(อาจารย์) อันนี้คือเราสามารถใช้ต่อได้เลย หนังสือมาแล้วนะลูก ไปสั่งได้เลย เล่มละ 100 พี่ล่ามทางนี้เขาก็รอเราเหมืิอนกันใช่ไหม สมาชิกหายไปไหนหมด หัวหน้าใครนะคะ หัวหน้ามาหรือยัง ยัง ถ้าอย่างนั้นเช็กชื่อเลย ดาวค่ะ ดาว โอเค อ้นค่ะ ที่เหลือใครลูก จะได้ไม่ต้องเรียกเลย เฟิร์นอริสรานะ ต่อไปลูก ดบ๊ท วัชฎาภรณ์สีขาวจะไปค่ะ บอล บอลแล้วก็เฟียส แค่นี้นะ ที่เหลือ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 11 12 อีก 3 คนนะถ้าอย่างนั้นครูไม่รอแล้วนะ เริ่มเลยนะคะ จะได้ไม่เสียเวลาพี่ล่ามด้วย คราวนี้หนังสือได้แล้วนะคะ เดี๋ยวไปรับกับคุณบอยได้เลย ร้านคุณบอยแล้วก็แจ้งวิชาวรรณกรรมกับการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ แล้วก็ไปรับหนังสือได้เลย เล่มละ 100 บาท แต่ว่าจะต้องจ่าย ช่วงกุมภาพันธ์ ปลายกุมภาพันธ์เลยนะคะ อันนี้ไปเอาหนังสือมาก่อน เพราะว่าเราจะได้... ของครูด้วยนะคะ คราวนี้วิชานี้ ก็จะเป็นวิชาคนละวิชากับที่เราเรียนครั้งที่แล้วนะ แต่ว่าเราน่ะ ต้องเจอกัน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ แล้วก็เนื้อหาบางส่วนมันจะใกล้เคียงกัน ดังนั้น ก็เลยอยากให้เราน่ะตั้งสติ แล้วก็มีหนังสือครบทั้ง 2 เล่ม เพราะว่าหนังใช้คนละเล่มนะคะ แต่ว่าบางอันที่ครูพูดไปแล้วในอีกวิชาหนึ่ง ้ถาพูดซ้ำก็ให้ถือว่าเป็นข้อดีของเราไปที่จะได้พบทวนเนื้อหาในเรื่องนั้น เนื้อหาในรายวิชาจะเป็นพัฒนาการ กับพัฒนาการวรรณคดีไทย วันพุธ ส่วนวิชานี้วรรณกรรม กับการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ มันก็เลยจะค่อนข้างคล้ายกัน ก็คือวรรณคดีกับวรรณกรรม โอเคนะคะ คราวนี้ครูจะทบทวนก่อน เพราะว่าตอนที่เราเรียนพัฒนาการวรรณคดีเรามีพูดถึงความหมายของวรรณคดีกับวรรณกรรมไปบ้างแล้ว ก็เลยจะทบทวนอีกครั้งหนึ่ง แต่ว่าจะแบบผ่านไปแบบรวดเร็ว ทำไมเหรอคะ เดี๋ยวสักครู่นะคะ เหมือนสไลด์จะมีปัญหานิดหน่อย เหมือนกันกับ... โอเคค่ะ เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยว เดี๋ยวต่อเลยนะคะ ครูพูดค้างไว้ที่ว่าเดี๋ยวจะทบทวนวรรณคดีกับวรรณกรรมนะ จากที่ย้ำไปว่าตอนที่เราไปสอนภาษาไทยเด็กนักศึกษาในอนาคตของเรานี่ เราก็ต้องพูดให้เด็กฟังให้ได้ว่าวรรณคดีคืออะไร วรรณกรรมคืออะไร วรรณกรรมคืออะไร ซึ่งจริง ๆ แล้วคำว่าวรรณคดีกับวรรณกรรมนี่ ปัจจุบันแทบจะไม่ค่อยใช้แบบต่างกันเท่าไร เพราะในอดีตนี่ วรรณคดีครูบอกแล้วว่าถ้าพูดถึงความหมาย เขาจะใช้เป็นความหมายเชิงคุณภาพ ที่บอกว่าวรรณคดีก็คือวรรณกรรมที่ได้รับการยกย่องว่าแต่งดี ก็เลยจะเรียกว่า "วรรณคดี" อันนี้คือความหมายที่เป็นในเชิงคุณภาพ และความหมายที่แบ่งตามความหมายตามคำ นั่นก็คือคำว่า "วรรณะ" บวกคำว่า "คดี" ที่เอามาสมาสกัน มันก็จะแปลว่าแนวทางแห่งหนังสือ ซึ่งคำว่า "แนวทางแห่งหนังสือ" มันก็ไปตอบโจทย์กับเมื่อกี้แหละที่เป็นความหมายเชิงคุณภาพที่บอกว่าหนังสือเล่มไหน แต่งดี ก็จะได้เป็นแนวทางให้กับหนังสือเล่มอื่น ต่อไปได้ นี่ก็คือความหมายของวรรณคดีนะคะ ส่วนวรรณกรรม ก็คือหนังสือทั่วไป หนังสือหรืองานเขียนต่าง ๆ ที่เขียนขึ้นมาเรียกว่า "วรรณกรรม" ทั้งหมด ส่วนอีกการแบ่งแยกหนึ่ง ก็คือในส่วนของเวลา ที่บอกว่าวรรณคดี มันเริ่มมีมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 ที่มีการจัดตั้งวรรณคดีสโมสรขึ้นมา โดยมีการคัดเลือกว่าหนังสือเล่มไหนดี เล่มไหนควรได้รับการยกย่อง เช่น ยอดแห่งลิลิต ก็คือลิลิตพระลอ ยอดแห่งกลอนเสภา ก็อย่างเช่น ขุนช้างขุนแผน เป็นต้น อันนี้เขาก็เลยนับย้อนหลัง แปลว่าดังนั้น หนังสือเล่มตามที่เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 6 ถอยหลังกลับไปก็คือ 6 6 5 4 3 2 1 สามารถเรียกว่าวรรณคดีได้ทั้งหมด ถึงจะไม่ได้รับการยกย่องตามรางวัลอะไรก็ตาม อันนี้ก็คือในแง่ของเวลานะคะ นี่ก็คือความหมายของวรรณคดีกับวรรณกรรม จริง ๆ พูดไปแล้ว แต่ว่าทบทวนให้เฉย ๆ นะคะ อันนี้ก็คือคุณภาพกับเวลาที่แบ่งความหมายของวรรณคดีกับวรรณกรรม ต่อไปคราวนี้เข้าสู่เกี่ยวกับรายวิชาของเรา ก็คือการวิจารย์ การวิจารณ์นี่แตกต่างจากการอ่านทั่วไปแน่ ๆ เพราะว่าถ้าคุณอ่านโดยทั่ว เช่น พระอ่านนิยาย คุณชอบอ่านมากเลย อ่านนิยาย อ่านการ์ตูน อันนั้น เขาจะเรียกว่าอ่านเพื่อเสพ เสพ ก็คือเพื่อความสนุกสนาน อันนั้นก็คืออ่านเพื่อเสพ หรืออ่านหนังสือเรียน เพื่อเอาไว้ใช้ในการสอบ เพื่อเป็นการอ่านแล้วจำอ่านแล้วจำ ๆ อย่างเดียวนี่ อันนั้นก็เป็นอ่านอีกแบบหนึ่ง แต่ถ้าอ่านเพื่อวิจารณ์ เขาจะต้องใช้ทั้งหมด 3 วิด้วยกัน ตามวิที่นี้ไม่ใช่วินาที แต่วินาทีนี้ก็คือวิธีความหมาย วิ ที่ เป็นความหมายแรกที่จะแปลให้เป็นการวิจารณ์ได ้ก็คือ 1. วิจารณ์ที่แปลว่าการแสดงความคิดเห็น วิที่ 2 ก็คือพินิจวิเคราะห์ ก็คือการแยกแยะพิจารณาอย่างละเอียด แล้ววิธีที่ 3 ก็คือวิพากษ์ก็คือการตัดสินประเมินค่าว่าสิ่งนั้นดีหรือไม่ดีอย่างไร คำถาม นักศึกษาเห็นเพื่อนแต่งตัวมาวันนี้ นักศึกษามองว่าไม่สวย นักศึกษาก็เลยบอกเพื่อนว่าวันนี้เธอแต่งตัวไม่สวยเลย ใช้ครบ 3 วิหรือยัง ใช้ครบ 3 วิหรือยัง วันนี้เธอแต่งตัวมาไม่สวยเลย ใช้ครบ 3 วิ หรือยังยังใช้แค่วิจารณ์อย่างเดียว ก็คือแสดงความคิดเห็นใช่ไหมคะ จริงน่ะ ของเราน่ะใช้อีกวิหนึ่งด้วย ก็คือตัดสินตัดสินเขาว่าไม่สวย แต่ถึงแม้ว่าจะใช้ไปตั้ง 2 ก็ยังไม่ครบอยู่ดี โอเคไหม เพราะว่าเรายังขาดการวิเคราะห์ ซึ่งถ้าเราจะเรียกว่าวิจารณ์เพื่อนได้แบบถูกต้องเราก็ต้องบอกเพื่อนว่าวันนี้เธอแต่งตัวไม่สวยเลย เพราะเสื้อสีนี้ไม่เหมาะกับเธอ เสื้อที่สวมเสื้อที่เหมาะกับเธอ ควรจะใส่สีนี้มากกว่า นี่คือกระบวนการของการวิจารณ์ คือการที่ต้องให้เหตุผลประกอบด้วย เพราะเราต้องเข้าใจว่าคำว่า "วิจารณ์" น่ะ ความหมายวิจารณ์มันไม่ได้เป็นความหมายเชิงบวกอยู่แล้ว ถ้าคุณจะไปวิจารณ์อะไรสักอย่างหนึ่ง มันไม่สามารถที่จะทำให้คนที่รับการวิจารณ์ยอมรับได้เต็มที่ หรือแม้กระทั่งคุณเขียนงานส่งอาจารย์ แล้วอาจารย์บอกว่างานชิ้นนี้ไม่ดี เอาไปเขียนมาใหม่ นี่คุณยังไม่ได้รับ คุณยังไม่ได้รับการวิจารณ์ที่ถูกต้องจากอาจารย์นะคะ คุณรู้เอาไว้เลย แสดงว่าอาจารย์ยังไม่ได้ฉแจ้งรายละเอียด ยังไม่ได้ให้เหตุผลกับคุณ เพราะฉะนั้น แน่นอนว่าความรู้สึกของคุณในตอนนั้นไม่ดีแน่ ๆ ถ้าได้รับสิ่งนี้ ฉะนั้น การวิจารณ์วรรณกรรมจึงต้องใช้การแสดงความคิดเห็น การพิจารณา แยกแยะ ให้เหตุผล รวมถึงการตัดสินให้ได้ด้วยว่างานชิ้นนั้นนี่ มันดีหรือไม่ดีอย่างไร คำถาม นักศึกษาอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง แล้วนักศึกษาเอาไปบอกเพื่อนว่า เอาไปอ่านสะ หนังสือเล่มนี้ดีมาก นักศึกษาใช้การวิจารณ์ วิเคราะห์ หรือวิพากษ์คะ ไปอ่านเสียหนังสือเล่มนี้ดีมาก สำหรับเด็กหู วิที่ 1 วิที่ 2 หรือวิที่ 3 ทางนั้นเพื่อนตอบวิเคราะห์ คนอื่นต่อวิพากษ์ ภาคเพื่อนหนูอบอะไร1. วิเคราะห์ วิอะไร 1. เหมือนกัน 3 เหมือนกันโอเค ฉะนั้นคนที่ตอบ 1 ตอนนี้ผิดแต่คนที่ตอบ 3 ถูกนะคะ เหตุผลที่ถูก เพราะวิพากษ์คือการตัดสินแล้ว ฉะนั้น มื่อกี้ครูบอกว่า เราน่ะเอาหนังสือให้เพื่อนพร้อมกับบอกว่าเอาไปอ่านเสีย หนังสือเล่มนี้มันดี แสดงว่าเราน่ะตัดสินแล้วเรียบร้อยผ่านการตัดสินแล้วเรียบร้อย อยู่ที่วิพากษ์ อีกคำถามหนึ่งนักศึกษาอ่านนิยายเรื่องพรหมลิขิต อันนี้ก็คือเพิ่งจบไปนะ สมมุติว่าอ่านละกัน จะอ่านหรือไม่อ่านก็ไม่เป็นไร แต่สมมุติว่านักศึกษาอ่านนิยายเรื่อง พรหมลิขิต แล้วนักศึกษาก็เอาไปพูดกับเพื่อนว่าเธอตัวละครในเรื่องพรหมลิขิตนะ ไม่เห็นเหมือนกับตัวละครที่เขาเอาไปใช้ในการแสดงละครทีวีเลย อย่างเช่น พระเอก จริง ๆ พระเอกต้องนิสัยดีและมีเหตุผลมาก แต่ว่าในละครทีวีไม่มีเหตุผลเลย นักศึกษาใช้วิธีไหนในการวิจารณ์คะ วิเคราะห์ เพื่อนหูใช้วิไหนคะ เพื่อนหูใช้วิไหนเมื่อกี้ อะไรนะคะ วิ 2 วิเคราะห์ คนอื่นวิเคราะห์เหมือนกัน โอเค สรุปว่าส่วนใหญ่ต่อวิเคราะห์ ซึ่งถูกต้องนะคะ เพราะว่านักศึกษา ก็คือใช้การพิจารณาใช้การวิเคราะห์ แยกแยะเป็นส่วน ๆ เรียบร้อยแล้ว แสดงว่าเราอ่านแล้วเราสามารถวิเคราะห์ได้แล้วว่าตัวละครแต่ละตัวลักษณะนิสัยเป็นอย่างไร เราสามารถที่จะเอามาเปรียบเทียบกับละครทีวีได้ด้วยซ้ำ แสดงว่าการวิจารณ์ของคุณน่ะ จริง ๆ คุณใช้ทั้ง 3 วิเลยด้วยซ้ำ เมื่อกี้น่ะ คุณวิเคราะห์อันดับแรก ถูกที่สุด แต่ว่าถ้ามองเป็นภาพรวมคุณสามารถใช้ได้ทั้ง 3 วิเลย เพราะคุณแสดงความคิดเห็นได้ด้วย แต่ว่าพอเอาไป เปรียบเทียบกับอีกละครทีวีมันแตกต่างกัน แล้วก็สุดท้ายคุณสามารถวิพากษ์ได้ด้วยว่าตัวละครตัวนี้จริง ๆ มันดีด้วยซ้ำนะ แต่เอาไปแสดงปุ๊บ มันกลายเป็นไม่ดีเฉยเลย แต่แค่เราน่ะตอบวิเคราะห์เพราะว่าสุดท้ายมันโดดเด่นที่สุด เพราะคุณได้ผ่านการวิเคราะห์แล้วเรียบร้อยนะคะ ฉะนั้น ลักษณะที่ยกตัวอย่างไปเมื่อกี้ คือลักษณะของการวิจารณ์วรรณกรรม ที่ไม่ว่าคุณน่ะจะอ่านหนังสือเล่มไหนก็ตาม แล้วคุณจะใช้การวิจารณ์วรรณกรรมได้ คุณต้องบอกเหตุผล บอกรายละเอียด แล้วก็บอกให้ได้ว่ามันดีหรือไม่ดีอย่างไรนะคะ จากที่ครูยกตัวอย่างไป ครูจะให้ตามชื่อนี้เอาไว้จำไว้ว่าถ้าครูน่ะพูดถึงใครพูดถึงอะไร และให้ดอกจันอะไร นักศึกษาดอกจันไว้เลย แสดงว่าต้องมีข้อสอบแน่ ๆ นะคะ คนนี้ก็คือ ดร.วิทย์ศิวะ ศริยานนท์ อันนี้ให้ดอกจันเหตุผล เพราะถ้าคุณเรียนวิชาวรรณกรรมวิจารณ์ หรือคุณไปสอนวิชาวรรณกรรมวิจารณ์ ชื่อนี้จะต้องมี ปรากฏอยู่ในทุกหนังสือ เพราะคนนี้เป็นคนที่เขียนตำราวรรณกรรมวิจารณ์เล่มแรกของไทย เขียนเมื่อไหร่นั้นไม่ต้องสืบ เรายังไม่ได้เกิดแน่นอน อันนี้ก็คือเป็นผู้เขียนตำราวรรณกรรมวิจารณ์เล่มแรกของไทยนะคะ ซึ่งถ้าพิจารณาข้อความ จะสังเกตว่าถึงเขาจะเขียนยาวแค่ไหนก็ตาม มันก็สามารถสรุปได้แบบที่ครูสรุปให้เมื่อกี้ ว่าแบ่งเป็น 3 วินั่นแหละ นั่นก็คือการพิจารณาลักษณะคำประพันธ์ การแยกแยะส่วนประกอบ ยกออกมาแสดงว่าไพเราะและและงดงามเพียงไร วิเคราะห์ความหมายบทประพันธ์นั้นถ้าความหมายซ่อนเร้นอยู่ ก็ใช้ปัญญาอย่างให้เห็นทะลุปรุโปร่ง แสดงให้ผู้อ่านเห็นตาม ถ้าความหมายกระจัดกระจายก็พยายามประติดประต่อให้เป็นรูปเขาพอที่ผู้อ่านจะเข้าใจได้ไงก็คือเขาจะเขียนยาวแค่ไหนก็ตาม ก็สรุปสั้น ๆ ได้ว่าการวิจารณ์วรรณกรรม ก็คือการแสดงความคิดเห็นการพิจารณาแยกแยะ แล้วก็การตัดสินประเมินค่านั่นเองนะคะ อันนี้ก็คือสรุปการวิจารณ์วรรณกรรม ที่เราต้องได้เรียนในเทอมนี้ ที่เราต้องได้วิจารณ์ในเทอมนี้นะคะ คราวนี้ดูธรรมชาติของการวิจารณ์วรรณกรรม ธรรมชาติของการวิจารณ์วรรณกรรม ข้อไหนติ๊กถูกแสดงว่าใช่ ข้อไหนติ๊กผิดแสดงว่าไม่ใช่นะคะ ข้อแรกไม่ใช่งานเขียนที่แสดงความประทับใจ ฉะนั้น ถ้าเกิดว่าคุณจะเขียนชมอย่างเดียว นั่นไม่ใช่การวิจารณ์แล้ว คุณต้องยอมรับว่าไม่ได้มีใครเขียนดีไปเสียทุกคน ฉะนั้น หนังสือที่คุณหยิบมาวิจารณ์ก็ไม่จำเป็นต้องดีไปเสียทุกเล่มก็ได้ นักศึกษาเริ่มจับกลุ่มแล้วก็หานิยายบ้างหรือยังเริ่มหรือยังมีกลุ่มไหนเริ่มหาบ้างแล้วคะ มีมองไว้อยู่ใช่ไหมคะ เรื่องอะไรโต๊ะ โตะจังแปลเหรอ เป็นหนังสือแปลใช่ไหมคะ อัตราเดี๋ยวลองให้เขาดูก็ได้ว่าใช่น้อนิยายไหม โอเคครู ให้ห้องนี้เป็นกลุ่มละกี่คนนะ 3 ใช่ไหม 3 โอเค ทีนี้ ก็ถ้าหาไว้ก็เหมือนที่ว่านั่นแหละ ว่าหนังสือที่เราหามา เราอ่านแล้วสนุกจริง แต่บางที่ลักษณะสิ่งที่เราจะวิจารณ์มันอาจจะไม่ได้ดีเสมอไปก็ได้ เช่น ตัวละครมันสมเหตุสมผลไหม นี่ 2 ถ้าเกิดว่าในนวนิยายที่คุณอ่านนี่ เขากำลังบรรยายว่าพระเอกมีฐานะยากจนมาก บ้านหลังเล็ก หลังคามุงกระเบื้อง นักศึกษาคิดว่าสมเหตุสมผลไหม ยากจนแต่บ้านหลังคามุงกระเบื้อง ไม่สมเหตุสมผลแน่ ๆ ใช่ไหม ถ้ามันยากจนขนาดนั้นก็ต้องหลังคามุงอะไร มุงสังกะสี มุงจากอะไรก็ว่าไป นี่ก็คือการวิเคราะห์วิจารณ์แล้ว ฉะนั้น เราสามารถที่จะหาได้ตั้งแต่แบบนี้เลย นี่ก็คือไม่ใช่การเขียนประทับใจ แต่ถามว่าเออถ้ามันดีจริงเขียนชมได้ไหม ก็ได้แหละ ก็เขียนชมขาไป หมายถึงก็ไม่ได้ชมแบบอวยไส้แตกอย่างเดียวนะคะ แล้วก็ 2ไม่ใช่การศึกษาตามอำเภอใจ ตามอำเภอใจก็คือจะเอาไปวิจารณ์อะไรก็ได้โดยที่เราไม่มีความรู้เลย มันก็เลยเป็นสิ่งที่เรานี่ต้องมาเรียนอยู่ในขณะนี้ว่าเราต้องหาความรู้เกี่ยวกับการวิจารณ์ เพื่อที่จะเอาไปใช้ในการวิจารณ์ของเราจริง ๆ เช่นถ้าเป็นเมื่อก่อน ถ้าเราไม่ได้เรียนการวิจารณ์วรรณกรรม เราก็จะบอกแค่ว่าหนังสือดี เหมาะสมให้ผู้อ่านนำไปอ่าน จบ นี่ไม่ใช่การวิจารณ์วรรณกรรม แต่ถ้าคุณเรียนการวิจารณ์วรรณกรรม แบบคนมีความรู้ควรต้องก็บอกว่าหนังสือเล่มนี้ดี ดีอย่างไร เหมาะกับเพศไหน วัยไหน เป็นต้นนะคะ อันนี้ก็คือยกตัวอย่างนะ ทีนี้การวิจารณ์วรรณกรรมต้องมีกระบวนการวิเคราะห์ ตีความ ประเมินค่าชิ้นนั้นด้วย ก็ที่ครูพูดไปเมื่อกี้แหละว่าก็ในเมื่อมันไม่ใช่งานเขียนตามอำเภอใจไง มันต้องผ่านการคิด วิเคราะห์ ตีความ ประเมินค่านะคะ ซึ่งจากสิ่งที่พูดถึงเมื่อกี้ก็เลยทำให้เรารู้ว่าการอ่านเพื่อวิจารณ์ไม่ได้เหมือนกับการอ่านทั่วไป เพราะว่าการอ่านเพื่อวิเคราะห์ สารควรต้องใช้การวิเคราะห์พิจารณาอย่างละเอียด แต่อ่านทั่วไป เช่น อ่านหนังสือสอบ เน้นจำอย่างเดียว บางคนเน้นจำอย่างเดียว จำได้ทำได้ บางคนบอกว่าไม่ค่ะหนูน่ะเน้นวิเคราะห์ ถ้าวิเคราะห์ได้หนูถึงจะทำได้ ก็ใช่ แต่ก็มีบางคนอีกเหมือนกัน ที่เน้นอ่านแบบท่องจำนะคะ หรือแม้กระทั่งหนูไม่ชอบอ่านหนังสือเรียนค่ะ หนูชอบอ่านการ์ตูน อ่านนวนิยาย นั่นแหละก็คือคุณอ่านเพื่อเสพ เพื่อยึดอ่านนะคะ ทีนี้หลักในการอ่านวิจารณ์ 1. เลย ต้องอ่านซ้ำหลายครั้ง เพื่อคร่ำครวญ คร่ำครวญหรือใคร่ครวญนะคะ เป็นการอ่านเพื่อที่จะให้เราหาจุดให้ได้ ถ้าอ่านรอบเดียวมันก็แค่เพื่อเสพ เช่น คุณอ่านแล้วคุณร้องไห้ตามพระเอก เพราะพระเอกตายตอนจบ นี่ก็คือคุณอ่านแบบตกหลุมพรางแห่งเวทนา เพราะว่ามันอินไง มันอินแสดงว่าเสพอยู่ คไหมแต่ถ้าคุณอ่านเพื่อวิจารณ์นั่นแสดงว่าคุณต้องไม่ใช่การเสพแบบเนี้ยคุณก็คืออ่านแล้ว ทำไมพระเอกถึงตาย เราต้องหาเหตุผลให้ได้ อ๋อ เพราะว่าเป็นแบบนี้พระเอกถึงตาย หรือแม้กระทั่งอ่านนวนิยายเก่า ถ้าใครที่เคยอ่านแบบ... หรือใครที่เคยดูละครพีเรียดหน่อย นางร้ายจะร้าย ร้ายสุด ๆ ซึ่งความร้ายสุดของนางร้ายนี่ บางเรื่องก็จะมีที่มาว่านางร้ายนี่ เคยเป็นแฟนของพระเอกมาก่อน เคยดูอะไรแบบนี้ไหม เคยเป็นแฟนของพระเอกมาก่อน แล้วก็วันหนึ่งพระเอกนี่ โดนจับแต่งงานกับนางเอก นางเอกเป็นใครก็ไม่รู้ แล้วอยู่ดี ๆ พระเอกนี่ก็ต้องมาแต่งงานกับนางเอก นางร้ายก็เลยจำเป็นต้องร้ายและทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้พระเอกกลับมา แต่ว่าสุดท้ายก็อย่างว่าแหละ เขาตั้งเอาไว้แล้วไงว่าใครเป็นพระเอก ใครเป็นนางเอก มันก็เลยทำให้สุดท้ายพระเอกกับนางเอกได้คู่กัน ซึ่งถ้าเรามองแบบเสพงานทั่วไป เราก็จะบอกว่า เออ ก็สมแล้วล่ะ ที่นางร้ายแบบที่ไม่ได้คู่พระเอก แต่ถ้าคนมองแบบนักวิจารณ์เขาก็จะมองว่าที่มาของความร้ายน่ะเขามีเหตุผลของความร้ายนะ ก็เป็นเพราะว่าเขาโดนแย่งคนรัก เขาก็เลยทำให้ต้องมาทำร้ายนางเอก ประมาณนี้นะคะ ทีนี้พึงรู้เอาไว้รักการอ่านเพื่อวิจารณ์นี่ บางครั้งควรนำศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย แล้วก็เป็นสิ่งที่ไม่มีข้อยุติ สามารถที่จะวิจารณ์ได้แบบเต็มรูปแบบ นำศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่นคุณต้องการที่จะวิจารณ์วรรณคดีเก่า ซึ่งวรรณคดีที่เขียนขึ้นในสมัยนั้นนี่ ผู้หญิงกับผู้ชายมีความไม่เท่าเทียมกัน แล้วอยู่ดี ๆ คุณจะมาเขียนแล้วบอกว่าคุณจะวิจารณ์บอกว่าวรรณคดีเรื่องนี้ไม่เหมาะสม เพราะทำไมผู้หญิงถึงต้องตกเป็นอะไรล่ะ ของเล่นของผู้ชาย ทำไมผู้หญิงจะต้องยอมทำตามผู้ชายทุกอย่าง ซึ่งถ้าคุณมองแบบนั้น ถ้าคุณตั้งคำถามแบบนั้น แสดงว่าคุณยังไม่เข้าสภาพสังคม ที่เกิดขึ้นในขณะนั้น หรือเปลี่ยนแปลงไป หรือแม้กระทั่งคุณวิจารณ์วรรณกรรมปัจจุบัน ที่ผู้หญิงสามารถแต่งงานได้หลายครั้ง ใครเคยดูละครสามีตีตราไหมคะ ที่พลอย เฌอมาลย์ เป็นนางเอก เคยดูใช่ไหม ซึ่งเป็น... เขาเรียกว่าอะไร ถือว่าเป็นละครยุคใหม่ที่ทำให้เห็นว่าผู้หญิงสามารถแต่งงานได้หลายรอบใช่ไหม นางเอกแต่งงานหลายครั้งมาก จนสุดท้ายก็ได้มาพบรักที่แท้จริงกับพระเอกเลยอยา่งนี้ โดยถ้าคนที่เอาความคิดแบบโบราณไปวิจารณ์ละครเรื่องนี้ ก็จะมองว่านางเอกเป็นตัวอย่างที่ไม่ดี ที่ไม่เหมาะสม ที่จะได้รับความรักที่แท้จริง เหตุผลเพราะว่าเขาแต่งงานแล้วหลายรอบอะไรอย่างนี้ เพราะค่านิยมไทยผู้หญิงควรที่จะมีผัวเดียวก็ว่าไป แต่พอมีคนอื่นมาอ่านงานของคุณ คุณอาจจะโดนวิจารณ์ต่อไปอีกได้ว่าโถ ทำไมคุณไม่เข้าใจความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เพราะยุคสมัยปัจจุบันนี่ ผู้หญิ งผู้ชายมีความเท่าเทียมกัน เปิดกว้างแล้ว ฉะนั้น ผู้ชายแต่งงานได้หลายครั้ง ผู้หญิงก็มีโอกาสจะแต่งงานได้หลายครั้ง เพื่อที่เขาจะมีรักที่แท้จริง มีครอบครัวที่สุขสมหวังที่แท้จริงบ้างเหมือนกันนะคะ อันนี้ก็คือเป็นเหมือนกับว่าถ้าคุณจะวิจารณ์ คุณต้องรู้จักการวิเคราะห์หรือการนำศาสตร์อื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และอีกอย่างหนึ่งที่บอกว่าการวิจารณ์วรรณกรรมไม่มีข้อยุติ ไม่มีข้อยุติหมายถึงสิ่งที่คุณคิดว่าวิจารณ์ว่าดีแล้ว มันอาจจะมีสิ่งที่ดีกว่าก็ได้ ดังนั้น ในรายวิชาของครู ถ้างานไหน คะแนนเต็มเท่าไร เกี่ยวกับการวิจารณ์วรรณกรรม ครูจะลดลงมา 1 คะแนน เช่น ถ้าคะแนนเต็ม 10 สูงสุดที่ครูจะให้ คือ 9 9 ในที่นี้ก็คือดีที่สุดของครูแล้ว แต่มันอาจจะดีได้กว่านี้อีก เพราะงานวรรณกรรมมันยังไม่มีข้อยุติ มันอาจจะดีมากกว่านี้อีกแต่เผอิญว่าครูเป็นผู้ให้คะแนนในรายวิชานี้ ครูก็เลยจะให้สูงสุดแค่ 9 แต่เราไม่ต้องตกใจ แต่ว่าอาจารย์ถ้าได้ 9 ถ้าเกิดว่าอีกคะแนนเดียวคงหนูจะได้ A จะทำอย่างไร ไม่ต้องห่วงค่ะ ถ้าเกิดว่าได้ 9 ขนาดนั้นคุณก็ต้องได้ A อยู่แล้วแหละซีเรียสว่าคะแนนหายไป 1 คะแนนจะไม่ได้นะคะ อันนี้ก็คือเป็นเรื่องของการวิจารณ์วรรณกรรมนะ คราวนี้ครูจะยกตัวอย่างนิดหนึ่งว่าการวิจารณ์วรรณกรรมนี่ มันจะมีบางอันที่เราก็มองแล้วเราก็สามารถวิเคราะห์วิจารณ์ได้ มีใครได้ไปดูนาคี นาคี 2 ในโรงไหมคะ นาคี 2 ที่ ณเดช ญาญ่าแสดง ไม่ได้ดูใช่ไหม ห้องนี้คือชอบดูหนังโรงไหมนี่ ต้องถามกับมันฝรั่งลงไหม เอาแบบอื่น ๆ ใช่ไหม โอเค muouhครูจะวิจารณ์ฉากให้เราฟัง แล้วเราลองพิจารณาดูสิว่ามันสมเหตุสมผลไหม คำถามแรกเลย คุณคิดว่าบ้านเมืองที่มีพญานาคนี่ ภูมิประเทศควรเป็นแบบไหน อยู่ใกล้น้ำใช่ไหม 1. เลยอยู่ใกล้น้ำ 2. ด้วยความที่ว่าตามเรื่องเดิมนะ เขาจะพูดถึงว่าพระเอกกับนางเอกนี่ อยู่หมู่บ้านที่อยู่แถบจังหวัด ที่มีปราสาท ที่มีปราสาทหิน เราก็เลยอาจจะเดาได้ว่า เออ มันอาจจะอยู่แถบบุรีรัมย์ สุรินทร์หรืออะไรสักอย่างหนึ่ง ถูกไหม มันมีแบบแนวปราสาทหินโบราณ อะไรอย่างนี้ คราวนี้ฉากเริ่มต้นเปิดมาที่พระเอกได้ไป... ได้ไปบรรจุทำงานอยู่ที่จังหวัดหนึ่ง ซึ่งจังหวัดนะนี่เริ่มต้นด้วยการที่มีขบวนผีตาโขนขึ้นมา นักศึกษาคิดว่าขบวนผีตาโขนคือจังหวัดอะไร เลย คือมันมีที่เดียวจริง ๆ ในภาคอีสาน ที่ไม่ต้องสืบ ซึ่งครูก็ได้อีหยังวะ คือจากที่เราเคยดูละครทีวีใช่ไหม ไม่ได้อยู่เลยนี่นาแต่ทำไมฉากแรกพระเอกถึงไปเปิดตัวที่จังหวัดเลย เพราะมันเดาเป็นอื่นไปไม่ได้หรอก มันเป็นได้แค่เลยทีเดียว คำว่า "ผีตาโขน" อะไรอย่างนี ้แล้วก็เพราะหากต่อมาหนังเรื่องนี้หนังเรื่องนี้คือพยายามที่จะบอกว่าที่นี่คือภาคอีสาน แล้วจะพยายามใส่ความเชื่อทุกอย่างของภาคอีสานเข้าไป ด้วยการที่เชื่อว่ามีพญานาค มีผี สิ่งที่เขาใช้ในการแบ่ง ป้องกันพญานาคหรือกันผี คือ 1. ผู้ชายทาเล็บสีแดง ผู้ชายทาเล็บสีแดง ความเชื่อของเราภาคอีสานคืออะไร ผีอะไร ผีแม่ม่าย ถ้าผู้ชายทาเล็บสีแดงจะกันผีแม่หม้าย แล้วอีกอันหนึ่ง เอาเสื้อสีแดงห้อยอยู่หน้าบ้าน คือกันผีอะไร เอาเสื้อสีแดงห้อยอยู่หน้าบ้าน ผีแม่หม้ายเหมือนกันใช่ไหม แถวบ้านครูผีปอบด้วยน่ะ ผีปอบด้วยที่แม่หม้ายด้วย อะไรอย่างนี้ แล้วก็มีลวดหนาม เอาไว้ตรงรั้ว คือกันผีอะไร ผีกระสือ ครูก็เลยรู้สึกว่าอิหยังวะ อิหยังวะ ทั้งเรื่องบอกมาด้วยความที่ว่าเราเลียนแบบ การวิจารณ์น่ะ เราก็จะใช้พยายามดูอะไรแล้ว เราก็จะพยายามดู ๆ ว่าเออมันมีเหมาะสมไหม มันสมเหตุสมผลไหม มันก็แปลกตั้งแต่ที่เริ่มต้นที่พระเอกไปบรรจุแล้ว มีขบวนผีตาโขน และต่อมานางเอกก็อยู่ในสถานที่ที่เป็นปราสาทหิน ปราสาทหินแถวจังหวัดเลยมีไหมนะ ครูก็แอบสงสัย แล้วยังมีความเชื่อต่าง ๆ ที่แทรกเข้าไป ที่ครูพูดนั่นแหละว่าผู้ชายทาเล็บสีแดง มีเสื้อสีแดงห้อยอยู่หน้าบ้าน มีลวดหนามอยู่ตรงลวด เพื่อที่จะแบบคือกันภูตผีต่าง ๆ ซึ่งครูก็มองว่าไอ้ที่กล่าวมาทั้งหมดไม่ได้เกี่ยวกับพญานาคใด ๆ ทั้งสิ้นเลย ซึ่งพญานาคไม่ได้มีความเชื่อที่ต้องทำอะไรพวกนี้นะคะ ฉะนั้น ถ้าเอาหนังเรื่องนี้มาวิจารณ์นี่ มันสามารถวิจารณ์ได้แบบเต็มที่มากเลยว่าความไม่เหตุสมผลของอะไรหลาย ๆ อย่างนะ หรือบางคนที่บอกว่าเคยอ่านบทวิจารณ์หนังเรื่องนี้ แล้วมันสนุกมากเลยนะคะ เขาบอกว่า CG ดีมาก ๆ เลย CG สมจริงมาก ๆ คือ CG ที่เป็นรูปพญานาค ครูก็ไปดู ครูก็พยายามหาความสมจริงของ CG เหมือนกัน CH ในที่นี้คือ CG พญานาคนะ ให้เราคิดแบบคนที่ความรู้ไม่สูงเลย ครูใช้ความคิดนี้นะ คิดแบบคนที่ความรู้ไม่สูง นักศึกษาคิดว่าพญานาค พญานาค ก็คือนาคที่เป็นเจ้า เขาจะเรียกว่า "พญานาค" คิดออกใช่ไหม คล้ายกับคนน่ะ ถ้าคนที่เป็นระดับเจ้า เขาก็จะมีคำนำหน้านะ นาคที่เป็นงูใหญ่ ที่มันเป็นชนชั้นเจ้า เขาก็จะเรียกว่าพญานาคกับนาคเฉย ๆ ที่ไม่มีโชว์ นักศึกษาคิดว่านาคกับพญานาคอะไรตัวใหญ่กว่ากัน พญานาค คือ คิดแบบที่ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรเลย โอเคไหม แต่คราวนี้พอไปดูหนังในโรงปุ๊บ นางร้าย นางร้ายนี่เคยเป็นคนมาก่อน เดี๋ยวต้องท้าวความว่านางเอกที่เป็นพญานาค เพราะว่าเขาเป็นธิดาของเจ้าอีกทีน่ะ คือเป็นหนังที่มีเชื้อเจ้าว่าอย่างนั้นเถอะ กับนางร้ายพี่เป็นคนธรรมดาแล้วแค้นนางเอกก็เลยพยายามว่าถ้าฉันตายไป ขอให้ฉันไปเป็นนาค ฉันจะไปตัดนางเอกให้ได้ อันนี้ก็คือความเป็นหนังน่ะนะ คราวนี้นางร้ายได้เป็นนาคจริง ๆ สมใจ แล้วก็จะมีฉากที่ตัดออกสู้กันระหว่างนาคนางร้ายกับพญานาคที่เป็นนางเอก แล้วพอภาพที่เห็นของครู ก็คืออีนางร้ายใหญ่กว่านางเอกนะคะ ครูก็เลยแบบอิหยังวะ ทั้งเรื่องอีกแล้วคืออิหยังวะ จนถึงในเกือบจะสุดท้ายของเรื่องนี่ ที่ทำไมนางร้ายถึงจะมาใหญ่กว่านางเอกได้ เล่นอย่างนี้มันก็ทำให้เราแบบฉุกคิดได้แล้วว่าบางทีน่ะ ถ้าเราพอมีความรู้อยู่บ้าง เมื่อกี้ถ้าพูดแบบพี่ไม่มีความรู้ เราก็จะบอกว่าพญามันต้องใหญ่กว่าเฉย ๆ สิ แต่ถ้าเรามีความรู้เราก็จะใส่เพิ่มเข้าไปอีกว่าคำว่า "พญานาค" ความหมายหมายถึงอะไร ส่วนนาคเฉย ๆ นี่หมายถึงอะไร ฉะนั้น ขนาดตัวมันก็อาจจะมีส่วนที่ทำให้เรานี่ แยกแยะได้ว่าอะไรคือพญานาคอะไร คือนาคแล้วก็สุดท้าย ก็แสดงให้เห็นว่าหนังเรื่องนี้มันไม่มีความสมจริง เป็นต้นนะคะ ก็เหมือนกัน ถ้าเราอ่านหนังสือ แล้วเราน่ะมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้น ๆ คุณก็จะสามารถเอาไปวิเคราะห์วิจารณ์ได้นะคะ ทีนี้มาดูความสำคัญและบทบาทของการวิจารณ์วรรณกรรมความสำคัญและบทบาทของการวิจารณ์วรรณกรรม ถ้าใครที่เคยอ่านบทวิจารณ์ บางคนจะเป็นสไตล์ว่ายังไม่กล้าหยิบหนังสือเล่มนี้ ขึ้นมาอ่าน อยากอ่านรีวิวก่อน คือการวิจารณ์การรีวิวนะ อยากอ่านรีวิวก่อน ฉะนั้นคนที่รีวิว หรือนักวิจารณ์คนนั้นนี่ผลกระทบแรกก็คือสามารถเป็นสื่อกลางสำหรับผู้อ่านกับผู้เขียนได้ ผู้อ่านก็คือเราไง ที่กำลังจะหยิบหนังสือเรื่องนี้ขึ้นมาอ่าน ผู้เขียน ก็คือคนที่เขียนหนังสือเล่มนั้น ฉะนั้น พอมีคนวิจารณ์ก็จะสามารถทำให้เรานี่ อยากที่จะอ่านหนังสือเล่มนั้นมากขึ้น หรือน้อยลงก็ได้ นี่ก็คือเป็นสื่อกลางนะคะ 2. ช่วยสร้างให้ผู้อ่านเกิดปัญญา ความคิดประสบการณ์ในด้านวรรณกรรม เช่น บางคนอ่านบุพเพสันนิวาสแล้วรู้สึกว่ามีประวัติศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้องเยอะจังเลย ฉันไม่ค่อยเข้าใส่เท่าไร แล้วก็มีนักวิจารณ์ที่เขาเอาหนังสือเรื่องบุพเพสันนิวาสนี่ไปวิจารณ์ โดยกล่าวถึงประวัติศาสตร์ในแต่ละยุคสมัย อย่างเช่น พ่อของพระเอก อันนี้คือสมมตินะ พ่อของพระเอกนี่ ที่เป็นพระโหราธิบดี แล้วก็เขียนหนังสือจินดามณี ที่เป็นตำราแบบเรียนเล่มแรก ของไทยนี่ ก็อาจจะมีคนวิจารณ์ว่านี่ท่านได้เขียนหนังสือตำราแบบเรียนภาษาไทยเล่มแรก แล้วก็เป็นแนวทางให้กับหนังสือภาษาไทยในปัจจุบัน ในเรื่องน่ะเขาไม่ได้บอกพระโหราธิบดีทำอะไรบ้าง แต่นักวิจารณ์เขาอาจจะสามารถเขียนเพิ่มเติม วิเคราะห์ตัวละครตัวนั้นได้ดียิ่งขึ้นก็ได้ ดังนั้น จึงทำให้การวิจารณ์ในบางครั้ง อาจทำให้ผู้อ่านเกิดสติปัญญาความรู้ก็ได้นะคะ หรือแม้กระทั่งช่วยให้มองเห็นทัศนแนวคิด หรือผู้เขียนที่มีต่อสภาพแวดล้อมนั้น ๆ ก็ได้นะคะ บางทีผู้เขียนเขาอาจจะต้องการระบายอะไรบางอย่างลงไปในงาน คือ พูดออกมาตรง ๆ ไม่ได้ ก็เลยอยากจะระบาย ก็สามารถเขียนผ่านงานได้นะคะ คราวนี้ผลกระทบต่อผู้เขียน เราต้องมองภาพว่าคนเราน่ะ ธรรมชาติไม่ชอบการวิจารณ์ โดยเฉพาะในอดีต คนที่อ่านออกเขียนได้ มีแต่ชนชั้นสูงเท่านั้น ฉะนั้น ชนชั้นสูงนี่ จะยอมรับไม่ได้เลย ถ้ามีคนมาวิจารณ์งานของตัวเอง มันก็เลยกลายเป็นว่าผลกระทบต่อผู้เขียน มีตั้งแต่ข้อแรกเลย เชิงลบ เชิงลบ ก็คือไม่ยอมรับการติติงของผู้อื่น อันนี้คือครูใช้คำว่า "ในอดีต" นะคะ ย้ำ เพราะในปัจจุบันงานวิจารณ์ค่อนข้างเป็นเชิงบวกมากขึ้น เชิงบวก ก็คือเขาเปรียบเทียบว่างานเขียนที่ไม่มีการวิจารณ์ ก็เหมือนกับต้นไม้ที่ไม่มีปุ๋ย แปลว่าอะไรคะ อันนี้ใครสามารถตีความได้ บวกเพิ่ม 1 คะแนน งานเขียนที่ไม่มีการวิจารณ์ เหมือนกับต้นไม้ที่ไม่มีป๋ยใครสามารถตีความได้ บวกเพิ่ม 1 คะแนน มีไหมคะ ซึ่งถ้าเกิดว่ามีคนวิจารณ์ เราก็จะได้รู้ว่าข้อผิดพลาดนั้น จะเอาไปพัฒนาอย่างไรใช่ไหมคะ พิมพ์ชื่อเข้า LINE ได้เลยค่ะ พิมพ์ชื่อแล้วก็รหัส 3 ตัวท้ายเข้า LINE +1แล้วก็เลี้ยวขวา + 1ดังนั้น ปัจจุบันนักศึกษาเห็นว่านักเขียนส่วนใหญ่แทบจะวิ่งหาoนักวิจจารรแทบจะบอกเลยว่าช่วยวิจารณ์งานฉันให้หน่อยสิแถม ถ้าถ้าเราคิดไม่ออกว่าเฮ้ยฃฃมันนานวิตามันเป็นผลดีได้ยังไงอย่าพูดถึงแค่งานเขียนเลย ปัจจุบันนี่พวกดารานักร้องหรือใครก็ตาม ถ้ายิ่งโดนวิจารณ์เยอะเป็นอย่างไรคะ ดังไหม ดัง ตอนนี้ก็มีใครคะ ที่กำลังโดนวิพากษ์วิจารณ์อยู่ ตอนนี้ก็ทีแรกซบเซาไปแล้ว 1 นะคะ แต่พอมีชื่อปุ๊บ ขึ้นเทรนทวิตเตอร์ 1 แล้ว เทร็นด์ ขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่ง แล้วเรียบร้อยแบบนี้ เป็นต้นนี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า การวิจารณ์ มันไม่ได้มีแต่ทางลบอย่างเดียวนะ ทางบวกก็มีเหมือนกัน หรือบางคนบอกว่าเอาแล้ว มันเกี่ยวอะไรกับหนังสือ หนังสือบางเล่มน่ะ บางครั้งโดนวิจารณ์ในทางลบเยอะ คนก็อยากอ่านเหมือนกัน อยากอ่านว่ามันจะแย่ขนาดไหนเชียว มาอ่านดูสิ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ทีนี้สิ่งที่เรากำลังจะเป็น ก็คือจะเป็นนักวิจารณ์ ดังนั้น จึงต้องรู้จักว่านักวิจารณ์ที่ดี ควรเป็นอย่างไรนะคะ ข้อแรกเลย ก็คือต้องมีความรู้เกี่ยวกับเรื่องที่ตัวเองจะวิจารณ์ ฉะนั้น หนังสือนวนิยาย ที่เราอาจจะหามาวิจารณ์นี่ เราก็ควรที่จะเอาที่ตัวเองชอบ ก็คือเอาควรที่ตัวเองชอบ เพราะถ้าเราชอบปุ๊บ มันก็จะทำให้เรามีความรู้กับเรื่องนั้นในระดับหนึ่ง แล้วก็เราจะสามารถหาความรู้เพิ่มเติมได้อีกในระดับหนึ่งด้วยนะคะ 2 ต้องใช้ธรรมะติเพื่อก่อ แล้วก็วิจารณ์ด้วยความเห็นใจ ติเพื่อก่อ วิจารณ์ด้วยความเห็นใจต่อเพื่อนมนุษย์ หนังสือเล่มนี้ เราอ่านแล้วมันไม่ดี ถ้าเราบอกว่าติเพื่อทำลายนี่ เราก็จะบอกว่าหนังสือเล่มนี้ไม่สนุก ห้ามอ่านเป็นอันขาด เพราะไม่เกิดประโยชน์อะไรกับมวลมนุษยชาติก็ว่าไป อันนี้คือติเพื่อทำลายเลยนะคะ แต่ถ้าติเพื่อก่อ เราก็อาจเช่น หนังสือเล่มนี้ยังมีข้อบกพร่องอยู่บ้าง เช่น การแนะนำตัวละคร ควรแนะนำอย่างไร ติเพื่อก่อ คุณก็ให้เหตุผลไปว่า มันไม่ดีนะ แต่ถ้าจะให้ดี ควรเป็นอย่างไรนะคะ แล้วก็ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ ยอมรับการเปลี่ยนแปลงใหม่ ๆ เส้นที่ครูยกตัวอย่างไปนั่นแหละว่าถ้าคุณจะมาวิจารณ์นวนิยายบางเล่มที่มันไม่โอเคว่าทำไมผู้หญิงมีสามีหลายคนได้ แสดงว่าคุณไปเกิดในยุค... คุณเกิดผิดยุคแล้วแหละ เพราะยุคในปัจจุบันไม่เหมือนเดิมนะ หรือแม้กระทั่งบางคน เคยวิจารณ์ทองเนื้อเก้า ทองเนื้อเก้าที่เป็นเรื่องลำยองนะ ที่ครูเคยยกตัวอย่างไป ที่บอกว่าผู้หญิงกินเหล้าไม่ดี ซึ่งคนที่วิจารณ์แบบนี้ แสดงว่าเขายังอ่านไม่จบเรื่อง ซึ่งถ้าคนอ่านที่จบเรื่อง ก็จะเห็นว่าถ้ากินเหล้าเยอะ ผลของการกระทำมันจะเป็นอย่างไร กลายเป็นว่าจริง ๆ หนังสือเล่มนี้มันดีนะ มันมีคุณค่ามันมีประโยชน์ แล้วก็เป็นตัวอย่างให้กับเยาวชนได้นะคะ แล้วก็ควรใช้ภาษาที่สุภาพ และวิจารณ์ให้เป็นไปในเชิงความจริงเท่านั้น ไม่ควรวิจารณ์ไปในแค่ความคิดของตัวเองอย่างเดียว เอาความจริงมาใช้ในการวิจารณ์นะคะ คราวนี้ เนื้อหาของบทที่ 1 ที่เป็นความรู้เกี่ยวกับการวิจารณ์ แต่ครูจะให้นักศึกษาลองฝึกวิจารณ์แบบเบื้องต้นจริง ๆ ก่อน สัก 1 อันนะคะ อันนี้จะเป็นบทประพันธ์กวีนิพนธ์ กวีซีไรต์ บทประพันธ์นี้เป็นกวีซีไรต์ ปี 2535 พวกหนูเกิดหรือยัง ยังนะคะ บทกวีนี้พวกหนูยังไม่เกิด แล้วก็เป็นบทกวีที่ได้รับรางวัลด้วย ถึงจะยังไม่เกิดครูก็อยากให้อ่านเพราะว่าครูอยากจะรู้ว่า งานเขียนที่พวกหนูยังไม่เกิด กับสังคมที่พวกหนูเกิดแล้วอยู่แล้วในปัจจุบันนี่ มันมีความแตกต่างกันไหม เดี๋ยวให้นักศึกษาอ่านในใจ แล้วครูจะมีคำถาม 3 ข้อนะคะ ข้อแรก เดี๋ยวเตรียมไว้ก่อนนะ ข้อแรก งานนี้ลักษณะของการใช้ภาษาเป็นอย่างไร เห็นภาพหรือไม่ 1. ลักษณะการใช้ภาษาเป็นอย่างไรเห็นภาพหรือไม่ 2. งานนี้มีเรื่องราวอย่างไร ซึ่งมันก็จะต่อเนื่องกัน ถ้าเกิดว่าข้อ 1 คุณเห็นภาพใช่ไหม เพราะ 2 คน ก็จะต้องสามารถเล่าเรื่องราวได้ แต่นักศึกษาไม่ต้องตอบทุกข้อนะ ครูจะให้ตอบคนละข้อ ก็คือให้เลือกเอาว่าอยากเอาข้อไหนนะคะ ถ้าข้อแรกตอบว่ามันเห็นภาพมันเห็นภาพอย่างไร คุณก็แค่ยกตัวอย่างภาษาเฉย ๆ ข้อ 2 เล่าเรื่องราวโดยย่อว่าเรื่องนี่มันน่าจะเป็นอย่างไร ข้อ 3 เรื่องนี้สะท้อนสังคมอย่างไร เรื่องนี้สะท้อนสังคมอย่างไร เดี๋ยวครูจะสุ่มเรียกนะคะ เรียกเพื่อนหูด้วยนะคะ เพื่อนหนูก็เตรียมตัวด้วย 3 ข้อ เลือกเอา 1 ข้อ ตอบ อ่าน พิจารณา ให้เวลาถึง 10 โมงนะคะ ตอนนี้ 9 โมง 57 10 โมงแล้ว ถึงเวลาแล้ว เดี๋ยวจะเรียก... ถามภาพรวมก่อนดีกว่า ถ้าใครอยากตอบข้อไหน แต่ถ้าไม่มีคนตอบเลยสักข้อ จะเรียกตอบนะคะ คือ เอาเป็นว่าใครตอบข้อไหน ได้ มี 3 ข้อ 3 ข้อใครตอบข้อไหนได้ ให้เลือกตอบ 1 ข้อค่ะ ถ้าใครตอบเอง เป็นคะแนนพิศวาส แต่ถ้าใครที่ครูเรียกตอบไม่ได้ให้คะแนนนะคะ ถ้าตอบเอง ก็จะบวกเหมือนกับโบ๊ทใช่ไหม ของโบ๊ทก็ตอบเพิ่มได้นะ อย่างที่บอกว่าคะแนนของครูน่ะคะแนนเต็มมันไม่ได้เต็มใช่ไหมครูลดไป 1 คะแนน มันก็มีสัดส่วนพวกนี้แหละ ที่สามารถไปเติมเต็มของเราได้นะคะ มี 3 ข้อ ทวนคำถามอีกรอบหนึ่ง 1. ลักษณะภาษาที่ใช้เป็นอย่างไร 2. เรื่องราวในบทประพันธ์เป็นอย่างไร แล้วก็ 3. เรื่องนี้สะท้อนสังคมอย่างไร ใครตอบข้อไหนได้ เลือกแค่ข้อเดียว ตอบค่ะ คือ เฟิร์นมองหน้าเหมือนจะตอบหลายรอบ แล้วมันจะตอบไหมนี่ คือมันมองหน้าเหมือนจะตอบหลายรอบแล้วนี่ คือข้างหลังด้วยไหม ค่ะ เอาข้อไหน เอาข้อ 2 เล่าเรื่อง เรื่องเป็นอย่างไรคะ แม่กำลังจะตายจริง ๆ ใช่ไหมคะ บวกหนึ่งพิมพ์เพิ่มเข้าไปเลยค่ะ ถูกต้องหมดทุกอย่างเลยค่ะ เก่งมากได้แล้ว 1 กล้าพูดก็ถูกแล้วนี่ คือหมดเลย ก็คือเล่าเรื่องถูกหมดเลย ก็คือพระสงฆ์ขี่มอเตอร์ไซค์มากับเพื่อนใช่ไหม แล้วก็มีชาวบ้านตะโกนด่า แม่มันตายห่าหรืออย่างไร แล้วคราวนี้ก็ตัดผ้าไปที่บ้านของเขาที่มีแม่กำลังนอนป่วยอยู่ แล้วพ่อก็กำลังไหว้ อันนี้ก็คือจบแล้วทุกอย่าง นี่คือตามเนื้อหาเป๊ะ ๆ เลยค่ะ มีใครมีใครอยากตอบข้อ 2 เหมือนกัน แต่ขอเพิ่มเติมอะไรอย่างนี้ไหมคะ พี่ล่ามเห็นไหม พี่ล่ามไม่เห็นให้ให้ให้กีฬา โอเคค่ะ บวกหนึ่ง พิมพ์ชื่อตัวเองเข้าไปในกลุ่ม LINE LINE พิมพ์เข้าไปเลยค่ะ มีใครตอบข้ออื่นอีกไหมคะ ลักษณะเป็นข้อ 1 นะ ภาษาที่ใช้ค่ะ เช่น เช่น โอเคค่ะ ถูกต้องเป๊ะทุกอย่างนะคะ เก่งมาก พิมพ์ชื่อเข้าไป นี่โอเคมากแล้วนะ เพราะว่านี่ที่พูดมาไม่มีผิดเลย คือ ถูกหมดเลย ก็คือภาษาที่ใช้ค่อนข้างเห็น ภาพแล้วก็เหมือนกับเล่นทั้งเสียงวรรณยุกต์ เสียงพยัญชนะใช่ไหม หิว หิว ผ่านหน้าคิวไหวไหวได้หมดเลย Superman ตอบตอบเราเนี่ย เหลือเรานี่ดูท่าทางเหมือนจะตอบเนี่ยเมื่อกี้พิมพ์ชื่อเข้าไปด้วยนะลูก ค่ะ มีใครจะเพิ่มไหมคะ เอาเพิ่มข้อเดียวกันก็ได้ หรือว่าจะเป็นข้อ 3 ก็ได้ค่ะ ข้อ 3 สะท้อนภาพสังคมอย่างไร เอาไหมคะ แล้วเขา... เป็นพระ ไม่สมควรที่จะมาขับมอเตอร์ไซค์ จริง ๆ ได้แหละ แต่ว่ามันได้อีกน่ะ คือให้และ ให้ให้คะแนนไปข้าง ๆ อยากต่อเพิ่ม เพิ่มข้อไหนคะ ให้ ๆ ได้อีกเอาแบบสรุปสั้น ๆ ด้วยก็ได้ เอาแบบว่าสรุปนะคะ สังคมเราควรทำอย่างไร หรือไม่ควรทำอย่างไร อะไรประมาณนี้ โอเค จากภายนอก โอเคค่ะ นี่แหละคือสิ่งที่ต้องการนะคะ สั้น ๆ จบ ๆ ง่าย ๆ พิมพ์เข้าไปได้เลยอันนี้คะแนนพิศวาสบวกเพิ่ม ศึกษาไม่ต้องกลัวว่าครูจะไม่ให้จริงนะคะ ครูก็คือเอาคะแนนอยากให้จริงนั่นแหละ เพราะว่าก็อย่างที่ครูบอกไปว่าคะแนนน่ะ เวลาที่เขียนงานวิจารณ์ส่ง บางครั้งถ้าเป็นงานวิจารณ์นะ มันอาจจะไม่ได้เต็ม 10 แต่ถ้าเป็นงานนำเสนอหน้าห้อง พวกประวัติการวิจารณ์วรรณกรรม ให้เต็มได้ แต่ถ้าเป็นงานวิจารณ์ ดูอาจจะมีลด 1 คะแนน คือ แค่ 1 คะแนนเท่านั้น แต่คำว่า "1 คะแนน" ในที่นี้นักศึกษาก็สามารถหาเพิ่มได้จากที่ตอบคำถามนี้แหละนะคะ เพราะว่าครูก็บวกเพิ่มให้อยู่แล้ว ดังนั้น บทประพันธ์นี้ถ้าเกิดว่าเราน่ะ มองเป็นภาพว่ามันเป็นงานเขียนในอดีต ปี 2535 เราก็จะมองแค่ว่ามันเป็นงานเก่ามาก แต่ถ้าเรามองภาพเปรียบเทียบกับยุคปัจจุบัน คุณว่าสิ่งที่เกิดขึ้นมันยังใช้ในปัจจุบันได้ไหมคะ ใช้ได้ คือ ปี 2535 ได้รับรางวัลกับปี 2560 ในปัจจุบันที่กำลังเขียน กำลังอ่านอยู่นี่ย ครูอ่านแล้วครูรู้สึกว่ามันไม่ได้ต่างกันเลย ทุกวันนี้ก็ยังมีพระสงฆ์ขี่มอเตอร์ไซค์อยู่ หรือแม้กระทั่งขับรถยนต์ไปชนคนก็ยังมีอยู่ หรือแม้กระทั่งที่เป็นข่าวบอกว่าพระสงฆ์ขับรถเมา แล้วก็ไปชนเขาก็ยังมีอยู่เหมือนกัน ทุกอย่างมันมีอยู่หมดเลย แต่สิ่งที่มีเหมือนกัน ที่คู่ขนานกันก็คือสังคมเราน่ะก็ยังมองคนที่ภายนอกอยู่ เช่น ในเรื่องนี่พระสงฆ์ขี่มอเตอร์ไซค์ซ้อน 2 ไวมากก็จริง แต่เผอิญไอ้ที่ชาวบ้านตะโกนด่าว่าแม่มันจะตายห่าหรืออย่างไรมันดันเป็นเรื่องจริงเสียด้วยสิ คือแม่เขาน่ะ กำลังจะตายจริง ๆ เสียด้วยสิแต่สิ่งที่เราอาจจะวิเคราะห์เพิ่มเติมได้ เมื่อกี้เราวิเคราะห์ในมุมที่ว่าพระสงฆ์ ไม่ควรขี่มอเตอร์ไซค์เพราะมันผิด มันก็ถูก ไม่ผิดนะคะ อันนี้ก็ถูกเหมือนกัน กับอีกอันหนึ่งที่วิเคราะห์ว่าเราอย่ามองคนที่ภายนอกก็ถูกอีกเหมือนกัน นี่ก็คือเป็นทั้ง 2 อย่างที่เกิดเรื่องนี้ กับอีกอย่างหนึ่ง มีบางรุ่นเขาตั้งคำถามเพิ่มเติมจากที่เราพูดเมื่อกี้ ว่าอาจารย์แล้วตกลงนี่ คำว่า "สงฆ์หนุ่มมินิมาร์ทข่มสะท้านใจ และกอดแม่ร่ำไห้สงฆ์เกลือกหน้ากลิ้งกกโยมหญิงแม่เลยนี่ มันทำได้ด้วยเหรอ ห้องนี้มีใครเคยบวชไหม ผู้ชายเคยบวชหรือยัง เคยบวชแล้ว เป็นอย่างไรคะ ทำได้ไหม บวชจูงให้เฉย ๆ แล้วของเราเคยบวชหรือยัง ของโบ๊ทเคยบวชยัง เหมือนกัน บวชจูงเหมือนกันอันนี้ก็เลยยังไม่รู้ลึกใช่ไหมรุ่นพี่บางรุ่น ที่เขาที่เขาเหมือนกับว่าอยู่กับพระกับเจ้านะ พวกภาษาไทยจะเป็นพวกสายผี สายปอบ ก็จะเป็นแบบแนวอยู่กับพระกับเจ้า เขาก็บอกว่าอาจารย์จริง ๆ แล้วน่ะ มันทำได้คืออันนี้ครูพูดในฐานะที่ครูเป็นผู้ไม่รู้แล้วก็รับอีกทีหนึ่งนะ มันอาจจะถูกหรือไม่ถูกก็ได้ครูต้องขอออกตัวไว้ก่อน เผอิญว่าเด็กนักศึกษาคนนั้นเขาพูดเหมือนรู้แหละ เขาก็อยู่กับพระมา เขาก็เลยบอกครูว่าจริง ๆ ทำได้ ทำได้ ก็คือถ้าเกิดว่ามันเป็นขั้นวิกฤตจริง ๆ ประมาณนี้นะคะ แต่อีกคนหนึ่งที่อยู่กับพระกับเจ้าเหมือนกัน ก็แย้งเพื่อนมาอีกว่า แต่เป็นพระมันต้องตัดทางโลกทุกทางไง ถึงคุณจะบอกว่ามันวิกฤตจริง ๆ เพราะแม่กำลังจะตายแล้ว แต่ในเมื่อคุณเป็นพระ คุณก็ต้องตัดทางโลก มันก็ไม่ถูกอยู่ดี นี่ก็คือสิ่งที่ทำให้เห็นว่านี่การวิจารณ์มันก็ยังมีข้อโต้แย้งอยู่เรื่อย ๆ จริง ๆ นะคะ ไม่ใช่ว่าเราน่ะเขียนงานวิจารณ์ไปแล้ว อาจารย์คะ หนูคิดว่าหนูเขียนดีที่สุดแล้ว ทำไมหนูถึงได้แค่นี้คะ ก็ในเมื่อคนที่อ่านแล้ว อาจจะมองว่ามันอาจจะมีอะไรมากกว่านี้ก็ได้ นั่นเองนะคะ เราก็ต้องยอมรับในจุดนี้ ฉะนั้น สิ่งที่เราทำได้ ก็คือเราน่ะ เขียนให้มันดีเขียนเหตุผล ให้สมเหตุสมผลเท่านั้น แต่ครูดูภาพรวมแล้ว ก็จากที่ตอบคำถามครูก็ค่อนข้างสบายใจในระดับหนึ่งว่าเหตุผลที่เราให้มามันก็เป็นเหตุผลที่เอาไปเขียนได้จริงนะคะ เดี๋ยวค่อยเก็บความรู้ของเราวันนี้ค่อย ๆ เก็บไป การเรื่อย ๆ ไปเขียนงานของตัวเองนะคะ จบวันนี้ ยังไม่จบเสียทีเดียว เดี๋ยวลืมอีก มีอีกบทหนึ่ง บทนี้คือเมื่อสักครู่เป็นบทที่สะท้อนภาพสังคมบทนี้ ครูอยากให้เราสังเกตชื่อผู้แต่ง กับเนื้อหาที่เขาใช้ เดี๋ยวจะอ่านให้ฟัง ฉันไปตลาดมืดซื้อ... เดี๋ยวขอโทษนะคะ ฉันไปตลาดมืดค้าอาวุธเพื่อซื้อนิวเคลียร์มาฝากเธอที่รัก ฉันไปตลาดค้าไม้ เพื่อซื้อโลงศพมาฝากเธอที่รัก ฉันไปตลาดขายดอกไม้ เพื่อซื้อดอกไม้มาฝากเธอที่รัก ฉันไปตลาดค้าอิสรภาพมาฝากเธอที่รัก แต่มันไม่มีขาย ผู้แต่งคือซาการียา อมตยา โดยบทกวีนี้ เป็นบทกวีซีไรต์เหมือนกัน แต่เป็นบทกวีซีไรต์ที่รวบรวม เอาไว้ ในเล่มที่ชื่อว่า ไม่มีหญิงสาวในบทกวี ทวนอีกครั้งหนึ่งนะคะ เมื่อกี้ปี 2535 นะ ปีนี้ปี 2553 ฉันไปตลาดมืดค้าอาวุธ เพื่อซื้อนิวเคลียร์มาฝากเธอที่รัก ฉันไปตลาดค้าไม้ เพื่อซื้อโลงศพมาฝากเธอที่รัก ฉันไปตลาดขายดอกไม้ เพื่อซื้อดอกไม้มาฝากเธอที่รัก ฉันไปตลาดค้าอิสรภาพ เพื่อซื้อสันติภาพมาฝากเธอที่รัก แต่มันไม่มีขาย นักศึกษาคิดว่าในบทนี้ คำว่า "ที่รัก" เขาต้องการพูดถึงชู้สาวจริงไหม พูดถึงความรักในทางชู้สาวจริงไหมคะ จริงไหม ไม่ คนนั้นไม่ อันนี้คืออะไรนะคะพี่ล่าม คิดว่าไม่ใช่ แล้วคิดว่าอะไร เดี๋ยวขอถามเพื่อนหูก่อนนะคะ แป๊บหนึ่ง เป็นคนในครอบครัว อ๋อ น่าจะเป็นคนในครอบครัว ของเรา เหมือนเป็นผู้ตลาดเสรี ที่เกี่ยวกับ แล้วเขาอยากจะพูดถึงอะไร โอเค มันเป็นแบบคือพอไปซื้อตลาด เพื่อไปใช่ไหม มีใครอยากจะเพิ่มอะไรอีกไหมคะ ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ทำไมถึงคิดว่าเป็นอย่างนั้น จะรอดูว่าใครจะมีเค้าถูกนะคะ ทำไม มีความขัดแย้งระหว่างประเทศ มีการสู้รบไหม แต่ยังไม่มีการสู้รบ คนละแบบเลยนะ คือ 2 คนมาคนละแนวเลยนะ มีใครจะเข้าข้างฝ่ายไหนไหมคะ ประชดประชันอะไรคะ ประชดประชันอย่างไร ว่าจะซื้อของพวกนี้ให้เธออย่างนี้เหรอ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เดี๋ยวถามเพื่อนหูอีกนิดหนึ่ง มีเพิ่มเติมไหม โอเคนะคะ ถ้าไม่มีแล้ว ถ้าไม่มีอะไรเพิ่มเติมนะคะ ครูจะให้นักศึกษาสังเกตกับสิ่งที่ครูย้ำไปนิดหนึ่งว่าผู้แต่ง ก็คือซะการีย์ยา อมตยา ซึ่งแค่ชื่อนี่เราก็น่าจะพอเดาได้ว่าคนไทยหรือเปล่า คือ คำถามแรกก็คือคนไทยหรือเปล่า แล้วก็พอมาอ่านปุ๊บ มันก็จะเหมือนกับว่า เอ๊ะ มันน่าจะเป็นความขัดแย้งไหม เพราะว่าทำไมมันดูมีอาวุธ ทำไมมันดูมีโลงศพ ก็น่าจะเข้าเขาของโบ๊ท ที่พูดถึงความขัดแย้งใช่ไหมแต่คราวนี้ พอเรารู้อันนี้แค่ผิวเผินมันมีโลงศพ มันมีความตายเนื้อหานี่ มันก็จะไปเข้าเขากับเพื่อน อย่างที่บอกว่าเนื้อหามันน่าจะเป็นแนวประชดประชันไหมคะ อาจารย์ ใช่ เนื้อหามันแนวประชดประชันจริง ๆ แต่ความหมายที่แท้จริงของบทประพันธ์นี้นะคะ บทประพันธ์นี้เอามาจากความคิดความรู้สึกของผู้แต่งที่เกิดอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เขาไม่ใช่คนที่เป็นคนภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคอีสาน ไม่ใช่ภาคใต้ธรรมดาด้วย แต่เป็นคนที่เกิดอยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีการสู้รบกันอยู่เนือง ๆ ในประเทศไทย คือ ไม่ค่อยสงบสุขเท่าไรน่ะ เขาก็เลยเหมือนกับระบายความในใจของเขาผ่านบทกวี ว่านี่ฉันไปตลาดมืดค้าอาวุธ เพื่อซื้อนิวเคลียร์มาฝากเธอที่รัก มันเป็นสิ่งที่หายากมากเลย แถวเขา... แต่แถวที่เขาอยู่น่ะ หาได้ 2. พอมีอาวุธนิวเคลียร์ปุ๊บ เราก็รู้อยู่แล้วว่ามันเป็นการทำลายล้างมั นก็นำไปสู่ว่าพี 2 เอ้ย วรรคที่ 2 6 ว่าฉันไปตลาดค้าไม้เพื่อซื้อโลงศพมาฝากเธอที่รักในเมื่อมันมีเอาสงคราม มันก็นำไปสู่ความตาย พอนำไปสู่ความตาย ก็นำไปสู่วรรคที่ 3 ฉันไปตลาดขายดอกไม้เพื่อซื้อดอกไม้มาฝากเธอที่รัก มันใช่ดอกกุหลาบทั่วไปไหม ไม่ใช่แน่ ๆ เพราะว่ามันต่อเนื่องจากโลงศพ อันนี้ก็น่าจะเป็นดอกไม้ไว้อาลัยในประมาณนี้นะคะ แล้วก็สุดท้าย ฉันไปตลาดพระอิสรภาพ เพื่อซื้อสันติภาพมาฝากเธอที่รัก แต่มันไม่มีขาย นั่นก็คือเขาจะบอกว่าแถวที่เขาอยู่น่ะ มันมีทุกอย่างเลย อาวุธสงครามก็หาได้ ความตายก็หาได้สิ่งที่เขาหาไม่ได้เลย ก็คือสันติภาพ ความสุข อิสรภาพ ที่เขาอยู่นั่นเองนะคะ ฉะนั้น บทประพันธ์ทั้ง 2 บทนี่ มันจะแตกต่างกันตรงที่ว่าอันหนึ่งสะท้อนสังคมจ๋าไปเลย ไม่ต้องดูผู้แต่งก็ได้ แต่อีกอันหนึ่ง อันที่ 2 บางครั้งเราต้องใช้การศึกษาผู้แต่งด้วย ว่าเขาเป็นใครมาจากไหน เราจะได้เข้าใจบทประพันธ์มากขึ้นนะคะ นี่ก็คือเป็นที่มา ว่าทำไมการวิจารณ์ต้องใช้การศึกษาความรู้ ด้วยถึงจะสามารถวิเคราะห์วิจารณ์ได้นะคะ จบบทที่ 1 ยากไหม พอได้ไหม พอได้อยู่ ทำไมยิ้มแหย่ ๆ พอได้อยู่นะคะ เดี๋ยวค่อย ๆ เพิ่มสเต็ปไป เดี๋ยวสัปดาห์ถัดไปจะเป็นประวัติการวิจารณ์วรรณกรรมนะคะ ประวัติการวิจารณ์วรรณกรรมเสร็จแล้ว จะให้นักศึกษามานำเสนอประวัติของประเทศไทย เดี๋ยวจะสั่งงานเป็นรายสัปดาห์ไปอีกทีหนึ่ง แต่ที่แน่ ๆ หนังสือไปรับได้แล้วนะคะ ไปรับได้เลยนะคะ จบ วันนี้มีใครมีคำถามอะไรไหมคะ ไม่มีนะ ไม่มีแหละนะคะ โอเค ถ้าอย่างนั้นหัวหน้า หัวหน้าค่ะ ค่ะ โอเคค่ะ เจอกันวันพุธ เป็นตอน... สัปดาห์หน้าวันพุธออนไซด์นะคะ สัปดาห์หน้า