--- title: วรรณกรรมกับการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ (เช้า) 160267 subtitle: date: วันศุกร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (อาจารย์) สวัสดีค่ะ พี่ล่ามได้ยินหรือยังคะ ยัง สวัสดีค่ะ พี่ล่ามได้ยินอยู่ใช่ไหมคะ ตอนนี้ เหมือนจะไม่ได้ยิน เทสต์ ๆ เหมือนไมค์เบาลงด้วยใช่ไหมคะ ไม่ใช่ ๆ ไม่ได้ยิน (ล่าม) สวัสดีครับ สวัสดีครับ โอเคนะครับ มาแล้วนะครับ (อาจารย์หทัยวรรณ) เทสต์ ๆ สวัสดีค่ะ หาย Acco แล้วก็เสียงหาย ล่ามรอสักครู่นะคะ เดี๋ยวขอเช็กไมค์แป๊บนึงนะครับ เทสต์ไมค์ค่ะ ใหม่ค่ะ สวัสดีค่ะ ได้แล้วค่ะ มี Ecco Ecco มาอีกแล้ว ทฤษฎีการวิจารณ์วรรณกรรม ยังมีค่ะ 1 2 ยังมา ค่ะ เดี๋ยวถ้าอย่างนั้น ครูขอเริ่มไปก่อนเลยนะคะ เดี๋ยวขอทบทวนทฤสตรีนิยม เดี๋ยวให้นักศึกษาลองเปิดหน้า สตรีนิยมนิยม ตอนนี้เสียงหา ย แป๊บหนึ่งนะคะ เพื่อนที่เรียนสัปดาห์ที่แล้วไปแล้วนะคะ เดี๋ยวก็มาฟังอีกรอบหนึ่งนะคะ จะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นนะคะ อันนี้เสียงหาย ใช่ค่ะ echo หาย แต่เสียงเบา สตรีนิยมครูนะคะ คือกินกาแฟแต่เช้าเลยเหรอ กาแฟเหรอลูก ป๊าด ทำงานหนักเหรอ กินกาแฟแต่เช้าเลย วัยรุ่นโหดแท้ พร้อมนะคะทีนี้เดี๋ยวดูทฤษฎีสตรีนิยม ว่าเป็นทฤษฎีเบื้องต้นนี่ ครูว่าวันนี้ไม่ดีนะ ใครใส่เสื้อมาผิดสี เดี๋ยวรอแป๊บหนึ่งนะคะ โอเคค่ะ ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวดูให้ทฤษฎีสตรีนิยมนะคะ สำหรับเพื่อน ๆ ที่เพิ่งเรียนเป็นคาบแรก ครูจะบอกเอาไว้ก่อนว่าทฤษฎีนี้ ใช้ใช้ในการวิจารณ์วรรณกรรมก็จริง เขาไม่ได้เริ่มต้นเอามาใช้ในการวิจารณ์วรรณกรรมนะคะ แต่ว่าใช้ในการศึกษาผู้หญิง เพราะว่าเมื่อก่อนผู้หญิงกับผู้ชายน่ะ ไม่ได้เท่าเทียม ไม่ได้แค่สังคมไทยนะ แต่รวมถึงสังคมโลกด้วยนะคะ เปิด เดี๋ยวสำหรับเพื่อนที่เพิ่งมา อาจจะยังไม่ต้องดูในหนังสือก็ได้ ดูในสไลด์ของครูก็ได้นะคะ จะได้ทำความเข้าใจก่อน แล้วค่อยไปดูในหนังสือเพิ่มเติมนะคะ ตอนนี้ทฤษฎีนี้ เริ่มแรก ด้วยความที่บอกว่ามันเริ่มต้น มาจากผู้หญิงกับผู้ชายไม่เท่าเทียมกัน ก็เลยทำให้สังคมในช่วงยุคหนึ่งนี่ อยากขจัดปัญหานี้ให้หมดไป ขจัดปัญหานี้ ก็คือพยายามเรียกร้องความเท่าเทียมกัน ระหว่างผู้หญิงผู้ชายนั่นเองนะคะ แล้วก็ครูก็จะท้าวความว่า เริ่มแรกเลยนี่ เขาไม่ได้เริ่มต้นแบบ อยู่ดี ๆ มาเรียกร้องเลย ว่าผู้หญิงกับผู้ชายต้องเท่าเทียมกันนะ อันนี้เริ่มต้นไม่ใช่แบบนั้น แต่มันเริ่มต้นมาจากครอบครัว ครอบครัวหนึ่ง ที่มีปัญหากันระหว่างสามีภรรยา แล้วภรรยานี่ ต้องการที่จะอยากขาดกับสามีคนนั้น พอจะหย่าขาดกับสามีแล้วนี่ สิทธิ์เมื่อก่อน ผู้หญิงกับผู้ชายนี่ ด้วยความที่ว่าผู้ชายเป็นใหญ่นะคะ ถ้าเกิดว่าหย่าขาดไปแล้ว ลูกทุกอย่าง ก็ต้องตกเป็นทรัพย์สมบัติของสามี สมบัติอย่างอื่นนี่ ม่เท่าไร่หรอก แต่ว่าลูกนี่ แม่รู้สึกว่าฉันเป็นคนคลอดเอง ฉันเลี้ยงดูมาตั้งแต่เกิดเอง แต่ทำไมพอหย่าขาดกัน แล้วต้องเอาไปให้พ่อ แม่ก็เลยรู้สึกว่าไม่ มันไม่เหมาะสมน่ะ แล้วก็คิดว่าพ่อคงจะไม่ได้มีความสามารถในการเลี้ยงดูลูกขนาดนั้น ก็เลยพยายามเรียกร้องผ่านการแก้ไขกฎหมาย ซึ่งกฎหมายนี่ เคยบอกว่าผู้ชายมีสิทธิ์เรื่องลูกใช่ไหม ผู้หญิงคนนี้ก็เลยบอกว่า อย่างนั้นฉันจะเรียกร้องผ่านการแก้ไขกฎหมาย ให้ตัวเองนี่ สามารถเลี้ยงดูลูกได้ การเรียกร้องของเขานี่ ก็ได้มีความช่วยเหลือจากเพื่อน แล้วก็หน่วยงานต่าง ๆ มาก มายนะคะ เพราะว่าเขามองว่า ในเมื่อผู้หญิงเป็นคนคลอดลูก แล้วผู้หญิงอยากเป็นคนดูแลลูกมาตั้งแต่เกิด ดังนั้น ผู้หญิงก็ควรที่จะได้รับสิทธิ์นั้นเหมือนกัน การเรียกร้องครั้งแรกก็เลยประสบความสำเร็จนะคะ การเรียกร้องครั้งแรก ประสบความสำเร็จที่ว่ามันก็เลยเกิดเป็นแนวคิดสตรีนิยม สายแรกขึ้นมา เรียกว่า "สตรีนิยมสายเสรีนิยม" นะคะ นักศึกษาพอดีครูส่งสไลด์เป็น PDF ให้ ซึ่งจริง ๆ แล้ว PowerPoint ของครูมันจะเลื่อนลงนะ ครูขออภัยด้วยนะคะ เพราะว่ามันต้องเป็นตัวอักษรทับกัน แล้วก็เลื่อนลง ไม่เป็นไรเดี๋ยวครูจะอธิบายให้นะคะ ก็คือสตรีนิยมสายแรกที่บอกว่าเรียกร้องผ่านกันแก้ไขกฎหมายนะคะ กฎหมายที่ว่า ก็คือกฎหมายในการเลี้ยงดูลูก นั่นเองนะคะ ทีนี้สตรีนิยมสายแรกนี่ นอกเหนือจากการเรียกร้องผ่านการแก้ไขกฎหมายแล้ว ก็ยังมีการเรียกร้องให้ผู้หญิง ปรับปรุงตัวเอง ให้เหมือนกับผู้ชาย คำว่า "ปรับปรุงตัวเองให้เหมือนกับผู้ชาย" ในที่นี้ เขาบอกว่าผู้หญิงทำตัวอ่อนแอเกินไป อ่อนโยนเกินไป ใช้อารมณ์เกินไป ใช้อารมณ์ในที่นี้ ไม่ใช่ขี้โมโห ใช้อารมณ์ไม่ดี ก็คือขี้สงสารเกินไป ลักษณะแบบนี้ผู้ชายเขาจะไม่ทำกัน หรือคำว่า "อารมณ์" ในที่นี้ก็อย่างเช่น ถ้าเศร้าก็ร้องไห้ ผู้หญิงเป็นแบบนั้น แต่ผู้ชายเขาเข้มแข็ง ก็จะไม่ร้องไห้ ในช่วงนี้ สตรีนิยมสายนี้ ก็เลยบอกว่าถ้าคุณอยากจะปรับให้ตัวเองน่เหมือนผู้ชายจริงคุณก็ต้องละทิ้งสิ่งเหล่านั้นของตัวเอง ด้วยการเข้มแข็งให้เหมือนผู้ชาย แข็งแกร่งให้เหมือนผู้ชาย ห้ามอ่อนแอ ห้ามอ่อนโยน ห้ามขี้สงสาร มันก็เลยกลายเป็นว่าสำนักคิดแรกนี่ แนวคิดที่แก้ไขผ่านกฎหมายสำเร็จก็จริง แต่ก็โดนวิพากษ์วิจารณ์ ในเรื่องของการปรับปรุงตัวเอง ว่าคุณนี่ การที่คุณอยากให้เท่าเทียมกับผู้ชาย แต่คุณกำลังปรับตัวเอง ให้เป็นเหมือนผู้ชายนี่ บางทีมันอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ดีเสมอไปน ะ อย่างเช่น ไอ้ความเป็นชายที่บอกว่าห้ามอ่อนแอ ต้องแข็งแกร่ง ในที่นี้มันอาจจะ... มันอาจจะหมายถึงความก้าวร้าวได้ หรือห้ามอ่อนโยน มันอาจจะหมายถึงความที่ไม่ขี้สงสาร ไม่มีความรู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่คนอื่น ไปก็ได้ ซึ่งลักษณะแบบนี้ ถ้าทุกคนในสังคมเป็นท่าทางผู้หญิงทั้งผู้ชายเป็นรับรอง ไม่สงบสุขแน่นอน เพราะจะไม่มีใครยอมให้กันเลยนะคะ วันนี้ก็เลยกลายเป็นว่าแนวคิดในการแก้ไข ความเท่าเทียมกันระหว่างผู้หญิงกับผู้ชายแนวคิดแรกนี่ สำเร็จแค่ครึ่งเดียว ครึ่งเดียว ก็คือแก้ไขผ่านกฎหมายให้ผู้หญิงสามารถเลี้ยงดูลูกได้สำเร็จแต่ก็ไม่ได้แปลว่าแนวคิดนี้จะได้รับความนิยม และไม่ถูกวิพากษ์วิจารณ์นะคะ อันนี้คือยุคแรกของการเรียกร้องสตรีนิยม หรือเรียกร้องความเท่าเทียมกัน ระหว่างผู้ชายจับผู้หญิง ต่อไป ยุคที่ 2 อันนี้ก็ขออภัยเหมือนกันนะคะ ตัวหนังสืออาจจะเพี้ยน ๆ นิดหนึ่ง เดี๋ยวครูส่งเป็น Point ให้ใหม่นะคะ แต่ว่าเดี๋ยวฟังครูก็ได้ แนวคิดที่ 2 นี่ คือ แนวคิดสตรีนิยมสายมาร์กซิสต์ นักศึกษา พอผู้หญิงนี่ เริ่มเรียกร้องได้แล้ว ในเรื่องของการแก้ไขผ่านกฎหมายการเลี้ยงลูกใช่ไหมคะ พอมาถึงอีกยุคต่อมา ผู้หญิงยุคหลังนี่ เริ่มที่จะอยากเลี้ยงดูตัวเองมากยิ่งขึ้น เลี้ยงดูตัวเองในที่นี้ ก็คืออยากที่จะประกอบอาชีพของตัวเอง อยากที่จะหาเลี้ยงตัวเอง โดยที่ไม่ต้องพึ่งพาผู้ชายเสมอไป ผู้หญิงในยุคที่ 2 นี่ จึงเป็นผู้หญิงที่พยายามเรียกร้องผ่านอาชีพและการศึกษา อาชีพ เช่น เมื่อก่อน คนที่จะเป็นหมอได้ต้องเป็นผู้ชายเท่านั้น เพราะผู้ชายมีสิทธิ์ได้เรียนหนังสือ ส่วนผู้หญิง ไม่ต้องเรียนน่ะ คุณจะเรียนไปทำไม หน้าที่ของคุณ ก็คือดูแลลูกและสามี และพ่อแม่อยู่แล้ว ฉะนั้น หน้าที่ของคุณ ก็คือต้องฝึกงานบ้าน งานเรือนให้เก่ง มีใครเคยดูทองเอกหมอยาท่าโฉลงไหมคะ มีใครเคยดูไหม ที่คิมเบอร์ลี่ กับมาริโอ้แสดง เคยดูใช่ไหม เคยดูนะคะ ถ้าใครที่เคยดูเรื่องนี้มันเป็นหนังตลกในของไทยนี่แหละ ขำ ๆ ธรรมดา ๆ แต่ว่าถ้าลองมองแนวสตรีนิยมนี่ คุณจะเห็นภาพว่าสังคมไทยในอดีตนี่ ผู้หญิงกับผู้ชายเขาไม่ได้เท่าเทียมกันจริง ๆ นะ ถ้าสังเกตนะคะ ครอบครัวของผู้หญิง ก็คือครอบครัวของคิมเบอร์รีนี่ พยายาม... งานบ้าน งานเรือน เธอต้องเก่งงานบ้านงานเรือนนะ เดี๋ยวสักพัก เธอก็จะได้ออกเรือนกับผู้ชายที่พ่อกับแม่หาให้ ในขณะเดียวกัน พระเอก มาริโอ้ ฝ่ายชายนี่ ก็เหมือนกับพยายามรับ สืบทอดความเป็นหมอมาจากคุณตาใช่ไหมคะ ก็คือเป็นคนที่เหมือนกับว่าฝึกมีความรู้ในระดับหนึ่งแหละ แล้วก็ฝึกความเป็นหมอมาจากคุณตา แล้วนางเอก ว่าเห็นว่าพระเอก แบบนี้ ก็เลยอยากจะมาเรียนหมอด้วย อันนี้ ก็คือในสังคมอดีตนะ คราวนี้เราไปเห็นภาพว่า พ่อแม่ของพระเอก ไม่ยอมให้นางเอกได้เรียน เพราะว่าอะไรเพราะว่าที่แบบนี้ มันต้องเป็นของผู้ชายเท่านั้นผู้หญิงไม่ต้องมาทำอะไรพวกนี้ ไปทำงาน ฝึกงานบ้านงานเรือนเตรียมมี สามีโน่น มันก็เป็นลักษณะแบบเดียวกันสังคมตะวันตกก็เป็นเหมือนกันนะคะ อันนี้ที่เราเห็นภาพเห็นเขาว่าในสังคมไทยน่ะ เราเห็นภาพชัด แต่ตะวันตกก็ไม่ได้ต่างจากเราเลยนะคะ ก็เลยกลายเป็นว่าผู้หญิง ในสังคมตะวันตก ในช่วงนี้เขาจะเรียกร้องนี่ เขาถูกกดขี่ในเรื่องแบบนี้ ถูกกดขี่ในเรื่องของอาชีพ ถูกกดขี่ในเรื่องของการศึกษา ก็เลยมีการเรียกร้องให้ผู้หญิงนี่ มีสิทธิ์ในการเรียนทุกสาขาวิชามากขึ้น โดยเฉพาะสาขาทางการแพทย์ อันนี้คือเริ่มจากตะวันตกเลย แต่เผอิญว่าละครไทยเรามีแสดง แล้วมันสอดคล้องกันพอดีนะคะ ตะวันตกเขาก็เริ่มว่าผู้หญิงนี่ แทนที่จะให้เรียนแต่พยาบาลเฉย ๆ ให้เรียนแพทย์ด้วยได้ไหม เพราะสมองผู้หญิงก็ดีเหมือนกันนะ ไม่ใช่มีแต่สมองผู้ชายที่ดีนะคะ ขอให้ผู้หญิงได้เรียนแพทย์ อย่างนั้นให้ผู้หญิงเป็นแพทย์ด้วย ได้เริ่มทั้งอาชีพ และเริ่มทางการศึกษา แล้วก็ต่อมาเรื่องของการเมือง ผู้หญิงก็พยายามเรียกร้องเหมือนกัน เมื่อก่อน ตะวันตกผู้หญิงไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง นักศึกษาคิดดูว่าผู้หญิงกับผู้ชายนี่ มันแตกต่างกันขนาดไหนนะคะ ในอดีตผู้หญิงไม่มีสิทธิ์เลือกตั้ง ก็เลยกลายเป็นว่า ในเมื่อฉันมีการศึกษาแล้ว ฉันมีอาชีพอื่น ๆ เพิ่มขึ้นมาแล้ว อย่างนั้น ให้มีสิทธิ์เลือกตั้งด้วยได้ไหม ก็ได้ ยุคนั้นอนุญาตให้ผู้หญิงมีสิทธิ์เลือกตั้งได้ แต่ด้วยความที่ว่าถ้าจะปุ๊บปั๊บ เปลี่ยนเลย ให้มันเท่าเทียมกันแบบ 100 เปอร์เซ็นต์เลย มันก็อาจจะไม่ได้แบบทำได้ แบบเพียว ๆ แบบ 100 เปอร์เซ็นต์นะคะ ก็เลยทำให้ในช่วงนั้นนี่ ที่ผู้หญิงสามารถเลือกตั้งได้ แต่ก็ยังต้องอยู่ในความคิดของพ่อหรือสามีเท่านั้น อยู่ในความคิดของพ่อหรือสามีคืออะไร ก็อย่างเช่น ถ้าสมมติว่าผู้หญิงจะเลือกคนนี้ ให้ลองถามพ่อดูก่อนว่าพ่อโอเคไหม ถ้าพ่อโอเค ก็เลือกได้ หรือถ้ามีสามีแล้ว ก็ให้ลองถามสามีดูก่อน ว่าคนนี้โอเคไหม ถ้าโอเคก็เลือกได้นะคะ ฉะนั้น ถึงแม้ว่าจะดูเหมือนเท่าเทียมมันก็อาจจะไม่ได้ดูแบบเท่าเทียมกัน แบบ 100 เปอร์เซ็นต์เสียทีเดียวนะคะ ทีนี้แล้ว Marxism มันมาเกี่ยวอะไร กับสิ่งที่ครูพูด แต่เมื่อ Marxism ก็เป็นลักษณะที่ผู้หญิงถูกกดขี่ด้วยระบบเศรษฐกิจและทุนนิยม เมื่อกี้ครูพูดไปแล้วว่าผู้หญิงพยายามเรียกร้องอาชีพของตัวเองใช่ไหมคะ นั่นก็เป็นเพราะว่าผู้หญิงถูกจำกัดในเรื่องอาชีพไง ก็อย่างเช่น อาชีพของผู้หญิงนี่ ในเมื่ออยู่บ้าน คุณก็ต้องเลี้ยงดูลูก เลี้ยงดูสามี เลี้ยงดูพ่อแม่อยู่ แล้ว ฉะนั้น อาชีพที่ต้องออกไปนอกบ้าน คุณก็จะได้แค่ไม่กี่อาชีพ เช่น เลขา ช่างเย็บผ้า หรือพยาบาล แค่นั้นนะคะ แค่นั้นนะคะ เพราะว่าอะไร เพราะว่าอาชีพนี้มันเป็นอาชีพที่ต้องดูแลคน ในเมื่ออยู่บ้านคุณก็ต้องดูแลคน แล้วทำแบบนี้ ฉะนั้น ถ้าคุณจะไปทำงานนอกบ้าน เพื่อหาเงินนอกบ้าน อาชีพของคุณก็คงจะจำกัดแค่นั้นไม่พอ เหมือนกันแค่นั้นไม่พอ ถ้าในเมื่ออาชีพของคนนี่ มันเป็นสิ่งที่คุณต้องทำเป็นประจำอยู่แล้ว ฉะนั้นรายได้ของคุณก็ไม่ควรที่จะเยอะ เหมือนกับรายได้ของผู้ชาย ที่เขาต้องใช้แรงงานมันก็เลยกลายเป็นว่าสตรีนิยม สายมาร์กซิสต์ นี่ ผู้หญิงไม่ได้ถูกจำกัดแค่เรื่องอาชีพเท่านั้น แต่นำไปสู่ในเรื่องของรายได้ด้วย พอนำไปสู่ในเรื่องของรายได้ ถึงคุณจะออกไปทำงานนอกบ้าน หารายได้มาเลี้ยงครอบครัวแค่ไหนก็ตาม แต่รายได้ที่ได้สูงกว่า คือรายได้ของผู้หญิงหรือผู้ชายคะ ผู้ชาย ฉะนั้นในเมื่อ ถึงจะออกไปทำงานนอกบ้านเหมือนกัน แต่ผู้ชายมีรายได้สูงกว่าคนในบ้านก็ต้องเชื่อฟังใครคะ ระหว่างผู้หญิงกับผู้ชาย ก็ต้องเป็นผู้ชาย เพราะว่ามีอำนาจทางการเงินสูงกว่าแค่นั้นเอง มันก็เลยกลายเป็นว่า สตรีนิยมสายที่ 2 นี่ สายมาร์กซิสต์นี่ ผู้หญิงมีสิทธิ์ได้ทำงานนอกบ้านก็จริง แต่ก็ยังไม่ได้เทียบเท่ากับผู้ชาย เพราะว่ายังถูกกดขี่ข่มเหงเรื่องของระบบเศรษฐกิจ แล้วก็ทุนนิยมอยู่นั่นเองนะคะ อันนี้ก็คือสตรีนิยมสายมาร์กซิสต์นะคะ ต่อไป สตรีนิยมสายที่ 3 คือ สายถอนรากถอนโคน สัปดาห์ที่แล้วครูบอกว่าถ้าเกิดว่าเราน่ะ เปิดเน็ตอยู่ หรือเปิดอะไรอยู่นี่ ครูจะขอให้ดอกจันทร์สตรีนิยมสายที่ 3 เลยนะ ตอนนี้ทุกคนมีหนังสือแล้วถ้าอย่างนั้นครูก็จะให้ดอกจัน เลยนะ เลยนะคะ ว่าสตรีนิยมสายที่ 3 สายถอนรากถอนโคนเนี่ย มันมีความสำคัญและสอดคล้องกับสังคมไทยมาก ในป่ามากอย่างไร สายถอนรากถอนโคน มันมีที่มาว่าถ้าเกิดว่าผู้หญิงจะไม่ถูกกดขี่ ข่มเหงด้วยแนวคิดนี้ คุณต้องถอนรากถอนโคนแนวความคิดนี้ออกไปให้หมดก่อน ซึ่งแนวคิดที่ว่า ก็คือแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่นะคะแนวคิดแบบชายเป็นใหญ่ ก็คืออะไรก็ผู้ชาย อะไรก็ผู้ชาย เช่นอยู่ที่บ้านคุณ เอาแบบง่าย ๆ เลย ไม่ต้องไปนึกถึงครอบครัวอื่น นึกถึงครอบครัวของคุณนี่ เวลาที่จะทำอะไร ถามพ่อก่อน ว่าพ่อโอเคไหม ที่บ้านใครเป็นแบบนี้ไหมคะ เป็นใช่ไหมคะ ที่บ้านครูก็เป็นเหมือนกันค่ะนักศึกษา แม่ก็ไปทำงานนอกบ้านเหมือนกัน ทั้งสองคนเป็นข้าราชการเหมือนกัน ไปทำงานนอกบ้านเหมือนกัน แต่พอกลับมาบ้านปุ๊บ พ่อมาพักผ่อน แต่แม่ต้องรีบไปทำกับข้าวให้ลูกกิน เหมือนกันใช่ไหมคะ ถ้าใครเป็นแบบนี้ นั่นแหละค่ะ แนวคิดนี้ มันคือแนวคิดอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ ซึ่งเป็นแนวความคิดที่ปลูกฝัง แบบฝังรากเอาไว้เลย ว่าถึงคุณจะเก่งแค่ไหนก็ตาม แต่คุณก็ต้องดูแลสามี ดูแลลูก ดูแลพ่อแม่อยู่ดี นั่นแสดงว่ามันเท่าเทียมกันจริงหรือเปล่าคะ เท่าเทียมกันจริงไหมแบบนี้ อันนี้คือไม่เท่านะคะ นักศึกษาแบบนี้ไม่ได้เท่ากันนะคะ ถึงแม้ว่าคุณจะบอกว่าเท่ากันนะคะ พ่อกับแม่หนูก็ไปทำงานหาเงินเหมือนกัน แต่คุณก็ลองคิดดูดี ๆ ว่า ไปทำงานหาเงินเหมือนกัน แล้วใครมีอำนาจมากกว่า หรือแม้กระทั่งในเรื่องของการดูแลบ้านไม่เท่าไร แต่ในเรื่องของการตัดสินใจนี่สิ มันยิ่งชัดเจนเลยว่า สุดท้ายพ่อก็ต้องเป็นผู้ที่มีอำนาจสูงสุดอยู่ดี แม่นี่เรียนสูงเหมือนกัน พ่อก็เรียนสูงเหมือนกัน พอถามแม่ว่า แม่ หนูไปเป็นครูดีไหม แม่ก็ว่าดีนะ แต่ลองไปถามพ่อดูสิ ว่าพ่อโอเคไหม ไอ้พูดแบบนี้นี่แหละค่ะ มันใช่เลยนะคะ สายถอนรากถอนโคนแน่ ๆ สายนี้ เป็นแนวคิดที่ถูกฝัง เรามาตั้งแต่สังคมแบบอยุธยา อยุธยาสุโขทัย เราถูกปลูกฝังมาแบบนี้ แต่ถ้าเป็นสมัยก่อนนี่ ที่เขาปลูกฝังเขาปลูกฝังเพราะอะไรนักศึกษา เขาปลูกฝัง เพราะว่าเมื่อก่อนมันเป็นสังคมแบบเกษตรกรรม พอเป็นสังคมแบบเกษตรกรรมปุ๊บใช่ไหม ผู้ชายจะเป็นเหมือนกับแรงงานหลักในครอบครัว ส่วนผู้หญิงจะเป็นเหมือนกับคนที่ช่วย ช่วยในที่นี้ ก็คือช่วยไปทำนาบ้าง ช่วยทั้งด้านการเกษตรบ้าง หรือถ้าไม่ช่วยแบบข้างนอก ก็มาคอยดูแลลูก คอยทำกับข้าวให้สามีที่อยู่บ้าน มันก็เลยเป็นลักษณะของสังคมแบบนี้นะคะ แถมก่อนหน้าที่เราจะได้รับอิทธิพลตะวันตกนี่เ ราน่ะ มีความคิด มีแนวความคิดที่ว่าผู้ชายสามารถมีเมียหลายคนได้ เพราะถ้ายิ่งมีเมียหลายคน ก็ยิ่งช่วยกันทำมาหากิน นี่คือแนวความคิดของไทย ในยุคก่อนได้รับอิทธิพลตะวันตกนะคะ รวมถึงในเรื่องของศาสนาพุทธด้วย ศาสนาพุทธ ก็คือผู้ชายสามารถบวชเรียน สามารถออกบวชได้ สามารถทำอะไรได้หลาย ๆ อย่าง ฉะนั้น มันก็เลยกลายเป็นว่าเราน่ะ ต้องเคารพผู้ชาย ต้องยึดถือผู้ชาย ผู้ชายเก่งกว่า ผู้ชายฉลาดกว่า งานหลัก ๆ ในบ้านเมือง มักจะเป็นหน้าที่ของผู้ชาย ผู้หญิงจะมีหน้าที่แค่ support หรืออยู่ข้างหลังบ้านเท่านั้นนะคะ จริง ๆ เราเพิ่งจะเริ่มมามีแบบค่านิยม แบบผัวเดียวเมียเดียว อันนี้ยอมรับนะคะ ในช่วงสมัยรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา เพราะว่าเรารับอิทธิพลตะวันตก คือตะวันตกนี่ เขานี่จะค่อนข้างที่จะถือในเรื่องนี้ คือ ต้องมีผัวเดียว เมียเดียว ใครมีชู้ หรือว่าใครที่มีมากกว่า 1 คนนี่ โอ้โห สังคมจะไม่ค่อยยอมรับนะคะ ฉะนั้น เราก็เลยเหมือนกับว่าเริ่มมารับอิทธิพล ในแบบนั้นนี่ ในช่วงหลังรัชกาลที่ 5 เป็นต้นมา คุณจะสังเกตได้เลย ราชวงศ์ไทย อันนี้ไม่ได้แอบอ้างหรืออะไรใด ๆ นะคะ อันนี้เป็นข้อสังเกต ราชวงศ์ไทยในอดีต พระมหากษัตริย์จะมีพระชายาหลายพระองค์ ถูกไหม ไม่ว่าจะเป็นเมืองนั้น เมืองนี้ เมืองนั้น เมืองนี้ เพราะอะไร เพราะว่าการเมืองขยายอาณาเขตต่าง ๆ เขามีอำนาจในการปกครองขยายอำนาจแพอำนาจ ก็เลยกลายเป็นว่ามันก็เลยมีค่านิยมแบบนี้เกิดขึ้น ไม่ใช่แค่กับพระมหากษัตริย์เท่านั้น กับสามัญชนทั่วไป ช่วยในเรื่องการทำมาหากิน ครูพูดในมุมทางวิชาการนะคะ แต่ว่าพอในยุคหลัง โอเคแหละ พอเรารับอิทธิพลตะวันตกมา เราก็จะสังเกตว่า พระมหากษัตริย์ก็เป็นแบบอย่างเหมือนกัน ประชาชน ฉะนั้น ในทุกวันนี้ข่าวสารบ้านเมืองนี่ ถ้าใครก็ตามเป็นข่าวเมียน้อย ไปออกโหนกระแส เห็นไหนคะ ล่าสุด ก็เป็นกระแสสังคมสังคมไม่ยอมรับ นั่นก็เป็นเพราะว่าสิ่งนี้เรากำลังพยายามปรับอยู่นะคะ เลยกลายเป็นว่าสายถอนรากถอนโคนที่ว่านี่ มันก็คือสายอุดมการณ์ กับชายเป็นใหญ่ ถ้าคุณถอนความคิดนี้ออกไป ผู้หญิงกับผู้ชายต้องเท่าเทียมกัน ไปทำงานนอกบ้านก็ต้องเท่ากัน ช่วยดูแลลูกก็ต้องช่วยเหมือนกัน ผู้ชายทำงานบ้านก็ต้องได้เหมือนกัน อันนี้มันจะทำให้สังคมแบบเท่าเทียมกันได้มากขึ้นนะคะ อีกอย่างหนึ่ง เราสังเกตนะ เรามันก็ถูกปลูกฝังมาตั้งแต่เด็ก งานนี้ให้ผู้ชายทำดีกว่านะลูก ผู้ชายเขาน่าจะทำได้ดีกว่า ผู้ชายเขาจะทำได้เหมาะสมกว่า ไอ้คำพูดเหล่านั้นนั่นแหละค่ะ มันก็เปรียบเสมือนคำพูด ที่เหมือนกับการปลูกฝัง ฝังรากลงไป พอฝังรากไปแบบนี้ เราก็เลยเหมือนกับว่า ถ้าจะขุดออกไปได้นี่ มันต้องถอนรากนั้นออกไปด้วยนะคะ นี่ก็คือแนวคิดแบบถอนรากถอนโคน ต่อไป สายที่ 1-3 เมื่อกี้ จะเป็นสายที่เห็นภาพว่าผู้หญิงถูกกดขี่ข่มเหงแบบไหนบ้างนะ อย่างเช่น สายที่ 1 สายเสรีนิยม ถูกกดขี่ข่มเหงในเรื่องของกฎหมาย ถ้าหย่ากันไปแล้วผู้หญิงไม่สามารถเลี้ยงลูกได้ ก็เลยต้องแก้ไขผ่านกฎหมาย ก็เป็นแนวคิดเสรีนิยม สายที่ 2 สายมาร์กซิสต์ ก็คือถูกกดขี่ข่มเหง ด้วยระบบเศรษฐกิจและทุนนิยมมีข้อจำกัดในด้านอาชีพ แล้วก็รายได้ของผู้หญิง สตรีนิยมสายที่ 3 สายถอนรากถอนโคน ืก็คือแนวคิดอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ ผู้หญิงถูกกดขี่ข่มเหงด้วยแนวคิดนี้ ถูกปลูกฝังด้วยแนวคิดนี้ ก็เลยทำให้ผู้หญิงกับผู้ชายยังไม่ได้เท่าเทียมกัน ส่วนแนวคิดที่ 4 กับแนวคิดที่ 5 จะเป็นแนวคิดที่ให้เห็นคุณค่าของความเป็นหญิงนะคะ เห็นคุณค่าอย่างไร แนวคิดสายที่ 4 สายวัฒนธรรม สายวัฒนธรรมนี่ จะแสดงให้เห็นว่า จริง ๆ แล้วผู้หญิงนี่ดีกว่าผู้ชายนะ ดีกว่าอย่างไรบ้าง ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของความอ่อนโยน การเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การไม่ก้าวร้าว การเอาใจใส่ดูแลผู้อื่น ซึ่งสิ่งนี้ เป็นสิ่งที่ควรที่จะได้รับการยกย่อง มากกว่าการได้รับการเปลี่ยนแปลงนะคะ เหมือนอย่างเช่นแนวคิดแรกใช่ไหม ที่ครูบอกว่าเขาพยายามที่จะปรับผู้หญิง ให้เป็นเหมือนผู้ชายอะไรประมาณนี้ แต่แนวคิดนี้ เขาบอกว่าไอ้ที่ผู้หญิงเป็นอยู่ตอนนี้มันคือสิ่งที่ดี มันจะทำให้สังคมนี่สามารถอยู่ร่วมกันได้แบบสงบสุขนะคะ แล้วก็นิยมสายนิเวศ นิเวศ แปลว่า ธรรมชาติ นะ หรือว่าเราจะแบบนิเวศ คือ ป่าใช่ไหม ป่ามันก็คือธรรมชาตินั่นเอง สตรีนิยมสายนิเวศ เป็นสตรีนิยมสายที่ให้เห็นคุณค่าของผู้หญิง โดยเปรียบเทียบกับธรรมชาติ เช่น ถ้าคุณบอกว่าธรรมชาติเป็นต้นกำเนิด ของสรรพสิ่งต่าง ๆ ในโลก ดังนั้น ผู้หญิงก็คงเป็นเหมือนธรรมชาติเช่นเดียวกัน เพราะผู้หญิงก็คือผู้ที่ให้กำเนิดสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่ามนุษย์ หรือคนในโลกเช่นเดียวกัน ถ้าคุณให้คุณค่ากับธรรมชาติ คุณก็ต้องให้คุณค่ากับผู้หญิงเหมือนกัน เช่น เรามักจะได้ยินเวลา ที่แบบว่าคำด่าทุกวันนี้ บางทีมันก็จะมีคำด่านะ ว่าเช่น นี่เป็นเพศแม่ของเธอนะ นี่เป็นอะไรพวกนี้นะคะ ไอ้คำว่านี่เป็นเพศแม่เธอนะนั่นแหละมันคือคำที่กำลังสะท้อนว่า นี่น ผู้หญิงนี่เขามีคุณค่านะ เขาไม่ใช่ว่าจะทำอะไรก็ได้ คุณค่าของผู้หญิงเพศแม่ ในที่นี้ ก็คือเป็นผู้ให้กำเนิดนะ ให้กำเนิดสรรพสิ่ง โดยเฉพาะสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่า "คน" หรือ "มนุษย์ "นะคะ ฉะนั้นสตรีนิยม สายที่ 4 กับสายที่ 5 นี่ ก็เลยจะแตกต่างจาก 1-3 ตรงที่ว่า4 กับ 5 จะพยายามให้เห็นคุณค่า ของความเป็นผู้หญิงนั่นเองนะคะ ต่อไป สตรีนิยมสายที่ 6 สตรีนิยมสายที่ 6 นี่ จะคล้ายกับสตรีนิยมสายมาร์กซิสต์ พี่เอาระบบเศรษฐกิจและทุนนิยมมากดขี่ข่มเหงผู้หญิง แต่คราวนี้ใช้สังคมนิยมแค่ชื่อก็รู้แล้วนะ ว่าแบบว่าใช้สังคมนี่มาเป็นกดขี่ข่มเหง สังคมนิยม ก็คือเอาความนิยมของสังคมมาเป็นตัวกดขี่ข่มเหงของผู้หญิง โดยไอ้กดขี่ที่ว่า มันก็คือเอาในเรื่องของโครงสร้างทางเศรษฐกิจ และทุนนิยมมากดนั่นเอง เช่น อันนี้แบบยกตัวอย่างให้เห็นภาพนะ ผู้ชายสังคมนี่ จะสร้างแนวความคิดความเชื่อที่ว่า ผู้หญิงที่สวย ต้องผอม ต้องหุ่นดี ต้องขาวเท่านั้น ความคิดที่ว่า นักศึศึกษาคิดว่ามาจากผู้ชายหรือผู้หญิง ผู้ชายนั่นแหละ ผู้ชายนั่นแหละเป็นคนสร้างแนวความคิดนี้ พอผู้ชายสร้างแนวความนี้ปุ๊บ มันก็เลยกลายเป็นสังคมรวมสิว่า ในสังคมนี่ ผู้หญิงที่สวย ผู้หญิงที่ขาวนี่ ที่ขาวที่ผอมนี่ คือผู้หญิงที่สวยนะ กลายเป็นว่าผู้หญิงที่ไม่ได้สวย กับที่ไม่ได้ขาว ไม่ได้ผอม แบบตามที่มาตรฐานเขาแบบตั้งเอาไว้นี่เลยกลายเป็นอยากผอมอยากขาวขึ้นมาปุ๊บ แล้วก็มีคนที่เอาสิ่งนี้ไปสร้างลิตภัณฑ์ที่ทำให้ผอมที่ทำให้ขาว แล้วก็เอาไปขายกับผู้หญิง สุดท้ายผู้หญิงก็เลยตกเป็นทาสของทุนนิยม ตกเป็นทาสทุนนิยม ก็คือ โอ๊ย ฉันต้องซื้อแล้วล่ะ เพราะฉันอยากสวย ฉันอยากผอม ฉันอยากขาว เลยกลายเป็นว่าพวกเครื่องสำอาง หรือผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ผู้หญิงก็เลยต้องซื้อ เพื่อที่จะให้ตัวเองน่ะ อยู่ในมาตรฐานของโครงสร้างสังคมโดยอัตโนมัติ ซึ่งจริง ๆ แล้ว อันนี้เราต้องเข้าใจนะคะ ว่าในสังคมยุคอดีตมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ ครูใช้คำว่า "อดีต" เพราะอะไร เพราะปัจจุบัน เคยได้ยิน ไม่ใช่เคยหรอก เรานี่จะได้ยินกับคำว่าอะไรนะ Real Size Beauty ได้ยินคำนี้นะ Realsite Beauty คำนี้มันผุดขึ้นมา และในยุคปัจจุบันเพราะอะไรเพราะว่าพยายามคือสังคมนี่ เริ่มฉุกคิดขึ้นมาได้แล้ว ไอ้การที่ครูเนี สร้างบรรทัดฐานว่าผู้หญิงต้องสวย ต้องผอมต้องขาวนี่ยมันเป็นบรรทัดฐานที่มันอาจจะไม่ได้เป็นประโยชน์อะไรกับผู้หญิงเลย ผู้หญิงหลาย ๆ คน ตกเป็นทาสของคำคำนี้ แล้วก็ต้องไปทำทุกอย่างให้ตัวเองต้องผม ต้องขาว เพื่อที่ทำให้ตัวเองต้องให้สังคมยอมรับ มันก็เลยกลายเป็นว่าไม่ได้แล้ว ทุกวันนี้มันก็เลยมีคำว่าเดี๋ยวก็ Realsite Baeuty เดี๋ยวก็คำว่าให้เห็นคุณค่าของผู้หญิงผู้หญิงสวยไม่ต้องผอมผู้หญิงสวย ไม่ต้องขาวผู้หญิงสวยก็คือสวยทุกคนมีความสวยในตัวเอง ประมาณนี้นะคะ แต่อย่างไรก็ตาม ถึงครูจะบอกว่าในยุคปัจจุบันนี่เขาพยายามที่จะเรียกร้องแล้วใช่ไหม ว่าคนนี่ ต้อง Real Size Beauty หรือคนเนี่ยต้องให้เห็นคุณค่าของตัวเองนะแต่ใด ๆ ในอดีต ผู้หญิงก็ยังถูกกดขี่ข่มเหงด้วยสังคม แบบนิยมอยู่นะคะ ก็คือสังคม สตรีนิยมสายสังคมนิยมนั่นเอง อันนี้ก็คือใช้ระบบเศรษฐกิจ แบบทุนนิยม นักศึกษาครูจะบอกว่าในยุคครูนะ มันอาจจะไม่ได้ฮิตศัลยกรรม แต่เขาจะฮิตกลูตาไธโอน ของเราฮิตไหม ตอนนี้ ยุควัยรุ่นตอนนี้ฮิตไหม กลูตาไธโอนรู้จักไหม รู้จักไหม หนูสั่งอยู่ใช่ไหม เคยไหมเคยกินไหมคะ มีใครเคยไหม นักศึกษายุคครูตอนสมัยเป็นวัยรุ่นเรา 10 กว่าปีที่แล้วนะคะ กลูต้าไธโอนฮิตมาก เพราะว่าในสมัยก่อน สวยจริง ต้องขาว ต้องขาวแบบไหน ขาวแบบกระดาษ บ้าไปแล้ว คือแบบฮิตขาวแบบขาว กระดาษ ซึ่งเด็กวัยรุ่นในยุคนั้นทำอะไรได้ล่ะ ก็ในเมื่อฉันเกิดมาฉันไม่ได้ขาว กินกลูตาไธโอน ผลิตภัณฑ์กลูตาไธโอนขายเยอะมาก แล้วก็มีทั้งกินมีทั้งฉีดด้วย เอาเป็นว่าคือในยุคนนั่นนี่ โอ้โห หน้าขาว ปากแดง ยุคนี้ไม่มีแล้วนะ เขาจะมีแบบเป็นธรรมชาติมากขึ้นเลย มันก็จะมีในยุคนั้นนะคะ มันก็เลยทำให้นี่ไง ไอ้คำว่าสังคมนิยมนี่ มันทำผู้หญิงแบบบางทีผู้หญิงไม่รู้ตัวเลยนะ ว่าสิ่งที่ตัวเองกำลังทำน่ะ มันคือสิ่งที่สังคมกำลังกดขี่ตรงทางอ้อมอยู่ ไอ้การที่เขาหลอกขายนี่ แล้วคุณยอมที่จะถึงเขาหลอกแต่เต็มแต่ให้หลอกน่ะ นั่นแหละคนกำลังถูกกดขี่ข่มเหงอยู่นะคะ อันนี้ก็คือสตรีนิยมสายสังคมนิยม ต่อไป สตรีนิยมสาย 10 วิเคราะห์ 10 วิเคราะห์นี่ ถ้าเราเรียนจิตวิทยามา เราก็จะได้ยินอะไรพวกนั้นนะ แต่ถ้านี้เราจะไม่ต้องพูด หรือไปจนถึงขนาดนั้นแต่ว่าให้รู้แค่ว่าไอ้คำว่า "สายจิตวิเคราะห์" นี่ มันเป็นแนววิทยาบางอย่าง ที่เกิดขึ้นจากจิตไร้สำนึกของเรา จิตไร้สำนึก ก็คือบางทีเราอาจจะไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเรากำลังคิดนั้น แต่เราทำไปโดยที่เราไม่ได้รู้ตัวนะคะ อันนี้ก็คือจิตวิเคราะห์ หรือจิตไร้สำนึก เช่น ผู้หญิงกับผู้ชาย ไม่ได้ต่างกันในเรื่องของชีววิทยา ชีววิทยา ก็คือเพศที่ได้มาเช่น ผู้ชายจะมีลูกอัณฑะ ผู้หญิงมีอวัยวะเพศของผู้หญิง ือันนี้เขาเรียกว่า "ชีววิทยา" แต่เขาบอกว่าไอ้ที่มันต่างกัน ไอ้ที่มันถูกสร้างขึ้นมานี่ เช่น อยู่ในท้อง รู้แล้วว่าเด็กคนนี้เป็นผู้หญิง แค่รู้ว่าเป็นเด็กผู้หญิง ปุ๊บ ก็ไปหาซื้อเครื่องใช้ อุปกรณ์ ที่เป็นสีชมพูมาให้ โดยอนุมัติ ยังไม่รู้เลยเขาจะชอบสีชมพูหรือเปล่า เด็กผู้หญิงคนนี้ อาจจะไม่ได้ชอบสีชมพูก็ได้ ถูกไหม แต่มันเป็นจิตวิทยาแบบเป็นจิตวิเคราะห์ จิตสำนึกว่าอัตโนมัตินักศึกษาว่า ได้ลูกผู้หญิง ไปหาซื้อสีชมพูแล้วกัน ได้ลูกผู้ชายอย่างนั้นหาซื้อโทนสีน้ำเงินโทนสีเขียวก็แล้วกัน ประมาณนี้ นะคะ จริง ๆ แล้วเด็กคนนั้นที่คลอดออกมาเขาอาจจะไม่ได้ชอบพ่อกับแม่หรือใครก็ตาม พยายามเอาให้เขาก็ได้นะคะ นี่ก็คือนิยมสายจิตวิเคราะห์นะคะ แล้วก็สตรีนิยมสายหลังสมัยใหม่ เป็นสตรีนิยมสายหลังสมัยใหม่นี่ เป็นสตรีนิยมที่ครูใส่สีแดงเอาไว้ เพระาว่าถูกต่อต้านอย่างรุนแรง ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงเพราะอะไร เพราะ 1-7 เขาพยายามเรียกร้องให้เห็นว่าผู้หญิงกับผู้ชายนี่ไม่เท่าเทียมกันอย่างไรบ้าง ผู้หญิงถูกข่มเหงอย่างไรบ้าง นิยมสายหลังสมัยใหม่กลับปฏิเสธ ความเป็นหญิง ความเป็นชาย เสนอบอกว่าไม่มีความเป็นหญิง ไม่มีความเป็นชายหรอก ทุกคนเหมือนกันหมดนั่นแหละ ทุกคนเท่าเทียมกันหมด เหมือนกันหมด ไม่มีอะไรที่มันแตกต่างกัน ก็เลยกลายเป็นว่าคนที่เขาศึกษามาเขาบอกว่าไม่ใช่จ้ะ มันจะมาเท่าเทียมกันได้อย่างไร มันจะมาเหมือนกันหมดได้อย่างไร ก็ในเมื่อ 1-7 นี่ก็เห็นอยู่ว่าผู้หญิงอยากถูกพี่ก็เห็นอย่างไรบ้าง ก็เห็นว่ามันต่างกันยังไงบ้างนะคะ สายนี้ ก็เลยเป็นสายที่ถูกต่อต้านอย่างรุนแรงนะคะ ต่อไปสายที่ 9 แนวคิดรัฐสวัสดิการ แนวคิดรัฐสวัสดิการนี่ ก็คือแนวคิดที่ผู้หญิงยังไม่ได้รับสวัสดิการ เต็มที่สภาพรัฐในสังคมไทยเรา ไม่ค่อยเห็นตัวอย่างหรอก แต่ที่ครูให้ดูครั้งครูอธิบายเราเห็นสิ่งนี้ไหมคะ พี่แนวคิดรัฐสวัสดิการผู้หญิงบางกลุ่มยังไม่ได้รับรัฐสวัสดิการเต็มที่ เห็นใช่ไหม ไม่ว่าจะเป็น โสเภณี ที่เขาบอกว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ไม่ควรที่จะได้รับหรือสิทธิใด ๆ จากรัฐบาล ซึ่งจริง ๆ แล้วกลุ่มคนเหล่านั้น ก็เป็นแค่ประชาชนไหมคะ ใช่เหมือนกัน แต่ในเรื่องของคังคุไบ คุณจะเห็นว่าทั้งคู่ใบเขาพยายามเรียกร้องตรงนี้ นั่นแสดงว่าผู้หญิงในประเทศอินเดีย ยังไม่ได้รับแบบนี้เท่าเทียมกันหมด หรือแม้กระทั่งถ้าโสเภณี คุณยังไม่เห็นภาพ แต่คุณน่าจะเห็นภาพลูกของโสเภณี เห็นไหมคะ ก็เห็นน้องที่บอกว่าทางฝ่ายพยายามจะเอาลูกสาว ของคนที่เป็นโสเภณีเหล่านี้ ให้ไปเรียนหนังสือ ให้ได้รับรัฐสวัสดิการเต็มที่ จากภาครัฐ แต่เห็นแล้วว่าเด็กเขาไม่ได้เป็นโสเภณีด้วยซ้ำ ถ้าคุณจะบอกว่าโสเภณีไม่ควรได้รับเปล่านี่เขาไม่ได้เป็นแล้วทำไมเขาถึงไม่ได้รับมันก็เลยกลายเป็นว่าสตรีนิยมแนวคิดรัฐสวัสดิการนี่ ใช้กับกลุ่มผู้หญิงในบางประเทศที่อาจจะยังไม่ได้รับสวัสดิการจากภาครัฐ เต็มที่นะคะ ฉะนั้นคังคุไบนี่นะ คุณจะเห็นภาพหรือว่าสิ่งนี้ มันยังมีอยู่ในโลกของเรานะคะ หรือแม้กระทั่งแนวคิดสตรีนิยมผิวดำ และสตรีนิยมในโลกที่ 3 มันก็จะเป็นภาพว่าในอดีตยุโรป เขาจะเรียกตัวเองว่าเป็นกลุ่มผิวขาว แล้วก็จะเรียกชาวแอฟริกาว่าเป็นกลุ่มผิวดำ แล้วจะเรียกชาวเราว่าเป็นกลุ่มผิวอะไรคะ ของเรากลุ่มผิวไร ผิวแดง ผิดค่ะ เรานี่ สีทองก็ผิด 2 สีก็ผิดค่ะ ของเราอยู่ในกลุ่มชนผิวเหลือง ของเราน่ะ เป็นกลุ่มผิวเหลืองนะคะ ถึงใครจะบอกว่าไม่นะคะ หนูขาวอยู่ใช่ค่ะ หนูก็ยังเป็นกลุ่มผิวเหลือง หรือแม้กระทั่งหนูดำ ไม่ถึงจะดำแค่ไหน ก็ตาม ประเทศของเรานี่ เอเชียของเรา เราจะถูกเรียกว่าเป็นกลุ่มผิวเหลือง พวกผิวเหลืองนี่เขาจะแบ่งแยกเลยกลุ่มผิวขาว ผิวดำ แล้วก็ผิวเหลืองนะ กลุ่มผิวขาวก็คือพวกชาวยุโรปฝรั่งทั้งหลาย แถบเอเชียก็คือแบบพวกเราผิวขาวทั้งหลายนี่เขาจะมาว่ากลุ่มพวกเรานี่ กลุ่มฉลาด ภูมิใจเอาไว้เลยนะคะ นักศึกษา เรานี่ ถูกจัดอยู่ในกลุ่มที่ตลาดกลุ่มผิวเหลืองนี่ กลุ่มที่สมองฉลาด ถ้าใครพี่คิดไม่ออกนะ ถ้าใครที่เคยดูหนังฝรั่ง แบบแนวนาซา แนววิทยาศาสตร์ แนวอะไรอย่างจะต้องมีชาวเอเชียเข้าไปทำงานในนั้น เคยดูไหมคะ น่าจะเคยดูแหละ ไม่ว่าจะเป็นองค์การน NASA หรืออะไรก็ตาม หรือจะดูเอาเอาแบบง่าย ๆ อะไรนะทุกเรื่องที่เป็นแบบที่ต้องใช้วิทยาศาสตร์หรือมันสมองน่ะ เขาจะมีชาวเอเชียเข้าไปอยู่ในนั้นด้วย เช่น จีน เกาหลี ญี่ปุ่นอะไรประมาณนี้นะคะ จะต้องมีดาราที่เป็นคนเอเชีย เข้าไปในนั้น นั่นแหละนักศึกษา เขาน่ะ มองว่าเอาเอเชียหรือชาวผิวเหลืองนี่ กลุ่มชนฉลาดเด้อ อันนี้ภูมิใจไว้เด้อแต่กลุ่มที่เขาเหยียบเนี่ยคือ กลุ่มผิวดำ เขาจะมองว่าคนกลุ่มนี้ก็คือแถบแอฟริกานะคะ ไม่ใช่เรา แถบแอฟริกานี่ ก็คือนับเป็นคือเขามองแบบพวกทาส มองแบบเหมือนสัตว์น่ะ นักศึกษาถ้าใครไม่เคยดูหนังในอดีต มันมีกลุ่มคนที่เรียกร้องในเรื่องของผิวดำ ผิวขาว อยู่นะคะ โอเคแหละ ในยุคปัจจุบันมันอาจจะหายไปแล้ว แต่เมื่อก่อนที่มีการเรียกร้องเพราะอะไร ยุโรปเขาเอาคนผิวดำมาเป็นทาส เอาคนผิวดำมาใช้แรงงาน มันก็เลยกลายเป็นว่ากลุ่มคนเหล่านี้ ทั้ง ๆ ที่เขาก็มีสิทธิทุกอย่าง เขาก็มีอะไรทุกอย่างเหมือนมนุษย์น่ะแต่ก ลับถูกทำให้เหมือนกับทาส ถูกทำให้เหมือนกับสัตว์ ก็เลยเกิดเป็นแนวคิดสตรีนิยมผิวดำ และสตรีนิยมในโลกที่3ขึ้นมาเพื่อเรียกร้องไห้ผู้หญิงเหล่านี้ เขามีสิทธิเสรีภาพ เทียบเท่ากับคนในปัจจุบันนะคะ ไม่ว่าจะผิวใดก็ตามนะคะทีนี้ทวนอีกรอบหนึ่ง สตรีนิยมทั้ง 10 สายนะคะ ที่นิยมสายไหน ที่ผู้หญิงถูกกดขี่ข่มเหง ด้วยระบบเศรษฐกิจและทุนนิยม เช่น อาชีพ ให้ทำได้แค่ไม่กี่อาชีพรายได้ถ้าไปทำงานนอกบ้านก็ทำก็จะมีรายได้ไม่สูงเท่าผู้ชาย สตรีนิยมสายไหนคะ มาร์ก ซิสต์ สตรีนิยมสายไหนที่พยายามเรียกร้องผ่านการแก้ไขหมาย เช่น เมื่อก่อนถ้าหย่าไป ผู้ชายต้องได้รับสิทธิ์ในการเลี้ยงลูก ผู้หญิงก็เลยเรียกร้องการแก้ไขกฎหมายนี้ สตรีนิยมสายไหนคะ เสรีนิยม โอเค สายไหนที่เป็นแบบ โอ้โห ของใครเลย ไอ้ที่บอกว่าอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ ถอนรากถอนโคน ปากก็บอกว่าเท่า แต่จริง ๆ เท่าไหม ไม่เท่านะคะนักศึกษา ที่บอกว่าผู้หญิงผู้ชายเท่าเทียมกัน แล้วทุกวันนี้มันไม่มีเท่าเทียมแล้ว เธอ เธอกลับบ้านเธอก่อน ก่อนที่เธอจะพูดคำนี้นะคะ เธอต้องกลับบ้านเถอะก่อนนะคะ หรือที่บ้าน มีแม่ที่เป็นใหญ่ ในบ้านไหมคะ ครูอยากรู้มาก บางเรื่อง เรื่องอะไรคะ เรื่องเงิน ดีมากค่ะ อันนี้คือที่ถูกต้อง อ๋อ ก็คือใช้เงินใครเงินมัน อะไรประมาณนี้ อ๋อ ก็คือเดี๋ยวแม่จัดการเอง อะไรประมาณนี้ใช่ไหม ได้ อันนี้ก็ถือว่า คือ แม่พยายามทำตัวให้เท่าเทียมกันนะคะ ถูกต้องแล้ว คือ มันต้องเป็นแบบนี้นะคะนักศึกษา เอาเป็นแบบนี้นะคะ มีใครที่แบบเท่าเทียมกัน ที่แม่ยึดอำนาจมีไหมคะ มีบ้านไหนที่แม่ยึดอำนาจไหมนะคะ ไม่มีนะคะ ครูพยายามหาอยู่ ก็มีแหละ คืออย่างในหนังที่เราเห็น มันก็มีบ้างถูกไหม มันก็มีบ้าง แต่มันก็ถือว่าก็โอเครน่ะ เพราะว่าอะไรก็มันเท่าเทียมกันแล้ว แต่ถ้าบ้านไหนที่โครงสร้างนี้อยู่ นักศึกษา ครูจะบอกว่าโครงสร้างนี่ โดยเฉพาะบ้านไหนที่พ่อเป็นตำรวจหรือทหาร ชัดเจนมาก ใช่ไหม บ้านหนูเหรอ อ๋อ ซึ่งคุณปู่ คุณย่า ก็ถามชัดเจน อุดมการณ์ชายเป็นใหญ่ชัดเจนใช่ไหมคะ ให้นักศึกษา ถามก่อน แล้วจะเอาคำว่า "ความเท่าเทียมกัน" มาเพื่อ นี่แหละค่ะ ไอ้มันก็เป็นสิ่งที่เราถอนรากถอนโคนออกยากจริง ๆ อย่าว่าแต่ของนักศึกษาเลย ครูเห็นแม้กระทั่งคนที่เป็นแฟนกัน เพื่อนครูอย่างนี้ มีแฟนเป็นทหารยังไม่ได้แต่งงานเป็นครอบครัวเลยนะ แค่เป็นแฟนกันนี่ ผมบอกคุณแล้ว คุณต้องเชื่อผมเท่านั้น แล้วทำไมฉันต้องเชื่อเธอเท่านั้นน่ะ ฉันก็เรียนหนังสือเหมือนกัน ถูกไหม อันนี้ครูก็แบบเธอ แล้วทำไมต้อขนาดนั้นมันก็เลย มันไม่มีจริง ๆ คือสังคมไทยมันยังดับยังไม่ใช่คำว่า เท่ากันแบบ 100 เปอร์เซ็นต์นะคะ บอกไว้ก่อน แนวคิดสตรีนิยมสายไหนที่ให้เห็นคุณค่าของความเป็นหญิงนะคะ แนวคิดสตรีนิยมสายไหนที่เห็นคุณค่าของความของความเป็นหญิง สายวัฒนธรรมกับสายนิเวศ ถ้าสายบอกว่าให้เห็นคุณค่าของความเป็นเพศแม่ ถ้าด่าแบบนี้ ฉันเป็นเพศแม่เธอนะ เธอต้องเห็นคุณค่าฉันบ้าง อันนี้เป็นสายไหนคะ ไม่ใช่ เห็นคุณค่า เมื่อกี้ เมื่อกี้ นิเวศหรือวัฒนธรรม ฉันเป็นเพศแม่เธอนะ นิเวศ โอเคนะคะ เพราะว่าไอ้คำว่าที่ด่าว่า "ฉันเป็นเพศแม่เธอนะ" ก็คือเป็นเพศผู้ให้กำเนิด นิเวศ ก็คือเทียบกับธรรมชาติที่ให้กำเนิด อะไรประมาณนี้นะคะ หรือว่าเธอทั้งอ่อนแอทั้งอ่อนโยน จริง ๆ มันคือสิ่งที่ดี อันนี้ก็จะเป็นสายวัฒนธรรมนะคะ อันนี้ผู้หญิงนี่ โอ้โหทุกวันนี้ต้องทุกคนต้องได้กินแหละอันนี้เพราะมันต้องขาวนะ เป็นสตรีนิยมสายไหน สตรีนิยมสายอะไรคะ สังคมนิยม โอเคนะคะ แต่ที่น่าสังเกตนะ ทุกวันนี้ผู้หญิงเขาไม่ได้แบบอยากจะสวยเพราะว่าคนอื่นแล้วนะ ทุกวันนี้เขาจะชอบแบบว่า อยากสวยเพราะอยากสวย เพราะฉันเองน่ะ ฉันอยากส่องกระจก อยากเห็นสวยอย่างนี้นะคะ อันนี้ก็จะมีการเปลี่ยนแปลงบ้าง ในสังคมที่นิยม พอมาศึกษาสตรีนิยม กับวรรณกรรมนะคะ เราจะสังเกตว่าสตรีนิยมมันเป็นทฤษฎีของตะวันตกนะ พอเราเอามาศึกษากับวรรณกรรมของไทย ในช่วงแรก ๆ นี่ ก็เลยจะเจอลักษณะการวิจารณ์วรรณกรรม ที่พบ ก็คือ 1. เลย ช่วง ค.ศ. 1960 วรรณกรรมของไทยมักจะสะท้อนภาพของผู้หญิงในแบบแม่ศรีเรือน ต้องพึ่งพาผู้ชาย อันนี้คือวรรณกรรมนะคะ เราจะไม่พูดถึงวรรณคดี เพราะอะไร เพราะว่าวรรณคดีนี่ มันเก่าเกินไป มันไม่สามารถเอาไปใช้ได้จริง ๆ นักศึกษา อย่างเช่น วันทองนี่ ที่ครูพยายามยกตัวอย่างบ่อย ๆ หรือแม้กระทั่งสังคมหรือแม้กระทั่งละครเขาเอามาทำนี่ เขาก็พยายามบอกว่า นี่ เรื่องวันทองจริง ๆ นี่ ผู้หญิงนี่ควรที่จะมีสิทธิ์อะไรมากกว่านี้ นางวันทองไม่ควรที่จะตายเพราะเหตุผลที่ว่านางเลือกไม่ได้ นี่โน่นนั่น ใช่ไหมคะ แต่นั่นน่ะ คือมุมมองของคนในยุคปัจจุบัน ที่มองความเท่าเทียมกัน และแต่ยุคในอดีต มันไม่ได้เท่าเทียมกันแบบนั้น อำนาจอยู่ที่พระมหากษัตริย์ อำนาจอยู่ที่ขุนนาง ซึ่งผู้ชาย ฉะนั้น เขาก็จะมีสิทธิ์ในการตัดสินอะไรหลาย ๆ อย่างมากกว่า ก็เลยกลายเป็นว่าเวลาที่เขาศึกษา สตรีนิยม เขามักจะศึกษากับงานจำพวกวรรณกรรม ซึ่งวรรณกรรมในที่นี้ ก็คือช่วงสมัยใหม่นะคะ อย่างเช่นช่วง ค.ศ. 1960 วรรณกรรมของเรา เริ่มเป็นพวกนวนิยาย ที่เป็นแนวใหม่แล้วนะ ก็จะเจอว่าผู้หญิงนี่ ก็ยังเป็นลักษณะของแม่ศรีเรือน ต้องพึ่งพาผู้ชายอยู่ ครูก็เลยคิดภาพวรรณกรรมเรื่องหนึ่งออก ซึ่งถึงนักศึกษาไม่เคยอ่าน แต่ก็น่าจะเคยดูมาบ้าง ก็คือปดิวรดา ไม่อ่านหรือเคยดูไหมคะ รูปพระเอกกับนางเอกนะคะ ถ้าใครที่ไม่เคยดูเลยเรื่องนี้เราเป็นค่าของผู้หญิงคนนี่ โดนแม่ทิ้ง เริ่มต้น เริ่มต้นโดนแม่ทิ้งก่อน แล้วพ่อแม่ทิ้ง แม่เอาไปไว้อยู่หน้าบ้านเศรษฐี ซึ่งบ้านเศรษฐีนี่ ตอนแรกเขาไม่มีลูก แล้วพอเลี้ยงผู้หญิงคนนี้ ก็มีลูกสาวมาอีก 2 คน รวมทั้งหมดกับเขา เป็น 3 คน พอมีลูกสาว 3 คน เสร็จปุ๊บนี่ บ้านนี้ บ้านของผู้หญิงคนนี้ เขาเผอิญว่าเคยตกลงกับอีกบ้านหนึ่งเอาไว้ ว่าจะยกลูกสาวให้แต่งงานให้ ซึ่งจริง ๆ แล้วควรจะลูกสาวคนโต แต่เผอิญว่าลูกสาวคนโตของเขา ในขณะนั้น ยังไม่อยากแต่งงาน แล้วนางเอกนี่ เป็นคนที่ถูกเก็บมาเลี้ยง แบบเลี้ยงดูอย่างดี เหมือนลูกสาวเขาก็เลย เหมือนกับว่างั้นจะตอบแทนพ่อกับแม่แล้วกัน ก็คือยอมแต่งงานแทนน้อง อะไรประมาณนี้นะคะ พอไปแต่งงานเสร็จปุ๊บ ก่อนแต่งงานนี่เขาก็ถูกเลี้ยงมาแบบให้เป็นแม่บ้านนักศึกษา ฉะนั้น ถ้าใครที่เคยดูละครเรื่องนี้ ผู้หญิงคนนี้ ทำกับข้าวก็เก่ง ทำงานบ้านก็เก่ง เก่งเสียทุกอย่างเลย พอไปอยู่กับสามีก็ถูกสอนว่า ไปเป็นเมียเขานี่ ก็ต้องดูแลเขาดี ๆ นะ จะรักหรือไม่รักก็ตาม แต่ถ้าขึ้นชื่อว่าเมียหรือภรรยาแล้ว คุณก็ต้องดูแลเขาเป็นอย่างดีนะคะ ก็เลยกลายเป็นว่าผู้หญิงคนนี้ก็ต้องไปอยู่กับพระเอก โดยที่ตัวเองยังไม่ได้รัก แล้วก็ดูแลพระเอกอย่างดีทุกอย่าง ตรงกันข้าม พระเอกก็ไม่ได้อยากแต่งงานกับนางเอกอยู่แล้วเป็นทุนเดิม แล้วก็พยายามกลั่นแกล้งนางเอกทุกอย่างเลย เพราะว่าก็ไม่อยากได้ไง ไม่รักด้วย แล้วตัวเองก็เคยมีคนรักอยู่แล้วด้วย ก็เลยกลายเป็นว่าพระเอกนี่ พยายามทำทุกอย่างที่นางเอกไม่ชอบ แต่สุดท้ายพระเอกก็ต้องแพ้สิ่งที่นางเอกทำ หรือว่าแพ้ความ ดี ก็คือนางเอกทั้งเป็นแม่บ้านที่ดี ทั้งเป็นแม่ศรีเรือนที่ดี คือ ทำ ปรนนิบัติดูแลสามีทุกอย่าง พระเอกแพ้ความดี ในที่สุดเขาก็เลยใช้ชื่อเรื่องนี้ว่าปฏิวรดา ที่แปลว่า ภรรยาที่ดี ภรรยาอันเป็นที่รักอะไรประมาณนี้นะคะ ก็เลยกลายเป็นว่า นี่ไง ผู้หญิงในอดีตนี่ เวลาที่ถูกสอนนี่ ก็มักจะถูกสอนแบบนี้ ถูกสอนว่าเธไปนี่เธอต้องไปเป็นแม่บ้านที่ดีนะเป็นภรรยาที่ดีนะ แล้วเธอต้องไปเป็นแม่ที่ดีในอนาคตนะ แบบนี้นะคะ ถึงแม้ว่าละครเรื่องนี้มันจะเป็นละครที่ใกล้เคียงกับสังคมยุคปัจจุบันแล้ว แต่ว่ายังไม่ได้ถึงนะ ก็คือยุค 1960 เนี่ย แต่มันก็เป็นภาพวาด เราก็ยังมีอะไรแบบนี้อยู่ในสังคมอยู่นะคะ ต่อไประยะที่ 2 ระยะ 1970 ก็คือ 10 ปีต่อ มาเริ่มมาศึกษาอีกรอบหนึ่ง พอมาศึกษาสตรีนิยมอีกรอบหนึงนี่ เราจะเห็นว่าผู้หญิงถูกประกอบสร้าง ถูกประกอบสร้าง ก็คือเหมือนกับพยายามสร้างขึ้นน่ะนะ ด้วยความเชื่อความคาดหวังของคนในสังคมว่า ผู้หญิงที่ดีต้องเป็นแบบนี้ ผู้หญิงที่ดีต้องอ่อนหวาน ผู้หญิงที่ดีต้องห้ามแสดงอารมณ์เกรี้ยวกราด มันก็เลยกลายเป็นว่าผู้หญิงในวรรณคดี ในวรรณกรรมยุค 1960 นี่ ก็จะเป็นแนวที่ว่าถ้ารู้สึกอะไร ให้เก็บเอาไว้ก่อน อย่าเพิ่งแสดงออกมา ห้ามแสดงความเป็นตัวตน นางร้ายก็จะร้ายแบบเงียบ ๆ คอยร้ายแบบหลบมุมหลังไมค์ เคยเห็นภาพไหมคะ หนังละครพีเรียด อย่างเช่น หันหน้ามาหาพระเอกยิ้มแย้มปุ๊บ หันหน้าไปข้างหลัง ไปเห็นใส่กล้องอีกกล้องหนึ่ง ไม่ได้อะไรประมาณนี้นะคะ ต่อไปยุคที่ 3 ซึ่งจะเป็น ค.ศ. 1980 ถึงปัจจุบัน มันก็จะเป็นแนวยุคของเราแล้วแหละ มันก็จะเป็นแบบลักษณะของวรรณกรรมในปัจจุบัน เขาจะเริ่มเสนอผู้หญิงให้เห็นมุมกว้างขึ้น เช่น โกรธ ก็แสดงความโกรธออกมา ชอบ ก็แสดงความชอบออกมา ไม่ต้องเก็บอะไร ก็คือมีความเป็นตัวตนของตัวเองมากยิ่งขึ้นนะคะ แล้วก็จะเห็นมุมมองของสังคมที่เปลี่ยนไปด้วย เช่น ครูจะชอบเล่าเรื่องเมีย 2018 ที่ครูรู้สึกว่าไอ้การตั้งชื่อว่าเมีย 2018 เขาพยายามชี้ให้เห็นนะ ว่าในยุค 2018 มันเป็นยุคที่สังคมเปลี่ยนไปแล้ว มันเป็นยุคที่คนในสังคมนี่ เริ่มเล็งเห็นความสำคัญของผู้หญิงมากขึ้นแล้ว เช่น ในเรื่องนะ ตอนแรกนี่ ผู้หญิงคนนี้ โอ้โห มีความเป็นแม่บ้านที่ดีมาก มีความเป็นเมียที่ดีมาก ดูแลสามีดูแลลูกทุกอย่าง ทำกับข้าวก็เก่ง ดูแลสามี คือ เก่งทุกอย่าง แต่สุดท้าย สามีก็นอกใจ มีเมียน้อย ที่แบบทั้งสาวกว่า แซ่บกว่าอะไรประมาณนี้นะคะ แล้วผู้หญิงคนนั้น ก็เลยเหมือนกับว่าพยายามหลุดฉีกจากกรอบของตัวเอง ก็คือเริ่มหัดแต่งตัวสวย แล้วก็ไปทำงานนอกบ้าน ก็คือเหมือนกับเปลี่ยนปรับเปลี่ยนตัวเองนะคะ แล้วก็สุดท้ายเขาก็ได้ผู้ชายที่ดีกว่า ก็คือทั้งหนุ่มกว่า ทั้งดีกว่า แถมเป็นอาชีพที่ดีกว่าด้วย อะไรประมาณนี้นะคะ มันก็เลยกลายเป็นภาพว่า นี่ไง สิ่งที่หนังเรื่องนี้ต้องการจะสื่อ เขาก็คือจะสื่อว่าสังคมผู้หญิงกับผู้ชายมันเท่าเทียมกันแล้ว ผู้หญิงไม่จำเป็นต้องไปจมอยู่กับผู้ชายที่ไม่ดี ผู้หญิงสามารถที่จะได้รับสิ่งดี ๆ เท่าเทียมกับผู้ชายนะค อ๋อ เธอมีเมียน้อยที่เด็กกว่าแซ่บกว่าเหรอ ฉันก็มีสามีใหม่ที่ดีกว่าเธอหลายเท่าเหมือนกัน อะไรประมาณนี้นะคะ มันก็เลยกลายเป็นภาพ นี่ไง วรรณกรรมในยุคปัจจุบัน เลยนำเสนอความเป็นจริง แล้วก็การเปลี่ยนแปลงของสังคมแบบมากยิ่งขึ้นนะคะ หรือว่าถ้าใครที่ไม่ได้ดูเมีย 2018 นะ มันจะมีละครช่อง 3 ตอนนี้ ช่วงเย็นที่เขาเอามารีรันนักศึกษา พี่เบลล่ากับพี่โป๊ปอีกรอบหนึ่งนะคะ ก็จะเป็นแบบลักษณะแบบเดียวกัน ก็คือเบลล่าเป็นผู้หญิงที่เคยมีสามีมาแล้ว แล้วก็เหมือนกับครอบครัวแบบ ไม่โอเคนะคะ กับความเป็นผู้หญิงเก่งของเบลล่า อันนี่ ก็เหมือนกับถ่ายทอดความเป็นปัจจุบันเหมือนกัน ผู้หญิงที่เก่งเกินไป ครอบครัวของสามี ก็อาจจะไม่ยอมรับก็ได้ เพราะว่าเขาต้องการให้ต้องด้อยกว่าลูกชายเขา อะไรประมาณนี้นะคะ แต่ว่าพอถึงจุดหนึ่ง เบลล่าก็ต้องหย่าขาดกับสามี แล้วก็มาเริ่มต้นชีวิตใหม่กับครอบครัวใหม่ ดี อะไรประมาณนี้ เขาก็จะชี้ให้เห็นภาพแล้วน่ะ ในยุคปัจจุบันน่ะ ต้องพยายามเท่าเทียมกันให้ได้นะคะ อันนี้คือพยายามนะ ต่อไป ทีนี้ที่ครูเล่าให้ฟังก็จะเป็นลักษณะของวรรณกรรมคำวิจารณ์ ที่เริ่มมีการเปลี่ยนแปลงในแต่ละยุค ที่ใช้สตรีนิยมนะคะ คราวนี้เรามาพูดถึงความสุขของกะทิ ที่เพิ่งให้อ่านไป ไหนใครอ่านจบแล้วยกมือค่ะ ใครอ่านความสุขของกะทิจบแล้ว ยกมือ ให้หน่อย ถ้ายังอ่านไม่จบ เดี๋ยวให้เวลาอ่านอีก 5 นาทีนะคะ อ่านอีก 5 นาที คำถามที่ครูจะถาม 1. ตัวละครที่ในเรื่องนี่ เขาใช้ในการวิจารณ์สตรีนิยมมีกี่ตัว อะไรบ้าง 2. ฉันรักตัวเขาพูดในมุมมองของสตรีนิยมว่าอย่างไรบ้าง คือ ผู้หญิงถูกกล่าวถึงไว้ว่าอย่างไรบ้างในเรื่องนะคะ แล้วเดี๋ยวเรามาวิเคราะห์กัน เราจะมาดูว่าเราเรียนการวิจารณ์แล้ว แล้วพอเอามาใช้ในการวิจารณ์จริง ๆ กับวรรณกรรม เขาวิจารณ์แบบไหน ย่างไรงนะคะ เดี๋ยวอีก 5 นาที คุยกัน จบหรือยัง แต่คร่าว ๆ แล้วแหละนะ เดี๋ยวรอพี่ล่ามมาแป๊บหนึ่งนะคะ โอเคค่ะ เดี๋ยวตอบคำถามแรกก่อนง่าย ๆ นะคะ ตัวละครทั้งหมด... มีเรื่อง เอ้ย มีใครบ้างคะ 1. กะทิ 2. คะ ใคร ใครก่อนนะ ผู้หญิง ผู้หญิง แม่ แล้วก็ 3. ยาย 4. น้าดา 5. ราตรี ประดับ แล้วก็ครูราตรี ยังผู้หญิง ผู้หญิงหมดแล้วนะอั นนี้ ก็คือผู้หญิงที่ในเรื่องความสุขของกะทิ เขากำลังวิจารณ์ในมุมมองของสตรีนิยมนะคะ คราวนี้มาดูชื่อเรื่องนิดหนึ่ง ชื่อเรื่องที่เป็นบทวิจารณ์ เราเวลาเราเขียนบทวิจารณ์ทุกคนจะได้เขียนนะคะ เราจะต้องตั้งชื่อเรื่องด้วย เพราะชื่อเรื่องนี้ เขาใช้ชื่อเรื่องว่านักเขียนหญิง... แต่อำนาจของผู้ชาย นักศึกษาดูวิธีการตั้งชื่อเรื่องเขา เขากำลังสตรีนิยม เรื่องความสุขของกะทิ โดยเขาใช้คำว่า การเขียนของผู้หญิงในร่างแหอำนาจของผู้ชาย โดย 1. เลย ร่างแห คือ เรื่องของการจับปลาถูกไหมคะ ถ้าเกิดว่าใช้การตกปลากับหวานแห นักศึกษาคิดว่าอันไหนปลามันรู้ตัวไวกว่ากัน ปลารู้ตัวไวกว่าตกปลา หว่านแห มันแหกตารู้ตัวเหรอ ตกปลานะคะ เพราะอะไรถึงบอกว่าเป็นตกปลา เพราะว่าปลามันค้างก็เลยว่ามันโดนแล้วและแต่ถ้าคนหว่านแห ถ้ามันไม่ว่าอยู่ว่ามันเป็น บางทีป้ามันอาจจะไม่ได้รู้ตัวด้วยซ้ำ มันกำลังจะถูกจับ โอเคนะคะ อันนี้ก็คือความแตกต่างนะ คราวนี้ใช้คำว่า อำนาจของผู้ชาย คำว่า อำนาจ ก็คือผู้ชายอ่ะไปเหมือนแหที่แหละครนี้บางทีผู้หญิงคนนั้นน่ะอาจจะไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังอยู่ในการแผ่อำนาจของผู้ชายคนนั้นอยู่ เขาก็เลยใช้การตั้งชื่อเรื่อง ว่าการเขียนของผู้หญิงในร่างแหอำนาจของผู้ชายนะคะ ซึ่งจริง ๆ แล้วน่ะ ถ้ามองแบบธรรมดาธรรมดานะ เรื่องความสุขของกะทิ คนที่เคยอ่านหรือแม้กระทั่งคนที่เคยดู ครูเอาภาพจากภาพยนตร์ที่เขาไปสร้างเป็นภาพยนตร์นะคะ คนที่เคยอ่านคนที่เคยดูเขาก็จะรู้ว่าความสุขของกะทิไม่ดรามาเลย เป็นนวนิยายอ่านที่เบาสมองมาก เป็นภาพยนตร์ฟีลกูดมาก ไม่มีอะไรที่จะต้องให้เรามาคิดได้ว่า ผู้หญิงถูกกดขี่ข่มเหงในเรื่องด้วยเหรอคะ หรือแม้กระทั่งเวลาที่คุณน่ะ ดูชื่อเรื่องความของกะทิมันก็เป็นเรื่อง Feel goog อยู่แล้วไม่มีอะไรจะฮามากเลยนะคะ บางคนไม่ได้ดูไม่ได้อ่านด้วย แค่ชื่อเรื่องก็น่าจะคิGood นะคะ แต่คราวนี้นักเขียนนักวิจารณ์คนนี้ เขากำลังจะชี้ให้เห็นทีละตัว ทีละตัวเลยว่าลองสังเกตดูดี ๆ นะ นักเขียนคนผู้หญิงคนนี้ เขายังมีแนวคิดแบบอุดมการณ์ชายเป็นใหญ่อยู่หรือเปล่านะคะ เริ่มตั้งแต่คนแรก ครูขอถามยายแล้วกัน ยาย ในเรื่องนี้ นักวิจารณ์คนนี้ เขากำลังจะสื่อถึงยายในมุมมองไหนบ้างคะ ยายเป็นอย่างไรในเรื่อง ทำอาหารเก่ง อะไรอีก ทำอาหารเก่งแล้วอย่างไรอีก ความเป็นยายในเรื่อง นอกจากทำอาหารเก่งนะ ทำอะไรอีกบ้าง ให้ทำงานเป็นเลขานุการโรงแรมใหญ่คคก็คือทำงานนอกบ้านใช่ไหมแถมเป็นแคมใหญ่อีกต่างหากอะไรนะคะ เฟรมจากที่เราพูดมาเข้าเกมสตรีนิยมที่ครูสอนไปเมื่อกี้บ้างไหมเข้าเกมในเรื่องไหน ผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้านแม่เรือน ถูกไหมคะ ผู้หญิงต้องเป็นแม่บ้านแม่เรือน ถึงคุณจะเก่งแค่ไหน ไปทำงานนอกบ้านคุณก็ต้องเป็นแม่บ้านแม่เรือนอยู่ดี เขาพยายามบอกอยู่นะ ว่าจริง ๆ แล้วเป็นเลขานี่ ไม่ใช่เลขาธรรมดานะ แต่เป็นเลขาโรงแรม ใหญ่ด้วย แต่มันก็นั่นแหละ ถึงจะใหญ่แค่ไหนมันก็ต้องทำให้เขา ย่างไรงกลับบ้านมาก็ต้องเป็นแม่บ้านอยู่ดี นี่ก็คือข้อที่ 1 ของยายนะคะ แล้วเขาก็พยายามบอกว่า เออ ถึงแม้ว่าในเรื่องนี้นะ ตานี่ จะเหมือนกับให้เกียรติยายทุกอย่างเลย แทบจะเป็นเหมือนกับคนกลัวเมียด้วยซ้ำ แต่ลืมไปหรือเปล่า ว่าการที่เขาทำท่าแบบนั้น แต่คนที่ทำทุกอย่างคืออะไร คือยายอยู่ดี ถูกไหมคะ มันก็เลยกลายเป็นว่านี่ไง ผู้หญิงกับผู้ชายถึงจะเก่งเหมือนกันแค่ไหน สุดท้ายกลับบ้านมา ผู้หญิงก็ต้องเป็นคนทำทุกอย่างอยู่ดี อันนี้คือข้อที่ 1 ของยายถูก ไหม ต่อไป คนที่สองครูราตรี ครูราตรีถูกมองว่าอย่างไรบ้าง ในเรื่อง เป็นชู้กับสามีคนอื่นใช่ไหมคะ ซึ่ง แต่ว่าสุดท้ายครูราตรียอมรับกับสิ่งนี้ไหม ยอมรับ แล้วก็ยอมถอยด้วย โอเคแหละ การที่ครูราตรียอมรับแล้วก็ยอมถอย ครูราตรีก็เลยได้รับการให้อภัยจากสังคม ถูกไหม นี่คือสิ่งที่เขากำลังจะสื่อว่าผู้หญิงที่ผิดแล้วยอมถอยออกมา นั่นก็คือควรจะได้รับการยอมรับจากสังคมได้นะ ได้รับการให้อภัยด้วยนะ แต่ในเรื่องนี้พูดถึงแต่ผู้หญิงที่ผิด ซึ่งจริง ๆ แล้วคนผิดมีคนเดียวเปล่าคะ คนที่จะเป็นครูได้มีแค่ผู้หญิงไหม ไม่ ผู้ชายที่หลอกเมียตัวเอง หลอกเมียตัวเองด้วย แล้วก็มาหลอกครูราตรีด้วยต่างหาก เขาน่ะ สำนึกผิดบ้างไหม ในเรื่องมีการพูดถึงผู้ชายคนนี้ ผิดบ้างไหม ไม่มี มีแต่พูดถึงครูราตรีว่า เคยเป็นชู้กับสามีชาวบ้านแล้วก็ยอมถอยออกมาเอง ครูราตรีก็เลยกลายเป็นคนที่จะกลายเป็นคนชั่วก็เลยกลายเป็นคนดีได้ เพราะว่ายอมแพ้ยอมถอย แต่คนกลับไม่ได้พูดถึงเลยว่า แล้วผู้ชายคนนั้นน่ะ ที่เขาทำชั่วขนาดนั้นน่ะ ไปหลอกทั้งเมียตัวเอง มาหลอกทั้งคนอื่นแบบนี้ ไม่เห็นพูดถึงเลยว่าเป็นอย่างไรบ้าง ประมาณนี้นะคะ นี่ก็คือข้อที่ 2 และยังรู้สึกว่าเอ๊ะอะ ก็โทษแต่ผู้หญิงไม่เห็นโทาฝ่ายชายเลยนะคะ อีกคนหนึ่งก็ได้ เอากะทิก็ได้ กะทิเป็นอย่างไรบ้างคะ กะทิเป็นอย่างไร คือ ดูเหมือนเป็นเด็กที่เก่งใช่ไหม ดูเหมือนเป็นเด็กที่เก่งสดใสโลกบวกโลกในแง่ดีทุกอย่างเลย ทั้ง ๆ ที่พ่อมีไหมคะ ไม่มีพ่อ เพราะว่าพ่อกลับต่างประเทศไปแล้ว แต่เขาไม่มีพ่อ แต่เขามีใคร มี... ถ้าตัดแม่กับยายไปมีใคร พบพ่อแม่ ใช่ไหมมีตามีใครอีก มีลุงวัตสัน ที่มารักแม่ของกะทิใช่ไหม แล้วก็เลยดูแลกัน อย่างดี เหมือนกับลูกก็เหมือนกัน รวมถึงตาพี่บอกเมื่อกี้ ตาดูแลดีอยู่แล้ว แล้วก็มีนัดกันอีกคนหนึ่งด้วย ผู้ชายที่เราพูดถึงเป็นผู้ชายที่จริง ๆ มีมากกว่าพ่อแค่คนเดียวด้วยรู้ไหมคะ คือ ไม่มีพ่อคนเดียว แต่มีผู้ชายที่มาดูแลเพิ่ม 3 คน สรุปว่ากะทิอยู่ได้เพราะไม่มีพ่อ ได้ไหม ก็ต้องได้สิ ก็แบบมีคนดูแลเยอะขนาดนี้ เขาได้รับความรักเต็มที่ขนาดนี้ มันก็เลย กลายเป็นว่ากำลังจะบอกว่าความสุขของคนเราน่ะ หรือความสุขของกะทิไม่จำเป็นต้องมีพ่อก็ได้ แต่ในเรื่องคุณลืมไปหรือเปล่า คุณเขียนคนที่ดูแลกะทิตั้ง 3 คนนะ ที่เป็นผู้ชาย ไม่รวมถึงเพื่อนของกะทิได้นะ เพราะว่า shot บาง Shot ที่บอกว่ากะทิเนี่ยเป็นเด็กผู้หญิง และก็แกร่งมากเลยนะ เห็นเพื่อนผู้หญิงถูกรังแก ก็ไปช่วยเพื่อนผู้หญิงจากพวกผู้ชายที่รังแกก็ได้ แต่ว่าลืมไปหรือเปล่าไอ้พวกผู้ชายที่รังแก เพื่อนผู้หญิงน่ะ ก็เป็นเพื่อนของกะทิทั้งนั้น เพราะว่ากะทิเพื่อนผู้ชาย ก็เลยกลายเป็นว่ากะทิก็มี Black อยู่ข้างหลังไง มันก็เลยจำเป็นที่ต้องกลัวว่าใครถูกไหมคะ ดังนั้น รายการที่เขาพูดถึงผู้หญิงนี่ เรื่องนี้อันนี้ใช่ยกตัวอย่างแค่ 3 คน คุณก็จะเห็นภาพแล้วว่าทั้ง 3 คนนี้ ล้วนแต่ต้องมีผู้ชายคอยดูแล คอยปกป้อง หรือถ้าคนไม่ได้อ่านความสุขของกะทิ แต่คุณดูคังคุไบ แน่นอนว่าครูให้ไปดูนักศึกษาเห็นความสำเร็จ คังคุไบเปล่าคะได้มาจากใครคะ ได้มาจากคนที่คอยช่วย ถูกไหม เอาคนแรกก่อนเลย ที่คอยช่วยคนแรกก็คือทีมมาเฟีย คือ ราฮีม ทุกอย่างของคังคุไบ ไม่ว่าจะเป็นรถหรือแม้กระทั่งไอ้คนที่มาทำร้าย คังคุไบนี่ จะสยบไม่ได้เลย ถ้าไม่มีราฮีม เก่งจริงนั่นแหละ แต่เก่งแบบใช้สมองถูกไหม แต่คนที่จัดการให้ก็คือเ ราฮีม หรือพ่อต่อมากำลังเรียกร้อง สวัสดิการ ให้กับพวกลูกโสเภณีที่เขาต้องได้เรียนแต่ว่าเราไม่ใช่คังคุไบไปจัดการคนเดียวช่วยได้ไหม ไม่ได้เขาก็ไม่ได้เชื่อของกูไปถึงจะปากดีแค่ไหนก็ตามไปด่าบาทรวมเป็นอะไรก็ตามช่วยไม่ได้ใครที่ช่วยได้ นักข่าวก่อนนะคะ นักศึกษา นักข่าวช่วยได้ก่อนเ พราะอะไรเพราะนักศึกษา ตีแผ่ให้ ตีพิมพ์หนังสือให้ จนทำให้คังคุไบ เป็นที่รู้จัก แล้วพอเป็นที่รู้จักเสร็จปุ๊บ ก็เลยนำไปสู่เส้นทางที่คัได้ไปพบกับนายกรัฐมนตรีได้ในที่สุดนายกรัฐมนตรีก็เป็น ผู้ชายอีกนั่นแหละที่ช่วยทุกอย่าง สรุปว่าในเรื่องนี้ เหมือนกับคังคุไบเป็นตัวดำเนินเรื่องเฉย ๆ แต่คน support ทุกอย่าง ให้คังคุไบนะไม่ใช่ทางไปแค่ตัวดำเนินเรื่องนะคะ มันก็เลยกลายเป็นว่านี่ไงเรื่องคังคุไบ หญิงแกร่งแห่งมุมไบ ต้องการที่จะชี้ความเก่งผู้หญิงก็จริง แต่ถ้าคุณไปดูจริง ๆ แล้ว มันไม่ใช่ขนาดนั้น ไม่ได้ทำได้ทั้งหมด แม้กระทั่งแค่ตอนที่อยู่ในที่ทำงานที่ซ่องนะ ก็ได้ราฮีมช่วยทั้งนั้น หรือแม้กระทั่งลูกจะได้เรียนหนังสือ เป็นเพราะนักข่าวหรือแม้กระทั่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นสำเร็จทั้งหมดก็เป็นเพราะนายกรัฐมนตรี คังคุไบ เป็นแค่เหมือนกับตัวขับเคลื่อน ในสังคมอินเดียในขณะนั้นนะคะ เราก็เลยจะเห็นภาพว่าถ้ายกตัวอย่างสังคมที่แบบยังไม่เท่ากันจริง ๆ โอเคแหละ สังคมไทยมายังมีเท่าบ้าง ไม่เท่าบ้าง แต่ว่าสังคมอินเดียแต่ค่อนข้างก็เลยให้ดูหนังเรื่องคังนี้แหละเราจะได้เห็นภาพสตรีนิยมดีนะคะ อันนี้ก็เหมือนกันอีกอันนึงที่ลืมพูดถึงแม่แม่กะทิที่แบบฮา ๆ แบบมีบทน้อยเพราะว่าตายก่อนใช่ไหมแต่ถึงจะมีหมดน้อยและตายก่อน เขาก็บอกว่ามันจะมีช็อตที่แม่นี่ บอกว่าแม่รักพ่อมาก ถึงแม้ว่าพ่อนี่ จากแม่ไป ก็คือกลับบ้านเมืองของตัวเองไป มันก็เลยตอบย้ำคำ ๆ หนึ่ง ที่ตอนที่เราเรียนนี่ เราจะเห็นว่าผู้หญิงพยายามที่จะชี้ให้เห็นว่าผู้ชายฉลาดกว่า เก่งกว่าใช่ไหม ผู้หญิงอ่อนแอ เลยตอกย้ำคำที่ว่าผู้ชายเขารักด้วยสมอง แต่ผู้หญิงรักด้วยหัวใจ คำว่า "หัวใจ" นี่ แสดงว่าเขาไม่ได้ใช้สมองด้วยความรัก มันก็ได้ไงก็ตอกย้ำว่า เธอใช้อารมณ์ เพราะอารมณ์ของเธอไง บางทีมันก็เลยอาจจะทำให้เธอนี่ ไม่เท่าเทียมกับผู้ชาย เพราะเธอใช้อารมณ์มากเกินไป เธอควรที่จะใช้สมอง ใช้ความฉลาดบ้างนะคะ ก็เหมือนกันเรื่องนี้ที่ถึงแม้ว่าเขาจะให้เห็นมุมบวกของแม่กะทิก็ตามแ ต่นักวิจารณ์เขาก็ชี้ให้เห็นว่า ไอ้มุมบวกที่ว่ามันคือการสะท้อนให้เห็นว่าคุณกำลังยกย่องผู้ชายอยู่นะ ว่าผู้ชายฉลาดกว่านะคะ อันนี้ก็คือในเรื่องของความสุขของกะทิ มีอีกคนหนึ่ง ที่เป็นลุงตอง เห็นลุงตองไหมคะ ที่เขาพูดถึงลุงตอนนี่ เป็นผู้ชายคนเดียวในเรื่องไม่ใช่ผู้ชายแท้ ลุงทองเป็นเพศที่ 3 หรือว่าเป็นแบบผู้ชายที่มีหัวใจเป็นหญิง เราจะเห็นว่าในเรื่องนี่ ผู้ชายทุกคนมีความแข็งแกร่งหมดเลย แต่มีลุงตองคนเดียว ที่เขาบรรยายในลักษณะที่ไม่แข็งแกร่ง นั่นก็คือในฉากที่แม่ของกะทิตาย ทุกคนร้องไห้หมดยกเว้นผู้ชาย น้ากันก็ไม่กล้าร้องให้เต็มที่ ตาก็ไม่กล้าร้องให้เต็มที่ แต่มีคนเดียวที่กล้าร้องให้เต็มที่ ก็คือลุงตอง ก็เลยตอกย้ำสิ่งนี้อีกเหมือนเดิมนั่นแหละ ก็คือลุงตองนี่ ถึงร่างชแต่ใจเป็นอะไรคะ เป็นลุง ก็เลยเหมือนกับอ่อนแอเหมือนผู้หญิง ถ้าเป็นคนอื่นที่เขาเป็นชายแท้เนี่เขาไม่ร้องไห้นะน้ากันน่ะ ถ้าเขาจะร้องไห้เขาก็แบบคือแอบร้องแล้วเขาก็ไม่ได้ทำให้คนเห็น อาจจะมีแบบไหล่ที่มันจะขะยึก ๆ เหมือนคนร้องไห้บ้าง แต่ก็ไม่ได้แสดงออกนะคะ จากในเรื่องนี้ ความสุขของกะทิ ก็เลยทำให้เราเห็นภาพ ว่าจริง ๆ แล้ว ในวรรณกรรมหลาย ๆ เรื่องของไทยนี่ บางทีมันเป็นวรรณกรรมแนวบวกก็จริง เป็นวรรณกรรม ที่พยายามไม่เห็นผู้หญิงก็จริง แต่นักเขียนหญิงยังมีมุมมองของความเป็นความชายเป็นใหญ่อยู่ในนั้นอยู่ สายความ... สายชายเป็นใหญ่ในที่นี้ ก็คือแนวคิดสายไหนคะ แนวคิดไทยเป็นใหญ่ ก็คือแนวคิดสายไหน เมื่อกี้น่ะ อุดมการณ์ใครเป็นใหญ่เมื่อกี้อะไรคะ สายถอนรากถอนโคน โอเคนะคะ สายที่ว่า ก็คือสายถอนรากถอนโคนนั่นเอง เห็นไหม วรรณกรรมจะบวกแค่ไหนก็ตาม วรรณกรรมสมัยใหม่แค่ไหน ก็ตามแต่ก็ยังมีความคิดนี้อยู่ในนั้นอยู่นะคะ ก็เหมือนกับที่ครูชอบยกตัวอย่างว่า นี่ต้องไปดูที่อื่นได้เลย คุณดูแค่บ้านคุณนี่ มันยังมีแนวคิดนี้อยู่ไหมคุณเดินออกมานอกบ้านไม่ได้นะ ผู้หญิงผู้ชายต้องเท่าเทียมกัน ไม่ได้นะ เดี๋ยวพ่อกลับไปถึงบ้านยังไม่เห็นเท่าอยู่ดีนะคะ บางเรื่อง นักศึกษา ครูก็เลยคิดว่าบางเรื่องก็เป็นตลกร้ายของสังคมเหมือนกัน เห็นข่าวทุกวันนี้ไหม อย่างบางทีขึ้นเขาจะบอกว่าทำไมไม่ลุกให้ผู้หญิงนั่ง ทำไมไม่รู้ให้คนท้องนั่ง แล้วผู้ชายเขาตอบกลับว่าเรียกร้องความเท่าเทียมกันมากนักไม่ใช่เหรอ แล้วทำไมอยู่ดี ๆ มาเรียกร้องแต่นั่งเสียอย่างนั้น มันก็เลยแบบ เหมือนเป็นตลกร้ายในบางเรื่องนะคะ แต่ใด ๆ ก็ตามที่พูดถึงในที่นี้ ก็คือสตรีนิยมที่ถูกนำออกมาใช้ในวรรณกรรม คุณลองดูซิว่าวรรณกรรมที่คุณอ่านมีแนวนี้แทรกอยู่ไหม เช่น ลูกสาว พ่อเป็นหนี้ แล้วคราวนี้ไม่มีเงินไปใช้หนี้เขา ก็เลยเอาลูกสาวที่เป็นนางเอกกับพระเอกอย่างนี้ อันนี้ ใช่สตรีนิยมไหม ใช่เลยนะ อันนี้ใช่เลย เป็นสตรีนิยมสายไหนคะ นิยมสายไหนพ่อเอาลูกสาวไปขัดดอกแทนนี่ แต่งงานแทน ถึงแม้ว่าในเรื่องอย่าพาเพื่อนคนที่ได้ไปแต่งงานด้วยเป็นพระเอก ทั้งหล่อทั้งรวยนั่นแหละ แต่ว่าถึงจะหล่อและรวย แล้วก็เป็นพระเอกกับนางเอกแค่ไหนก็ตามแต่ในเรื่องมันก็ยังเป็นที่นิยม แล้วเป็นสตรีนิยมสายไหนคะ มาร์กซิสต์ได้ไหม ก็คือเห็นคุณค่าของเงินมากกว่าคนก็ได้ 1. นะคะ มาร์กซิสก็ได้ หรือแม้กระทั่งสายถอนรากถอนโคนได้ไหม ได้สิ เพราะว่าพ่อใช้อำนาจของตัวเอง ในการเอาลูกสาวเป็นไปใช้หนี้แทนตัวเองนะคะ ก็คือได้ทั้ง 2 เลย ก็คือ มาร์ก ซิสต์ สายถอนรากถอนโคนด้วยเลยลองดูนะคะ ว่าวรรณกรรมให้ตัวเองอ่านมีแนวนี้ไหมถ้ามีเราจะได้เอามาเขียนรายงานของเราได้ง่ายขึ้นนะคะ วันนี้เอาแค่สตรีนิยมไปก่อน คือจริง ๆ แล้วมันควรจะขึ้น มาร์กซิสต์ ได้แล้ว แต่ว่าเพื่อนเอาให้มันทันจำนะแต่ได้เข้าใจเหมือนกันนะคะ เดี๋ยวสัปดาห์หน้า นักศึกษาเดี๋ยวสัปดาห์หน้าพอดีอบรมทำเกมของ สทส. นะคะ ติดไปราชการ ก็เลยสัปดาห์หน้าวันศุกร์เฉพาะวันศุกร์นะคะ งดคลาสนะคะ เดี๋ยวค่อยนัดชดเชยอีกทีหนึ่งนะคะ แต่ว่าวันพุธเจอกันอยู่นะคะ เจอวันพุธ วันพุธตอนสาย ส่วนวันศุกร์งด Class นะคะ แจ้งพี่เขามาด้วยค่ะ โอเคค่ะ ถ้าอย่างนั้น วันนี้เอาเท่านี้ก่อนไป อ่านมาร์กซิสต์ไว้รอนะคะ เดี๋ยวจะค่อย ๆ ย้อนกลับไปนะคะ หัวหน้าไม่มา รองหัวหน้ามาไหม โอเคค่ะ ค่ะ