--- title: วรรณกรรมกับการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ (เช้า) 120167 subtitle: date: วันศุกร์ที่ 12 มกราคม 2567 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (อาจารย์) ได้หนังสือครบทุกคนแล้วใช่ไหม ครบทั้ง 2 วิชาแล้วนะคะ โอเค โอเค เดี๋ยวขอสอนรอของระบบนิดหนึ่งนะคะ เพราะว่าจะได้เห็นภาพไปด้วยพร้อม ๆ กันนะ เริ่มต้นตั้งแต่ที่ครูตั้งคำถามในตอนแรกก่อนนั่นแหละ ว่าทำไมน่ะ ถึงต้องไปศึกษาของตะวันตก แล้วค่อยมาศึกษาของไทย ก็เลยใช้วิธีการว่าให้เราภาพตามว่าโลกเราน่ะ คนเกิดขึ้นมาพร้อมกันก็จริงแต่อารยธรรมแล้วก็ทำสมบูรณ์แบบของคนน่ะมันไม่ได้พร้อมกัน ซึ่งยุโรปหรือตะวันตกนี่ เป็น... เขาเรียกว่าเป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างอารยธรรม และความเจริญได้มาก่อนเรา รวมไปถึงศิลปะ วรรณคดี วรรณกรรมด้วยนะคะ ศิลปะ วรรณคดี วรรณกรรมนี่ ที่ต้องพูดคำว่าศิลปะ วรรณคดี วรรณกรรม เพราะเรากำลังจะนำมาสู่คำว่า "วรรณกรรมวิจารณ์" หรือ "วรรณคดีวิจารณ์" ซึ่งพอมีศิลปะวรรณคดีวรรณกรรมขึ้นมาแล้ว มันก็ต้องมีการวิจารณ์ร่วมด้วยนะคะ มันถึงจะสามารถพัฒนาได้ เหมือนอย่างที่สัปดาห์ที่แล้วครูพูดถึงความหมายของการวิจารณ์วรรณกรรม ว่าการวิจารณ์วรรณกรรมก็เหมือนกับอะไรที่ไม่มีปุ๋ยนะ ต้นไม้ที่ไม่มีปุ๋ยใช่ไหม ถ้าไม่มีปุ๋ยก็จะไม่สามารถพัฒนาให้เจริญงอกงามได้ คราวนี้มาดูว่าแล้วตะวันตก เขามีการวิจารณ์แบบไหน คนสามารถที่ทำให้เป็นระเบียบวิธีการวิจารณ์ตนเราเอามาใช้รวมถึงปัจจุบันด้วย ที่ครั้งแรกครูพูดถึงคำว่า "สตรีนิยม" จำคำว่า "สตรีนิยม" ได้ไหม ที่บอกว่าความไม่เท่าเทียมกันของผู้หญิงนี่ ของผู้หญิงหรือผู้ชายนี่จน เกิดเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมนี่ เริ่มตระหนัก และเริ่มคิดว่าผู้หญิงกับผู้ชาย ต้องเท่าเทียมกันให้ได้ แล้วก็เกิดเป็น คำว่า "ทฤษฎีสตรีนิยม" ซึ่งเรานี่ ประเทศไทยที่อยู่แถบตะวันออก ก็เอาทฤษฎีนี้มาใช้ด้วยเช่นกันนะคะ โดยทฤษฎีเหล่านี้ เป็นทฤษฎีที่ถูกจัดและเรียบเรียงเอาไว้ในตะวันตกมาก่อนเรา คราวนี้ดูจุดเริ่มต้นของทฤษฎีตะวันตกหรือวรรณกรรมวิจารณ์ของตะวันตกนะคะ จุดเริ่มต้นแรกที่เขาเรียกว่า "ยุคสมัยแรกของการวิจารณ์วรรณกรรม" คือยุคกรีกและโรมันโบราณ นักศึกษากรีกและโรมัน ไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกัน เหมือนที่ครูบอกว่าสุโขทัยกับอยุธยา ก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกัน แต่เขาอยู่คนละที่ ความเจริญนี่ มันแค่เหมือนกับต่อเนื่องกัน และมีการใช้แนวคิดความคิดหลาย ๆ อย่างแบบเดียวกันเท่านั้นเองนะคะ ดูประเทศแรก ถ้าครูถามว่าชาติแรกที่เป็นต้นกำเนิดของการวิจารณ์วรรณกรรม เราต้องตอบว่า "ชาติกรีก" โอเคไหม โอเคไหม แต่ถ้าครูถามว่ายุคแรกของการวิจารณ์วรรณกรรม ต้องตอบว่ายุคกรีกและโรมัน โอเคนะคะ ที่ต้องใช้เป็นคำว่า "ยุค" ก็เป็นเพราะว่าทั้งกรีกและโรมัน มีลักษณะของการวิจารณ์วรรณกรรม แบบเดียวกัน ซึ่งยุคแรกนี่ใช้เรียกอีกชื่อหนึ่งสั้น ๆ ว่า "ยุคคลาสสิค" ต่อไปนี้ถ้าครูพูดคำว่า "ยุคคลาสสิก" เมื่อไหร่ให้คุณรู้เอาไว้กรีกและโรมันเพราะเป็นยุคเก่าแก่และเป็นยุคแรกของการวิจารณ์วรรณกรรม ดูวิธีการวิจารณ์วรรณกรรมของเขานะคะ มีแนวคิดอย่างไรบ้าง แนวคิดการวิจารณ์วรรณกรรม ในยุคแรกนี้ เขามีความคิดว่าวรรณคดีเป็นงานสร้างสรรค์ ที่เกิดจากการเลียนแบบความจริงธรรมชาติ เน้นให้เห็นคุณค่าความสำคัญของศิลปะในฐานะเบ้าหลอมที่ช่วยพัฒนาอารมณ์ของมนุษย์ Keyword ที่ต้องขีดเส้นใต้ 1. การเลียนแบบความจริงธรรมชาติ 2. มีคุณค่าช่วยพัฒนาอารมณ์ความเชื่อของมนุษย์ นี่ก็คือแนวคิดแรกของยุคคลาสสิค คราวนี้ ยุคนี้ถึงแม้ว่าเขาจะมีความคิด ว่าวรรณคดีวรรณกรรม เกิดขึ้นจากการเลียนแบบ มีคุณค่าในเชิงสั่งสอนพัฒนาอารมณ์มนุษย์นี่ แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีอำนาจในการโน้มน้าวชักจูงมนุษย์ไปในทางเสื่อมเสียของรัฐได้ ซึ่งส่งเสริมทั้งความดีส่งเสริมทั้งคุณค่าส่งเสริมทั้งศีลธรรมอันดีแล้วก็สามารถที่จะโน้มน้าวใจมนุษย์ไปในทางเสื่อมเสียได้ โดยให้คุณคิดภาพว่าในอดีต คนรู้การศึกษาไม่ได้เยอะ คนรู้หนังสือไม่ได้เยอะ เพราะฉะนั้น เวลาที่ใครก็ตาม ที่ได้อ่านหนังสือหนังสือ จึงค่อนข้างมีอิทธิพลกับคนที่ได้อ่าน เช่น หนังสือบอกว่า รัฐบาลชุดนี้อันนี้คือสมมตินะ สมมติ หนังสือบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ไม่ดีนะ เพราะว่าทำอะไรหลาย ๆ อย่างที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง 1, 2, 3, 4, 5 คนในยุคนั้นไม่ได้รู้อะไรเยอะ พอหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน โน้มน้าวใจไปได้เลยนะ เชื่อได้แบบนี้เป็นต้น ซึ่งในขณะนั้น มันไม่ได้มีรัฐบาลหรอก แต่เขามีความเชื่อในเรื่องของการปกครอง ระบอบพระมหากษัตริย์อยู่แล้ว ฉะนั้น การใส่แนวความคิดอะไรก็ตาม ที่เป็นแนวความคิดความเชื่อของคนเข้าไป มันก็เลยกลายเป็นว่ามีอิทธิพลกับคนที่ได้อ่านนั่นเอง โอเคนะคะ คราวนี้แนวความคิดความเชื่อของวรรณคดีวรรณกรรมในยุคนี้ ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นแบบนี้เสียทีเดียว มันผ่านความคิด มันผ่านการกลั่นกรอง จากนักปราชญ์หลาย ๆ คนแล้วนะคะ แต่เราจะมาเริ่มต้นรู้จักนักปราชญ์คนแรกของกรีก ที่เป็นที่รู้จักแล้วก็เป็นที่เขาเรียกว่าอะไร เป็นที่กล่าวถึงว่าใครที่พูดถึงวรรณคดีวรรณกรรมนี่ ต้องพูดถึงคนนี้ก่อนเพราะเป็นคนแรกในยุคนั้น คนแรกคนนี้ ก็คือเพลโต นักศึกษาทำท่าตามเพลโตเลย ก็คือเอามือชี้นิ้วขึ้นข้างบน ปลายนิ้วชี้ขึ้นข้างบน ท่านี้ไม่ได้เป็นภาพแบบเท่ ๆ แบบถ่ายรูปแบบ Number One ของครุศาสตร์ แต่อันนี้เป็นค่าที่แเพลโตนี่ สะท้อนให้เห็นความคิดความเชื่อของคนในยุคนั้นว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาบนโลกมนุษย์เกิดขึ้นมาจากข้างบน ก็คือเทพเจ้า เราน่ะปฏิเสธไม่ได้ว่าคนในยุคอดีตเขาต้องหาจุดความเชื่อซึ่งศาสนายังไม่ได้มาถึงแน่นอน ไม่ใช่ว่าเกิดมาเป็นมนุษย์แล้ว มีศาสนาเลย ไม่ใช่ แต่คนเกิดขึ้นมาแล้ว คนต้องหาละ ความเชื่ออะไรสักอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะในยุคแรกชาวกรีก ชาวยุโรปชาวตะวันตกในเทพเจ้า ให้ทายเรานี่ แถบตะวันออกแถบชนชาติเราเชื่อถืออะไร นับถืออะไร อะไรนะ ภูตผี นักศึกษาก่อนที่เราจะมีศาสนาพุทธ เรานับถือผีมาก่อน ฉะนั้น บางคนที่บอกว่าโอ๊ยมันเป็นเรื่องงมงายนี่โน่นนั่นคุณบรรพบุรุษของคุณน่ะ เคยนับถือสิ่งนี้มาก่อน ดังนั้น จึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมน่ะ ทำไมความเชื่อนี้มันยังคงอยู่ สมัยมันเปลี่ยนไปขนาดนี้ ทำไมความเชื่อนี้มันยังคงอยู่ ก็เป็นเพราะว่าในอดีตก่อนที่จะมีศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์หรืออะไรก็ตามนี่ เรานับถือผีมาก่อน เหมือนกัน ตะวันตก เขาก็มีการนับถือเทพเจ้า ในก่อนที่จะมีศาสนาคริสต์เหมือนกันนะคะ คราวนี้เพลโตก็บอกว่าทุกอย่างมาจากเทพเจ้า ดังนั้น วรรณคดีและวรรณกรรมที่เพลโตพูดถึงก็บอกว่าพระเจ้าเป็นผู้สร้างเช่นเดียวกันนะคะ เพลโตบอกว่าวรรณคดีก็เหมือนกัน มันทุกสิ่งทุกอย่าง มันก็รวมถึงวรรณคดีวรรณกรรมด้วย ดังนั้น ในเมื่อเทพเจ้าเป็นผู้สร้าง วรรณคดีก็เลยมีอำนาจ ในการชักจูงมนุษย์ ไปในทางเสื่อมเสีย หรืออันตรายต่อความมั่นคงของรัฐได้ และสิ่งที่เพลโตให้ไว้อีกข้อหนึ่ง ก็คือวรรณคดีไม่สามารถสอนมนุษย์ได้ ใช้ท่านี้ได้เลย เพลโตชี้ขึ้นข้างบนไม่สามารถสอนได้โอเคนะคะ นี่คือแนวคิดของเพลโต วรรณคดีไม่สามารถสอนได้ต่อไป คนที่มีความสำคัญอีกคนหนึ่ง ก็คืออริสโตเติล นักศึกษา 15 ว่าในขณะที่เพลโต กำลังยืนสอนอยู่เหมือนครูกำลังยืนสอนนั่งซ้ายอยู่เนี่ยอริสโตเติล ก็เป็นหนึ่งในนักเรียนที่กำลังนั่งเรียนกับโตอยู่อริสโตเติลนี่ คิดต่างกับเพลโต คือเป็นนักเรียนแหละ เขาเป็นครูแหละแต่มีความเห็นต่าง ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ใช่นะคะ ความเห็นต่างบางครั้งอาจจะถูกก็ได้เพราะอะไร เพราะความเห็นต่างของอริสโตเติลนี่ เป็นที่มาที่ทำให้คนรู้จักอริสโตเติล และทฤษฎีของอริสโตเติล ก็เป็นที่น่าเชื่อถือและยอมรับมากกว่าเพลโต อริสโตเติล ท่าของอริสโตเติล คือ ท่านี้ คือเอามือแบบข้างล่าง แบบนี้แล้วก็เหมือนกับให้มันแบบทั่วถึงคนแบบนี้ซึ่งการชี้แบบนี้อลิสโตเติลกำลังจะบอกว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้น เกิดจากมนุษย์เกิดจากการเลียนแบบของมนุษย์ ไม่ใช่พระเจ้า ฉะนั้น ความคิดเห็นอริสโตเติลขัดแย้งกับเพลฏโตแล้วนะคะ แล้วความคิดเห็นของอลิซ ก็ยังบอกอีกว่าในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากการเลียนแบบของมนุษย์ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อมนุษย์ สามารถเอาไปใช้ในการสั่งสอนได้ และการเรียนแบบน่ะต้องเป็นการเรียนแบบที่ดีด้วย ถึงจะมีความสำคัญต่อรูปแบบกวีนิพนธ์ เช่น สิ่งที่เขาจะเขียนขึ้นมาได้ มันต้องผ่านสิ่งที่มนุษย์เคยเห็นมาก่อน เช่น รูปแบบคำประพันธ์ คำประพันธ์นะ เวลาที่เราน่ะ จะบรรยายได้ว่านางคนนี้สวยอย่างไร บางครั้งมันก็ต้องผ่านการเคยเห็น หรือการเรียนแบบมนุษย์มาก่อน หรือแม้กระทั่งในขณะที่เขาแต่งนี่ จะมีรูปแบบคำประพันธ์นะ รูปแบบคำประพันธ์ที่ถูกต้อง นั่นก็คือต้องแต่งเหมือนกับอันแรก ๆ ที่เคยแต่งมา นี่ก็คือให้เห็นคุณค่าและรูปแบบของคำประพันธ์ด้วยนะคะ ฉะนั้น วรรณคดี วรรณกรรม ในยุคกรีก ที่มาจากแนวความคิดของอริสโตเติล จึงมีข้อสรุปว่า 1. เกิดขึ้นจากการเลียนแบบมนุษย์ จะเขียนขึ้นมาได้ ก็มนุษย์เป็นคนเขียนนะ ไม่ใช่เทพเจ้าเขียน นั่นแสดงว่ามันก็ต้องเคยเห็นมาก่อน 2 การเลียนแบบที่ดีต้องสามารถเอาไปใช้ในการสั่งสอนได้ เช่น ถ้าเนื้อหาบอกว่าคนเนี้ี พฤติกรรมแบบนี้ ผลของพฤติกรรมก็ต้องเป็นแบบนี้ นี่แสดงว่าเอาไปใช้สอนได้ คนที่อ่านก็จะได้รู้ว่าฉันไม่ควรทำแบบนี้ เพราะเดี๋ยวฉันจะเจออะไรแบบนี้เป็นต้นนะคะ รวมถึงรูปแบบคำประพันธ์ ที่ในยุคแรก รูปแบบคำประพันธ์ ก็จะเน้นไปในเชิงคุณค่าทางอารมณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่เป็นแบบโศกนาฏกรรม วรรณคดีวรรณกรรมในกรีกยุคแรกจะเป็นโศกนาฏกรรมจ๋านะคะ ถ้าใครคิดไม่ออกว่าส่งโศกนาฏกรรมมันต้องเป็นแบบไหนให้นึกถึง Romeo and Juliet พระเอกและนางเอกต้องตายตอนจบแบบนี้ เป็นต้น นี่ก็คือแนวโศกนาฏกรรมนะคะ ดังนั้น วรรณคดีวรรณกรรมยุคนี้ ก็เลยจะเน้นคุณค่าไปในเชิงนั้น ดังนั้น คนนี้แถวเพลโตกับอริสโตเติล ถ้าที่ครูเอามาให้ดู 2 คน ไม่ใช่แบบท่าถ่ายรูปเท่ ๆ แต่เป็นท่าที่แสดงให้เห็น ว่าทฤษฎี 2 คนนี้ไม่เหมือนกันนะ คนหนึ่งชี้ข้างบนจะมีความเชื่อในเรื่องเทพเจ้า คนหนึ่งชี้ข้างล่างทั่วไป ก็คือเหมือนกับว่าทุกสิ่งทุกอย่างสามารถที่จะเกิดขึ้นได้จากมนุษย์ ต่อไป คราวนี้ กรีกเริ่มเสื่อมอำนาจ อาณาจักรที่มาแทนที่ ก็คืออาณาจักรโรมันนี้แหละ ที่ครูบอกว่าเขาไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกันเสียซะทีเดียว มาก่อน เพราะกรีกเริ่มเสื่อมอำนาจโรมันเริ่มเข้ามาแทนที่คู่ขนานกันเหมือนกับเราน่ะ สุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจ อยุธยาก็เริ่มรุ่งเรืองขึ้นมา แต่แนวความคิดยังเป็นแบบเดิมยังเป็นแบบแนวเดิมนั่นเองนะคะ ยุคนี้จะเป็นลักษณะความคิดความเชื่อตามแบบกรีกแทบจะทุกอย่างเลย กรีกนักปราชญ์คนสำคัญ เมื่อกี้ที่พูดถึงไปมีแค่ 2 คนที่เด่น ๆ เลย คือชื่ออะไรกับอะไรนะคะ ใครกับใครนะ เพลโตกับอริสโตเติล เพลโตกับอริสโตเติล พออาณาจักรโรมันขึ้นมา อาณาจักรโรมันนี่ หยิบแนวคิดของอริสโตเติลมาต่อเนื่องเลย โดยที่ไม่ได้มีข้อกังขาใด ๆ ทั้งสิ้นนะคะ และอีกอย่างหนึ่งนอกจากจะหยิบแนวคิดของอริสโตเติลต่อเนื่องมาแล้วนี่ ก็มีนักปราชญ์คนสำคัญหลายคน ที่ใช้แนวคิดนี้ มาใช้ในการสร้างสรรค์วรรณคดี วรรณกรรมด้วย โดยเฉพาะ ฮอเรซ กับ ลองจินัส ฮอเรซ ลองจินัส นี่ เป็นนักปราชญ์ในยุคโรมัน เกิดในอาณาจักรโรมันนะ ลืมไปว่าเรียกรวมเดียวกันนะคะ แต่ว่าอาณาจักรโรมัน ฮอเรซนี่ บอกว่าเห็นด้วยกับทฤษฎีของอริสโตเติลทุกอย่าง แล้วก็เห็นด้วยว่าวรรณคดีมีคุณค่าในเชิงสั่งสอน แล้วก็มีความบันเทิงควบคู่ไปด้วยเช่น สั่งสอน ก็เช่นทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่วอะไรพวกนี้นะคะ เพิ่มเติมตรงที่ว่าวรรณคดีนี่ ต้องเต็มไปด้วยอารมณ์สะเทือนใจ ให้มีพลังต่อการสร้างอารมณ์ ความรู้สึกอ่าน เช่น อ่านไปแล้วอิ่ม ผู้อ่านแล้วต้องอินนี่ ก็คือลองจินัสที่พูดถึงอาวรรณคดีที่อยู่ในยุคนี้นะคะ ซึ่งลองจินัสนี่ บอกว่าวรรณคดีที่ดีต้องเต็มไปด้วยอารมณ์สะเทือนใจนี่ ก็จะมีพูดถึง 5 ข้อข้อแรก ก็คือการใช้ภาษาแบบอปุมา อุปไมย คือการใช้คำเปรียบเทียบนั่นแหละ ร้องไห้เป็นสายเลือด 2. การเลือกเฟ้นใช้ถ้อยคำที่สูงส่งใช้ถ้อยคำให้มันอิน ให้มันรู้สึกซาบซึ้ง 3. จัดระเบียบถ้อยคำ ให้ได้จังหวะให้มันมีความไพเราะนั่นเองนะคะ 4. อารมณ์สะเทือนใจต้องเกิดจากแรงบันดาลใจของกวี ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างเหมือนกัน แล้วก็สุดท้ายความสามารถของกวีการโน้มน้าวใจผู้อ่าน ซึ่งทั้ง 5 ข้อนี้ เอามาหลอมรวมกัน ก็คือได้เป็นก้อนที่ครูพูดถึงเมื่อกี้ ว่าวรรณคดีที่ดี ต้องสามารถทำให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจ กับผู้อ่านได้ แล้วก็มีพลังต่อการสร้างอารมณ์ความรู้สึกผู้อ่านนั่นเองนะคะ ฉะนั้น สรุปวรรณคดีวรรณกรรมวิจารณ์ในยุคแรก ก็คือกรีกและโรมันนี่ 1 เลย จะแนนที่รูปแบบวรรณคดีเป็นหลัก เช่น แต่งให้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ โศกนาฏกรรมก็ต้องเป็นโศกนาฏกรรม 2. เน้นอารมณ์ความรู้สึกผู้อ่าน ก็คือมีพลังในการสร้างอารมณ์ ให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์ อิน แล้วก็ 3. สามารถที่จะทำให้ผู้อ่านนี่ โน้มน้าวใจ แบบเหมือนกับมีคุณค่าในเชิงสั่งสอนนะคะ คือ 3. สามารถเอาไปใช้ในการสั่งสอนหรือผู้อ่านหรือมนุษย์ได้ อันนี้ก็คือยุคแรกของการวิจารณ์วรรณกรรมนะคะ ต่อไปยุคที่ 2 ยุคที่ 2 เรียกว่า "การวิจารณ์วรรณกรรมสมัยกลาง" นักศึกษาดูภาพแล้วนักศึกษาคิดถึงอะไรจากภาพ นึกถึงอะไร เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อเดือนธันวาคม นึกถึงอะไรคะ คริสต์มาส คริสต์มาสก็คือเป็นเกี่ยวกับพระเยซู โอเคไหม คริสต์มาสเกี่ยวกับพระเยซู พระเยซูก็คือเกี่ยวกับศาสนาคริสต์ ฉะนั้น จากภาพยุคสมัยกลางของการวิจารณ์วรรณกรรมเป็นยุคสมัยที่ศาสนาคริสต์เริ่มเข้ามามีอิทธิพลกับสังคม นี่คือยุคที่เริ่มมีศาสนาแล้วนะคะ ยุคแรกยังไม่ถึงขั้นว่ามีศาสนานะ แต่พอยุคสมัยกลาง ศาสนาคริสต์เริ่มแผ่แล้ว เขาเริ่มเผยแผ่ศาสนาแล้วนะคะ คราวนี้ ธรรมชาติของมนุษย์อะไรก็ตามที่มาใหม่ เราจะคลั่งไคล้เสมอ คลั่งภายในที่นี้ ก็คือเหมือนกับว่าว้าว แล้วรู้สึกว่าอันนี้น่าสนว้าวแล้วอยากติดตาม หนึ่งในนั้นที่ว้าวในสังคม ก็คือศาสนาคริสต์ที่เริ่มแถเข้ามา โดยศาสนาคริสต์เข้ามาปุ๊บจากทีแรกคนเหมือนกับไปในเรื่องของการสร้างสรรค์วรรณคดีวรรณกรรม คนก็เหมือนกับหยุดสร้างสรรค์วรรณคดี วรรณกรรม แล้วมาแล้วหันมาสนใจในด้านศาสนาแทนนะคะ ยุคในที่นี้ ครูไม่ได้แปลว่าเขายกเลิกการสร้างสรรค์วรรณกรรมนะ ยุคนี้เขาจะใช้เป็นคำว่า Dark ที่แปลว่ายุคมืดของการสร้างสรรค์วรรณคดีวรรณกรรม รวมไปถึงการวิจารณ์วรรณกรรมด้วย ยุคมืดจะใช้เป็นคำว่า "ดับไฟ" คือดับไฟเอาไว้ไม่ได้แปลว่าถอดสายอะไรออกทั้งหมดแค่ดับไฟ ครูใช้คำนี้นะ ยุคมืด Dark Age เพราะว่าอะไร เพราะว่าวรรณคดีวรรณกรรมหลาย ๆ อย่าง ถูกลดบทบาทลง นักบุญออกัสตินและนักบุญเจโรมีนะคะ ที่เขากำลังเผยแผ่ศาสนานี่ เขาก็เหมือนกับว่าอยากให้คน ให้ความสำคัญกับศาสนาเต็มที่ ก็เลยต่อต้านการใช้ศีลธรรมในกวีนิพนธ์ คือจะเอามารวมกันไม่ได้นะ ศาสนา ก็คือศาสนา วรรณคดี ก็คือวรรณคดี คุณจะเอามารวมกันไม่ได้ ฉะนั้น ถ้าคุณนี่สนใจศาสนาคุณก็ต้องเคร่งในเรื่องของศาสนา นี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนั้น วรรณคดี วรรณกรรมถูกลดบทบาทลง แนวคิดใหม่ไม่ได้โดนสร้างขึ้นมาใหม่ ฉะนั้น ถ้าแนวคิดใหม่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ แสดงว่ายุคสมัยกลาง ยังเอาความเชื่อของใครมาใช้อยู่คะ ของกรีกนี่ของใคร แนวความเชื่อของกรีกคือของใครเอามาใช้อยู่ ใครเอา ของกรีกเมื่อกี้ ใคร อันนี้คือตอบว่าคนที่ 1 เพลโตหรืออริสโตเติลของใคร ข้อสอบแล้ว 1 นะคะ อย่างเช่นของใคร ใครตอบเพลโตยกมือ ยกมือ ยกมือใครตอบเพลโต โอเค มีคนตอบเพลโต ให้ตอบอริสโตเติล ยกมือ อริสโตเติล โอเคค่ะ อริสโตเติลถูกต้องนะคะ ยุคนี้ยังเอาแนวคิดของอริสโตเติล เข้ามาเพราะอะไร ให้นักศึกษาคิดภาพแบบนี้เลย เพลโตนี่ ถูกลบไปแล้ว จากแนวคิดของเด็กคือพอมีอริสโตเติลสร้างแนวคิดใหม่ปุ๊บ คนก็เลยเชื่ออริสโตเติลมากกว่าเพลโตแล้ว ดังนั้น ก็เลยจะถูกพูดถึงในมุมของคนแรกที่คิดมากกว่าแต่คนที่เป็นผู้นำจนถึงปัจจุบันใช้คำว่า "ปัจจุบัน" ได้เลย ปัจจุบันเราเรียนภาษาไทย เราก็จะได้ยินคำว่า "อริสโตเติล" "อริสโตเติล" อยู่เรื่อย ๆ นะคะ เพราะว่าค่อนข้างมีอิทธิพลทางด้านวรรณคดี วรรณกรรมของเรานะ คราวนี้ ยุคนี้ยังไม่ได้สร้างอะไรใหม่ ๆ ก็ยังเป็นของอริสโตเติลเหมือนเดิม แต่พอช่วงปลายสมัยกลาง พอศาสนาคริสต์นี่ มันเริ่มถึงจุดอิ่มตัว ก็เป็นธรรมชาติของมนุษย์นั่นแหละค่ะ ถ้าอะไรเริ่มอิ่มตัวปุ๊บ เราก็จะเริ่มกลับไปสู่อดีตมากขึ้น ก็คือเริ่มโหยหาอดีต เช่นเราน่ะ เอาความเป็นมนุษย์วัยรุ่นของเราในขณะนี้ เคยมีแฟนคนหนึ่ง แล้วพอแบบเลิกกันไป ปุ๊บ มีแฟนใหม่ แรก ๆ นี่ ดีมาก รักมาก พอพักหลัง ๆ เริ่มออกลายแล้ว เริ่มถึงจุดอิ่มตัว ก็เริ่มรู้สึกว่าคนเก่าน่ะ เมื่อก่อนเขายังเปิดขวดน้ำให้ฉันเลย ใช่ไหม อันนี้ก็คือการโหยหาจากการที่เราเริ่มอิ่มตัวกับสิ่งปัจจุบันเหมือนกัน ในยุคสมัยกลางพอศาสนาคริสต์คนเริ่มอิ่มตัวและคนเริ่มกลับมาสนใจการสร้างสรรค์วรรณคดี วรรณกรรม อีกครั้งหนึ่งโดยในช่วงศตวรรษที่ 15 คือช่วงปลายสมัยกลาง อันนี้คือยังอยู่สมัยกลางนะคะ แต่เป็นช่วงปลายมี ดังเต้กับ Boccaccio นี่ ที่เป็นผู้พยายามนำกฎวรรณคดีของกรีกกลับมาใช้ใหม่ด้วยการสร้างสรรค์วรรณคดีวรรณกรรม โดยนำรูปแบบคำประพันธ์แบบเดิมมาใช้แนวความคิดแบบเดิมมาใช้อีกครั้งหนึ่ง จากที่ทีแรกเป็นยุคมืดดับไปไว้บอคคาชิโอ ก็พยายามร่วมรวมกฎศีลธรรมสมัยกลาง เข้ากับวรรณคดีคลาสสิก จากที่ทีแรกนักบุญต่าง ๆ พยายามต่อต้านกฎศีลธรรมกับวรรณคดี ว่าใช้ด้วยกัน ไม่ได้พอถึงปลายสมัยกลาง Boccaccio ก็พยายามเอามารวบรวมอีกครั้งหนึ่งนะคะ นี่ ให้เห็นภาพว่าถ้านักศึกษาขีดเส้นกราฟ ถ้ากำลังขีดเส้นอยู่ให้ขีดเส้นมาจากทีแรกคลาสสิคขีดลากยาวแล้วพอมาถึงยุคสมัยกลางขีดกราฟให้มันตกลงมาแล้วก็เขียน 2 แรกเขียนเลข 1 นะยุคแรกเพราะมันตกลงมาปุ๊บเขียนเลข 2 นะคะ แล้วคราวนี้มันกำลังจะเข้าไปสู่ยุคสมัยที่ 3 ยุคที่ 3 ให้ลากกราฟขึ้นมาแบบสูงได้เลย แล้วก็เขียนเลข 3 เยนะคะ ยุคที่ 3 นี่ สูงขึ้นมาเพราะอะไร ยุคนี้ ถูกเรียกว่ายุคนีโอคลาสสิก คือก่อนที่จะไปรู้ความหมายว่านีโอคลาสสิก แปลว่าฟื้นฟูคือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการนี่ มารู้ความหมายก่อนว่ายุคนีโอคลาสสิคมันคือ 2 คำ เอามารวมกันนั่นก็คือคำว่า "นีโอ" คำว่า "คลาสสิค นีแปลว่าอะไรคะ ใครพอเดาได้ นีโอ เหมือนกับคำว่า Newความหมายเหมือนกับคำว่า new แปลว่าใหม่Neo เหมือนความหมาย ก็คือคำว่า "New" แปลว่าใหม่ คลาสสิก ก็คือยุคเก่ายุคคลาสสิก คือยุคอะไร กรีกและโรมันโบราณ ยุคคลาสสิก ยุคกรีกและโรมันโบราณ ฉะนั้น ต่อไปนี้ถ้าครูพูดคำว่าคลาสสิเฉย ๆ จะหมายความว่ากรีกและโรมันโบราณ แต่ถ้าครูพูดถึงนีโอคลาสสิคแสดงว่าเป็นยุคที่ 3 แล้วไม่ใช่ยุคแรกนะคะ ยุคนีโอคลาสสิคเป็นยุคที่ถูกเรียกว่าเป็นยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยาการแทบจะทุกประเภท ถ้าใครที่เคยดูแวร์ซาย แวร์ซาย ก็คือเขาพูดถึงพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ใช่ไหม ที่แบบมีการสร้างพระราชวังแวร์ซาย หรือว่าการสร้างสถาปัตยกรรม ประติมากรรมหลากหลายประเภทในยุคนี้จะเห็น มีการนำศิลปะต่าง ๆ มาสร้างสรรค์เยอะมาก ยุคนี้นะคะ เป็นยุคที่ศิลปะทุกแขนงเจริญถึงจุดสูงสุด แต่คำว่า "เจริญถึงจุดสูงสุด" นี่ไม่ได้แปลว่าเขาคิดใหม่ทั้งหมดเพราะมันมีคำว่าคลาสสิคอยู่ในชื่อยุคด้วยนั่นหมายถึงการที่เขาเอาของเก่า กลับมาใช้ใหม่แล้วให้ไฉไลกว่าเดิม คืออันนี้ภาษาปากเลย เอาของเก่ากลับมาใช้ใหม่ แล้วให้ไฉไลกว่าเดิม ไฉไลกว่าเดิมคืออะไร ยุคนี้เป็นยุคที่กรีกทำดีอย่างไร ยุคนี้ให้ดีกว่าไปเลย โดยศิลปะ... ขอโทษ นักปราชญ์ในยุคนี้จะเรียกตัวเองว่า "นักมนุษยนิยม" นักมนุษยนิยม ก็คือเป็นคนที่ศึกษาเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ ดังนั้น เขาก็เลยจะค่อนข้างมีความรู้ที่เกี่ยวกับมนุษย์ แทบจะทุกเรื่อง ต่อมามีการค้นพบ งานวรรณคดี วรรณกรรม สมัยกรีกและโรมัน แล้วก็เอาศึกษาใหม่อย่างจริงจัง จริงจังถึงขั้นไหน จริงจังถึงขั้นที่ว่ากฎเกณฑ์อื่นที่เกิดขึ้นมาใหม่หลังจากกรีกและโรมันนี่ เป็นสิ่งที่ผิดหมด นั่นแสดงว่าถ้ากรีกและโรมันทำมาแบบไหน บทกวีเขียนอย่างไร ยุคนี้ก็ต้องเขียนแบบนั้น เลียนแบบให้มันดีให้มันเป๊ะ นักวิจารณ์อิตาลียืนยันว่าวรรณคดีรูปแบบ วรรณคดีคือแบบของปรัชญา และการเรียนแบบชีวิต ความคิดของใครคะ การเลียนแบบของใคร อริสโตเติล ชื่อของเขาจะถูกพูดถึง ก็แทบทุกยุคทุกสมัยเลยนะคะ แล้วนักวิจารณ์ฝรั่งเศสปฏิเสธแบบแผนองค์กรที่แต่งมายุคสมัยกลาง คือตอนยุคสมัยกลางที่มีการดับไฟน่ะ ถ้าใครอะไรขึ้นมาใหม่ ถือว่าผิดหมดไม่โอเคไม่เอาถ้าจะให้ถูกให้มันเพราะก็ต้องเป็นแบบอริสโตเติลเท่านั้นนะคะ เรื่องนักคิดคนสำคัญ ก็จะมี นิโคลัส บัวโล ที่มีการสร้างสรรค์วรรณคดี วรรณกรรม แนวที่เกี่ยวข้อง แนวแบบคล้าย ๆ ของยุคกรีกและโรมันนะคะ เช่นแนว Romeo and Juliet ขอเป็นที่เน้นคุณค่าทางอารมณ์ สะเทือนใจประมาณนี้นะคะ ทีนี้สรุปยุคสมัยนีโอคลาสสิค ยึดมั่นในขนบกรีกและโรมันอย่างเคร่งครัด ดูสิว่าแบบขนาดไหนนะคะ 2. กวีต้องปฏิบัติตามกฎวรรณคดีคลาสสิค อันไหนที่แต่งขึ้นมาแล้วมันไม่เหมือนของนีโอคลาสสิคปฏิเสธหมดเลยนะคะ 3 วรรณคดีเปรียบเสมือนกระจกเงา ส่องให้เห็นธรรมชาติ ซึ่งสร้างโดยฝีมือมนุษย์ นักศึกษา กระจกเงาส่องให้เห็นธรรมชาติ ซึ่งถูกสร้างโดยฝีมือมนุษย์ ถ้าจะพูดเป็นภาษาปาก ก็คือเกิดขึ้นจากการเลียนแบบมนุษย์นั่นแหละนะคะ การเลียนแบบเป็นการเลียนแบบเสร็จปุ๊บก็นึกถึงคำของอริสโตเติลขึ้นมาทันทีอะไรที่พูดขึ้นมาปุ๊บมันคือคำของอริสโตเติลทั้งนั้นเลยนะคะ แล้วเนื้อหาหรือเสน่ห์ของเรื่องนี่ ขึ้นอยู่กับการแสดงออกอย่างใหม่ และแสดงให้เห็นถึงความฉลาดของมนุษย์นะคะนี้ก็คือแนวความคิดในยุคนีโอคลาสสิก นักศึกษากราฟเมื่อกี้ มันพุ่งขึ้นสูงใช่ไหม ที่เป็นยุคนีโอคลาสสิก คราวนี้ก็ให้เห็นธรรมชาติของมนุษย์ อีกเหมือนเดิมนั่นก็คือธรรมชาติของมนุษย์ถ้าอะไรก็ตามถ้ามันถึงจุดสูงแล้วน่ะ มันก็ต้องดรอปลงทุกอย่างไปทุกครั้งไป อันนี้คือธรรมชาติของมนุษย์จริง ๆ นะคะ วรรณคดีวิจารณ์ก็แสดงให้เห็นถึงความเป็นธรรมชาติของมนุษย์เหมือนกัน เพราะอะไร เพราะยุคนีโอคลาสสิกนี่ มันเคร่งครัดมาก เคร่งมาก จนถึงขั้นที่ว่าอะไรก็ตามที่แต่งขึ้นมาใหม่ ในยุคนั้น ผิดหมดใช่ไหม พอมาถึงยุคที่ 4 ก็คือยุคโรแมนติก ยุคนี้กราฟจะตกลงมาอีกรอบหนึ่ง เหตุผลถ้ามันเคร่งเกินไป คนก็จะรู้สึกว่าคนมันไม่น่าสนใจแล้วมันตึงเกิน มันพัฒนาต่อไม่ได้นะคะ แล้วอีกอย่างความหมายของคำว่า "โรแมนติก" ครูอธิบายก่อนว่าถ้าเปรียบเทียบกับเราน่ะ ถ้าเกิดว่ามีผู้ชายสักคนหนึ่ง โอ้โห โรแมนติกมากเลย วันเกิดฉัน เขาแต่งห้องแล้วก็จุดเทียน แล้วก็สร้างบรรยากาศให้มันดูสวยงาม ทำให้ฉันรู้สึกดีมากเลย นักศึกษารู้เอาไว้เลยว่าเขาไม่ได้ทำแบบนี้ทุกวัน โอเคไหม มันเป็นแค่เฉพาะพิเศษเท่านั้น มันเป็นเฉพาะพิเศษนี่ นั่นแสดงว่ามันไม่ใช่ธรรมชาติ มันไม่ใช่ความจริงแท้ ความจริงแท้ของมนุษย์ ไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกวันแน่นอน ดังนั้นคำว่า "Romance" หรือยุคโรแมนติกนี่ ก็แปลว่าเป็นยุคที่มนุษย์พยายามหาอะไร ที่ไม่ใช่ความจริงแท้นั่นเอง มาดูว่าเหตุผลที่เกิดยุคโรแมนติกคืออะไร บ้างนะคะ เหตุผลที่เกิดยุคโรแมนติกอันดับแรกที่ครูพูดไปนั่นแหละ ก็คือถ้าอันไหนมันตึงเกินไปเขาก็รู้สึกว่ามันเคร่ง แล้วมันจะไม่สามารถพัฒนาต่อได้ เขาก็เลยเหมือนกับหยุดพอแล้วเหนื่อย และอีกอย่างหนึ่ง ที่เกิดขึ้นในสังคมยุคนั้น ก็คือมีการเลิกระบบศักดินา ก็คือการเลิกทาส ฉะนั้น เมื่อก่อนสังคมคนยุโรป จะมีแค่ชนชั้นสูงกับชนชั้นล่า ชนชั้นสูงก็คือพวกเจ้านายไปเลย ชนชั้นล่างก็คือพวกทาส คนที่มีความคิดได้ สามารถคิดได้ มีแค่ชั้นสูงเท่านั้น ส่วนชนชั้นล่างที่เป็นชั้นทาสคิดไม่ได้ ไม่ใช่เขาคิดไม่ได้จริง ๆ นะนักศึกษาแต่เขาคิดไม่ได้ เพราะว่าสังคมไม่เปิดโอกาสให้เขาคิด ใครที่แบบมันมีขนาดนั้นจริง ๆ เหรอ คุณถ้าเคยดูพรหมลิขิต ถูกแล้วนะ เมื่อกี้เลยอีอึ่ง อีอึ่งที่เป็นทาส ใช่ไหม ที่ใช้คำว่าอีเพราะว่าระบบของคนในสังคม ในขณะนั้นนอกเขาเรียกเขาว่าอีซึง ๆ เงี้ยนี่พูดกับนางเอก นางเอกก็ถามว่าอ้าวทำไมล่ะทำไมถึงไม่คิด ทำไมถึงไม่รู้อึ่งก็ตอบได้แค่ว่า "ไม่จำเป็นต้องรู้" ก็ไม่จำเป็นต้องคิด อึ่งเป็นแค่ทาส อันนี้คุณไม่ต้องไปนึกถึงยุโรปเลยไม่ต้องไปนึกถึงเขา ตะวันตกเลย ของไทยน่ะ ก็เป็น ของไทยก็มีให้เห็น ฉะนั้น ระบบชนชั้น มันไม่เปิดโอกาสให้คนชั้นล่าง มีโอกาสได้คิด มีโอกาสได้เปิดโลกนะคะ คราวนี้ พอมาถึงยุคที่มีการยกเลิกระบบศักดินา ปุ๊บ ชนชั้นล่างเริ่มค่อย ๆ หายไปเกิด เป็นชนชั้นกลางขึ้น นั่นก็คือคนเริ่มมีสิทธิเสรีภาพในการคิดในการเห็นอะไร เลยกลายเป็นว่ามนุษย์นี่จากเดิมที่ถูกครอบไว้ เลยกลายเป็นหลุดออกจากกรอบแบบหลุดไปเลยนะคะ พูดคำว่าหลุดไปเลยนะ ยุคนี้เป็นยุคที่มนุษย์นี่ ทางยึดมั่นในปัจเจกชนนิยม ปัจเจกชนนิยม ก็คือให้คุณค่าของตัวเอง ฉันคิดอะไรอยู่ ฉันสามารถคิดอะไรได้ ฉันก็จะคิด ตีความหมายซึ่งจะตีความอย่างไรก็ได้ ฉันเห็นไม้ฉันจะตีความเป็นมาอย่างนี้เป็นต้นวรรณคดีวรรณกรรมเหมือนกัน ถูกพาเขียนมาแบบนี้ฉันไม่จำเป็นต้องเขียนแบบเดิมก็ได้นี่ ทำไมฉันต้องไปเคร่งครัดกับรูปแบบของคลาสสิกด้วสิ่ เพราะมันเป็นความคิดของฉัน นึกถึงอดีตที่นานแสนนานดินแดน ที่อยู่ไกลแสนไกล ก็คือโหยหาอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้น่ะ จินตนาการมีอิสระแสดงออกอย่างประหลาดและผิดธรรมชาติ ถ้าคิดไม่ออก วรรณคดีวรรณกรรมแนวโรแมนติกของไทย เอาแบบที่เด่นเลย พระอภัยมณีอย่างนี้ คิดออกไหมคะ ชัด อันนี้ชัดมากนะคะ ชัดมากอย่างไร มีคน มีนางเงือก มีนางยักษ์ คนธรรมดาสามารถไปมีอะไร กับนางเงือก กับนางยักษ์ก็ได้ ลูกออกมาก็เป็นคนที่มีพละกำลังเฉย แต่ว่ายน้ำเก่ง เหมือนนางเงือก เอาอะไรอย่างนี้ คิดอะไรที่มันดูนอกกรอบ ที่มันหลุดกรอบไปเลย วรรณคดีไทยในอดีตส่วนใหญ่ มีแต่แนวโรแมนติกนะคะ นักศึกษาแนวโรแมนติกนี่ไม่ใช่ว่า พระเอกกับนางเอกครองคู่กันชวดนิจนิรันดร์อะไรอันนั้นวัดไทยก็มีส่วนแต่ไม่ใช่คำว่า "โรแมนติกที่แท้จริงโรแมนติกที่แท้จริง ก็คือมันเหนือธรรมชาติในจินตนาการ คิดไม่ออก กรอบเอาปลาบู่ทองนี่แหละ ครูว่ามันว้าวสุดแล้วนะคะ ในยุคนั้นนะคะ อย่างปลาบู่ทองอย่างนี้ แม่ทีแรกก็อยู่ด้วยกัน แบบมันก็ดูเป็นธรรมชาติของมนุษย์ดีนี่แหละ แต่พ่อแม่ตายปุ๊บ ไปเกิดเป็นปลาบู่ พอไปเกิดเป็นปลาบู่ พูดได้เฉย พอพูดได้เฉยเสร็จปุ๊บนางร้ายเห็นว่าปลาบู่นะเป็นแม่แทนที่จะตกกลับเอาปลาบู่มากินเลยเนี้ยมันก็ดูแบบผิดธรรมชาติแล้วใช่ไหม พอกินเสร็จปุ๊บ นางเอกเห็นว่าแม่ตัวเองถูกกิน ก็เลยเอาเกล็ดปลาของแม่นี่ ไปใส่ต้นมะเขือ ต้นมะเขือก็กลายเป็นวิญญาณแม่อีกเสียอย่างนั้น มันดูแบบอะไรวะ อีหยังวะ ไปหมดสำหรับเราในยุคนี้แต่จริง ๆ มันก็คือเป็นวรรณคดีวรรณกรรมแนวโรแมนติกนี่แหละ ก็คือมันเหนือความจริงมันเหนือธรรมชาติซึ่งมันสืบเนื่องมาจากยุคที่คนน่ะ ถูกกดขี่เกินไปไง พอมันหลุดออกมาแล้ว มันก็เลยกลายเป็นว่าทุกสิ่งทุกอย่าง ฉันสามารถสร้างได้ด้วยจินตนาการของฉัน นะคะ หรืออีกเรื่องหนึ่ง ที่เมื่อกี้ยกตัวอย่างวรรณคดีไทยนะ จะมีวรรณกรรมไทยสมัยใหม่ อวตารถึงจะเป็นยุคสมัยใหม่นะ แต่ก็เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับความเป็นยุคโรแมนติก ก็คือเป็นวรรณคดีแนวโรแมนติกแบบนี้นั่นเองนะคะ ก็คือจะบอกว่าเป็นความคิดเหนือโลกเหนือจินตนาการของมนุษย์จริง ๆ ที่แบบว่าคนมีโลกคู่ขนาน ที่สามารถแบบอยู่ร่วมกันได้ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ นี่ก็คือวรรณคดียุคโรแมนติกนะคะ คราวนี้ยุคสุดท้าย ของการวิจารณ์วรรณคดี นักศึกษาพอมันตกลงมาใช่ไหม ที่แบบเป็นยุคที่ 4 นะ ด้วยความที่ว่ามนุษย์เราน่ะ มันออกนอกโลกไปมาก มันก็ต้องมีคนเรียกกลับเข้ามา มาสู่ความจริงเถอะ แต่ทีแรกถูกบังคับเกินไปก็เลยหลุดกรอบ พอหลุดกรอบปุ๊บก็ต้องมีคนดึงเข้ามา ซึ่งการดึงเข้ามาหรือจะเป็นการวิจารณ์ในศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบันนะคะ การวิจารณ์ในศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบัน กราฟจะขึ้นมาแล้ว จากที่ตกลงมาจะขึ้นมาแล้ว ก็ขีดลากยาวการวิจารณ์ในยุคนี้ จะเป็นการวิจารณ์ที่ต่อต้านลัทธิโรแมนติก ต่อต้านลัทธิโรแมนติก ก็คือการต่อต้านความเหนือจริงทั้งปวง คือให้กลับมาสู่โลกแห่งความจริง โดยใช้หลักอยู่ 2 หลัก หลักแรก ก็คือหลักสัจนิยม หลักที่ 2 ก็คือธรรมชาตินิยมนะคะ ในกรอบครูพิมพ์ธรรมชาติต้องอยู่ข้างล่างนะคะ ครูพิมพ์ผิดกันนิดหนึ่งน่ะ นิดผิดนะคะ เดี๋ยวนักศึกษาแบบปรับเองนะ อันแรกคือสัจนิยม อันที่ 2 ก็คือธรรมชาตินิยม แปลว่าความจริง ธรรมชาติ ก็คือต้องไม่เหนือธรรมชาติ คือต้องเป็นไปตามธรรมชาติ เช่น ถ้าเป็นมนุษย์ก็ต้องมีเกิด แก่ เจ็บ ตาย แล้วก็จบไปแค่นั้น ไม่ใช่ว่าตายแล้วไปเกิดเป็นปลาบู่ ปลาบู่ตายแล้วเกล็ดไปเกิดเป็นต้นมะเขืออันนี้ไม่ใช่นะคะ ฉะนั้นเมื่อกี้ไปที่เหนือธรรมชาติเนี่ย ถูกดึงกลับมาในยุคศตวรรษที่ 19 นะคะ นั่นก็คือใกล้เคียงกับยุคเราแล้ว ตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 19 มาจนถึงเรานี่ การวิจารณ์จะเป็นแนวปัจจุบัน เป็นแนวความจริงแล้วนะคะ มาดูว่าสัจจะความจริงน่ะ มีหลักอะไรบ้าง หลักแห่งความจริง 1. เลย มีความเป็นวิทยาศาสตร์ต้องพิสูจน์ได้ พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออก พิสูจน์ได้ ผู้หญิงคนนี้เขาทำชั่วเขาก็ต้องได้รับผลของการกระทำ ผู้หญิงคนนี้ทำดีเขาก็ต้องรับผลของการกระทำ นี่คือพิสูจน์ได้ 2. มีเหตุมีผล มีความสมจริง มีเหตุมีผลมีความสมจริง อย่างเช่น ที่ครูพูดถึงการวิจารณ์ที่อะไรนะ พูดถึงนาคี 2 สัปดาห์ที่แล้วพอจำได้ไหมคะ ที่บอกว่าเขากลัวพญานาค แต่เขาเอาเสื้อสีแดงมาแขวนไว้หน้าบ้าน อันนี้มันสมจริงไหม มันสมเหตุสมผลไหม ไม่ใช่ใช่ไหมเพราะว่าบ้าเหรอพญานาคกับเสื้อสีแดงมันเกี่ยวอะไรกัน อันนั้นผิด ไม่นะคะ พูดถึงผีแม่ม่ายมีข่าวผีแม่ม่ายนะรู้หรือยังพอครูพูดถึงสัปดาห์ที่แล้วปุ๊บ ขอนแก่น ที่ขอนแก่นนะคะ ผีแม่ม่ายอาละวาดว่าอย่างนั้นนะคะ มีใครดูข่าวเหมือนครูไหม ใครเป็นคนขอนแก่นไหมคะ มีไหม ครูนี่แหละ มีครูแต่เป็นคนขอนแก่น แต่ว่าเขาบอกว่าอยู่อำเภออะไรนี่แหละ นักศึกษาบอกว่าผีหรือไม่อะไรนะ มีคนตาย 10 คนว่าซั่น แล้วคราวนี้คนในหมู่บ้านฝันเขาจะเอาคน 2 คนเขาก็เลยแบบกลัวว่าเออคือตอนนี้ 10 คนแล้วเหลืออีก 2 คนเลย ผู้ชายก็ทาเล็บสีแดงคือกลับไปสู่ยุคอดีตจริงจังน่ะ คือที่เราพูดเหมือนหัวเราะขำ หมู่บ้านเขาจริงจังนี่ ผู้ชายก็แบบทาเล็บสีแดง ผู้หญิงไม่ใช่อะไรนะ ที่หน้าบ้านก็มีเสื้อสีแดงแขวน แบบสมบูรณ์เลย ตามยุคอดีต ที่เราเคยได้ยินมา มาใช้ในปัจจุบันและนักศึกษา กลับมาอีกแล้วนะคะ อันนี้ก็คือความสมเหตุสมผลที่บอกว่าบางเรื่องน่ะ ยกตัวอย่างไปนี่ พญานาคคือ แบบแต่เขาเอาเสื้อสีแดงมาเอาไว้ในฉากมันก็ไม่ใช่แล้วนะคะ แล้วก็ให้ความสำคัญ กับชีวประวัติผู้เขียน ให้ความสำคัญกับชีวประวัติผู้เขียน ก็อย่างเช่นที่บอกว่าเราอ่านเรื่องที่รักสัปดาห์ที่แล้ว ที่รักที่บอกว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของผู้แต่งชื่อว่าซาการียา อมตยา ที่เป็นคนในจังหวัด 3 ชายแดนภาคใต้โดยพอเราอ่านเสร็จปุ๊บเราจะรู้ว่าสิ่งที่เขาต้องการที่สุด ก็คือเสรีภาพ สันติภาพ ความสงบสุข ให้มันเกิดขึ้นกับสังคมของเขานั่นเองนะคะ แล้วก็วรรณคดีที่ดีควรเป็นเรื่องเกี่ยวมนุษย์ และสามารถยกระดับจิตใจมนุษย์ให้สูงขึ้นได้ นี่คือวรรณคดี วรรณกรรม และการวิจารณ์ในยุคปัจจุบัน ที่ต้องอาศัยความเป็นจริงเป็นหลัก เช่น คุณจะวิจารณ์เรื่องใดก็ตาม คุณต้องวิจารณ์แล้วให้มันเกิดประโยชน์กับผู้อ่านด้วย คุณต้องวิจารณ์ไปในเชิงความจริงคุณต้องวิจารณ์ให้มันสามารถแสดงมุมมองหรือทัศนคติของคุณได้ด้วย อย่างเช่น คุณอ่านหนังผี นวนิยายผี สมมติคุณอ่านนวนิยายผี เวลาคุณวิจารณ์ คุณก็ควรวิจารณ์ให้มันเป็นไปในเชิงความจริง แล้วมันจะเป็นความจริงได้ไง ในเมื่อมันเป็นนวนิยายผี อาจารย์ คุณก็ลองหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ หรือหาคนที่เขาเคยให้ข้ออ้างอิงเอาไว้ มาเขียนไว้ในการวิจารณ์คุณด้วย มันจะได้สร้างความน่าเชื่อถือ เป็นต้นนะคะ อันนี้คือยกตัวอย่างเฉย ๆ นะคะ ต่อไปธรรมชาติของมนุษย์ธรรมชาตินิยมที่บอกว่านอกจากจะมีความจริงเป็นหลักแล้วนี่ ก็ต้องธรรมชาตินิยมด้วย เพราะมนุษย์นี่ มีแรงขับอยู่ 2 แรง มนุษย์มีแรงกำหนดหรือแรงขับนี่อยู่ 2 แรง นั่นก็คือกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อมนะคะ ยกตัวอย่างเราเกิดมาหน้าตาแบบนี้ เป็นเพราะกรรมพันธุ์หรือสิ่งแวดล้อมคะ เราเกิดมาหน้าตาแบบนี้ เพราะกรรมพันธุ์พ่อเป็นแบบนี้แม่เป็นแบบนี้ อาจจะไม่ได้เหมือนพ่อแม่สะทีเดียว อาจจะเหมือนญาติพี่น้องก็เป็นเพราะกรรมพันธุ์เชื้อสาย จมูก หู ตา ปากอะไรก็ว่าไปแต่นิสัยของเราที่เกิดขึ้นเป็นกรรมพันธุ์หรือสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อม โอเคไหม บางคนเขาก็เลยจะบอกว่า พ่อกับแม่ก็คือนิสัยดีอยู่ ทำไมลูกถึงนิสัยแบบนี้ มันไม่เกี่ยวกับพ่อแม่ ไม่เกี่ยวกับแต่มันเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงดูเขานะคะ ฉะนั้น คนเราทุกคนนี่ จะเกิดขึ้นจาก 2 แรงบางคนบอกว่าอาจารย์ขาแต่หน้าหนูที่สวยทุกวันนี้เพราะสิ่งแวดล้อมนะคะ เพราะว่าเห็นเขาทำจมูกหนูก็ไปทำจมูกมาอันนี้มันก็มันก็ยังอยู่ใน 2 อย่างนี้ไง โอเคไหม คือหน้าตอนเกิดเป็นกรรมพันธุ์ หน้าตอนโตอาจจะเป็นสิ่งแวดล้อม อันนี้ก็แล้วแต่ แต่มันก็ยังอยู่ข้อกำหนดอยู่ 2 แรงนี้นะคะ เหมือนกันกับงานเขียน เขาบอกว่างานเขียนหรืองานวิจารณ์ เกิดจากกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อมได้เหมือนกัน เช่น สิ่งที่คุณเขียนนี่ กำลังเขียนคุณใช้มือเขียนอยู่นี่ มันอาจจะเป็นการสร้างกรรมพันธุ์อะไรก็ตามที่ทำให้คุณได้เขียนขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ ความรู้ ความคิด นั่นน่ะ คือสิ่งแวดล้อมที่สร้างงานชิ้นนี้ขึ้นมานะคะ รวมถึงเวลาที่คุณวิจารณ์ ด้วยเช่นกัน บางครั้งคุณวิจารณ์ กรรมพันธุ์ ก็คืออาจจะเป็นความรู้สึกที่คุณน่ะ คิดว่ามันดีหรือไม่ดี แต่สิ่งแวดล้อมมันอาจจะเป็นเหตุผลอื่น ๆ ที่คุณเอามาใช้ประกอบในการวิจารณ์ด้วยก็ได้นะคะ นี่คือเหตุผลการวิจารณ์วรรณกรรมทั้ง 5 ยุคนะคะ คราวนี้ทำเป็นรูปกราฟตามครูทำมือเป็นรูปกราฟ ตอนแรกจะขีดเป็นเส้นตรงยาวมา อันนี้คือเขียนเลข 1 นะ แล้วก็ 2 ยุคที่ 2 คือยุคสมัยกลาง ขีดขึ้นหรือลง ทำไมลากขึ้นหรือลง มีคนขึ้น มีคนลง ทั้งขึ้นทั้งลง สรุปสมัยกลาง Dark Age ยุคมืดขึ้นหรือลง ลง ลงก่อน ลงก่อน ก็คือการวิจารณ์วรรณกรรม ก็คือเหมือนกับถูกลดบทบาทลงนะคะ แล้วก็อยู่ที่ 3 นีโอคลาสิคขึ้น ขึ้นแบบพุ่งปรี๊ดเลย พุ่งปรี๊ดทีแรกที่ขีดมาด้วยนะคะ ซื้อให้ให้ระดับคือสูงกว่าตรงที่เส้นแรกเลย ยุคที่ 3 ปุ๊บ เขียนเลข 3 ไว้ยุคที่ 3 อันเคร่งครัดมาก ก็คือยุคนีโอคลาสสิก อะไรตกลงมาเป็นยุคโรแมนติก ตกลงมายุคโรแมนติกตกลงมา เสร็จแล้วมันแบบเหนือความจริง มันเกินธรรมชาติก็เลยกลับมาสู่ยุคศตวรรษที่ 19 ถึงปัจจุบัน ก็คือขีดเส้นลากยาว โอเคนะคะ ฉะนั้น การวิจารณ์วรรณกรรมของเราจะเป็นตึก ๆ แล้วก็หลับยาวเหมือนแบบระบบหายใจและระบบหัวใจของเรานี่แหละนะคะ คำถาม ช่วยกันตอบเพื่อที่จะทวนนะคะ เดี๋ยวเราจะได้รู้ว่า เดี๋ยวสัปดาห์หน้าจะทำอะไรกันดีนะคะ คำถามยุคคลาสสิก คือยุคอะไรคะ กรีกและโรมัน โอเคนะ ยุคคลาสสิก ยุคกรีกและโรมัน ยุคที่คนมีความคิดเหนือโลกเหนือจินตนาการ คือ ยุคโรแมนติก ยุคที่ทุกอย่างต้องเป็นความจริง ต้องมีเหตุผล ต้องสามารถพิสูจน์ได้ คือ ยุคศตวรรษที่ 19 ถึงปัจจุบัน ยุคที่ศาสนาคริสต์เริ่มเข้ามามีบทบาทกับสังคม ศาสนาคริสต์เริ่มเข้ามามีบทบาทกับสังคม นีโอคลาสสิก ผิดค่ะ สมัยกลาง ยุคที่พยายามต่อต้าน แนวความคิดคนอื่น แนวความคิดของกรีกและโรมัน ต้องถูกเท่านั้น นีโอคลาสสิก ยุคที่ระบบศักดินา ก็คือพวกเลิกทาสทั้งหลายนี่ หายไป ยุคโรแมนติก โอเค ยุคสมัยไหนที่ให้ความสำคัญกับรูปแบบคำประพันธ์ ยุคนีโอคลาสสิคด้วยแล้วก็ยุคคลาสสิคด้วย ก็คือทั้ง 2 ยุคเลยก็คือให้ความสำคัญกับรูปแบบคำประพันธ์ ยุคไหนที่วิจารณ์วรรณกรรม ที่อาจจะมีการนำเอาชีวประวัติของผู้เขียน มาร่วมวิจารณ์ด้วยก็ได้ เอาชีวประวัติของผู้เขียน มาร่วมวิจารณ์ด้วยก็ได้ คือยุค... ยุคอะไรคะ อะไรนะ เหมือนจะได้ยินแว๊บ ๆ ยุคศตวรรษที่ 19 นคะ ยุคศตวรรษที่ 19 นะคะ ยุคศตวรรษที่ 19 ถึงปัจจุบัน ก็คือเอาเป็นแนวความจริงเป็นหลักนั่นเอง ก็เลยจะเน้นว่าเราก็จะศึกษาทั้งแนวความจริงด้วย บางครั้งอาจจะมีการเอาชีวประวัติของผู้เขียน มาใช้ในการวิจารณ์วรรณกรรมด้วยก็ได้นะคะ บทนี้ ข้อสอบเป็นแนวความจำ แบบที่ครูถามนั่นแหละ เพราะว่ายังไม่ได้เริ่มต้นการวิเคราะห์ แต่จะให้นักศึกษาจำให้ได้ก่อน ว่ายุคสมัยแต่ละยุคนี่ มีลักษณะการวิจารณ์อย่างไร แล้วมีอะไรที่เกิดขึ้นบ้างมีความสำคัญอย่างไรเกิดขึ้นบ้างนะคะ คราวนี้ สัปดาห์หน้าที่บอกว่าเดี๋ยวจะเป็นการนำเสนอแบบกลุ่มนะคะ สัปดาห์หน้าของเรามี 2 งานเลยนะ ทั้งพัฒนาการวรรณคดีไทย พัฒนาการวรรณคดีไทย ก็คือแค่ไปอ่านศึกษามาแค่เรื่องเดียว ทั้ง 6 คนนี่ ไปอ่านมาเรื่องเดียว แล้วก็มาพูดให้เพื่อนฟังเฉย ๆ โอเคไหม เอาแบบสั้น ๆ แบบไม่ต้องอะไรมากมาย แค่คุยแค่ครูอยากให้นักศึกษาเหมือนกับว่าศึกษาว่า ในยุคสุโขทัยมันมีวรรณคดีที่น่าสนใจนะ แล้วเนื้อหาภาพรวมมันเป็นอย่างไรบ้างนะคะ ตรงนี้ไม่ต้องทำ PowerPoint ไม่ต้องทำอะไรแค่ไปอ่านมาอ่านหนังสือมาแล้วก็พูดให้เพื่อนฟังเฉย ๆ แต่คราวนี้งานวิชาวรรณกรรมวิจารณ์ บทต่อไปจะเป็นบทประวัติการวิจารณ์วรรณกรรม ในประเทศไทยนะคะ จะให้นักศึกษาแบ่งกลุ่มเหมือนเดิม ครูจะให้นักศึกษาทำงานกลุ่มเป็นส่วนใหญ่ จะได้ลดภาระงาน แต่บางคนบอกว่างานกลุ่มก็เป็นภาระหนูนี่แหละค่ะ ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารงานของเรานะคะ ถือว่าครูช่วยได้แค่นี้นะคะ ถือว่าครูช่วยแล้วนะคะ แบ่งกลุ่ม เดี๋ยวนะ 12 กลุ่มละ 4 คน 3 กลุ่ม 4 คน 3 กลุ่ม ครั้งที่แล้ว 2 กลุ่มนะ 6 คน คราวนี้ 4 คน 3 กลุ่ม ครูคือเป็นห่วงเพื่อนคนที่เขาไม่ค่อยมา แต่เขาจะทำอะไรช่วยเราไหมล่ะ ปกติเขาทำไรช่วยเพื่อนไหมคะ ที่หายไปก็ไม่ใช่ไหมคะ สงสารเขานะคะ คือหมายถึงเรานี่ค่ะ น่าสงสาร ทีนี้ 4 คน 3 กลุ่มนะคะ กลุ่มแรกไปศึกษาประวัติการวิจารณ์วรรณกรรมในประเทศไทยยุคสุโขทัย อยุธยา แล้วก็ธนบุรี สุโขทัย อยุธยา ธนบุรี กลุ่มที่ 1 เดี๋ยวค่อยไปจับสลากกันอีกทีหนึ่งค่อยว่ากัน กลุ่มที่ 2 รัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 องค์ที่ 2 รัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 กลุ่มที่ 3 รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 เนื้อหาของเราจะต่อเนื่องการบทที่ 3 กับบทที่ 4 นะคะ เพราะว่าบทที่ 3 กับบทที่ 4 จะต่อเนื่องกัน ก็คือประวัติการวิจารณ์วรรณกรรมในประเทศไทยทั้งหมดเลย ที่เหลือครูจะบรรยายให้นะคะ เอาแค่ 3 กลุ่มก็พอ คราวนี้เนื้อหาที่ต้องทำ แต่ละกลุ่มถึงครูจะพูดเยอะก็จริง กลุ่ม 1 ตั้ง 3 รัชกาล อาจารย์มันดูเยอะไปไหม ถ้าเปิดดูหรือหาไม่เยอะเลยแต่สิ่งที่อยากจะให้เราออกมาพูดให้เพื่อนฟัง ก็คือให้ออกมาพูดว่าแต่ละยุคสมัยนี่ เกี่ยวกับวรรณคดีวรรณกรรมเป็นอย่างไรบ้าง และมีการวิจารณ์วรรณกรรม หรือหลักฐานการวิจารณ์วรรณกรรมเป็นอย่างไร ลักษณะของการวิจารณ์วรรณกรรมในยุคที่คุณมานำเสนอนี่ เป็นอย่างไร ตัวอย่างยุคที่ 1 นี่ ที่ครูให้ของกลุ่มที่ 1 นะ สุโขทัย อยุธยา ธนบุรีเนี่ย สุโขทัยจะเหมือนกับไม่ค่อยมีการวิจารณ์ วรรณกรรมเท่าไร เพราะเป็นยุคแห่งการสร้างใช่ไหม แต่พอมาถึงอยุธยา การวิจารณ์วรรณกรรมนี่ ครูสอนเอาไว้แล้วว่าการวิจารณ์วรรณกรรมต้องมี 3 วิแรก ก็คือมีการวิเคราะห์ วิที่ 2 ก็คือมีการวิจารณ์และวิธีที่ 3 คือการวิพากษ์ ฉะนั้น มีลักษณะหรือเหตุการณ์อะไรบ้างไหม ที่เกิดขึ้นในแต่ละยุค ที่มันใช้ 3 วินี่ ซึ่งถ้ามียุคไหน ที่ใช้ลักษณะการวิจารณ์ทั้ง 3 วิ แสดงว่านี่ อาจจะเป็นหลักฐาน การวิจารณ์วรรณกรรมนั้น ๆ ก็ได้นะคะ เช่น การประชุมนักปราชญ์เพื่อที่จะแต่งหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง การประชุมนี่ เรียกคนมานั่งรวมกันแล้วก็มานั่งดูสิว่าเราจะแต่งอย่างไรพอคุยกันเสร็จว่าจะแต่งอย่างไรเสร็จแล้วก็โอเค อย่างนั้นมาแต่งเขียนเอาไว้ เป็นหนังสือเล่มหนึ่งแล้วกัน นักศึกษาคิดว่าใช้ 3 วิไหม ที่ครูพูดไปเมื่อกี้ ใช่ไหม ใช้การวิเคราะห์ไหม ใช้ คุยกันว่าจะแต่งยังไงนี่ ใช้การวิเคราะห์มาใช้ในการวิจารณ์ไหม คนหนึ่งน่ะ เธอว่าอย่างไร เธอว่าอย่างไรเธอว่าไงใช้การวิจารณ์ไหมใช่แล้วถ้าบอกว่าโอเค อย่างนั้น โอเคนะเอา3 คนนี้นะมีคนแต่งหลายคนเอาคนนี้ โอเคอย่างนั้นเขียนตามคนนี้นะเอาว่ามาสิเอาแล้วก็เขียนไปใช่การวิพากษ์ไหมใช่ ฉะนั้น ลักษณะของเหตุการณ์แบบนี้ ก็ถือว่าเป็นการวิจารณ์วรรณกรรมเหมือนกัน ดังนั้น คุณก็ลองดูว่าในแต่ละยุคสมัยที่คุณได้รับมอบหมายไป มีการวิจารณ์วรรณกรรมไหม จะได้เอามาพูดให้เพื่อนฟัง ก็ถือว่าเราจะได้วิเคราะห์ว่าในแต่ละยุคการวิจารณ์วรรณกรรมแตกต่างกันอย่างไรบ้างนะคะ นี่ก็คือเอาแค่ 3 กลุ่ม จะใช้คำว่า 3 ยุค ก็ไม่ได้ 3 กลุ่มถึงรัชกาลที่ 6 ก็แล้วกันนะคะ 3 กลุ่มก็คือสุโขทัยถึงรัชกาลที่ 6 ที่เหลือเดี๋ยวครูจะบรรยายเพิ่มเติมเอง แล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าอาจารย์ของหนูหามาได้แค่นิดเดียว แล้วเพื่อนจะได้ความรู้อะไร ครูจะเพิ่มเติมให้แล้วนะคะ แต่ที่แน่ ๆ ทำ point อะไรมาให้เพื่อนเห็นภาพประกอบด้วย เพราะว่าเราจะไม่ใช่แค่เล่าเหมือนกับพัฒนาการนะ พัฒนาการเขาให้มาเล่าเรื่องเฉย ๆ ต้องทำให้ก็ได้แต่ว่าวรรณกรรมวิจารณ์ให้ทำพลอยด้วยนะคะ พัฒนาการวรรณคดีไทย 5 คะแนน อันนี้ 10 คะแนนนะคะ อันนี้ 10 คะแนน เราต้องแยกแบบนี้ เพราะว่าเราเจอกัน 2 ครั้ง 2 วิชานะคะ เดี๋ยวจะงงนะคะ มีใครมีคำถามอะไรไหมคะ ใครมีคำถามไหม เนื้อหานอกจากในหนังสือ นักศึกษาสามารถหาเพิ่มเติมจากที่อื่นด้วยนะ เพราะว่าอย่างเช่น พื้นฐานแต่ละยุคสมัย บางทีหนังสืออาจจะไม่เห็นภาพ เราก็อาจจะไปดูเพิ่มเติมว่าในช่วงสมัยสุโขทัยบรรยากาศบ้านเมืองเป็นอย่างไร อย่างน้อยนักเรียนเรียนพัฒนาการมาและรู้และว่าพัฒนาการในสมัยสุโขทัยเป็นอย่างไร เป็นการสร้างสรรค์พอดีเลย เดี๋ยวสัปดาห์หน้า เรียนอยุธยา คนที่ได้กลุ่มแรก ก็จะได้แบบพูดสุโขทัยกับอยุธยาได้แล้วนะคะ 1. อันนี้คือได้เปรียบเพื่อนเลย กลุ่มแรกนะคะ จับสลากเอานะจ๊ะ โอเค ถ้าไม่มีคำถามไม่มีนะ โอเค ถ้าไม่มีคำถามแล้วอาทิตย์หน้าเจอกันค่ะ เจอพัฒนาการก่อน หัวหน้าเชิญค่ะ โอเคนะ ออนไลน์ [สิ้นสุดการถอดความ]