ถ่ายมาจากสารคดีสัตว์โลกอีก อันหนึ่ง Photo realistic Video เป็นภาพที่มันเหนือจริงหน่อยของ ลับอ 2 ลำกำลังสู้กันอยู่ในระยะอยู่ในแก้วกาแฟดูวิธีการเขามะพร้าวแล้วดูภาพอันนี้ เรียกว่าเหมือนเวลาเราต้องการภาพโฆษณาดี ๆ หรือภาพนี้แบบธรรมดา แต่ดูวิธีการ ผู้ชายนะครับ วัยหนุ่มประมาณ 20 นั่งอยู่บนก้อนเมฆครับ แล้วกำลังอ่านหนังสือ... (เจ้าหน้าที่) สวัสดีครับ ฝั่งล่ามได้ยินไหมครับ ทดสอบครับ ทดสอบ ล่ามได้ยินไหมครับ สวัสดีครับ ฝั่งล่ามได้ยินไหมครับ โอเคครับ ขอบคุณครับ (อาจารย์) check check check มีใครยังไม่ได้กระดาษแผ่นนี้บ้างคะ ยกมือค่ะ ใครยังไม่ได้กระดาษ มาเอา มาเอา จากนั้นนะคะ เขียนชื่อ แล้วก็เขียนว่าก่อนเรียน สีหน้าแบบอาจารย์ให้ทำอะไรอีก ก่อนเรียนนะคะ ก่อนเรียน เขียนชื่อ รหัสเรียบร้อยนะ แล้วก็เขียนว่าก่อนเรียนนะ ครูมีเวลาให้ 5 นาทีนะคะ 5 นาทีนะ หลังจากนั้นครูจะเก็บคำตอบนะคะ สำหรับนักศึกษาปกติ สำหรับนักพิเศษให้ 8 นาทีนะคะ ให้เราเขียนสื่อให้ได้มากที่สุดให้เราเขียนเสือให้ได้มากที่สุด สื่อการสอนนี่ค่ะ ให้ได้มากที่สุด เริ่มแล้วนะคะ ไม่คุยกันนะคะ ไม่คุยกัน เหลือเวลาอีก 2 นาที หมดเวลาในการเขียนสื่อนะคะ ทีนี้อีก 3 นาที ครูจะให้เขียนประเภทของสื่อ ที่เราเขียนมาค่ะ ให้เราบอกประเภทของสื่อ บอกประเภทของสื่ออีก 3 นาทีนะคะ ที่เราเขียนมาค่ะ มันจัดอยู่ในประเภทอะไร หมดเวลา ส่งค่ะ 10 9 8 7 6 5 อย่าลืมเขียนชื่อนะ อย่าลืมเขียนชื่อ รหัส 5 4 3 2 1 ที่เขียนมามั่นใจไหมคะ อันนี้ เรียกว่า PH ก่อนเรียนนะ เดี๋ยวหลังเรียนนี่ มันน่าจะดีขึ้นนะ มันน่าจะดีขึ้น เดี๋ยวจะให้แก้ตัวตอนหลังเรียนนะคะ หวังว่ามันจะดีขึ้นนะ พาณิภัคบ้างคะ มีใครสนิทบ้าง ใครเป็นเพื่อนเขาปกติที่เรียนอยู่ในชั้นนี้ค่ะ ไม่มีเลยเหรอ เดี๋ยวเรามาคุยกับครูหน่อยนะ แล้วเดี๋ยวเราจะได้ไปไปสื่อสารกับเพื่อน เพราะครูพยายามจะสื่อสารกับเขาแล้ว เดี๋ยวมันจะมีผล ไม่ใช่อะไรหรอกต้องรีบแจ้ง ช่วงนี้ต้องรีบแจ้ง อย่าลืมนะ เดี๋ยวเราจะมี Post Test ด้วยนะคะ ก็จะเกี่ยวข้องกับมีบรรยายเรานี่แหละ ถ้ามีเทปที่ตอบมาเดี๋ยวไม่มั่นใจนะคะ เราจะสร้างความมั่นใจจากครูนี่แหละนะคะ คือการสอนค่ะ คุณครูคุณครูทุกคนอย่างไรก็ต้องมีสื่อการสอน ฉะนั้นบทนี้ค่ะ จะทำให้เรารู้จักสื่อการสอนต่าง ๆ มากมายเลยตั้งแต่พื้นฐานเลยนะยันไปถึงแบบแอนิเมะอะไรต่าง ๆ นอกโลกแบบยิ่งใหญ่อลังการเลยนะคะ เพราะว่าอะไร ทำไมเราถึงต้องรู้จักสื่อหลายประเภท ที่ครูอยากให้เราเขียนสื่อมาเยอะหลายประเภทนี่ เพราะว่าตอนที่เราไปบรรจุค่ะ เราไม่รู้ว่าเราจะได้บรรจุโรงเรียนแบบไหน เราอาจจะได้บรรจุโรงเรียนที่ไม่มีอุปกรณ์อะไรเลยก็ได้ หรือเราอาจจะไปบรรจุโรงเรียนที่ขนาดใหญ่ที่เขาพร้อมทุก ๆ อย่าง ฉะนั้น เราถึงต้องรู้จักสื่อ หลายคนบอกทำไมสื่อเฉย ๆ แบบนี้อาจารย์ยังเอามาให้ดูอย่างนี้นะคะ แต่ความเป็นจริง เราอาจจะต้องไปอยู่โรงเรียนขนาดเล็ก จริง ๆ โรงเรียนขนาดเล็กในประเทศไทย ที่โอกาสที่เราจะไปอยู่โรงเรียนขนาดเล็ก เร็วกว่าโรงเรียนขนาดใหญ่อีกนะ โรงเรียนขนาดเล็กมันมี 80 เปอร์เซ็นต์น่ะ โรงเรียนขนาดใหญ่ 10 เปอร์เซ็นต์ ขนาดใหญ่พิเศษอีก 5 เปอร์เซ็นต์อย่างนี้ โรงเรียนอื่นอีก 5 เปอร์เซ็นต์ เอกชนเลยนี่ ฉะนั้น สื่อการสอน เราก็จะต้องรู้จักหลากหลายประเภทนะคะ ก่อนอื่นมารู้จักความหมายก่อนค่ะ ดอกจัน 300 ดอก ถ้าขอสอบถาม ถามว่าการสอนคืออะไร คุณครูที่ผ่านภาค ก ภาค ข ไป คุณครูพอไปสัมภาษณ์ตอน ภาค ข ก็พึ่งมันบอกไม่ได้น่ะว่ามันคืออะไรนะคะ ฉะนั้นนะคะ เราต้องบอกให้ได้นะ สื่อการสอนคือสิ่งต่าง ๆ ค่ะ ที่คุณครูนี่แหละใช้เป็นเครื่องมือ เป็นช่องทางนะคะ เป็นตัวกลางก็ได้ ที่ทำให้เนื้อหาของคุณครูน่ะค่ะ ส่งไปยังผู้เรียนนะคะ และทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ตามจุดประสงค์นะคะ อย่างเช่นวันนี้ สื่อการสอนของครูคืออะไรคะ ครูเอาอะไรที่มันเป็นช่องทาง ที่ทำเนื้อหาไปยังผู้เรียน PowerPoint นะคะ PowerPoint ใช่ไหมเนื้อหาของครูมันอยู่ตรงนี้นะคะ PowerPoint นะคะ และวันนี้มันจะทำให้ประสิทธิภาพการเรียนรู้ของพวกเราได้ดีหรือเปล่ามันก็ขึ้นอยู่กับสื่อการเรียนรู้นี่แหละ แล้วก็ร่วมกับครูด้วยนะ ครูก็มีความรู้ให้พวกเราได้ด้วย ฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ ที่ใช้เป็นเครื่องมือช่องทางหรือเป็นตัวกลาง ที่มันส่งไปให้กับผู้เรียนนะคะ ส่งเนื้อหาความรู้ไปให้กับผู้เรียนนี่แหละนะคะ เราเรียกว่าสื่อนะคะ จากความหมายเมื่อกี้ ใบไม้เหล่านี้สามารถเป็นสื่อการสอนได้ไหม เป็นได้เพราะว่าอะไร ทำไมใบไม้ถึง... ใบไม้แค่นี้ เก็บใบไม้ข้างโรงเรียนนี่เป็นสื่อการสอนได้ไหม เป็นได้ไหม ได้เพราะว่า มาสาธิตให้ได้ ประยุกต์ให้ได้ อันนั้นแหละมันเรียกว่าอะไร เพราะว่ามันเป็นเครื่องมือ เป็นตัวกลางไงคะ ที่เอาเนื้อหาของคุณครูใช่ไหม เนื้อหาของคุณครูอย่างเช่น เขาน่าจะสอนเกี่ยวกับใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเลี้ยงคู่ เนื้อหาเขาคือคือใบเลี้ยงเดี่ยว ใบเลี้ยงคู่ เขาก็เลยเอาใบไม้นี่ค่ะ มาเป็นตัวกลาง เป็นเครื่องมือที่ทำให้เนื้อหาของเขาน่ะส่งไปยังผู้เรียนได้ ฉะนั้น ใบไม้เป็นสื่อการสอนได้นะคะ หรือขอยกตัวอย่างอันหนึ่งก็ได้ สมมติว่าครูได้สอนภาษาอังกฤษ โรงเรียนขนาดเล็กมันต้องสอนได้ทุกวิชานะ สอนภาษาอังกฤษ แล้วครูใช้ร่างกายครูค่ะ สอนเรื่อง Body ครูจับที่ศีรษะ จับแขนจับขาอย่างนี้ ถามว่าเป็นสื่อการสอนได้ไหม ได้ เพราะว่าเพราะว่า เป็นเครื่องมือเป็นตัวกลางนะ หรือเป็นช่องทางที่มันสามารถส่งเนื้อหานี่ค่ะ เพราะว่าเนื้อหาเรื่องอะไร เรื่องร่างกายมนุษย์ใช่ไหมคะ เราก็สามารถใช้อะไรที่มันสามารถเป็นตัวกลางส่งเนื้อหาไปยังผู้เรียนได้นะคะ ฉะนั้นอะไรก็ได้นะ เห็นไหม เขาใช้คำว่าสิ่งต่าง ๆ ฉะนั้นอะไรก็ได้นะ ไม่จำเป็นต้องเป็นอุปกรณ์อะไรก็ได้ สังเกตไหม เราเขียนนี่ อุปกรณ์ล้วน ๆ เลยใช่ไหมแต่จริง ๆ น่ะ ขออะไรก็ได้ที่มันสามารถส่งเนื้อหาไปยังผู้เรียนได้นะคะ ฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องมีอุปกรณ์ โรงเรียนที่ไม่มีอุปกรณ์ก็ตายเลยสิ ไม่มีสื่อการสอนเลย ไม่ใช่นะคะ ฉะนั้น คุณครูคุณครูที่เก่งจริงนะคะ คุณครูต้องสามารถหยิบอะไรมาเป็นสื่อการสอนได้ จริง ๆ อันนี้เสริมให้นะ สื่อพวกนี้ มันเป็นของจริงนะ ของจริงน่ะค่ะ ดีที่สุดนะ การที่สมมติว่าหลายคนนี่ อันนี้หลายคนจะชอบเอาภาพมาค่ะ เป็นภาพอย่างนี้ คิดว่าภาพมันดีกว่าของจริง ของจริงน่ะ ของจริงมันดีกว่าอย่างไร มันได้สัมผัส มันได้เห็นของจริง อ๋อ ใบไม้จริง ๆ มันเป็นแบบนี้ ขนาดมันเป็นแบบนี้ ถ้าสมมติเป็นรูปภาพน่ะค่ะ การที่เขาใช้รูปภาพน่ะเพราะว่ามันไม่มีของจริง เขาเลยต้องใช้สื่ออย่างอื่นที่มาแทน แต่ถ้าเราใช้ของจริงได้น่ะ ยิ่งดีเลย อย่างเช่นอะไรอีกล่ะที่ของจริง พูด Scale ใหญ่ ๆ เช่นปราสาทหินพิมาย พาเด็กไปดูของจริงน่พ มันจะเห็นความอลังการไหม เนื้อสัมผัสจริง ๆ มันเป็นแบบนี้แต่ถ้าเราไม่มีโอกาสหรือบางครั้งเราพาเด็กไปไม่ได้เด็กเรียนอยู่เชียงใหม่ เรียนเรื่องปราสาทหินพิมาย มันก็เป็นไปไม่ได้ที่เขาจะมาพิมาย นึกออกไหม ฉะนั้น มันก็เลยต้องใช้สื่อเป็นภาพหรือสื่อประกอบอื่น ๆ ที่เป็นตัวแทนของจริงอย่างนั้นของจริงเราเอามาใช้ได้นะ ยิ่งดีนะคะ ดังนั้น เขาเลยแบ่งนะคะ เขาได้แบ่งสื่อนะคะ มีใครตอบถูกไหม สื่อเป็นประเภทนะคะ 6 ประเภทด้วยกัน เมื่อก่อนไม่มี อ่านแล้วแหละ ไม่มีจริงแหละ ฉะนั้น เดี๋ยวรอบแก้ตัวนะคะ Post Test มันต้องดีขึ้น มันต้องดีขึ้นนะคะ เขาเล่นแบ่งออกเป็น 6 ลักษณะ ตอนสมัยเรียนครูมี 5 รุ่นเรามี 6 นะคะ ครูเรียน ป.ตรี ประมาณ 20 ปีที่แล้วมี 5 รุ่นเรามี 6 เพราะว่าเทคโนโลยีมันก้าวล้ำ เดี๋ยวพอระบบที่ 6 นี่ จะเห็นความก้าวล้ำที่ต่างแตก มาดูลักษณะแรกประเภทแรกนะคะ แบ่งตามหลักการสื่อสาร อันนี้ครูชอบใช้นะคะ เราแบ่งตามหลักการสื่อสาร แบ่งได้เป็น 2 ลักษณะด้วยกัน ลักษณะแรกเขาเรียก "แบบประสานจังหวะ" สื่อสารแบบประสานจังหวะ แบบที่ 2 คือสื่อสารแบบไม่ประสานจังหวะ มาดูที่ประสานจังหวะนะคะ ประสานจังหวะคืออะไร คือเวลาที่เราจะใช้สื่อนี้ค่ะ ครูกับผู้เรียนจังหวะต้องตรงกัน เขาเรียกประสานจังหวะ อะไรบ้าง จังหวะต้องตรงกัน ผู้เรียนกับผู้สอน จังหวะต้องตรงกันถึงจะใช้สื่อนั้นได้ มาก่อนก็ไม่ได้นะ อะไรนะ ประชุมอะไร ถ้าใช้ Meet Zoom เรามาก่อนสมมุตินัดเรา 9 โมงเรามาก่อน เราก็ไม่สามารถเข้าห้องได้ คุณครูก็ยังไม่สามารถสื่อสารกับเราได้ก็ยังไม่เปิดห้องอย่างนี้นะคะ Zoom Meet อะไรอีกอะไรพวกนี้นะคะ ที่ต้องครูกับผู้เรียนต้องพร้อมกัน โทรศัพท์อย่างนี้ด้วยนะคะ LINE บางครั้งก็ได้ ใช่ไหม LINE LINE ในจังหวะที่ผู้สอนกับผู้เรียนตรงกันนะ LINE ในจังหวะที่ผู้เรียนกับผู้สอนตรงกัน ส่วนแบบไม่ประสานจังหวะ ผู้เรียนไปเรียนด้วยตัวของเขาเองได้เลย ไม่ต้องรอคุณครูนะคะ ผู้เรียนไปเรียนได้เลย อย่างเช่นอะไรบ้าง ไม่ต้องรอครู อะไรนะคะ Classroom นะคะ Classroom อย่างนี้นะคะ เราไม่ต้องรอครูหรือหนังอะไรที่ไม่ต้องรอคุณครู เราเรียนด้วยตัวของเราเองได้เลย เรียกแบบไม่ประสานจังหวะ โอเคนะ เว็บบอร์ดรู้จักไหมคล้าย ๆ กระทู้พันทิป เว็บบอร์ดนี่ เป็นประสานจังหวะหรือไม่ประสานจังหวะ ไม่ประสานจังหวะ เราพิมพ์ไปได้เลย เราเขียนไปได้เลยไม่ต้องรอจังหวะ ส่วน Chat ค่ะ Chat คือการสนทนา Chat คือการสนทนาเป็นภาษาจังหวะหรือไม่ประสานจังหวะ สนทนาเป็นอะไร เป็นอะไรล่ะ เป็นประสานจังหวะนะคะ เป็นประสานจังหวะนะคะ เพราะว่า Chat ต้องพูดคุยไง Chat ต้องพูดคุย ฉะนั้น เป็นประสานจังหวะประชุมผ่านเครือข่าย Meet พวกนี้นะคะ Zoom พรุ่งนี้นะคะ เป็นประสานจังหวะ สื่อสิ่งพิมพ์เป็นไม่ประสาน เราเรียนด้วยตัวของเราเองได้เลยแล้ว Facebook LINE ล่ะ เป็นอะไร Facebook LINE ล่ะ เป็นอย่างไรดี เป็นได้ทั้ง 2 สื่อสมัยใหม่พวกนี้ค่ะ LINE บางครั้งถ้าสมมติว่าครูติดสอนอย่างนี้เราพิมพ์มาแล้วครูไม่ได้ตอบเราทันที LINE นะ ตอนนั้นจะเป็นไม่ประสานจังหวะ เพราะไม่สามารถพิมพ์ทิ้งไว้ได้ไงคะ ส่วน LINE บางครั้ง ถ้าเวลาเราตรงกันกับครู คือสื่อสารเป็นสนทนากันเลยน่ะ ไม่ชัดเลยค่ะ พูดคุยกันเลยค่ะ อันนั้นเป็นประสานจังหวะ ฉะนั้นสื่อใหม่ ๆ หาพวก Social Media สามารถได้ทั้ง 2 นะคะ ขึ้นอยู่กับสถานการณ์นั้น ๆ ว่ามันทำได้หรือเปล่านะคะ ว่ามันเป็นแบบไหน เป็นจังหวะไหน สื่อใหม่ ๆ นะ ประเภทที่ 2 วันนี้เรามี 6 ประเภทด้วยกันนะ ประเภทที่ 2 นะคะ จัดลำดับตามประสบการณ์ อันนี้คุณครู... อันนี้คุณครูที่ผ่านครูผู้ช่วย จะต้องเรีรู้ลำดับประสบการณ์ในการเรียนรู้นะคะ ค่ะ คนที่คิดคนที่คิดเขาก็ดีนะคะ เขาเป็นเจ้าพ่อทางด้านสื่อและนะคะ เขาเอาสื่อมาทำแบบนี้ค่ะ สื่อแต่ละประเภทเขาเอามาแยก เขาเอามาแยกกัน แล้วทดลองให้เด็กเรียน หลังจากที่ให้เด็กเรียนแล้วผ่านไป 2 อาทิตย์ ผู้เรียนจดจำได้มากแค่ไหนนะคะ หลังจากผ่านไป 2 อาทิตย์แล้ว ผู้เรียนจดจำได้มากแค่ไหน ปรากฏว่าเรียนจากตำรา ฟังบรรยายนี่ จดจำได้ 30 เปอร์เซ็นต์ ผ่านมาดูดูวิดีโอดูนิทรรศการ ดูและภาพฟังไปด้วยนี่นะคะ จัดมาอีก ผู้เรียนได้เริ่มมี... เริ่มมีปฏิสัมพันธ์ เริ่มลงมือทำและในบทบาทสมมุติสถานการณ์เหมือนจริง เปอร์เซ็นต์มากขึ้น 70 เปอร์เซ็นต์แล้วนะคะ และที่ดีที่สุดค่ะ ดอกจันไป 300 ดอกค่ะ ชอบออกข้อสอบ รวมถึงครูผู้ช่วยด้วยนะ การที่เราให้ผู้เรียนปฏิบัติในสถานการณ์จริงน่ะค่ะ มันทำให้เขาจดจำได้ถึงร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์ ร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์ เยอะนะ ร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์นี่นะคะ ผ่านไป 2 อาทิตย์เหลือร้อยละ 90 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น พวกอ่านตำราพวกฟังบรรยายเฉย ๆ นี่ มันจะเห็นเป็นนามธรรมน่ะค่ะ มันไม่ได้เห็นเป็นรูปธรรมน่ะค่ะ ส่วนให้เราให้เขาปฏิบัติในสถานการณ์จริงน่ะค่ะ มันจะทำให้เขาเห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุด ยกตัวอย่างเช่น ทุกคนขับรถเป็นใช่ไหม มอเตอร์ไซค์ก็ไม่เป็นเหรอ จริงเหรอ อ๋อค่ะ ค่ะ โอเค ๆ นึกภาพตามแล้วกันนะคะ มอเตอร์ไซค์หรืออะไรอย่างนี้ สมมุติว่าถ้าเราอ่านจากตำรา อ่านจากตำราก็เท่ากับอ่านคู่มือนะ เขาให้คู่มือมาคู่มือขับรถนี่ จะมีเล่มคู่มือนี่ สมมติอ่านจำได้ทุกวัน อาจจะคู่มือนี่ตื่นเช้ามาเราว่าเราขับรถได้ไหม เห็นไหมคะ ฉะนั้น อ่านจากตำรามันไม่มีทาง แป๊บเดียวเราก็ลืมแล้ว แต่การที่เราขับรถได้ มันต้องเริ่มมาจากที่เราทดลองขับก่อนใช่ไหม ไปทดลองขับในสนามฟุตบอลโรงเรียนได้ไหม หรือไปทดลองตามสนามซ้อม อันนี้เราก็เริ่มขับรถได้แล้ว ใช่ไหม เริ่มขับรถได้ละประมาณ 70 เปอร์เซ้นต์ แล้วขับได้ละ สถานการณ์จำลองค่ะ ในโรงเรียนหรือว่าโรงเรียนขับรถนะคะ มันก็ไม่เท่ากับเราออกถนนใหญ่จริง ๆ ใช่ไหมคะ เพราะออกถนนใหญ่มันมีอะไร มีคนบีบแตรเรา มันมีคนมาเบียดเราสารพัดเลยใช่ไหมคะ สถานการณ์จริงจะทำให้เราขับรถได้จริง ๆ ทีนี้สมมติว่าเราพอเราขับรถไปแล้วนะ เราขับรถเป็นแล้ว รถเราเกิดเสีย รถเราเกิดซ่อมประมาณเดือนหนึ่ง พอผ่านเดือนหนึ่ง เราว่าเรากลับมาขับรถได้ไหม เดือนหนึ่งนะ พอรถเอารถเอารถเสร็จ พอรถเราเสียเราขับรถไปหมดแล้วนะ เราต้อง เรากลับบ้านหรือเราไม่ได้ขับรถไป 1 เดือน แล้วกลับมาขับรถได้ไหม ได้เห็นไหมคะ ฉะนั้น การที่เราปฏิบัติในสถานการณ์จริงน่ะ มันทำให้เราจดจำได้ 90 เปอร์เซ็นต์ ฉะนั้น เราไม่ว่าเราจะพอเราลงมือปฏิบัติจนเราทำได้แล้วน่ะค่ะ มันโอกาสมันจะจดจำได้ มันจะมากกว่า กลับกัน ถ้าเราอ่านแค่คู่มือตำราค่ะ ผ่านไป 2 อาทิตย์ ลืมแล้วนะคะ เหลือแค่ 30 เปอร์เซ็นต์ ทีนี้ค่ะ เด็กเด็กนักเรียนของเราเรียนเป็นเทอมนะ ฉะนั้นเราว่าโอกาสที่หลังจากพอเขาไปสอบปลายภาค เขาจะเหลือกี่เปอร์เซ็นต์ อันนี้เขาทดลองแค่ 2 อาทิตย์นะ ยังลดเหลือแค่นี้ ถ้าเป็นเทอม เป็นปี ความจดจำเด็กจะเหลือเท่าไร นั่นแหละ ฉะนั้น เขาถึงให้ผู้เรียนต้องลงมือปฏิบัติในสถานการณ์จริง เขาถึงจะจดจำได้ดีที่สุดนะคะ แต่มันก็ไม่สามารถทำได้ทุกวิชาหรอกนะ อันนี้ต้องเข้าใจงบประมาณ หรือว่าสถานการณ์ด้วยนะ อย่างน้อยให้เขาได้ลงมือทำบ้างนะคะ อย่างน้อยนี่ 50 เปอร์เซ็นต์ ลงมานี่ พวกให้ดูให้ทำให้ปฏิบัติ ไปทำกิจกรรมอะไรอย่างนี้นะ มันทำให้ผู้เรียนได้ 50 เปอร์เซ็นต์ เนาะ 70% สถานการณ์บทบาทปฏิบัติเสมือนจริงอย่างนี้นะคะ แต่บางวิชาที่พวกปฏิบัตินะคะ ก็ถ้าทำได้ก็ยิ่งดีนะคะ พวกปฏิบัติ พวกทดลองวิทยาศาสตร์อะไรอย่างนี้ หรือถ้าในหลักสูตรครุศาสตร์อย่างนี้ เราก็ไปฝึก ฝึกสอนจริง ๆ อย่างนี้นะคะ ก็จะทำให้ผู้เรียนได้เห็นสถานการณ์จริง ๆ ว่าการไปสอนจริง เป็นอย่างไร ตอนที่ครูบอกเราน่ะ เรายังนึกไม่ออกหรอก แต่เราจะไปนึกออกตอนที่เราไปฝึกจริง ๆ มันเป็นสถานการณ์แบบนี้นะคะ ฉะนั้น ปฏิบัติในสถานการณ์จริง ทำให้เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดนะคะ เห็นเป็นรูปธรรมมากที่สุดะคะ ประเภทที่ 3 แล้วนะ ประเภทที่ 3 แล้วนะคะ จำแนกตามทรัพยากรการเรียนรู้ จำแนกตามทรัพยาการการเรียนรู้นะะค อันนี้หลายคนน่าจะคุ้นเคย หลักสูตรเท่ากับหลักสูตร ม. ปลาย อันนี้ บุคคล วัสดุ อาคาร สถานที่ เครื่องมือ กิจกรรมนะคะ เราถือว่าเป็นทรัพยากรการเรียนรู้ได้หมดเลยนะคะ บุคคลอย่างที่บอกบุคคลสามารถเป็นสื่อการสอนได้นะ ฉะนั้นอะไรก็ตามที่เป็นช่องทาง เป็นตัวกลางให้ความรู้กับผู้เรียนได้นี่ เราเรียกว่า "สื่อการสอน" หมดเลยนะคะ บุคคลเป็นสื่อการสอนได้นะคะ อย่างเช่น บางวิชาค่ะ เราไม่ได้มีความรู้ในด้านนั้น เราสามารถไปเชิญคนที่มีความรู้ด้านนั้น มาให้ความรู้ได้ ที่เห็นบ่อย ๆ นี่น่าจะเป็นมันจะมี เรื่องของโรงเรียนปลอดภัยน่ะค่ะ คุณครูก็ไม่ได้จบคุณครูก็จบภาษาไทย คณิตศาสตร์ปกติน่ะค่ะ แต่ว่านโยบายให้มาทำโรงเรียนปลอดภัย โรงเรียนปลอดภัยก็ข้ามถนนปลอดภัย รู้กฎจราจรอะไรอย่างนี้นะคะ เราก็ไม่ได้แม่นความรู้ขนาดนั้น คุณครูหลายโรงเรียนนะคะ ก็จะไปเชิญตำรวจมาให้ความรู้ด้านนี้นะคะ ที่เขาจะมีความรู้ หรือบางครั้งการเกษตรอย่างนี้ ถ้าถามครู ถึงแม้ครูเป็นด็อกเตอร์นะ แต่ความรู้ด้านเกษตร ครูสู้กับชาวสวนที่เขามีความรู้อย่างนี้ไม่ได้ ฉะนั้นเราสามารถเชิญคนที่มีความรู้ด้านนั้น ๆ นะคะ ที่เขามีความรู้จริง ๆ มันมาให้ความรู้ผู้แทนเราได้ด้วย วัสดุอุปกรณ์นะคะ พวกนี้ก็ถือว่าเป็นสื่อการสอนนะคะ พวก CD พวกนี้นะคะ อยู่ประเภทวัสดุอาคารสถานที่นะคะ นี้ก็เป็นสื่อการสอนได้นะคะ พวกพวกสถานสถานที่จริง ๆ พวกนี้นะคะ สามารถเป็นสื่อการสอนได้นะคะ เครื่องมืออุปกรณ์ เป็นสื่อการสอนได้นะคะ กิจกรรมต่าง ๆ ก็เป็นสื่อการสอนได้นะคะ เข้าค่ายลูกเสืออบรมต่าง ๆ เพราะว่ากิจกรรมพวกนี้ มันสอดแทรกเนื้อหาไง มันใช้กิจกรรมในการสอดแทรกเนื้อหาเข้าไปนะคะ ประเภทที่ 4 แล้วนะคะ ประเภทที่ 4 แล้วนะคะ ประเภทนี้ ประเภทนี้ครูใช้บ่อยเหมือนกันนะคะ ตามลักษณะของการรับรู้ของมนุษย์รับรู้ผ่านประสาทสัมผัสนั้นเ ราเคยคุยกันไปแล้วตอนต้นเทอมนี่นะคะ ประสาทสัมผัสทั้ง 5 นะคะ มีตาหู มีตามอง หูฟังใช่ไหมคะ ลิ้มรสดมกลิ่น สัมผัสมากที่สุดคืออะไรคะ การมองเห็นนะคะ การมองเห็น 83 เปอร์เซ็นต์เลยนะ คะ williams ให้ 83 เปอร์เซ็นต์เลย ส่วนอื่่นอีก 10 เปอร์เซ็นต์นะคะ ส่วนอื่น ๆ อีกนิดเดียวเองนะคะ อื่น ๆ อื่น ๆ นิดเดียวนะคะ เวลาที่ทำสื่อ พอเขาเห็นแบบนี้ค่ะ เปอร์เซ็นต์การรับรู้ของมนุษย์มองและฟังมากที่สุด ฉะนั้น สื่อที่ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีที่สุด ก็จะต้องทำให้เขามองเห็นให้ได้ และได้ยินเสียงให้ได้ ส่วนอันอื่น ๆ น่ะ ถ้าทำได้ก็ยิ่งดีนะ แต่ถามว่างบประมาณคุ้มไหม มันไม่คุ้ม มันนิดเดียวไงนะคะ แต่ทำได้นี่ มันจะดีแต่ว่าถ้าเทียบกับเปอร์เซ็นต์ การรับรู้ของผู้เรียน ในการที่ทำให้มองเห็นและฟังนะมันจะทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้ดีมากที่สุดนะคะ ทีนี้เขาเลยเอาเนื่องจากดูและฟังมันเปอร์เซ็นต์มากที่สุดใช่ไหม เขาเลยเอามาทำเป็นสื่อนะคะ สื่อเมื่อก่อนมันจะแยกกันค่ะ สื่อโสตทัศน์ ไม่มีแฟน ไม่ใช่ โสตคือการฟัง การได้ยิน ส่วนทัศ ทัศนะนะคะ คือการมองเห็นนี่แหละ มันจะไล่มาแบบนี้นะ ได้เป็นสื่อ เป็นสื่อที่มองเห็น เป็นเสียงใช่ไหมคะ จากนั้น ทำไมเราต้องมาแยกกันด้วยน่ะ สื่อที่มองเห็นกับสื่อที่ฟังเสียง ทำไมต้องมาแยกกันด้วย เขาเลยเอาสื่อที่มองเห็นและฟังเสียงนี่มาผสมกัน เรียก "สื่อผสม" นะคะ มนุษย์นี่มันก็ไม่เพียงพอ มันไม่มีปฏิสัมพันธ์เลยน่ะ สื่อดูไปเฉย ๆ มันแห้ง ๆ นะคะ มาทำให้มันมีปฏิสัมพันธ์นะคะ ฉะนั้น Level มันเรียงลงมาเรื่อย ๆ นะ นะคะ ขึ้นแน่นอนแหละคือแรก ๆ มันอาจจะดูธรรมดา แต่มันมันยิ่งใหญ่ เมื่อก่อนนะ ไม่ออกมา เมื่อก่อนมันเป็นสิ่งยิ่งใหญ่ที่นะ มนุษย์ก็ต้องการมากขึ้น ก็เอามันมาผสมกัน หลังจากนั้นก็แบบมันแห้ง ๆ ไปน่ะ น่าจะมีปฏิสัมพันธ์ร่วม... สื่อสารกันได้หน่อย มีปฏิสัมพันธ์โต้ตอบกันผู้เรียนผู้ใช้ได้บ้างนะคะ มาดูทีละอันกัน สื่อไม่ใช้เครื่องฉายนะคะ พวกสื่อ พวกสื่อมองเห็น สื่อโสตทัศน์นี่ ไม่ใช้เครื่องฉาย คือเรามองเห็นได้เลยนะคะ เป็นสื่อพื้นฐานทั่วไปนี่แหละ ใช้งานได้เลย ไม่ต้องมีอุปกรณ์อะไรนะคะ อันนี้เราสามารถมองเห็นได้เลย พวกลูกโลกแผนที่อะไรพวกนี้ หรือบอร์ดหรือครูสาธิตให้ผู้เรียนเห็นอย่างนี้นะคะ ส่วนสื่อใช้เครื่องฉายนะคะ ก็ใช้พวกอุปกรณ์ต่าง ๆ นะคะ ก็จะมีวิธีการใช้นิดหนึ่ง สื่อเสียงนะคะ สื่อเสียงก็รับรู้ทางการได้ยินนะคะ เดี๋ยวนี้โรงเรียนยังมีห้องโสตไหม เป็นเป็นห้องแบบห้องแล็บ ไว้ฟังภาษาอังกฤษอย่างนี้ ยังมีอยู่ใช่ไหม แต่ใช้ไม่ค่อยได้ใช่ไหม ฟังไม่ค่อยได้ยิน ก็อันนี้ก็จะทำให้ได้ยินเสียงชัดเจน พวกวิชาพวกภาษาอย่างนี้ เขาก็จำเป็นนะคะ ก็งบประมาณเยอะเหมือนกันนะ อีพวกเครื่องแบบนี้ แต่ว่าโรงเรียนก็อาจจะไม่ได้รู้วิธีการใช้ ก็เลยเสียบ่อย สื่อผสมนะคะ สื่อผสม สื่อผสมนี่นะหลายคนเข้าใจผิด เยอะมากเลย จริง ๆ คุณครูหลายคนใช้สื่อผสม แต่ไม่รู้ว่าที่ฉันใช้นี่ เรียกว่าผสมนะคะ สื่อผสมมันมีได้หลายแบบนะ แบบแรกคือใช้สื่อพื้นฐานนี้ค่ะ เอามาผสมกันหลาย ๆ อัน อันนี้เราก็เรียกสื่อผสมนะ อย่างเช่น เอาภาพวีดิทัศน์ เทปเสียงนี่มาจัดกิจกรรมร่วมกัน อันนี้คุณครูหลายท่านนี่จะใช้สื่อผสม คนใช้เยอะแต่ไม่รู้ว่าฉันกำลังใช้ประเภท 1 คือสื่อประสมที่ท้ายทำจากโปรแกรมนะคะ ทำจากโปรแกรม ที่มันสามารถเอาเสียง เอาภาพมาผสมกันได้นะคะ อันนี้คุณครูรุ่นใหม่ชอบใช้ อันนี้คุณครูรุ่นเก่าใช้ แต่ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นสื่อผสม ครูรุ่นใหม่ก็จะมีพวกวิดีโอ พวกบทเรียนออนไลน์พวก Apple นะคะ เราเรียกว่าสื่อผสมแล้วก็สื่อปฏิสัมพันธ์นะคะ สื่อปฏิสัมพันธ์ สามารถสื่อสารกับ... สามารถโต้ตอบกันได้น่ะค่ะ พวกแอปพลิเคชันน่ะค่ะ ที่มันโต้ตอบกับเราได้ค่ะ โต้ตอบไปอย่างเช่นอะไรดีล่ะ App ที่มันโต้ตอบนี้ก็ตอบได้บอกเราได้ว่าข้อไหน ถูกข้อไหนอันนี้ เรียกมีปฏิสัมพันธ์ ประเภทที่ 5 ย่ออยู่นะ ประเภทที่ 5 นะคะ ประเภทที่ 5 นะคะ แบ่งตามสถานการณ์นะคะ แบ่งตามสถานการณ์ ประเภทนี้ไม่มีอะไร บางครั้ง เวลาที่เราได้รับสถานการณ์นะค่ะ ว่าเราจะใช้สื่อไหน อย่างเช่น บางครั้งเราได้สอนรายบุคคล อันนี้ครูชอบนะ สอนรายบุคคลน่ะ มันได้เห็นมัน... เขาเรียกว่าอะไร มันได้เห็นพฤติกรรม หรือว่ามันได้เห็นรู้จักผู้เรียนอะไรอย่างนี้นะคะ แล้วก็สอนง่ายด้วยนะ ต่อมาเป็นกลุ่ม พอนักเรียนเยอะขึ้น ก็จะต้องจัดกิจกรรม หรือจัดสื่อการสอนที่มันเป็นลักษณะของกลุ่มนะคะ และประเภทสุดท้าย อันนี้ส่วนใหญ่จะเป็นอาจารย์ครูมหาวิทลัย หรือครูวิลัยอะไรพวกนี้ ขึ้นไปนี่ จะเป็นกลุ่มใหญ่นะคะ มาดูว่าควรใช้อย่างไรดี ครูขอเปรียบเทียบสื่อบุคคลกับสื่อกลุ่มเล็กนะนะคะ บุคคลถ้าเรามีจำนวนผู้เรียนไม่เยอะนะคะ เราสามารถให้ใบความรู้เขาได้บทเรียนสำเร็จรูปหนังสือก็ได้ทำแบบฝึกหัดอะไรที่มันเรียนด้วยตัวเองก็ได้นะคะ แล้วคุณครูมาตรวจอย่างนี้นะคะ เพราะว่าอะไรรายบุคคลนี่ เราจำนวนไม่ยอมไงเราสามารถตรวจรายบุคคลได้ นะคะ เราสามารถตรวจงานเขาได้อีกประเภทหนึ่ง พอมันมีเป็นกลุ่มลักษณะกลุ่มเล็กขึ้นมาเราก็อาจจะให้เขาทำเป็นกลุ่มงานกลุ่มนะคะ เป็นกิจกรรมเป็นโครงงานให้ผู้เรียนแบบร่วมมือด้วยก็ได้นะคะ อันนี้ก็เพราะว่าอะไร เพราะว่าพอมีกลุ่มเล็กน่ะเราจะมานั่งตรวจงานเด็กเยอะอย่างนี้ มันก็เป็นไปไม่ได้นะ นะคะ คือบางครั้งระยะเวลา มันมีบางครั้งเราให้เด็กนำเสนออย่างนี้ แล้วสมมุติว่าเราจะให้เด็กนำเสนอ และเด็กมีประมาณ 40-50 น่ะ เป็นไปไม่ได้ที่ 1 ชั่วโมง เด็กจะสามารถนำเสนอได้ 40-50 คนออกไป ฉะนั้น เราก็ต้องกิจกรรม กิจกรรมกลุ่มเพื่อที่จะให้เด็กได้สามารถที่จะนำเสนอได้อย่างนี้นะคะ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ส่วนกลุ่มใหญ่ บางครั้งเราอาจจะได้เจอกลุ่มใหญ่ อย่างเช่น ตอนกิจกรรมโรงเรียน พวกวันวิทยาศาสตร์อะไรอย่างนี้นะะ เราอาจจะใช้การบรรยายสาธิตก็ได้นะ ให้ดูภาพยนตร์นะคะ หรือพาไปศึกษานอกสถานที่ก็ได้นะคะ อันนี้ก็เป็นเป็นสื่อที่มักจะใช้ในกลุ่มใหญ่ โอเคมาถึงสุดท้ายละนะคะ สุดท้ายละ ระบบตามระบบการทำงานนะคะ ระบบการทำงาน เขาจะแบ่งเป็นพื้นฐาน analog แล้วก็ดิจิทัลอย่างที่ครูบอกค่ะ เมื่อก่อนมันไม่มีระบบแบบนี้หรอก ไม่มีแต่สื่อพื้นฐาน วิวัฒนาการมันก้าวล้ำมาเรื่อย ๆ มันก็มีสื่อแอนะล็อกขึ้นมา แล้วค่อยเป็นสื่อดิจิทัลณปัจจุบันก็ส่วนใหญ่ เป็นสื่อดิจิทัลหมดและนะคะ ในยุค 90 นี่ ยุค 90 เกิดยังน่าจะยังเกิด พ.ศ. อะไรกัน 2000 เท่าไร 2004 เลยมาแล้วเลยมาแล้วนะคะ เป็นดิจิทัลและพวกเราเกิดมา ดีแล้วใช่ไหมละ ไม่ใช่ละในยุค 90 นี่ มันเป็นยุคที่เป็นอยู่ระหว่างอนาล็อก ดิจิทัลในห้องนี้ก็บอกได้แต่ 3 คน ใส่แผ่น แผ่นเดี๋ยวมีตัวอย่างให้ดูพื้นฐาน พื้นฐานม าดูสื่อสารก่อนนะคะ อันนี้ไม่ว่าจะยุคไหน ก็ยังต้องมีอยู่นะคะ พวกบอร์ด พวกนี้ค่ะ อุปกรณ์ที่มันสามารถ เล่นได้ด้วยตัวเองได้เลยนะคะ อันนี้เรียก "สื่อพื้นฐาน" ใช้งานง่ายบำรุงก็ง่ายนะคะ แต่ว่าใช้งานได้ไม่นาน สื่อพื้นฐานข้อเสียตรงใช้งานได้ไม่นาน ไม่ค่อยนาน เด็กประมาณเทอม 2 เทอมก็เริ่มอุปกรณ์เริ่มหลุดเริ่มพังและนะคะ ใช้งานง่ายนะ เด็กใช้ด้วยของเขาเองได้เลย แต่ว่าข้อเสียคือมันไม่คงทนไงคะ มันไม่คงทนเท่าไร แต่ก็ยังจำเป็นนะ ครูนี่ ครูจบดิจิทัลนะ แต่ครูนี่ ไม่ได้เป็นคนที่พูดอะไรก็ดีท่หมดนะคือ ครูมองว่าสื่อนะนี่มันเหมาะสมกับเด็กหรือเปล่า อย่างเช่น เด็กประถม เด็กอ่อนเด็กอนุบาลเขายังกล้ามเนื้อมัดเล็กไม่แข็งแรงใช่ไหมคะ กำลังมัดเล็ก เด็กไม่แข็งแรง จับอะไรยังไม่แข็งแรง ต่อให้ดิจิทัลของคุณน่ะจะเจ๋งมากแค่ไหนน่ะ ดิจิทัลก็ไม่สามารถทำให้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็ก แก้ปัญหากล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กได้นะ สิ่งที่แก้ปัญหาได้คืออะไรคะ เด็กเขาต้องหยิบจับใช่ไหม ดินน้ำมันอย่างนี้ ฉะนั้นดินน้ำมัน 10 บาทกับสื่อแอนิเมชันที่ทำเป็น 20,000 ก็สู้ไม่ได้นะ ฉะนั้น ถึงย้ำเสมอว่าสื่อนี่ใช้ให้มันเหมาะสมดีที่สุด ไม่ใช่ว่าสื่อพื้นฐานแล้ว ดูถูกเหยียดหยามนะ แต่ถ้ามันเหมาะสมนี่ มันมีประสิทธิภาพมากกว่าสื่ออื่น ๆ อีกนะคะ สื่อพื้นฐานใช้งานง่ายบำรุงรักษา แต่ว่าความคงทนไม่ค่อยคงทนเท่าไร สื่อต่อมาก็มีพวก analog พวกเครื่องฉายพวก เครื่องเสียงมาทำให้มาทำให้ประสิทธิภาพมันดีขึ้น อย่างเช่น เมื่อก่อนเวลาที่เราจะใช้กระดาษน่ะค่ะ เราก็ต้องเขียนกระดาน กว่าจะเขียนกระดานเสร็จ 1 ชั่วโมงเราว่าใช้เวลาเท่าไร ประมาณ 20 นาที แล้วเด็กก็ทำอย่างไรตอนเรียน เด็กก็ต้องมานั่งจดตามอย่างนี้ค่ะ แต่ปัจจุบัน ในยุคนั้น ไม่ใช่ปัจจุบัน ยุคนั้นมันก็จะมีเครื่องฉายสไลด์นะคะ เครื่องใช้พวกนี้ค่ะ ครูก็จะต้องเตรียมซื้อมาก่อน แล้วก็มาฉายให้ดูเฉย ๆ ก็จะทำให้การเรียนรู้มันดีขึ้น รวดเร็วมากขึ้ อย่างนี้เป็นต้นนะคะ ต่อมานี่ค่ะ ถึงยุคดิจิทัลนะคะ สื่อมายุคดิจิทัล ยุคแอนาล็อกให้เรานึกถึงเทป รู้จักเทปไหมเด็ก ๆ เปิด App ให้ดูหน่อยกลัวไม่รู้จักเทป ไม่ใช่เทปที่เราติดอีเมื่อวานนะ ไม่ใช่ ไม่ใช่ แต่ว่าเชื่อว่าพี่เอื้องและ... รู้จักเทปอยู่ใช่ไหมคะ เราจะเขียนว่าไง เทป เทป ไม่ใช่นะ เราจะเขียนว่าไง เทปคาสเซ็ทมะเทปคาสเซ็ท ไม่ใช่เทปนี้นะ แบบนี้ค่ะ ยุคนี้นะ อันนี้เทปพวกนี้นะคะ เทป อันนี้คือยุคแอนาล็อกนะคะ ยุคแอนาล็อกจะใช้เทปนะคะ จะใช้เทปนะคะ ใช้แม่เหล็กในการที่ทำให้มันเกิดเสียงขึ้นมานะคะ อันนี้คือยุคแอนาล็อก พอยุคถัดมา ก็จะเป็นยุคของดิจิทัล ก็จะเป็น CD ยุคพวกเราในยุคดิจิทัลแล้ว โตมาเป็นพลเมืองดิจิทัลและมี CD นะคะ ถ้าเทียบกับการทำงานสมัยก่อน มันยากกว่าไงนะคะ อุปกรณ์ต่าง ๆ มันยากกว่า พอไปนิดความคมชัดก็เพิ่มขึ้นเห็นไหมคะกล้องถ่ายรูปก็ชัดขึ้น มีจอ iPad เห็นอะไรต่าง ๆ เห็นภาพต่าง ๆ มาชัดขึ้น ส่วน CD ก็เก็บข้อมูลได้มากขึ้น พวกเทปสมัยก่อนนี่เก็บได้ประมาณ 10... 12 เพลง อย่างมาก 12 เพลง ก็ประมาณ... ประมาณหน้าละ 30 นาทีใช่ไหมคะ 4 ประมาณ 30 นาทีอย่างนี้นะคะ แต่ CD แต่ เราเข้าใจกัน แล้วพอมันยานใช่ไหม เราก็ต้องเอาไปใส่ตู้เย็น แต่ CD อ่ะมันไม่มียานะCD มัน ๆ มันเก็บไว้ได้นานนะคะ แล้วใส่เพลงได้เยอะด้วยนะคะ ใส่เพลงได้เยอะด้วย แต่ปัจจุบันไม่มีละรุ่นเรานี่แทบจะไม่มี CD และจัดเก็บบน Cloud บน Flash Drive อะไรพวกนี้ หรือบนแอปที่เขามีบริการให้อย่างนี้นะคะ โอเค ทีนี้เดี๋ยวก่อนที่เราจะไปขึ้นสื่อดิจิทัล กลัวลืมเดี๋ยวให้เรา เดี๋ยวจะให้ เดี๋ยวจะให้ทำ Post Test นะคะ จะให้ทำ Post Test มันต้องดีขึ้นนะ อย่าให้มันแย่กว่าเดิมนะ มันต้องดีขึ้นกว่าเก่านะ มีใครยังไม่ได้ไหมคะ ยกมือค่ะ โอเคขอบคุณค่ะ มีเวลาให้ 5 นาทีนะคะ 5 นาทีนะคะ ให้เขียนว่าหลังเรียนหน่อยค่ะ หลังเรียน Post-test นะคะ หลังเรียน 5 นาทีนี้ ให้เขียนสื่อและประเภทของสื่อให้ได้เยอะที่สุด นะคะ ให้ได้เยอะ ที่สุด มันต้องดีขึ้นจากเดิมนะ 5 นาทีนะคะ สำหรับเด็กปกติ ส่วนเด็กตาและหูให้ 8 นาทีนะคะ ไม่คุยกันนะ ใครคุยกันครูริบกระดาษเลยนะคะ ใครคุยกันครูริบกระดาษเลย หมดเวลาค่ะ ส่งได้แล้วค่ะ 10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 หมดเวลานะคะ ให้อีก 2 นะ เดี๋ยวครูพักเบรก 5 นาที เพราะเรื่องต่อไปมันเป็นเรื่องยากนิดหนึ่งนะ พักเบรกไปเข้าห้องน้ำ แล้วกลับมา จุฑามาศมายังคะ อันนี้เขาไปเข้าห้องน้ำเหรอคะ มาครบกันแล้วนะ มาต่อ มาต่อ ย่างนั้นต่อเลยนะ เข้าห้องน้ำนานจัง เขาเป็นไร ย่างนั้นขอต่อไปเลยนะ เพราะว่าอันนี้ไปดูทำได้นะทีนี้ค่ะ กลับมา กลับมา กลับมาหรือยังคะ ทีนี้ค่ะ สื่อดิจิทัลในยุคเรามันมีความสำคัญ เพราะเราเติบโตมากับดิจิทัลนี่แหละ ยุคของเด็กที่เราจะไปสอนก็ใช้สื่อดิจิทัลนะคะ ฉะนั้น เราต้องรู้จักสื่อดิจิทัลหน่อยนะคะ สื่อดิจิทัลคืออะไร คือมันเป็นการใช้ระบบค่ะ ใช้เลขฐาน 2 คืออะไร คือการที่คอมพิวเตอร์นี่ หรือดิจิทัลนี่ ระบบต่าง ๆ ที่ดิจิทัลใช้นี่ มันจะใช้เลข 0 กับเลข 1 ในการใช้รหัสงงไหม อย่างเช่น 0011 111 อย่างนี้ เรารู้ไหมว่ามันแปลว่าอะไร ถ้ามนุษย์ปกติไม่รู้หรอก ไม่ หมายถึงมันแปลค่าออกมาค่ะ เราไม่รู้หรอก ฉะนั้น มันเลยแปลงค่า จริง ๆ ถ้าไปถอดออกมามันจะใช้ 00110000 นี่ในการเขียน แต่มนุษย์ปกติ จะไม่เข้าใจ... จะไม่เข้าใจสิ่งนี้หรอก มนุษย์ปกติจะรู้ว่า อธิบายอย่างไรดี มนุษย์ปกติค่ะ จะเข้าใจว่าเห็นเป็นภาพ คือมันแปลงมาจาก 001 น่ะค่ะ รหัสที่แปลออกมาให้มนุษย์ทั่วไปนี่ เข้าใจออกมาเป็นภาพออกมาเป็นเสียง เข้าใจอย่างนี้แล้วกันนะคะ ทีนี้นะคะ มันก็ประมวลผลต่าง ๆ ให้ออกมาเป็นภาพ ออกมาเป็นเสียงที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้ ทีนี้ค่ะ สัญญาณที่จะใช้ที่มนุษย์สามารถเข้าใจได้นะคะ คือ สัญญาณแอนาล็อกนะคะ สัญญาณแอนาล็อกมันจะเป็นคลื่น เป็นคลื่นนะ เป็นคลื่นนะคะ เป็นคลื่นนะคะ ลักษณะเป็นคลื่นนะคะอะไรพวกเสียงพวกภาพอย่างนี้ เราก็มองเป็นคลื่นนะ เป็นคลื่นแบบนี้นะคะ อันนี้เรียกแอนะล็อกส่วนสัญญาณดิจิทัลมันจะเป็นลักษณะนี้ค่ะ 100110 แบบนี้ค่ะ มันจะไม่ต่อเนื่อง มันจะเป็นลักษณะแบบนี้ อันนี้เข้าใจก่อนนะ แอนะล็อกเป็นลักษณะเป็นคลื่นแบบนี้ดิจิทัลเป็นแบบนี้ค่ะ 0 1 1 0 0 1 แทนค่าด้วยปิดไม่เปิด แค่นี้ใช่ไม่ใช่แค่นี้ มันรู้แค่นี้ มันไม่ได้ต่อเนื่องนะคะ ทีนี้ค่ะ มนุษย์นี่ จะรับสัญญาณเป็นคลื่น มนุษย์จะรับสัญญาณเป็นคลื่นนะ มนุษย์รับสัญญาณเป็นคลื่น แต่คอมพิวเตอร์มันใช้หลักการนี้ฉะนั้น มันเลยต้องทำงานเกี่ยวข้องกันนะคะ มันเลยเกี่ยวข้องกันแบบนี้ แต่ภาพมองไม่ค่อยเห็นเลย เราดูในสไลด์ให้มันเห็นแล้วกันนะ วิธีการทำงานของดิจิทัลนะคะ หน้านี้เท่ากับข้อสอบนะคะ วิธีทำงานของดิจิทัล สังเกตไหม มันเป็นคลื่น สมมุติว่าครูจะบันทึกเสียงแล้วกัน ครูจะบันทึกเสียงใส่ CD นะ ครูจะบันทึกเสียงเสียงของครูเป็นลักษณะเป็นคลใช่ไหมคะ เป็นคลื่นที่เราได้ยินเป็นคลื่น บันทึกเสียงเสร็จ การที่มันจะทำเป็นดิจิทัลได้มันต้องบีบอัดไฟล์ ไฟล์เสียงบีบอัดไฟล์เสียงเป็นไฟล์อะไรคะ MP3 ไฟล์เสียง MP3 ไฟล์เสียงเป็น MP3 ใช้การบีบอัด บีบอัดให้เป็น MP3 ทำไงล่ะ ไฟล์ MP3 มันล่องลอยอยู่ แล้วต้องทำอย่างไรคะ มันล่องลอยอยู่ เราต้องหาที่เก็บให้ มันอาจจะเก็บใส่อะไรได้คะ ไฟล์นี่ เก็บใส่ Flash Drive ก็ได้ เก็บใส่ก็ได้ เก็บใส่คอมพิวเตอร์ ไว้ในฮาร์ดดิสก์ก็ได้นะคะ ต้องหาที่เก็บให้มันนะ ไม่มันล่องลอยนะคะ ทีนี้ราจะทำอย่างไร พอหาที่เก็บแล้ว เราต้องการเปิดเสียงเราต้องทำอย่างไรคะ ก็เปิดอันนี้เด็ก ๆ ก็คือการเปิดนะคะ เปิดรหัสถอดรหัสของมัน อาจจะเปิดจากเครื่องเล่น CD อาจจะเปิดตาโปรแกรมที่มันไว้เปิดเพลงก็ได้ ทีนี้เสียงที่ออกมาเป็นอย่างไรคะ เสียงเดิมที่ครูบันทึกไว้อาจจะมีแบบแต่ง ๆ นิดหนึ่ง ไปบ้างตามตามลักษณะของการเก็บไฟล์นะคะ ที่มันจะมีเพี้ยนไปนิดหนึ่งนะคะ เสียงออกมาก็เป็นเสียงครูที่บันทึกไว้ก่อนหน้านี้ฉะนั้น แอนะล็อกน่ะก็ยังต้องใช้นะ คือ สัญญาณแอนาล็อกมนุษย์ต้องใช้สัญญาณอนาล็อกพวกนี้เป็นตัวดิจิทัลนะคะ เปิดออกมาก็ต้องเปิดออกมาเป็นแอนะล็อกให้ได้นะคะ อีกครั้งหนึ่ง สมมุติครูจะถ่ายวิดีโอ วิดีโอมนุษย์ก็รับสัญญาณเป็นคลื่นอีกเหมือนกันนะคะ เป็นคลื่นขออภัย เป็นคลื่นอีกเหมือนกัน ถ่ายวิดีโอ ถ่ายวิดีโอเสร็จ ก็จะต้องมาเอง Encoderคือเข้ารหัสเป็น Encoder เข้ารหัส ไฟล์ Video Encoder เป็นอะไรคะ เป็นไฟล์อะไรไฟล์วิดีโอค่ะ MP4 นะคะ avi ก็ได้นะคะ ออกมาเป็นไฟล์ภาพวิดีโอ แล้วมาเป็นไฟล์วิดีโอ จากนั้นต้องทำไงไฟมันล่องลอยอยู่ ต้องหาที่เก็บให้มัน อาจจะเก็บใส่แฟลชไดร์ฟเหมือนเดิมนะคะ ใส่ Harddisk ก็ได้นะคะ ใส่ Harddisk ก็ได้จากนั้นก็มาเปิดมาเปิดด้วยเครื่องเล่น หรือโปรแกรมที่มันเปิดวิดีโอได้โปรแกรมอะไรบ้าง ล่ะครูไม่เปิดวิดีโอนานแล้วน่ะ โปรแกรมเดี๋ยวนี้โปรแกรมเปิดวิดีโออะไรนะ เปิดวิดีโอนี่ โปรแกรมเปิดวิดีโอ เปิดวีดีโอนี่ที่มันสามารถเปิดวิดีโอได้น่ะค่ะ ถ้าเป็นเมื่อก่อนก็เป็นพวก Media play อะไรอย่างเงี้ยนะคะ ไฟล์ภาพที่ออกมาก็เป็นภาพวิดีโอที่เราอัดไว้นะคะ ฉะนั้น มันจะใช้คู่กันนะคะ มันจะใช้คู่กันนะคะ ทีนี้เรามาดูข้อดีของสื่อดิจิทัลบ้างนะคะ มันจะบรรจุข้อมูลได้เยอะน่ะค่ะ อย่างปัจจุบันเราสามารถบรรจุใส่ในไดรฟ์นะ ได้เยอะนะ ของเรานี่ได้เป็นหลายร้อยไปเลย ถ้าเทียบกับเมื่อก่อนยุค บุคกับพี่เลือกเนี่ยนะคะ เราใส่... เราใส่แผ่น Copy Dish ที่เป็นสี่เหลี่ยมอ่ะค่ะ ใช่เท่าไรเอง ไม่ไปส่องไฟแค่นั้นแหละนะคะ แต่ปัจจุบันเนี่ยนะคะ สามารถใส่เป็นแบบใส่วีดีโอก็ได้เพลงได้เป็นแบบร้อยเพลงเลยอย่างนี้นะคะ อีกข้อดีข้อหนึ่งความคงทนของมันค่ะ มันคงทนอยู่ได้นานนะ อย่างที่ครูเล่าให้ฟังน่ะที่เป็นเป็นเทปน่ะค่ะ ถ้าเราถ้าเราเปิดเทปไปนาน ๆ นะคะ มันจะยานยานเหมือนเทศเลยนะเทศนาเลยค่ะ ยานแบบเหมือนแบบเหมือนคนพูดช้านะคะ อย่างนั้นเลย แต่ CD ไม่มีปัญหา หรือเก็บใส่ Thumb Drive ไม่มีปัญหา เรื่องมีปัญหาแค่ไวรัสใช่ไหม ก็เป็นคนละปัญหานะคะ ปรับแต่งข้อมูลได้ง่าย พวกนี้มันสามารถปรับแต่งข้อมูลได้ง่ายนะคะ เราสามารถ Copy เปลี่ยนไฟล์หรืออะไรต่าง ๆ มันทำได้ง่ายดายมากขึ้นนะคะ ด้วยข้อดี มันมีข้อดีเยอะ แต่ข้อเสียก็เยอะนะ จากสื่อดิจิทัลนี่ ข้อเสีย ก็คือมันละเมิดสิทธิ์ได้ง่าย เพราะว่าอะไร มันทำได้ง่ายไง Copy ตกแต่งภาพ Copy ไฟล์อะไรอย่างนี้ มันทำได้ง่าย มันก็เลยทำให้ละเมิดลิขสิทธิ์ได้ง่าย ทั้งโดนตัวเองนะ แล้วก็บางครั้งเราไปละเมิดสิทธิ์ของคนอื่น ตัดต่อภาพทำให้เสียชื่ออะไรนี่ถ้ามันทำได้ง่ายนะคะ เป็นปัญหาของสื่อดิจิทัลนะคะ เดี๋ยวเราไปเรียนเรื่องของลิขสิทธิ์พวกนี้ ในบทที่ 14 ตัวสุดท้ายเลยนะคะ ก็จะทำให้เรารู้ว่าเราจะมีสิทธิ์อะไรบ้าง ในสิทธิ์ของเรา หรือเราไปอย่าไปละเมิดของใครอะไรบ้าง มีกฎหมายอะไรบ้างคุ้มครองนะคะ อันนี้ไม่ได้ทำ อันนี้ไม่ได้ทำ ทีนี้หมดแล้วเดี๋ยวเรามาดูหลักการใช้สื่อการสอนบ้างนะคะ อันดับแรกเลือกสื่อ เลือกเสร็จต้องมาเตรียมนะคะ ใช้สื่อแล้วก็ประเมินสื่อนะคะ เลือกสื่อ เลือกสื่ออย่างไรนะคะ ขั้นตอนแรกค่ะ เลือกให้ตรงจุดประสงค์ค่ะ เราเคยคุยกันไปแล้วแหละ ให้ตรงจุดประสงค์ เลือกให้เหมาะสมกับผู้เรียนนะคะ ประสบการณ์วัยสติปัญญาเขาเป็นอย่างไร เลือกให้เหมาะสมกับเขา แล้วก็เลือกลักษณะเนื้อหารูปลักษณ์ของสื่อว่ามันเหมาะสมในการใช้งานครั้งนั้นหรือเปล่าสำคัญค่ะ อันนี้ออกข้อสอบครูผู้ช่วยบ่อย การเลือกสื่อเราต้องเลือกให้ตรงกับจุดประสงค์ก่อนค่ะ สมมติว่าเลือกสื่อที่สวย เลือกสื่อที่เหมาะ แต่มันไม่ได้ตรงมันก็ไม่สามารถทำให้เราบรรลุวัตถุประสงค์นั้นได้ เพราะฉะนั้น จุดประสงค์สำคัญที่สุดนะคะ แล้วค่อยมาให้เหมาะสมกับวัย แล้วก็ดูลักษณะของสื่อว่ามันใช้งานอย่างไรนะคะ จากนั้นก็เตรียมค่ะ เราต้องเตรียมสื่อนะคะ เตรียมสื่อ เตรียมโดยการตรวจสอบความสมบูรณ์นี่แหละ หลายคนไม่ค่อยดูสื่อว่าสมบูรณ์แบบเท่าไรนะคะ บางครั้งอาจจะมีข้อผิดพลาดอยู่ เราก็ต้องดูว่าสื่อเรามีข้อเสียแล้วก็แก้ไขให้มันเกิดความสมบูรณ์ เวลาใช้งานเป็นอย่างไร หลายครั้งที่เวลาที่ครูไปนิเทศ เราก็จะมาเจอคือผู้เรียนไม่ค่อยเตรียมสื่อ คือบางครั้งน่ะ อย่างเช่นเขาใช้เมื่อใช้แอปอะไรสักอย่างนี่แหละ แล้วปรากฏว่าปกติมันใช้งานได้ แต่อยู่ดี ๆ พวก App นี่ มันจะมันต้องอัปเดตอยู่เรื่อย ๆ ค่ะ บางครั้งมันใช้งานได้ 10 คน 20 คน คน 20 คนอย่างนี้ ปรากฏว่าวันที่เขาเอามาสอบสอนนี่ มันใช้งานไม่ได้ มันจำกัดคนมันจำกัดคนลดลงมาเขาก็ไม่ได้ใช้ตอนนั้นคุณขึ้นเขียงแล้วไง มันไม่มีเหตุผล แปลว่าคุณไม่ได้เช็กมาก่อนว่ามันมีลิมิต อะไรเพิ่มเติมอย่างนี้ หลาย ๆ คนมาก ๆ นะ ที่พลาด ครูเจอมาสอบหลาย Case ละ ทั้งบัณฑิตทั้ง ป. ตรีนะคะ บางครั้งที่เราใช้อ่ะ วันดีคืนดีมันก็มันก็ลดลิมิตของเราลงมาก็ได้นะคะ อันนี้เป็นต้น ฉะนั้น เราต้องตรวจสอบก่อนใช้งานทุกครั้งแอปที่เคยใช้ได้เมื่อ 2-3 เดือนที่แล้วอาจจะใช้ไม่ได้สำหรับเดือนนี้ก็ได้ ฉะนั้น ก่อนใช้ทุกครั้งต้องเช็กให้ดีนะคะ แล้วก็ทดลองใช้อันนี้ก็สำคัญนะ อันนี้หลายคนก็มักพลาด คือแบบบางครั้งใช้งานได้ ฉันใช้อยู่แล้วน่ะ แต่อยู่ดี ๆ ก็ใช้งานไม่ได้ ฉะนั้น ต้องทดสอบทุกครั้งนะคะ พวกสื่อการสอนอย่างนี้ หรือเพราะว่าอีกอันหนึ่ง ที่เจอนะ ก็คือไม่ได้ทดสอบพวกเสียงพวกนี้ค่ะ เวลาที่ไปเวลาที่ไปนำเสนออย่างนี้ ก็คืออยู่ที่ ม. มันเปิดได้ แต่บางครั้งเราไปที่โรงเรียนน่ะแล้วมันเปิดไม่ได้ เราก็ต้องทดสอบมามาเช็กให้พร้อมอะไรอย่างนี้ก่อนนะ ที่เราจะจะสอนหรือทุก ๆ ครั้งอย่างนี้ ไม่อย่างนั้น ก็จะเสียเวลานึกออกไหม คือจริง ๆ มันก็ไม่ควรเกิดวันที่ไปสอบสอน แต่มันก็ไม่ควรเกิดทุกกรณีนะ แม้กระทั่งเราไม่ได้สอบสอน ค่ะ เหลือแต่นิเทศที่เขาไปแม้กระทั่งเวลาปกติค่ะ การที่เราไม่ได้ทดสอบ เสียงหรือเราไม่ได้มาล่วงหน้าค่ะ มันทำให้เราเสียเวลาการสอนไง เราก็ต้องรอ เราก็ต้อง... คือ มันเสียเวลาไปเยอะ การที่เสียงไม่ออกน่ะค่ะ อะไรพวกนี้ก็ต้องระมัดระวังด้วยเหมือนกันนะคะ เพราะว่าทุก ๆ เวลามันมีค่านะ ในการสอนนะคะ เราไม่ได้สอนเหมือนอาจารย์มหาวิทยาลัย อาจารย์มหาวิทยาลัยเขามี 4 ชั่วโมง มันใช้เวลาได้ชิวนะ แต่พวกเรามีแค่ 1 ชั่วโมง ไม่งั้นเดี๋ยวมันจะสอนไม่ทัน การใช้สื่อนะคะ เวลาใช้สื่อก็ไม่ได้ใช้แบบไปเลยนะ คุณครูก็ต้องให้คำแนะนำชี้แจงนะคะ ในระหว่างที่ใช้ก็ต้องให้ความช่วยเหลือเขาด้วยนะคะ เผื่อเขามีปัญหา แล้วก็การบริหารจัดการที่ดีก็ทำให้ใช้สื่อได้อยากจะราบรื่นสุดท้ายเวลาที่ใช้ เราก็จะต้องประเมินสื่อนะคะ อาจจะประเมินโดยผู้สอน ส่วนใหญ่คุณครูก็จะประเมินโดยผู้สอนนี่แหละนะคะ ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญก็ได้ กรรมการหรือผู้เรียน แล้วก็ประเมินโดยหาประสิทธิภาพเดี๋ยวนี้ ครูขอไปพูดในบทที่ 13 อย่างละเอียดอีกทีนะคะ แนะนำให้เห็นว่าเวลาใช้สื่อเราต้องทำอะไรบ้าง หมดและสำหรับวันนี้นะคะ จากที่เมื่อกี้ที่แอบดูคร่าว ๆ ก็ทำได้ดีขึ้นนะ ไม่มีเลย ไม่มี ไม่โดนเลยนะคะ เราโดนเป้ามากขึ้นนะคะ ขอดูก่อนเรียนหลังเรียนด้วย หลังเรียนก็ดีขึ้นนะคะ ฉะนั้น ให้คะแนนในภายหลังเรียนเยอะนะคะ สำหรับวันนี้นะคะ วันนี้มีข้อสงสัยไหม ไม่มีก็เชิญได้นะคะ วันนี้พอแค่นี้นะคะ