --> 00:26:00,131
ศ

279
00:26:00,374 --> 00:26:04,091
าสนานะ แต่พอยุคสมัยกลาง ศาสนาคริสต์เริ่มแผ่แล

280
00:26:04,091 --> 00:26:05,746
้ว เขาเริ่มเผยแผ่ศาสนาแล้วนะคะ ค

281
00:26:05,746 --> 00:26:08,553
ราวนี้ ธรรมชาติของมนุษย์

282
00:26:08,553 --> 00:26:11,122
อะไรก็ตามที่มาใหม่

283
00:26:11,122 --> 00:26:15,122
เราจะคลั่งไคล้เสมอ

284
00:26:16,937 --> 00:26:20,937
คลั่งภายในที่นี้ ก็คือเหมือนกับว่าว้าว แล้วรู้สึกว่าอันนี้น่าสน

285
00:26:22,439 --> 00:26:23,266
ว้าวแล้วอยากติดตาม หนึ่งในนั้นที่ว้าวในสังคม ก็คือศาสนาคริสต์

286
00:26:23,266 --> 00:26:25,093
ที่เริ่ม

287
00:26:25,093 --> 00:26:26,300
แถเข้ามา

288
00:26:26,300 --> 00:26:30,300
โดย

289
00:26:30,645 --> 00:26:34,636
ศาสนาคริสต์เข้ามาปุ๊บจากทีแรกคนเหมือนกับ

290
00:26:34,636 --> 00:26:36,810
ไปในเรื่องของการสร้างสรรค์วรรณคดีวรรณกรรม

291
00:26:36,810 --> 00:26:40,810
คนก็เหมือนกับหยุด

292
00:26:42,187 --> 00:26:46,187
สร้างสรรค์วรรณคดี วรรณกรรม แล้วมาแล้วหันมาสนใจในด้านศ

293
00:26:48,103 --> 00:26:49,250
าสนาแทนนะคะ ยุคในที่นี้ ครูไม่ได้แปลว่าเขายกเลิกการสร้างสรรค์วรรณกรรมนะ

294
00:26:49,250 --> 00:26:51,484
ยุคนี้

295
00:26:51,484 --> 00:26:55,484
เขาจะใช้เป็นคำว่า Dark

296
00:26:57,915 --> 00:27:01,915
ที่แปลว่ายุคมืดของการสร้างสรรค์วรรณคดีวรรณกรรม

297
00:27:04,186 --> 00:27:06,093
รวมไปถึงการวิจารณ์วรรณกรรมด้วย ยุคมืดจะใช้เป็นคำว่า "ดับไฟ" คือดับไฟเอาไว้

298
00:27:06,093 --> 00:27:10,093
ไม่ได้แปลว่า

299
00:27:12,035 --> 00:27:16,035
ถอดสายอะไรออกทั้งหมดแค่ดับไฟ ครูใช้คำนี้นะ ยุคมืด Dark Age

300
00:27:17,560 --> 00:27:20,766
เพราะว่าอะไร เพราะว่าวรรณคดีวรรณกรรมหลาย ๆ อย่าง ถูกลดบทบาทลง

301
00:27:20,766 --> 00:27:24,766
นักบุญออกัสตินและนักบุญ

302
00:27:25,064 --> 00:27:29,064
เจโรมีนะคะ ที่เขากำลังเผยแผ่ศาสนานี่

303
00:27:30,342 --> 00:27:31,323
เขาก็เหมือนกับว่าอยากให้คน ให้ความสำคัญกับศาสนาเต็มที่

304
00:27:31,323 --> 00:27:34,999
ก็เลย

305
00:27:34,999 --> 00:27:38,999
ต่อต้านการใช้ศีลธรรมในกวีนิพนธ์

306
00:27:42,428 --> 00:27:46,428
คือจะเอามารวมกันไม่ได้นะ ศาสนา ก็คือศาสนา วรรณคดี ก็คือวรรณคดี คุณจะเอามารวมกันไม่ได้ ฉะนั้น

307
00:27:47,168 --> 00:27:50,682
ถ้าคุณนี่สนใจศาสนาคุณก็ต้องเคร่งในเรื่องของศาสนา

308
00:27:50,682 --> 00:27:54,682
นี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนั้น

309
00:27:56,133 --> 00:28:00,133
วรรณคดี วรรณกรรมถูกลดบทบาทลง แนวคิดใหม่ไม่ได้โดนสร้าง

310
00:28:00,545 --> 00:28:04,545
ขึ้นมาใหม่ ฉะนั้น ถ้าแนวคิดใหม่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่

311
00:28:05,867 --> 00:28:08,359
แสดงว่ายุคสมัยกลาง ยังเอาความเชื่อของใครมาใช้อยู่คะ

312
00:28:08,359 --> 00:28:12,359
ของกรีกนี่ของใคร

313
00:28:12,854 --> 00:28:16,184
แนวความเชื่อของกรีกคือของใครเอามาใช้อยู่

314
00:28:16,184 --> 00:28:18,881
ใครเอา

315
00:28:18,881 --> 00:28:22,881
ของกรีกเมื่อกี้

316
00:28:25,226 --> 00:28:26,420
ใคร อันนี้คือ

317
00:28:26,420 --> 00:28:28,220
ตอบว่า

318
00:28:28,220 --> 00:28:31,418
คนที่ 1

319
00:28:31,418 --> 00:28:35,418
เพลโตหรืออริสโตเติล

320
00:28:36,015 --> 00:28:40,015
ของ

321
00:28:40,527 --> 00:28:44,527
ใคร ข้อสอบแล้ว 1 นะคะ

322
00:28:46,999 --> 00:28:50,999
อย่างเช่นของใคร ใครตอบเพลโตยกมือ

323
00:28:51,596 --> 00:28:55,449
ยกมือ ยกมือใครตอบเพลโต  โ

324
00:28:55,449 --> 00:28:59,449
อเค มีคนตอบเพลโต ให้ตอบอริสโตเติล ยกมือ

325
00:29:00,902 --> 00:29:01,979
อริสโตเติล โอเคค่ะ อริสโตเติลถูกต้อง

326
00:29:01,979 --> 00:29:05,979
นะคะ

327
00:29:06,643 --> 00:29:09,154
ยุคนี้ยังเอาแนวคิดของอริสโตเติล

328
00:29:09,154 --> 00:29:13,154
เข้ามาเพราะอะไร

329
00:29:15,429 --> 00:29:18,445
ให้นักศึกษาคิดภาพแบบนี้เลย เพลโตนี่ ถูกลบไปแล้ว จากแนวคิดของเด็ก

330
00:29:18,445 --> 00:29:22,445
คือพอมีอริสโตเติลสร้างแนวคิดใหม่ปุ๊บ คนก็เล

331
00:29:24,495 --> 00:29:28,495
ยเชื่ออริสโตเติลมากกว่าเพลโตแล้ว ดังนั้น ก็เลยจะถูก

332
00:29:30,612 --> 00:29:34,612
พูดถึงในมุมของคนแรกที่คิดมากกว่าแต่คนที่

333
00:29:36,155 --> 00:29:40,155
เป็นผู้นำจนถึงปัจจุบันใช้คำว่า "ปัจจุบัน" ได้เลย ปัจจุบันเราเรียนภาษาไทย

334
00:29:41,561 --> 00:29:45,561
เราก็จะได้ยินคำว่า "อริสโตเติล" "อริสโตเติล" อยู่เรื่อย ๆ นะคะ เพราะว่า

335
00:29:47,798 --> 00:29:51,798
ค่อนข้างมีอิทธิพลทางด้านวรรณคดี วรรณกรรมของเรานะ คราวนี้ ยุคนี้

336
00:29:54,002 --> 00:29:56,619
ยังไม่ได้สร้างอะไรใหม่ ๆ ก็ยังเป็นของอริสโตเติลเหมือนเดิม

337
00:29:56,619 --> 00:30:00,619
แต่พอช่วงปลายสมัยกลาง

338
00:30:01,048 --> 00:30:05,048
พอศาสนาคริสต์นี่ มันเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ก็เป็นธร

339
00:30:07,323 --> 00:30:11,323
รมชาติของมนุษย์นั่นแหละค่ะ ถ้าอะไรเริ่มอิ่มตัวปุ๊บ เราก็จะเริ่ม

340
00:30:11,804 --> 00:30:13,784
กลับไปสู่อดีตมากขึ้น ก็คือเริ่มโหยหาอดีต

341
00:30:13,784 --> 00:30:17,784
เช่น

342
00:30:18,226 --> 00:30:22,226
เราน่ะ เอาความเป็นมนุษย์วัยรุ่นของเราในขณะนี้

343
00:30:24,570 --> 00:30:26,014
เคยมีแฟนคนหนึ่ง แล้วพอแบบเลิกกันไป ปุ๊บ มีแฟนใหม่ แรก ๆ นี่

344
00:30:26,014 --> 00:30:30,014
ดีมาก รักมาก

345
00:30:31,885 --> 00:30:35,885
พอพักหลัง ๆ เริ่มออกลายแล้ว เริ่มถึงจุดอิ่มตัว ก็เริ่มรู้สึกว่า

346
00:30:39,778 --> 00:30:43,778
คนเก่าน่ะ เมื่อก่อนเขายังเปิดขวดน้ำให้ฉันเลย ใช่ไหม อันนี้ก็คือการโหยหา

347
00:30:44,869 --> 00:30:48,869
จากการที่เราเริ่มอิ่มตัวกับสิ่งปัจจุบันเหมือนกัน

348
00:30:51,022 --> 00:30:55,022
ในยุคสมัยกลางพอศาสนาคริสต์คนเริ่มอิ่มตัวและคน

349
00:30:55,371 --> 00:30:59,371
เริ่มกลับมาสนใจการสร้างสรรค์วรรณคดี วรรณกรรม

350
00:31:00,756 --> 00:31:04,756
อีกครั้งหนึ่งโดยในช่วงศตวรรษที่ 15 คือช่วงปลายสมัย

351
00:31:07,047 --> 00:31:11,047
กลาง อันนี้คือยังอยู่สมัยกลางนะคะ แต่เป็นช่วงปลายมี ดังเต้กับ Boccaccio นี่

352
00:31:12,294 --> 00:31:16,294
ที่เป็นผู้พยายามนำกฎวรรณคดีของกรีก

353
00:31:16,948 --> 00:31:20,948
กลับมาใช้ใหม่ด้วยการสร้างสรรค์วรรณคดีวรรณกรรม โด

354
00:31:22,928 --> 00:31:25,797
ยนำรูปแบบคำประพันธ์แบบเดิมมาใช้แนวความคิด

355
00:31:25,797 --> 00:31:29,797
แบบเดิมมาใช้อีกครั้งหนึ่ง

356
00:31:31,339 --> 00:31:35,339
จากที่ทีแรกเป็นยุคมืดดับไปไว้บอคคาชิโอ ก็พยายามร่วม

357
00:31:36,513 --> 00:31:40,513
รวมกฎศีลธรรมสมัยกลาง เข้ากับวรรณคดีคลาสสิก

358
00:31:43,506 --> 00:31:44,074
จากที่ทีแรกนักบุญต่าง ๆ พยายามต่อต้านกฎศีลธรรมกับวรรณคดี ว่าใช้ด้วยกัน

359
00:31:44,074 --> 00:31:46,543
ไม่ได้

360
00:31:46,543 --> 00:31:50,543
พอถึงปลายสมัยกลาง

361
00:31:52,702 --> 00:31:56,702
Boccaccio  ก็พยายามเอามารวบรวมอีกครั้งหนึ่งนะคะ นี่ ให้เห็นภาพว่า

362
00:31:59,314 --> 00:32:00,846
ถ้านักศึกษาขีดเส้นกราฟ ถ้ากำลังขีดเส้นอยู่ให้ขีดเส้นมาจากทีแรกคลาสสิค

363
00:32:00,846 --> 00:32:04,846
ข

364
00:32:05,921 --> 00:32:07,956
ีดลากยาวแล้วพอมาถึงยุคสมัยกลางขีดกราฟให้มันตกลงมา

365
00:32:07,956 --> 00:32:11,956
แล้วก็เขียน 2 แรก

366
00:32:13,798 --> 00:32:16,924
เขียนเลข 1 นะยุคแรกเพราะมันตกลงมาปุ๊บเขียนเลข 2 นะคะ แล้วคราวนี้

367
00:32:16,924 --> 00:32:20,924
มันกำลังจะเข้าไปสู่ยุคสมัยที่ 3

368
00:32:22,370 --> 00:32:26,370
ยุคที่ 3 ให้ลากกราฟขึ้นมาแบบสูงได้เลย แล้วก็เขียนเลข 3 เ

369
00:32:26,790 --> 00:32:28,119
ยนะคะ ยุคที่ 3 นี่ สูงขึ้นมาเพราะอะไร

370
00:32:28,119 --> 00:32:31,586
ยุคนี้

371
00:32:31,586 --> 00:32:35,586
ถูกเรียกว่ายุคนีโอคลาสสิก

372
00:32:37,621 --> 00:32:41,621
คือก่อนที่จะไปรู้ความหมายว่านีโอคลาสสิก แปลว่าฟื้นฟู

373
00:32:43,062 --> 00:32:44,029
คือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการนี่ มารู้ความหมายก่อนว่ายุคน

374
00:32:44,029 --> 00:32:46,646
ีโอคลาสสิค

375
00:32:46,646 --> 00:32:48,878
มันคือ 2 คำ เอามารวมกัน

376
00:32:48,878 --> 00:32:50,227
นั่นก็คือคำว่า

377
00:32:50,227 --> 00:32:51,958
"นีโอ

378
00:32:51,958 --> 00:32:55,282
" คำว่า "คลาสสิค

379
00:32:55,282 --> 00:32:57,043
นีแปลว่าอะไรคะ

380
00:32:57,043 --> 00:32:59,973
ใครพอเดาได้

381
00:32:59,973 --> 00:33:03,973

382
00:33:04,790 --> 00:33:08,790
นีโอ เหมือนกับคำว่า Newความหมายเหมือนกับคำว่า new แปลว่าใหม่

383
00:33:09,159 --> 00:33:10,789
Neo เหมือนความหมาย ก็คือคำว่า "N

384
00:33:10,789 --> 00:33:12,535
ew" แปลว่าใหม่

385
00:33:12,535 --> 00:33:15,229
คลาสสิก ก็คือ

386
00:33:15,229 --> 00:33:18,092
ยุคเก่ายุคคลาสสิก คือยุคอะไร

387
00:33:18,092 --> 00:33:22,092
กรีกและโรมันโบราณ

388
00:33:24,449 --> 00:33:28,082
ยุคคลาสสิก ยุคกรีกและโรมันโบราณ  ฉะนั้น ต่อไปนี้ถ้าครูพูดคำว่าคลาสสิ

389
00:33:28,082 --> 00:33:32,082
เฉย ๆ จะหมายความว่ากรีกและโรมันโบราณ

390
00:33:33,404 --> 00:33:35,716
แต่ถ้าครูพูดถึงนีโอคลาสสิคแสดงว่าเป็นยุคที่ 3 แล้วไม่ใช่ยุคแรก

391
00:33:35,716 --> 00:33:39,716
นะคะ ยุคนีโอคลาสสิค

392
00:33:41,235 --> 00:33:45,235
เป็นยุคที่ถูกเรียกว่าเป็นยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยาการ

393
00:33:46,035 --> 00:33:48,098
แทบจะทุกประเภท ถ้าใครที่เคยดูแวร์ซาย

394
00:33:48,098 --> 00:33:52,098
แวร์ซาย ก็คือเขาพูดถึง

395
00:33:53,497 --> 00:33:54,541
พระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ใช่ไหม ที่แบบมีการสร้างพระราชวังแวร์ซาย

396
00:33:54,541 --> 00:33:58,541
หรือว่า

397
00:34:00,012 --> 00:34:03,053
การสร้างสถาปัตยกรรม ประติมากรรมหลากหลายประเภทในยุคนี้จะเห็น

398
00:34:03,053 --> 00:34:07,053
มีการนำศิลปะต่าง ๆ มาสร้างสรรค

399
00:34:08,974 --> 00:34:11,003
์เยอะมาก  ยุคนี้นะคะ เป็นยุคที่ศิลปะ

400
00:34:11,003 --> 00:34:12,222
ทุกแขนงเจริญถึงจุด

401
00:34:12,222 --> 00:34:16,222
สูงสุด

402
00:34:17,982 --> 00:34:19,068
แต่คำว่า "เจริญถึงจุดสูงสุด" นี่ไม่ได้แปลว่าเขาคิดใหม่ทั้งหมด

403
00:34:19,068 --> 00:34:23,068
เพราะ

404
00:34:24,232 --> 00:34:27,151
มันมีคำว่าคลาสสิคอยู่ในชื่อยุคด้วยนั่นหมายถึง

405
00:34:27,151 --> 00:34:30,674
การที่เขาเอาของเก่า

406
00:34:30,674 --> 00:34:34,674
กลับมาใช้ใหม่แล้วให้ไฉไลกว่าเดิม

407
00:34:36,284 --> 00:34:40,284
คืออันนี้ภาษาปากเลย เอาของเก่ากลับมาใช้ใหม่ แล้วให้ไฉไลกว่าเดิม

408
00:34:40,548 --> 00:34:42,335
ไฉไลกว่าเดิมคืออะไร ยุคนี้เป็นยุคที่

409
00:34:42,335 --> 00:34:45,034
กรีกทำดีอย่างไร

410
00:34:45,034 --> 00:34:46,425
ยุคนี้ให้ดีกว่าไปเลย

411
00:34:46,425 --> 00:34:50,425
โดย

412
00:34:51,688 --> 00:34:53,293
ศิลปะ... ขอโทษ นักปราชญ์ในยุคนี้จะเรียกตัวเองว่า "น

413
00:34:53,293 --> 00:34:56,244
ักมนุษยนิยม

414
00:34:56,244 --> 00:35:00,244
" นักมนุษยนิยม ก็คือ

415
00:35:00,490 --> 00:35:04,490
เป็นคนที่ศึกษาเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์

416
00:35:04,500 --> 00:35:05,974
ดังนั้น เขาก็เลยจะค่อนข้างมีความรู้

417
00:35:05,974 --> 00:35:07,182
ที่เกี่ยวกับมนุษย์

418
00:35:07,182 --> 00:35:11,182
แทบจะทุกเรื่อง

419
00:35:14,215 --> 00:35:16,609
ต่อมามีการค้นพบ งานวรรณคดี วรรณกรรม สมัยกรีกและโรมัน แล้วก็เอา

420
00:35:16,609 --> 00:35:19,194
ศึกษาใหม่อย่างจริงจัง

421
00:35:19,194 --> 00:35:22,662
จริงจังถึงขั้นไหน

422
00:35:22,662 --> 00:35:26,662
จริงจังถึงขั้นที่ว่า

423
00:35:28,024 --> 00:35:29,870
กฎเกณฑ์อื่นที่เกิดขึ้นมาใหม่หลังจากกรีกและโรมัน

424
00:35:29,870 --> 00:35:33,627
นี่ เป็นสิ่งที่ผิดหมด

425
00:35:33,627 --> 00:35:37,047
นั่นแสดงว่าถ้ากรีกและโรมันทำมาแบบไหน

426
00:35:37,047 --> 00:35:41,047
บทกวีเขียนอย่างไร

427
00:35:41,937 --> 00:35:45,937
ยุคนี้ก็ต้องเขียนแบบนั้น เลียนแบบให้มันดีให้มันเป๊ะ

428
00:35:48,587 --> 00:35:51,227
นักวิจารณ์อิตาลียืนยันว่าวรรณคดีรูปแบบ วรรณคดีคือ

429
00:35:51,227 --> 00:35:54,213
แบบของปรัชญา และการเรียนแบบชีวิต

430
00:35:54,213 --> 00:35:56,516
ความคิดของใครคะ การเลียนแบบ

431
00:35:56,516 --> 00:36:00,516
ของใคร

432
00:36:02,108 --> 00:36:06,108
อริสโตเติล ชื่อของเขาจะถูก

433
00:36:08,634 --> 00:36:12,634
พูดถึง ก็แทบทุกยุคทุกสมัยเลยนะคะ แล้วนักวิจารณ์ฝรั่งเศสปฏิเสธแบบแผน

434
00:36:14,725 --> 00:36:16,089
องค์กรที่แต่งมายุคสมัยกลาง คือตอนยุคสมัยกลางที่มีการดับไฟน่ะ ถ้าใคร

435
00:36:16,089 --> 00:36:17,849
อะไรขึ้นมาใหม่

436
00:36:17,849 --> 00:36:21,849
ถือว่าผิดหมด

437
00:36:22,821 --> 00:36:25,877
ไม่โอเคไม่เอาถ้าจะให้ถูกให้มันเพราะก็ต้องเป็น

438
00:36:25,877 --> 00:36:29,877
แบบอริสโตเติลเท่านั้นนะคะ

439
00:36:33,543 --> 00:36:36,506
เรื่องนักคิดคนสำคัญ ก็จะมี นิโคลัส บัวโล ที่มีการสร้างสรรค์วรรณคดี วรรณกรรม

440
00:36:36,506 --> 00:36:37,691
แนวที่เกี่ยวข้อง แนวแบบ

441
00:36:37,691 --> 00:36:41,059
คล้าย ๆ

442
00:36:41,059 --> 00:36:44,021
ของยุคกรีกและโรมันนะคะ เช่นแนว

443
00:36:44,021 --> 00:36:45,256
Romeo and Juliet

444
00:36:45,256 --> 00:36:49,256
ขอเป็น

445
00:36:49,369 --> 00:36:53,369
ที่เน้นคุณค่าทางอารมณ์ สะเทือนใจประมาณนี้นะคะ

446
00:36:53,438 --> 00:36:57,438
ทีนี้สรุปยุคสมัยนีโอคลาสสิค

447
00:36:58,147 --> 00:37:02,147
ยึดมั่นในขนบกรีกและโรมันอย่างเคร่งครัด ดูสิ

448
00:37:03,791 --> 00:37:05,511
ว่าแบบขนาดไหนนะคะ 2. กวีต้องปฏิบัติตามกฎ

449
00:37:05,511 --> 00:37:07,621
วรรณคดีคลาสสิค

450
00:37:07,621 --> 00:37:11,621
อันไหนท

451
00:37:12,323 --> 00:37:16,323
ี่แต่งขึ้นมาแล้วมันไม่เหมือนของนีโอคลาสสิคปฏิเสธหมดเลยนะคะ

452
00:37:17,553 --> 00:37:19,609
3 วรรณคดีเปรียบเสมือนกระจกเงา ส่องให้เห็นธรรมชาติ ซึ่ง

453
00:37:19,609 --> 00:37:23,609
สร้างโดยฝีมือมนุษย์

454
00:37:25,541 --> 00:37:29,541
นักศึกษา กระจกเงาส่องให้เห็นธรรมชาติ ซึ่งถูกสร้างโดยฝีมือ

455
00:37:31,022 --> 00:37:35,022
มนุษย์ ถ้าจะพูดเป็นภาษาปาก ก็คือเกิดขึ้นจากการเลียนแบบมนุษย์นั่นแหละนะคะ

456
00:37:35,258 --> 00:37:37,479
การเลียนแบบเป็นการเลียนแบบเสร็จปุ๊บก็นึกถึงคำของ

457
00:37:37,479 --> 00:37:39,217
อริสโตเติลขึ้นมาทันที

458
00:37:39,217 --> 00:37:42,252
อะไรที่พูดขึ้นมาปุ๊บ

459
00:37:42,252 --> 00:37:46,252
มันคือคำของอริสโตเติลทั้งนั้นเลยนะคะ

460
00:37:47,870 --> 00:37:51,830
แล้วเนื้อหาหรือเสน่ห์ของเรื่องนี่ ขึ้นอยู่กับการ

461
00:37:51,830 --> 00:37:55,830
แสดงออกอย่างใหม่ และแสดงให้เห็นถึงความฉลาดของมนุษย์นะคะ

462
00:37:56,943 --> 00:38:00,943
นี้ก็คือแนวความคิดในยุคนีโอคลาสสิก

463
00:38:03,617 --> 00:38:07,617
นักศึกษากราฟเมื่อกี้ มันพุ่งขึ้นสูงใช่ไหม ที่เป็น

464
00:38:08,077 --> 00:38:12,077
ยุคนีโอคลาสสิก คราวนี้ก็ให้เห็นธรรมชาติของมนุษย์

465
00:38:13,699 --> 00:38:17,699
อีกเหมือนเดิมนั่นก็คือธรรมชาติของมนุษย์ถ้าอะไรก็ตามถ้ามันถึงจุดสูง

466
00:38:19,093 --> 00:38:23,093
แล้วน่ะ มันก็ต้องดรอปลงทุกอย่างไปทุกครั้งไป

467
00:38:24,746 --> 00:38:28,358
อันนี้คือธรรมชาติของมนุษย์จริง ๆ นะคะ วรรณคดีวิจารณ์ก็แสดงให้เห็น

468
00:38:28,358 --> 00:38:30,848
ถึงความเป็นธรรมชาติของมนุษย์เหมือนกัน เพราะอะไร

469
00:38:30,848 --> 00:38:34,848
เพราะยุคนีโอคลาสสิกนี่

470
00:38:35,202 --> 00:38:39,202
มันเคร่งครัดมาก เคร่งมาก จนถึงขั้นที่ว่า

471
00:38:40,448 --> 00:38:43,278
อะไรก็ตามที่แต่งขึ้นมาใหม่ ในยุคนั้น ผิดหมดใช่ไหม พอมาถึงยุค

472
00:38:43,278 --> 00:38:47,278
ที่ 4 ก็คือยุคโรแมนติก

473
00:38:47,771 --> 00:38:49,336
ยุคนี้กราฟจะตกลงมาอีกรอบหนึ่ง

474
00:38:49,336 --> 00:38:51,929
เหตุผล

475
00:38:51,929 --> 00:38:55,929
ถ้ามันเคร่งเกินไป คนก็

476
00:38:57,509 --> 00:39:01,350
จะรู้สึกว่าคนมันไม่น่าสนใจแล้วมันตึงเกิน

477
00:39:01,350 --> 00:39:05,350
มันพัฒนาต่อไม่ได้นะคะ แล้วอีกอย่าง

478
00:39:05,565 --> 00:39:07,306
ความหมายของคำว่า "โรแมนติก" ครูอธิบายก่อนว่า

479
00:39:07,306 --> 00:39:11,306
ถ้าเปรียบเทียบกับเราน่ะ

480
00:39:13,158 --> 00:39:14,462
ถ้าเกิดว่ามีผู้ชายสักคนหนึ่ง โอ้โห โรแมนติกมากเลย วันเกิด

481
00:39:14,462 --> 00:39:18,462
ฉัน เขา

482
00:39:20,101 --> 00:39:22,485
แต่งห้องแล้วก็จุดเทียน แล้วก็สร้างบรรยากาศให้มันดูสวยงาม

483
00:39:22,485 --> 00:39:24,530
ทำให้ฉันรู้สึกดีมากเลย

484
00:39:24,530 --> 00:39:26,197
นักศึกษารู้เอาไว้เลยว่า

485
00:39:26,197 --> 00:39:30,197
เขาไม่ได้ทำแบบนี้ทุกวัน โอเคไหม

486
00:39:31,839 --> 00:39:34,968
มันเป็นแค่เฉพาะพิเศษเท่านั้น มันเป็นเฉพาะพิเศษนี่ นั่นแสดงว่า

487
00:39:34,968 --> 00:39:38,968
มันไม่ใช่ธรรมชาติ มันไม่ใช่ความจริงแท้

488
00:39:40,615 --> 00:39:42,841
ความจริงแท้ของมนุษย์ ไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกวันแน่นอน ดังนั้นคำว่า "Romance

489
00:39:42,841 --> 00:39:46,841
" หรือยุคโรแมนติกนี่

490
00:39:48,696 --> 00:39:49,967
ก็แปลว่าเป็นยุคที่มนุษย์พยายามหาอะไร ที่ไม่ใช่ความ

491
00:39:49,967 --> 00:39:53,967
จริงแท้นั่นเอง

492
00:39:55,157 --> 00:39:59,157
มาดูว่าเหตุผลที่เกิดยุคโรแมนติกคืออะไร บ้างนะคะ

493
00:39:59,391 --> 00:40:00,417
เหตุผลที่เกิดยุคโรแมนติกอันดับแรกที่ครูพูดไปนั่นแหละ

494
00:40:00,417 --> 00:40:02,337
ก็คือ

495
00:40:02,337 --> 00:40:06,337
ถ้าอันไหนมันตึงเกินไป

496
00:40:06,879 --> 00:40:08,467
เขาก็รู้สึกว่ามันเคร่ง แล้วมันจะไม่สามารถพัฒนาต่อได้

497
00:40:08,467 --> 00:40:09,170
เขาก็เลยเหมือนก

498
00:40:09,170 --> 00:40:10,982
ับหยุด

499
00:40:10,982 --> 00:40:14,982
พอแล้วเหนื่อย

500
00:40:17,265 --> 00:40:18,453
และอีกอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในสังคมยุคนั้น ก็คือมีการเลิกระบบ

501
00:40:18,453 --> 00:40:22,453
ศักดินา

502
00:40:24,075 --> 00:40:26,029
ก็คือการเลิกทาส ฉะนั้น เมื่อก่อนสังคมคนยุโรป จะมีแค่ชนชั้น

503
00:40:26,029 --> 00:40:30,029
สูงกับชนชั้นล่า

504
00:40:30,795 --> 00:40:33,340
ชนชั้นสูงก็คือพวกเจ้านายไปเลย ชนชั้นล่างก็คือพวกทาส

505
00:40:33,340 --> 00:40:36,782
คนที่มีความคิดได้

506
00:40:36,782 --> 00:40:39,832
สามารถคิดได้ มีแค่ชั้นสูงเท่านั้น

507
00:40:39,832 --> 00:40:41,071
ส่วนชนชั้นล่างที่เป็นชั้นท

508
00:40:41,071 --> 00:40:45,071
าสคิดไม่ได้

509
00:40:46,585 --> 00:40:48,255
ไม่ใช่เขาคิดไม่ได้จริง ๆ นะนักศึกษาแต่เขาคิดไม่ได้ เพราะว่าสังคม

510
00:40:48,255 --> 00:40:52,255
ไม่เปิดโอกาสให้เขาคิด

511
00:40:53,795 --> 00:40:56,582
ใครที่แบบมันมีขนาดนั้นจริง ๆ เหรอ คุณถ้าเคยดู

512
00:40:56,582 --> 00:40:57,981
พรหมลิขิต

513
00:40:57,981 --> 00:41:01,981
ถูกแล้วนะ เมื่อกี้เลย

514
00:41:03,492 --> 00:41:07,492
อีอึ่ง อีอึ่งที่เป็นทาส ใช่ไหม ที่ใช้คำว่าอีเพราะว่า

515
00:41:08,095 --> 00:41:10,171
ระบบของคนในสังคม ในขณะนั้นนอกเขาเรียกเขาว่าอีซึง ๆ เงี้ย

516
00:41:10,171 --> 00:41:14,171
นี่พูดกับนางเอก

517
00:41:14,670 --> 00:41:16,940
นางเอกก็ถามว่าอ้าวทำไมล่ะทำไมถึงไม่คิด ทำไมถึงไม่รู้

518
00:41:16,940 --> 00:41:19,844
อึ่งก็ตอบได้แค่ว่า

519
00:41:19,844 --> 00:41:23,844
"ไม่จำเป็นต้องรู้" ก็ไม่จำเป็นต้องคิด

520
00:41:25,332 --> 00:41:29,332
อึ่งเป็นแค่ทาส อันนี้คุณไม่ต้องไปนึกถึงยุโรปเลยไม่ต้องไปนึกถึงเขา

521
00:41:30,837 --> 00:41:34,837
ตะวันตกเลย ของไทยน่ะ ก็เป็น ของไทยก็มีให้เห็น ฉะนั้น ระบบชนชั้น

522
00:41:36,074 --> 00:41:38,428
มันไม่เปิดโอกาสให้คนชั้นล่าง มีโอกาสได้คิด มีโอกาสได้เปิด

523
00:41:38,428 --> 00:41:42,428
โลกนะคะ คราวนี้

524
00:41:43,190 --> 00:41:47,190
พอมาถึงยุคที่มีการยกเลิกระบบศักดินา ปุ๊บ

525
00:41:49,386 --> 00:41:53,386
ชนชั้นล่างเริ่มค่อย ๆ หายไปเกิด เป็นชนชั้นกลาง

526
00:41:55,948 --> 00:41:59,302
ขึ้น นั่นก็คือคนเริ่มมีสิทธิเสรีภาพในการคิดในการเห็นอะไร

527
00:41:59,302 --> 00:42:01,794
เลยกลายเป็นว่ามนุษย์นี่

528
00:42:01,794 --> 00:42:03,770
จากเดิม

529
00:42:03,770 --> 00:42:06,985
ที่ถูกครอบไว้

530
00:42:06,985 --> 00:42:10,985
เลยกลายเป็นหลุดออกจากกรอบแบบ

531
00:42:12,627 --> 00:42:16,627
หลุดไปเลยนะคะ พูดคำว่าหลุดไปเลยนะ ยุคนี้เป็นยุคที่มนุษย์นี่

532
00:42:17,906 --> 00:42:21,584
ทางยึดมั่นในปัจเจกชนนิยม ปัจเจกชนนิยม ก็คือให้คุณค่าของตัวเอง

533
00:42:21,584 --> 00:42:22,604
ฉันคิดอะไรอยู่ ฉันสามารถคิดอะไรได้

534
00:42:22,604 --> 00:42:26,604
ฉันก็จะคิด

535
00:42:28,479 --> 00:42:32,479
ตีความหมายซึ่งจะตีความอย่างไรก็ได้ ฉันเห็นไม้ฉันจะตีความเป็นมา

536
00:42:33,003 --> 00:42:35,433
อย่างนี้เป็นต้นวรรณคดีวรรณกรรมเหมือนกัน

537
00:42:35,433 --> 00:42:39,433
ถูกพาเขียนมาแบบนี้

538
00:42:40,695 --> 00:42:42,159
ฉันไม่จำเป็นต้องเขียนแบบเดิมก็ได้นี่ ทำไมฉันต้องไปเคร่งครัดกับรูปแบบของ

539
00:42:42,159 --> 00:42:46,159
คลาสสิกด้วสิ

540
00:42:47,350 --> 00:42:51,350

541
00:42:52,731 --> 00:42:56,063
่ เพราะมันเป็นความคิดของฉัน นึกถึงอดีตที่นานแสนนานดินแดน ที่อยู่ไกลแสนไกล ก็คือ

542
00:42:56,063 --> 00:42:58,864
โหยหาอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้น่ะ

543
00:42:58,864 --> 00:43:02,138
จินตนาการมีอิสระ

544
00:43:02,138 --> 00:43:03,870
แสดงออกอย่างประหลาดและผิดธรรมชาติ

545
00:43:03,870 --> 00:43:07,849
ถ้าคิดไม่ออก

546
00:43:07,849 --> 00:43:11,564
วรรณคดีวรรณกรรมแนวโรแมนติกของไทย

547
00:43:11,564 --> 00:43:14,308
เอาแบบที่เด่นเลย พระอภัยมณีอย่างนี้

548
00:43:14,308 --> 00:43:18,308
คิดออกไหมคะ

549
00:43:18,532 --> 00:43:22,148
ชัด อันนี้ชัดมากนะคะ ชัดมากอย่างไร

550
00:43:22,148 --> 00:43:26,148
มีคน มีนางเงือก มีนางยักษ์

551
00:43:27,620 --> 00:43:31,620
คนธรรมดาสามารถไปมีอะไร กับนางเงือก กับนางยักษ์ก็ได้ ลูกออกมาก็เป็นคน

552
00:43:33,054 --> 00:43:37,054
ที่มีพละกำลังเฉย แต่ว่ายน้ำเก่ง เหมือนนางเงือก เอาอะไรอย่าง

553
00:43:38,081 --> 00:43:40,775
นี้ คิดอะไรที่มันดูนอกกรอบ ที่มันหลุดกรอบไปเลย

554
00:43:40,775 --> 00:43:44,775
วรรณคดีไทยในอดีตส่วนใหญ่

555
00:43:46,505 --> 00:43:48,276
มีแต่แนวโรแมนติกนะคะ นักศึกษาแนวโรแมนติกนี่ไม่ใช่ว่า พระเอกกับนางเอก

556
00:43:48,276 --> 00:43:50,853
ครองคู่กันชวด

557
00:43:50,853 --> 00:43:54,853
นิจนิรันดร์อะไรอันนั้น

558
00:43:55,209 --> 00:43:59,196
วัดไทยก็มีส่วนแต่ไม่ใช่คำว่า "โรแมนติกที่แท้จริง

559
00:43:59,196 --> 00:44:03,196
โรแมนติกที่แท้จริง ก็คือมันเหนือธรรมชาติในจินตนาการ

560
00:44:05,014 --> 00:44:07,385
คิดไม่ออก กรอบเอาปลาบู่ทองนี่แหละ ครูว่ามันว้าวสุดแล้วนะคะ ในยุคนั้นนะคะ

561
00:44:07,385 --> 00:44:11,385
อย่างปลาบู่ทองอย่างนี้

562
00:44:12,758 --> 00:44:16,758
แม่ทีแรกก็อยู่ด้วยกัน แบบมันก็ดูเป็นธรรมชาติของมนุษย์ดีนี่แหละ

563
00:44:16,836 --> 00:44:20,836
แต่พ่อแม่ตายปุ๊บ ไปเกิดเป็นปลาบู่ พอไปเกิ

564
00:44:22,577 --> 00:44:24,273
ดเป็นปลาบู่  พูดได้เฉย พอพูดได้เฉยเสร็จปุ๊บนางร้ายเห็นว่า

565
00:44:24,273 --> 00:44:28,273
ปลาบู่นะเป็นแม่แทนที่จะตก

566
00:44:28,275 --> 00:44:31,356
กลับเอาปลาบู่มากินเลยเนี้ยมันก็ดูแบบ

567
00:44:31,356 --> 00:44:35,356
ผิดธรรมชาติแล้วใช่ไหม พอกินเสร็จปุ๊บ

568
00:44:36,992 --> 00:44:38,813
นางเอกเห็นว่าแม่ตัวเองถูกกิน ก็เลยเอาเกล็ดปลาของแม่นี่

569
00:44:38,813 --> 00:44:42,813
ไปใส่ต้นมะเขือ

570
00:44:42,906 --> 00:44:46,906
ต้นมะเขือก็กลายเป็นวิญญาณแม่อีกเสียอย่างนั้น มันดูแบบ

571
00:44:49,690 --> 00:44:53,690
อะไรวะ อีหยังวะ ไปหมดสำหรับเราในยุคนี้แต่จริง ๆ มันก็คือเป็นวรรณคดีวรรณกรรม

572
00:44:54,926 --> 00:44:58,926
แนวโรแมนติกนี่แหละ ก็คือมันเหนือความจริงมันเหนือธรรมชาติซึ่ง

573
00:45:00,487 --> 00:45:02,516
มันสืบเนื่องมาจากยุคที่คนน่ะ ถูกกดขี่เกินไปไง พอมันหลุดออก

574
00:45:02,516 --> 00:45:06,516
มาแล้ว มันก็เลยกลายเป็นว่า

575
00:45:06,934 --> 00:45:10,934
ทุกสิ่งทุกอย่าง ฉันสามารถสร้างได้ด้วยจินตนาการของฉัน

576
00:45:11,895 --> 00:45:14,496
นะคะ หรืออีกเรื่องหนึ่ง ที่เมื่อกี้ยกตัวอย่างวรรณคดีไทยนะ

577
00:45:14,496 --> 00:45:17,830
จะมีวรรณกรรมไทยสมัยใหม่

578
00:45:17,830 --> 00:45:21,830
อวตารถึงจะเป็นยุคสมัยใหม่นะ

579
00:45:24,080 --> 00:45:26,640
แต่ก็เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับความเป็นยุคโรแมนติก ก็คือเป็นวรรณคดีแ

580
00:45:26,640 --> 00:45:27,743
นวโรแมนติกแบบนี้นั่นเองนะคะ ก็คือจะบอกว่า

581
00:45:27,743 --> 00:45:31,743
เป็น

582
00:45:33,351 --> 00:45:37,351
ความคิดเหนือโลกเหนือจินตนาการของมนุษย์จริง ๆ ที่แบบว่าคน

583
00:45:38,717 --> 00:45:42,717
มีโลกคู่ขนาน ที่สามารถแบบอยู่ร่วมกันได้ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ

584
00:45:44,574 --> 00:45:48,574
นี่ก็คือวรรณคดียุคโรแมนติกนะคะ

585
00:45:49,347 --> 00:45:53,347
คราวนี้ยุคสุดท้าย ของการวิจารณ์วรรณคดี

586
00:45:56,317 --> 00:45:57,528
นักศึกษาพอมันตกลงมาใช่ไหม ที่แบบเป็นยุคที่ 4 นะ ด้วยความที่ว่ามนุษย์เราน่ะ

587
00:45:57,528 --> 00:46:01,528
มันออกนอกโลกไปมาก

588
00:46:04,877 --> 00:46:08,877
มันก็ต้องมีคนเรียกกลับเข้ามา มาสู่ความจริงเถอะ แต่ทีแรกถูกบังคับเกิน

589
00:46:11,020 --> 00:46:13,910
ไปก็เลยหลุดกรอบ พอหลุดกรอบปุ๊บก็ต้องมีคนดึงเข้ามา ซึ่งการดึงเข้ามา

590
00:46:13,910 --> 00:46:17,337
หรือจะเป็นการวิจารณ์ในศตวรรษที่ 20

591
00:46:17,337 --> 00:46:21,337
จนถึงปัจจุบันนะคะ

592
00:46:22,130 --> 00:46:25,794
การวิจารณ์ในศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน กราฟจะขึ้นมาแล

593
00:46:25,794 --> 00:46:29,248
้ว จากที่ตกลงมาจะขึ้นมาแล้ว ก็ขีดลากยาว

594
00:46:29,248 --> 00:46:33,248
การวิจารณ์ในยุคนี้

595
00:46:35,032 --> 00:46:36,869
จะเป็นการวิจารณ์ที่ต่อต้านลัทธิโรแมนติก ต่อต้านลัทธิโรแมนติก ก็คือ

596
00:46:36,869 --> 00:46:40,869
การต่อต้าน

597
00:46:42,193 --> 00:46:46,193
ความเหนือจริงทั้งปวง คือให้กลับมาสู่โลกแห่งความจริง

598
00:46:46,488 --> 00:46:49,769
โดยใช้หลักอยู่ 2 หลัก

599
00:46:49,769 --> 00:46:53,769
หลักแรก ก็คือหลักสัจนิยม

600
00:46:54,987 --> 00:46:58,987
หลักที่ 2 ก็คือธรรมชาตินิยมนะคะ ในกรอบครูพิมพ์

601
00:46:59,456 --> 00:47:03,456
ธรรมชาติต้องอยู่ข้างล่างนะคะ ครูพิมพ์ผิดกันนิดหนึ่งน่ะ

602
00:47:06,231 --> 00:47:10,117
นิดผิดนะคะ เดี๋ยวนักศึกษาแบบปรับเองนะ อันแรกคือสัจนิยม อันที่ 2 ก็คือธรรมชาตินิยม

603
00:47:10,117 --> 00:47:14,117
แปลว่าความจริง

604
00:47:14,233 --> 00:47:18,233
ธรรมชาติ ก็คือต้องไม่เหนือธรรมชาติ

605
00:47:19,363 --> 00:47:20,306
คือต้องเป็นไปตามธรรมชาติ เช่น ถ้าเป็นมนุษย์ก็ต้องมีเกิด

606
00:47:20,306 --> 00:47:22,814
แก่ เจ็บ

607
00:47:22,814 --> 00:47:26,200
ตาย แล้วก็จบไปแค่นั้น

608
00:47:26,200 --> 00:47:30,200
ไม่ใช่ว่าตายแล้วไปเกิดเป็นปลาบู่

609
00:47:32,043 --> 00:47:33,489
ปลาบู่ตายแล้วเกล็ดไปเกิดเป็นต้นมะเขืออันนี้ไม่ใช่นะคะ ฉะนั้น

610
00:47:33,489 --> 00:47:35,338
เมื่อกี้

611
00:47:35,338 --> 00:47:39,338
ไปที่เหนือธรรมชาติเนี่ย

612
00:47:40,568 --> 00:47:44,568
ถูกดึงกลับมาในยุคศตวรรษที่ 19 นะคะ นั่นก็คือ

613
00:47:45,010 --> 00:47:49,010
ใกล้เคียงกับยุคเราแล้ว ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 19 มาจนถึงเรานี่

614
00:47:49,733 --> 00:47:53,733
การวิจารณ์จะเป็นแนวปัจจุบัน เป็นแนวความจริงแล้วนะคะ

615
00:47:53,811 --> 00:47:55,891
มาดูว่าสัจจะความจริงน่ะ มีหลักอะไรบ้าง

616
00:47:55,891 --> 00:47:58,824
หลักแห่งความจริง

617
00:47:58,824 --> 00:48:02,824
1. เลย มีความเป็นวิทยาศาสตร์

618
00:48:04,938 --> 00:48:08,938
ต้องพิสูจน์ได้ พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก พิสูจน์ได้ ผู้หญิงคนนี้

619
00:48:10,181 --> 00:48:11,944
เขาทำชั่วเขาก็ต้องได้รับผลของการกระทำ ผู้หญิงคนนี้ทำดีเขา

620
00:48:11,944 --> 00:48:13,940
ก็ต้องรับผลของการกระทำ

621
00:48:13,940 --> 00:48:17,940
นี่คือพิสูจน์ได้

622
00:48:19,843 --> 00:48:21,801
2. มีเหตุมีผล มีความสมจริง มีเหตุมีผลมีความส

623
00:48:21,801 --> 00:48:25,745
มจริง อย่างเช่น

624
00:48:25,745 --> 00:48:27,896
ที่ครูพูดถึงการวิจารณ์ที่

625
00:48:27,896 --> 00:48:31,896
อะไรนะ พูดถึงนาคี 2

626
00:48:32,600 --> 00:48:36,090
สัปดาห์ที่แล้วพอจำได้ไหมคะ ที่บอกว่า

627
00:48:36,090 --> 00:48:40,090
เขากลัวพญานาค แต่เขาเอา

628
00:48:41,424 --> 00:48:45,424
เสื้อสีแดงมาแขวนไว้หน้าบ้าน อันนี้มันสมจริงไหม มันสมเหตุสมผลไหม

629
00:48:47,658 --> 00:48:51,658
ไม่ใช่ใช่ไหมเพราะว่าบ้าเหรอพญานาคกับเสื้อสีแดงมันเกี่ยวอะไรกัน อันนั้นผิด

630
00:48:52,225 --> 00:48:54,415
ไม่นะคะ พูดถึงผีแม่ม่ายมีข่าวผีแม่ม่ายนะรู้หรือยัง

631
00:48:54,415 --> 00:48:55,439
พอครูพูดถึงสัปดาห์ที่แล้วปุ๊บ

632
00:48:55,439 --> 00:48:59,439
ขอนแก่น

633
00:48:59,879 --> 00:49:01,589
ที่ขอนแก่นนะคะ ผีแม่ม่ายอาละวาดว่าอย่างนั้นนะคะ

634
00:49:01,589 --> 00:49:04,927
มีใครดูข่าวเหมือนครูไหม

635
00:49:04,927 --> 00:49:06,207
ใครเป็นคนขอนแก่นไหมคะ

636
00:49:06,207 --> 00:49:10,207
มีไหม

637
00:49:12,552 --> 00:49:13,682
ครูนี่แหละ มีครูแต่เป็นคนขอนแก่น แต่ว่าเขาบอกว่าอยู่อำเภออะไรนี่แหละ นักศึกษาบอกว่าผีหรือไม่

638
00:49:13,682 --> 00:49:17,682
อะไรนะ มีคนตา

639
00:49:19,292 --> 00:49:21,846
ย  10 คนว่าซั่น  แล้วคราวนี้คนในหมู่บ้านฝัน

640
00:49:21,846 --> 00:49:25,846
เขาจะเอาคน 2 คน

641
00:49:28,128 --> 00:49:32,128
เขาก็เลยแบบกลัวว่าเออคือตอนนี้ 10 คนแล้วเหลืออีก 2 คนเลย ผู้ชายก็ทา

642
00:49:33,505 --> 00:49:36,794
เล็บสีแดงคือกลับไปสู่ยุคอดีตจริงจังน่ะ คือที่เราพูดเหมือนหัวเราะขำ

643
00:49:36,794 --> 00:49:39,025
หมู่บ้านเขาจริงจังนี่  ผู้ชายก็แบบท

644
00:49:39,025 --> 00:49:40,399
าเล็บสีแดง ผู้หญิงไม่ใช่อะไรนะ

645
00:49:40,399 --> 00:49:44,399
ที่หน้าบ้านก็มี

646
00:49:46,187 --> 00:49:48,870
เสื้อสีแดงแขวน แบบสมบูรณ์เลย ตามยุคอดีต ที่เราเคยได้ยินมา

647
00:49:48,870 --> 00:49:52,870
มาใช้ในปัจจุบันและนักศึกษา

648
00:49:54,162 --> 00:49:55,531
กลับมาอีกแล้วนะคะ อันนี้ก็คือความสมเหตุสมผลที่บอกว่า

649
00:49:55,531 --> 00:49:57,614
บางเรื่อง

650
00:49:57,614 --> 00:49:58,788
น่ะ ยกตัวอย่างไปนี่

651
00:49:58,788 --> 00:50:01,175
พญานาค

652
00:50:01,175 --> 00:50:05,175
คือ  แบบ

653
00:50:06,549 --> 00:50:09,306
แต่เขาเอาเสื้อสีแดงมาเอาไว้ในฉากมันก็ไม่ใช่แล้วนะคะ

654
00:50:09,306 --> 00:50:13,306
แล้วก็ให้ความสำคัญ กับชีวประวัติผู้เขียน

655
00:50:14,117 --> 00:50:17,434
ให้ความสำคัญกับชีวประวัติผู้เขียน ก็อย่างเช่นที่บอกว่า

656
00:50:17,434 --> 00:50:20,439
เราอ่านเรื่องที่รักสัปดาห์ที่แล้ว

657
00:50:20,439 --> 00:50:24,439
ที่รักที่บอกว่า

658
00:50:26,192 --> 00:50:28,534
เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของผู้แต่งชื่อว่าซาการียา อมตยา ที่เป็นคน

659
00:50:28,534 --> 00:50:32,534
ในจังหวัด 3 ชายแดนภาคใต้

660
00:50:33,868 --> 00:50:35,065
โดยพอเราอ่านเสร็จปุ๊บเราจะรู้ว่าสิ่งที่เขาต้องการที่สุด ก็คือเสรีภาพ

661
00:50:35,065 --> 00:50:36,450
สันติภาพ

662
00:50:36,450 --> 00:50:40,450
ความสงบสุข

663
00:50:42,256 --> 00:50:46,256
ให้มันเกิดขึ้นกับสังคมของเขานั่นเองนะคะ แล้วก็วรรณคดีที่ดีควรเป็นเรื่องเกี่ยว

664
00:50:46,324 --> 00:50:50,324
มนุษย์ และสามารถยกระดับจิตใจมนุษย์ให้สูงขึ้นได้

665
00:50:51,395 --> 00:50:55,162
นี่คือวรรณคดี วรรณกรรม และการวิจารณ์ในยุคปัจจุบัน

666
00:50:55,162 --> 00:50:59,162
ที่ต้องอาศัยความเป็นจริงเป็นหลัก เช่น

667
00:51:00,891 --> 00:51:02,606
คุณจะวิจารณ์เรื่องใดก็ตาม คุณต้องวิจารณ์แล้วให้มันเกิดประโยชน์

668
00:51:02,606 --> 00:51:06,055
กับผู้อ่านด้วย

669
00:51:06,055 --> 00:51:10,055
คุณต้องวิจารณ์ไปในเชิงความจริง

670
00:51:11,257 --> 00:51:12,646
คุณต้องวิจารณ์ให้มันสามารถแสดงมุมมองหรือทัศนคติ

671
00:51:12,646 --> 00:51:14,658
ของคุณได้ด้วย

672
00:51:14,658 --> 00:51:16,555
อย่างเช่น

673
00:51:16,555 --> 00:51:18,285
คุณอ่าน

674
00:51:18,285 --> 00:51:22,285
หนังผี

675
00:51:23,932 --> 00:51:27,554
นวนิยายผี สมมติคุณอ่านนวนิยายผี เวลาคุณวิจารณ์

676
00:51:27,554 --> 00:51:31,554
คุณก็ควรวิจารณ์ให้มันเป็นไปในเชิงความจริง

677
00:51:32,207 --> 00:51:36,207
แล้วมันจะเป็นความจริงได้ไง ในเมื่อมันเป็นนวนิยายผี อาจารย์

678
00:51:37,788 --> 00:51:39,772
คุณก็ลองหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ หรือหาคนที่เขา

679
00:51:39,772 --> 00:51:43,772
เคยให้ข้ออ้างอิงเอาไว้

680
00:51:45,932 --> 00:51:49,932
มาเขียนไว้ในการวิจารณ์คุณด้วย มันจะได้สร้างความน่าเชื่อถือ เป็นต้นนะคะ อันนี้คือ

681
00:51:51,162 --> 00:51:55,162
ยกตัวอย่างเฉย ๆ นะคะ ต่อไปธรรมชาติของมนุษย์

682
00:51:57,765 --> 00:52:01,765
ธรรมชาตินิยมที่บอกว่านอกจากจะมีความจริงเป็นหลักแล้วนี่ ก็ต้อง

683
00:52:03,148 --> 00:52:04,749
ธรรมชาตินิยมด้วย เพราะมนุษย์นี่ มีแรงขับ

684
00:52:04,749 --> 00:52:08,749
อยู่ 2 แรง

685
00:52:11,057 --> 00:52:13,968
มนุษย์มีแรงกำหนดหรือแรงขับนี่อยู่ 2 แรง นั่นก็คือกรรมพันธุ์

686
00:52:13,968 --> 00:52:14,799
สิ่งแวดล้อมนะคะ ยกตัวอย่าง

687
00:52:14,799 --> 00:52:17,616
เรา

688
00:52:17,616 --> 00:52:20,447
เกิดมาหน้าตาแบบนี้

689
00:52:20,447 --> 00:52:22,818
เป็นเพราะกรรมพันธุ์หรือสิ่งแวดล้อมคะ

690
00:52:22,818 --> 00:52:26,818
เราเกิดมาหน้าตาแบบนี้

691
00:52:29,254 --> 00:52:33,254
เพราะกรรมพันธุ์พ่อเป็นแบบนี้แม่เป็นแบบนี้ อาจจะไม่ได้เหมือนพ่อแม่สะทีเดียว

692
00:52:35,481 --> 00:52:38,772
อาจจะเหมือนญาติพี่น้องก็เป็นเพราะกรรมพันธุ์เชื้อสาย จมูก หู ตา ปากอะไรก็ว่าไป

693
00:52:38,772 --> 00:52:41,200
แต่นิสัยของเราที่เกิดขึ้น

694
00:52:41,200 --> 00:52:45,200
เป็นกรรมพันธุ์หรือสิ่งแวดล้อม

695
00:52:47,490 --> 00:52:51,490
สิ่งแวดล้อม โอเคไหม บางคนเขาก็เลยจะบอกว่า พ่อกับแม่

696
00:52:53,141 --> 00:52:57,141
ก็คือนิสัยดีอยู่ ทำไมลูกถึงนิสัยแบบนี้ มันไม่เกี่ยวกับพ่อแม่ ไม่เกี่ยวกับ

697
00:52:58,872 --> 00:53:02,872
แต่มันเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงดูเขานะคะ ฉะนั้น คนเราทุกคนนี่

698
00:53:06,311 --> 00:53:10,311
จะเกิดขึ้นจาก 2 แรงบางคนบอกว่าอาจารย์ขาแต่หน้าหนูที่สวยทุกวันนี้เพราะสิ่งแวดล้อมนะคะ เพราะว่า

699
00:53:12,207 --> 00:53:13,606
เห็นเขาทำจมูกหนูก็ไปทำจมูกมาอันนี้มันก็มันก็ยังอยู่ใน 2 อย่างนี้ไง

700
00:53:13,606 --> 00:53:17,606
โอเคไหม คือ

701
00:53:19,289 --> 00:53:22,277
หน้าตอนเกิดเป็นกรรมพันธุ์ หน้าตอนโตอาจจะเป็นสิ่งแวดล้อม อันนี้ก็แล้วแต่ แต่มันก็ยังอยู่

702
00:53:22,277 --> 00:53:26,277
ข้อกำหนดอยู่ 2 แรงนี้นะคะ

703
00:53:28,002 --> 00:53:32,002
เหมือนกันกับงานเขียน เขาบอกว่างานเขียนหรืองานวิจารณ์

704
00:53:33,258 --> 00:53:37,258
เกิดจากกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อมได้เหมือนกัน เช่น สิ่งที่คุณเขียน

705
00:53:38,034 --> 00:53:42,034
นี่ กำลังเขียนคุณใช้มือเขียนอยู่นี่ มันอาจจะเป็นการสร้างกรรมพันธุ์

706
00:53:44,688 --> 00:53:46,844
อะไรก็ตามที่ทำให้คุณได้เขียนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์

707
00:53:46,844 --> 00:53:50,844
ความรู้ ความคิด นั่นน

708
00:53:52,776 --> 00:53:56,776
่ะ คือสิ่งแวดล้อมที่สร้างงานชิ้นนี้ขึ้นมานะคะ

709
00:53:58,598 --> 00:54:02,598
รวมถึงเวลาที่คุณวิจารณ์ ด้วยเช่นกัน บางครั้งคุณวิจารณ์

710
00:54:03,490 --> 00:54:06,323
กรรมพันธุ์ ก็คืออาจจะเป็นความรู้สึกที่คุณน่ะ คิดว่ามันดีหรือไม่ดี

711
00:54:06,323 --> 00:54:07,723
แต่สิ่งแวดล้อมมันอาจจะเป็น

712
00:54:07,723 --> 00:54:11,723
เหตุผลอื่น ๆ

713
00:54:13,279 --> 00:54:17,279
ที่คุณเอามาใช้ประกอบในการวิจารณ์ด้วยก็ได้นะคะ

714
00:54:17,733 --> 00:54:19,263
นี่คือเหตุผลการวิจารณ์วรรณกรรมทั้ง 5  ยุคนะคะ

715
00:54:19,263 --> 00:54:23,263
คราวนี้

716
00:54:24,142 --> 00:54:28,142
ทำเป็นรูปกราฟตามครูทำมือเป็นรูปกราฟ

717
00:54:29,914 --> 00:54:32,925
ตอนแรกจะขีดเป็นเส้นตรงยาวมา อันนี้คือเขียนเลข 1 นะ

718
00:54:32,925 --> 00:54:35,545
แล้วก็ 2 ยุคที่ 2 คือยุค

719
00:54:35,545 --> 00:54:38,710
สมัยกลาง ขีดขึ้นหรือลง

720
00:54:38,710 --> 00:54:42,710
ทำไมลากขึ้นหรือลง

721
00:54:45,159 --> 00:54:47,004
มีคนขึ้น มีคนลง ทั้งขึ้นทั้งลง สรุปสมัยกลาง

722
00:54:47,004 --> 00:54:51,004
Dark Age ยุคมืดขึ้นหรือลง

723
00:54:51,123 --> 00:54:55,123
ลง ลงก่อน ลงก่อน ก็คือ

724
00:54:57,370 --> 00:55:01,370
การวิจารณ์วรรณกรรม ก็คือเหมือนกับถูกลดบทบาทลงนะคะ แล้วก็อยู่ที่ 3 นีโอคลาสิค

725
00:55:04,059 --> 00:55:05,648
ขึ้น ขึ้นแบบพุ่งปรี๊ดเลย พุ่งปรี๊ดทีแรกที่ขีดมาด้วยนะคะ ซื้อให้

726
00:55:05,648 --> 00:55:07,161
ให้ระดับคือสูงกว่า

727
00:55:07,161 --> 00:55:11,161
ตรงที่เส้นแรกเลย

728
00:55:13,085 --> 00:55:14,582
ยุคที่ 3 ปุ๊บ เขียนเลข 3 ไว้ยุคที่ 3 อันเคร่งครัดมาก ก็คือยุคนีโอคลาสสิ

729
00:55:14,582 --> 00:55:15,920
ก อะไรตกลงมาเป็นยุค

730
00:55:15,920 --> 00:55:19,920
โรแมนติก

731
00:55:21,240 --> 00:55:25,240
ตกลงมายุคโรแมนติกตกลงมา เสร็จแล้วมันแบบเหนือความจริง

732
00:55:27,193 --> 00:55:28,262
มันเกินธรรมชาติก็เลยกลับมาสู่ยุคศตวรรษที่ 19 ถึงปัจจุบัน ก็คือข

733
00:55:28,262 --> 00:55:32,262
ีดเส้นลากยาว

734
00:55:33,905 --> 00:55:37,905
โอเคนะคะ  ฉะนั้น การวิจารณ์วรรณกรรมของเราจะเป็นตึก ๆ แล้วก็หลับยาว

735
00:55:39,004 --> 00:55:43,004
เหมือนแบบระบบหายใจและระบบหัวใจของเรานี่แหละนะคะ

736
00:55:44,254 --> 00:55:47,302
คำถาม ช่วยกันตอบเพื่อที่จะทวนนะคะ เดี๋ยวเราจะได้

737
00:55:47,302 --> 00:55:48,555
รู้ว่า เดี๋ยวสัปดาห์หน้าจะทำอะไรกันดีนะคะ

738
00:55:48,555 --> 00:55:50,560
คำถาม

739
00:55:50,560 --> 00:55:51,579
ยุค

740
00:55:51,579 --> 00:55:53,056
คลาสสิ

741
00:55:53,056 --> 00:55:55,555
ก คือยุคอะไรคะ

742
00:55:55,555 --> 00:55:58,994
กรีกและโรมัน

743
00:55:58,994 --> 00:56:01,575
โอเคนะ ยุคคลาสสิก ยุคกรีกและโรมัน

744
00:56:01,575 --> 00:56:05,575
ยุคที่

745
00:56:05,946 --> 00:56:07,965
คนมีความคิดเหนือโลกเหนือจินตนาการ คือ ยุค

746
00:56:07,965 --> 00:56:11,965
โรแมนติก

747
00:56:13,546 --> 00:56:17,546
ยุคที่ทุกอย่างต้องเป็นความจริง ต้องมีเหตุผล ต้องสามารถพิสูจน์ได้ คือ ยุค

748
00:56:20,356 --> 00:56:21,683
ศตวรรษที่ 19 ถึงปัจจุบัน ยุคที่ศาสนาคริสต์เริ่มเข้ามามีบทบาท

749
00:56:21,683 --> 00:56:25,683
กับสังคม

750
00:56:26,139 --> 00:56:30,139
ศาสนาคริสต์เริ่มเข้ามามีบทบาทกับสังคม

751
00:56:32,441 --> 00:56:36,441
นีโอคลาสสิก ผิดค่ะ สมัยกลาง ยุคที่พยายาม

752
00:56:38,418 --> 00:56:42,124
ต่อต้าน แนวความคิดคนอื่น แนวความคิดของกรีกและโรมัน ต้องถูกเท่านั้น

753
00:56:42,124 --> 00:56:46,124
นีโอคลาสสิก

754
00:56:47,221 --> 00:56:48,152
ยุคที่ระบบศักดินา ก็คือพวกเลิกทาสทั้งหลายนี่

755
00:56:48,152 --> 00:56:49,806
หายไป

756
00:56:49,806 --> 00:56:53,655
ย

757
00:56:53,655 --> 00:56:57,655
ุคโรแมนติก

758
00:56:58,986 --> 00:57:00,952
โอเค ยุคสมัยไหนที่ให้ความสำคัญกับ

759
00:57:00,952 --> 00:57:04,952
รูปแบบคำประพันธ์

760
00:57:09,906 --> 00:57:13,906
ยุคนีโอคลาสสิคด้วยแล้วก็ยุ

761
00:57:15,879 --> 00:57:19,879
คคลาสสิคด้วย  ก็คือทั้ง 2 ยุคเลยก็คือให้ความสำคัญกับรูปแบบคำประพันธ์

762
00:57:21,018 --> 00:57:23,760
ยุคไหนที่วิจารณ์วรรณกรรม ที่อาจจะมีการนำเอาชีวประวัติ

763
00:57:23,760 --> 00:57:27,760
ของผู้เขียน มาร่วมวิจารณ์ด้วยก็ได้

764
00:57:31,802 --> 00:57:33,227
เอาชีวประวัติของผู้เขียน มาร่วมวิจารณ์ด้วยก็ได้

765
00:57:33,227 --> 00:57:37,227
ค

766
00:57:37,684 --> 00:57:40,087
ือยุค... ยุคอะไร

767
00:57:40,087 --> 00:57:42,543
คะ อะไรนะ

768
00:57:42,543 --> 00:57:45,534
เหมือนจะได้ยินแว๊บ ๆ

769
00:57:45,534 --> 00:57:49,534
ยุคศตวรรษที่ 19 น

770
00:57:51,415 --> 00:57:54,099
คะ ยุคศตวรรษที่ 19 นะคะ ยุคศตวรรษที่ 19 ถึงปัจจุบัน ก็คือเอาเป็นแนวความจริง

771
00:57:54,099 --> 00:57:58,099
เป็นหลักนั่นเอง ก็เลยจะเน้นว่า

772
00:57:59,258 --> 00:58:03,258
เราก็จะศึกษาทั้งแนวความจริงด้วย บางครั้งอาจจะมีการเอาชีวประวัติของ

773
00:58:04,920 --> 00:58:06,237
ผู้เขียน มาใช้ในการวิจารณ์วรรณกรรมด้วยก็ได้นะคะ บทนี้

774
00:58:06,237 --> 00:58:10,237
ข้อสอบ

775
00:58:11,681 --> 00:58:15,681
เป็นแนวความจำ แบบที่ครูถามนั่นแหละ เพราะว่ายังไม่ได้เริ่มต้น

776
00:58:16,940 --> 00:58:20,475
การวิเคราะห์ แต่จะให้นักศึกษาจำให้ได้ก่อน ว่ายุคสมัยแต่ละยุคนี่

777
00:58:20,475 --> 00:58:23,170
มีลักษณะการวิจารณ์อย่างไร แล้วมีอะไรที่เกิด

778
00:58:23,170 --> 00:58:26,106
ขึ้นบ้างมีความสำคัญอย่างไรเกิดขึ้น

779
00:58:26,106 --> 00:58:30,106
บ้างนะคะ คราวนี้

780
00:58:31,888 --> 00:58:33,471
สัปดาห์หน้าที่บอกว่าเดี๋ยวจะเป็นการนำเสนอแบบ

781
00:58:33,471 --> 00:58:37,471
กลุ่มนะคะ

782
00:58:39,798 --> 00:58:42,516
สัปดาห์หน้าของเรามี 2 งานเลยนะ ทั้งพัฒนาการวรรณคดีไทย พัฒนาการวรรณคดีไทย ก็คือ

783
00:58:42,516 --> 00:58:46,516
แค่ไปอ่านศึกษามาแค่เรื่องเดียว

784
00:58:47,114 --> 00:58:48,351
ทั้ง 6 คนนี่ ไปอ่านมาเรื่องเดียว แล้วก็มาพูดให้เพื่อนฟังเฉย ๆ โอเคไหม เอาแบบ

785
00:58:48,351 --> 00:58:49,363
สั้น ๆ แบบ

786
00:58:49,363 --> 00:58:53,363
ไม่ต้อง

787
00:58:54,839 --> 00:58:58,839
อะไรมากมาย แค่คุยแค่ครูอยากให้นักศึกษาเหมือนกับว่าศึกษาว่า

788
00:59:00,952 --> 00:59:03,595
ในยุคสุโขทัยมันมีวรรณคดีที่น่าสนใจนะ แล้วเนื้อหาภาพรวมมันเป็นอย่างไรบ้าง

789
00:59:03,595 --> 00:59:07,111
นะคะ ตรงนี้

790
00:59:07,111 --> 00:59:11,111
ไม่ต้องทำ PowerPoint ไม่ต้องทำอะไรแค่ไปอ่านมา

791
00:59:13,592 --> 00:59:17,361
อ่านหนังสือมาแล้วก็พูดให้เพื่อนฟังเฉย ๆ แต่คราวนี้งานวิชาวรรณกรรมวิจารณ์

792
00:59:17,361 --> 00:59:21,361
บทต่อไปจะเป็นบท

793
00:59:23,304 --> 00:59:25,858
ประวัติการวิจารณ์วรรณกรรม ในประเทศไทยนะคะ

794
00:59:25,858 --> 00:59:27,004
จะให้นักศึกษา

795
00:59:27,004 --> 00:59:31,004
แบ่ง

796
00:59:32,332 --> 00:59:36,332
กลุ่มเหมือนเดิม ครูจะให้นักศึกษาทำงานกลุ่มเป็นส่วน

797
00:59:38,234 --> 00:59:42,234
ใหญ่ จะได้ลดภาระงาน แต่บางคนบอกว่างานกลุ่มก็เป็นภาระหนูนี่แหละค่ะ

798
00:59:43,711 --> 00:59:46,568
ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารงานของเรานะคะ ถือว่าครูช่วยได้แค่นี้นะคะ

799
00:59:46,568 --> 00:59:48,307
ถือว่าครูช่วยแล้วนะคะ

800
00:59:48,307 --> 00:59:52,307
แบ่งกลุ่ม เดี๋ยวน

801
00:59:55,972 --> 00:59:58,914
ะ 12 กลุ่มละ 4 คน 3 กลุ่ม

802
00:59:58,914 --> 01:00:02,914
4 คน 3 กลุ่ม

803
01:00:04,450 --> 01:00:08,450
ครั้งที่แล้ว 2 กลุ่มนะ 6 คน คราวนี้ 4 คน 3 กลุ่ม

804
01:00:10,205 --> 01:00:14,205
ครูคือเป็นห่วงเพื่อนคนที่เขาไม่ค่อยมา แต่เขาจะทำอะไรช่วยเราไหมล่ะ

805
01:00:14,651 --> 01:00:18,472
ปกติเขาทำไรช่วยเพื่อนไหมคะ

806
01:00:18,472 --> 01:00:22,472
ที่หายไปก็ไม่ใช่ไหมคะ

807
01:00:24,705 --> 01:00:26,944
สงสารเขานะคะ คือหมายถึงเรานี่ค่ะ

808
01:00:26,944 --> 01:00:30,944
น

809
01:00:31,666 --> 01:00:33,639
่าสงสาร ทีนี้ 4 คน 3 กลุ่มนะคะ กลุ่มแรก

810
01:00:33,639 --> 01:00:37,639
ไปศึกษา

811
01:00:38,316 --> 01:00:41,579
ประวัติการวิจารณ์วรรณกรรมในประเทศไทยยุคสุโขทัย

812
01:00:41,579 --> 01:00:45,579
อยุธยา แล้วก็ธนบุรี

813
01:00:47,675 --> 01:00:51,675
สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี

814
01:00:53,531 --> 01:00:57,161
กลุ่มที่ 1 เดี๋ยวค่อยไปจับสลากกันอีกทีหนึ่งค่อยว่ากัน

815
01:00:57,161 --> 01:01:01,161
กลุ่มที่ 2

816
01:01:03,494 --> 01:01:07,494
รัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3

817
01:01:10,838 --> 01:01:14,587
องค์ที่ 2 รัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3

818
01:01:14,587 --> 01:01:18,587
กลุ่มที่ 3

819
01:01:19,374 --> 01:01:23,374
รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6

820
01:01:25,419 --> 01:01:29,419
เนื้อหาของเราจะต่อเนื่องการบทที่ 3 กับบทที่ 4 นะคะ เพราะว่า

821
01:01:30,728 --> 01:01:34,728
บทที่ 3 กับบทที่ 4 จะต่อเนื่องกัน ก็คือประวัติการวิจารณ์วรรณกรรมในประเทศไทยทั้งหมดเลย

822
01:01:38,843 --> 01:01:42,843
ที่เหลือครูจะบรรยายให้นะคะ เอาแค่ 3

823
01:01:43,159 --> 01:01:44,863
กลุ่มก็พอ คราวนี้เนื้อหาที่ต้องทำ

824
01:01:44,863 --> 01:01:48,083
แต่ละกลุ่ม

825
01:01:48,083 --> 01:01:52,083
ถึงครูจะพูดเยอะก็จริง

826
01:01:53,752 --> 01:01:55,336
กลุ่ม 1 ตั้ง 3 รัชกาล อาจารย์มันดูเยอะไปไหม ถ้าเปิด

827
01:01:55,336 --> 01:01:59,336
ดูหรือหาไม่เยอะเลย

828
01:02:00,258 --> 01:02:03,973
แต่สิ่งที่อยากจะให้เราออกมาพูดให้เพื่อนฟัง ก็คือ

829
01:02:03,973 --> 01:02:06,273
ให้ออกมาพูดว่าแต่ละยุคสมัยนี่

830
01:02:06,273 --> 01:02:08,584
เกี่ยวกับวรรณคดีวรรณกรรม

831
01:02:08,584 --> 01:02:12,476
เป็นอย่างไรบ้าง

832
01:02:12,476 --> 01:02:15,497
และมีการวิจารณ์วรรณกรรม

833
01:02:15,497 --> 01:02:17,542
หรือหลักฐานการวิจารณ์วรรณกรรม

834
01:02:17,542 --> 01:02:21,542
เป็นอย่างไร

835
01:02:23,395 --> 01:02:25,220
ลักษณะของการวิจารณ์วรรณกรรมในยุคที่คุณมานำเสนอนี่

836
01:02:25,220 --> 01:02:28,203
เป็นอย่างไร

837
01:02:28,203 --> 01:02:29,728
ตัวอย่าง

838
01:02:29,728 --> 01:02:33,728
ย

839
01:02:35,389 --> 01:02:37,070
ุคที่ 1 นี่ ที่ครูให้ของกลุ่มที่ 1 นะ สุโขทัย

840
01:02:37,070 --> 01:02:41,070
อยุธยา ธนบุรีเนี่ย

841
01:02:42,826 --> 01:02:44,595
สุโขทัยจะเหมือนกับไม่ค่อยมีการวิจารณ์ วรรณกรรมเท่าไร เพราะเป็นยุคแห่ง

842
01:02:44,595 --> 01:02:46,824
การสร้างใช่ไหม

843
01:02:46,824 --> 01:02:50,824
แต่พอมาถึงอยุธยา

844
01:02:52,589 --> 01:02:54,911
การวิจารณ์วรรณกรรมนี่ ครูสอนเอาไว้แล้วว่าการวิจารณ์วรรณกรรมต้องมี 3

845
01:02:54,911 --> 01:02:58,911
วิแรก ก็คือมีการวิเคราะห์

846
01:02:59,242 --> 01:03:00,714
วิที่ 2 ก็คือมีการวิจารณ์และวิธีที่ 3 คือการวิพากษ์

847
01:03:00,714 --> 01:03:04,714
ฉะนั้น

848
01:03:06,188 --> 01:03:09,971
มีลักษณะหรือเหตุการณ์อะไรบ้างไหม ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุค

849
01:03:09,971 --> 01:03:11,438
ที่มันใช้ 3 วิ

850
01:03:11,438 --> 01:03:14,380
นี่ ซึ่ง

851
01:03:14,380 --> 01:03:16,858
ถ้ามียุคไหน

852
01:03:16,858 --> 01:03:20,858
ที่ใช้ลักษณะ

853
01:03:23,080 --> 01:03:25,461
การวิจารณ์ทั้ง 3 วิ แสดงว่านี่ อาจจะเป็นหลักฐาน การวิจารณ์วรรณกรรม

854
01:03:25,461 --> 01:03:26,797
นั้น ๆ ก็ได้นะคะ

855
01:03:26,797 --> 01:03:30,797
เช่น

856
01:03:33,390 --> 01:03:37,390
การประชุมนักปราชญ์เพื่อที่จะแต่งหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง

857
01:03:39,193 --> 01:03:43,193
การประชุมนี่ เรียกคนมานั่งรวมกันแล้วก็มานั่งดูสิว่าเราจะ

858
01:03:44,463 --> 01:03:45,629
แต่งอย่างไรพอคุยกันเสร็จว่าจะแต่งอย่างไรเสร็จแล้วก็โอเค

859
01:03:45,629 --> 01:03:46,784
อย่างนั้นมาแต่ง

860
01:03:46,784 --> 01:03:50,784
เขียนเอาไว้

861
01:03:52,356 --> 01:03:56,356
เป็นหนังสือเล่มหนึ่งแล้วกัน นักศึกษาคิดว่าใช้ 3 วิไหม ที่ครูพูดไปเมื่อกี้

862
01:03:57,047 --> 01:03:59,663
ใช่ไหม ใช้การวิเคราะห์ไหม

863
01:03:59,663 --> 01:04:03,663
ใช้ คุยกันว่าจะแต่งยังไงนี่

864
01:04:03,725 --> 01:04:07,725
ใช้การวิเคราะห์มาใช้ในการวิจารณ์ไหม

865
01:04:08,914 --> 01:04:12,162
คนหนึ่งน่ะ เธอว่าอย่างไร เธอว่าอย่างไรเธอว่าไงใช้การวิจารณ์ไหม

866
01:04:12,162 --> 01:04:13,691
ใช่แล้วถ้าบอกว่าโอเค

867
01:04:13,691 --> 01:04:16,706
อย่างนั้น โอเคนะเอา

868
01:04:16,706 --> 01:04:20,706
3 คนนี้นะมีคนแต่งหลายคนเอาคนนี้

869
01:04:21,947 --> 01:04:25,947
โอเคอย่างนั้นเขียนตามคนนี้นะเอาว่ามาสิเอาแล้วก็เขียนไปใช่การวิพากษ์ไหม

870
01:04:26,137 --> 01:04:30,137
ใช่ ฉะนั้น ลักษณะของเหตุการณ์แบบนี้ ก็ถือว่าเป็น

871
01:04:31,870 --> 01:04:35,489
การวิจารณ์วรรณกรรมเหมือนกัน ดังนั้น คุณก็ลองดูว่าในแต่ละยุคสมัย

872
01:04:35,489 --> 01:04:39,489
ที่คุณได้รับมอบหมายไป มีการวิจารณ์วรรณกรรมไหม

873
01:04:40,692 --> 01:04:44,692
จะได้เอามาพูดให้เพื่อนฟัง ก็ถือว่าเราจะได้วิเคราะห์ว่าในแต่ละยุค

874
01:04:46,677 --> 01:04:47,800
การวิจารณ์วรรณกรรมแตกต่างกันอย่างไรบ้างนะคะ นี่ก็คือเอาแค่

875
01:04:47,800 --> 01:04:48,998
3

876
01:04:48,998 --> 01:04:52,998

877
01:04:55,475 --> 01:04:59,127
กลุ่ม จะใช้คำว่า 3 ยุค ก็ไม่ได้ 3 กลุ่มถึงรัชกาลที่ 6

878
01:04:59,127 --> 01:05:03,127
ก็แล้วกันนะคะ 3 กลุ่มก็คือสุโขทัยถึงรัชกาลที่ 6

879
01:05:05,292 --> 01:05:07,886
ที่เหลือเดี๋ยวครูจะบรรยายเพิ่มเติมเอง แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าอาจารย์ของหนูหามา

880
01:05:07,886 --> 01:05:09,414
ได้แค่นิดเดียว แล้วเพื่อนจะได้ความรู้อะไร ครูจะ

881
01:05:09,414 --> 01:05:13,414
เพิ่มเติมให้แล้วนะคะ

882
01:05:15,727 --> 01:05:19,727
แต่ที่แน่ ๆ ทำ point อะไรมาให้เพื่อนเห็นภาพประกอบด้วย เพราะว่า

883
01:05:21,226 --> 01:05:23,487
เราจะไม่ใช่แค่เล่าเหมือนกับพัฒนาการนะ พัฒนาการเขาให้มาเล่าเรื่องเฉย

884
01:05:23,487 --> 01:05:27,487
ๆ ต้องทำให้ก็ได้

885
01:05:30,368 --> 01:05:34,368
แต่ว่าวรรณกรรมวิจารณ์ให้ทำพลอยด้วยนะคะ พัฒนาการวรรณคดีไทย 5 คะแนน

886
01:05:34,770 --> 01:05:38,770
อันนี้ 10 คะแนนนะคะ อันนี้ 10 คะแนน เรา

887
01:05:42,105 --> 01:05:45,032
ต้องแยกแบบนี้ เพราะว่าเราเจอกัน 2 ครั้ง 2 วิชานะคะ

888
01:05:45,032 --> 01:05:46,064
เดี๋ยวจะงงนะคะ มีใครมีคำถาม

889
01:05:46,064 --> 01:05:50,064
อะไรไหมคะ

890
01:05:50,998 --> 01:05:54,998
ใครมีคำถามไหม

891
01:05:56,321 --> 01:05:57,350
เนื้อหานอกจากในหนังสือ นักศึกษาสามารถหา

892
01:05:57,350 --> 01:06:01,350
เพิ่มเติม

893
01:06:02,945 --> 01:06:06,945
จากที่อื่นด้วยนะ เพราะว่าอย่างเช่น พื้นฐานแต่ละยุคสมัย

894
01:06:09,339 --> 01:06:13,339
บางทีหนังสืออาจจะไม่เห็นภาพ เราก็อาจจะไปดูเพิ่มเติมว่าในช่วงสมัย

895
01:06:15,152 --> 01:06:16,819
สุโขทัยบรรยากาศบ้านเมืองเป็นอย่างไร อย่างน้อยนักเรียนเรียนพัฒนาการมาและรู้และว่าพัฒนาการ

896
01:06:16,819 --> 01:06:19,638
ในสมัยสุโขทัย

897
01:06:19,638 --> 01:06:21,429
เป็นอย่างไร เป็นการสร้างสรรค์พอดีเลย

898
01:06:21,429 --> 01:06:25,429
เดี๋ยวสัปดาห์หน้า เรียน

899
01:06:27,864 --> 01:06:31,261
อยุธยา คนที่ได้กลุ่มแรก ก็จะได้แบบพูดสุโขทัยกับอยุธยาได้แล้วนะคะ 1

900
01:06:31,261 --> 01:06:32,907
. อันนี้คือได้เปรียบเพื่อนเลย กลุ่มแรกนะคะ

901
01:06:32,907 --> 01:06:34,745
จ

902
01:06:34,745 --> 01:06:38,343

903
01:06:38,343 --> 01:06:42,343
ับสลากเอานะจ๊ะ โอเค ถ้าไม่มีคำถามไม่มีนะ

904
01:06:44,633 --> 01:06:46,356
โอเค ถ้าไม่มีคำถามแล้วอาทิตย์หน้าเจอกันค่ะ เจอพัฒนาการก่อน

905
01:06:46,356 --> 01:06:50,356
หัวหน้าเชิญค่ะ

906
01:06:54,432 --> 01:06:58,432
โอเคนะ ออนไลน์ [สิ้นสุดการถอดความ]

