(อาจารย์จักรพงศ์) ถ้านักเรียนเข้าใจแล้วเริ่มเขียนได้เลยครับ มีนักเรียนคนไหนไม่เข้าใจอีกไหมครับ มีไหม มีนักเรียนคนไหนไม่เข้าใจ สามารถยกมือ สามารถเดินออกมาถามพี่ล่ามได้เลยครับ นักเรียนเขียนมาเลยนะ นักเรียนไม่ต้องกลัวว่านักเรียนจะเขียนผิด นักเรียนเขียนมาเลย เขียนมาให้คุณครูเลย ครูจะดูเองว่านักเรียนเขียนผิดตรงไหน แล้วคุณครูจะบอกเองว่าควรเขียนอย่างไรนะครับ นักเรียนไม่ต้องกลัวว่านักเรียนจะเขียนไม่ได้ นักเรียนจะเขียนอะไรเขียนมาเลย โอเคนะ โอเค นักเรียนเขียนเรียบร้อยแล้วนะ แล้วทีนี้คุณครูจะให้นักเรียนมาพูดภาษามือ สิ่งที่นักเรียนเขียนลงในสมุดนะครับ พูดเขียนอะไร สื่อสารอะไรกับคุณครู เดี๋ยวให้พี่ล่ามแปลภาษามือให้คุณครูฟัง แปลเป็นคำพูด แปลเป็นคำพูดได้ใช่ไหมครับ พูดเสียง ออกมาได้ใช่ไหมครับ เดี๋ยวให้คุณครูจะสุ่มนะ คุณครูจะสุ่มนักเรียน ใช่ ใช่ครับ ออกมาเลย อยู่หน้ากล้องเลย พูดกับพี่ล่ามนะ (ล่าม) ได้ยินไหมคะ (อาจารย์จักรพงศ์) ได้ยินครับ ไม่ใช่ลูก ไม่ใช่ ให้พูดภาษามือ สื่อสารภาษามือ ให้บอกพี่ล่ามว่านักเรียนเขียนลงในสมุดว่าอะไร เดี๋ยวให้คนอื่นก่อน มานี่ก่อน เดี๋ยวให้คนอื่นก่อน (ล่าม) สวัสดีค่ะ ฉันชื่อภาษามือนี้นะคะ เลขที่ 12 ค่ะ อ๋อ เดี๋ยว ๆ ๆ นะคะ เกิดวันที่ 12 เดือนธันวาคมค่ะ ปี 2549 ค่ะ บ้านเกิดของดิฉันอยู่ที่บ้านเกิดของดิฉันนะคะ อยู่ที่อำเภอ... พอดีมองเห็นไม่ค่อยชัดค่ะคุณครู บ ใบไม้ สระอิ ง งู ก ไก่ สระอา บึงกาฬค่ะ บ้านเกิดของดิฉันอยู่ที่บึงกาฬค่ะ ฉันชอบกินผัดหมูค่ะ ครอบครัวของดิฉันนะคะ มี 4 คนค่ะ มีพ่อ แม่ พี่ชาย น้อง ก็คือตัวดิฉัน หมดแล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ (อาจารย์จักรพงศ์) โอเคคครับ ขอบคุณครับ ขอบคุณพี่ล่ามที่ช่วยแปลครับ เดี๋ยวครูอีกสัก 2 คนดีกว่า อีกสัก 2 คน เอาผู้หญิงแล้ว ผู้ชายบ้างดีกว่า ผู้ชาย 3 คน มีใครจะออกมาพูด โอเค ให้ผู้หญิงก่อน ผู้หญิงขอพูดก่อน เชิญครับ เชิญ (ล่าม) สวัสดีค่ะ ดิฉันชื่อภาษามือนี้นะคะ ดิฉันเกิดวันที่ 7 เดือนตุลาคมค่ะ 2550 ค่ะ บ้านเกิดของดิฉันนะคะ อยู่ที่... ส เสือ ก ไก่ ล ลิง สกลนครค่ะ ดิฉันเรียนอยู่ที่โสตศึกษา จังหวัดอุดรฯ ค่ะ ดิฉันชอบกิน อะไรคือลูกสีเหลืองนะ ท ทหาร ท ทหาร สระอุ อ๋อ ดิฉันชอบทานทุเรียนค่ะ ขอบคุณค่ะ (อาจารย์จักรพงศ์) โอเคครับ เชิญนั่งครับ อีกคนหนึ่งมีไหม มีไหม ขออาสาสมัครหน่อยครับ ขออาสาสมัครหน่อย เชิญครับ เชิญครับ (ล่าม) สวัสดีครับ ผมชื่อภาษามือนี้นะคะ ผมเป็น... มีลูก ผมเป็นคน... ครอบครัวผมมีพี่น้องทั้งหมด 5 คน แล้วก็มีพี่น้องทั้งหมด 3 คนครับ มีผม พี่ แล้วก็น้องครับ บ้านเกิดของผม บ้านเกิดของผมอยู่ที่จังหวัดอุดรธานีครับผม ชอบกินหมูกระทะครับ แล้วก็ต้มเลือดหมูครับ แล้วก็ชอบทานเนื้อวัวครับ หมดแล้วครับ ขอบคุณครับ (อาจารย์จักรพงศ์) โอเคครับ นักเรียนครับ นักเรียนรู้ไหมว่าสิ่งที่นักเรียเขียนลงในสมุดที่สื่อสารกับคุณครูน่ะ มันอาจจะไม่ได้ตรงกันกับที่นักเรียนสื่อสารกับพี่ล่าม เนื่องจากนักเรียนมีทักษะการเขียนที่ยัง... เขาเรียกว่าอะไร ที่ยังไม่ดีพอ เดี๋ยวคุณครูจะสอนทักษะการเขียนนักเรียน ในการเขียนที่ถูกต้อง เผื่อนักเรียนเขียน เผื่อนักเรียนเดินทางไปที่ไหนอย่างนี้ นักเรียนจะสามารถ นักเรียนจะสามารถเขียนสื่อสารกับคนอื่น ๆ ให้เข้าใจได้นะครับ มีคนไหนฟังไม่ทันไหม มีคนไหนยังไม่เข้าใจที่คุณครูพูดไหมครับ เข้าใจใช่ไหม นักเรียนดูพี่ล่ามนะ นักเรียนไม่ต้องดูคุณครูพูดนะ ส่วนพี่ล่ามจะใช้ภาษามือสื่อสารกับนักเรียนนะครับ ก็คือสิ่งที่คุณครูให้นักเรียนเขียนลงในสมุดนี่ ถ้านักเรียนเรียนจบไปแล้วไปทำงานหรือไม่ได้อยู่ที่โรงเรียนแล้ว นักเรียนจะสามารถสื่อสารกับคนที่ไม่รู้จักภาษามือได้อย่างไร นักเรียนก็ต้องเขียนใช่ไหมครับ เขียนแล้ว นักเรียนจะเขียนอย่างไรให้กับหลาย ๆ คนเข้าใจในสิ่งที่นักเรียนอยากจะสื่อสารกับคนอื่น ก่อนอื่นเลย เดี๋ยวเมื่อกี้คุณครูให้นักเรียนทำใบงานไปแล้ว เดี๋ยวเราจะมารู้จักความหมายของการเขียนนะครับ ความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการเขียนเลยนะนักเรียน การเขียนเป็นการสื่อสารด้วยอักษร ถ่ายทอดความรู้ อารมณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ของผู้เขียนไปสู่ผู้อ่านนะครับ ทักษะการเขียน เป็นทักษะที่เป็นทั้งศิลป์และศาสตร์ กล่าวคือ การเขียนจะต้องใช้การเขียนที่ไพเราะ สื่อได้ทั้งอารมณ์ ความคิด ความรู้ ต้องใช้ศิลปะที่กล่าวว่าอารมณ์ ความคิด ความรู้ ต้องใช้ศิลปะที่กล่าวว่าที่กล่าวว่าเป็นศาสตร์นั้น เพราะว่าการเขียนทุกชนิดประกอบด้วย ความรู้ หลักการ และวิธีการนะครับ นะครับ ต่อไปเรามาดูความสำคัญของการเขียนบ้างนะครับ นักเรียนรู้หรือเปล่าว่าความสำคัญของการเขียนน่ะ มันสำคัญอย่างไร ก็อย่างที่คุณครูพูดกับนักเรียนคร่าว ๆ เอาไว้แล้วว่าถ้านักเรียนจบ ม. 6 ไป หรือนักเรียนไปทำงานที่อื่น หรือไม่ได้อยู่ที่นี่แล้ว นักเรียนจะต้องสื่อสารกับคนที่ไม่รู้จักภาษามือ นักเรียนจะต้องเขียนสื่อสาร นี่เป็นสิ่งที่สำคัญเลยว่านักเรียนต้องเขียนให้ถูกต้อง นักเรียนรู้ว่าคำที่นักเรียนจะสื่อสารมันเขียนอย่างไร เขียนถูกหรือเปล่า สะกดตัวอักษร พยัญชนะ วรรณยุกต์ ตัวสะกด ทุกอย่างถูกต้องไหม ถ้านักเรียนเขียนผิดนิดเดียว มันก็จะเป็นความหมายอื่นแล้ว แล้วนักเรียนก็จะไม่สามารถสื่อสารกับคนอื่น ๆ ได้เลย นอกจากคนที่ใช้ภาษามือด้วยกันเอง อย่างเช่น คุณครูเอง คุณครูยังไม่รู้จักภาษามือ ครูไม่รู้เลยว่านักเรียนจะสื่อสารอะไร คุณครูรู้แค่เล็ก ๆ น้อย ๆ นิดหน่อย แต่นักเรียนพอจะสื่อสารกับครูเป็นประโยคยาว ๆ มันความหมายยาว ๆ และอีกอย่างนักเรียนก็ไม่สามารถที่จะเขียนสื่อสารกับคุณครูได้เช่นกัน เพราะว่านักเรียนยังไม่รู้ว่าคำศัพท์ หรือสิ่งที่นักเรียนจะสื่อสารมันเขียนว่าอย่างไร อย่างเช่น เมื่อกี้นักเรียน 1 คน เข้ามาถามคุณครูว่าจังหวัดสกลนครเขียนอย่างไร ซึ่งให้ดูก่อนว่านักเรียนเขียนอย่างไร ซึ่งก็สลับพยัญชนะกัน นี่เป็นการเขียนที่นักเรียนยังขาดทักษะการเขียนที่ถูกต้องอยู่ เพราะฉะนั้นเดี๋ยวชั่วโมงการเขียนของคุณครูก็จะใช้เวลาการสอนตรงนี้มากหน่อย วันนี้เราก็จะมารู้เกี่ยวกับความหมายและความสำคัญของการเขียน จุดมุ่งหมาย แล้วก็มารยาทในการเขียนไปก่อน เดี๋ยวในคาบชั่วโมงหน้า เดี๋ยวครูจะมาสอนว่าการเขียนมีกี่รูปแบบแล้วก็แต่ละรูปแบบจะต้องเขียนอย่างไร แล้วก็ให้นักเรียนได้เขียนสื่อสารกับหลาย ๆ คนที่ไม่รู้จักภาษามือได้เข้าใจ ไม่ว่าจะเป็นพ่อ แม่ พี่ น้อง ของนักเรียนที่อยู่ตามบ้าน ที่อยู่ที่บ้านของนักเรียนเองบางทีคุณพ่อ คุณแม่ของนักเรียนก็ยังไม่รู้จักภาษามือ ว่านักเรียนจะสื่อสารอย่างไร นักเรียนเขียนสื่อสารกับคุณพ่อ คุณแม่ให้เข้าใจ โอเคไหมครับ สิ่งที่คุณครูพูดนักเรียนเข้าใจนะ ถ้านักเรียนเข้าใจแล้ว มีใครอยากจะไปเข้าห้องน้ำไหมครับ ตอนนี้เดี๋ยวคุณครูจะเบรกให้สัก 10 นาที โอเคครับ เดี๋ยวคุณครูเบรกให้ 10 นาทีไปเข้าห้องน้ำนะ แล้วก็เผื่อนักเรียนจะไปดื่มน้ำ เดี๋ยวขอพักสัก 10 นาที นะครับ พี่ล่าม โอเคครับ โอเคนะ เดี๋ยวเรา... เดี๋ยวเรามาต่อกันด้วยความสำคัญของการเขียนนะ นักเรียนเวลาคุณครูพูด นักเรียนดูพี่ล่ามนะ ดูพี่ล่ามนะครับ ดูพี่ล่าม ไม่ต้องดูคุณครูนะ จะสื่อสารด้วยภาษามือให้นักเรียนได้เข้าใจ เพราะคุณครูจะกลับไมค์ คุณครูจะไม่ได้ใช้ภาษามือ โอเคนะครับ ความสำคัญของการเขียน การเขียนมีความสำคัญสำหรับมนุษย์ ยิ่งปัจจุบันมนุษย์มีความเจริญก้าวหน้าไปอย่างรวดเร็ว การเขียนก็ยิ่งทวีความสำคัญมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งสามารถสรุปของการเขียนได้ดังนี้ 1. การเขียนเป็นการสื่อสารอย่างหนึ่ง 2. การเขียนเป็นการแสดงออกของมนุษย์ 3. การเขียนเป็นเครื่องมือถ่ายทอดมรดกทางสติปัญญ า 4. การเขียนเป็นเครื่องมือสร้างความสามัคคี และความเจริญรุ่งเรืองในทางตรงกันข้ามการเขียนก็เป็นเครื่องบ่อนทำลายได้เช่นกันนะครับ ถ้านักเรียนเขียนสื่อสารในทางที่ดี มันก็จะเกิดเรื่องดี ๆ กับตัวนักเรียนเอง แต่ถ้าเมื่อไหร่นักเรียนไปเขียน เขียนด่าคนนู้น เขียนด่าคนนี้ มันจะทำให้เกิดผลเสียกับตัวนักเรียนเองนะครับ ต่อมานะครับ เป็นจุดมุ่งหมายของการเขียนนะ จุดมุ่งหมายของการเขียน การเขียนจะบรรลุตามวัตถุประสงค์หรือไม่นั้น สิ่งสำคัญอย่างหนึ่ง คือ การเขียนต้องมีจุดมุ่งหมาย ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้ 1. การเขียนเพื่อการเล่าเรื่อง ก็คือการนำเรื่องราวที่สำคัญมาถ่ายทอดเป็นข้อเขียน เช่น การเขียนเล่าประวัติ ที่คุณครูให้นักเรียนเขียนเล่าประวัติส่วนตัวของนักเรียนเองนะครับ เช่นว่านักเรียนเกิดวันที่เท่าไร นักเรียนชอบกินอะไร นักเรียนไม่ชอบกินอะไร แล้วก็บ้านนักเรียนอยู่ที่ไหน นักเรียนเป็นคนจังหวัดอะไร แล้วก็ให้นักเรียนเขียนแล้วก็มาสื่อสารเป็นภาษามือให้กับพี่ล่าม เพื่อที่พี่ล่ามจะแปลให้คุณครูฟัง เมื่อที่ผ่านมาเมื่อกี้เอง นี่แหละก็คือการเขียนเล่าประวัติของนักเรียนเอง ส่วนนักเรียนจะเขียนถูกต้องหรือไม่ถูกต้องนั้นคุณครูไม่สนใจตรงนั้นตรงนั้น เพราะว่ามันขึ้นอยู่ที่ว่านักเรียนตั้งใจที่จะเขียนสื่อสารให้กับคุณครูมากน้อยแค่ไหน คุณครูไม่สนใจว่านักเรียนจะเขียนมาให้คำมันจะสลับกัน คำมันจะแบบไม่ถูกต้อง เดี๋ยว เดี๋ยวเรื่องนั้นคุณครูค่อย ๆ สอนนักเรียนไปเดี๋ยวนักเรียนก็จะได้เอง นักเรียนไม่ต้องกลัวนะครับ นักเรียนไม่ต้องกลัวที่จะเขียนสื่อสารออกมา นักเรียนไม่ต้องกลัวคนอ่านไม่เข้าใจ นักเรียนไม่ต้องกลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้เรื่องนักเรียนเขียนออกมาเลยครับ เขียนออกมาเลย อยากสื่อสารอะไร นักเรียนเขียนอกมานักเรียนไม่มั่นใจว่านักเรียนเขียนถูก หรือเขียนผิด ให้นักเรียนมาถามคุณครูได้ คุณครูยินดี พร้อมตอบนักเรียนได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเจอคุณครูอยู่ตรงไหน อยู่ในโรงเรียน นักเรียนเขียนแล้วนักเรียนเอาไปถามคุณครูได้ตลอดเวลาเลยนะครับ คุณครูยินดีที่จะช่วยเหลือนักเรียน อย่างเช่น นักเรียนจะสื่อสารกับคนนี้ นักเรียนเขียนมาปุ๊บอย่างนี้ นักเรียนไม่มั่นใจสะกดคำถูกหรือผิด นักเรียนมาถามคุณครูได้เลย คุณครูพร้อมที่จะแนะนำ พร้อมที่จะบอกนักเรียนว่าสิ่งที่ถูกต้องคืออะไร นักเรียนไม่ต้องอาย นักเรียนไม่ต้องอายนะครับ นี่ไม่ใช่จุดบกพร่องของตัวนักเรียน การศึกษาสามารถเรียนรู้กันไปเรื่อย ๆ ครับ สำหรับข้อที่ 2 เป็นการเขียนเพื่ออธิบาย เป็นการเขียนเพื่อชี้แจงอธิบายวิธีใช้ วิธีทำ เช่น อธิบายขั้นตอนการใช้เครื่องมือต่าง ๆ หรือเป็นการทำอาหาร นักเรียนเคยดูรายการทำอาหารไหมครับ รายการทำอาหาร เขาจะเขียนอธิบายขั้นตอนวิธีทำ หรือไม่นักเรียนเคยซื้อ... เคยซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไหม มาม่า นักเรียนเคยซื้อมาม่ามาไหมครับ มาม่านะ ในซองมาม่านักเรียนเคยอ่านไหม นักเรียนเคยอ่านไหม มันจะมีครับ มาม่านะ ในซองมาม่านักเรียนเคยอ่านไหม นักเรียนเคยอ่านไหม มันจะมีวิธี เขาเรียกว่าอะไร วิธีปรุงวิธี... ประกอบอาหารของมาม่าว่าต้องทำอย่างไรล่ะลำดับแรก ฉีกซอง ลำดับที่2 ทำอะไร ต้นน้ำ อย่างนี้นะครับ ก็คือมันจะเป็นการเขียนอธิบายให้ละเอียดว่า 1. ทำอะไร 2. ทำอย่างไร อะไรประมาณนี้นะครับผม ข้อที่ 3 นะครับ การเขียนเพื่อแสดงความคิดเห็นนี่เป็นการเขียนเพื่อวิเคราะห์ วิจารณ์ แนะนำ หรือแสดงความคิดเห็น เรื่องใด เรื่องหนึ่ง ก็อย่างเช่นนะครับ ก็คุณครูอาจจะให้หัวข้อนักเรียนเขียนแสดงความคิดเห็นว่าการนอนดึกจะทำให้ จะทำให้หน้าตาไม่สดใส แล้วก็ นี่คือหัวข้อนะ แล้วก็นักเรียนก็แสดงความคิดเห็น... แสดงความคิดเห็นมาว่า การนอนดึกนี่ มันเป็นสาเหตุอะไร ทำให้หน้าตาของเราไม่สดใส เกิดจากอะไรประมาณนี้ครับ ก็คือเขียนแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับหัวข้อ เกี่ยวกับเรื่องที่คุณครูให้นักเรียนเข้าใจไหมครับ นักเรียนเข้าใจไหม นักเรียนเข้าใจที่คุณครูพูดไหม นักเรียนดูพี่ล่ามนะ นักเรียนไม่ต้องดูคุณครูนะ นักเรียนดูพี่ล่ามนะ โอเคไหม โอเคไหม เข้าใจนะ โอเค ต่อมาข้อที่ 4 นะ ข้อที่ 4 การเขียนเพื่อโน้มน้าวใจ เขียนอย่างไรเพื่อโน้มน้าวใจ ก็คือเขียนโดยมีจุดประสงค์ โดยมีการโน้มน้าวใจผู้อ่าน ยอมรับในสิ่งที่ผู้เขียนเสนอ ถ้าพูดถึงภาษาพูด ก็คือสื่อสารด้วยโฆษณาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นสื่อสิ่งพิมพ์ ใบปลิวที่เขาเขียนว่า วันนี้ลดราคาสินค้า 50 เปอร์เซ็นต์ เป็นอย่างไรครับ นักเรียนอยากซื้อไหม ลด 50 เปอร์เซ็นต์ จาก 100 บาท ขาย 50 บาทอย่างนี้ มีเวลาแค่วันนี้วันสุดท้ายแล้วนะ ซึ่งอยากจะได้สินค้านั้นอยู่แล้ว ด้วยคนปกติอยากจะซื้อสินค้าที่มันลดราคาอยู่แล้ว จากราคาเต็มลดมาเหลืออยู่ครึ่งหนึ่งอย่างนี้ ครูเชื่อได้เลยว่าถ้าเกิดร้าน... ร้านสหกรณ์โรงเรียนของเรา ขายขนมจากราคาปกติ วันนี้ลดราคาทุกอย่างเลย ขนมทุกชนิดลดราคา 50 เปอร์เซ็นต์ จากถุงละ 20 บาท เหลือถุงละ 10 บาทนี่ ครูเชื่อได้เลยว่าขนมสหกรณ์จะหมดเกลี้ยงเลย ใช่ไหม ใช่ไหม เพราะว่านักเรียนของเราชอบกินขนมมากนะครับ ต่อไปข้อที่ 5 นะ ข้อที่ 5 การเขียนเพื่อธุรกิจ เพื่อกิจธุระ คุณครูพูดผิดนะครับ การเขียนเพื่อกิจธุระ เป็นฃการเขียน ที่ผู้เขียนมีจุดประสงค์อย่างใดอย่างหนึ่ง การเขียนชนิดนี้จะมีรูปแบบการเขียน ลักษณะการเขียนนะ ต่อไปนะครับ เราจะมาเรียนรู้เรื่องมารยาทในการเขียน นักเรียนจะเขียนอย่างไร เขียนไม่ให้กระทบต่อบุคคลอื่น เพื่อไม่ให้บุคคลอื่นเสียความรู้สึกในสิ่งที่นักเรียนเขียนสื่อสารในตรงนั้นไปว่าเขาจะให้เวลานักเรียนจะเขียนเขียนอะไรอย่างนี้ ให้นักเรียนเขียนคำที่มันที่สุภาพ หลีกเลี่ยงคำหยาบนะครับ ข้อที่ 1 ก็คือใช้คำนะครับ ข้อที่ 1 ก็คือใช้คำไพเราะ หลีกเลี่ยงคำหยาบ ไม่ใช้อารมณ์ส่วนตน หรืออคติ อคติ ก็คือสิ่งที่นักเรียนรู้สึกไม่ดี อย่างเช่น นักเรียนจะเขียน เขียนข้อความสื่อความในใจสื่ิอถึงครู นักเรียนซึ่งนักเรียนไม่ชอบคุณครูเลย นักเรียนมีอคติรู้สึกไม่ดีกับคุณครู เวลานักเรียนเขียนหรืออะไรมาให้กับคุณครูน่ะ นักเรียนจะต้องลบอคติทุกอย่าง ลบความรู้สึกที่ไม่ดีกับคุณครู แล้วเขียนออกมาให้ดีที่สุด ไม่ว่านักเรียนจะไปเขียนกับเพื่อน เขียนจดหมายไปถึงเพื่อน นักเรียนจะเขียนจดหมายด่าเพื่อนได้ไหม ไม่ได้นะครับ ไม่สุภาพนะครับ การเขียนจะต้องมีถ้อยคำที่สุภาพ นักเรียนจะเขียนแบบไม่สุภาพไม่ได้ แล้วก็การเขียนอีกอย่างหนึ่งนะครับ ซึ่งมัน คุณครูจะบอกว่าการเขียน และการสื่อสารด้วยภาษามือของนักเรียนน่ะ บางทีการเขียน ผู้อ่าน ผู้อ่านอาจจะไม่ได้รับรู้ถึงความรู้สึกอารมณ์ของเวลานักเรียนจะเขียนสื่อสารไป สู้... จะสู้กับนักเรียนสื่อสารภาษามือไม่ได้ เพราะว่าการสื่อสารภาษามือ เราจะใช้ท่าทางประกอบ เราจะทำให้ผู้ดูภาษามือสื่อสารน่ะ ที่รับสารภาษามือของนักเรียนน่ะจะเข้าใจการที่นักเรียนสื่อสารด้วยการเขียน นักเรียนเพราะฉะนั้น นักเรียนจะต้องใช้ถ้อยคำที่เขียนให้สุภาพ หลีกเลี่ยงคำหยาบนะครับ ข้อที่ 2 เขียนข้อความหรืองานเขียนข้อความหรืองานเขียนที่เป็นจริง ได้ศึกษา ค้นคว้า และตรวจสอบว่าถูกต้องแล้ว ถ้าเป็นเรื่องส่วนตัว ต้องได้รับอนุญาตจากเจ้าของเสียก่อน อย่างเช่น ถ้านักเรียนจะเขียนเรื่องราวของเพื่อน ไม่เอาเพื่อนแล้ว คุณครูจะยกตัวอย่าง คุณครูจะยกตัวอย่างว่านักเรียนจะเขียนบทความจะเขียนข้อความนี่ จะเขียนประวัติของคุณครู จะเขียนบอกเพื่อนว่าคุณครูชื่อจักรพงศ์นะ บ้านอยู่ที่นี่ ๆ ๆ คุณครูชอบกินนี่ ๆ ๆ นักเรียนก่อนที่จะเขียนข้อมูลคุณครู นักเรียนจะต้องให้คุณครูอ่านก่อน หรือรับรู้ก่อนนะ ว่านักเรียนจะเขียนสื่อสารอะไรเกี่ยวกับคุณครู เพื่อที่จะให้คุณครูดูก่อนนะว่าสิ่งที่นักเรียนเขียนถูกต้องหรือไม่ นักเรียนเขียนบิดเบือนความจริงหรือเปล่า ประมาณนั้นนะครับ ต่อไปข้อที่ 3 นะครับ เขียนให้ถูกต้องตามอักขรวิธี ใช้สระ พยัญชนะ และวรรณยุกต์ที่ถูกต้อง ใช้เนื้อหาที่เหมาะกับกาลเทศะ และแต่ละบุคคล ข้อนี้สำคัญมาก ๆ เลย ที่ข้อนี้สำคัญมาก ๆ เลย ที่คุณครูพูดนั่นแหละครับ ที่ว่านักเรียนจะเขียนอย่างไร เขียนให้ถูกต้อง การที่นักเรียนจะเขียนให้ถูกต้องนักเรียนจะต้องไม่ต้องกลัว นักเรียนจะต้องลบคำว่า "กลัว" ออกจากนักเรียนไป นักเรียนให้กล้าที่จะเขียนออกมา นักเรียนไม่ต้องกลัวว่านักเรียนจะเขียนผิด ถ้านักเรียนกลัว นักเรียนไม่มั่นใจ นักเรียนมาถามคุณครู คุณครูทุกคนสามารถแนะนำให้นักเรียนได้หมดเลยว่าจะเขียนอย่างไรให้ถูกต้องตามอักขรวิธี ไม่ใช่ว่าพยัญชนะอยู่ตรงนี้ สระอยู่ตรงอีกทางหนึ่ง แล้วตัวสะกดอยู่อีกทางหนึ่งอย่างนี้ครับ นักเรียนถามคุณครูได้เลย คุณครูทุกคนพร้อมที่จะแนะนำนักเรียน ข้อที่ 4 นะครับ เขียนสิ่งที่มีคุณค่า อันก่อให้เกิดความสุข ให้เกิดความสงบสุขแก่คนในสังคม และประเทศชาติ ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่ที่ดีต่อการพัฒนาประเทศชาตินะครับ ต่อไปข้อสุดท้าย ข้อที่ 5 ก็คือการไม่คัดลอกงานเขียนของผู้อื่น โดยอ้างว่าเป็นผลงานของตนเอง ยกข้อความหรืองานเขียนของคนอื่น โดยการเขียนอ้างอิงที่มาของเรื่องแล้วชื่อผู้เขียนทุกครั้ง อย่างเช่น นักเรียนจะเอาผลงานของคุณครูมาพูดถึงในงานเขียนของนักเรียน นักเรียนจะต้องอ้างชื่อคุณครูด้วย ว่าชื่อเรื่องคนนี้ ชื่อเรื่อง การเป็นเด็กดี ผู้เขียนเรื่องนี้คือคุณครูจักรพงศ์อย่างนี้ นักเรียนจะต้องอ้างอิงชื่อครูเสมอ เพราะว่าเนื่องจากเรื่องที่คุณครูเป็นคนเขียนเรื่องนี้ขึ้นมา เวลานักเรียนจะอ้างอิง หรือพูดถึงเรื่องนี้ นักเรียนจะต้องให้เกียรติผู้เขียนด้วย คือคุณครูเอง โอเคครับ โอเควันนี้ เรามาเรียนเรื่องความหมายของการเขียน เราเข้าใจเรื่องของการเขียนเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวในชั่วโมงหน้า คุณครูการเขียนเล็กน้อย แล้วจะมาเจาะจงประเภทของการเขียน แล้วก็เดี๋ยวจะมีใบงานให้นักเรียนทำในชั่วโมงหน้า สำหรับวันนี้คุณครูก็จบการสอนเพียงเท่านี้ ขอบคุณพี่ล่ามมาก ๆ นะครับ ครับ ขอบคุณครับ เดี๋ยวมีต่ออีกทีตอน 10 โมงนะครับ เอ้ย 10 โมงครึ่งครับ 10 โมงครึ่งครับ 10 โมงครึ่ง [สิ้นสุดการถอดความ]