ได้หนังสือครบทุกคนแล้วใช่ไหมครบทั้ง 2 วิชาแล้วนะคะ โอเคเดี๋ยวขอสอนของ ระบบนิดนึงนะคะเพราะว่า จะได้เห็นภาพไปด้วยพร้อมๆกันเนาะเริ่มต้นตั้งแต่ที่ ตั้งคำถามในตอนแรกก่อนนั่นแหละว่าทำไมอ่ะถึงต้องไปศึกษาของตะวันตก แล้วค่อยมาศึกษาของไทยก็เลยใช้วิธีการว่าให้เราภาพตามว่าโลกเราอ่ะ ขึ้นมาคนเกิดขึ้นมาพร้อมกันก็จริงแต่อารยธรรมแล้วก็ ทำ สมบูรณ์แบบของคนน่ะมันไม่ได้พร้อมกัน มึงยุโรปหรือตะวันตกเนี่ย เป็น เขาเรียกว่าเป็นพื้นที่ที่สามารถสร้างอารยธรรมและความเจริญได้มาก่อนเรา รวมไปถึงศิลปะวรรณคดีวรรณกรรมด้วยนะคะ ศิลปะวรรณคดีวรรณกรรมเนี่ยที่ต้องพูดคำว่าศิลปะวรรณคดี เพราะเรากำลังจะนำมาสู่คำว่าวรรณกรรมวิจารณ์ วรรณคดีวิจารณ์ ซึ่งพอมีศิลปะวรรณคดีวรรณกรรมขึ้นมาแล้วมันก็ต้องมีการวิจารณ์ ร่วมด้วยนะคะมันถึงจะสามารถพัฒนาได้เหมือนอย่างที่สัปดาห์ที่แล้วครูพูดถึง ความหมายของการวิจารณ์วรรณกรรมว่าการวิจารณ์วรรณกรรมก็เหมือนกับ อะไรที่ไม่มีปุ๋ยนะ ไม้ที่ไม่มีปุ๋ยใช่ไหมถ้าไม่มีปุ๋ยก็จะไม่สามารถพัฒนาให้เจริญงอกงามได้ คราวนี้มาดูว่าแล้วตะวันตก เขามีการวิจารณ์แบบไหน คนสามารถที่ทำให้เป็นระเบียบวิธีการวิจารณ์ตนเราเอามาใช้ รวมถึงปัจจุบันด้วยที่ครั้งแรกครูพูดถึงคำว่าสตรีนิยม จำคำว่าสตรีนิยมได้ไหมที่บอกว่าความไม่เท่าเทียมกันของผู้หญิงเนี่ยของผู้หญิงหรือผู้ชายเนี่ยจน เกิดเป็นสิ่งที่ทำให้สังคมเนี่ยเริ่มตระหนักและ เริ่มคิดว่าผู้หญิง ผู้ชายต้องเท่าเทียมกันให้ได้แล้วก็เกิดเป็นคำว่าทฤษฎี สตรีนิยม ซึ่งเราเนี่ยประเทศไทยที่อยู่แถบตะวันออกก็เอาทฤษฎีนี้มาใช้ด้วยเช่นกันนะคะ โดย ทฤษฎีเหล่านี้เป็นทฤษฎีที่ถูกจัดและเรียบเรียงเอาไว้ใน ตะวันตกมาก่อนเรา คราวนี้ดูจุดเริ่มต้น ของทฤษฎี ตะวันตกหรือวรรณกรรมวิจารณ์ของตะวันตกนะคะ จุดเริ่มต้นแรกที่เขาเรียกว่ายุคสมัยแรกของการวิจารณ์วรรณกรรม คือยุคกรีกและโรมันโบราณ นักศึกษากรีกและโรมันไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกันเหมือนที่ครูบอกว่า สุโขทัยกับอยุธยาก็ไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกันแต่เขาอยู่คนละที่ ความเจริญเนี่ยมันแค่เหมือนกับ ต่อเนื่องกัน และมีการใช้แนวคิดความคิดหลายๆอย่างแบบเดียวกัน เท่านั้นเองนะคะดูประเทศแรกถ้าครูถามว่าชาติแรก ที่เป็นต้นกำเนิดของการวิจารณ์วรรณกรรมเราต้องตอบว่าชาติ โอเคไหมแต่ถ้ากูถามว่ายุคแรกของการวิจารณ์วรรณกรรม ต้องตอบว่ายุคกรีก และโรมัน เคนะคะที่ต้องใช้เป็นคำว่ายุคก็เป็นเพราะว่า ทั้งกรีกและโรมันมีลักษณะของการวิจารณ์วรรณกรรม แบบเดียวกัน ซึ่งยุคแรกเนี่ยใช้เรียกอีกชื่อหนึ่งสั้นๆว่ายุคคลาสสิค ต่อไปนี้ถ้าครูพูดคำว่ายุคคลาสสิกเมื่อไหร่ให้คุณรู้เอาไว้ กรีกและโรมัน เพราะเป็นยุคเก่าแก่และเป็นยุคแรกของการวิจารณ์วรรณกรรม ดูวิธีการวิจารณ์วรรณกรรมของเขานะคะมีแนวคิดยังไงบ้าง แนวคิดการวิจารณ์วรรณกรรมในยุคแรกนี้เขามีความคิด วรรณคดีเป็นงานสร้างสรรค์ที่เกิดจากการเลียนแบบความจริงธรรมชาติ เน้นให้เห็นคุณค่าความสำคัญของศิลปะในฐานะเบ้าหลอมที่ช่วยพัฒนาอารมณ์ ของมนุษย์ keyword ที่ต้องขีดเส้นใต้ 1 การเลียนแบบความจริงธรรมชาติ 2 มีคุณค่าช่วยพัฒนาอารมณ์ความเชื่อ มนุษย์ นี่ก็คือ แนวคิดแรกของยุคคลาสสิค คราวนี้ ยุคเนี้ยถึงแม้ว่าเขาจะมีความคิดว่าวรรณคดีวรรณกรรม เนื่องจากการเลียนแบบ มีคุณค่าในเชิงสั่งสอนพัฒนาอารมณ์มนุษย์เนี่ย แปล ในขณะเดียวกัน ก็มีอำนาจในการโน้มน้าวชักจูงมนุษย์ไปในทางเสื่อมเสียของรัฐ ได้ ซึ่งส่งเสริมทั้งความดีส่งเสริมทั้งคุณค่าส่งเสริมทั้งสินค้าทำอันดี แล้วก็สามารถที่จะโน้มน้าวใจมนุษย์ไปในทางเสื่อมเสียได้ โดย ให้คุณคิดภาพวาดในอดีตคนรู้การศึกษาไม่ได้เยอะคนรู้หนังสือไม่ได้เยอะ ฉะนั้นเวลาที่ใครก็ตามที่ได้อ่านหนังสือหนังสือจึงค่อนข้างมี อิทธิพลกับคนที่ได้อ่านเช่น หนังสือบอกว่า รัฐบาลชุดนี้อันนี้คือสมมตินะสมมติหนังสือบอกว่ารัฐบาลชุดนี้ ไม่ดีนะเพราะว่าทำอะไรหลายๆอย่างที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมือง 1 2 3 4 5 คนในยุคนั้นไม่ได้รู้อะไรเยอะ พอหยิบหนังสือเล่มนี้มาอ่าน ขนมหนาวใส่ไปได้เลยอ่ะเชื่อได้แบบนี้เป็นต้น ซึ่งในขณะนั้นมันไม่ได้มีรัฐบาลหรอก แต่เขามีความเชื่อในเรื่องของการปกครองระบอบพระมหากษัตริย์อยู่และ ฉะนั้นการใส่แนวความคิดอะไรก็ตาม ที่เป็นแนวความคิดความเชื่อของคนเข้าไป มันก็เลยกลายเป็นว่ามีอิทธิพล กับคนที่ได้อ่านนั้นเอง โอเคนะคะคราวนี้แนวความคิดความเชื่อของ วรรณคดีวรรณกรรมในยุคนี้ไม่ได้เป็นจุดเริ่มต้นแบบนี้ซะทีเดียว มันผ่านความคิดมันผ่านการกลั่นกรอง จากนักปราชญ์หลายๆคนแล้วนะคะ แต่เราจะมาเริ่มต้นรู้จักนักปราชญ์คนแรกของกรีก ที่เป็นที่รู้จักแล้วก็เป็นที่เขาเรียกว่าอะไรเป็นที่กล่าวถึงว่าใครที่ พูดถึงวรรณคดีวรรณกรรมเนี่ย ต้องพูดถึงคนนี้ก่อนเพราะเป็นคนแรกในยุคนั้น คนแรกคนนี้ก็คือ Hello นักศึกษาทำท่าตามเพสโตเลยก็คือเอามือชี้นิ้วขึ้นข้างบน ปลายนิ้วชี้ขึ้นข้างบน ท่านี้ไม่ได้เป็นภาพแบบเท่ๆแบบถ่ายรูปแบบ Number One ของคณิตศาสตร์ แต่อันนี้เป็นค่าที่แถวต้นเนี่ยสะท้อนให้เห็นความคิด ความเชื่อของคนในยุคนั้นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาบนโลกมนุษย์เกิดขึ้นมาจากข้างบนก็คือ พระเจ้า เราอ่ะปฏิเสธไม่ได้ว่าคนในยุคอดีต เขาต้องหาจุดความเชื่อซึ่งศาสนายังไม่ได้มาถึงแน่นอนไม่ใช่ว่าเกิด มาเป็นมนุษย์แล้วมีศาสนาเลยไม่ใช่แต่คนเกิดขึ้นมาแล้วคนต้องหาละ ความเชื่ออะไรสักอย่างนึง โดยเฉพาะในยุคแรกชาวกรีกชาวยุโรปชาวตะวันตกในเทพเจ้า ให้ทายเราเนี่ยแถบตะวันออกแถบชนชาติเราเชื่อถืออะไร นับถืออะไร ภูตผีนักศึกษาก่อนที่เราจะมีศาสนาพุทธเรานับถือผีมาก่อนฉะนั้น บางคนที่บอกว่าโอ๊ยมันเป็นเรื่องงมงายนี่โน่นนั่นคุณบรรพบุรุษของคุณน่ะ เคยนับถือสิ่งนี้มาก่อนดังนั้นจึงไม่ต้องสงสัยว่าทำไมอ่ะทำไมความเชื่อนี้มันยังคงอยู่อยู่ สมัยมันเปลี่ยนไปขนาดนี้ทำไมความเชื่อนี้มันยังคงอยู่ก็เป็นเพราะว่าในอดีต ก่อนที่จะมีศาสนาพุทธศาสนาคริสต์หรืออะไรก็ตามเนี่ยเรานับถือผีมาก่อน เหมือนกัน ตะวันตกเขาก็มีการนับถือเทพเจ้า ในก่อนที่จะมีศาสนาคริสต์เหมือนกันนะคะคราวนี้เธอก็บอกว่าทุกอย่าง มาจากเทพเจ้าดังนั้น วรรณคดีและวรรณกรรมที่เพลโต้พูดถึงก็บอกว่า พระเจ้าเป็นผู้สร้างเช่นเดียวกันนะคะ เดี๋ยวโทรบอกว่า วรรณคดีก็เหมือนกันมันทุกสิ่งทุกอย่างมันก็รวมถึงวรรณคดีวรรณกรรมด้วย ดังนั้น ในเมื่อเทพเจ้าเป็นผู้สร้าง วรรณคดีก็เลยมีอำนาจในการชักจูงมนุษย์ไปในทางเสื่อมเสียหรืออันตรายต่อความมั่นคงของรัฐได้ และสิ่งที่พลอยโต้ให้ไว้อีกข้อนึงก็คือ วรรณคดีไม่สามารถสอนมนุษย์ได้ใช้ท่านี้ได้เลยเพราะ toshi ข้างบน ไม่สามารถส่งได้ โอเคนะคะนี่คือแนวคิดของเพลโตวรรณคดีไม่สามารถสอนได้ต่อไป คนที่มีความสำคัญอีกคนหนึ่ง ก็คืออริสโตเติลนักศึกษา 15 ว่าในขณะที่เพลโต้กำลังยืนสอนอยู่เหมือนครูกำลังยืนสอนนั่งซ้ายอยู่เนี่ย อริสโตเติลก็เป็นหนึ่งในนักเรียนที่กำลังนั่งเรียนกับโตอยู่ อริสโตเติลเนี่ยคิดต่างกับ เกียวโตคือเป็นนักเรียนแหละเขาเป็นครูแหละแต่มีความเห็นต่างซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่ความ นะคะความเห็นต่างบางครั้งอาจจะถูกก็ได้เพราะอะไร เพราะความเห็นต่างของอริสโตเติลเนี่ย เป็นที่มาที่ทำให้คนรู้จักอริสโตเติลและทฤษฎีของอริสโตเติล ก็เป็นที่น่าเชื่อถือและยอมรับมากกว่าเพียงโต อริสโตเติลถ้าของอริสโตเติลคือถ้านี้คือเอามือแบบข้างล่าง มีแล้วก็เหมือนกับ ให้มันแบบทั่วถึงคนแบบนี้ซึ่งการชี้แบบนี้อลิสโตเติลกำลังจะบอกว่า ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นเกิดจากมนุษย์ เกิดจากการเลียนแบบของมนุษย์ ไม่ใช่พระเจ้า ฉะนั้นความคิดเห็นอลิสโตเติลขัดแย้งกับโต้แล้วนะคะแล้วความคิดเห็นของอลิซ ก็ยังบอกอีกว่าในเมื่อทุกสิ่งทุกอย่างเกิดจากการเลียนแบบ ของมนุษย์ ดังนั้น จึงเป็นสิ่งที่มีคุณค่าต่อมนุษย์ สามารถเอาไปใช้ในการสั่งสอนได้ และการเรียนแบบน่ะต้องเป็นการเรียนแบบที่ดีด้วยถึงจะมีความสำคัญ ขอรูปแบบกวีนิพนธ์ เช่น สิ่งที่เขาจะเขียนขึ้นมาได้มันต้องผ่านสิ่งที่มนุษย์เคยเห็น เช่นรูปแบบคำประพันธ์คำประพันธ์เนาะเวลาที่เราอ่ะจะบรรยายได้ว่า นางคนนี้สวยยังไง บางครั้งมันก็ต้องผ่านการเคยเห็นหรือการเรียนแบบมนุษย์มาก่อน หรือแม้กระทั่งในขณะที่เขาแต่งเนี่ย เรามีรูปแบบคำประพันธ์เนาะ รูปแบบคำประพันธ์ที่ถูกต้องนั่นก็คือต้องแต่งเหมือนกับอันแรกๆที่เคย สั่งมา นี่ก็คือให้เห็นคุณค่าและรูปแบบของคำประพันธ์ด้วยนะคะฉะนั้น วรรณคดีวรรณกรรม ในยุคกรีก ที่มาจากแนวความคิดของอริสโตเติล จึงมีข้อสรุปว่า 1 เกิดขึ้นจากการเลียนแบบมนุษย์ เขียนขึ้นมาได้ก็มานุชเป็นคนเขียนนะไม่ใช่เทพเจ้าเขียนนั่นแสดงว่ามัน ก็ต้องเคยเห็นมาก่อน 2 การเรียนแบบที่ดีต้องสามารถเอาไปใช้ในการสั่งสอนได้ เช่น ถ้าเนื้อหาบอกว่าคนเนี้ย มีพฤติกรรมแบบนี้ ผลของพฤติกรรมก็ต้องเป็นแบบนี้ แสดงว่าเอาไปใช้สอนได้คนที่อ่านก็จะได้รู้ว่าฉันไม่ควรทำแบบ นี้เพราะเดี๋ยวฉันจะเจออะไรแบบนี้ ต้นนะคะรวมถึงรูปแบบคำประพันธ์ที่ในยุคแรก รูปแบบคำประพันธ์ ก็จะเน้นไปในเชิงคุณค่าทางอารมณ์ โดยเฉพาะเรื่องราวที่เป็นแบบโศกนาฏกรรม วรรณคดีวรรณกรรมในกรีกยุคแรกจะเป็นโศกนาฏกรรมจ๋านะคะและใคร ไม่ออกว่าส่งนาฏกรรมมันต้องเป็นแบบไหนให้นึกถึง Romeo and Juliet พระเอกและนางเอกต้องตายตอนจบแบบนี้เป็นต้น นี่ก็คือแนวโศกนาฏกรรมนะคะดังนั้นวรรณคดีวรรณกรรมยุคนี้ อะไรแต่เน้นคุณค่าไปในเชิงนั้นดังนั้น สองคนนี้แถวโต้กับอริสโตเติล ถ้าที่ครูเอามาให้ดู 2 คนไม่ใช่แบบท่าถ่ายรูปเท่ๆแต่เป็นท่าที่แสดงให้เห็น ว่าทฤษฎีสองคนนี้ไม่เหมือนกันนะคนนึงชี้ข้างบนจะมีความเชื่อในเรื่องเพศ คนนึงสิข้างล่างทั่วไปก็คือเหมือนกับว่า ทุกสิ่งทุกอย่างสามารถที่จะเกิดขึ้นได้จากมนุษย์ กลับไปคราวนี้ เริ่มเสื่อมอำนาจอาณาจักรที่มาแทนที่ก็คืออาณาจักร โรมันนี้แหละที่ครูบอกว่าเขาไม่ได้เกิดขึ้นมาพร้อมกันซะทีเดียว มาก่อนเพราะเกรดเริ่มเสื่อมอำนาจโรมันเริ่มเข้ามาแทนที่ คู่ขนานกันเหมือนกับเราอ่ะสุโขทัยเริ่มเสื่อมอำนาจอยุธยาก็เริ่มรุ่งเรือง มาแต่แนวความคิดยังเป็นแบบเดิมยังเป็นแบบแนวเดิมนั่นเองนะคะ ยุคนี้ จะเป็นลักษณะความคิดความเชื่อตามแบบกรีกแทบจะทุกอย่างเลย นักปราชญ์คนสำคัญเมื่อกี้ที่พูดถึงไปมีแค่สองคนที่เด่นๆเลยคือชื่ออะไรกับอะไรนะคะ ใครกับใครนะ เกียวโตกับอริสโตเติลเพลโตกับอริสโตเติล อาณาจักรโรมันขึ้นมาอาณาจักรโรมันเนี่ย หยิบแนวคิดของอริสโตเติลมาต่อเนื่องเลย โดยที่ไม่ได้มีข้อกังขาใดๆทั้งสิ้นนะคะ และอีกอย่างนึงนอกจากจะหยิบแนวคิดของอริสโตเติลต่อเนื่องมาแล้วเนี่ย ก็มีนักปราชญ์คนสำคัญหลายคน ที่ใช้แนวคิดนี้มาใช้ในการสร้างสรรค์วรรณคดีวรรณกรรมด้วย โดยเฉพาะ Forest ลองจีนัส hoarseness เนี่ยเป็นนักปราชญ์ในยุคโรมันเกิดในอาณาจักรโรมันเนาะลืมไปว่าเรียกรวม เดียวกันนะคะแต่ว่าอาณาจักรโรมัน hoarseness บอกว่าเห็นด้วยกับทฤษฎีของอริสโตเติลทุกอย่าง แล้วก็เห็นด้วยว่าวรรณคดีมีคุณค่าในเชิงสั่งสอน แล้วก็มีความบันเทิงควบคู่ไปด้วย เช่นสั่งสอนก็เช่นทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วอะไรพวกนี้นะคะ เพิ่มเติมตรงที่ว่าวรรณคดีเนี่ยต้องเต็มไปด้วยอารมณ์ เขื่อนใจ ให้มีพลังต่อการสร้างอารมณ์ความรู้สึก อ่าน เช่น อ่านไปแล้วอิ่ม ครูอ่านแล้วต้องอินนี่ก็คือ ลองสินะที่พูดถึงอาวรรณคดีที่อยู่ในยุคนี้นะคะซึ่งลองจินะเนี่ย ไหนบอกว่าวรรณคดีที่ดีต้องเต็มไปด้วยอารมณ์สะเทือนใจเนี่ยก็จะมีพูดถึง 5 ข้อข้อแรกก็คือการใช้ภาษาแบบ ประมาณประมาณ คือการใช้คำเปรียบเทียบนั่นแหละร้องไห้เป็นสายเลือด 2 การเลือกเฟ้นใช้ถ้อยคำที่สูงส่ง ใช้ถ้อยคำให้มัน กินให้มันรู้สึกซาบซึ้ง 3 จัดระเบียบถ้อยคำให้ได้จังหวะจะโคน ให้มันมีความไพเราะนั้นเองนะคะสิอารมณ์สะเทือนใจต้องเกิดจากแรงบันดาล ไปของกวี ก็มีส่วนสำคัญในการสร้างเหมือนกันแล้วก็สุดท้ายความสามารถของกวี การโน้มน้าวใจผู้อ่าน ทั้ง 5 ข้อเนี้ยเอามาหลอมรวมกันก็คือได้เป็นก้อนที่ครู พูดถึงเมื่อกี้ว่า วรรณคดีที่ดีต้องสามารถทำให้เกิดอารมณ์สะเทือนใจกับผู้อ่านได้ เราก็มีพลังต่อการสร้างอารมณ์ความรู้สึก นั่นเองนะคะฉะนั้น สรุปวรรณคดีวรรณกรรมวิจารณ์ในยุคแรก ก็คือกรีกและโรมันเนี่ยหนึ่งเลย คะแนนที่รูปแบบวรรณคดีเป็นหลัก เช่น แต่งให้ถูกต้องตามฉันทลักษณ์โศกนาฏกรรมก็ต้องเป็นโศกนาฏกรรม 2 เน้นอารมณ์ความรู้สึก เมื่อคืนมีพลังในการสร้างอารมณ์ให้ผู้อ่านเกิดอารมณ์อิ่ม แล้วก็ 3 สามารถที่จะทำให้ผู้อ่านเนี่ยโน้มน้าวใจแบบเหมือนกับมีคุณค่าในเชิง สั่งสอนนะคะ 3 สามารถเอาไปใช้ในการสั่งสอน กูอ่านหรือมนุษย์ได้ อันนี้ก็คือยุคแรกของการวิจารณ์วรรณกรรมนะคะ ต่อไป ยุคที่ 2 ยุคที่ 2 เรียกว่าการวิจารณ์วรรณกรรมสมัยกลาง นักศึกษาดูภาพแล้วนักศึกษาคิดถึงอะไร จากภาพ ถึงอะไร เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อเดือนธันวาคมถึงอะไรคะ คริสต์มาสคริสต์มาสก็คือเป็นเกี่ยวกับ พระเยซู โอเคไหมคริสต์มาสเกี่ยวกับพระเยซูพระเยซูก็คือเกี่ยวกับศาสนา ฉะนั้นจากภาพยุคสมัยกลางของการวิจารณ์วรรณกรรมเป็นยุคสมัยที่ ศาสนาคริสต์ เริ่มเข้ามามีอิทธิพล สังคม เนี่ยคือยุคที่เริ่มมีศาสนาแล้วนะคะยุคแรกยังไม่ถึงขั้นว่ามี สถานะ แต่พอยุคสมัยกลางศาสนาคริสต์เริ่มแผนและ เขาเริ่มเผยแผ่ศาสนาแล้วนะคะข้าวเนี้ย ธรรมชาติของมนุษย์ อะไรก็ตามที่มาใหม่ เราจะคลั่งไคล้เสมอ นั่งภายในที่นี้ก็คือเหมือนกับว่าว่ะว้าวแล้วรู้สึกว่าอันนี้น่าสน หายแล้วอยากติดตามหนึ่งในนั้นที่ว้าวในสังคมก็คือศาสนาคริสต์ ที่เริ่ม แถเข้ามา โดย ภาษาสนาคริสต์เข้ามาปุ๊บจากทีแรกคนเหมือนกับ ไปในเรื่องของการสร้างสรรค์วรรณคดีวรรณกรรม คนก็เหมือนกับหยุด สร้างสรรค์วรรณคดีวรรณกรรมแล้วมาแล้วหันมาสนใจในด้านซ้าย แทนนะคะหยุดในที่นี้ครูไม่ได้แปลว่าเขายกเลิกการสร้างสรรค์วรรณกรรมนะ ยุคนี้ เขาจะใช้เป็นคำว่า Dark ที่แปลว่ายุคมืดของการสร้างสรรค์วรรณคดีวรรณกรรม รวมไปถึงการวิจารณ์วรรณกรรมด้วยยุคมืดจะใช้เป็นคำว่าดับไฟคือดับไฟเอาไว้ ไม่ได้แปลว่า ถอดสายอะไรออกทั้งหมดแค่ดับไฟกูใช้คำนี้น้องยุคมืด Dark เพราะว่าอะไรเพราะว่าวรรณคดีวรรณกรรมหลายๆอย่างถูกลดบทบาทลง บุญออกัสตินและนักบุญ แม่นะคะที่เขากำลังเผยแผ่ศาสนาเนี่ย เขาก็เหมือนกับว่าอยากให้คนให้ความสำคัญกับศาสนาเต็มที่ ก็เลย ต่อต้านการใช้ศิลธรรมในกวีนิพนธ์ คือจะเอามารวมกันไม่ได้นะศาสนาก็คือศาสนาวรรณคดีก็คือวรรณคดีควรจะเอามารวมกันไม่ได้ฉะนั้น ถ้าคุณเนี่ยสนใจศาสนาคุณก็ต้องเคร่งในเรื่องของศาสนา นี่ก็คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสังคมขณะนั้น วรรณคดีวรรณกรรมถูกลดบทบาทลงแนวคิดใหม่ไม่ได้โดนสร้าง ฉะนั้นถ้าแนวคิดใหม่ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาใหม่ แสดงว่ายุคสมัยกลางยังเอาความเชื่อของใครมาใช้อยู่ ของกรีกเนี่ยของใคร ความเชื่อของกรีกคือของใครเอามาใช้อยู่ ใครเอา เอาเพลงเมื่อกี้ อันนี้คือ ถามว่า คนที่ 1 ออโต้หรืออริสโตเติล หนองคาย ข้อสอบแล้ว 1 นะคะ ใครตอบโต้ยกมือ ยกมือยกมือใครตอบโต้ OK มีคนตอบโต้ให้ตอบอริสโตเติลยกมือ อริสโตเติลโอเคค่ะอริสโตเติลถูกต้อง นะคะ ยุคนี้ยังเอาแนวคิดของอริสโตเติล เข้ามาเพราะอะไร ให้นักศึกษาคิดภาพแบบนี้เลยแล้วโตเนี่ยถูกลบไปแล้วจากแนวคิดของเด็ก คือพอมีอริสโตเติลสร้างแนวคิดใหม่ปุ๊บ คนก็เลยเชื่ออริสโตเติลมากกว่า Photo แล้วดังนั้นก็เลยจะถูก พูดถึงในมุมของคนแรกที่คิดมากกว่าแต่คนที่ เป็นผู้นำจนถึงปัจจุบันใช้คำว่าปัจจุบันได้เลยปัจจุบันเราเรียนภาษาไทย เราก็จะได้ยินคำว่าอริสโตเติลอริสโตเติลอยู่เรื่อยๆนะคะเพราะว่า ค่อนข้างมีอิทธิพลทางด้านวรรณคดีวรรณกรรมของเราเนาะยุคนี้ ยังไม่ได้สร้างอะไรใหม่ๆก็ยังเป็นของอริสโตเติลเหมือนเดิม แต่พอช่วงปลายสมัยกลาง ศาสนาคริสต์เนี่ยมันเริ่มถึงจุดอิ่มตัว เป็นธรรมชาติของมนุษย์นั่นแหละค่ะถ้าอะไรเริ่มอิ่มตัวปุ๊บเราก็จะเริ่ม กลับไปสู่อดีตมากขึ้นก็คือเริ่มโหยหาอดีต เช่น เราอ่ะเอาความเป็นมนุษย์วัยรุ่นของเราในขณะนี้ เคยมีแฟนคนนึงแล้วพอแบบเลิกกันไปปุ๊บมีแฟนใหม่โอ๊ยแรกๆเนี่ย ดีมากรักมาก หอพักหลังๆเริ่มออกลายแล้วเริ่มถึงจุดอิ่มตัวก็เริ่มรู้สึกว่า คนเก่าว่ะเมื่อก่อนเขายังเปิดขวดน้ำให้ฉันเลยเพลงนี้ใช่ไหมอันนี้ก็คือการโหยหา จากการที่เราเริ่มอิ่มตัวกับสิ่งปัจจุบันเหมือนกัน ในยุคสมัยกลางพ. ศสนามคริสต์คนเริ่มอิ่มตัวและคน เริ่มกลับมาสนใจการสร้างสรรค์วรรณคดีวรรณกรรม อีกครั้งหนึ่งโดยในช่วงศตวรรษที่ 15 คือช่วงปลายสมัย อันนี้คือยังอยู่สมัยกลางนะคะแต่เป็นช่วงปลายมีดังเต้กับบล็อก Casio เนี่ย พี่เป็นผู้พยายามนำกฎวรรณคดีของกรีก กลับมาใช้ใหม่ด้วยการสร้างสรรค์วรรณคดีวรรณกรรม โดยนำรูปแบบคำประพันธ์แบบเดิมมาใช้แนวความคิด แบบเดิมมาใช้อีกครั้งหนึ่ง จากพิธีแรกเป็นยุคมืดดับไปไว้บล็อค Casio ก็พยายามร่วม รวมกฎศีลธรรมสมัยกลางเข้ากับวรรณคดีคลาสสิค ฉากที่ทีแรกนักบุญต่างๆพยายามต่อต้านกฎศีลธรรมกับวรรณคดีว่าใช้ด้วยกัน ไม่ได้ พอถึงปลายสมัยกลาง Blog Casio ก็พยายามเอามารวบรวมอีกครั้งหนึ่งนะคะเนี่ยให้เห็นภาพว่า คณะศึกษาขีดเส้นกราฟถ้ากำลังขีดเส้นอยู่ให้ขีดเส้นมาจากทีแรกคลาสสิค เขตลาดยาว แล้วพอมาถึงยุคสมัยกลางฉีดกราฟให้มันตกลงมา แล้วก็เขียน 2 อาทิตย์แรก เขียนเลข 1 นะยุคแรกเพราะมันตกลงมาปุ๊บเขียนเลข 2 นะคะแล้วคราวนี้ มันกำลังจะเข้าไปสู่ยุคสมัยที่ 3 ยุคที่ 3 ให้ลากกราฟขึ้นมาแบบสูงได้เลยแล้วก็เขียนเลข 3 ราคายกที่ 3 เนี่ยสูงขึ้นมาเพราะอะไร ยุคนี้ ถูกเรียกว่ายุคนีโอคลาสสิก คือก่อนที่จะไปรู้ความหมายว่ามีโอ Classic แปลว่าฟื้นฟู คือยุคฟื้นฟูศิลปวิทยาการเนี่ยมันรู้ความหมายก่อนว่ายุคนี้ คลาสสิค มันคือ 2 คำเอามารวมกัน นั่นก็คือคำว่า มีโอ คำว่าคลาสสิค Neo แปลว่าอะไรคะ ใครพอเดาได้ Neo เหมือนกับคำว่านิวความหมายเหมือนกับคำว่า new แปลว่าใหม่ Neo เหมือนความหมายก็คือคำว่านิว แปลว่าใหม่ คลาสสิคก็คือ ยุคเก่ายุคคลาสสิคคือยุคอะไร กรีกและโรมันโบราณ ยุคคลาสสิคยุคกรีกและโรมันโบราณชนะต่อไปนี้ถ้าครูพูดคำว่าคลาส เฉยๆจะหมายความว่ากรีกและโรมันโบราณ แต่ถ้าครูพูดถึงนีโอคลาสสิคแสดงว่าเป็นยุคที่ 3 แล้วไม่ใช่ยุคแรก ยุคนีโอคลาสสิค เป็นยุคที่ถูกเรียกว่าเป็นยุคแห่งการฟื้นฟูศิลปวิทยา แทบจะทุกประเภทถ้าใครที่เคยดูแวร์ซาย แวร์ซายก็คือเขาพูดถึง รูปพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ใช่ไหมที่แบบมีการสร้างพระราชวังแวร์ซาย หรือว่า การสร้างสถาปัตยกรรมประติมากรรมหลากหลายประเภทในยุคนี้จะเห็น มีการนำศิลปะต่างๆ มาสร้างสรรค์เยอะมากยุคนี้นะคะเป็นยุคที่ศิลปะ แขนงเจริญถึงจุด สูงสุด แปลคำว่าเจริญถุงจุดสูงสุดเนี่ยไม่ได้แปลว่าเขาคิดใหม่ทั้งหมด เพราะ มันมีคำว่าคลาสสิคอยู่ในชื่อยุคด้วยนั่นหมายถึง การที่เขาเอาของเก่า กลับมาใช้ใหม่แล้วให้ไฉไลกว่าเดิม คืออันนี้ภาษาปากเลยเอาของเก่ากลับมาใช้ใหม่แล้วให้ไฉไลกว่าเดิม ไฉไลกว่าเดิมคืออะไรยกนี้เป็นยุคที่ ธรรมะดียังไง ยุคนี้ให้ดีกว่าไปเลย โดย ศิลปะขอโทษนักปราชญ์ในยุคนี้จะเรียกตัวเองว่านะ มนุษยนิยม นักมนุษยนิยมก็คือ เป็นคนที่ศึกษาเรื่องราวทุกอย่างเกี่ยวกับความเป็นมนุษย์ ดังนั้นเขาก็เลยจะค่อนข้างมีความรู้ ที่เกี่ยวกับมนุษย์ แทบจะทุกเรื่อง ต่อมามีการค้นพบงานวรรณคดีวรรณกรรมสมัยกรีกและโรมันแล้วก็เอา นักศึกษาใหม่อย่างจริงจัง จริงจังถึงขั้นไหน จริงจังถึงขั้นที่ว่า กฎเกณฑ์อื่นที่เกิดขึ้นมาใหม่หลังจากกรีกและโรมัน เป็นสิ่งที่ผิดหมด งั้นแสดงว่าถ้ากรีกและโรมันทำมาแบบไหน บทกวีเขียนยังไง ยุคนี้ก็ต้องเขียนแบบนั้นเรียนแบบให้มันดีให้มันเป๊ะ นักวิจารณ์อิตาลียืนยันว่าวรรณคดีรูปแบบวรรณคดีคือ แบบของปรัชญาและการเรียนแบบชีวิต ความคิดของใครคะการเลียนแบบ ของใคร อริสโตเติลชื่อของเขาจะถูก พูดถึงก็แทบทุกยุคทุกสมัยเลยนะคะแล้วนักวิจารณ์ฝรั่งเศสปฏิเสธแบบแผน องค์กรที่แต่งมายุคสมัยกลางขึ้นตอนยุคสมัยกลางที่มีการดับไฟอ่ะถ้าใคร อะไรขึ้นมาใหม่โป๊ ถือว่าผิดหมด ไม่โอเคไม่เอาถ้าจะให้ถูกให้มันเพราะก็ต้องเป็น แบบอริสโตเติลเท่านั้นนะคะ เรื่องนักคิดคนสำคัญก็จะมีนิโคลัสบัวโล่ที่มีการสร้างสรรค์วรรณคดีวรรณกรรม แนวที่เกี่ยวข้องแนวแบบ คล้ายๆ ของยุคกรีกและโรมันนะคะเช่นแนว Romeo and Juliet ขอเป็น ที่เน้นคุณค่าทางอารมณ์สะเทือนใจประมาณนี้นะคะ ปีนี้สรุปยุคสมัยนีโอคลาสสิค ยึดมั่นในขนบกรีกและโรมันอย่างเคร่งครัดดูสิ ว่าแบบขนาดไหนนะคะ 29 อีต้องปฏิบัติตามกฎ วรรณคดีคลาสสิค อันไหนพี่ ขึ้นมาแล้วมันไม่เหมือนของวันนี้ Classic ปฏิเสธหมดเลยนะคะ 3 วรรณคดีเปรียบเสมือนกระจกเงาส่องให้เห็นธรรมชาติซึ่ง สร้างโดยฝีมือมนุษย์ นักศึกษากระจกเงา 2 ให้เห็นธรรมชาติซึ่งถูกสร้างโดยฝีมือแม่ ถ้าจะพูดเป็นภาษาปากก็คือเกิดขึ้นจากการเลียนแบบมนุษย์นั่นแหละนะคะ การเลี้ยงแบบเป็นการเรียนแบบเสร็จปุ๊บก็นึกถึงคำของ อริสโตเติลขึ้นมาทันที อะไรที่พูดขึ้นมาปุ๊บ มันคือคำของอริสโตเติลทั้งนั้นเลยนะคะ แล้วเนื้อหาหรือเสน่ห์ของเรื่องเนี่ยขึ้นอยู่กับการ แสดงออกอย่างใหม่และแสดงให้เห็นถึงความฉลาดของมนุษย์ ราคานี้ก็คือแนวความคิดในยุคนีโอคลาสสิค นักศึกษากราฟเมื่อกี้มันพุ่งขึ้นสูงใช่ไหมที่เป็นอยู่ นีโอคลาสสิคคราวนี้ก็ให้เห็นธรรมชาติของมนุษย์ อีกเหมือนเดิมนั่นก็คือธรรมชาติของมนุษย์ถ้าอะไรก็ตามถ้ามันถึงจุดสูง แล้วอ่ะมันก็ต้องดรอปลงทุกอย่างไปทุกครั้งไป อันนี้คือธรรมชาติของมนุษย์จริงๆนะคะวรรณคดีวิจารณ์ก็แสดงให้เห็นอย่าง ถึงความเป็นธรรมชาติของมนุษย์เหมือนกันเพราะอะไร เพราะยุคนีโอคลาสสิคเนี่ย เคร่งครัดมากเคร่งมากจนถึงขั้นที่ว่า อะไรก็ตามที่แต่งขึ้นมาใหม่ในยุคนั้นผิดหมดใช่ไหมพอมาถึงยุค ที่ 4 ก็คือยุคโรแมนติก ยุคนี้กราฟจะตกลงมาอีกรอบนึง เหตุผล ถ้ามันเคร่งเกินไป คนก็จะรู้สึกว่ามันไม่น่าสนใจและมันตึงเกิน มันพัฒนาต่อไม่ได้นะคะแล้วอีกอย่าง ความหมายของคำว่าโรแมนติกภูษาอธิบายก่อนว่า ถ้าเปรียบเทียบกับเราอ่ะ ถ้าเกิดว่ามีผู้ชายสักคนนึงโอ้โหโรแมนติกมากเลยวันเกิด ฉันเขา แต่งห้องแล้วก็จุดเทียนแล้วก็สร้างบรรยากาศให้มันดูสวยงาม ทำให้ฉันรู้สึกดีมากเลย นักศึกษารู้เอาไว้เลยว่า เขาไม่ได้ทำแบบนี้ทุกวัน โอเคไหมมันเป็นแค่เฉพาะพิเศษเท่านั้นมันเป็นเฉพาะพิเศษเนี่ยนั่นแสดงว่า มันไม่ใช่ธรรมชาติมันไม่ใช่ความจริงแท้ ความจริงแท้ของมนุษย์ไม่ได้เป็นแบบนั้นทุกวันแน่นอนดังนั้นคำว่า Romance หรือยุคโรแมนติกเนี่ย ก็แปลว่าเป็นยุคที่มนุษย์พยายามหาอะไรที่ไม่ใช่ความ แผลนั้นเอง มาดูว่าเหตุผลที่เกิดยุคโรแมนติกคืออะไรบ้างนะคะ เหตุผลที่เกิดยุคโรแมนติกอันดับแรกที่ครูพูดไปนั่นแหละ ก็คือ มันตึงเกินไป เขาก็รู้สึกว่ามันเคร่งแล้วมันจะไม่สามารถพัฒนาต่อได้ เขาก็เลยเหมือนกลับ หยุด พอและเหนื่อย และอีกอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นในสังคมยุคนั้นก็คือมีการเลิกระบบ ศักดินา ก็คือการเลิกทาสนั้นเมื่อก่อนสังคมคนยุโรปจะมีแค่ชนชั้น หนูกับชนชั้นล่าง ชนชั้นสูงก็คือพวกเจ้านายไปเลยชนชั้นล่างก็คือพวกทาส คนที่มีความคิดได้ สามารถคิดได้มีแค่ชั้นสูงเท่านั้น ส่วนชนชั้นล่างที่เป็นชั้นธาตุ คิดไม่ได้ ไม่ใช่เขาคิดไม่ได้จริงๆนะน้องสาแต่เขาคิดไม่ได้เพราะว่าสังคม ไม่เปิดโอกาสให้เขาคิด ใครที่แบบมันมีขนาดนั้นจริงๆหรอคุณถ้าเคยดูพรม พรหมลิขิต เมื่อกี้เลย อึ่งอึ่งที่เป็นผ้าใช่ไหมที่กูใช้คำว่าอีเพราะว่า ระบบของคนในสังคมในขณะนั้นนอกเขาเรียกเขาว่าอีซึงๆเงี้ย เนี่ยพูดกับนางเอก นางเอกก็ถามว่าอ้าวทำไมล่ะทำไมถึงไม่คิดทำไมถึงไม่รู้ ถึงก็ตอบได้แค่ว่า ไม่จำเป็นต้องรู้ก็ไม่จำเป็นต้องคิด อื่นเป็นแค่ภาพอันนี้คุณไม่ต้องไปนึกถึงยุโรปเลยไม่ต้องไปนึกถึงเขา ตะวันตกเลยของไทยอ่ะก็เป็นของไทยก็มีให้เห็นฉะนั้นระบบชนชั้น มันไม่เปิดโอกาสให้คนชั้นล่างมีโอกาสได้คิดมีโอกาสได้เปิด โลกนะคะคราวเนี้ย พอมาถึงยุคที่มีการยกเลิกระบบศักดินาปุ๊บ ชนชั้นล่างเริ่มค่อยๆหายไปเกิดเป็นชนชั้นกลาง ขึ้นนั่นก็คือคนเริ่มมีสิทธิเสรีภาพในการคิดในการเห็นอะไร เลยกลายเป็นว่ามนุษย์เนี่ย จากเดิม ที่ถูกครอบไว้ เลขกลายเป็นหลุดออกจากกรอบแบบ หลุดไปเลยนะคะพูดคำว่าหลุดไปเลยนะยุคนี้เป็นยุคที่มนุษย์เนี่ย ทางยึดมั่นในปัจเจกชนนิยมปัจเจกชนนิยมก็คือให้คุณค่าของตัวเอง ฉันคิดอะไรอยู่ฉันสามารถคิดอะไรได้ ฉันก็จะคิด มีความหมายซึ่งจะตีความยังไงก็ได้ฉันเห็นไม้ฉันจะตีความเป็นมา อย่างนี้เป็นต้นวรรณคดีวรรณกรรมเหมือนกัน ถูกพาเขียนมาแบบนี้ ฉันไม่จำเป็นต้องเขียนแบบเดิมก็ได้นี่ทำไมฉันต้องไปเคร่งครัดกับรูปแบบของ หาสิกล้วยอ่ะ จะเขียนแบบอื่นก็ย่อมได้สิเพราะมันเป็นความคิดของฉันมันเป็นสิทธิ์ของฉัน นึกถึงอดีตที่นานแสนนานดินแดนที่อยู่ไกลแสนไกลก็คือ โหยหาอะไรที่มันเป็นไปไม่ได้อ่ะ จินตนาการมีอิสระ แสดงออกอย่างประหลาดและผิดธรรมชาติ ถ้าคิดไม่ออก วรรณคดีวรรณกรรมแนวโรแมนติกของไทย เอาแบบที่เด่นเลยพระอภัยมณี คิดออกไหมคะ อันนี้ชัดมากนะคะชัดมากยังไงเอา มีคนมีนางเงือกมีนางยักษ์ คนธรรมดาสามารถไปมีอะไรกับนางเงือกกับนางยักษ์ก็ได้ลูกออกมาก็เป็นคน ที่มีพละกำลังเฉยแต่ว่ายน้ำเก่งเหมือนนางเงือกเอาอะไรอย่างเงี้ย หิวว่ะคิดอะไรที่มันดูนอกกรอบที่มันหลุดกรอบไปเลย วรรณคดีไทยในอดีตส่วนใหญ่ มีแต่แนวโรแมนติกนะคะนักศึกษาแนวโรแมนติกนี่ไม่ใช่ว่าอุ้ยพระเอกกับนางเอก คลองคู่กันชวด นิจนิรันดร์อะไรเงี้ยอันนั้น วัดไทยก็มีส่วนแต่ไม่ใช่คำว่าโรแมนติกที่แท้จริง โรแมนติกที่แท้จริงก็คือมันเหนือธรรมชาติในจินตนาการ คิดไม่ออกอีกรอบเอาปลาบู่ทองนี่แหละกูว่ามันเว้าสุดแล้วนะคะในยุคนั้นนะคะ อย่างปลาบู่ทองอย่างนี้ แม่ทีแรกก็อยู่ด้วยกันแบบมันก็ดูเป็นธรรมชาติของมนุษย์ดีนี่แหละ แต่พ่อแม่ตายปุ๊บไปเกิดเป็นปลาบู่ พ่อไปเกิดเป็นปลาบู่เอ้าพูดได้เฉยเพราะพูดได้เฉยเสร็จปุ๊บนางร้ายเห็นว่า สบู่นะเป็นแม่แทนที่จะตก กลับเอาปลาบู่มากินซะเลยเนี้ยมันก็ดูแบบ แท็กธรรมชาติแล้วใช่ไหมพ่อกินเสร็จปุ๊บ นางเอกเห็นว่าแม่ตัวเองถูกกินก็เลยเอาเกล็ดปลาของแม่เนี่ย ไปใส่ต้นมะเขือ ต้นมะเขือก็กลายเป็นวิญญาณแม่อีกซะงั้นมันดูแบบ อะไรวะอีหยังวะไปหมดสำหรับเราในยุคนี้แต่จริงๆมันก็คือเป็นวรรณคดีวรรณกรรม แนวโรแมนติกนี่แหละก็คือมันเหนือความจริงมันเหนือธรรมชาติซึ่ง มันสืบเนื่องมาจากยุคที่คนน่ะถูกกดขี่เกินไปไงพอมันหลุด มาแล้วมันก็เลยกลายเป็นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างฉันสามารถสร้างได้ด้วยจินตนาการของฉัน หรืออีกเรื่องนึงที่เมื่อกี้ยกตัวอย่างวรรณคดีไทยเนาะ จะมีวรรณกรรมไทยสมัยใหม่ อวตารถึงจะเป็นยุคสมัยใหม่นะ แต่ก็เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวกับความเป็นยุคโรแมนติกก็คือเป็นวรรณคดีรวม แบบนี้นั่นเองนะคะก็คือจะบอกว่า เป็น ความคิดเหนือโลกเหนือจินตนาการของมนุษย์จริงๆที่แบบว่าคน มีโลกคู่ขนานที่สามารถแบบอยู่ร่วมกันได้เป็นต้นนะคะ นี่ก็คือวรรณคดียุคโรแมนติกนะคะ คราวนี้ยุคสุดท้ายของการวิจารณ์วรรณคดี นักศึกษาพอมันตกลงมาใช่ไหมที่แบบเป็นยุคที่ 4 เนาะด้วยความที่ว่ามนุษย์เราอ่ะ ออกนอกโลก มันก็ต้องมีคนเรียกกลับเข้ามามาสู่ความจริงเหอะแต่ทีแรกถูกบังคับเกิน ก็เลยหลุดกรอบพระกรอบปุ๊บก็ต้องมีคนดึงเข้ามาซึ่งการดึงเข้ามา หรือจะเป็นการวิจารณ์ในศตวรรษที่ 20 จนถึงปัจจุบันนะคะ การวิจารณ์ในศตวรรษที่ 19 จนถึงปัจจุบันกราฟจะขึ้นมาและ พี่ตกลงมาจะขึ้นมาแล้วก็ขีดลากยาว การวิจารณ์ในยุคนี้ จะเป็นการวิจารณ์ที่ต่อต้านลัทธิโรแมนติกต่อต้านลัทธิโรแมนติกก็คือ การต่อต้าน ความเหนือจริงทั้งปวงคือให้กลับมาสู่โลกแห่งความจริง โดยใช้หลักอยู่ 2 หลัก รากแรกก็คือหลักสัจนิยม หลักที่สองก็คือธรรมชาตินิยมนะคะในกรอบครูพิมพ์ ธรรมชาติต้องอยู่ข้างล่างนะคะครูพิมพ์ผิดกันนิดนึงอ่ะ นิดผิดนะคะเดี๋ยวน้องสาวแบบปรับเองเนาะอันแรกคือสัจนิยมอันที่สองก็คือธรรมชาตินิยม ตัสสะแปลว่าความจริง ธรรมชาติก็คือต้องไม่เหนือธรรมชาติ คือต้องเป็นไปตามธรรมชาติเช่นถ้าเป็นมนุษย์ก็ต้องมีเกิด แต่เจ็บ ตายแล้วก็จบไปแค่นั้น ไม่ใช่ว่าตายแล้วไปเกิดเป็นปลาบู่ สบู่ตายแล้วเกร็ดไปเกิดเป็นต้นมะเขืออันนี้ไม่ใช่นะคะฉะนั้น เมื่อกี้ ไปที่เหนือธรรมชาติเนี่ย ถูกดึงกลับมาในยุคศตวรรษที่ 19 นะคะนั่นก็คือ ใกล้เคียงกับยุคเราและตั้งแต่ยุคศตวรรษที่ 19 มาจนถึงเราเนี่ย การวิจารณ์จะเป็นแนวปัจจุบันเป็นแนวความจริงแล้วนะคะ มาดูว่าสัจจะความจริงน่ะมีหลักอะไรบ้าง หลักแห่งความจริง 1 และมีความเป็นวิทยาศาสตร์ ต้องพิสูจน์ได้พระอาทิตย์ขึ้นทางทิศตะวันออกพิสูจน์ได้ผู้หญิงคนนี้ ทำชั่วเขาก็ต้องได้รับผลของการกระทำผู้หญิงคนนี้ทำดีเขา รับผลของการกระทำ นี่คือพิสูจน์ดา 2 มีเหตุมีผลมีความสมจริงมีเหตุมีผลมีความสุข อย่างเช่น ที่ครูพูดถึงการวิจารณ์ที่ อะไรนะพูดถึงนาคี 2 สัปดาห์ที่แล้วพอจำได้ไหมคะที่บอกว่าเออ เขากลัวพญานาคแต่เขาเอา เสื้อสีแดงมาแขวนไว้หน้าบ้านอันนี้มันสมจริงไหมมันสมเหตุสมผลไหม ไม่ใช่ใช่ไหมเพราะว่าบ้าหรอพญานาคกับเสื้อสีแดงมันเกี่ยวอะไรกันอันนั้นผิด ไม่นะคะพูดถึงผีแม่ม่ายมีข่าวผีแม่ม่ายนะรู้ยัง พอกูพูดถึงสไปรท์แล้วปุ๊บ ขอนแก่น ที่ขอนแก่นนะคะผีแม่ม่ายอาละวาดว่างั้นนะคะ มีใครดูข่าวเหมือนครูไหม ใครเป็นคนขอนแก่นไหมคะ มีไหม กูนี่แหละมีคู่แต่เป็นคนขอนแก่นแต่ว่าเขาบอกว่าอยู่อำเภออะไรนี่แหละนักศึกษาบอกว่าผีหรือไม่ อะไรนะ มีคนตาย 10 คนแล้วอ่ะสั้นแล้วคราวนี้คนในหมู่บ้านฝัน เขาจะเอาคนสองคน เขาก็เลยแบบกลัวว่าเออคือตอนนี้ 10 คนแล้วเหลืออีก 2 คนเลยผู้ชายก็ทาน สีแดงคือกลับไปสู่ยุคอดีตจริงจังอ่ะคือที่เราพูดเหมือนหัวเราะขำ หมู่บ้านเขาจริงจังเนี่ยเออผู้ชายก็แบบทานเลย สีแดงผู้หญิงเอ้ยไม่ใช่อะไรนะ ที่หน้าบ้านก็มี เสื้อสีแดงแขวนเร่งอ่ะแบบสมบูรณ์เลยตามยุคอดีตที่เราเคยได้ยินมา มาใช้ในปัจจุบันและนักศึกษา กลับมาอีกแล้วนะคะอันนี้ก็คือความสมเหตุสมผลที่บอกว่า หนังเรื่องอ่ะ ยกตัวอย่างไปเนี่ย พญานาค คือโง่เนาะคือคือแบบ แต่เขาเอาเสื้อสีแดงมาเอาไว้ในฉากมันก็ไม่ใช่แล้วนะคะ แล้วก็ให้ความสำคัญกับชีวประวัติผู้เขียน ให้ความสำคัญกับชีวประวัติผู้เขียนก็อย่างเช่นที่บอกว่า เราอ่านเรื่องที่รักสัปดาห์ที่แล้ว ที่รักพี่บอกว่า เรื่องนี้มันเป็นเรื่องของผู้แต่งชื่อว่าซาการียาอมตยาที่เป็นคน ในจังหวัด 3 ชายแดนภาคใต้ โดยพอเราอ่านเสร็จปุ๊บเราจะรู้ว่าสิ่งที่เขาต้องการที่สุดก็คือเสรีภาพ สันติภาพ ความสงบสุข มันเกิดขึ้นกับสังคมของเขานั่นเองนะคะแล้วก็วรรณคดีที่ดีควรเป็นเรื่องเกี่ยว มนุษย์และสามารถยกระดับจิตใจมนุษย์ให้สูงขึ้นได้ นี่คือวรรณคดีวรรณกรรมและการวิจารณ์ในยุคปัจจุบัน ที่ต้องอาศัยความเป็นจริงเป็นหลักเช่น คุณจะวิจารณ์เรื่องใดก็ตามคุณต้องวิจารณ์แล้วให้มันเกิดประโยชน์ กับผู้อ่านด้วย คุณต้องวิจารณ์ไปในเชิงความจริง คุณต้องวิจารณ์ให้มันสามารถแสดงมุมมองหรือทัศนคติ ของคุณได้ด้วย อย่างเช่น คุณอ่าน หนังผีเอ้ย นวนิยายผีสมมุติคนอ่านนวนิยายผีเวลาคุณวิจารณ์ คุณก็ควรวิจารณ์ให้มันเป็นไปในเชิงความจริง อ้าวแล้วมันจะเป็นความจริงได้ไงในเมื่อมันเป็นนวนิยายผีอาจารย์ คุณก็ลองหาเหตุผลทางวิทยาศาสตร์หรือหาคนที่เขา เคยหายข้ออ้างอิงเอาไว้ มาเขียนไว้ในการวิจารณ์คุณด้วยมันจะได้สร้างความน่าเชื่อถือเป็นต้นนะคะอันนี้คือ ยกตัวอย่างเฉยๆนะคะธรรมชาติของมนุษย์ ธรรมชาตินิยมที่บอกว่านอกจากจะมีความจริงเป็นหลักแล้วเนี่ยก็ต้อง ธรรมชาตินิยมด้วยเพราะมนุษย์เนี่ยมีแรงขับ 2 แรง มนุษย์มีแรงกำหนดหรือแรงขับเนี่ยอยู่ 2 แรงนั่นก็คือกรรมพันธุ์ สิ่งแวดล้อมนะคะยกตัวอย่าง เรา เกิดมาหน้าตาแบบเนี้ย เพราะกรรมพันธุ์สิ่งแวดล้อมคะ เราเกิดมาหน้าตาแบบนี้ เพราะกรรมพันธุ์พ่อเป็นแบบนี้แม่เป็นแบบนี้อาจจะไม่ได้เหมือนพ่อแม่ซะทีเดียว อาจจะเหมือนญาติพี่น้องก็เป็นเพราะกรรมพันธุ์เชื้อสายจมูกหูตาปากอะไรก็ว่าไป แต่นิสัยของเราที่เกิดขึ้น เป็นกรรมพันธุ์หรือสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมโอเคไหมบางคนเขาก็เลยจะบอกว่าเอ้าพอก็แม่ขึ้น ขายดีอยู่ทำไมลูกถึงนิสัยแบบนี้มันไม่เกี่ยวกับพ่อแม่ไม่เกี่ยวกับ แต่มันเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงดูเขานะคะฉะนั้นคนเรา จะเกิดขึ้นจาก 2 แรงบางคนบอกว่าอาจารย์ขาแต่หน้าหนูที่สวยทุกวันนี้เพราะสิ่งแวดล้อมนะคะเพราะว่า เห็นเขาทำสบู่ไปทำจมูกมาอันนี้มันก็มันก็ยังอยู่ใน 2 อย่างนี้ไง โอเคไหมคือ หน้าตอนเกิดเป็นกรรมพันธุ์หน้าตอนโตอาจจะเป็นสิ่งแวดล้อมอันนี้ก็แล้วแต่แต่มันก็ยังอยู่ ข้อกำหนดอยู่ 2 แรงนี้นะคะ เหมือนกันกับงานเขียนเขาบอกว่างานเขียนหรืองานวิจารณ์ เกิดจากกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อมได้เหมือนกันเช่นสิ่งที่คุณเขียน กำลังเขียนควรใช้มือเขียนอยู่เนี่ยมันอาจจะเป็นการสร้างกรรมพันธุ์ อะไรก็ตามที่ทำให้คุณได้เขียนขึ้นมาไม่ว่าจะเป็นประสบการณ์ ความรู้ความคิด นั่นคือสิ่งแวดล้อมที่สร้างงานชิ้นนี้ขึ้นมานะคะ รวมถึงเวลาที่คุณวิจารณ์ด้วยเช่นกันบางครั้งคุณวิจารณ์เอา กำมะพันก็คืออาจจะเป็นความรู้สึกที่คุณน่ะคิดว่ามันดีหรือไม่ดี แต่สิ่งแวดล้อมมันอาจจะเป็น เหตุผล อื่นที่คุณเอามาใช้ประกอบในการวิจารณ์ด้วยก็ได้นะคะ การวิจารณ์วรรณกรรมทั้ง 5 ยุคนะคะ คราวนี้ ทำเป็นรูปกราฟตามครูทำมือเป็นรูปกราฟ ตอนแรกจะคิดเป็นเส้นตรงยาวมาอันนี้คือเขียนเลข 1 เนาะ แล้วก็ 2 ยุคที่ 2 คือยุค สมัยกลางผิดขึ้นหรือลง ทำไมกล้าขึ้นหรือลง มีคนขึ้นมีคนลงทั้งขึ้นทั้งลงสรุปสมัยกลาง ยุคมืดขึ้นไม่ลง ลงลงก่อนลงก่อนก็คือ การวิจารณ์วรรณกรรมก็คือเหมือนกับถูกลดบทบาทลงนะคะแล้วก็อยู่ที่ 3 Neo Classic ขึ้นขึ้นแบบพุ่งปรี๊ดเลยพุ่งปรี๊ดทีแรกที่ขีดมาด้วยนะคะซื้อให้ ให้ระดับคือสูงกว่า ตรงที่เส้นแรกเลย ยุคที่ 3 ปุ๊บเขียนเลข 3 ไว้ยกที่ 3 อันเคร่งครัดมากก็คือยุคนีโอคลาสสิค อะไรตกลงมาเป็นยุค โรแมนติก ตกลงมายุคโรแมนติกตกลงมาเสร็จแล้วมันแบบเหนือความจริง มันเกินธรรมชาติก็เลยกลับมาสู่ยุคศตวรรษที่ 19 ถึงปัจจุบันก็คือขี่ ลาดยาว เคนะคะชนะการวิจารณ์วรรณกรรมของเราจะเป็นตึกๆแล้วก็หลับยาว เหมือนแบบระบบหายใจและระบบหัวใจของเรานี่แหละนะคะ คำถามช่วยกันตอบเพื่อที่จะทวนนะคะเดี๋ยวเราจะได้ เดี๋ยวสัปดาห์หน้าจะทำอะไรกันดีนะคะ คำถาม ยุค คลาสสิค ประยุกต์อะไรคะ ปีกและโรมัน เคนะยุคคลาสสิกยุคกรีกและโรมัน ยุคที่ คนมีความคิดเหนือโลกเหนือจินตนาการคือยุค โรแมนติก ยุคที่ทุกอย่างต้องเป็นความจริงต้องมีเหตุผลต้องสามารถพิสูจน์ได้ ศตวรรษที่ 19 ถึงปัจจุบันศาสนาคริสต์เริ่มเข้ามามีบท สังคม ศาสนาคริสต์เริ่มเข้ามามีบทบาทกับสังคม แนวคลาสสิคผิดค่ะสมัยกลางยุคที่พยายาม ต่อต้านแนวความคิดคนอื่นแนวความคิดของกรีกและโรมันต้องถูกเท่านั้น นีโอคลาสสิค ยุคที่ระบบศักดินาก็คือพวกเลิกทาสทั้งหลายเนี่ย หายไป ยก โรแมนติก OK ยุคสมัยไหนที่ให้ความสำคัญกับ รูปแบบคำประพันธ์ ยุคนีโอคลาสสิคด้วยแล้วก็ยก คลาสสิคด้วยก็คือทั้งสองยุคเลยก็คือให้ความสำคัญกับรูปแบบคำประพันธ์ ยุคไหนที่วิจารณ์วรรณกรรมที่อาจจะมีการนำเอาชีวประวัติ เขียนมาร่วมวิจารณ์ตัวก็ได้ เอาชีวประวัติของผู้เขียนมาร่วมวิจารณ์ด้วยก็ได้ นายก ยังไงคะ อะไรนะ มันจะได้ยินแว๊บๆ ศตวรรษที่ 19 ราคายุคศตวรรษที่ 19 ถึงปัจจุบันก็คือเอาเป็นแนวความจริง เป็นหลักนั่นเองก็เลยจะเน้นว่า เราก็จะศึกษาทั้งแนวความจริงด้วยบางครั้งอาจจะมีการเอาชีวประวัติของ ผู้เขียนมาใช้ในการวิจารณ์วรรณกรรมด้วยก็ได้นะคะบทเนี้ย ข้อสอบ เป็นแนวความจำแบบที่ครูถามนั่นแหละเพราะว่ายังไม่ได้เริ่มต้น การวิเคราะห์แต่จะให้นักศึกษาจำให้ได้ก่อนว่ายุคสมัยแต่ละยุคเนี่ย มีลักษณะการวิจารณ์ยังไงแล้วมีอะไรที่เกิด ขึ้นบ้างมีความสำคัญยังไงเกิดขึ้น บ้างนะคะคราวนี้ สัปดาห์หน้าที่บอกว่าเดี๋ยวจะเป็นการนำเสนอแบบ นะคะ สัปดาห์หน้าของเรามี 2 งานเลยเนาะทางพัฒนาการวรรณคดีไทยพัฒนาการวรรณคดีไทยก็คือ แค่ไปอ่านศึกษามาแค่เรื่องเดียว ทั้ง 6 คนเนี่ยไปอ่านมาเรื่องเดียวแล้วก็มาพูดให้เพื่อนฟังเฉยๆโอเคไหมเอาแบบ การสร้างแบบ ไม่ต้อง อะไรมากมายแค่คุยแค่กูอยากให้นักศึกษาเหมือนกับว่าศึกษาว่า ในยุคสุโขทัยมันมีวรรณคดีที่น่าสนใจนะแล้วไม่ต้องหาภาพรวมมันเป็นยังไงบ้าง นะคะตรงเนี้ย ไม่ต้องทำ PowerPoint ไม่ต้องทำอะไรแค่ไปอ่านมา อ่านหนังสือมาแล้วก็พูดให้ฟังเฉยๆแต่คราวนี้งานวิชาวรรณกรรมวิจารณ์ บทต่อไปจะเป็นบท ประวัติการวิจารณ์วรรณกรรมในประเทศไทยนะคะ จะให้นักศึกษา แบ่ง เหมือนเดิมครูจะให้นักศึกษาทำงานกลุ่มเป็นส่วน จะได้ลดภาระงานแต่บางคนบอกว่างานกลุ่มก็เป็นภาระหนูนี่แหละค่ะ ก็ขึ้นอยู่กับการบริหารงานของเรานะคะถือว่าครูช่วยได้แค่นี้นะคะ ผู้ช่วยแล้วนะคะ แบ่งกลุ่มดาว กลุ่มละ 4 คน 3 กลุ่ม 4 คน 3 กลุ่ม ครั้งที่แล้ว 2 กลุ่มเนาะ 6 คนเข้านี้ 4 คน 3 กลุ่ม กูก็เป็นห่วงเพื่อนคนที่เขาไม่ค่อยมาแต่เขาจะทำอะไรช่วยเราไหมล่ะ ปกติเขาทำไรช่วยเพื่อนไหมคะ ที่หายไปก็ไม่ใช่ไหมคะ สงสารเขานะคะคือหมายถึงเราเนี่ยค่ะ พี่นิ 4 คน 3 กลุ่มนะคะกลุ่มแรก ไปศึกษา ประวัติการวิจารณ์วรรณกรรมในประเทศไทยยุคสุโขทัย อยุธยาแล้วก็ธนบุรี สุโขทัยอยุธยาธนบุรี กลุ่มที่ 1 เดี๋ยวค่อยไปจับฉลากกันอีกทีนึงค่อยว่ากัน กลุ่มที่ 2 รัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 องค์ที่ 2 รัชกาลที่ 1 รัชกาลที่ 2 รัชกาลที่ 3 กลุ่มที่ 3 รัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 รัชกาลที่ 6 เนื้อหาของเราจะต่อเนื่องการบทที่ 3 กับบทที่ 4 นะคะเพราะว่า ที่ 3 กับบทที่ 4 จะต่อเนื่องกันก็คือประวัติการวิจารณ์วรรณกรรมในประเทศไทยทั้งหมด ที่เหลือครูจะบรรยายให้นะคะเอาแค่ 3 คู่ คราวนี้เนื้อหาที่ต้องทำ แต่ละกลุ่ม ถึงครูจะพูดเยอะก็จริงโห ทุ่มนึงตั้ง 3 รัชกาลไหนอาจารย์มันดูเยอะไปไหมถ้าเปิดเน็ต หรือหาไม่เยอะเลย แต่สิ่งที่กูอยากจะให้เราออกมาพูดให้เพื่อนฟังก็คือ ให้ออกมาพูดว่าแต่ละยุคสมัยเนี่ย เกี่ยวกับวรรณคดีวรรณกรรม เป็นอย่างไรบ้าง และมีการวิจารณ์วรรณกรรม หรือหลักฐานการวิจารณ์วรรณกรรม เป็นอย่างไร ลักษณะของการวิจารณ์วรรณกรรมในยุคที่คุณมานำเสนอเนี่ย เป็นอย่างไร ตัวอย่าง ยก พี่หนึ่งเนี่ยพี่ครูให้ของกลุ่มที่ 1 นะสุโขทัย อาญาธนบุรีเนี่ย สุโขทัยจะเหมือนกับไม่ค่อยมีการวิจารณ์วรรณกรรมเท่าไหร่เพราะเป็นยุคแห่ง การสร้างใช่ไหม แต่พอมาถึงอยุธยา การวิจารณ์วรรณกรรมอย่างครูสอนเอาไว้แล้วว่าการวิจารณ์วรรณกรรมต้องมี 3 วิ แรกก็คือมีการวิเคราะห์ มีที่สองก็คือมีการวิจารณ์และวิธีที่ 3 คือการวิพากษ์ ฉะนั้น มีลักษณะหรือเหตุการณ์อะไรบ้างไหมที่เกิดขึ้นในแต่ละยุค ที่มันใช้ 3 วิ ซึ่ง ถ้ามียุคไหน พี่ใช้ลักษณะ การวิจารณ์ทั้ง 3 วิแสดงว่านี่อาจจะเป็นหลักฐานการวิจารณ์วรรณกรรม นานๆก็ได้นะคะ เช่น การประชุมนักปราชญ์เพื่อที่จะแต่งหนังสือเล่มใดเล่มหนึ่ง การประชุมเนี่ยเรียกคนมานั่งรวมกันแล้วก็มานั่งดูซิว่าเราจะ แต่งยังไงพอคุยกันเสร็จว่าจะแต่งยังไงเสร็จแล้วก็โอเค มาแต่ง เขียนเอาไว้ หนังสือเล่มหนึ่งและกันนักศึกษาคิดว่าใช้ 3วิไหมที่ครูพูดไปเมื่อกี้ ใช่ไหมใช้การวิเคราะห์ไหม คุยกันว่าจะแต่งยังไงเนี่ย รายการวิเคราะห์มาใช้ในการวิจารณ์ไหม คนนึงอ่ะเธอว่าไงเธอว่าไงเธอว่าไงใช้การวิจารณ์ไหม ใช่แล้วถ้าบอกว่าโอเคงั้น โอเคนะเอา 3 คนนี้นะมีคนแต่งหลายคนเอาคนนี้ โอเคงั้นเขียนตามคนนี้นะเอาว่ามาสิเอาแล้วก็เขียนไปใช่การวิพากษ์ไหม ใช่ฉะนั้นลักษณะของเหตุการณ์แบบนี้ก็ถือว่าเป็น การวิจารณ์วรรณกรรมเหมือนกันดังนั้นคุณก็ลองดูว่าในแต่ละยุคสมัย ได้รับมอบหมายไปมีการวิจารณ์วรรณกรรมไหม จะได้เอามาพูดให้เพื่อนฟังก็ถือว่าเราจะได้วิเคราะห์ว่าในแต่ละยุค การวิจารณ์วรรณกรรมแตกต่างกันยังไงบ้างนะคะนี่ก็คือเอาแค่ 9:00 น 3 ก็แค่คำว่า 3 คิวก็ได้ 3 กลุ่มถึงรัชกาลที่ 6 ก็แล้วกันนะคะ 3 กลุ่มก็คือสุโขทัยถึงรัชกาลที่ 6 ที่เหลือเดี๋ยวกูจะบรรยายเพิ่มเติมเองแล้วก็ไม่ต้องกลัวว่าอาจารย์ของหนูหามา ได้แค่นิดเดียวแล้วเพื่อนจะได้ความรู้อะไรครูจะ เติมให้แล้วนะคะ แต่ที่แน่ๆทำพ้อยอะไรมาให้เพื่อนเห็นภาพประกอบด้วยเพราะว่า เราจะไม่ใช่แค่เหล้าเหมือนกับพัฒนาการเนาะพัฒนาการเค้าให้มาเล่าเรื่องเฉย ต้องทำให้ก็ได้ แต่ว่าวรรณกรรมวิจารณ์ให้ทำพลอยด้วยนะคะพัฒนาการวรรณคดีไทย 5 คะแนน อันนี้ 10 คะแนนนะคะอันนี้ 10 คะแนน ต้องแยกแบบนี้เพราะว่าเราเจอกัน 2 ครั้ง 2 วิชานะคะ มีใครมีคำถาม อะไรไหมคะ มีคำถามไหม เนื้อหานอกจากในหนังสือนักศึกษาสามารถหา เพิ่มเติม จากที่อื่นด้วยนะเพราะว่าอย่างเช่นพื้นฐานแต่ละยุคสมัย บางทีอ่ะหนังสืออาจจะไม่เห็นภาพเราก็อาจจะไปดูเพิ่มเติมว่าในช่วงสมัย บรรยากาศบ้านเมืองเป็นยังไงอย่างน้อยเรียนพัฒนาการมาและรู้และว่าพัฒนาการ ในสมัยสุโขทัย เป็นยังไงเป็นการสร้างสรรค์พอดีเลย เดี๋ยวสัปดาห์หน้าเรียน อยุธยาคนที่ได้กลุ่มแรกก็จะได้แบบพูดสุโขทัยกับอยุธยาได้แล้วนะคะ 1 อันนี้คือได้เปรียบเพื่อนเลยกลุ่มแรกนะคะ สละเอานะจ๊ะ OK ถ้าไม่มีคำถามไม่มีเนาะ โอเคถ้าไม่มีคำถามแล้วอาทิตย์หน้าเจอกันค่ะเจอพัฒนาการปอ หัวหน้าเชิญค่ะ ออนไลน์