﻿1
00:00:30,010 --> 00:00:32,114
(ดร. เกวลี) ก็

2
00:00:32,114 --> 00:00:36,114
อันนี้จะเป็นเนื้อหา

3
00:00:36,300 --> 00:00:37,230
นะคะ หลังจาก Midterm บทที่ 6 นะคะ

4
00:00:37,230 --> 00:00:40,180
เกี่ยวข้องกับ

5
00:00:40,180 --> 00:00:41,603
การจัดการที่อยู่ของเครือข่ายแล้วก็

6
00:00:41,603 --> 00:00:45,603
Firewall นะคะ

7
00:00:48,593 --> 00:00:50,191
หมายเลข IP Address นี่ จะเกี่ยวข้องกับสิ่งที่เรียกว่า "NAT" นะคะ

8
00:00:50,191 --> 00:00:51,646
N

9
00:00:51,646 --> 00:00:54,715
-A-T ก็คือการ

10
00:00:54,715 --> 00:00:58,715
แปลความหมาย หรือแปลที่อยู่ของเครือข่ายนั้น ๆ

11
00:00:59,410 --> 00:01:03,410
โดยเครือข่ายนี่ เราจะใช้หมายเลข IP Address

12
00:01:05,125 --> 00:01:09,125
นะคะ เป็นสิ่งที่ระบุตำแหน่งของอุปกรณ์ ในการรับส่งข้อมูล เช่น

13
00:01:09,994 --> 00:01:11,581
คอมพิวเตอร์ที่นักศึกษาใช้อยู่ตอนนี้ แต่ละเครื่องก็จะมีหมายเลข IP Address

14
00:01:11,581 --> 00:01:15,581
ที่ไม่ซ้ำกัน

15
00:01:17,808 --> 00:01:21,808
เพื่อเป็นตัวระบุต้นทางแล้วก็ปลายทางว่าเครื่องไหน

16
00:01:21,879 --> 00:01:23,162
ส่งไปหาใคร หรือเครื่องไหนจะเป็นผู้รับ

17
00:01:23,162 --> 00:01:24,637
คล้าย ๆ กับ

18
00:01:24,637 --> 00:01:26,322
ทะเบียนบ้านเราน่ะค่ะ

19
00:01:26,322 --> 00:01:30,322
หมายเลขบ้านเลขที่

20
00:01:30,807 --> 00:01:34,807
ซึ่งปัจจุบันนี่ อุปกรณ์มันก็มีเพิ่มขึ้นเยอะมาก

21
00:01:35,100 --> 00:01:38,228
การใช้งานอินเทอร์เน็ตก็มากขึ้น เช่นเดียวกัน

22
00:01:38,228 --> 00:01:42,228
ไม่ได้มีเพียงแค่ในคอมพิวเตอร์

23
00:01:42,277 --> 00:01:43,358
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่สามารถเชื่อมต่อเครือข่ายได้ก็จะมีหมายเลข

24
00:01:43,358 --> 00:01:46,679
IP Address

25
00:01:46,679 --> 00:01:50,679
เช่นเดียวกัน โทรศัพท์เราก็มี

26
00:01:51,056 --> 00:01:55,056
นะคะ เหมือนกับที่ว่าทำไมเวลาเห็นข่าว

27
00:01:56,567 --> 00:01:58,411
ทำไมเขาตามจับได้ว่าใครเป็นคนโพสต์หมิ่นประมาท ใครเป็นคนโพสต์

28
00:01:58,411 --> 00:02:02,411
ข้อมูลที่

29
00:02:02,817 --> 00:02:06,817
ไม่เหมาะสม หรือไม่ถูกต้องบนเครือข่าย ทำไมเขาตามจับได้

30
00:02:06,825 --> 00:02:09,793
ทั้ง ๆ ที่เราเปลี่ยน Facebook ไปแล้ว เราเปลี่ยน

31
00:02:09,793 --> 00:02:10,876
Instagram ไปแล้ว เราเปลี่ยน TikTok ไปแล้ว

32
00:02:10,876 --> 00:02:14,100
ทำไม

33
00:02:14,100 --> 00:02:17,140
เขายังตามตัวได้ เพราะหมายเลข IP

34
00:02:17,140 --> 00:02:19,856
ของโทรศัพท์ที่เขาเล่นไม่ได้เปลี่ยน

35
00:02:19,856 --> 00:02:23,856
เขาก็ถามตัวเจออยู่แล้วนะคะ

36
00:02:25,408 --> 00:02:26,326
แล้วด้วยเทคโนโลยีการใช้อุปกรณ์เคลื่อนที่ รวมถึงคอมพิวเตอร์นี่มัน

37
00:02:26,326 --> 00:02:28,372
เยอะมาก

38
00:02:28,372 --> 00:02:32,256
หมายเลข IP

39
00:02:32,256 --> 00:02:34,720
มันเลยไม่เพียงพอต่อความต้องการ คล้าย ๆ กับ

40
00:02:34,720 --> 00:02:38,574
เลขทะเบียนรถยนต์

41
00:02:38,574 --> 00:02:40,170
แต่ละที่มันก็จะเป็นตัวเลขที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

42
00:02:40,170 --> 00:02:41,845
แล้วก็จะไม่ซ้ำกัน

43
00:02:41,845 --> 00:02:45,845
เมื่อก่อน

44
00:02:45,964 --> 00:02:49,964
ตัวหนังสือที่ใช้ในรถยนต์ จะใช้ตัวหนังสือแค่ตัวเดียว

45
00:02:50,007 --> 00:02:52,095
เดี๋ยวนี้มันไม่พอ เขาก็เพิ่มตัวอักษรเป็น 2 ตัว

46
00:02:52,095 --> 00:02:53,239
ถ้าจังหวัดไหน

47
00:02:53,239 --> 00:02:55,304
มี

48
00:02:55,304 --> 00:02:59,304
รถจำนวนมาก ๆ เช่น กรุงเทพฯ

49
00:03:00,242 --> 00:03:03,945
แค่ตัวหนังสือ 2 ตัวมันก็ไม่พอ เขาก็จะเพิ่มตัวเลขเข้าไปข้างหน้าอีก

50
00:03:03,945 --> 00:03:07,562
นะคะ ดังนั้น คล้าย ๆ กับเครือข่ายนี่แหละค่ะ

51
00:03:07,562 --> 00:03:11,314
พอมันคนใช้งานเยอะมาก ๆ มันก็ต้องมีวิธีการแก้ไข

52
00:03:11,314 --> 00:03:12,653
ทำอย่างไรนะคะ ปัญหา

53
00:03:12,653 --> 00:03:14,782
การที่

54
00:03:14,782 --> 00:03:18,423
ที่อยู่ของคอมพิวเตอร์ไม่พอ

55
00:03:18,423 --> 00:03:19,340
ทำอย่างไรให้มันใช้ได้ แล้วก็ยังปลอดภัยด้วย

56
00:03:19,340 --> 00:03:23,340
อันนี้คือ

57
00:03:23,497 --> 00:03:27,497
การตั้งคำถาม แล้วก็การหากระบวนการแก้ปัญหา

58
00:03:28,019 --> 00:03:29,117
เขาเลยใช้ตัวแนะนำตัวนี้ NAT  นะคะ

59
00:03:29,117 --> 00:03:30,964
ตัวก

60
00:03:30,964 --> 00:03:34,964
ารทางออกในการแก้ไขปัญหา

61
00:03:37,045 --> 00:03:41,045
ซึ่งตัว NAT นี่ มันเป็นมาตรฐานหนึ่งของ

62
00:03:42,452 --> 00:03:44,476
การทำงานด้านเครือข่าย ตั้งแต่ปี 1994 แล้ว นานมาก

63
00:03:44,476 --> 00:03:45,955
นะคะ มันก็

64
00:03:45,955 --> 00:03:48,594
สามารถแปลง

65
00:03:48,594 --> 00:03:52,132
IP Address หลาย ๆ ตัว

66
00:03:52,132 --> 00:03:53,590
นะคะ เหมือนเช่นในห้องคอมพิวเตอร์ห้องนี้

67
00:03:53,590 --> 00:03:56,025
มันอาจจะมี IP Address

68
00:03:56,025 --> 00:03:58,607
20 กว่าเครื่องก็จริง

69
00:03:58,607 --> 00:04:02,061
แต่อาจจะเปลี่ยนให้เป็น IP Addess  เดียว

70
00:04:02,061 --> 00:04:06,061
นะคะ ในการติดต่อกับเครือข่ายอื่นก็ได้

71
00:04:08,026 --> 00:04:10,040
บางทีการเข้ารหัสข้อมูลมัน

72
00:04:10,040 --> 00:04:13,587
เยอะมาก ๆ

73
00:04:13,587 --> 00:04:16,702
แต่ว่าอาจจะแปลง IP Address ให้เป็นตัวเดียว

74
00:04:16,702 --> 00:04:20,702
เป็นการรับส่งข้อมูลในห้องนี้ แล้วก็มีตัว

75
00:04:21,309 --> 00:04:22,809
Switch ตัวหนึ่ง ในห้องนี้เป็นตัวกระจายไปตาม IP Address ย่อยที่

76
00:04:22,809 --> 00:04:25,959
ใช้งานจริงในห้องนี้

77
00:04:25,959 --> 00:04:29,959
นะคะ แต่เวลาเราออกใช้งานออกข้างนอกนี่

78
00:04:31,102 --> 00:04:35,102
มันก็จะแปลให้เหลือแค่ IP Address เดียว เพื่อให้ปริมาณ IP ได้ไม่เยอะมาก

79
00:04:36,132 --> 00:04:39,808
หลักการทำงานทั่วไปนะคะ

80
00:04:39,808 --> 00:04:41,647
ในระบบเครือข่ายของทุกที่ภายในองค์กรต่าง ๆ

81
00:04:41,647 --> 00:04:42,848
นี่ เครื่อง Server

82
00:04:42,848 --> 00:04:46,745
นะคะ

83
00:04:46,745 --> 00:04:48,814
กำหนด IP Address ภายในองค์กร

84
00:04:48,814 --> 00:04:50,399
เรียกว่า "IP Address

85
00:04:50,399 --> 00:04:54,399
แบบส่วนตัว"

86
00:04:55,400 --> 00:04:58,686
นะคะ ส่วนมากก็จะขึ้นต้นด้วย 192.168.0.1

87
00:04:58,686 --> 00:04:59,939
หรืออาจจะเป็น 10.0.0.1

88
00:04:59,939 --> 00:05:01,631
เป็นต้น

89
00:05:01,631 --> 00:05:04,313
นะคะ อัน

90
00:05:04,313 --> 00:05:07,397
นี้เป็น Server ขององค์กรนั้นเป็นคนกำหนด

91
00:05:07,397 --> 00:05:10,262
แต่ IP Adress ที่ออกไป

92
00:05:10,262 --> 00:05:14,262
สู่ระบบภายนอกจริง ๆ จะไม่ใช่เลขพวกนี้

93
00:05:14,400 --> 00:05:15,451
โดย IP Address เหล่านี้นี่ มันจะ

94
00:05:15,451 --> 00:05:19,451
ไม่สามารถ

95
00:05:19,635 --> 00:05:23,635
นำไปใช้บนระบบอินเทอร์เน็ตได้ ถ้าไม่ทำการแปลง

96
00:05:26,089 --> 00:05:28,006
เสียก่อน ก็คือเหมือนถ้าเราไม่ลงทะเบียน หรือเราไม่

97
00:05:28,006 --> 00:05:30,831
ยืนยันตัวตน

98
00:05:30,831 --> 00:05:34,831
การแปลง IP Address ก็ทำไม่ได้

99
00:05:34,988 --> 00:05:38,425
ซึ่งเรียกสิ่งนี้ว่าเป็นการ "Register IP" ก็คือกัน

100
00:05:38,425 --> 00:05:41,786
ยืนยันเดี๋ยวลงทะเบียน IP Adess นั่นแหละ

101
00:05:41,786 --> 00:05:45,574
ตัวอย่างเช่น

102
00:05:45,574 --> 00:05:48,825
คอมพิวเตอร์ที่เราใช้ปัจจุบันตอนนี้ในห้องนี้

103
00:05:48,825 --> 00:05:52,825
เป็นเครือข่ายภายในมหาวิทยาลัย

104
00:05:53,620 --> 00:05:57,620
โดย Server มหาวิทยาลัย กำหนดให้ขึ้นต้นด้วย 192.168

105
00:05:58,072 --> 00:06:01,011
ในห้องนี้ก็จะเป็น 192.168.1.

106
00:06:01,011 --> 00:06:03,021
28 ซึ่งเป็น

107
00:06:03,021 --> 00:06:04,019
IP Address ภายใน

108
00:06:04,019 --> 00:06:07,810
องค์กร

109
00:06:07,810 --> 00:06:09,257
แต่ถ้าเราจะใช้อินเทอร์เน็ตภายนอก เช่น เราจะเล่น Facebook

110
00:06:09,257 --> 00:06:10,283
นะคะ

111
00:06:10,283 --> 00:06:12,421
YouTube

112
00:06:12,421 --> 00:06:16,421
IP ของเราจะเปลี่ยนไป

113
00:06:16,889 --> 00:06:19,070
นะคะ โดยไม่ใช้อุปกรณ์ที่เรียกว่า "Router

114
00:06:19,070 --> 00:06:23,070
" นะคะ หรือ S

115
00:06:24,532 --> 00:06:28,532
witch เป็นอุปกรณ์ที่แปลงหมายเลข IP ของเราเพื่อให้สามารถเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้

116
00:06:28,633 --> 00:06:29,636
นะคะ โดยสรุปก็คือไอ้ตัว NAT นี่

117
00:06:29,636 --> 00:06:32,214
มันจะเปลี่ยน

118
00:06:32,214 --> 00:06:34,718
IP Address แบบภายใน

119
00:06:34,718 --> 00:06:37,530
ให้กลายเป็น IP Address สาธารณะ

120
00:06:37,530 --> 00:06:40,796
เพื่อให้สามารถเข้าใช้งานอินเทอร์เน็ตได้

121
00:06:40,796 --> 00:06:43,215
นะคะ ซึ่งหมายเลขเหล่านี้ จะเป็นแบบสุ่ม

122
00:06:43,215 --> 00:06:47,215
โดยผู้ให้บริการ

123
00:06:47,279 --> 00:06:51,279
มหาลัยเราใช้เน็ตของ

124
00:06:52,902 --> 00:06:56,236
NT NT ก็จะเป็นคนแปลงหมายเลข IP Address ให้เรา

125
00:06:56,236 --> 00:06:58,884
นะคะ รวมทั้งการที่เราใช้ NAT

126
00:06:58,884 --> 00:07:02,884
นี่ มันยังช่วยรักษาความปลอดภัยให้กับเครือข่ายเราด้วย

127
00:07:03,671 --> 00:07:05,377
เพราะว่า NAT นี่มันจะซ่อน IP Address จริง ๆ ของเราไว้

128
00:07:05,377 --> 00:07:09,377
นะคะ

129
00:07:10,408 --> 00:07:11,884
มันจะถูกแปลงโดยตัวผู้ให้บริการอินดนะแต่ ได้จริงเราเนี่ย

130
00:07:11,884 --> 00:07:12,745
บุคคลภายนอกจะไม่รู้

131
00:07:12,745 --> 00:07:16,745
นะคะ

132
00:07:18,688 --> 00:07:21,209
โดยการทำ NAT หลังมี 2 อันนะคะ มี static กับ Dynamic

133
00:07:21,209 --> 00:07:25,209

134
00:07:26,944 --> 00:07:28,918
ไอ้ตัวเล็กนี่ static อันแรก ก็คือ

135
00:07:28,918 --> 00:07:32,918
เป็นการตั้งค่าแบบคงที่

136
00:07:33,901 --> 00:07:35,430
นะคะ ก็จะเป็นการแปลงหมายเลข IP Address แบบ 1 ต่อ

137
00:07:35,430 --> 00:07:36,847
1 นะคะ

138
00:07:36,847 --> 00:07:40,309
หมายเลขภายใน 1 เครื่อง

139
00:07:40,309 --> 00:07:44,309
ก็จะแปลงเป็น IP Address ของเครือข่ายภายนอกอีก 1 หมายเลข

140
00:07:45,181 --> 00:07:48,208
ซึ่งส่วนมากมันจะทำกับเครื่อง Server ภายในองค์กร

141
00:07:48,208 --> 00:07:50,157
นะคะ อันนี้จะผ่าน

142
00:07:50,157 --> 00:07:54,157
ภายใน

143
00:07:56,118 --> 00:07:57,670
นะคะ เพื่อใช้งานภายนอก ไม่ได้ผ่านไอ้ตัวผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ตนะคะ มันจะใช้

144
00:07:57,670 --> 00:07:59,390
Server ภายในองค์กร

145
00:07:59,390 --> 00:08:02,153
ซึ่ง

146
00:08:02,153 --> 00:08:04,251
แตกต่างจากตัว Dynamic

147
00:08:04,251 --> 00:08:08,251
นะคะ มันจะเป็นแบบ

148
00:08:12,789 --> 00:08:14,515
Random ไม่ได้แบบหนึ่งต่อหนึ่งแบบเมื่อกี้ เพราะว่า IP Address ของเครือข่ายภายในนี่

149
00:08:14,515 --> 00:08:18,515
มันจะมีจำนวนเยอะมาก

150
00:08:27,716 --> 00:08:29,904
ใช้งานนะคะ มันก็จะสร้าง IP Address ใหม่

151
00:08:29,904 --> 00:08:33,676
เรียงตามหมายเลขไปเรื่อย ๆ

152
00:08:33,676 --> 00:08:34,948
ตามลำดับ ใครเข้าใช้งานก่อนก็ได้หมายเลข IP

153
00:08:34,948 --> 00:08:38,707
ต้น

154
00:08:38,707 --> 00:08:41,107
ๆ มันก็จะเป็นการตรวจสอบด้วยว่าใครเข้าใช้งานตอนไหน

155
00:08:41,107 --> 00:08:42,371
นะคะ จะไม่ได้แบบ

156
00:08:42,371 --> 00:08:46,371
ยึดเฉพาะ

157
00:08:47,494 --> 00:08:51,494
นะคะ แบบ Static คือ คุณใช้วันนี้เลขเป็นแบบนี้

158
00:08:52,769 --> 00:08:54,297
คุณใช้วันถัดไปเดี๋ยวก็ยังจะเป็นเลขเดิม แต่แบบ Dynamic ไม่ใช่

159
00:08:54,297 --> 00:08:57,490
ใครมาก่อนได้เลขกันก่อน

160
00:08:57,490 --> 00:09:00,820
ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ

161
00:09:00,820 --> 00:09:02,033
Fix ตายตัวว่าเลขนี้จะเป็นของใคร

162
00:09:02,033 --> 00:09:06,033
นะคะ

163
00:09:06,997 --> 00:09:10,997
ประโยชน์ที่ได้รับจากการใช้ NAT นะคะ

164
00:09:11,286 --> 00:09:15,286
ก็คือเราสามารถเก็บรักษา IP Address

165
00:09:16,018 --> 00:09:20,018
ที่จดทะเบียนไว้ถูกต้องแล้วเก็บไว้นะคะ เพื่อใช้เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต

166
00:09:20,998 --> 00:09:22,703
แล้วก็การออกแบบเครือข่าย ถ้าเราออกแบบด้วย NAT นี่

167
00:09:22,703 --> 00:09:26,062
มันบริหารจัดการง่าย

168
00:09:26,062 --> 00:09:27,669
แล้วก็ถ้า

169
00:09:27,669 --> 00:09:29,713
จะติดต่อกันภายใน

170
00:09:29,713 --> 00:09:33,387
องค์กร ใช้เครือข่ายเดียวกัน

171
00:09:33,387 --> 00:09:36,929
ถ้าเราใช้ NAT  มันก็สามารถส่งข้อมูลได้เร็วกว่า

172
00:09:36,929 --> 00:09:39,889
มันจะอ้างอิงหมายเลขของ Address ภายในองค์กร

173
00:09:39,889 --> 00:09:43,246
นะคะ ไม่ต้องการ

174
00:09:43,246 --> 00:09:47,246
อ้างอิงที่อยู่ซ้ำซาก

175
00:09:48,886 --> 00:09:52,886
นะคะ มีความปลอดภัย เพราะว่าเราจะซ่อน IP Address ขององค์กรของเราไว้

176
00:09:53,269 --> 00:09:57,067
แล้วจะมีหมายเลข IP Address ในชุดหนึ่งสำหรับการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตภายนอกนะคะ

177
00:09:57,067 --> 00:09:57,959
แต่ข้อเสีย ก็คือ

178
00:09:57,959 --> 00:10:00,219
อุปกรณ์

179
00:10:00,219 --> 00:10:04,219
ที่ใช้งานด้วยนี่

180
00:10:06,397 --> 00:10:09,241
เป็นอุปกรณ์ช่างเฉพาะ แล้วก็ทำให้การติดตั้งระบบค่อนข้างยาก

181
00:10:09,241 --> 00:10:13,241
ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ

182
00:10:13,370 --> 00:10:14,298
ระดับหนึ่งนะคะ บางครั้งถ้าเล่นอินเตอร์เน็ต

183
00:10:14,298 --> 00:10:17,471
นะคะ

184
00:10:17,471 --> 00:10:19,564
มันก็อาจจะเกิดการหน่วงเวลาหรือว่า D

185
00:10:19,564 --> 00:10:23,380
elay เพราะว่า

186
00:10:23,380 --> 00:10:27,380
Address ของคนภายในองค์กรบางทีมันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ

187
00:10:27,843 --> 00:10:28,789
มันก็ทำให้เกิดการ... เวลานักศึกษามาถึงเรียกว่า "

188
00:10:28,789 --> 00:10:31,029
Lag" กระตุกบ้าง

189
00:10:31,029 --> 00:10:35,029
บางทีมันไม่ได้เป็นกับ

190
00:10:37,151 --> 00:10:37,995
สมรรถนะของอุปกรณ์ที่คุณใช้ บางทีมันเกิดขึ้นจากการที่อินเตอร์เน็ต มีคนใช้เวลา

191
00:10:37,995 --> 00:10:41,411
ใช้

192
00:10:41,411 --> 00:10:44,890
ทำงานร่วมกันในเวลานั้น พร้อมกันหลาย ๆ คน

193
00:10:44,890 --> 00:10:48,388
แล้วไม่มีการสับเปลี่ยน IP Address ขึ้นมา

194
00:10:48,388 --> 00:10:51,799
มันก็เลยทำให้คุณรู้สึกว่าเล่นเกมทำไมมันกระตุก

195
00:10:51,799 --> 00:10:52,747
หรือทำงาน หรือว่าดูคลิปวิดีโอทำไมมัน

196
00:10:52,747 --> 00:10:55,601
ช

197
00:10:55,601 --> 00:10:58,884
้า อันนี้ก็ส่วนหนึ่งของการที่

198
00:10:58,884 --> 00:11:02,814
มันจะมีการ Delay ในการเปลี่ยน IP Address ภายในองค์กรนะคะ

199
00:11:02,814 --> 00:11:06,388
ต่อมา

200
00:11:06,388 --> 00:11:10,388
Firewall เนื้อหาที่จะเรียน Firewall  5 ข้

201
00:11:12,664 --> 00:11:16,664
v เกี่ยวกับการหลักการทำงานใน Application

202
00:11:16,953 --> 00:11:17,537
ของในระดับ Transport layer แล้วก็ระดับ Network layer

203
00:11:17,537 --> 00:11:20,809
นะคะ

204
00:11:20,809 --> 00:11:23,678
Firewall คืออะไร

205
00:11:23,678 --> 00:11:27,678
ถ้าเรา

206
00:11:31,116 --> 00:11:32,985
เปรียบเทียบ Firewall กับการรักษาความปลอดภัยภายนอกนะคะ ทางด้านกายภาพของคอมพิวเตอร์ ก็จะเหมือนกัน

207
00:11:32,985 --> 00:11:36,904
การที่เราล็อกประตู

208
00:11:36,904 --> 00:11:38,495
แล้วมีคีย์การ์ด มีบัตรผ่าน เข้าออก

209
00:11:38,495 --> 00:11:40,268
มียามเฝ้า

210
00:11:40,268 --> 00:11:43,753
ถ้าคุณไม่มีบัตรผ่าน

211
00:11:43,753 --> 00:11:47,337
คุณก็ไม่สามารถเข้าหรือไม่สามารถออกได้

212
00:11:47,337 --> 00:11:49,885
หน้าที่หลักของ Firewall มีอยู่ 2 แบบ

213
00:11:49,885 --> 00:11:51,746
อันแรก ก็คือการกรอง

214
00:11:51,746 --> 00:11:52,819
การจราจรทางเครือข่าย

215
00:11:52,819 --> 00:11:53,990
นะคะ

216
00:11:53,990 --> 00:11:55,142
ท

217
00:11:55,142 --> 00:11:56,481
ี่เข้ามา

218
00:11:56,481 --> 00:12:00,481
ในเครือข่ายภายในนะคะ

219
00:12:01,362 --> 00:12:02,707
ซึ่งสิ่งเหล่านี้มันมาจาก

220
00:12:02,707 --> 00:12:06,398
ภายนอกอยู่แล้ว

221
00:12:06,398 --> 00:12:08,803
ถ้าสิ่งที่ภายนอกจะเข้ามา จะต้องผ่าน

222
00:12:08,803 --> 00:12:12,803
ตัว Firewall ก่อนคัดกรองก่อน

223
00:12:14,692 --> 00:12:15,572
นะคะ หลังจากนั้นก็จะมีการควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ ไม่ใช่ควบคุมแค่ภายนอก

224
00:12:15,572 --> 00:12:18,057
ภายในก็ควบคุม

225
00:12:18,057 --> 00:12:21,618
นะคะ เช่น

226
00:12:21,618 --> 00:12:24,353
สมมุติว่ามหาวิทยาลัยเรา

227
00:12:24,353 --> 00:12:27,504
เห็นนักศึกษาเล่น TikTok เยอะ

228
00:12:27,504 --> 00:12:28,204
ถามว่ามหาวิทยาลัยล็อกได้ไหม ไม่ให้ใช้ติ๊กต๊อก

229
00:12:28,204 --> 00:12:30,161
ได้

230
00:12:30,161 --> 00:12:34,161
โดยใช้ไฟวอล

231
00:12:35,228 --> 00:12:36,517
ไม่เล่น Facebook ก็ล็อกไม่เล่น Facebook

232
00:12:36,517 --> 00:12:39,093
ทำได้

233
00:12:39,093 --> 00:12:41,969
เว็บไซต์ไหนไม่เหมาะสม

234
00:12:41,969 --> 00:12:43,816
เราสามารถตั้งค่า Firewall ไม่ให้เขาสามารถ

235
00:12:43,816 --> 00:12:47,666
ออกไปดูได้

236
00:12:47,666 --> 00:12:51,086
นะคะ ซึ่ง

237
00:12:51,086 --> 00:12:55,086
การลงทุนกับการติดตั้ง Firewall นี่

238
00:12:56,088 --> 00:12:59,800
เราก็ต้องวิเคราะห์ว่ามันสัมพันธ์กับความเสียหายที่

239
00:12:59,800 --> 00:13:03,764
อาจจะเกิดขึ้น จากการโจมตีทางเครือข่ายไหม

240
00:13:03,764 --> 00:13:07,385
นะคะ บางคนบอกว่าไม่มีก็ได้ ไม่เป็นอะไรหรอก

241
00:13:07,385 --> 00:13:11,385
มันจะมี Firewall ที่เป็นมาตรฐานที่ติดตั้งมากับ

242
00:13:12,696 --> 00:13:14,755
ระบบปฏิบัติการ Windows อยู่แล้ว ไม่ต้องติดตั้งเพิ่มเติมก็ได้ แต่บางคนก็

243
00:13:14,755 --> 00:13:17,725
พูดว่า

244
00:13:17,725 --> 00:13:21,523
ถ้าไม่มี Firewall

245
00:13:21,523 --> 00:13:25,326
ถ้าใครเล่นเกมออนไลน์บางคนเขาจะปิด Firewall ไว้

246
00:13:25,326 --> 00:13:29,326
นะคะ เพราะว่ามันก็จะมีโปรแกรมส่วนเสริมต่าง ๆ นี่

247
00:13:29,572 --> 00:13:31,096
มันจะใช้งานไม่ได้ เพราะว่า Firewall มันอาจจะมองเห็นว่าเป็น

248
00:13:31,096 --> 00:13:32,208
ภัยคุกคามหรือเปล่า

249
00:13:32,208 --> 00:13:33,434
มันจะไม่เข้า

250
00:13:33,434 --> 00:13:36,074
หรือไม่ใช้งาน

251
00:13:36,074 --> 00:13:38,152
นะคะ ซึ่ง

252
00:13:38,152 --> 00:13:40,846
Firewall ถ้าสมมุติเราปิด

253
00:13:40,846 --> 00:13:44,831
หรือเราลบออกเราไม่อยากให้มันมี

254
00:13:44,831 --> 00:13:47,246
เขาบอกว่าเหมือนกับเราเปิดประตูบ้านทิ้งไว้

255
00:13:47,246 --> 00:13:48,714
นะคะ

256
00:13:48,714 --> 00:13:52,714
หรือเราไม่มีรั้วบ้าน

257
00:13:53,168 --> 00:13:57,168
บางคนบอกว่ามีรั้วขโมยมันก็เข้าได้อยู่ดี

258
00:13:58,269 --> 00:14:00,835
แต่เช่นเดียวกับการมี Firewall ถามว่าบางทีถ้า

259
00:14:00,835 --> 00:14:03,635
เป็นคนที่มีความสามารถสูงในการ

260
00:14:03,635 --> 00:14:06,786
บุกรุกเครือข่ายนี่เขาทำได้ไหม ทำได้

261
00:14:06,786 --> 00:14:10,517
แต่มันจะถ่วงเวลาให้เขาทำได้ช้าลง

262
00:14:10,517 --> 00:14:13,263
เราอาจจะรู้ตัว แล้วก็ป้องกันได้เร็วขึ้น

263
00:14:13,263 --> 00:14:17,263
นะคะ มีก็ดีกว่าไม่มี

264
00:14:20,101 --> 00:14:24,101
หรือบางคนบอกว่า Firewall  Windows มีแล้ว ก็เหมือนมีกุญแจล็อกบ้าน 1 ชั้น

265
00:14:25,094 --> 00:14:26,390
บางคนบอกว่าอยากให้ปลอดภัยมากกว่านั้น ก็เหมือนเราคล้องกุญแจเพิ่มอีก

266
00:14:26,390 --> 00:14:28,128
ก็แล้วแต่

267
00:14:28,128 --> 00:14:32,128
การลงทุน

268
00:14:32,183 --> 00:14:36,183
นะคะ หรือการให้ความสำคัญกับ Firewall ขององค์กรนั้น ๆ

269
00:14:37,611 --> 00:14:41,407
โดยการตั้งค่ารูปแบบการเชื่อมต่อของ Firewall

270
00:14:41,407 --> 00:14:43,755
นี่ก็เป็นปราการด่านแรกนะคะ เหมือนรั้วบ้านเรานี่แหละนะคะ

271
00:14:43,755 --> 00:14:47,567
ไม่ว่าจะเข้าหรือออก

272
00:14:47,567 --> 00:14:51,567
นะคะ ถ้าเป็นจากภายนอก ก็จะเป็นทางอินเตอร์เน็ต

273
00:14:52,686 --> 00:14:55,274
นะคะ  เครือข่ายสำนักงานต่าง ๆ หรือด้วยตัวคอมพิวเตอร์เอง

274
00:14:55,274 --> 00:14:56,626
นะคะ Firewall เป็นเหมือน

275
00:14:56,626 --> 00:14:59,826
ยามเฝ้าประตู

276
00:14:59,826 --> 00:15:02,262

277
00:15:02,262 --> 00:15:04,313
ถ้าโดยทั่วไปแล้วถ้าเรามีการเปิด

278
00:15:04,313 --> 00:15:08,313
การใช้งาน Firewall

279
00:15:09,313 --> 00:15:11,755
นะคะ ที่มีมาตรฐานเพียงพอในการรักษาความปลอดภัย

280
00:15:11,755 --> 00:15:14,446
ถ้าเป็นข้อมูลที่

281
00:15:14,446 --> 00:15:18,446
ไม่มีปัญหา หรือเป็นข้อมูลที่ปลอดภัย

282
00:15:18,600 --> 00:15:20,200
มันก็จะอนุญาตให้สามารถทำการสื่อสารแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้

283
00:15:20,200 --> 00:15:21,305
แต่ถ้า

284
00:15:21,305 --> 00:15:24,804
ข้อมูลนั้น

285
00:15:24,804 --> 00:15:28,804
Firewall มันคัดกรองแล้วว่า

286
00:15:29,723 --> 00:15:30,919
มันไม่มั่นใจว่าข้อมูลที่ส่งมา หรือโปรแกรมที่กำลังจะพยายาม

287
00:15:30,919 --> 00:15:34,919
เปิดขึ้นมา

288
00:15:38,410 --> 00:15:42,385
ไม่น่าเชื่อถือ มันก็จะสั่งปิดกั้น แล้วก็หยุดกระบวนการนั้น ๆ ทันที

289
00:15:42,385 --> 00:15:46,385
อันนี้คือความสามารถคร่าว ๆ ของ

290
00:15:49,507 --> 00:15:51,582
Firewall ต่อมาเป็น Protocol TCP/IP นะคะ หรือว่าเป็นข้อตกลง

291
00:15:51,582 --> 00:15:55,582
ในการเชื่อมต่อแล้วกัน

292
00:15:56,962 --> 00:15:58,572
ตัว Proเนี่ยนะคะ

293
00:15:58,572 --> 00:16:02,572
มันจะใช้งานร่วมกับ

294
00:16:03,619 --> 00:16:05,024
ไฟร์วอลล์ Firewall นี่จะใช้ข้อมูลจาก Package

295
00:16:05,024 --> 00:16:09,024
ข้อมูล

296
00:16:10,385 --> 00:16:14,385
จาก Package แล้วพิจารณาว่าจะข้อมูลต่าง ๆ นี่ เวลาเขาส่งมาทางเครือข่าย

297
00:16:14,796 --> 00:16:16,508
เขาจะแพ็กมาเป็นก้อนคล้าย ๆ กับหอพัสดุมาให้เรา

298
00:16:16,508 --> 00:16:20,508
เขาเรียกว่า Package

299
00:16:21,888 --> 00:16:24,941
ก่อนที่จะใช้ข้อมูล เขาจะพิจารณาว่ากล่องที่คุ้มข้อมูลนั

300
00:16:24,941 --> 00:16:28,941
มันน่าเชื่อถือไหม จะอนุญาตให้ผ่านหรือเปล่า

301
00:16:29,588 --> 00:16:30,790
การควบคุมการเข้าถึง Firewall นี่มันเลยทำได้หลายระดับ

302
00:16:30,790 --> 00:16:34,581
หลายรูปแบบ

303
00:16:34,581 --> 00:16:38,581
ขึ้นอยู่กับชนิดแล้วก็เทคโนโลยีที่เอามาใช้นะคะ

304
00:16:38,933 --> 00:16:42,015
จะให้กำหนดว่าให้มันมีการให้บริการอะไรได้บ้าง

305
00:16:42,015 --> 00:16:46,015
ให้สามารถใช้อินเทอร์เน็ต

306
00:16:48,755 --> 00:16:52,755
จากที่ไหนได้บ้าง หรือข้อมูลจากตรงไหน ที่จะอนุญาตให้สามารถเชื่อมต่อกับเราได้

307
00:16:53,413 --> 00:16:57,413
นะคะ ไอ้ตัวที่ TCP/IPP นี่

308
00:16:59,014 --> 00:17:02,252
มันเป็นข้อตกลงหรือเป็นทางคอมพิวเตอร์ Protocol นะคะ

309
00:17:02,252 --> 00:17:03,518
ข้อตกลงในการสื่อสารภายในเครือข่าย

310
00:17:03,518 --> 00:17:04,804
ส่วนบุคคล

311
00:17:04,804 --> 00:17:06,546
นะคะ

312
00:17:06,546 --> 00:17:10,546
ตัวอินทราเน็ต

313
00:17:11,170 --> 00:17:13,731
คือ ใช้ในภายในองค์กร ก็ตัวเอ็กทราเน็ต ก็คือใช้ระหว่างองค์กร

314
00:17:13,731 --> 00:17:17,731
ถ้าติดต่อกับภายนอกก็ใช้อินทราเน็ต

315
00:17:20,359 --> 00:17:24,359
โดย TCP/IP  นี่ มันจะมีอยู่ 4 ชั้นนะคะ

316
00:17:25,320 --> 00:17:28,483
Application layer Transport layer Network layer แล้วก็ Network Interface

317
00:17:28,483 --> 00:17:29,716
นี่คือสิ่งที่ 4 TCP  ทำงานร่วมกัน

318
00:17:29,716 --> 00:17:33,716
4 Layer นะ

319
00:17:38,642 --> 00:17:42,642
คะ มันจะมี Protocol ที่เกี่ยวข้องอีกเช่น OSI model หรือ OSI layer

320
00:17:44,931 --> 00:17:48,920
ก็จะมีอยู่ 7 layer เมื่อกี้ TCP/IP มี 4 layer 5 OSI 7 layer

321
00:17:48,920 --> 00:17:50,538
มันก็จะ

322
00:17:50,538 --> 00:17:51,438
อธิบายถึง

323
00:17:51,438 --> 00:17:55,438
แนวคิด

324
00:17:55,768 --> 00:17:58,860
นะคะ คุณสมบัติพิเศษ มาตรฐานการทำงานของการสื่อสาร

325
00:17:58,860 --> 00:18:02,353
แบ่งการทำงานอินเทอร์เน็ตเป็นชั้น ๆ

326
00:18:02,353 --> 00:18:06,353
ออกแบบมานี่ ก็จะ

327
00:18:07,731 --> 00:18:10,144
เป็นมาตรฐานปัจจุบันก็ยังใช้อยู่นะคะ เป็นมาตรฐานในการพัฒนาเครือข่ายการสื่อสารข้อมูลนะคะ

328
00:18:10,144 --> 00:18:14,144
ซึ่ง

329
00:18:14,830 --> 00:18:18,830
บรรจุไปด้วย 7 ชั้นหรือ 7 layer นี่ ก็จะมีหน้าที่การทำงานแตกต่างกันไป

330
00:18:21,613 --> 00:18:22,137
อันนี้เป็นการเปรียบเทียบระหว่าง TCP/IP ที่มี 4 ชั้น กับ OSI 7

331
00:18:22,137 --> 00:18:23,461
ช

332
00:18:23,461 --> 00:18:27,461
ั้นนะคะ

333
00:18:28,702 --> 00:18:30,074
โดย TCP/IP นี่มีแนวคิดพื้นฐานที่แตกต่างจาก OSI

334
00:18:30,074 --> 00:18:33,069
คือ

335
00:18:33,069 --> 00:18:36,290
มันไม่มีพื้นฐานการสื่อสารในการสนทนา

336
00:18:36,290 --> 00:18:40,290
นะคะ มันจะใช้เครือข่ายสากลแทน

337
00:18:40,397 --> 00:18:43,218
ที่ทำหน้าที่ในการเคลื่อนย้ายกำหนดเส้นทาง

338
00:18:43,218 --> 00:18:45,444
ให้กับข้อมูล

339
00:18:45,444 --> 00:18:49,444
เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว

340
00:18:51,815 --> 00:18:55,002
นะคะ ระหว่าง 4 ชั้น 7 ชั้นของทั้ง 2 โมเดล จะเห็นว่ามีบางชั้น

341
00:18:55,002 --> 00:18:59,002
ที่เราสามารถกำหนดคุณสมบัติได้ใกล้เคียงกัน

342
00:18:59,168 --> 00:19:01,922
แต่บางชั้นก็ไม่ได้ใกล้เคียงกันเลยก็มี

343
00:19:01,922 --> 00:19:05,922
นะคะ บางชั้นก็ไม่สัมพันธ์กันเลย

344
00:19:07,050 --> 00:19:10,573
ก็อยู่ที่ว่าการทำงานของเรามันเหมาะสมกับการทำงานแบบไหน

345
00:19:10,573 --> 00:19:14,573
ต้องการความละเอียด หรือว่าต้องการความรวดเร็วในการสื่อสาร

346
00:19:15,105 --> 00:19:19,105
แล้วแต่นโยบายขององค์กรนั้น ๆ ที่เขาจะเลือกใช้โมเดลไหนนะค

347
00:19:22,316 --> 00:19:26,316
ะ ซึ่งการรับส่งข้อมูลใน TCP/IP นี่ มันจะเป็น

348
00:19:26,338 --> 00:19:30,338
เครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่มีการส่งแบบเฉพาะเจาะจง

349
00:19:31,664 --> 00:19:33,685
นะคะ มันจะมีการกำหนดชุดของขั้นตอนการทำงาน

350
00:19:33,685 --> 00:19:35,758
แล้วก็กฎระเบียบที่

351
00:19:35,758 --> 00:19:38,438
ต้องทำการตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก

352
00:19:38,438 --> 00:19:41,251
นะคะ คอมพิวเตอร์

353
00:19:41,251 --> 00:19:45,251
ที่จะส่งข้อมูลระหว่างกัน จะต้องใช้

354
00:19:46,021 --> 00:19:49,450
ข้อตกลงเดียวกันหรือว่าใช้ Protocol เดียวกัน ใช้ระเบียบเดียวกัน

355
00:19:49,450 --> 00:19:51,289
จะต้องมีการกำหนด Heade Header ก็คือ

356
00:19:51,289 --> 00:19:53,955
ก่อนที่เราจะส่งข้อมูลไปนี่

357
00:19:53,955 --> 00:19:55,354
อย่างที่อาจารย์บอกเขาจะแพ็กให้เป็นเหมือนพัสดุ

358
00:19:55,354 --> 00:19:58,683
จะต้องแปะ

359
00:19:58,683 --> 00:20:01,869
หัวข้อหรือแปะ

360
00:20:01,869 --> 00:20:05,869
รายละเอียดในการส่งทุกครั้ง

361
00:20:10,251 --> 00:20:12,401
ส่งให้ใครครั้งที่ 1 เขาก็จะแปะข้อมูลว่าเขาได้รับแล้ว ครั้งที่ 2 ก็จะแปะ อันที่ 2

362
00:20:12,401 --> 00:20:14,384
ครั้งที่ 3 ก็จะแปะที่ 3

363
00:20:14,384 --> 00:20:17,867
คล้าย ๆ กับ

364
00:20:17,867 --> 00:20:20,380
ถ้าพูดง่ายเห็นภาพ คือ การส่งหนังสือราชการ

365
00:20:20,380 --> 00:20:24,380
ใครเป็นคนรับคนแรกเซ็น

366
00:20:24,498 --> 00:20:25,699
ใครเป็นคนรับคนที่  2 เซ็น ให้เป็นคนอ่านคนที่ 3 เซ

367
00:20:25,699 --> 00:20:27,573
็น เซ็นไปเรื่อย ๆ

368
00:20:27,573 --> 00:20:29,108
ทุกคนต้องเซ็น

369
00:20:29,108 --> 00:20:30,448
อ่านแล้วก็ต้องเซ็นรับทราบ

370
00:20:30,448 --> 00:20:34,448
อันนี้เป็นต้น

371
00:20:35,898 --> 00:20:39,362
โดยกระบวนการสื่อสารหลักนะคะ

372
00:20:39,362 --> 00:20:43,362
ก็จะอนุญาตให้ Package หรือพัสดุ

373
00:20:44,613 --> 00:20:48,613
ผ่านการคัดกรองแล้วผ่านไปได้

374
00:20:49,860 --> 00:20:53,860
นะคะ ซึ่งส่วนใหญ่จะพิจารณาในส่วนของ Header ใน Layer ที่ 3

375
00:20:56,730 --> 00:20:59,677
Protocol ต่อมาหรือข้อตกลงต่อมาในระดับ Application

376
00:20:59,677 --> 00:21:01,281
นะคะ ก็จะเป็นชั้นบนสุด

377
00:21:01,281 --> 00:21:05,237
เป็นชั้นที่

378
00:21:05,237 --> 00:21:06,455
พูดง่าย ๆ ก็คือมันเป็นส่วนของการทำงานหน้าจอ

379
00:21:06,455 --> 00:21:10,050
Interface

380
00:21:10,050 --> 00:21:14,050
เราสามารถมองเห็นข้อมูลได้ มองเห็นการสั่งงานได้

381
00:21:16,842 --> 00:21:18,433
Protocol ที่ใช้งานบ่อย ๆ ก็จะเป็นพวก domain name Server DN นะคะ

382
00:21:18,433 --> 00:21:20,343
http

383
00:21:20,343 --> 00:21:23,744
https

384
00:21:23,744 --> 00:21:24,447
SMTP POP imap

385
00:21:24,447 --> 00:21:28,447
นะคะ

386
00:21:32,006 --> 00:21:33,991
snmp นี่พวกนี้จะเกี่ยวข้องกับการส่ง email ftp ก็คือ file transfer protocal นี่จะเป็นเกี่ยวกับ

387
00:21:33,991 --> 00:21:35,348
การส่งข้อมูลที่เป็นไฟล์

388
00:21:35,348 --> 00:21:39,348
ระหว่างกัน

389
00:21:40,090 --> 00:21:44,090

390
00:21:44,827 --> 00:21:48,827
DNS นะคะ เป็นโดเมนเนม ทำหน้าที่คล้าย ๆ กับสมุดโทรศัพท์

391
00:21:49,445 --> 00:21:52,401
ถ้าเราต้องการจะสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ ในเครื่องอื่นในเครือข่าย

392
00:21:52,401 --> 00:21:53,339
เราก็ต้องไปสอบถาม

393
00:21:53,339 --> 00:21:54,109
IP นะคะ

394
00:21:54,109 --> 00:21:55,985
ที่

395
00:21:55,985 --> 00:21:59,625
Domain name Server ก่อน

396
00:21:59,625 --> 00:22:02,648
ถ้ามันไม่มีข้อมูล

397
00:22:02,648 --> 00:22:05,582
หาให้ไม่ได้

398
00:22:05,582 --> 00:22:09,257
นะคะ ไม่ได้จดไว้

399
00:22:09,257 --> 00:22:13,257
ก็จะต้องค้นหาข้อมูลอาจจะลองข้อไปที่ Server อื่นก็ได้

400
00:22:14,239 --> 00:22:15,471
นะคะ เช่น อยากส่งข้อมูลไปบริษัทนั้น IP Address คืออะไร

401
00:22:15,471 --> 00:22:19,110
เวลาคอมพิวเตอร์

402
00:22:19,110 --> 00:22:23,110
ส่งข้อมูลหากัน เขาจะไม่ดูว่าชื่อ www อะไร

403
00:22:24,261 --> 00:22:27,102
มันจะเอา IP Address ของเว็บนั้น ๆ ลิงก์ไปที่เครื่อง Server ที่เก็บข้อมูลอยู่

404
00:22:27,102 --> 00:22:29,015
เหมือนเขาอยาก

405
00:22:29,015 --> 00:22:30,624
ดูข้อมูล

406
00:22:30,624 --> 00:22:34,624
ราชภัฏสกลนคร

407
00:22:37,174 --> 00:22:40,255
คอมพิวเตอร์มันไม่ได้หาเจอคำว่า "มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร.ac.th" ไม่ใช่

408
00:22:40,255 --> 00:22:42,440
มันจะต้องไปดูว่าเว็บไซต์ของมหาวิทยาลัยเรานี่

409
00:22:42,440 --> 00:22:46,440
คือ IP Address อะไร

410
00:22:48,776 --> 00:22:52,776
แล้วมันถึงจะเข้าไปดูข้อมูลใน Server ที่ IP Address นั้นชี้ทางไป

411
00:22:53,622 --> 00:22:56,566
ต่อไปป็น H

412
00:22:56,566 --> 00:22:57,925
TTP มันจะเป็นการรบส่งข้อมูลและส่งไฟล์

413
00:22:57,925 --> 00:23:01,440
H

414
00:23:01,440 --> 00:23:05,440
TML นะคะ ก็คือภาษาที่เราใช้เขียนเว็บนั่นแหละ

415
00:23:07,616 --> 00:23:10,902
นะคะ ซึ่งตัว HTML นี่ มันก็ทำงานแบบ client Server เครื่องแม่ข่ายกับเครื่องลูกข่าย

416
00:23:10,902 --> 00:23:14,309
มี Host ทำงานที่เรียกว่า

417
00:23:14,309 --> 00:23:17,800
เครื่องแม่ขาย Server นะคะ เป็น web Server

418
00:23:17,800 --> 00:23:20,960
ก็ให้บริการในส่วนของการให้ข้อมูลให้บริการข้อมูลเว็บ

419
00:23:20,960 --> 00:23:24,960
นะคะ ส่วนเครื่องลูกข่าย

420
00:23:26,193 --> 00:23:29,019
ก็จะเป็นโปรแกรมพวก Web Browser Google Chrome Internet Explorer

421
00:23:29,019 --> 00:23:30,260
จะเป็นตัวที่ร้องขอ

422
00:23:30,260 --> 00:23:32,781
ให้

423
00:23:32,781 --> 00:23:35,860
เครื่อง Server

424
00:23:35,860 --> 00:23:37,209
แสดงข้อมูล HTML นั้น ๆ

425
00:23:37,209 --> 00:23:41,209
ให้เราดูหน่อย

426
00:23:42,568 --> 00:23:46,568
นะคะ เราร้องขออะไรไป Server ก็จะส่งข้อมูลนั้นกลับมา แสดงผลให้เรา

427
00:23:50,332 --> 00:23:52,111
ซึ่งเป็น https นะคะ อีกอันก็คือเพิ่มความปลอดภัย อันนี้เราเคยพูดแล้ว

428
00:23:52,111 --> 00:23:56,111
นะคะ ว่าเป็นการเข้ารหัส

429
00:23:56,865 --> 00:24:00,865
ข้อมูลเพิ่มขึ้นระหว่าง Server กับ Browser

430
00:24:01,411 --> 00:24:05,411
นะคะ ให้ใช้งานได้ปลอดภัยมากยิ่งขึ้น จาก HTTP ธรรมดานั่นเอง

431
00:24:09,768 --> 00:24:13,768
นะคะ ประมาณเป็น SMTP ก็จะเป็นเกี่ยวกับการส่งรับส่งอีเมล

432
00:24:14,558 --> 00:24:15,562
ไอ้ตัว SMTP นี่ก็จะทำหน้าที่ส่งอีเมลจาก Server

433
00:24:15,562 --> 00:24:17,516
ของผู้ส่ง

434
00:24:17,516 --> 00:24:20,306
ไปยัง Server ของผู้รับ

435
00:24:20,306 --> 00:24:22,108
นะคะ ส่วนมากจะเป็นเกี่ยวกับ

436
00:24:22,108 --> 00:24:26,108
Server E-mail

437
00:24:26,403 --> 00:24:27,150
ระหว่างองค์กรหรือภายในองค์กร เขาจะนิยมใช้ตัวแบบนี้

438
00:24:27,150 --> 00:24:31,150
นะคะ

439
00:24:31,213 --> 00:24:33,582
ต่อมาเป็น POP นะคะ

440
00:24:33,582 --> 00:24:36,137
ก็จะเป็นข้อตกลงในการ

441
00:24:36,137 --> 00:24:40,137
ใช้อีเมลในส่วนของเครื่องลูกข่าย

442
00:24:40,233 --> 00:24:43,824
นะคะ เช่น ถ้าบางบริษัทตอนนี้ก็ยังใช้

443
00:24:43,824 --> 00:24:46,915
โปรแกรม Microsoft Outlook ในการดูข้อมูลอีเมล

444
00:24:46,915 --> 00:24:50,915
นะคะ มาเก็บไว้ที่ Server

445
00:24:53,197 --> 00:24:57,197
เก็บไว้ในเครื่องคอมพิวเตอร์ได้เลย ไม่จำเป็นจะต้องเปิดผ่านเว็บทุกครั้ง แค่คุณเปิด

446
00:24:57,476 --> 00:25:01,476
โปรแกรมนี้ขึ้นมา คุณก็สามารถอ่านอีเมลได้

447
00:25:02,264 --> 00:25:04,182
แม้จะไม่มีอินเทอร์เน็ต มันก็ยัง... เหมือนดึงข้อมูลมาเก็บไว้ในคอมพิวเตอร์เราแล้ว

448
00:25:04,182 --> 00:25:07,310
ก็สามารถดูตอนไหนก็ได้

449
00:25:07,310 --> 00:25:10,526
ต่อมาเป็น

450
00:25:10,526 --> 00:25:11,567
IMAP ก็จะเป็นข้อตกลงในการ

451
00:25:11,567 --> 00:25:13,340
จัดการ

452
00:25:13,340 --> 00:25:17,340
กล่องข้อความนะคะ จัด...

453
00:25:25,209 --> 00:25:29,209
เข้ามา เช่น สร้างโฟลเดอร์จัดเก็บอีเมลได้

454
00:25:29,921 --> 00:25:31,193
แสดงรายละเอียดว่าอีเมลนั้นได้ถูกเปิดอ่านแล้วหรือยัง เช่น การทำงานของ

455
00:25:31,193 --> 00:25:34,712
Gmail

456
00:25:34,712 --> 00:25:36,755
เป็นอีเมลของ Google นะคะตอนนี้ ก็

457
00:25:36,755 --> 00:25:40,253
คุณก็สามารถสร้างโฟลเดอร์ได้นะคะ

458
00:25:40,253 --> 00:25:43,129
บางอันเรายัง

459
00:25:43,129 --> 00:25:45,904
... เราอ่านแล้วเราไม่สนใจ

460
00:25:45,904 --> 00:25:49,351
เราอาจจะทำเป็นเครื่องหมายว่าอ่านแล้ว

461
00:25:49,351 --> 00:25:53,351
แต่จริง ๆ ไม่ได้กดอ่านก็ได้อะไรอย่างนี้นะคะ

462
00:25:54,491 --> 00:25:56,564
อันนี้เป็นสถาปัตยกรรมของก

463
00:25:56,564 --> 00:26:00,564
ารส่ง

464
00:26:01,913 --> 00:26:05,913
E-mail นะคะ ก็ทำงานร่วมกันทั้ง SMTP แล้วก็ POP

465
00:26:06,822 --> 00:26:09,483
รวมถึง IMAP ทั้ง 3 ส่วนนี้สามารถทำงานร่วมกันได้นะคะ เพราะว่า

466
00:26:09,483 --> 00:26:13,483
Server ในปัจจุบันนี่มันให้บริการ

467
00:26:13,572 --> 00:26:17,484
ครอบคลุม ไม่ว่าคุณจะใช้บริการอีเมลชนิดไหน

468
00:26:17,484 --> 00:26:19,151
นะคะ Server ก็สามารถจัดการรับส่งข้อมูล

469
00:26:19,151 --> 00:26:23,151
อีเมลให้คุณได้

470
00:26:26,335 --> 00:26:28,076
เช่นเดียวกัน เมื่อก่อนไม่ต้องระบุเลย ว่าคุณจะใช้อุปกรณ์อะไร ในการรับส่งอีเมลนี้ ไม่ต้องนะคะ คุณสามารถใช้

471
00:26:28,076 --> 00:26:32,076
ละครเลย

472
00:26:36,956 --> 00:26:39,289
นะคะ ก็จะเป็นการแลกเปลี่ยนข้อมูล

473
00:26:39,289 --> 00:26:43,289
ในการจัดการเครือข่ายของอุปกรณ์ต่าง ๆ

474
00:26:44,628 --> 00:26:46,684
ช่วยให้ผู้ดูแลระบบนี่สามารถจัดการระบบเครือข่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ

475
00:26:46,684 --> 00:26:50,359
แล้วก็สามารถ

476
00:26:50,359 --> 00:26:52,929
ติดตามวิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในระบบได้ด้วย

477
00:26:52,929 --> 00:26:56,929
นะคะ มันจะมีการส่ง

478
00:26:57,019 --> 00:26:58,594
ข้อมูล ส่งแจ้งเตือนอะไรกลับมา

479
00:26:58,594 --> 00:26:59,963
นะคะ

480
00:26:59,963 --> 00:27:03,963
ต่อมาเป็น

481
00:27:05,590 --> 00:27:07,308
FTP  นะคะ มันจะใช้สำหรับการถ่ายโอนไฟล์ ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์ 2

482
00:27:07,308 --> 00:27:11,308
ขึ้นไป

483
00:27:11,433 --> 00:27:15,433
จะต้องมีการกรอก Username  Password เพื่อยืนยันตัวตน

484
00:27:15,712 --> 00:27:17,374
เพราะว่ามันจะเป็นการส่งข้อมูล

485
00:27:17,374 --> 00:27:19,754
หากัน

486
00:27:19,754 --> 00:27:21,404
ค่อนข้างโดยตรง

487
00:27:21,404 --> 00:27:23,888
นะคะ

488
00:27:23,888 --> 00:27:26,017
ถ้าเป็นเมื่อก่อนนี่

489
00:27:26,017 --> 00:27:30,017
เวลาเรา

490
00:27:31,075 --> 00:27:33,781
อัปโหลดข้อมูล จริง ๆ แล้วเวลาทำเว็บไซต์คุณก็ต้องติดตั้งโปรแกรมที่สามารถ

491
00:27:33,781 --> 00:27:37,781
ใช้งาน FTP ตัวนี้ได้นะคะ

492
00:27:40,348 --> 00:27:43,540
เช่น เราจะเอาข้อมูลขึ้นไปบนเว็บไซต์ เมื่อก่อนนะ ตอนนี้เครื่องมือเราใช้เยอะมาก

493
00:27:43,540 --> 00:27:44,138
ใช้เครื่องมือสำเร็จรูปก็เยอะ แต่เมื่อก่อนมันไม่ใช่

494
00:27:44,138 --> 00:27:46,476
มันจะต้อง

495
00:27:46,476 --> 00:27:49,832
มีการเชื่อมต่อกับ Server โดยตรง

496
00:27:49,832 --> 00:27:53,610
เพื่อนำการอัปโหลดข้อมูลขึ้นไป หรือดึงข้อมูลออกมา

497
00:27:53,610 --> 00:27:57,101
เราก็ใช้ตัว FTP  นี่แหละเป็นตัวกลางในการ

498
00:27:57,101 --> 00:28:01,101
อัปโหลดหรือดาวน์โหลดข้อมูลนะคะ

499
00:28:02,684 --> 00:28:03,870
ต่อมาเป็นระดับชั้น Transport layer

500
00:28:03,870 --> 00:28:07,870
นะคะ

501
00:28:09,080 --> 00:28:11,989
ก็มีการเชื่อมต่อแบบ Process ต่อ Process ก็คือ

502
00:28:11,989 --> 00:28:15,989
มีการใช้พอร์ตใช้ Socket

503
00:28:17,851 --> 00:28:18,801
ซึ่งในตัว Transport layer นี่จะมีตัวละครหลักที่ใช้งานอยู่ 2 ตัวคือ TCP/IP

504
00:28:18,801 --> 00:28:19,515

505
00:28:19,515 --> 00:28:23,515
TCP นะคะ

506
00:28:25,676 --> 00:28:27,038
ตัว TCP นี่เมื่อกี้มันเป็น  ใช่ไหมคะ มันจะคนละอันกันนะ

507
00:28:27,038 --> 00:28:29,445
อันนี้บัญชีเฉย ๆ

508
00:28:29,445 --> 00:28:33,445
จะเป็นการเชื่อมต่อแบบ

509
00:28:36,118 --> 00:28:39,509
ส่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ มีการรับประกันข้อมูลว่าถึงปลายทางแน่นอน

510
00:28:39,509 --> 00:28:42,593
ถ้าข้อมูลที่มีขนาดใหญ่มาก ๆ

511
00:28:42,593 --> 00:28:43,870
เขาจะแบ่ง Package หรือแบ่งกล่อง

512
00:28:43,870 --> 00:28:46,537
เป็นกล่องย่อย ๆ

513
00:28:46,537 --> 00:28:50,537
แต่ตัว

514
00:28:52,215 --> 00:28:56,215
TCP นี่จะเป็นคนที่คอยทำหน้าที่ควบคุมว่าคุณย่อยเป็น 3 กล่อง

515
00:28:57,593 --> 00:28:58,832
TCP จะเป็นคนควบคุมว่า 3 กล่องนี้จะต้องถูกส่งไปให้ถึงผู้รับ

516
00:28:58,832 --> 00:29:02,832
เหมือนกัน

517
00:29:05,683 --> 00:29:06,432
แล้วพอถึงปลายทาง มันจะมีตัวที่ TCP นะคะ คอยรวม 3 กล่องนี้ ให้กลายเป็นกล่องเดียว

518
00:29:06,432 --> 00:29:09,102

519
00:29:09,102 --> 00:29:13,102
เปิดข้อมูลอ่านได้ หรือเปิดข้อมูลดูได้

520
00:29:16,876 --> 00:29:18,453
ซึ่งการสร้างการทำงานของตัว  TCP นี่เขาจะเรียกว่า

521
00:29:18,453 --> 00:29:21,150
Three-Way Handshake

522
00:29:21,150 --> 00:29:22,864
ก็คือการส่งไปส่งกลับ

523
00:29:22,864 --> 00:29:25,302
3 ขั้นตอน

524
00:29:25,302 --> 00:29:29,302
อันแรก

525
00:29:30,627 --> 00:29:34,627
ถ้าเราจะส่งข้อมูล เราจะต้องส่งข้อความไปบอกก่อนว่าเราต้องการจะส่งข้อมูลนะ

526
00:29:35,098 --> 00:29:37,225
พอปลายทางได้รับเขาจะตอบกลับมาพร้อมกับรหัส

527
00:29:37,225 --> 00:29:41,225
ที่จะใช้รับหรือส่งข้อมูลนะคะ

528
00:29:41,634 --> 00:29:45,050
เขาส่งกลับมา ต้นทางก็จะ

529
00:29:45,050 --> 00:29:46,251
Package ที่เรามีที่ต้องการจะส่งใส่รหัส

530
00:29:46,251 --> 00:29:48,241
อยู่

531
00:29:48,241 --> 00:29:50,756
Header ที่เขาส่งกลับมาให้เรา

532
00:29:50,756 --> 00:29:51,823
เพื่อเป็นการยืนยันว่า

533
00:29:51,823 --> 00:29:54,402

534
00:29:54,402 --> 00:29:56,626
เราเป็นคนที่ต้องการจะสื่อสารกับเขาจริง ๆ

535
00:29:56,626 --> 00:29:58,763
ถ

536
00:29:58,763 --> 00:30:02,079
้าทำให้ครบ 3 ข้อนี้

537
00:30:02,079 --> 00:30:06,079
ก็จะเริ่มกระบวนการรับส่งข้อมูลจริงเกิดขึ้น

538
00:30:07,726 --> 00:30:10,297
นะคะ ลักษณะการทำงานจะเป็นแบบนี้ ร้องขอไปก่อน

539
00:30:10,297 --> 00:30:14,297
พอขอร้องขอไปปุ๊บเขาจะส่ง

540
00:30:15,685 --> 00:30:19,553
รหัสกลับมา พอส่งรหัสกลับมาก็แปะไปที่ Package แล้วก็ส่งกลับไป จะ

541
00:30:19,553 --> 00:30:21,993
จะทำแบบนี้นะคะ ในกระบวนการรับส่ง จะมี 3 ขั้นตอน

542
00:30:21,993 --> 00:30:22,703
เรียกว่า Three-Way Handshake

543
00:30:22,703 --> 00:30:26,703
นะคะ

544
00:30:27,124 --> 00:30:29,820
ต่อมา

545
00:30:29,820 --> 00:30:31,168
UDP อันนี้จะตรงข้ามกับ

546
00:30:31,168 --> 00:30:35,008

547
00:30:35,008 --> 00:30:38,287
TCP จะเป็นการส่งที่รวดเร็ว

548
00:30:38,287 --> 00:30:40,090
ทำได้เร็วกว่า ไม่ต้องรอไ ม่ต้องร้องขอ

549
00:30:40,090 --> 00:30:41,547
อยากส่งส่งเลย

550
00:30:41,547 --> 00:30:45,547
แต่เชื่อถือไม่ได้

551
00:30:45,773 --> 00:30:49,217
ไม่รู้ว่าเขาจะได้รับไหม ไม่รู้ว่าเขาจะตอบกลับหรือเปล่า

552
00:30:49,217 --> 00:30:53,217
ข้อดีคือมันส่งได้เร็ว

553
00:30:54,997 --> 00:30:56,263
ส่วนมากเขาจะเหมาะกับการที่เป็นข้อมูลแบบบอร์ดแคช ก็คือส่งไปเลย ใครได้รับก็อ่าน ใครไม่อ่าน

554
00:30:56,263 --> 00:30:58,381
ก็ไม่เป็นไร

555
00:30:58,381 --> 00:31:02,381
เหมือนกันกระจายข่าว

556
00:31:03,596 --> 00:31:05,582
นะคะ พูดให้เร็ว ใครได้รับไม่ได้รับไม่รู้

557
00:31:05,582 --> 00:31:07,820
นะคะพูไปก่อน

558
00:31:07,820 --> 00:31:09,852
ไม่มีการการันตีว่า

559
00:31:09,852 --> 00:31:11,834
การสื่อสารนี้ จะ

560
00:31:11,834 --> 00:31:12,425
มีคนตอบรับไหม ไม่สน

561
00:31:12,425 --> 00:31:16,014
นะคะ

562
00:31:16,014 --> 00:31:20,014
ตัวท

563
00:31:20,090 --> 00:31:23,279
TCP มันเลยมีความน่าเชื่อถือมากกว่าเลยนิยมใช้บนอินเตอร์เน็ตมากกว่า

564
00:31:23,279 --> 00:31:27,279
แต่กับ UTP นี่

565
00:31:27,546 --> 00:31:28,382
ทำงานก็ทำงานเสร็จเหมือนกัน แต่ไม่รู้ว่า

566
00:31:28,382 --> 00:31:30,544
ถูกไหม

567
00:31:30,544 --> 00:31:34,544
ผิดหรือเปล่าไม่สน

568
00:31:36,352 --> 00:31:38,648
ข้อมูลที่ส่งไปแค่ให้มั่นใจว่ามันไม่ได้เสียหายไปนะ

569
00:31:38,648 --> 00:31:42,648
พอข้อมูลไม่เสียหายอะไรก็ส่งไปเลย

570
00:31:43,747 --> 00:31:47,747
ไม่สนว่าจะมีอะไรตกหล่น หายไประหว่างทางหรือเปล่า

571
00:31:48,939 --> 00:31:52,939
นะคะ ข้อผิดพลาดอะไรเยอะกว่า แต่มันส่งได้เร็วกว่า ข้อดีมีแค่นี้

572
00:31:54,640 --> 00:31:57,123
นะคะ ต่อมาเป็นการสื่อสารในระดับ Network

573
00:31:57,123 --> 00:32:00,232
นะคะ ก็จะมี

574
00:32:00,232 --> 00:32:03,846
การศึกษาหลัก ก็คือ IP และก็ ICMP

575
00:32:03,846 --> 00:32:07,846
IP ก็เกี่ยวข้องกับการรับส่ง Package อยู่แล้ว

576
00:32:09,892 --> 00:32:13,892
ICMP นี่ก็ใช้วิเคราะห์แล้วก็บริหารจัดการเครือข่ายอันนี้จะอยู่ในชั้นเดียวกัน

577
00:32:16,686 --> 00:32:18,551
IP internet Protocol นะคะ ข้อตกลงในการ

578
00:32:18,551 --> 00:32:20,712
จัดการที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต

579
00:32:20,712 --> 00:32:21,912
ก็จะเป็นทั้ง

580
00:32:21,912 --> 00:32:25,912
รับส่ง

581
00:32:26,916 --> 00:32:30,059
Package ต่าง ๆ ค้นหาเส้นทางในการสื่อสารนะคะ

582
00:32:30,059 --> 00:32:32,300
อันนี้ก็จะเป็นการให้บริการแบบ Connection rate

583
00:32:32,300 --> 00:32:34,201
เมื่อไม่สน

584
00:32:34,201 --> 00:32:38,201
จะถึงไหมไม่ถึงไม่รู้

585
00:32:38,986 --> 00:32:42,986
นะคะ เป็นหน้าที่ของคนอื่นที่ต้องรับผิดชอบไป ฉันมีหน้าที่ส่ง

586
00:32:43,052 --> 00:32:46,531
นะคะ คุณก็ค่อยมาเช็เอาว่าฉันส่งถูกไหมอะไรอย่างนี้นะคะ

587
00:32:46,531 --> 00:32:49,578
ดังนั้น การแก้ปัญหา ก็คือ

588
00:32:49,578 --> 00:32:53,578
เขาเลยให้ทำงานร่วมกับ TCP เลย

589
00:32:54,019 --> 00:32:58,019
เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลถึงแน่นอน

590
00:32:58,893 --> 00:33:01,523
IP มันก็เลยเหมือนแบบเป็นการส่งจดหมายแบบธรรมดา

591
00:33:01,523 --> 00:33:03,330
ไม่รู้ถึงตอนไหนน่ะ ส่งไปเลย

592
00:33:03,330 --> 00:33:07,330
เน้นความเร็วส่งไปแล้ว

593
00:33:08,119 --> 00:33:11,139
ไม่สน แล้วเขาจะรับตอนไหนไม่รู้นะคะ  TCP ก็เลยมาช่วย

594
00:33:11,139 --> 00:33:14,151
เอาจากจดหมายธรรมดา เพิ่มลงทะเบียนให้นิดหนึ่ง

595
00:33:14,151 --> 00:33:18,151
นะคะ เพื่อการันตีว่าถึงแน่นอน

596
00:33:18,712 --> 00:33:22,712
นะคะ อุปกรณ์ที่ใช้ในการกำหนดเส้นทางเราจะเรียกว่า "Router" นะคะ

597
00:33:24,942 --> 00:33:26,760
ตัว ICMP นี่มันก็จะเป็นตัวที่

598
00:33:26,760 --> 00:33:29,499
คอยรายงานข้อผิดพลาด

599
00:33:29,499 --> 00:33:30,720
ที่เกิดขึ้นระหว่างการ

600
00:33:30,720 --> 00:33:32,725
ส่ง

601
00:33:32,725 --> 00:33:35,203
ข้อมูล ที่เป็น Package ต่าง ๆ

602
00:33:35,203 --> 00:33:36,069
นะคะ ก็คือ

603
00:33:36,069 --> 00:33:39,058
มันจับ

604
00:33:39,058 --> 00:33:40,065
แจ้งข้อผิดพลาด ของเครือข่าย

605
00:33:40,065 --> 00:33:41,237
นะคะ

606
00:33:41,237 --> 00:33:44,464
แจ้ง

607
00:33:44,464 --> 00:33:45,971
ถ้ามีการใช้งานเครือข่ายเป็นปริมาณมาก ๆ

608
00:33:45,971 --> 00:33:49,971
แบบผิดปกตินะค

609
00:33:51,624 --> 00:33:55,624
ะ เป็นตัวที่ช่วยค้นหาข้อผิดพลาด เช่น การเชื่อมต่อตัวนี้

610
00:33:56,331 --> 00:33:58,452
มันเชื่อมต่อกันได้หรือเปล่าโดยใช้คำสั่งว่า Ping

611
00:33:58,452 --> 00:34:00,828
นะคะ เช่น

612
00:34:00,828 --> 00:34:04,828
Ping ไปหาคนนั้นสิ เขา

613
00:34:04,893 --> 00:34:08,741
จะได้รับข้อมูลเราหรือเปล่า เขาออนไลน์อยู่ไหมนะคะ

614
00:34:08,741 --> 00:34:12,636
รวมถึงการแจ้ง การหมดเวลา

615
00:34:12,636 --> 00:34:14,542
นะคะ ว่าในการสื่อสารครั้งนี้ เขากำหนดเวลาไว้เท่าไร

616
00:34:14,542 --> 00:34:18,542
เกินเวลาหรือยังนะคะ

617
00:34:24,472 --> 00:34:28,323
โดยข้อตกลงในการเชื่อมต่อเครือข่ายนี่ มันก็จะมีวิธีการ แล้วก็

618
00:34:28,323 --> 00:34:32,323
การทำงานบนลิงก์ต่าง ๆ นะคะ

619
00:34:33,543 --> 00:34:35,493
การเชื่อมต่อเครือข่ายนี่ เราจะมองคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องหรืออุปกรณ์แต่ละอันนี่เรียกว่า

620
00:34:35,493 --> 00:34:39,044
"Node"

621
00:34:39,044 --> 00:34:41,195
เป็นก้อนนะคะ โดย

622
00:34:41,195 --> 00:34:43,908
ประกอบด้วย ทั้ง

623
00:34:43,908 --> 00:34:44,776
Ethernet แล้วก็ตัว

624
00:34:44,776 --> 00:34:46,581
ARP นะคะ

625
00:34:46,581 --> 00:34:50,581
หน้าที่หลัก

626
00:34:50,928 --> 00:34:53,185
นะคะ ก็จะเป็นการสื่อสารในแต่ละโหนด หรือแต่ละจุดที่กำหนดไว้

627
00:34:53,185 --> 00:34:57,185
ให้เป็นไปตามเส้นทางที่เรากำหนด

628
00:34:57,752 --> 00:35:01,752
ผู้รับก็ทำงานในทางกลับกัน ก็คือรอรับข้อมูล

629
00:35:03,205 --> 00:35:05,475
แล้วก็ส่งไปกับโปรแกรม... ให้ชั้นในการแปลงข้อมูลชั้นสูงขึ้นไป

630
00:35:05,475 --> 00:35:09,475
ที่ใช้ทำงานร่วมกัน

631
00:35:11,085 --> 00:35:15,085
นะคะ ก็จะมีการรับส่งข้อมูลแบบนี้ จากชั้นล่างสุดก็ค่อย ๆ ส่งขึ้นไปชั้นบนสุดนะ

632
00:35:16,233 --> 00:35:19,343
คะ Ethernet คืออะไร

633
00:35:19,343 --> 00:35:21,817
เป็นเทคโนโลยีเครือข่ายหลักของ

634
00:35:21,817 --> 00:35:24,307
เทคนิค... นะคะ

635
00:35:24,307 --> 00:35:27,530
แล้วก็เป็นเครือข่ายที่

636
00:35:27,530 --> 00:35:29,786
ใช้ภายในองค์กร หรือในท้องถิ่นมากที่สุด

637
00:35:29,786 --> 00:35:31,798
ท้องถิ่นในที่นี่ไม่ใช่บ้านเรานะ

638
00:35:31,798 --> 00:35:35,351
มันจะหมายถึง

639
00:35:35,351 --> 00:35:38,405
ก็คือ

640
00:35:38,405 --> 00:35:38,967
การใช้งานเครือข่ายภายในองค์กรนั่นแหละ

641
00:35:38,967 --> 00:35:42,832
นะคะ

642
00:35:42,832 --> 00:35:45,703
หรือว่าที่เราใช้กันตอนนี้ ก็คือ

643
00:35:45,703 --> 00:35:49,703
LAN Local Area Network

644
00:35:51,660 --> 00:35:54,297
ก็มีการรับส่งแบบ

645
00:35:54,297 --> 00:35:58,297
CSM

646
00:35:59,451 --> 00:36:03,451
A ก็คือเป็นการตรวจสอบการคับคั่งของการสื่อสารข้อมูลแบบคอขวด

647
00:36:06,072 --> 00:36:10,072
ข้อมูลเหมือนถนนน่ะค่ะ วิ่งมา 8 เลนอยู่ดี ๆ เหลือ 2 เลน

648
00:36:12,326 --> 00:36:13,837
ร ถมันก็ต้องมาออกกันตรงปากขวด ก็แล้วแต่นะแต่ขวดขวดข้างล่างมันกว้าง

649
00:36:13,837 --> 00:36:16,374
แต่ปากขวดมันแคบ

650
00:36:16,374 --> 00:36:20,374
พอน้ำจริง ๆ แล้ว

651
00:36:21,939 --> 00:36:23,457
เราออกไม่เร็วเหมือนแก้วน้ำ แก้วน้ำปากกับขวดแก้วมันเท่ากัน

652
00:36:23,457 --> 00:36:25,767
น้ำไหลออกหมดพร้อมกัน

653
00:36:25,767 --> 00:36:29,767
ไอ้ตัวอินเทอร์เน็ตนี่

654
00:36:31,593 --> 00:36:35,593
มันจะมีตัวที่ช่วยจัดการ ก็คือถ้าสมมุติว่าปริมาณคนใช้งานมาก ๆ สักพัก

655
00:36:35,629 --> 00:36:36,306
โดนบีบให้เหลือ 2 เลน มันจะแก้ไขปัญหานั้นอย่างไร

656
00:36:36,306 --> 00:36:40,306
นะคะ

657
00:36:42,270 --> 00:36:46,051
ต่อมาตัว ARP นะคะ

658
00:36:46,051 --> 00:36:48,384
หรือเป็น Protocol ที่ใช้ในการค้นหา Maddress

659
00:36:48,384 --> 00:36:51,749
Mac address จะเป็น

660
00:36:51,749 --> 00:36:53,021
หมายเลข 1

661
00:36:53,021 --> 00:36:55,727
นะคะ

662
00:36:55,727 --> 00:36:58,287
แก้ไขบัตรประชาชนของเครื่อง

663
00:36:58,287 --> 00:36:59,808
ก็จะ

664
00:36:59,808 --> 00:37:03,808
ไม่มีการเปลี่ยนแปลง

665
00:37:04,177 --> 00:37:08,177
จะเป็นตัวเลขที่แต่ละเครื่องไม่เหมือนกัน

666
00:37:10,094 --> 00:37:14,094
นะคะ ก็เป็นอีกตัวหนึ่ง ที่ไว้ในการยืนยันว่าต้นทางปลายทาง

667
00:37:14,568 --> 00:37:17,497
เป็นคนที่เราต้องการส่งข้อมูลจริงไหม

668
00:37:17,497 --> 00:37:20,742
นอกจากร้องขอ IP Address แล้วตัว ARP นี่

669
00:37:20,742 --> 00:37:22,495
ก็จะร้องขอ Mac Address มา เพื่อ

670
00:37:22,495 --> 00:37:26,495
ระบุตัวตนอีกครั้งหนึ่งเหมือนกัน

671
00:37:30,850 --> 00:37:32,301
นะคะ วันนี้เลยมีงานให้ทำนะคะ จะให้หาข้อมูลเพิ่มเติม อันนี้

672
00:37:32,301 --> 00:37:35,757
ทำเป็น

673
00:37:35,757 --> 00:37:39,226
ท้ายบทนะ ทำวันนี้ก็น่าจะเสร็จ

674
00:37:39,226 --> 00:37:42,217
ลองหาข้อมูลเพิ่มว่าไอ้ตัว

675
00:37:42,217 --> 00:37:45,713
Static NAT กับ Dynamic ์ฤเนี่ย

676
00:37:45,713 --> 00:37:48,471
ไม่มีการทำงานอย่างไรบ้างนะคะ

677
00:37:48,471 --> 00:37:50,295
แล้วไอ้ตัวที่ตีกับ OSI model เ

678
00:37:50,295 --> 00:37:54,295
ข้อดีข้อเสีย

679
00:37:54,879 --> 00:37:58,272
เป็นอย่างไรนะคะ  smcp

680
00:37:58,272 --> 00:38:02,272
อธิบายไปแล้วมันคืออะไร ทำงานอย่างไร

681
00:38:02,375 --> 00:38:04,122
ตัว FTP ลองหาดูสิว่านอกจากส่ง

682
00:38:04,122 --> 00:38:06,527
... รับส่งข้อมูล

683
00:38:06,527 --> 00:38:10,527
ระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์แล้วมีอย่างอื่นอีกไหม

684
00:38:11,391 --> 00:38:15,391

685
00:38:16,641 --> 00:38:19,605

686
00:38:19,605 --> 00:38:21,058
TCP Three-Way Handshake อาจารย์พูดยังไม่เข้าใจ มีคนอื่นที่ไฟล์เป็นรูปภาพไม่เข้าใจมากกว่านี้หรือเปล่า

687
00:38:21,058 --> 00:38:22,457
ลองหาดู

688
00:38:22,457 --> 00:38:25,988
นะคะ

689
00:38:25,988 --> 00:38:28,050
ทำในห้องน่าจะเสร็จเ ดี๋ยวทำส่งใน Classroom เหมือนเดิม

690
00:38:28,050 --> 00:38:30,910
ก็ทำใน Word

691
00:38:30,910 --> 00:38:33,648
นะคะ ก็เอา 5 ข้อนี้แหละ

692
00:38:33,648 --> 00:38:37,648
เริ่มทำเลยเดี๋ยวอาจารย์เดินดูด้วย

