﻿1
00:01:29,770 --> 00:01:33,770
(อาจารย์) เรียนตามนี้เลย

2
00:01:39,753 --> 00:01:42,095
แต่งงานพลอยที่ส่งมาน่ะ ทำได้ดีนะ

3
00:01:42,095 --> 00:01:46,095
พลอยนะ

4
00:02:12,321 --> 00:02:12,919
5 โมง โอเค เดี๋ยววันนี้เราจะเรียนเรื่องการสื่อความหมาย

5
00:02:12,919 --> 00:02:16,656
นะคะ

6
00:02:16,656 --> 00:02:20,656
เดี๋ยวหลังจากที่เรียนเสร็จนี่ ครูจะมีงานให้ทำ 1 ชิ้นนะคะ

7
00:02:24,068 --> 00:02:28,068
เกิดอะไรขึ้น

8
00:02:28,380 --> 00:02:32,380
มา การสื่อความหมายนะคะ

9
00:02:37,618 --> 00:02:40,632
ลืมเกริ่นก่อน ทำไม รีบไง

10
00:02:40,632 --> 00:02:44,070
เป็นประชุมสำคัญด้วย

11
00:02:44,070 --> 00:02:48,070
ทำไมเราต้องมาเรียนเรื่องสื่อความหมาย รู้ไหม

12
00:02:50,847 --> 00:02:52,314
ทำไมคุณครูต้องเรียนเรื่องสื่อความหมายด้วยล่ะ สื่อความหมายหรือ สื่อ...

13
00:02:52,314 --> 00:02:55,370
สื่อสาร

14
00:02:55,370 --> 00:02:59,370
หรือการสื่อสารนี่ ทำไมเราต้องมาเรียนเรื่องนี้ด้วย

15
00:03:04,542 --> 00:03:08,542
เพื่อที่จะให้... ปกติถ้าเวลาเราสื่อสารน่ะ เราก็อยากให้เขา

16
00:03:09,851 --> 00:03:13,006
คุยกับเรารู้เรื่อง สื่อสารกับเรารู้เรื่อง และสำคัญเลย อย่างไรเราเป็นครูเราต้อง

17
00:03:13,006 --> 00:03:15,990
สื่อสารผู้เรียนใช่ไหมคะ เราเคยเจอเหตุการณ์แบบนี้ไหม

18
00:03:15,990 --> 00:03:19,990
คุณครูสั่งงานไม่รู้เรื่องเลย

19
00:03:22,895 --> 00:03:25,993
เคยใช่ไหม พยักหน้า ในมุมของเรา แล้วก็บอกว่าคุณครูทำงานไม่รู้แต่เดี๋ยวตอนเราไปเป็นครู

20
00:03:25,993 --> 00:03:29,993
เราก็จะบอกว่าอย่างไรคะ ทำไม

21
00:03:32,015 --> 00:03:36,015
นักเรียนนักศึกษาฟังฉันไม่รู้เรื่องเลย เดี๋ยววันนี้เราจะมาดูค่ะ ว่าทำไม

22
00:03:36,269 --> 00:03:38,254
ถึงมีเหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้น จริง ๆ เชื่อไหม ครูสอนมาเป็นสิบกว่าปี

23
00:03:38,254 --> 00:03:39,670
ยังเกิดเหตุการณ์อย่างนี้อยู่

24
00:03:39,670 --> 00:03:43,670
แต่ก็

25
00:03:46,191 --> 00:03:50,191
ลดน้อยลงนะ ถ้าเราใช้หลักการสื่อสารน่ะค่ะ มันก็จะผิดพลาดน้อยลง หรือ

26
00:03:54,737 --> 00:03:58,737
หรือมันทำให้ผู้เรียนเข้าใจได้ง่ายขึ้นนะคะ ถ้าเรารู้หลักการสื่อสารนะคะ วันนี้เราจะมาดูว่าปัจจัยอะไรที่มันทำให้

27
00:04:00,338 --> 00:04:04,338
การสื่อสารต่าง ๆ ของเราน่ะ ผิดพลาด เราก็จะได้ไปใช้ตอนที่เราเป็นครูนะคะ

28
00:04:06,087 --> 00:04:08,904
ก่อนอื่นไม่รู้จักการสื่อสารก่อนนะคะ การพูดคุยเป็นการสื่อสารแน่นอนนะคะ

29
00:04:08,904 --> 00:04:10,724
การสื่อสาร

30
00:04:10,724 --> 00:04:14,724
เป็นอย่างไรน่ะ

31
00:04:19,366 --> 00:04:23,366
มันบอกเราได้ มันบอกความหมายเราได้นะคะ มันก็

32
00:04:25,563 --> 00:04:26,637
ถึงแม้เราไม่พูดน่ะค่ะ เราก็สามารถสื่อสารได้นะคะ สัญลักษณ์ รูปภาพ ข้อความ

33
00:04:26,637 --> 00:04:30,637
ต่าง ๆ นะคะ

34
00:04:30,660 --> 00:04:32,929
ข่าวสาร แน่นอนเป็นการสื่อสารนะคะ

35
00:04:32,929 --> 00:04:36,929
หรือว่าอันนี้เป็นการสื่อสารไหม

36
00:04:39,338 --> 00:04:43,338
เขาจะถามว่าอย่างไรคะ ไม่มีคำพูด ไม่มีข้อความอะไร

37
00:04:44,657 --> 00:04:47,315
แต่ยังสื่อสารได้เลยนะคะ ความรู้สึก อาการต่าง ๆ ก็ถือว่าเป็นการสื่อ

38
00:04:47,315 --> 00:04:49,577
นะคะ อันนี้สื่อสารว่าไม่ชอบ

39
00:04:49,577 --> 00:04:53,577
อันนี้ไม่ชอบมาก ๆ นะคะ ค

40
00:04:57,195 --> 00:05:01,195
ือแบบไม่ชอบมาก ๆ ฉะนั้น การสื่อสาร ก็คือการที่เราถ่ายทอดเรื่องราวนี่แหละ

41
00:05:04,120 --> 00:05:08,120
เรื่องราวข่าวสาร ข้อเท็จจริง ความคิดเห็นของเราก็ได้นะ หรือความรู้สึกของเราก็ได้นะคะ

42
00:05:09,249 --> 00:05:13,249
จากเรานี่ค่ะ ผู้ส่งสารไปยังผู้รับสารนี่แหละนะคะ คือการส่งสาร

43
00:05:17,821 --> 00:05:21,225
ทีนี้เรามาดูองค์ประกอบของการสื่อสาร ครูจะใช้ . 2 คำนี้นะ ครูชอบใช้คำว่าสื่อสาร แปลว่า

44
00:05:21,225 --> 00:05:22,740
ในตำรา ในหนังสือที่เราเขียนน่ะ มันใช้สื่อความหมายนะคะ

45
00:05:22,740 --> 00:05:26,740
ความหมายเดียวกัน

46
00:05:31,436 --> 00:05:35,436
มาดูสิ ประกอบนะคะ อย่างแรกต้องมีคนนี้ค่ะ ขาดคนนี้ไปไม่ได้นะคะ

47
00:05:37,643 --> 00:05:41,643
คนนี้เขาถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการสื่อสาร ขาดไม่ได้เลยนะคะ คือ ผู้ส่งสาร

48
00:05:43,524 --> 00:05:47,524
เขาเป็นคนที่นำข่าวสารนะคะ เรื่องราวต่าง ๆ นี่นะคะ

49
00:05:51,109 --> 00:05:54,288
ไปยังผู้รับ ไปยังผู้รับนะคะ เขาบอกว่าใช้วิธีการสอน วิธีการมีนะเวลาที่เราสื่อสาร

50
00:05:54,288 --> 00:05:56,640
ถ้าว่าจะนะก็คือการพูด

51
00:05:56,640 --> 00:05:58,547
เขียนได้ไหมคะ ว่าวัจนะเนี่ย

52
00:05:58,547 --> 00:06:00,089
อวัจน

53
00:06:00,089 --> 00:06:04,089
คือ ภาษากาย

54
00:06:05,668 --> 00:06:08,738
คือ สัญลักษณ์ รูปภาพต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ข้อความ หรือการเขียนนี่นะคะ

55
00:06:08,738 --> 00:06:12,738
เขาบอกว่าควรใช้ 2 อย่างนี้นะ

56
00:06:14,363 --> 00:06:18,363
ฉะนั้นจะทำให้การสื่อสาร สื่อสารได้ดีขึ้น ถ้าสมมติว่าเราใช้วัจนเฉย ๆ

57
00:06:19,693 --> 00:06:23,265
วัจน คือ มันเป็นการพูดเฉย ๆ มันไม่ได้ใช้สีหน้า Acting นึกออกไหมคะ

58
00:06:23,265 --> 00:06:24,891
ฉะนั้น อันนี้คุณครู คุณครูหลายคนก็

59
00:06:24,891 --> 00:06:28,891
ละเลยสิ่งนี้นะ

60
00:06:31,644 --> 00:06:33,288
หมายถึง ว่าใช้แต่ใช้แต่การพูดน่ะ โดยที่ไม่มีน้ำเสียงเคยเจอคุณครูที่สอนโมโนโทนไหม

61
00:06:33,288 --> 00:06:37,288
ครูเคยเจอ ตอนบ่ายนี่

62
00:06:38,972 --> 00:06:42,972
หลับนะคะ ฉะนั้น น้ำเสียงต่าง ๆ เวลาที่เราพูดน่ะ ก็มีผลต่อ

63
00:06:44,660 --> 00:06:48,660
การรับรู้เหมือนกัน ท่าทางจะช่วยส่งเสริมให้การสื่อสารมันดีขึ้นนะคะ

64
00:06:53,017 --> 00:06:57,017
เร็วไปบอกนะ เนื้อหาสารนะคะ ก็คือเรื่องราวที่เราส่งออก

65
00:06:57,139 --> 00:07:01,139
ไปนี่แหละนะคะ ความรู้ ความคิด ประสบการณ์ สัญลักษณ์ต่าง ๆ นะคะ

66
00:07:05,714 --> 00:07:09,714
และพอมีเนื้อหา เราก็ต้องมีช่องทางนะคะ ช่องทาง ตัวกลางที่จะ

67
00:07:11,369 --> 00:07:13,467
ส่งไปยังผู้เรียนนะคะ ในตอนนี้กูครูใช้ช่องทางอะไรบ้างคะ ที่ส่งไปหาผู้เรียน

68
00:07:13,467 --> 00:07:14,836
ไมค์ ใช้เสียง

69
00:07:14,836 --> 00:07:18,836
อะไรอีก

70
00:07:21,913 --> 00:07:25,913
ก็ต้องมองเห็น PowerPoint ครูใช้ช่องทางในการสื่อสาร คือ PowerPoint ด้วยนะคะ

71
00:07:27,488 --> 00:07:31,488
วิชาการจะมีการสัมผัส มีการดมกลิ่นอะไรพวกนี้ อะไรอย่างนี้นะคะ เข้าไป

72
00:07:32,728 --> 00:07:36,728
วิชาที่ไม่มี วิชานี้ใช้ 2 อย่าง ก็คือมีเสียงให้ได้ยินแล้วก็มองเห็นนะคะ

73
00:07:41,362 --> 00:07:43,549
การรับสาร ผู้รับสารนะคะ Resever นะคะ บุคคล

74
00:07:43,549 --> 00:07:47,549
ลืม...

75
00:08:11,121 --> 00:08:14,360
นะคะ

76
00:08:14,360 --> 00:08:18,360
มาถึงผู้รับสารหรือ Receiver นะคะ

77
00:08:20,739 --> 00:08:24,739
คนนี้เป็นคนที่ต้องรับเรื่องราวของผู้ส่งสารนะคะ นอกจากรับเฉย ๆ นะ

78
00:08:25,341 --> 00:08:29,341
เขายังต้องทำหน้าที่แปลความหมายด้วยนะ แปลความหมายด้วย

79
00:08:32,693 --> 00:08:35,854
นะคะ จากนั้นพอเขาแปลความหมายเสร็จ เขาก็ส่งผลย้อนกลับมานะคะ

80
00:08:35,854 --> 00:08:39,854
ทีนี้ในการเรียนการสอนค่ะ เรากลับมาหน่อย

81
00:08:40,736 --> 00:08:44,736
การเรียนการสอนนี่นะคะ ผู้ส่งสารคือใคร

82
00:08:47,138 --> 00:08:49,138
แน่นอนค่ะ ครูค่ะ โดยส่วนใหญ่เป็นครูนะ ผู้ส่งสารนะคะ

83
00:08:49,138 --> 00:08:51,258
เนื้อหาล่ะ

84
00:08:51,258 --> 00:08:55,258
เนื้อหาล่ะ

85
00:08:59,421 --> 00:09:02,580
เนื้อหา ก็คือความรู้ที่เราจะส่งไปหาผู้เรียนใช่ไหมคะ

86
00:09:02,580 --> 00:09:06,580
ช่องทาง

87
00:09:07,418 --> 00:09:09,707
สื่อต่าง ๆ ใช่ไหมคะ สื่อต่าง ๆ เป็นช่องทางนะคะ

88
00:09:09,707 --> 00:09:12,797
ผู้รับสาร

89
00:09:12,797 --> 00:09:16,797
นักเรียนนะคะ นักเรียนนะคะ

90
00:09:19,307 --> 00:09:23,307
และนักเรียนป้อนกลับ ก็คือตอบกลับมาได้ คือ นักเรียนต้องแปลความหมายของครูให้ได้

91
00:09:27,430 --> 00:09:31,430
สัปดาห์ก่อน ๆ นะ เราพูดถึงจำลองการศึกษาแบบจำลอง

92
00:09:33,910 --> 00:09:36,013
Asual Model ที่ครูให้ทำนี่แหละเขาบอกว่าถ้าคุณครูอ่ะค่ะ คุณครูใช้แบบจำลองอ่ะ

93
00:09:36,013 --> 00:09:40,013
มันจะทำให้การเรียนของ

94
00:09:41,813 --> 00:09:45,813
ของคุณครูมีประสิทธิภาพมากขึ้น และเหมือนกันค่ะ ถ้าคุณครูนี่ถ้าคุณ

95
00:09:47,205 --> 00:09:49,634
คุณครูนี่ ใช้แบบจำลองในการสื่อสารนี่ มันก็จะทำให้การสื่อสาร

96
00:09:49,634 --> 00:09:53,634
ของคุณครูน่ะค่ะ มีประสิทธิภาพเหมือนกัน

97
00:09:59,812 --> 00:10:03,248
ที่นิยมใช้เลยนะนะคะ ก็คือเบอร์โลนี่แหละ เขาเป็นเจ้าพ่อการสื่อสารเลย เบอร์โลบอกว่าถ้าคุณครูใช้

98
00:10:03,248 --> 00:10:07,248
SMCR แล้วก็ปัจจัยข้างล่างนี่

99
00:10:09,611 --> 00:10:13,611
ครูคำนึงถึงปัจจัยที่มันเป็นติ่ง ๆ ย่อย ๆ มานี่ มันจะทำให้การสื่อสารมีประสิทธิภาพ

100
00:10:15,994 --> 00:10:19,994
ในสไลด์นี้ อะไรเหมือนกันคะ องค์ประกอบอะไรเหมือนกัน smcr

101
00:10:30,318 --> 00:10:34,318
อะไรเหมือนกัน SMCR เห็นไ

102
00:10:37,935 --> 00:10:39,995
หม S กับ R เหมือนกัน

103
00:10:39,995 --> 00:10:43,995
S กับ R เหมือนกันเลย

104
00:10:45,194 --> 00:10:49,194
ทำไม S กับ R ต้องเหมือนกันผู้ส่งสาร

105
00:10:50,484 --> 00:10:54,484
ถ้ามาจากผู้รับสารทำไม S กับ R ต้องมีเหมือนกัน

106
00:10:56,779 --> 00:11:00,613
ส่งสารได้อย่างมีประสิทธิภาพ

107
00:11:00,613 --> 00:11:04,613
สงสัยไ

108
00:11:06,635 --> 00:11:10,635
หม เพราะว่าถ้า S กับ R มีเหมือนกันน่ะค่ะ

109
00:11:11,985 --> 00:11:13,292
เขาจะสื่อสารได้รู้เรื่อง สมมติว่า S อ่ะเป็นชาวต่างชาติ

110
00:11:13,292 --> 00:11:16,823
เป็นชาวญี่ปุ่น

111
00:11:16,823 --> 00:11:18,363
แล้วมาถามทางครูเป็นครูเป็นผู้รับสาร

112
00:11:18,363 --> 00:11:22,138
ไม่รู้ภาษาญี่ปุ่นเลย

113
00:11:22,138 --> 00:11:24,929
แล้วครูจะสื่อสารกับ S ได้ยังอย่างไร

114
00:11:24,929 --> 00:11:28,863
มันก็ลำบาก หรือมันก็

115
00:11:28,863 --> 00:11:32,863
มันยากติดต่อการสื่อสารค่ะ ฉะนั้น เบอร์โลถึงบอกว่า

116
00:11:35,068 --> 00:11:39,068
S กับ R ควรมีเหมือน ๆ กันนะคะ ภาษาในการสื่อสารควรมีเหมือนกันนะคะ

117
00:11:40,121 --> 00:11:43,990
ภาษาที่ใช้พูดควรมีเหมือนกัน จะสื่อสารได้ง่าย การที่เราเป็นคนไทยค่ะ

118
00:11:43,990 --> 00:11:47,319
เราใช้ภาษาเดียวกันนะ มันเลยทำให้เราสื่อสารได้ง่ายขึ้น

119
00:11:47,319 --> 00:11:49,176
หรือบางครั้งถ้าเราไปพูดภาษาอื่นน่ะ

120
00:11:49,176 --> 00:11:52,453
ที่มัน

121
00:11:52,453 --> 00:11:56,453
เราไม่เข้าใจน่ะ มันก็ทำให้เราสื่อสารได้

122
00:11:59,084 --> 00:11:59,987
อาจจะเกิดความผิดพลาดได้ง่ายขึ้นนะคะ เจตคติก็ควรมีเหมือนกัน ระดับความรู้

123
00:11:59,987 --> 00:12:03,987
ควรมี

124
00:12:05,638 --> 00:12:09,638
เหมือน ๆ กั นคล้าย ๆ กับเท่า ๆ กัน จะทำให้สื่อสารได้ง่าย ประสบการณ์

125
00:12:10,895 --> 00:12:12,272
S กับ R มีประสบการณ์ในเรื่องนั้น ๆ เหมือนกันก็ทำให้สื่อสารได้ง่าย ระดับสังคม

126
00:12:12,272 --> 00:12:16,272
ระดับสังคม

127
00:12:18,291 --> 00:12:21,915
เศรษฐกิจอะไรอย่างนี้ ถ้ามีเหมือนกันจะทำให้สื่อสารได้ง่าย ต่อมานะคะ

128
00:12:21,915 --> 00:12:25,210
สารก็เป็นเนื้อหา ข้อความ สัญลักษณ์

129
00:12:25,210 --> 00:12:25,989
คำพูด รูปภาพก็ได้ พวกนี้ล้วนเป็น

130
00:12:25,989 --> 00:12:29,989

131
00:12:31,290 --> 00:12:35,290
Message เป็นสารที่จะส่งไปยังผู้รับสารนะคะ แล้วส่งผ่านอะไร

132
00:12:35,409 --> 00:12:39,409
ก็ต้องมีช่องทางในการส่งนะคะ

133
00:12:41,909 --> 00:12:45,873
ช่องทางที่ปกติมนุษย์รับรู้ได้นี่ ก็จะมี 5 ช่องทางด้วยกัน

134
00:12:45,873 --> 00:12:49,504
ดู ฟัง นะคะ ลิ้มรส ดมกลิ่น แล้วก็

135
00:12:49,504 --> 00:12:53,504
สัมผัสนะคะ เราว่าอันไหนเยอะสุด

136
00:12:53,674 --> 00:12:57,674
รับประสาทสัมผัสทั้ง 5 นี่

137
00:12:57,736 --> 00:13:00,521
ดู ฟัง ลิ้มรส ดมกลิ่น สัมผัส

138
00:13:00,521 --> 00:13:03,474
คิดว่าอะไรมากที่สุด

139
00:13:03,474 --> 00:13:07,474
ดูค่ะ เก่งมาก

140
00:13:09,370 --> 00:13:10,927
บางตำราให้ถึง 90 นะคะ 83-90

141
00:13:10,927 --> 00:13:13,042
ถือว่าเลย

142
00:13:13,042 --> 00:13:17,042
แบบ.. ถ้าคุณ

143
00:13:18,919 --> 00:13:20,853
ให้ผู้เรียนมองภาพต่าง ๆ หรือมองข้อความต่าง ๆ ผู้เรียนจะรับรู้ได้ถึง

144
00:13:20,853 --> 00:13:24,853
83-90

145
00:13:26,122 --> 00:13:30,122
เปอร์เซ็นต์ ถ้าดีขึ้นมาหน่อย อันดับที่ดีขึ้นมาหน่อย ก็คือฝั่ง

146
00:13:31,922 --> 00:13:35,922
ได้ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ นิดเดียวเองนะคะ ฉะนั้นเวลาที่คุณครูจะทำ

147
00:13:36,537 --> 00:13:39,638
สื่อ หรือจะอยากให้การสื่อสารได้ดีค่ะ คุณก็ต้องพูด

148
00:13:39,638 --> 00:13:43,638
ใช่ไหมคะ พูด 10 เปอร์เซ็นต์ ถ้ามีภาพ

149
00:13:46,508 --> 00:13:50,508
มีข้อความ มีอะไรที่ทำให้ผู้เรียนมองเห็นน่ะ มันจะทำให้เขาสื่อสารได้ดีขึ้นนะคะ

150
00:13:57,259 --> 00:14:01,259
และนอกจากนั้นนะคะ ปัจจัยที่หลัก ๆ ที่ทำให้

151
00:14:01,374 --> 00:14:05,374
การสื่อสารนี่ มันมีประสิทธิภาพ ก็คือทักษะในการสื่อสารนี่แหละนะคะ

152
00:14:23,301 --> 00:14:27,301
เรียบร้อยค่ะ

153
00:14:27,390 --> 00:14:31,390
รู้สึก...

154
00:14:50,007 --> 00:14:54,007
ทักษะในการสื่อสารนะคะ

155
00:16:50,705 --> 00:16:54,705
มาต่อนะคะ ทักษะในการสื่อสารนะคะ

156
00:16:56,142 --> 00:16:57,283
ต้องมีทั้งผู้ฟังและผู้พูดด้วยนะนะคะ ก็คือผู้ส่งสารกับผู้รับสารด้วยนะคะ

157
00:16:57,283 --> 00:17:01,283
ผู้ส่งสาร

158
00:17:02,705 --> 00:17:06,705
ก็ต้องมีทักษะในการสื่อสาร พูดชัดถ้อยชัดคำ จังหวะต่าง ๆ

159
00:17:08,485 --> 00:17:12,485
ส่วนผู้รับสารก็ต้องมีทักษะในการจับประเด็นจับใจความสำคัญต่าง ๆ

160
00:17:13,900 --> 00:17:17,900
ทัศนคตินะคะ ถ้าติ

161
00:17:19,061 --> 00:17:21,843
ที่จะทำให้การสื่อสารสื่อสารได้ง่ายคือทัศนคติทั้ง 2 อย่าง

162
00:17:21,843 --> 00:17:24,797
ทั้งผู้ส่งสารและผู้รับสารนี่

163
00:17:24,797 --> 00:17:28,797
ควรมีเหมือนกัน ก็คือทัศน

164
00:17:29,558 --> 00:17:32,970
คติที่บวกต่อกัน ถ้าสมมติเราไปคุยกับคนที่เราไม่ชอบน่ะค่ะ

165
00:17:32,970 --> 00:17:35,437
เราก็ไม่อยากสื่อสารกับเขาหรอก หรือ

166
00:17:35,437 --> 00:17:39,437
เราคนที่เป็นผู้รับสาร

167
00:17:40,156 --> 00:17:43,312
พอคนที่เราไม่ชอบมาบอกเราหรือมาสั่งการมา ให้เราทำอะไร

168
00:17:43,312 --> 00:17:47,312
น่ะ เราก็ไม่อยากทำหรอก ฉะนั้น ถ้าทัศนคติ

169
00:17:48,585 --> 00:17:50,917
บวกต่อกันมันจะทำให้เราสื่อสารได้ง่ายขึ้น ที่เบอร์โลเขาบอก

170
00:17:50,917 --> 00:17:53,534
แต่ก็เป็นจริงนะ

171
00:17:53,534 --> 00:17:57,534
แต่ถ้าสมมติว่า เฮ้ย

172
00:17:57,721 --> 00:18:01,721
ไปเจอคนที่ทัศนคติไม่ดีต่อผู้

173
00:18:02,191 --> 00:18:06,191
ผู้ส่งสาร นะคะ ที่จะสงสารน่ะ เราว่าใครต้องเป็นคนปรับ

174
00:18:10,056 --> 00:18:13,303
ระหว่างผู้ส่งสารกับผู้รับสาร เพราะมันมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อกันน่ะ เราว่าใครต้องเป็นคนปรับ

175
00:18:13,303 --> 00:18:17,303
ผู้ส่งสารค่ะ

176
00:18:19,607 --> 00:18:23,607
ผู้ส่งสารจุดเริ่มต้นของสารไง ฉะนั้น เราพูดสำคัญหรือว่าฉันจะต้องไปคุยกับคนที่ฉันไม่ชอบ

177
00:18:26,471 --> 00:18:27,048
แน่นอนเขาจะต้องไม่ฟังเราเขาจะต้องไม่เชื่อหรอก ฉะนั้น เราจะต้องหาวิธีการในการสื่อสารที่มา

178
00:18:27,048 --> 00:18:31,048
ขึ้นนะคะ

179
00:18:35,296 --> 00:18:39,296
ผู้รับสารรอแปลความหมายอย่างเดียว ผู้รับสารที่สบาย ผู้ส่งสารที่ยากนะ ต้องพยายามอธิบายมากขึ้น

180
00:18:39,370 --> 00:18:43,370
ก็รู้ว่าเขาไม่ค่อยฟังเรา หรือเขาไม่มีทัศนคติที่ดีต่อเรา

181
00:18:52,024 --> 00:18:56,024
ระดับความรู้อันนี้ก็สำคัญนะคะ คุณครูหลายคนจะชอบโดนแบบยิ่งเรียนไปสูง ๆ นะคะ ยิ่งโดนว่า

182
00:18:59,899 --> 00:19:00,956
พูดไม่รู้เรื่องนะคะ อันนั้นคือไม่ใช่ว่าเขาไม่เก่งนะ แต่เขาไม่รู้วิธีการที่จะลดระดับ

183
00:19:00,956 --> 00:19:04,956
ความรู้ของเขานะคะ

184
00:19:05,396 --> 00:19:08,654
ฉะนั้น ระดับความรู้ก็มีผล อย่างเช่น ยกตัวอย่างหมอ คนไข้

185
00:19:08,654 --> 00:19:11,383
หมอ คนไข้ เป็นเคสที่เจอบ่อยที่

186
00:19:11,383 --> 00:19:14,774
หมอเขาเก่งมากใช่ไหม เขาเก่ง

187
00:19:14,774 --> 00:19:18,504
น่ะ แล้วคนไข้ก็ไม่ได้เรียนสูงเหมือนเขา

188
00:19:18,504 --> 00:19:22,493
คุณหมอพูดแต่กับแพทย์น่ะ

189
00:19:22,493 --> 00:19:23,761
ศัพท์แพทย์ อาการของคนไข้เป็นนั่นเป็นนี่ แต่เป็นศัพท์แพทย์หมดเลยค่ะ

190
00:19:23,761 --> 00:19:27,761
คนไข้จะรู้เรื่องไหม

191
00:19:28,165 --> 00:19:32,165
ก็ไม่รู้เรื่องนะคะ ฉะนั้น คนที่ควรปรับเป็นใคร

192
00:19:36,223 --> 00:19:36,880
หมอ หมอ ก็คือผู้ส่งสารใช่ไหมคะ ฉะนั้น อย่างที่บอกค่ะ ถ้านึกอะไรไม่ออก ก็ผู้ส่งสารนี่แหละ

193
00:19:36,880 --> 00:19:40,880
คนที่

194
00:19:41,728 --> 00:19:44,481
ทักมันมีการสื่อสารผิดพลาดให้เรากลับไปดูที่ผู้ส่งสารนี่แหละ

195
00:19:44,481 --> 00:19:48,481
ผู้ส่งสาร ทำหน้าที่เป็นผู้ส่งสารได้ดีแค่ไหนนะคะ

196
00:19:50,036 --> 00:19:51,406
ทีนี้หมอ หมอพูดการสื่อสาร หมอก็จะต้องลด

197
00:19:51,406 --> 00:19:52,816
ระดับความรู้

198
00:19:52,816 --> 00:19:54,657
พูดให้

199
00:19:54,657 --> 00:19:58,657
ไม่ใช่ลดแล้วนะ

200
00:19:59,688 --> 00:20:03,688
พูดให้คนไข้น่ะ เข้าใจได้ง่ายขึ้นนะคะ พูดให้คนเข้าใจได้ง่ายขึ้น

201
00:20:07,162 --> 00:20:11,162
ระดับสังคมวัฒนธรรม

202
00:20:14,110 --> 00:20:18,110
ระดับสังคมวัฒนธรรมก็มีผลต่อการสื่อสารเหมือนกันนะ

203
00:22:01,841 --> 00:22:05,841
ระดับสังคมนะคะ

204
00:22:09,584 --> 00:22:12,812
ระดับสังคม วัฒนธรรม ก็มีผลต่อการสื่อสาร อย่างเช่น คุณยายคนนี้นะคะ คุณ

205
00:22:12,812 --> 00:22:16,812
ยายคนนี้เขากำลังแลบลิ้นระหว่างนี้เขากำลังสื่อสารอะไรกับเรา

206
00:22:22,836 --> 00:22:26,836
ถ้าในชาวเปรูนี่ การแลบลิ้นนี่ แปลว่าสวัสดีนะคะ

207
00:22:28,022 --> 00:22:32,022
แต่ถ้ามาเรามาสวัสดีที่ไทยเป็นง เดินไปแล้วแบบเจออธิการบดีที่การแล้วแลบลิ้นใส่นาฬิกา

208
00:22:34,170 --> 00:22:38,170
วัฒนธรรมสังคมก็มีผลต่อการ

209
00:22:42,646 --> 00:22:46,646
การสื่อสารทางเดียว หรือเส้นตรงนี่นะคะ เป็นการสื่อสารสมัยก่อน

210
00:22:49,936 --> 00:22:51,563
สมัยก่อนเราใช้ทีวีวิทยุอย่างนี้ เป็นสื่อในการสื่อสาร มันก็จะสื่อสารได้ทางตรง ไม่สามารถ

211
00:22:51,563 --> 00:22:55,563
โต้ตอบกับเราได้นะคะ

212
00:22:57,704 --> 00:23:01,704
ส่วนสื่อใหม่ ๆ สื่อใหม่ ๆ จะสามารถสื่อสารได้ 2 ทางนะคะ คือ

213
00:23:03,431 --> 00:23:06,945
การพูดคุยโทรศัพท์ การแชตเห็นไหมคะ เดี๋ยวนี้สื่อโซเชียล สื่อโซเชียลต่าง ๆ

214
00:23:06,945 --> 00:23:10,945
ก็จะสื่อสารได้ 2 ทาง คือ โต้ตอบกลับไปมาได้

215
00:23:14,369 --> 00:23:18,369
มาถึงประเภทนะคะ ประเภทของการสื่อสารนะคะ

216
00:23:18,670 --> 00:23:22,670
ก็จะมีการสื่อสารภายใน แล้วก็ระหว่างบุคคลนะคะ

217
00:23:24,761 --> 00:23:28,761
สื่อสารระหว่างบุคคล คือ เราน่ะ สื่อสารกับตัวเองนี่แหละนะคะ คือ เราสื่อสารกับตัวเองนี่แหละ

218
00:23:30,281 --> 00:23:34,281
เราเป็นผู้ส่งสารแล้วก็ผู้รับสารในขณะเดียวกัน

219
00:23:35,466 --> 00:23:39,466
ตอนนี้หลายคนแล้วกำลังคิดอะไรอยู่ ตอนเที่ยงจะกินอะไรดีนะ

220
00:23:41,330 --> 00:23:43,699
ตอนเย็น บางคนอาจจะคิดถึงตอนเย็นเลยก็ได้นะ อันนี้เรากำลังสื่อสาร

221
00:23:43,699 --> 00:23:47,699
กับตัวเองนี่แหละ ใช้คนข้างเยอะด้วยนะ

222
00:23:48,956 --> 00:23:52,956
มนุษย์ใช้สื่อสารนี่ ค่อนข้างเยอะ เราคิดกับตัวเองบ่อย ๆ เหมือนกันนะคะ

223
00:23:55,958 --> 00:23:59,958
มาถึงสื่อสารระหว่างบุคคลนะคะ ก็คือสื่อสารตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปนะคะ

224
00:24:01,169 --> 00:24:03,813
สื่่อสารตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปนะคะ ก็จะมีระดับกลุ่มกับระดับมวลชนนะคะ

225
00:24:03,813 --> 00:24:07,813
ระดับกลุ่มกับมวลชนต่างกันอย่างไร

226
00:24:09,177 --> 00:24:13,177
อะไรนะ

227
00:24:19,119 --> 00:24:23,119
มันเยอะใช่ไหม มันดูเยอะใช่ไหม มวลชนมันดูเยอะใช่ไหม มันก็มีส่วนนะ วิธีดูอย่างนี้ค่ะ

228
00:24:25,105 --> 00:24:29,105
ระดับกลุ่ม เราจะดูที่ว่าผู้ส่งสาร กับผู้รับสารอยู่ที่เดียวกันหรือเปล่า

229
00:24:30,755 --> 00:24:34,755
ตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป ผู้ส่งสารกับผู้รับสารอยู่ที่เดียวกันหรือเปล่า เราเรียกระดับ

230
00:24:35,775 --> 00:24:39,376
ตอนนี้ผู้ส่งสารกับผู้รับสารอยู่ที่เดียวกัน ห้องนี้ ห้องเรียนเป็น

231
00:24:39,376 --> 00:24:43,376
เป็นกลุ่ม ส่วนมวลชน

232
00:24:46,566 --> 00:24:49,880
มวลชนที่พูดก็มีผลนะ ว่ามันเยอะอ้วนชนที่มันเยอะเพราะอะไรผู้ส่งสาร

233
00:24:49,880 --> 00:24:53,880
ผู้รับสารอยู่คนละที่ยกตัวอย่าง เช่น

234
00:24:54,740 --> 00:24:58,740
ทีวีถ่ายทอดทีวีใช่ไหมคะ ถ่ายทอดทีวี ผู้ส่งสารอยู่ไหนคะ

235
00:24:59,869 --> 00:25:02,015
นู้นอยู่กรุงเทพฯ ใช่ไหมคะ

236
00:25:02,015 --> 00:25:06,015
ช่อง 3 นี่ก็อยู่กรุงเทพฯ

237
00:25:07,065 --> 00:25:11,065
แล้วเขาส่งสารมายังผู้รับสารที่กระจายออกไปตามจังหวัดต่าง ๆ

238
00:25:13,959 --> 00:25:17,959
เราเรียกว่าผู้ส่งสารกับผู้รับสารอยู่คนละที่ ที่มันเยอะกว่า เพราะมันกระจายไปได้

239
00:25:19,083 --> 00:25:21,387
ที่ต่าง ๆ ไงคะ มันไม่จำเป็นต้องอยู่แค่ห้องนี้ มันกระจายไปได้ที่ต่าง ๆ

240
00:25:21,387 --> 00:25:24,325
หรือหนังสือพิมพ์

241
00:25:24,325 --> 00:25:28,325
อยู่กรุงเทพฯ เขาก็ก

242
00:25:29,267 --> 00:25:31,177
ระจายไปยังที่ต่าง ๆ จังหวัดต่าง ๆ หนองคายอุบล เชียงราย เชียงใหม่นะคะ

243
00:25:31,177 --> 00:25:35,177
คำถาม

244
00:25:49,304 --> 00:25:51,822
ฉันดูหมอลำผ่าน Live

245
00:25:51,822 --> 00:25:55,822
มวลชน เพราะว่า

246
00:25:58,509 --> 00:26:01,620
ผู้ส่งสารกับผู้รับสารอยู่คนละที่ ฉะนั้น พอเป็นมวลชนน่ะค่ะ

247
00:26:01,620 --> 00:26:04,319
ผู้ส่งสารผู้รับสารจะอยู่คนละที่

248
00:26:04,319 --> 00:26:08,319
ชอบออกข้อสอบนะคะ

249
00:26:13,207 --> 00:26:14,811
หมายถึงปัจจัยนะคะ ปัจจัยที่ทำให้การสื่อความหมายมีประสิทธิภาพ และบริการ

250
00:26:14,811 --> 00:26:16,301
นะคะ

251
00:26:16,301 --> 00:26:20,301
กี่โมงแล้ว

252
00:26:23,194 --> 00:26:27,194
ทักษะในการสื่อสารนะคะ ฟัง พูด อ่าน เขียน อันนี้ก็ต้อง

253
00:26:27,216 --> 00:26:30,477
ชัดเจน  พูดให้ชัดถ้อยชัดคำ

254
00:26:30,477 --> 00:26:31,244
ฟัง สามารถจับประเด็นได้นะคะ

255
00:26:31,244 --> 00:26:35,244
อ่าน น้ำเสียงก็ต้อง

256
00:26:36,708 --> 00:26:40,708
ชัดถ้อยชัดคำนะคะ เขียนข้อความให้ถูกนะคะ การเข้ารหัส ถอดรหัส

257
00:26:41,709 --> 00:26:43,833
รหัส เข้ารหัส คือ การที่เราน่ะ สามารถที่จะ

258
00:26:43,833 --> 00:26:46,714
บอกข้อความ หรือ

259
00:26:46,714 --> 00:26:50,510
ถ่ายทอดเรื่องราวนะคะ โดยการเข้ารหัส

260
00:26:50,510 --> 00:26:54,510
การถอดรหัส ก็คือแปลความหมายออกมาให้ได้

261
00:26:58,775 --> 00:27:02,775
การคิดการใช้เหตุผลนะคะ ก็มีผลต่อการสื่อสารต้องบอกว่ามีผลมากนะ เพราะว่า

262
00:27:03,956 --> 00:27:07,956
เวลาที่ผู้ส่งสารส่งผ่านมาหาเราน่ะค่ะ ผู้ส่งสาร

263
00:27:09,519 --> 00:27:13,519
อาจจะไม่ได้พูดความจริงทุกอย่างก็ได้นะ บนโลกนี้ หรือแม้กระทั่งโลกอินเทอร์เน็ตนะคะ

264
00:27:16,441 --> 00:27:20,115
ใช่ เขาจะสื่อสารความจริงทุกอย่างนะ เราจะเจอ Fake News เยอะนะคะ ในอินเทอร์เน็ตอะไรต่าง ๆ หรือแม้กระทั่งผู้ส่ง

265
00:27:20,115 --> 00:27:24,115
เขาอาจจะไม่ได้พูดความจริงก็ได้ ฉะนั้น เราต้องใช้ทักษะ

266
00:27:27,239 --> 00:27:29,520
ในการคิด และใช้เหตุผลด้วยนะคะ เครื่องมือสื่อสาร อันนี้ก็จำเป็นในยุคนี้เลย ถ้าเราไม่ใช้

267
00:27:29,520 --> 00:27:33,520
เครื่องมือสื่อสาร เรติดต่อกับผู้เรียน

268
00:27:35,229 --> 00:27:38,323
ลำบากเหมือนกันนะคะ สุดท้ายทักษะการใช้อารมณ์นะคะ อันนี้ก็มีผล

269
00:27:38,323 --> 00:27:40,020
การสื่อสารเหมือนกันนะค่ะ คุณครูจะเจอบ่อย

270
00:27:40,020 --> 00:27:42,353
นะคะ อันนี้

271
00:27:42,353 --> 00:27:43,666
ครูนี่ก็ได้ถือว่าเป็น

272
00:27:43,666 --> 00:27:47,666
เป็นคนที่

273
00:27:49,681 --> 00:27:53,336
ควบคุมอารมณ์ได้ดีนะ แต่ก็ยังเจอนะ ถ้าเจออะไร

274
00:27:53,336 --> 00:27:55,791
อันนี้มันจะไม่ใช่ว่า คุณครูไม่ใช่ว่าจะต้อง

275
00:27:55,791 --> 00:27:59,791
ไม่ดุนะ อันนี้ไม่เห็นด้วยนะ

276
00:28:01,176 --> 00:28:04,372
ไม่ใช่ดุอย่างนั้น คือ เราพูดด้วยเหตุผล แต่เราไม่ได้ใช้อารมณ์

277
00:28:04,372 --> 00:28:08,372
เราไม่ได้ใช้อารมณ์คุยกับเขาน่ะค่ะ เราใช้ด้วยน้ำเสียงที่

278
00:28:09,164 --> 00:28:09,909
เรามีเหตุผลกับเขาอย่างนี้นะคะ เราจะเจอคุณครูบ่อย ตอนที่

279
00:28:09,909 --> 00:28:13,909
คลิป

280
00:28:15,864 --> 00:28:19,864
ตอนช่วง covid เจอคลิปโดนคุณครูใช้อารมณ์กับผู้เรียนเยอะมากนะคะ

281
00:28:20,693 --> 00:28:23,177
ในเวลาที่สื่อสารกับผู้อื่นอย่างนี้นะคะ อันนี้ก็ต้องเป็นทักษะ

282
00:28:23,177 --> 00:28:27,177
ที่คุณครูจะต้องฝึกไว้นะคะ

283
00:28:29,710 --> 00:28:33,710
หรืออีกอันหนึ่งที่ครูเจอนะ อารมณ์นี่รวมถึงไม่ใช่ดุ ไม่ใช่หนูนะ อารมณ์อ่อนไหวเหมือนกันนะ ถ้าเจอกัน

284
00:28:35,542 --> 00:28:36,895
ศึกษาฝึกสอนในล่าสุด นักศึกษาครูเพิ่งเจอ ก็คือเด็กไม่ตั้งใจเรียนแบบนี้แหละ เดินเข้าไม่ฟัง

285
00:28:36,895 --> 00:28:38,583
เรานี่

286
00:28:38,583 --> 00:28:41,925
ไปเจอหนักกว่าครูอีกนะ

287
00:28:41,925 --> 00:28:43,389
ฝึกสอนน่ะ เด็กก็จะทำพฤติกรรมแบบนี้กับเราแหละ

288
00:28:43,389 --> 00:28:47,389
แล้วทอย่างไรดี

289
00:28:49,528 --> 00:28:53,528
นี่น้ำตาเริ่มคลอแล้วมัน เจ็บปวดใจน่ะ เออ นักศึกษาฝึกสอนแล้วนะคะ

290
00:28:54,942 --> 00:28:58,942
สอนไปก็ร้องไห้ไปอย่างนี้นะคะ อันนี้ก็เหมือนกันนะอารมณ์อ่อนไหวอ่ะ

291
00:28:59,604 --> 00:29:03,604
เหตุการณ์อย่างนี้ก็ไม่ดีนะนะคะ ไม่ดีสำหรับ

292
00:29:03,972 --> 00:29:05,134
สำหรับการที่เรา ครูมันเป็นเหมือน

293
00:29:05,134 --> 00:29:09,134
มันผู้นำ

294
00:29:10,989 --> 00:29:12,484
เหมือนกัน ออกมาถ้าเราเกิดอ่อนไหวทางด้านอารมณ์ หรือบางครั้งคุณครู

295
00:29:12,484 --> 00:29:14,468
พอเป็นครู

296
00:29:14,468 --> 00:29:18,468
ผู้ฝึกสอนนี่ จะมีอารมณ์อ่อนไหว

297
00:29:18,740 --> 00:29:21,445
อารมณ์อ่อนไหวค่อนข้างเยอะ เวลาที่เจอพฤติกรรมผู้เรียนที่เกเรอะไรอ

298
00:29:21,445 --> 00:29:24,764
ย่างนี้ เคสครูก็เจอ ก็คือ

299
00:29:24,764 --> 00:29:28,764
ร้องไห้ไม่อยากไปสอนนู่นนี่นั่นแต่ก็ต้องพยายาม

300
00:29:30,794 --> 00:29:32,202
บอกเขาแล้วว่าเจอนู่นนี่นั่นนะคะ แต่เขาก็ต้องทำหน้าที่ให้ให้เสร็จในเทอมนี้ให้ได้อย่างนี้นะคะ

301
00:29:32,202 --> 00:29:36,202
ก็จะเจออารมณ์

302
00:29:36,497 --> 00:29:40,497
ส่วนครูมีประเภทหนึ่ง พอเชี่ยวชาญไปเยอะ

303
00:29:42,824 --> 00:29:46,824
ๆ หรือพออายุมากขึ้น อารมณ์ฮอร์โมนต่าง ๆ มันก็มีผลทำให้เป็นอารมณ์ มันจะมี 2 ประเภท

304
00:29:48,458 --> 00:29:50,341
อ่อนไหวมากอารมณ์แบบจี๊ดมากอย่างนี้นะคะ ทั้ง 2 ก็ไม่ดีทั้ง 2

305
00:29:50,341 --> 00:29:54,341
เราควรควบคุมอารมณ์ให้ได้

306
00:29:55,631 --> 00:29:56,980
อันนี้ครูไปนะ ครูขออภัย พอดีครูเดี๋ยวครูไป

307
00:29:56,980 --> 00:30:00,980
ครจะไปประชุม

308
00:30:07,148 --> 00:30:09,863
อันนี้ก็ต้องใช้ทักษะในการเข้ารหัสถอดรหัสเราถึงจะสามารถสื่อสารสิ่งนี้ได้

309
00:30:09,863 --> 00:30:13,863
อันนี้ล่ะต้องใช้ทักษะอะไร

310
00:30:15,297 --> 00:30:16,911
มีคนบอกว่าเจอมนุษย์ต่างดาวกลางวันแสก ๆ

311
00:30:16,911 --> 00:30:20,911
ต้องใช้ภาษาอะไรคะ

312
00:30:22,698 --> 00:30:24,110
คิด วิเคราะห์ และใช้เหตุผล ว่ามันเป็นเรื่องจริงไหม ไม่ใช่เดินไป

313
00:30:24,110 --> 00:30:28,110
แบบ .. จะไปขอหวย

314
00:30:29,909 --> 00:30:31,479
ไม่ได้นะ คิดวิเคราะห์ก่อน คิดวิเคราะห์ก่อน ถ้าสมมติว่าครูสอนกราฟฟิกนี่

315
00:30:31,479 --> 00:30:35,479
อันนี้ครูดูออกเลย

316
00:30:36,210 --> 00:30:40,210
ว่ามันตัดต่อนะ เงาก็ไม่มี ไม่เนียนด้วย แต่บางคนน่ะ

317
00:30:40,339 --> 00:30:44,339
ไม่ได้คิดได้เขาก็จะเชื่อไปเลยว่า เฮ้ย มันมีมนุษย์ต่างดาวจริง ๆ นะ

318
00:30:47,788 --> 00:30:51,788
ทัศนคตินะคะ  ไม่ว่าจะเป็นต่อตนเอง เรื่องที่จะส่งสาร แล้วก็พูด

319
00:30:53,508 --> 00:30:56,261
ก็มีผลนะคะ ต่อการสื่อสาร ต่อตนเองถ้าเราเชื่อว่าเราสื่อสารไม่ดี มันก็ทำให้

320
00:30:56,261 --> 00:31:00,261
สื่อสารได้ดี แต่ถ้าเราขาดความมั่นใจน่ะค่ะ

321
00:31:02,229 --> 00:31:06,229
เขิน กลัวก ลัวต่าง ๆ นะคะ ก็จะทำให้เรา

322
00:31:08,921 --> 00:31:12,921
... การสื่อสารมัน ๆ ยากมากขึ้นนะคะ พอเรามีทัศนคติต่อตนเองที่ไม่ดี

323
00:31:14,442 --> 00:31:18,442
ในเรื่องที่จะสื่อสาร ถ้าเราชอบเรื่องไหนเยอะ ๆ เราก็อยากให้

324
00:31:20,612 --> 00:31:22,144
พูดคุย ก็ทำให้เราสื่อสารได้ดีขึ้นในเรื่องนั้น ๆ แต่กลับกันนะ ถ้าเราไม่เชื่อเรื่องนั้นน่ะ

325
00:31:22,144 --> 00:31:25,832
แต่เราต้องไปสื่อสารน่ะค่ะ ทำให้สื่อสาร

326
00:31:25,832 --> 00:31:28,159
มันก็ทำให้เราสื่อสารได้ไม่ดี อย่างครู

327
00:31:28,159 --> 00:31:32,159
น่ะ จริง ๆ เป็นคนที่ที่

328
00:31:33,367 --> 00:31:34,120
ลึก ๆ นะ แต่ชอบมากได้ไปสอนสิ่งนี้ เพราะว่าเรียนมา

329
00:31:34,120 --> 00:31:38,120
มีแผน

330
00:31:38,387 --> 00:31:42,387
ครูมีความเชื่อว่าแผนเราไม่ต้องมานั่งเขียนละเอียดขนาดนั้นหรอก

331
00:31:43,664 --> 00:31:44,671
หรือไม่ต้องมาตามเกณฑ์หรอก แต่สิ่งที่ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีน่ะ ในความเชื่อของครูนะ

332
00:31:44,671 --> 00:31:48,671
กิจกรรม

333
00:31:50,151 --> 00:31:52,453
ได้ดี แต่เราเห็นแบบฟอร์มในประเทศไทยมา ที่มันมีแบบฟอร์มการเขียนแผนที่

334
00:31:52,453 --> 00:31:56,453
ละเอียดมา อันนี้

335
00:31:58,809 --> 00:32:02,283
ในสาขาเป็นคนที่โดนเรียนเรื่องนี้มาโดยตรง ก็ต้องไปถ่ายทอดเรื่องนี้ ซึ่งก็จะมีความ

336
00:32:02,283 --> 00:32:06,283
แต่สิ่งที่ครูถ่ายทอดให้ดี ก็คือพวก

337
00:32:08,817 --> 00:32:12,817
เทคโนโลยีนี่ ครูเชื่อว่าเทคโนโลยีมันมีประสิทธิภาพ ที่ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีก็ จะเชื่อในเรื่องนั้น

338
00:32:13,906 --> 00:32:17,906
ก็ทำให้อยากสื่อสาร หรืออยากพูดมากขึ้นอย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้น มันจะมีนะ

339
00:32:19,883 --> 00:32:23,883
เวลาที่เราเป็นครูเราจะมีเรื่องที่เราไม่เชื่อมัน แต่ก็ต้องสื่อสารออกไปให้ได้

340
00:32:25,014 --> 00:32:29,014
ได้ดีเหมือนกันนะคะ แล้วก็ทัศนคติต่อผู้รับสาร ก็มีผลต่อการ

341
00:32:31,049 --> 00:32:32,080
ไม่อยาก ไปสอนมัน ไม่อยากไปสอนห้องนี้เลย ก็มีนะคะ แต่คนที่ต้องปรับ ก็คือ

342
00:32:32,080 --> 00:32:33,821
ผู้ส่งสาร

343
00:32:33,821 --> 00:32:37,821
อย่างไร ผู้ส่งสารก็ต้องไป

344
00:32:38,925 --> 00:32:40,657
นี่แหละนะคะ มันยากตรงนี้แหละนะคะ ก็เคยเจอเหมือนกันนะ

345
00:32:40,657 --> 00:32:44,657
มีเหมือนกัน

346
00:32:47,354 --> 00:32:48,164
ไม่อยากไปสื่อสาร ขึ้นในภายในทำงานน่ะ พอเดี๋ยวเราไปทำงานน่ะ เราจะมีไม่ชอบหน้ามันเลยว่าไม่ชอบ

347
00:32:48,164 --> 00:32:52,164
อยากสื่อสารกับ

348
00:32:53,850 --> 00:32:57,850
คนนี้ แต่มันก็ต้องไปสื่อสารเพื่อที่จะให้เขานี่ ทำงานกับเราให้ได้เหมือนกันนะคะ

349
00:32:58,465 --> 00:32:59,706
ฉะนั้น บางครั้งเราได้น้ำหมาย รับผิดชอบให้ทำงานกลุ่มนี้

350
00:32:59,706 --> 00:33:03,706
เราก็จะต้อง

351
00:33:05,304 --> 00:33:09,304
ไปส่งสารกับบางคนที่ทัศนคติไม่ดีต่อเขาเรา ก็เลยต้อง

352
00:33:10,637 --> 00:33:12,420
ไป เพราะเรารู้ว่าเราจะต้องไป สื่อสารกับเขาให้เขาคอยตามเรา ให้เขาเชื่อ

353
00:33:12,420 --> 00:33:16,239
ในเรื่องราวที่เราจะสื่อสาร

354
00:33:16,239 --> 00:33:20,086
นะคะ สุดท้ายก็ผู้ส่งสารนี่แหละนะคะ

355
00:33:20,086 --> 00:33:24,086
ความรู้ ความรู้ในเรื่องที่จะสื่อสาร

356
00:33:24,597 --> 00:33:28,597
กระบวนการ เครื่องมือต่าง ๆ ก็ต้องมีความรู้นะคะ

357
00:33:30,247 --> 00:33:33,523
สถานภาพทางสังคมและวัฒนธรรม

358
00:33:33,523 --> 00:33:37,523
ก็มีผลต่อการสื่อสารนะ โดยเฉพาะคนไทย

359
00:33:38,924 --> 00:33:40,498
ตำแหน่ง ศักดินา ความน่าเชื่อถือ ถ้าเรามีตำแหน่งสูงน่ะค่ะ

360
00:33:40,498 --> 00:33:44,498
คนจะเชื่อเราง่าย

361
00:33:45,271 --> 00:33:47,678
พระ หมออย่างนี้หมอคุณครูอย่างนี้เป็น

362
00:33:47,678 --> 00:33:51,678
ศักดินาที่คนเชื่อถือได้ง่าย

363
00:33:51,720 --> 00:33:53,034
จะเห็นว่าหลายคนชอบปลอมเป็นพระ

364
00:33:53,034 --> 00:33:57,034
เป็นครู

365
00:33:58,037 --> 00:33:59,330
ปลอมเป็นทหารอะไรอย่างนี้ พราะว่าพวกตำแหน่งศักดินานี่ พอเวลาที่ไปพูด

366
00:33:59,330 --> 00:34:03,330
มันเชื่อ

367
00:34:06,009 --> 00:34:07,072
ง่ายๆ  ไป นะคะ มันเชื่อง่าย นะคะ ครูก็เคยเจอนะเหตุการณ์เรื่องตำแหน่งศักดินาตอนมาทำงานแรก ๆ

368
00:34:07,072 --> 00:34:08,235
ด้วยความอายุ

369
00:34:08,235 --> 00:34:11,180
อายุน้อย ๆ นะ

370
00:34:11,180 --> 00:34:13,863
น่าจะประมาณ 27 ตอนนี้มาทำงานแรก ๆ นี่

371
00:34:13,863 --> 00:34:17,462
แล้วก็ได้ไปสอน

372
00:34:17,462 --> 00:34:21,462
คุณครู คศ. 3 คศ. 4 ซึ่งเขาอายุประมาณ

373
00:34:22,340 --> 00:34:25,617
40-50 เดี๋ยวเราจะเจอเหมือนกัน เพราะเดี๋ยวเราจะไปฝึกสอนผู้เรียนมัธยม

374
00:34:25,617 --> 00:34:27,201
วัยราไม่ได้ต่างจากเขา เราไปจะไปเจอเหตุการณ์แบบนี้

375
00:34:27,201 --> 00:34:31,201
สีหน้าแบบ

376
00:34:32,474 --> 00:34:36,474
เป็นใครน่ะ มาสอน อายุแค่นี้ ก็ไม่ได้ต่างกันมากอย่างนี้นะคะ เราจะ

377
00:34:37,442 --> 00:34:41,442
เขาจะมีความไม่เชื่อเราอยู่แล้ว ด้วยเขาไม่ได้ผิดนะ ต้องบอกก่อนนะ

378
00:34:42,428 --> 00:34:46,428
เขาจะเป็นมันเป็นไปโดยอัตโนมัติน่ะ ว่าอายุแค่นี้ทำไมมาสอนฉัน

379
00:34:47,559 --> 00:34:49,247
ไม่ได้มีประสบการณ์อะไรเลย มาสอนฉันได้ไง ฉันอยากได้ครูมืออาชีพ

380
00:34:49,247 --> 00:34:52,634
ไม่อยากได้ครูที่เก่งกว่านี้

381
00:34:52,634 --> 00:34:55,271
มันก็ไม่ได้เป็นความผิดของผู้รับสารนะ

382
00:34:55,271 --> 00:34:59,271
แต่คนที่เขาก็ต้องปรับ

383
00:35:00,439 --> 00:35:03,150
ก็คือผู้ส่งสาร ถามว่าถามว่ามันช่วยอะไรได้ไหม มันไม่ได้ช่วยหรอกสิ่งที่ไปช่วย คือ

384
00:35:03,150 --> 00:35:07,150
เราต้องพยายามสื่อสารให้ดีแหละ แต่

385
00:35:07,176 --> 00:35:11,176
ข้อดีของที่เรารู้หลักการสื่อสาร ก็คือด้วยความที่

386
00:35:13,948 --> 00:35:16,008
ย้อนกลับไปแล้วน่ะ ครูน่ะ จบใหม่แล้วครูได้ไปอบรมให้ครูคศ. 3 คศ. 4 ซึ่งเขาจะมี

387
00:35:16,008 --> 00:35:17,685
ความไม่เชื่อไม่เชื่อถือเราอยู่แล้ว

388
00:35:17,685 --> 00:35:21,485
ของที่เราเด็กใช่ไหมคะ

389
00:35:21,485 --> 00:35:25,197
แต่สิ่งที่ครูเตรียมไป ก็คือครูเตรียมใจ

390
00:35:25,197 --> 00:35:28,872
อันดับแรก เตรียมใจว่าจะต้องเจอเหตุการณ์เหล่านี้ เพราะเรียนมาแล้ว

391
00:35:28,872 --> 00:35:32,872
ครูสอนมาแล้วว่าเวลาที่เราไปสื่อสารน่ะ มันจะมี

392
00:35:35,040 --> 00:35:39,040
ตำแหน่งศักดินาความน่าเชื่อถือที่เขาจะรับสารเราได้ง่ายนะคะ ก็คือเต็มใจแหละ

393
00:35:40,742 --> 00:35:41,655
ไม่ให้ช็อกกับเหตุการณ์นะคะ ซึ่งมันก็เป็นจริงเหมือน ๆ ที่หลักการที่เราศึกษา

394
00:35:41,655 --> 00:35:43,944
คนที่ไม่เชื่อเรา

395
00:35:43,944 --> 00:35:45,098
ฉะนั้น เราก็ต้องเตรียมตัวให้มากขึ้น

396
00:35:45,098 --> 00:35:49,098
เตรียมตัวให้ดี

397
00:35:51,114 --> 00:35:55,114
แล้วเขาเขา ถามมาเราก็สามารถทำได้ แล้วสุดท้ายเดี๋ยวเขาจะฟังเราเอง ฉะนั้น

398
00:35:55,433 --> 00:35:58,168
นักศึกษาต้องใจเย็น ไม่ใช่ครั้งแรกที่เขาจะเชื่อเราอ่ะฉะนั้นเราต้อง

399
00:35:58,168 --> 00:36:02,168
พิสูจน์ให้เขาเห็นว่าเราสอนได้นะ

400
00:36:02,381 --> 00:36:06,381
ไม่อย่างนั้น เราจะไปเจอเหตุการณ์วันนั้นกูเจอก็เจอบ่อยเหมือนกัน

401
00:36:17,900 --> 00:36:19,518
ครูพี่เลี้ยงมา คือ นักเรียนฟัง นักเรียนตั้งใจเลย อันนั้นเพราะอะไร ตำแหน่ง

402
00:36:19,518 --> 00:36:23,518
เพราะว่า...

403
00:36:51,561 --> 00:36:54,170
ครูฝึกสอนคนนี้ สอนได้นะ สอนเก่ง สอนเก่ง

404
00:36:54,170 --> 00:36:58,170
กว่าครูอีก มีนะสังเกตของครูพี่เลี้ยงต้นมี

405
00:37:01,338 --> 00:37:05,338
แน่นอน กลับไปที่ผู้ส่งสารอีก เหมือนกันว่าจะทำให้เขาเชื่อถือได้แค่ไหน ถ้าเกิดปัญหานี้เราก็

406
00:37:05,428 --> 00:37:09,428
ปรับตัวของเรานี่แหละนะคะ ปรับตัวด้วย ปรับใจด้วย

407
00:37:10,419 --> 00:37:14,008
ปัจจัยในการสื่อสาร อันนี้เราพูดถึง

408
00:37:14,008 --> 00:37:15,087
คุณภาพนะคะ ไม่ว่าจะเป็นสัญลักษณ์

409
00:37:15,087 --> 00:37:19,087
เสียง

410
00:37:22,343 --> 00:37:25,288
เครื่องฉาย เครื่องเสียงต่าง ๆ นะคะ หรือภาพดิจิทัลนี่ต้องมีคุณภาพนะคะ ต้องมีคุณภาพ

411
00:37:25,288 --> 00:37:27,442
อย่างเช่น 2 ภาพนี้

412
00:37:27,442 --> 00:37:31,442
ฝั่งนี้มองเห็นจริง ๆ

413
00:37:34,238 --> 00:37:36,744
ฝั่งนี้มองเห็นชัด ส่วนฝั่งนี้เบลอแทบจะอ่านไม่ออกเลยนะคะ ฉะนั้น

414
00:37:36,744 --> 00:37:38,415
คุณภาพก็มีผลน ะ หรือ

415
00:37:38,415 --> 00:37:42,352
ทีนี้เคย

416
00:37:42,352 --> 00:37:46,352
ไม่รู้ว่าเราเคยเจอเหตุการณ์นี้ไหม ที่คุณครูเป็นข้อสอบมา

417
00:37:48,129 --> 00:37:51,119
มาใส่โรเนียวนะ รู้จักเหมียวไหม  ถ่ายเอกสารนี่แหละ จะเป็นขาวดำล้วน จะประหยัด

418
00:37:51,119 --> 00:37:53,848
ใช่ไหมแต่ถามว่า

419
00:37:53,848 --> 00:37:57,848
ภาพนี้สีอะไร

420
00:38:01,245 --> 00:38:05,245
เป็นสีดำหมดนะเนี่ยออกแบบอันนี้ก็มีผลต่อการสื่อสารเหมือนกันนะคะ ฉะนั้น คุณครูต้องดูให้ดีว่า

421
00:38:07,566 --> 00:38:08,560
เวลาที่เราส่งออกสารออกไปนี่ คุณภาพความชัดเจนมันมีแค่ไหน ข้อความนี่

422
00:38:08,560 --> 00:38:12,560
ถูกต้องแค่ไหน

423
00:38:12,890 --> 00:38:16,340
ใกล้หมดละอีกนิดหนึง่ อีกนิดหนึ่ง

424
00:38:16,340 --> 00:38:20,340
แล้วเดี๋ยวจะมีงานให้ทำ 1 ชิ้นนะคะ

425
00:38:21,398 --> 00:38:23,318
เวลาพื้นที่ในการนำเสนอก็มีผลนะคะ เวลา

426
00:38:23,318 --> 00:38:27,318
เวลาที่เราได้

427
00:38:29,445 --> 00:38:33,445
มอบหมายให้สื่อสารนะคะ 10 นาที 20 นาที มีผลต่อการสื่อสาร ถ้า 10 นาที

428
00:38:34,291 --> 00:38:38,291
เราก็สามารถอธิบายได้น้อยน่ะ แต่ถ้าเวลามันมากขึ้น เราก็สามารถ

429
00:38:40,340 --> 00:38:44,340
ใช้ให้มันมากขึ้น อย่างเช่น 1 ชั่วโมง ถ้าเทียบครูครูสอน ก็คือชั่วโมงนี่แหละ

430
00:38:46,036 --> 00:38:50,036
1 ชั่วโมงกับ 2 ชั่วโมงนี่ย เวลาในการถ่ายทอดมันก็มีผลต่อการสื่อสาร

431
00:38:52,877 --> 00:38:56,877
1 ชั่วโมงมันก็ต้องรีบพูด รีบสอนใช่ไหม ได้ 2 ชั่วโมงชิลยิ่งเวลา 4 ชั่วโมงชิวเลย

432
00:38:58,165 --> 00:38:59,694
ย่างไรก็ได้ไม่ต้องรีบเลยนะคะ ยิ่งอาชีวะนะอาชีวะนี่แบบ

433
00:38:59,694 --> 00:39:02,489
กูเคยไปนิเทศ

434
00:39:02,489 --> 00:39:03,822
น่ะ คลาสตั้งแต่ 2 โมง

435
00:39:03,822 --> 00:39:07,822
น่ะ ยันบ่าย 2 โมงอ่ะ

436
00:39:09,587 --> 00:39:13,174
เขานับกันอย่างนั้นเลยนะนะคะ แบบวิชาปฏิบัติเขาปฏิบัติแบบยาว ๆ นะคะ

437
00:39:13,174 --> 00:39:17,174
ฉะนั้น เวลาก็มีผลต่อการสื่อสารนะคะ

438
00:39:20,763 --> 00:39:24,763
อันนี้สาร ปัจจัยสาร เราสามารถถ่ายทอดได้นะ

439
00:39:26,088 --> 00:39:30,088
บุคคล ก็การพูดคุยวัตถุต่าง ๆ นะคะ สื่อสิ่งพิมพ์

440
00:39:32,257 --> 00:39:36,257
สื่อมัลติมีเดียอะไรพวกนี้ สามารถสื่อสารแทนการพูดได้หมดเลย ไม่จำเป็นต้องพูดอย่างเดียวนะคะ

441
00:39:38,628 --> 00:39:42,628
มาถึงอุปสรรค และอุปสรรค หมดล่ะ อันนี้ก็หมดล่ะ

442
00:39:43,028 --> 00:39:46,876
นอกจากปัจจัยมีผลต่อการสื่อสารแล้ว อุปสรรค

443
00:39:46,876 --> 00:39:50,344
ทำให้การสื่อสารของเราผิดพลาดได้เหมือนกันนะคะ

444
00:39:50,344 --> 00:39:52,038
อุปสรรคแรก อุปสรรคภายนอกค่ะ

445
00:39:52,038 --> 00:39:56,038
อันนี้

446
00:39:58,242 --> 00:40:01,934
ทำให้ชีวิตเราลำบากขึ้น ถ้ามันมีอุปสรรคเหล่านี้นะคะ สภาพอากาศเสียงดัง

447
00:40:01,934 --> 00:40:05,934
เวลาที่สอนไปน่ะ ยิ่งสอนอาคาร 9 นี่ มันไม่ได้

448
00:40:07,148 --> 00:40:08,641
ปิดอย่างนี้ ถ้าครูสอนประมาณตอนบ่าย 3 นะ เคยมีคลาสบ่าย 3 เป็นไงคะ

449
00:40:08,641 --> 00:40:12,428
เด็ก ๆ ก็กลับบ้าน

450
00:40:12,428 --> 00:40:16,428
ได้ยินเสียงมอเตอร์ไซค์ ก็แบบอยากกลับกับเขาหรือว่า

451
00:40:17,810 --> 00:40:21,810
บางครั้งมันมีเครื่องบินผ่านอะไรอย่างนี้ ก็เป็นอุปสรรคต่อการสื่อสารได้เหมือนกันนะคะ

452
00:40:23,526 --> 00:40:27,526
ภาษาก็เป็นอุปสรรค เราไม่สามารถสื่อสารได้ทุกภาษานะคะ

453
00:40:28,701 --> 00:40:30,117
ก็เป็นอุปสรรค ทำให้เราสื่อสารได้ยากขึ้นนะคะ คุณภาพ เทคนิค

454
00:40:30,117 --> 00:40:31,522
เ

455
00:40:31,522 --> 00:40:35,522
ทคนิค อุปกรณ์ พวกนี้ค

456
00:40:38,507 --> 00:40:42,507
่ะ อุปกรณ์... แล้วมันไม่ได้ยินก็ทำให้สื่อสารลำบากเหมือนกันนะคะ

457
00:40:45,326 --> 00:40:47,667
อุปสรรคภายใน เมื่อกี้คนอื่นทำให้เป็นอุปสรรคใช่ไหม ทีนี้

458
00:40:47,667 --> 00:40:51,307
ตัวของผู้ส่งสารนี่

459
00:40:51,307 --> 00:40:55,307
หรือผู้รับสารนี่ เป็นอุปสรรคของเขาเองนะคะ

460
00:40:55,308 --> 00:40:56,653
ระดับสติปัญญานะคะ ระดับสติปัญญานะคะ

461
00:40:56,653 --> 00:41:00,653
ผู้เรียนบางคน

462
00:41:03,844 --> 00:41:07,844
พูด 1 ครั้ง เข้าใจ ผู้เรียนบางคนก็ต้องการพูดหลาย ๆ ครั้งนะคะ ระดับสติปัญญาในการสื่อสาร ในการรับรู้

463
00:41:09,965 --> 00:41:13,482
ความผิดปกติทางร่างกายเขานะคะ ก็มีผลต่อการสื่อสารกันนะคะ

464
00:41:13,482 --> 00:41:17,482
ความเหนื่อยล้านะคะ ความเหนื่อยล้าก็มีผลนะตอนนี้

465
00:41:20,196 --> 00:41:22,841
ตอนนี้วันจันทร์ ปกติมันไม่ควรมีเหนื่อยล้านะ แต่ก็มีบางคนที่ไหนล่

466
00:41:22,841 --> 00:41:26,841
ะ ไปทางเอานู่นนี่นั่นมาไง

467
00:41:27,391 --> 00:41:29,625
ความเหนื่อยล่าก็มีผลที่เราไม่อยากจะเท แต่ทีนี้

468
00:41:29,625 --> 00:41:33,625
เวลาที่เราไปเป็นครูค่ะ

469
00:41:35,282 --> 00:41:38,024
ความเหนื่อยล้ามันส่งผลกับเวลาสอนด้วยนะ อย่างเช่น ถ้าค

470
00:41:38,024 --> 00:41:39,794
ุณครู ถ้าคุณครูได้สอนในวันศุกร์

471
00:41:39,794 --> 00:41:42,588
เข้าบ่ายนี่

472
00:41:42,588 --> 00:41:46,588
เป็นอะไรที่วิกฤตสำหรับคุณครูนะคะ คุณครู

473
00:41:48,766 --> 00:41:52,766
จะไม่ค่อยอยากสอนวันศุกร์บ่าย เพราะอะไร ผู้เรียนก็เหนื่อยล้า ผู้สอนก็เหนื่อยล้า เพราะสอนเขาเหนื่อยนะ เป็นนะ

474
00:41:54,024 --> 00:41:58,024
เขาพูดมาตั้งแต่จันทร์ถึงศุกร์นึกออกไหม วันศุกร์นี่ จะเป็นอะไรที่แบบทรมาน

475
00:41:58,244 --> 00:42:02,166
ครูทั้งผู้เรียนด้วย ผู้เรียนก็เหนื่อยล้า ฉะนั้น วิชา

476
00:42:02,166 --> 00:42:06,166
... วิชา ถ้าสมมติว่าถ้า ครูเคยไปพูดเหมือนกันนะ

477
00:42:07,799 --> 00:42:10,582
ถ้าเป็นวิชาพูดแบบบรรยายน่ะ อย่าให้มันสอน วันศุกร์เลย มันไม่ไหว ฉะนั้น วันศุกร์

478
00:42:10,582 --> 00:42:14,582
วันศุกร์บ่ายมันควรปฏิบัติ หรืออะไรที่มันแบบ

479
00:42:16,523 --> 00:42:17,751
ไม่ง่วงอย่างนี้นะคะ ความเหนื่อยล้า ก็มีผลต่อการสื่อสาร ความสนใจ

480
00:42:17,751 --> 00:42:21,751
ก็มีผล

481
00:42:24,081 --> 00:42:28,081
ความสนใจมีผลต่อตัวผู้พูดได้นะ ถ้าสมมติว่าเปลี่ยนครูเป็นดารา หรือไอดอลที่เราชอบนี่

482
00:42:30,278 --> 00:42:31,915
แน่นอนว่าด้านหน้ามีเต็ม หรือแบบทุกคนตั้งใจดู ตั้งใจฟัง เรื่องที่เราสน

483
00:42:31,915 --> 00:42:35,915
ใจ ก็มีผลต่อการสื่อสาร

484
00:42:36,035 --> 00:42:40,035
ฉันสนใจเรื่องนี้เรื่องหมาเรื่องแมวหรือเรื่องอะไรที่เราสนใจ

485
00:42:42,144 --> 00:42:44,586
มันก็มีผลต่อการสื่อสารแต่มันเป็นเวรกรรมของคุณครูค่ะ เรามาเป็นครูและมันมักจะมี

486
00:42:44,586 --> 00:42:47,712
ด้วยความเนื้อหา เนื้อหาการเรียนน่ะ

487
00:42:47,712 --> 00:42:51,712
สิ่งที่มันไม่น่าสนใจมัน

488
00:42:53,196 --> 00:42:56,092
ไม่ได้สนใจเหมือนซีรีย์น่ะ มันไม่ได้สนใจเหมือนเวลาที่เราดูซีรีส์ ดูหนังอะไรต่าง ๆ

489
00:42:56,092 --> 00:42:59,183
แต่พอมันเป็นอย่างนี้ คุณครูก็จะต้อง

490
00:42:59,183 --> 00:43:01,986
พยายามทำให้มันน่าสนใจมากขึ้นนั่นแหละ

491
00:43:01,986 --> 00:43:05,016
นะคะ หมดแล้ว

492
00:43:05,016 --> 00:43:08,130
อันนี้เราคุยไปแล้วแหละ

493
00:43:08,130 --> 00:43:12,130
ผู้ส่งสารในการเรียน ใครคะ

494
00:43:15,238 --> 00:43:19,238
ครูนะคะ ครู ครูส่งเนื้อหาความรู้ใช่ไหมคะ ความรู้ผ่านอะไร

495
00:43:19,394 --> 00:43:20,244
ผ่านช่องทางสื่อต่าง ๆ

496
00:43:20,244 --> 00:43:24,244
ไปยัง

497
00:43:24,835 --> 00:43:27,145
ผู้เรียนนะคะ พอผู้เรียนเข้าใจก็มี feedback กลับมา

498
00:43:27,145 --> 00:43:31,145
ก็ประมาณนี้ในการสื่อสารนะคะ

499
00:44:00,014 --> 00:44:03,826
ครูจะมีคลิปวิดีโอนะคะ ครูจะมีคลิปวิดีโอให้ 3 คลิป

500
00:44:03,826 --> 00:44:07,826
ซึ่งเราจะต้องวิเคราะห์นะคะ

501
00:44:10,753 --> 00:44:14,391
เราจะต้องวิเคราะห์ ว่าคลิปวิดีโอที่ครูให้ดูนี่ มันเป็นการสื่อสาร

502
00:44:14,391 --> 00:44:18,391
มันสื่อสารผิดพลาดเพราะอะไร

503
00:44:19,945 --> 00:44:23,945
เพราะปัจจัยอะไร สาเหตุอะไร อุปสรรคอะไร ที่ทำให้การสื่อสารนั้นผิดพลาด

504
00:44:26,450 --> 00:44:30,450
นะคะ อย่าตอบมั่วเด้อ ให้ตอบที่อยู่ในที่สอนมานะนะคะ

505
00:44:32,601 --> 00:44:34,482
อันนี้ 10 คะแนน ด้วยกัน ครูถึงบอกไงถ้าเราขาดเรียนน่ะ คะแนนเรา คะแนนเก็บ

506
00:44:34,482 --> 00:44:36,939
คนข้างเยอะไงคะ ในวิชานี้

507
00:44:36,939 --> 00:44:39,788
เพราะฉะนั้นมันขาดเรียน 1 ครั้งน่ะ 10 คะแนนหาย

508
00:44:39,788 --> 00:44:43,788
เกรดมันก็ตกไปเลยนะ

509
00:45:16,691 --> 00:45:19,158
เราจะมี 3 คลิปนะ เป็นคลิปสื่อสารที่ผิดพลาดนะคะ การสื่อสารที่ผิดพลาด ที่เรา

510
00:45:19,158 --> 00:45:23,158
พอเจอนี่แหละนะคะ

511
00:45:23,593 --> 00:45:27,593
เขียนชื่อ รหัส ให้เรียบร้อยนะคะ

512
00:45:29,548 --> 00:45:33,548
สามารถใช้เครื่องมือได้ แต่ห้ามคุยกันนะคะ ใครคุยกันครู

513
00:45:35,642 --> 00:45:39,344
Leave กระดาษทันทีนะคะ ยึดกระดาทันทีเพราะว่าในห้องสอบหรือในชีวิตการทำงาน

514
00:45:39,344 --> 00:45:43,060
เลยไม่ได้ไปช่วยคุณนะ คุณต้องช่วยเหลือตัวเองให้ได้นะคะ

515
00:45:43,060 --> 00:45:47,060
เดี๋ยวดูคลิป

516
00:46:00,467 --> 00:46:04,467
เดี๋ยวขอเช็กหน่อยนะคะ ว่าพอเปิดคลิปวิดีโอค่ะ เสียงจะไป

517
00:46:04,767 --> 00:46:08,767
ถึงไหม โอเคนะ โอเคเดี๋ยวขอลองเปิดนะคะ

518
00:46:18,346 --> 00:46:22,346
นี่ค่ะ

519
00:46:26,356 --> 00:46:27,643
เอ๊ะ เหมือนเสียงมันเสียงไม่ไป

520
00:46:27,643 --> 00:46:31,643
เสียงมันไปไหมคะ

521
00:46:35,283 --> 00:46:38,614
เขาได้ยิน แต่เราไม่ได้ยิน

522
00:46:38,614 --> 00:46:40,150
เสียงคลิปออกไหมคะ

523
00:46:40,150 --> 00:46:43,134
เดี๋ยวนะคะ

524
00:46:43,134 --> 00:46:46,392
นี่ค่ะ ออกไหมคะ

525
00:46:46,392 --> 00:46:50,392
เสียงคลิปออกไหมคะ

526
00:47:38,685 --> 00:47:41,252
ระหว่างนี้ให้โอกาสทบทวนนะคะ สิ่งที่สอนมาทั้งหมด ซึ่ง

527
00:47:41,252 --> 00:47:44,436
มันจะสามารถให้เราเอามาตอบในคลิป

528
00:47:44,436 --> 00:47:48,436
ต่าง ๆ ที่ครูจะให้เราทำให้ได้นะคะ

529
00:48:25,047 --> 00:48:29,047
Assure Model ส่งหรือยัง ส่งไปแล้วใช่ไหม

530
00:48:29,600 --> 00:48:33,600
เอามาให้ดูได้นะ

531
00:48:35,815 --> 00:48:38,033
ยังเหลือเวลาอยู่นะคะ ส่งไป แล้วจะบอกว่าให้พลอยทำได้ดีนะ

532
00:48:38,033 --> 00:48:40,631
เอามาดูตัวอย่างพลอยได้เลย

533
00:48:40,631 --> 00:48:43,122
ทำได้ดีเลยนะคะ

534
00:48:43,122 --> 00:48:47,122

535
00:48:47,611 --> 00:48:51,611

536
00:50:54,778 --> 00:50:58,250
ก็ย่อ

537
00:50:58,250 --> 00:51:01,691
ลายมือ กูก็อุตส่าห์มองผ่าน

538
00:51:01,691 --> 00:51:05,691
ลายมือก็ทุกวัน ๆ

539
00:51:29,360 --> 00:51:33,360
เพราะว่า

540
00:51:33,852 --> 00:51:35,496
เราส่งลูกไปเรียนหนังสือ

541
00:51:35,496 --> 00:51:39,496
ก็หวังว่าจะให้ลูก

542
00:51:41,236 --> 00:51:43,454
เป็นคนดี แต่มาเจอคุณครูสอนแบบนี้ก็อึ้งเหมือนกันนะคะ

543
00:51:43,454 --> 00:51:47,454
เล่าให้ฟั

544
00:51:50,144 --> 00:51:54,144

545
00:51:56,652 --> 00:52:00,576
ง โกรธค่ะ อยู่บ้านแม่ยังไม่เคยด่าลูก

546
00:52:00,576 --> 00:52:04,576
เห็นว่าเ ห็นว่ามีการข่มขู่เรื่องระบบคอมพิวเตอร์นี่จริงไหม

547
00:52:04,589 --> 00:52:08,589
เขาเอามาโพสในไลน์กลุ่มผู้ปกครอง

548
00:52:10,002 --> 00:52:14,002

549
00:52:57,088 --> 00:53:00,484
ไปคิดดูนะ ไม่มีสมอง

550
00:53:00,484 --> 00:53:04,484
ความรู้

551
00:53:14,990 --> 00:53:18,990
ติด 0 แหละ ทนมามากแล้ว

552
00:53:25,062 --> 00:53:29,062
ทำตัวอย่างนี้ ทำงานอย่างนี้

553
00:53:31,951 --> 00:53:35,951
สมควรได้เกรดอะไร ถ้าไม่มีสมอง ก็ใช้หัวแม่ตีนคิดก็ได้

554
00:53:40,676 --> 00:53:44,676
ไอ้พวกที่เข้าแต่ไม่เรียนก็ Level หนึ่ง

555
00:53:51,065 --> 00:53:55,065
มึงมีบุญคุณกับกูเหรอวะ

556
00:53:57,307 --> 00:53:59,948
มึงคิดเห็นแก่ตัวหน้าด้านเอาแต่ผลประโยชน์สุด ๆ

557
00:53:59,948 --> 00:54:02,869
หน้าที่ตัวเองยังไม่ทำเลย

558
00:54:02,869 --> 00:54:06,623
สมควรเป็นเด็ก ม. 6 หรือเปล่

559
00:54:06,623 --> 00:54:10,607
า ถ้าไม่มีสมองก็ใช้หัวแม่ตีนคิด

560
00:54:10,607 --> 00:54:14,003
ไม่มีสมองก็ใช้หัวแม่ตีนก็ได้

561
00:54:14,003 --> 00:54:18,003
สมควรเป็นเด็ก ม. 6 หรือเปล่า

562
00:54:28,844 --> 00:54:30,282
(อาจารย์)  โอเคขอบคุณค่ะ พี่อ๊อฟ คลิปแรกนะคะ เป็นเรื่องของการสื่อ

563
00:54:30,282 --> 00:54:34,126
สาร ให้เรา

564
00:54:34,126 --> 00:54:35,964
ฟังนะคะ ดูแล้วก็วิเคราะห์ ว่า

565
00:54:35,964 --> 00:54:39,964
เพราะอะไรเขาถึง

566
00:54:40,391 --> 00:54:44,391
สื่อสารถึงไม่มีประสิทธิภาพ เป็นเพราะอะไร ใคร

567
00:54:45,946 --> 00:54:49,946
เกิดจากปัจจัยอะไร สาเหตุอะไร ที่ทำให้การสื่อสารภายในนั้นไม่มีประสิทธิภาพ

568
00:54:52,089 --> 00:54:56,089
แล้วเดี๋ยวครูจะมีเวลาให้ 5 นาทีนะคะ ในการพิมพ์

569
00:54:57,519 --> 00:55:01,519
ในการเขียนวิเคราะห์นะคะ

570
00:55:10,544 --> 00:55:13,333
กูบอกเลย กูมีเวลา

571
00:55:13,333 --> 00:55:15,874
กูจะลาให้มึงติด 0 อย่างนี้แหละ

572
00:55:15,874 --> 00:55:19,874
ทนมามากแล้ว

573
00:55:27,698 --> 00:55:31,698
เอาตัวอย่างนี้ทำงานอย่างนี้เรียนสภาพทำตัวเองแบบนี้ มึงก็ควรให้เกรดอะไร

574
00:55:33,225 --> 00:55:37,225
ถ้าไม่มีสมอง ก็ใช้หัวแม่ตีนคิดก็ได้

575
00:55:39,892 --> 00:55:43,892
ไอ้พวกที่เข้าแต่ไม่

576
00:55:47,894 --> 00:55:51,894
เรียนก็อีก Level หนึ่ง ยังจะมาบ่น

577
00:55:52,295 --> 00:55:56,295
มึงมีบุญคุณกับกูหรอวะ

578
00:55:56,664 --> 00:56:00,664
ผลประโยชน์

579
00:56:01,062 --> 00:56:05,062
บางทีตัวเองยังไม่ทำเลย

580
00:56:05,357 --> 00:56:08,304
ความรู้

581
00:56:08,304 --> 00:56:12,304
มหาลัยเขา

582
00:56:16,525 --> 00:56:20,525
เปลืองแบตเตอรี่กูด้วย สอนคนอย่างพวกมึงน่ะ

583
00:56:36,481 --> 00:56:37,680
ประมาณนี้นะคะ มีเวลาให้ 5 นาทีนะคะ

584
00:56:37,680 --> 00:56:41,528
ในการเขียน

585
00:56:41,528 --> 00:56:43,077
เพราะอะไร

586
00:56:43,077 --> 00:56:47,077
ใคร

587
00:56:49,201 --> 00:56:50,897
เป็นคนที่ทำให้การสื่อสารทางนี้ไม่มีประสิทธิภาพนะคะ เกิดจากปัจจัยอะไร

588
00:56:50,897 --> 00:56:53,343
นะคะ ที่ทำให้

589
00:56:53,343 --> 00:56:57,343
เขาสื่อสารนี่ ไม่มีประสิทธิภาพ

590
01:00:58,459 --> 01:01:02,459
ไปต่อนะ คลิปที่ 2 นะคะ

591
01:01:27,530 --> 01:01:30,274
ขอบคุณมากลูก เอาไปเลยจิตพิสัย 10

592
01:01:30,274 --> 01:01:34,274
ทำดีเอาหน้า

593
01:01:36,211 --> 01:01:40,211
อะไรของแก เป็นอะไร

594
01:01:41,184 --> 01:01:45,184
เป็นอะไร ทำอย่างไม่เคยเห็น คุณครูเพ็ญศรีคะทำคลิปหลุด

595
01:01:50,690 --> 01:01:54,690
อย่าบอกใครนะ ครูขอร้องเถอะ

596
01:01:59,720 --> 01:02:03,720
ครูทำคลิปหลุดครับ

597
01:02:07,822 --> 01:02:11,822
แปลกใจทำไมครับ

598
01:02:45,302 --> 01:02:49,302

599
01:03:01,219 --> 01:03:05,219
คลิปที่ครูหนีบกระดาษมันหลุดครับ

600
01:03:16,117 --> 01:03:20,117
// ตายแล้ว เมื่อกี้เล่นละครอย่างมาก

601
01:03:30,517 --> 01:03:34,517
ครูคิดว่าคลิปอะไรครับ

602
01:03:38,635 --> 01:03:41,730
มันไม่ใช่ มันเข้าไม่ได้พวกเราเป็นคน

603
01:03:41,730 --> 01:03:45,730
พี่ปรับเป็นคนกดปุ่ม

604
01:03:59,594 --> 01:04:00,423
(อาจารย์) ใคร เป็นอย่างไร ที่ทำให้การสื่อสารครั้งนี้ไม่มี

605
01:04:00,423 --> 01:04:01,370
คุณภาพ

606
01:04:01,370 --> 01:04:03,488
จุดเริ่มต้น

607
01:04:03,488 --> 01:04:07,488
เกิดจากใครนะคะ

608
01:04:10,044 --> 01:04:14,044
แล้วเพราะปัจจัยอะไร ที่ทำให้การสื่อสารครั้งนั้นไม่มีประสิทธิภาพนะคะ

609
01:10:03,141 --> 01:10:04,736
มา คลิปสุดท้ายนะคะ เดี๋ยวที่เหลือเดี๋ยวครูจะมีเวลาให้เรา

610
01:10:04,736 --> 01:10:07,220
อีกทีนะ

611
01:10:07,220 --> 01:10:10,010
สุดท้ายนะคะ

612
01:10:10,010 --> 01:10:14,010
ดูใเกิดจากอะไร

613
01:10:15,556 --> 01:10:19,556
เพราะอะไร ปัจจัยอะไร หรือมีอุปสรรคไหม ที่ทำให้การสื่อสารเขาผิดพลาดนะคะ

614
01:10:25,728 --> 01:10:29,728

615
01:10:29,990 --> 01:10:33,990

616
01:10:49,149 --> 01:10:53,149

617
01:11:00,224 --> 01:11:04,224

618
01:11:05,770 --> 01:11:09,770

619
01:11:12,442 --> 01:11:16,442
ฮัลโหลฮัลโหลฮัลโหล

620
01:11:18,052 --> 01:11:22,052
ไม่รู้เรื่อง

621
01:11:23,647 --> 01:11:27,647
และโรงเรียนอยู่ทางบ้านผีสิงโรงเรียนมา

622
01:11:29,449 --> 01:11:33,449
การถวายสังฆทานโรงเรียน 3

623
01:11:35,025 --> 01:11:39,025
โหลด

624
01:11:42,793 --> 01:11:46,793
3 ถุง 10 บาท

625
01:11:50,125 --> 01:11:54,125
หลวงพ่อวัดมีนาคม

626
01:11:56,963 --> 01:12:00,963
บ้านผีสิงนกเราสนุกสนาน

627
01:12:04,367 --> 01:12:08,367
ความตื่นเต้นความน่ากลัว

628
01:12:15,409 --> 01:12:19,409

629
01:12:23,441 --> 01:12:27,441

630
01:12:28,107 --> 01:12:32,107

631
01:12:35,325 --> 01:12:39,325

632
01:12:40,299 --> 01:12:42,194

633
01:12:42,194 --> 01:12:45,073

634
01:12:45,073 --> 01:12:48,329

635
01:12:48,329 --> 01:12:52,329

636
01:14:54,057 --> 01:14:57,917
(อาจารย์)  ใครเสร็จแล้วมาส่งได้เลยนะคะ

637
01:14:57,917 --> 01:15:01,917
หมดสำหรับวันนี้ละ

638
01:15:04,323 --> 01:15:08,323
โอเคค่ะขอบคุณนะคะเสร็จแล้วค่ะวันนี้ขาขอบคุณค่ะ

