(อาจารย์) ทดสอบ สวัสดีครับ ฝั่งล่ามได้ยินไหมครับ ฝั่งล่ามได้ยินครับ ทดสอบครับ ฝั่งล่ามได้ยินไหมครับ โอเคครับ (อาจารย์) โอเคค่ะ พร้อม หัวหน้าห้องใช่ไหมคะ เมื่อกี้รอนานไปหน่อย พอถึงเวลาไปเข้าห้องน้ำเลยโอเคค่ะ เดี๋ยววันนี้เราจะเป็นทฤษฎีมาร์กซิสต์นะคะ ซึ่งมาร์กซิสต์นี่ เราเคยได้ยินไปแล้ว ตอนที่เราเรียนสตรีนิยม เพราะว่ามันจะมีสตรีนิยมแนวมาร์กซิสต์ จำได้นะ จำได้ใช่ไหมคะ โอเคนะคะ วันนี้จะมาเป็นมาร์กซิสต์แบบของเขา เต็มตัวนะคะ เราจะได้รู้ ว่า อ๋อ ทฤษฎีนี้ใครเป็นคนเริ่มต้นนะคะ แต่ก่อนอื่น เดี๋ยวในระหว่างที่รอเพื่อนไปเข้าห้องน้ำ ขอแจ้งสัปดาห์หน้าของเราก่อนนะคะ เมื่อกี้ก็ได้แต่เบื้องต้นไปแล้วแต่ ว่าให้รับทราบโดยทั่วกันนะ ว่าเดี๋ยวสัปดาห์หน้าวันพุธเรียนตามปกติ คือ วิชาพัฒนาการวรรณคดีไทย นั่นก็คือเพื่อนจะนำเสนอ เล่นเกม กลุ่มแรก 3 เกม ส่วนวันศุกร์ครูติดภารกิจตรวจ O-net ที่มหาลัยเรานี่แหละ มหาลัยเราเป็นเจ้าภาพนะคะ แล้วครูก็รับหน้าที่นี้ด้วย แล้วก็พวกเราก็ติดภารกิจเช่นเดียวกัน นั่นก็คือไปค่าย ฉะนั้น ก็เลยขอชดเชยคาบวันศุกร์ เป็นวันจันทร์ที่ 4 ก็คือสัปดาห์หน้า วันจันทร์ บ่าย เราจะเรียนวิชาวรรณกรรมกับการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ส่วนวันศุกร์พวกเราก็ไปทำหน้าที่ของตัวเอง ครูก็ทำหน้าที่ของครูนะคะ ฉะนั้นก็เป็นไปตามนี้ แต่ว่าวันพุธเรียนตามปกติ ก็คือพัฒนาการวรรณคดีไทยนะคะ โอเค ทีนี้มาที่ทฤษฎีมาร์กซิสต์นะคะ ก่อนอื่นนี่ ครูต้องท้าวความก่อน ว่าทฤษฎีที่เกิดขึ้นกับการวิจารณ์วรรณกรรม ส่วนใหญ่ไม่ใช่ทฤษฎีที่เริ่มต้น แล้วเอามาใช้กับการวิจารณ์วรรณกรรมเลยเสียทีเดียว เพราะมักจะเกิดขึ้นจากการศึกษาสภาพสังคมมาก่อน แล้วค่อยเอาสิ่งนั้น หรือทฤษฎีนั้น มาใช้การศึกษาวรรณกรรม เหตุผล ก็เพราะว่าวรรณกรรมน่ะ มันก็จะเป็นเหมือนเครื่องมือในการสะท้อนสังคมได้ เวลาที่ผู้เขียนเขียนออกมา โดยเฉพาะทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่วรรณกรรมที่อ่านแล้วเพลินอย่างเดียว แต่ว่ามักจะแฝงอะไรเข้าไปข้างใน ไม่ว่าจะเป็นการเสียดสีสังคม การสะท้อนสังคม ดังนั้น ทฤษฎีที่เคยใช้กับสังคมจึงถูกนำมาใช้กับวรรณกรรมด้วย อย่างเช่น สัปดาห์ที่แล้วของเรา เรียนสตรีนิยม มันก็เกิดจากพี่สังคมผู้หญิงกับผู้ชายไม่เท่าเทียมกัน แล้วทีนี้ก็เกิดการเรียกร้องความเท่าเทียมกันของผู้หญิง ก็เลยเกิดเป็นทฤษฎีสตรีนิยมขึ้นมา เพื่อให้ผู้หญิงนี่ เพื่อให้เห็นว่าผู้หญิงนี่ ถูกกดขี่ข่มเหงด้วยวิธีไหนบ้าง แล้วก็สุดท้ายก็จะต้องทำให้ผู้หญิงกับผู้ชายนี่ เท่าเทียมกันให้ได้นะคะ มาร์กซิสต์ ก็เหมือนกัน มาจากการศึกษาโครงสร้างของสังคม ซึ่งทฤษฎีนี้ สืบเนื่องมาจากแนวคิดสัจจนิยม สัจจนิยม ครูเคยพูดให้ฟังแล้ว สัจจะ แปลว่า ความจริง สัจจนิยม ก็คือแนวความคิดที่เกิดจากความเป็นมีอยู่ในธรรมชาติ หรือช่วงแนวคิดนี้เกิดขึ้นมา นั่นก็คือศตวรรษที่ 19 ที่ครูเคยสอนว่าพัฒนาการของตะวันตก ที่จะมีตั้งแต่ยุคกรีกโรมัน มาจนถึงศตวรรษที่ 19 ที่บอกว่าศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาแนวคิดจะเน้นแนวความจริงนั่นแหละ ก็คือมาจากแนวคิดนี้นะคะ แนวคิดในช่วงศตวรรษนี้ ของเราศตวรรษที่เท่าไรแล้วคะ จะได้เท่าไหร่20 นะ เพราะว่าศตวรรษเขาถือเขานับจากอะไร คริสต์ศักราชนะคะ คริสต์ศักราชก็คือศักราช 2000 24 อันนี้ ก็คือเป็นศตวรรษที่ 20 ทีนี้ด้วยความที่ว่าเมื่อกี้แหละที่ครูบอกว่างานเขียนน่ะ มันสามารถเป็นเครื่องมือในการวัดสังคมได้ ไม่ว่าจะเป็นทั้งเสียดสี แล้วก็สะท้อน ก็เลยทำให้เกิดแนวคิดนี้ขึ้นมานะคะ ซึ่งแนวคิดนี้ แตกต่างจากแนวคิดอื่น ตรงที่ว่าแนวคิดนี้จะเน้นความจริงเป็นหลัก ความจริงที่ว่านี่ ต้องอ้างอิงกับวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ไม่ได้หมายถึงแค่การทดลอง แต่หมายถึงสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ ถ้าคุณบอกว่าเกิดขึ้นจริงคุณต้องพิสูจน์ได้ ว่าเกิดขึ้นจริงอย่างไร นี่คือแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ แล้วก็ต้องเริ่มต้นจากการพิจารณาสภาพสังคมก่อนเป็นอันดับแรก นี่คือแนวคิดแบบมาร์กซิสต์นะคะ สังเกตไม่ว่าจะมาร์กซิสต์ หรือสตรีนิยมนี่ มักจะเป็นแนวคิดแบบเน้นสัจจนิยมเหมือนกันนะคะ ที่นี้ มาร์กซิสต์ใครเป็นคนคิด ใครเป็นคนวางรากฐาน ชื่อของเขาก็ตามนี้เลย มาร์ก จริง ๆ ซิสต์ ที่เติมเข้ามานี่ มันจะหมายถึงทฤษฎีหรือแนวคิดนะคะ ภาษาอังกฤษนะ ฉะนั้น พอเรามาออกเสียงทับศัพท์เป็นมาร์กซิส จริง ๆ แล้วมันต้องแปลว่าเป็นทฤษฎีแนวคิดของมาร์ค โดยคนที่แต่งขึ้น หรือว่าคนที่คิดแนวคิดนี้ขึ้นมาคนแรก ก็คือ คาร์ล มาร์กซ์ ก็คือชื่อของเขานั่นแหละ แล้วเขาก็ใช้ชื่อนี้เป็นชื่อทฤษฎีด้วยนะคะ คาร์ล มาร์กซ์ นี่ มีการศึกษาระบบการเมืองการปกครองเศรษฐกิจและวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน พอเขามีการศึกษาสิ่งเหล่านี้เสร็จแล้วนี่ จริง ๆ แล้ว คนเราน่ะ ถ้าจะเก่งเฉย ๆ แต่ขาดผู้สนับสนุนนี่ มันก็จะทำให้ความคิดมันไม่ได้ไปไหน แบบเต็มที่นะคะ มันอาจจะไปได้แหละ ถ้าคนที่เขามีความพร้อม แต่เผอิญมาร์คนี่ เขาเก่ง เขาสามารถคิดได้ แต่ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดเขาจนเป็นที่รู้จักได้ นั่นก็คือเพื่อนของเขา ชื่อ เฟรดเดริก แองเกลส์ ดังนั้น พอเราเรียนทฤษฎีมาร์คเราก็เลยจะต้องรู้จักชื่อมาร์ก แล้วก็ชื่อของ เฟรดเดริก แองเกลส์ ในฐานะของผู้สนับสนุนแนวคิดนี้นะคะ คราวนี้มาร์ก มีการศึกษาสังคมแล้วก็แบ่งโครงสร้างของสังคม เป็น 2 โครงสร้าง เดี๋ยวนักศึกษาจะมาลองตอบคำถามครูนะ ว่าตัวเองน่ะ ที่อยู่ในสังคมในขณะนี้ ตัวเองน่าจะอยู่ในโครงสร้างของสังคมส่วนไหนนะคะ ตัดคำว่า "ชนชั้นสูง" "ชนชั้นกลาง" แล้วก็ "ชนชั้นล่าง" ออกก่อน ไปจากสารบบก่อน เพราะว่าถ้าเราน่ะ เอาคำว่า "ชนชั้นสูง" "ชนชั้นกลาง" "ชนชั้นล่าง" เข้ามาในระบบ เราก็จะนึกถึงสังคมแบบเก่าของไทยถูกไหม พระสงฆ์ชั้นสูงก็จะเป็นพวก ท่านขุนมูลนายทั้งหลายอย่างนี้ อันนี้ไม่ใช่นะ ตัดออกไปก่อนนะคะ โครงสร้างของสังคมที่มาร์กศึกษาบอกว่า 1. โครงสร้างส่วนล่าง คือ ระบบเศรษฐกิจ อันประกอบด้วยการผลิต และความสัมพันธ์ทางการผลิต ส่วนโครงสร้างส่วนบน ก็คือประกอบด้วยการเมืองการปกครอง ระบบความคิด และค่านิยม ความเชื่อ ดังนั้น จากโครงสร้างส่วนล่างกับโครงสร้างส่วนบนจึ งเกิดเป็น 2 ชนชั้นด้วยกัน นั่นก็คือชนชั้นปกครองกับชนชั้นแรงงาน ชนชั้นปกครอง คือ ผู้ที่ผูกขาดของเครื่องมือการผลิตทั้งหมด เช่น บุคคลที่มีอำนาจทางการเงินทั้งหลาย เจ้าของกิจการทั้งหลาย หรือนักการเมืองที่มีอำนาจทางการปกครองทั้งหลาย นี่คือชนชั้นปกครอง ส่วนชนชั้นผู้ใช้แรงงานก็คือเหล่าลูกจ้างทั้งหลาย หรือคนที่ต้องทำงาน เพื่อให้ได้เงินเดือนในแต่ละเดือน เพราะมีนายจ้างเป็นผู้ให้เงินเดือน คำถาม บ้านใครมีกิจการส่วนตัวบ้างคะ ในห้องนี้ เปิดร้านขายของชำ คิดว่าเราน่าจะอยู่ในชนชั้นไหนของสังคมได้ หน้าจะผู้ใช้แรงงาน ไม่ใช่ เราอยู่ชนชั้นปกครองนะคะ นักศึกษา รู้ไหมถึงอยู่ชนชั้นปกครอง ไม่ได้เป็นลูกจ้างใครน่ะ ก็เป็นเจ้าของของตัวเอง นี่คือชนชั้นปกครอง ในขณะเดียวกัน ไปเป็นข้าราชการครูเรียนจบออกไปนี่ ไปเป็นข้าราชการครูแน่นอนนี่ อยู่ในชนชั้นไหนของระบบมาร์กซิสต์ ผู้ใช้แรงงาน โอเคไหม ในที่นี้เขาไม่ได้ดูถูกเรานะคะ นักศึกษา แต่เขากำลังมองในภาพของระบบเศรษฐกิจและทุนนิยม ซึ่งแน่นอนแหละ ถ้าเรามองแบบชนชั้นทั่วไปเราก็จะบอกว่า เฮ้ย เป็นชนชั้นกลางนะ ไม่ใช่ชนชั้นแบบล่างนะ แต่ในที่นี้เขาไม่ได้บอกว่าเป็นชนชั้นล่าง แต่เขาหมายถึงชนชั้นที่เอาเศรษฐกิจและการปกครองมาเป็นตัววัด ดังนั้น ถ้าคุณน่ะ เป็นเจ้าของกิจการของตัวเอง คุณเป็นเจ้านายตัวเอง คุณก็จะต้องอยู่ในชนชั้นปกครอง เพราะคุณมีอำนาจ ส่วนถ้าเกิดว่าคุณนี่ ยังต้องทำงาน เพื่อให้ได้ค่าจ้าง เพื่อให้ได้อะไรต่าง ๆ จากเจ้านายอยู่นี่ คุณก็จะอยู่ในชนชั้น แต่ด้วยความที่ว่าในอดีตเขาไม่ได้เอาข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้องนะคะ ที่เขาใช้ระบบนี้ เพราะว่าสังคมเราช่วงหนึ่ง อุตสาหกรรมเริ่มเข้ามามีบทบาทแทนเกษตรกรรม มันก็เลยทำให้คนนี่ ต้องออกไปใช้แรงงานมากยิ่งขึ้น มันก็เลยเกิดกลายเป็นชนชั้นปกครองกับชนชั้นแรงงานที่เกิดจากระบบอุตสาหกรรมนั่นเอง ดังนั้น เมื่อกี้ที่ครูถามไป ว่าแล้วข้าราชการนี่ ควรจะอยู่ในระบบไหนโ อเคแหละ ความเป็นจริง ตามระบบมาร์กซิสต์เราอาจจะอยู่ในชนชั้นผู้ใช้แรงงาน แต่ว่าเราไม่ต้องแบบรู้สึกแย่ ว่าทำไมฉันถึงได้เป็นแค่นี้ล่ะนะคะ เพราะว่าเขาส่วนใหญ่ เขาจะเอาไปเกี่ยวข้องกับระบบอุตสาหกรรม แล้วก็ระบบเศรษฐกิจนะคะ ข้าราชการอาจจะเป็นอีกส่วนหนึ่งก็ได้นะคะ คราวนี้ จากชนชั้นปกครอง กับชนชั้นผู้ใช้แรงงานนี่ มันก็เลยทำให้เกิดคำว่า เอารัดเอาเปรียบ กับถูกเอารัดเอาเปรียบ ยกตัวอย่างแบบง่าย ๆ เราเห็นตึกใหญ่ ๆ สวย ๆ มีกรรมกร แล้วก็มีเจ้าของตึก ผู้ที่ลงทุน ผู้ที่เป็นนายทุนทุกอย่าง เวลาที่เขาชม ว่า โอ้โห สวยขนาดนี้ เขาชมเจ้าของตึก หรือว่าเขาชมกรรมกร อะไรนะคะ ชมเจ้าของตึก เขาไม่ได้มาชมหรอกว่าใครเป็นคนสร้าง โอเคไหม ถึงแม้ว่ากรรมกรนั่นแหละเ ป็นผู้ที่มีส่วนหลักในการที่ทำให้ทั้งสวย แล้วก็ได้มาขนาดนี้ เลยกลายเป็นว่า โอ้โห กรรมกรทำงานดีแค่ไหนก็ตาม แต่กรรมกรรวยไหมคะ ก็ไม่ได้รวย แต่คนที่รวย ก็คือเป็นนายทุนหรือเจ้าของตึก มันก็เลยทำให้มาร์กนี่ เริ่มสังเกตสิ่งนี้ คนทำแรงงานนี่ทำให้ตายก็ไม่รวยสักที แต่คนรวยนี่กลับเป็นนายทุน เจ้าของรวยเอารวยเอารวยเอา กลายเป็นสิ่งนี้ แหละที่มาร์กซิสต์ มองว่าชนชั้นปกครองน่าจะเป็นผู้เอารัดเอาเปรียบ ในขณะที่ชนชั้นผู้ใช้แรงงานจะเป็นผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ นะคะ ทีนี้จากสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นมันก็เลยทำให้เกิดการสำนึก และแปลกแยกทางชนชั้น ข้อแรกเลยคุณค่าของมนุษย์ถูกลดทอนลง ให้เหลือเพียงแค่สินค้า ผลกำไร การแบ่งแยกงาน ทำให้ผู้ผลิตถูกลดค่าลงเป็นเพียงองค์กรเล็ก ๆ หรือเครื่องจักร ค่าจ้างที่คนใช้แรงงานได้รับเป็นเพียงส่วนน้อย คิดภาพไม่ออก คิดถึงคนสร้างตึก กรรมกรที่ครูพูดเลย อันนี้ก็คือครบทั้ง 3 ข้อเลย อย่างเช่น ถูกลดค่าคน ให้เหลือเป็นเพียงองค์ประกอบเล็ก ๆ หรือเครื่องจักร เพราะว่าเขาไม่ได้เห็นคุณค่าของกรรมกรที่สร้างตึกเลยน่ะ เขากลับมองว่าโอ้โหนายทุนนี่ เก่งจริง ๆ เลย ที่สามารถลงทุนแล้วทำให้ได้ตึกสูงและใหญ่ขนาดนี้เป็นต้นนะคะ มันก็เลยทำให้ชนชั้นแรงงานทั้งหลายนี่ เริ่มสำนึกว่าตัวเองถูกเอารัดเอาเปรียบ แล้วก็เริ่มที่จะคิดต่อต้านขึ้นมานะคะ นักศึกษา จริง ๆ แล้ว ครูจะมีหนังให้ดูอีกเรื่องหนึ่งเหมือนกัน แต่ว่าเราดูคังคุใบ และอย่างน้อยก็ก็เห็นภาพเหมือนกันนะคะ คังคู่ใบนี่ เป็นแถบเอเชียที่เราเห็นเราจะเห็นลักษณะที่มันใกล้เคียงกับสังคมไทยนิดหนึ่ง เพราะเป็นเอเชียเหมือนกัน อาจจะแตกต่างกันตรงที่ว่า เขาอาจจะ ถึงแม้ว่าทุกอย่างเขาจะพัฒนาแค่ไหน แต่ระบบความคิดของเขายังคงเป็นอนุรักษ์นิยมอยู่ นักศึกษาพอที่จะเห็นภาพชั้นปกครองกับชนชั้นแรงงานที่เกิดขึ้นในคังคุไบไหมคะ ใครอยู่ในชนชั้นปกครองบ้าง อำนาจ อะไรนะคะ ราฮีม อ๋อ ที่เป็นพี่ คือจำผิดคิดว่าคนที่มาทำร้ายคังคุไบ โอเค อะไร ราฮีม จริง ๆ แล้วไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองใด ๆ เลแค่มีอะไรคะ มีเงิน ก็กลายเป็นมาเฟีย แล้วก็มีอำนาจได้ นี่ก็คือ 1. แล้ว 2. นายก นายกเขาอาจจะไม่ได้บอกว่านายกมีอำนาจทางการเงินถูกไหม แต่ที่แน่ ๆ นายกมีอำนาจ ปกครองมันก็เลยกลายเป็นว่าคุณอยู่ข้าง ๆ นี่ ควรจะเห็นภาพเลยว่า นายทุนนี่ คนที่มีอำนาจนี่ เงินนี่ คือที่สุด หรือถ้าตัดเรื่องเงินไปอำนาจอีกอย่างหนึ่งที่เป็นที่สุด ก็คือการปรับการปกครองนั่นเองนะคะ คังคุไบจะเห็นภาพ ทีนี้ครูขึ้นรูปภาพนี้ เพราะว่าอ่านเทอมที่แล้วครูจะให้ดู หนังเรื่องนี้นะ หนังเรื่องนี้อธิบายคร่าว ๆ ก่อนว่านายทุนกับลูกจ้างลูกจ้างถูกกดขี่ข่มเหงอย่างไรบ้างนะ ผู้ชายคนแรกที่เป็นนายทุนเนี่ยเขาเป็นเหมือนกับผู้จัดการบริษัท แล้วเขามีนโยบายมา ว่าอยากที่จะเอาพนักงานออก เพราะว่าเพื่อนลดรายจ่ายของบริษัท เพราะยิ่งถ้าเกิดว่าอายุมากขึ้น อย่างรูปลูกจ้างคนนี้ คือเขาอายุมากแล้วใช่ไหม คนที่มีอายุมากขึ้นทำงานบริษัทหรือทำงานอะไรอย่างนี้ ที่เป็นเอกชน เขาก็จะมีฐานเงินเดือนสูงขึ้น ฉะนั้น บริษัทเจ้าพระยาที่จะจัดการกับคนที่มีฐานเงินเดือนนี่ให้ออกเสีย แต่วิธีการจัดการของเขาอันนี้เป็นสังคมอเมริกานะคะ ไม่ใช่เอเชียแล้วนะ วิธีการจัดการของเขา ก็คือไหนเธอลองไปเขียนรายงานมาดูสิ ว่าเธอทำอะไรที่เป็นคุณงามความดีให้กับบริษัทบ้าง แล้วถ้าเกิดว่าเธอเขียนดี ฉันจะจ้างเธอต่อ แต่ถ้าเขียนไม่ดี ไม่ถูกใจ ฉันก็จะให้เธอออกนะ เพราะว่าเป็นนโยบายที่ต้องลดรายจ่ายของบริษัท ไปนะคะ คราวนี้ ผู้ชายคนนี้ ทีแรกเขาก็คิดแบบนั้นแหละนักศึกษา คิดว่าจะเขียนรายงาน แต่คราวนี้เขานึกขึ้นมาได้ว่า การกระทำแบบนี้ มันก็การกระทำแบบกดขี่เข้าทางอ้อม แล้วก็ไม่ยุติธรรมสำหรับการที่เขาเป็นลูกจ้าง แล้วทำงานมีรายได้ให้กับบริษัทมาเป็น 10-20 ปีนี่ เขาก็เลยใช้วิธีการต่อต้าน ด้วยการบอกว่าถ้าผมจะออก ผมต้องได้เงินเดือน... เงินที่เป็นค่าชดเชย ก็คือเงินเดือน 1 ปี ของผม บางคนบอกว่า1 ปีนี่เยอะนะ เพราะว่าบางทีน่ะ บางบริษัทที่ได้โบนัสแค่ 2 เดือน 3 เดือน ก็เยอะแล้ว แต่อันนี้ไม่ใช่โบนัส แต่นี่ต้องเป็นเงินเดือนตลอด 1 ปีของเขา ก็คือ 12 เดือน เขาต้องได้เงินก้อนนี้นะคะ ก็เลยเกิดเป็นการต่อสู้ของชนชั้นแรงงานเกิดขึ้นนะคะ ถ้าเกิดว่าเราดูหนังเรื่องนี้ เราจะเห็นภาพว่าสังคมปัจจุบันนี่ไม่ต้องเอาไปพูดถึงกรรมกรหรอก แค่บริษัทที่แต่งตัวหรูนี่ แต่งตัวดีกว่ากรรมกรตั้งเยอะ ก็ยังถูกกดขี่ข่มเหงในเรื่องของนายทุน กับลูกจ้างเลยนะคะ ก็เลยทำให้เราเห็นว่าสังคมนี่ มันเริ่มเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ในช่วงอุตสาหกรรมเข้ามามีกับสังคม มีใครเห็นลักษณะนี้ในนวนิยาย หรือในหนังอะไรเรื่องไหนบ้างไหมคะ ที่ถูกกดขี่ นายจ้างกับลูกจ้าง หรือแม้กระทั่งนักศึกษา สิ่งที่ครูพูดไปแล้ว แต่ว่าอาจจะลืมเน้นย้ำ ก็คือการลดทอนความเป็นมนุษย์ เห็นคุณค่าของเงิน มากกว่าคุณค่าของคน สตรีนิยมแนวมาร์กซิสต์ได้ไหม ที่ครูยกตัวอย่างว่า นี่ พ่อติดหนี้ แล้วก็เลยเอาลูกสาวไปใช้หนี้แทนอย่างนี้ อันนี้ก็คือการลดคุณค่าของคน โดยให้คุณค่าของเงินมากกว่านั้นเองนะคะ แต่เผอิญว่าที่ยกตัวอย่างไป ก็คือเป็นการที่ผู้หญิงถูกกดขี่ข่มเหงนะ แต่ว่าถูกกดขี่ข่มเหงแนวมาร์กซิสต์ ก็คือนี่แหละค่ะ ก็คือการให้คุณค่าของเงินนั่นเอง การวิจารณ์วรรณกรรมมาร์กซิสต์ในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะมีการตรวจสอบทัศนคติของผู้เขียนก่อน ว่ามีแนวคิดสอดคล้องหรือขัดแย้งกับอุดมการณ์สังคมนิยมอย่างไร เวลาเราอ่าน เราก็จะรู้ว่าน้ำเสียงของผู้แต่งนี่ เขากำลังพูดถึงสังคมอย่างไรบ้างนะคะ แล้วก็จะให้ความสำคัญกับเนื้อหามากรูปแบบ คำว่า"เนื้อหามากกว่ารูปแบบ" ก็คือคุณอาจจะเขียนตามรูปแบบถูกหรือไม่ถูกก็แล้วแต่ แต่เขาจะเน้นต่อนอ่านที่ว่าเนื้อหาคุณต้องการจะสื่ออะไร คำว่า "รูปแบบ" ถ้าจะยกตัวอย่าง ก็อย่างเช่นถ้าเป็นกลอนก็ต้องถูกต้องตามฉันทลักษณ์ประมาณนี้นะคะ แต่ถ้าเป็นร้อยแก้วก็อาจจะมีรูปแบบในแต่ละแบบนั้นเอง มีการเพ่งเล็งบทบาทของนักเรียน คอยชี้แนะสนับสนุนให้นักเรียน หันมาสร้างวรรณกรรมแนวประชาชน นั่นก็คือเน้นแนวที่เป็นแนวความจริงน่ะ สามารถใช้ได้จริงนะคะ ใช้ได้จริง ก็คืออ่านแล้วมันคิดวิเคราะห์ได้ มันเอาไปใช้ประโยชน์ต่อได้นั่นเองนะคะ หลักในการวิจารณ์ ในแนวคิดนี้ นั่นก็คือคุณต้องวิเคราะห์เนื้อหา ร่วมกับสภาพสังคมเป็นหลัก แล้วก็พิจารณาหาความเชื่อมโยงระหว่างวรรณกรรมกับสังคม แบบกลับไปกลับมาให้ได้ อย่างเช่น คุณอ่านแล้วคุณต้องดูสิว่ามันตรงกับสังคมในด้านใดไหม แล้วพอสังคมในด้านนี้มี ก็ลองกลับไปดูอีกรอบ ว่ามันสอดคล้องกับเนื้อหาจริงหรือไม่นะคะ แล้วก็พิจารณาถึงอิทธิพลของวรรณกรรมนั้น ว่ามีกับผลกระทบต่อจิตใจกับคนในสังคมหรือไม่นะคะ ทีนี้ เดี๋ยวครูจะให้ให้ลองอ่านเรื่องสั้น แบบสั้น ๆ เลย ก็คือซิ่นไหมผืนเก่าที่ครูส่งเข้าไปในกลุ่มนะคะ เดี๋ยวจะให้ลองอ่านดู แล้วจะมาลองช่วยกันวิเคราะห์ดูว่า เอ๊ะ เรื่องนี้ จริง ๆ มันเป็นเรื่องสั้นที่ธรรมดา ๆ แต่ครูอยากรู้ ว่าเราน่ะ พอเห็นอะไรที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสังคม หรือมีอะไรที่สามารถพูดถึงมาร์กซิสระบบมาร์กซิสต์ในเรื่องนี้ได้บ้างไหมนะคะ เดี๋ยวลองอ่านสัก 10 นาทีแล้วกันนะคะมี จริง ๆ มันมี มีแค่ 2 แผ่นนะคะ มีแค่ 2 แผ่น แต่ว่าให้อ่าน 10 นาที เพราะว่าอยากให้อ่าน แล้วก็คิดวิเคราะห์ตามด้วย 10 นาทีเยอะไป 5 นาทีแล้วกันนะ อ่านแป๊บเดียว5 นาทีนะคะ สิ่งแรกเดี๋ยวเราจะมาลอง พิจารณาแบบภาพรวมก่อนว่า 1. ตัวละครมีกี่ตัว พิจารณาภาพรวม 2. ฉากที่เกิดขึ้นมีที่ไหนบ้าง 3. เหตุการณ์ที่น่าสนใจคืออะไร 4. เจอมาร์กซิสต์ที่อยู่ในนี้หรือไม่ 1. ตัวละครกี่ตัว ดูคร่าว ๆ 2. ฉากมีที่ไหนบ้าง 3. เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่น่าสนใจมีอะไร แล้วก็ 4. มีเรื่องราวอะไรที่สามารถสอดคล้องกับมาร์กซิสต์หรือไม่ เดี๋ยวลองอ่านดูก่อนนะคะ จบหรือยัง ได้คำตอบหรือยังคะ ยังอ่านอยู่ใช่ไหม โอเค พอแล้วนะคะ คาดว่าน่าจะเกือบครบทุกคนแล้ว คราวนี้เดี๋ยวจากที่อ่าน ครูขออธิบายเรื่องนี้ให้ฟังภาพรวมก่อนนะ เรื่องนี้ชื่อเรื่อง คือ ซิ่นไหมผืนเก่า แต่ว่าเป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยนะคะ เป็นเรื่องที่ได้รับรางวัลซีไรต์ของประเทศลาว ซีไรต์ไม่ได้มีแค่ประเทศไทยประเทศเดียวนะคะ มีหลายประเทศในเอเชีย เดี๋ยวเราก็จะได้รู้ว่า เออ ไอ้ที่เราได้ซีไรต์นี่ ของลาว เขาก็มีซีไรต์เหมือนกัน ซึ่งซิ่นไหมผืนเก่าก็เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นที่เคยได้รับรางวัลซีไรต์ของลาวนะคะ นั่นแสดงว่าต้องมีอะไรที่มันโดดเด่น แล้วก็น่าสนใจแน่ ๆ ถึงเนื้อหามันแค่ 2 หน้ากระดาษแต่ครูเชื่อว่ามันมีอะไรที่มากกว่า 2 หน้ากระดาษนะคะ อันดับแรกคำถาม ที่บอกว่าตัวละครในเรื่องมีทั้งหมดกี่ตัว ลองตอบก่อนค่ะ มีกี่ตัว 3 4 ตกลง 3 หรือ 4 5 เดี๋ยว มี 3 4 5 คือ เพื่อนหันขวับเลย ถ้าอย่างนั้นตัวที่ 1 ที่ว่าคือใครคะ แม่ 2. เปี๊ยก ลูกชายใช่ไหม 3. นวลลูกสาว 4. พ่อค้า แล้วคนที่ 5 ล่ะคะ กลุ่มชาวบ้าน อ๋ฮ ของเราเอากลุ่มชาวบ้านด้วย โอเค ครูจะบอกวิธีการที่เราน่ะ จะเอาไปใช้ตอนที่วิจารณ์นวนิยายนะคะ ถ้าเกิดว่าคนที่อาจจะไม่เด่นในเรื่องเท่าไร เราสามารถตัดไปได้ เหมือนกับตอนที่ครั้งที่แล้ว ถ้าเดินผ่าน แล้วแวะซื้อผลไม้กับแม่ค้า แม่ค้าเขาไม่ได้มีความสำคัญอะไรกับพระเอกก็ไม่ต้องใส่เข้าไปก็ได้นะคะ ฉะนั้น ตรงนี้ตัดได้ ถ้าเราเห็นก็ไม่เป็นไร ก็ตัดได้นะคะ ฉะนั้น ตัวละครที่พูดถึงเมื่อกี้หลัก ๆ ก็น่าจะมีทั้งหมด 4 ตัว โอเคนะ คราวนี้ตัวละครใดน่าจะเป็นตัวละเอก ตัวละครใดน่าจะเป็นตัวละครรอง และตัวละครใดน่าจะเป็นตัวละครประกอบนะคะ จาก 4 ตัว ทุกคนต้องมีบทบาทหมด ใครเป็นเอก ให้แม่ โอเค ถูกต้องนะคะ ตัวละครเอก น่าจะเป็นแม่ แค่ตัวเดียวด้วย โอเคนะคะ ใครเป็นตัวละครรอง นวล โอเค ใครเป็นตัวละครประกอบ พ่อค้ากับเปี๊ยกได้ไหม ถ้าเปี๊ยกกับพ่อค้าใครสำคัญกว่าในเรื่อง มีเปี๊ยก มีใครให้พ่อค้าไหมคะ มีทั้งพ่อค้ามีทั้งเปี๊ยก ครูมองว่าพ่อค้าสำคัญกว่าเปี๊ยก ดังนั้น ถ้าเกิดว่าเราน่ะ จะเรียงลำดับตอนที่เราจะวิจารณ์วรรณกรรมที่เป็นละครนะคะ อันนี้คือเราจะเรียนสัปดาห์หน้าอีกทีหนึ่ง แต่ว่าอันนี้แค่ ๆ ให้รู้ไว้ก่อนคร่าง ๆ ถ้าเราจะเรียงลำดับเราจะเรียงจากแม่ แล้วก็มานวล แล้วก็มาพ่อค้าแล้ว ก็ค่อยมาเปี๊ยก เพราะว่าคนที่บอกว่าพ่อค้าน่าจะมาก่อนเปี๊ยกนี่ เพราะว่าพ่อค้ามีอิทธิพล ที่ทำให้ตัวละครเอกเกิดความรู้สึกนึกคิดอะไรบางอย่าง ฉะนั้น พ่อค้าก็เลยสำคัญกว่า ถ้าบางคนจะบอกว่าเปี๊ยกก็สำคัญนะ เพราะเปี๊ยกเป็นคนเรียกแม่ให้ไปซื้อผ้าก็สำคัญแหละ แต่สำคัญแบบรองจากพ่อค้าอีกทีหนึ่ง เพราะว่าคนที่มีอิทธิพลกับความรู้สึกของแม่มากกว่า ก็น่าจะเป็นพ่อค้านะคะ นี่ก็คือวิธีการเรียงลำดับนะ คราวนี้ เมื่อกี้ถามตัวละคร ต่อไปในเรื่องมีที่ไหนบ้างคะ 1. บ้าน 2. ตรงที่ซื้อของใช่ไหม เหมือนในนั้นเขาเขียนว่าจะเป็นท้ายหมู่บ้านหรือเปล่า ใช่ไหมคะ อันนั้นเราก็เขียนเป็นฉากได้นะคะ ว่า 1. คือ บ้าน 2. คือท้ายหมู่บ้านหมู่บ้าน ซึ่งฉากในที่นี้ อาจจะพูดถึงบรรยากาศก็ได้ โดยฉากเป็นได้ทั้งสถานที่ เป็นได้ทั้งบรรยากาศ ถ้าเราน่ะ จะอธิบายแยกว่าฉากที่เป็นสถานที่ จะมีอยู่แค่ 2 ที่ ก็คือบ้าน กับท้ายหมู่บ้าน เป็นสถานที่ส่วนฉากที่เป็นบรรยากาศก็อาจจะ 1. ฉากที่แม่คุยกับนวลก่อนนวลคุยกับแม่ก่อน นวลคุยกับแม่ก่อน ในตอนแรกใช่ไหมคะ แล้วก็ฉากที่ 2 ก็คือฉากพที่แม่ไปซื้อของกับพ่อค้าที่ท้ายหมู่บ้าน แล้วก็ฉากที่ 3 ฉากที่นวลเอาผ้ามาให้แม่ อันนี้เป็นฉากที่เป็นบรรยากาศ ฉะนั้น เวลาที่เราน่ะ จะแยกหรืออธิบาย ก็ลองพิจารณาว่าคุณอธิบายเป็นบรรยากาศ หรือว่าจะเป็นสถานที่นะคะ แต่ก็ได้ทั้งสองเหมือนกัน คราวนี้ 3. เหตุการณ์สำคัญในเรื่อง เหตุการณ์สำคัญในเรื่อง นักศึกษาคิดว่ามีเหตุการณ์สำคัญอะไรบ้าง เหตุการณ์สำคัญในเรื่อง น่าจะมีเหตุการณ์สำคัญอะไรบ้าง อะไรนะคะ นวลไปซื้อผ้าซิ่นผืนเก่าของแม่ อันนี้ก็สำคัญ 1 มีอีกไหมคะ สำคัญในเรื่อง แม่ก็ซื้อผ้าซิ่นผืนใหม่ ก็เป็นเหตุการณ์สำคัญ 2. แล้วก็เหตุการณ์สำคัญที่ 3 คือ แม่มาเห็นว่าผ้าซิ่นผืนใหม่ของนวล ก็คือผืนเก่าของตัวเอง โอเคนะคะ ฉะนั้น เหตุการณ์ที่สำคัญ น่าจะมีหลัก ๆ 3 เหตุการณ์ในเรื่องนี้ ฉะนั้น ฝากที่เราน่ะ ประมวลแบบคร่าว ๆ คือ ประเมินพูดผิด ประเมินคร่าว ถ้าตัวละครเป็นแบบนี้เหตุการณ์เป็นแบบนี้ฉากเป็นแบบนี้ นักศึกษาคิดว่าในเรื่องนี้มีอะไรที่เกี่ยวกับมาร์กซิสต์บ้างไหมคะ ครูขอเริ่มต้นจาก 1. เลย เห็นชนชั้นของสังคมที่อยู่ในเรื่องนี้บ้างไหมคะ เห็นชนชั้นของสังคมที่อยู่ในเรื่องนี้บ้างไหมคะ เห็นนายทุนไหมคะ ในเรื่องนี้ นายทุนคือใคร พ่อค้า นายทุนที่อยู่ในโครงสร้างส่วนบนของสังคมเมื่อกี้นี้ เจอการเอารัดเอาเปรียบคนไหมคะ เจอ ถูกไหม เมื่อกี้นั่นแหละ ก็คือแม่ถูกไหมคะ ฉะนั้น เอาแบบง่าย ๆ เลย แค่อันนี้วรรณกรรมแบบง่าย ๆ เรื่องสั้น ๆ บางทีอาจจะเหมือนไม่มีอะไรในเรื่องเลยเราก็เจอแล้ว 1. ที่เกี่ยวกับมาร์กซิสต์ที่มันสามารถเชื่อมโยงไปได้ที่บอกว่าระบบนายทุน สามารถเอาเปรียบคนได้นะ เพราะอะไรถึงบอกว่าอย่างนั้น เขาซื้อของแม่ในราคาที่ถูก เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าของชิ้นนี้ถ้าเขาเอาไปขายต่อมันได้แพงกว่าอยู่แล้ว รู้ทั้งรู้น่ะ เพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้น ก็เราอ่านไปจนถึงตอนจบไง ที่นวลก็ซื้อผ้าถุงของแม่นั่นแหละกลับคืนมา แถมราคาต่ำ กันมากด้วย แม่ขายในราคาเท่าไรคะ แม่ขายไปราคาเท่าไร 400 กีบ ซึ่งแกยังรู้สึกภูมิใจด้วย เพราะว่าแกกะจะเอาไปแลกใช่ไหม ก็เป็นเหมือนบ้านเรานี่แหละนักศึกษา ที่เขาจะแบบแลกก็แลก ขายก็ก็ได้เคยได้ยินนะคะ มันก็จะเป็นแบบนั้นแหละ เขาก็จะพูดประมาณว่าแม่ก็ได้ขายก็ได้ แม่นี่ภูมิใจตรงที่ว่าแม่ไม่ได้แค่อยากได้อย่างเดียวนะ เขายังเอาเงินคืนมาให้แม่ด้วย 400 กีบ แต่ในขณะเดียวกันนวลซื้อมาให้แม่หน่อยราคาเท่าไรคะ 14,000 กีบ ซึ่งราคาแบบ โอ้โห แม่ช็อก คือ ในเรื่องมันจบด้วยที่ว่าแม่พูดอะไรไม่ออกถูกไหมคะ แต่ผู้อ่านก็สามารถที่จะประเมินได้เองว่าโอ้โห แม่คงเสียใจมาก ว่าฉันเอาของในราคาขนาดนี้ไปขายแค่ในราคา 400 กีบ แล้วกลายเป็นว่าลูกสาวฉันนี่ ต้องซื้อกลับคืนมาอีกประมาณนี้นะคะ นี่ก็เลยกลายเป็นว่ามันดูเหมือนจะไม่มีนะ แต่ว่านี่ไง ไอ้ระบบเศรษฐกิจและทุนนิยมน่ะ มันก็กดขี่คนได้ด้วยวิธีการใด วิธีการหนึ่งนะคะ เรื่องที่ครูเอามาให้อ่านมันเป็นแค่เรื่องสั้น ๆ แค่แบบอาจจะเป็นแค่ส่วนน้อยขอมาร์กซิสต์แต่อย่างน้อยครูเชื่อว่าถ้าเป็นเรื่องที่มันยาวขึ้น หรือแม้กระทั่งเรื่องที่นักศึกษาอ่านนวนิยายก็อาจจะมีก็ได้อย่าเพิ่งละเลยมันไปนะคะ ทีนี้ไหน ๆ ก็พูดถึงเรื่องสั้นเรื่องนี้ที่เป็นของลาวแล้ว มันก็จะมีเรื่องที่ครูอยากให้นักศึกษาสังเกตเพิ่มเติม เวลาอ่านอะไรก็ตามอย่ามองแค่ผิวเผิน ๆ เพราะว่าเรื่องนี่มันอาจจะเป็นแค่ภาพของแม่ ที่ขายผ้าซิ่นในราคาถูก แล้วก็ได้ผ้าซิ่นเก่ากลับมาในราคาแพง มันอาจจะมันอาจจะดูเหมือนแค่นั้น แต่จริง ๆ แล้วเรื่องนี้ เขากำลังสะท้อนภาพสังคมลาวอยู่นะคะ นักศึกษาเขากำลังจะบอกว่าสังคมชนบทของลาวน่ะ การศึกษาถ้ายังเข้าไม่ถึง คนก็จะถูกเอารัดเอาเปรียบง่าย นี่คือเขากำลังจะบอก ถ้านักศึกษาฟังแบบนี้ปุ๊บ มันเหมือนสังคมไทยไหม คล้ายไหม คล้ายอยู่นะ ที่ครูเอาเรื่องนี้มาหรือแม้กระทั่งนักเขียนไทย ที่เขาชอบเอาเรื่องนี้มาวิจารณ์ ก็เพราะว่าเขากำลังเปรียบเทียบกับสังคมไทยอยู่ ว่าจริง ๆ แล้วน่ะ ถึงแม้ว่าไทยน่ะ จะเจริญกว่าลาวไปเยอะ แต่สภาพสังคมชนบทบางอย่างก็ยังคล้ายกันอยู่ อย่างเช่น คนที่มีการศึกษาอาจจะเป็นกลุ่มชนกลุ่มน้อยของสังคมชนบทก็ได้ ที่อาจจะเลี่ยงการถูกรัดเอาเปรียบได้แหละ แต่มันก็เป็นแค่ชนกลุ่มน้อยของชนบทเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับการศึกษาก็ยังคงถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่ ถึงแม้ว่าสังคมจะเจริญก้าวหน้าไปแค่ไหนก็ตามนะคะ แล้วก็อีกอย่างหนึ่งเขาต้องการจะสื่อด้วย ว่าสังคมลาวน่ะ ในชนบทไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองมี อย่างเช่น ผ้าถุงนี่แหละ ผ้าถุงที่ในตอนท้ายนี่ แม่เข้าใจว่ามันเก่าแล้วนี่ แต่ว่าในระดับอีกระดับหนึ่ง เขากลับมาว่าอันนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่า ที่ควรที่จะรักษา อนุรักษ์ไว้ที่เป็นวัฒนธรรมของเราได้นะคะ นี่ก็คือเหมือนกับเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องสั้นที่ธรรมดา ๆ มันยังแฝงภาพสะท้อนสังคมอยู่ ซึ่งมันก็เป็นแนวสัจนิยมที่บอกว่าเป็นงานเขียนที่เน้นความจริง ที่เป็นแนวสะท้อน หรือเสียดสีสังคมเป็นหลักนั่นเองนะคะ อันนี้ก็คือจะเป็นมาร์กซิสต์ที่ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว ก็คือสตรีนิยมนะคะ คราวนี้เนื้อหาของทฤษฎีหนึ่ง ก็คือ Pratical Critism นะคะ ให้กดในสไลด์อันนี้จะเป็นทฤษฎีแรกที่ครูเอาขึ้นไว้ให้แต่ว่าคราวนี้ ี่ ทฤษฎีนี้ จะเป็นทฤษฎีที่แตกต่างจากทั้ง 2 ทฤษฎีเมื่อกี้ที่กล่าวมา เพราะว่าทฤษฎีนี้จะมุ่งให้วิเคราะห์ตัวบทวรรณกรรมเป็นหลัก โดยจะให้มีการวิเคราะห์อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น... เดี๋ยวสักครู่นะคะ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของวรรณกรรม ที่ผู้อ่านหรือผู้วิจารณ์นี่ ต้องเริ่มจากการเล่าเรื่องย่อให้ได้ จับใจความมุ่งหมายของการแต่งให้ได้ ปรัชญาและแนวคิดนิยมในการแต่งหรือว่าข้อคิดนี่ล่ะค่ะ ถ้าเราจะพูดให้เข้าใจง่ายนะ ข้อคิดหรือว่าแนวนิยมในการแต่งของเขานี่ เป็นแนวไหนนะคะ รูปแบบ เนื้อเรื่อง ตัวละคร บทสนทนา แล้วก็สถานที่ ถ้าสังเกตมันจะเป็นสิ่งที่ครูเริ่มถามนักศึกษาเมื่อกี้ ว่าตัวละครเป็นอย่างไร ฉากเป็นอย่างไร หรือแม้กระทั่งเหตุการณ์เป็นอย่างไรบ้างนะคะ แล้วครูก็เล่าว่าเอออันนี้มันสะท้อนแนวคิดอย่างไรบ้างนี่ ก็คือเป็นสิ่งที่การวิจารณ์แบบ Pratical Critism เหมือนเขาจะใช้การวิจารณ์ตามแบบรูปแบบสร้างของตัวบทวรรณกรรมเป็นหลักนะคะ ผู้คิดแนวคิดนี้ ก็คือ I"A ริชาร์ดนะคะ เดี๋ยวดูลักษณะนิดหนึางนะ โดย I A นี่ยเขาจะพยายามให้ผู้ที่วิจารณ์ศึกษาแล้วก็วิเคราะห์ โดยละเอียดให้เป็นไปตามหลัก ลักษณะของภาวะวิสั ยภาวะวิสัยนี่ จะต่างจาก อัตตะ ภาวะจะ แปลว่าความเกิดความเป็นความมี วิสัย คือ ความสามารถ ฉะนั้น ภาวะวิสัยก็คือจะเป็นไปตามรูปแบบความจริงเป็นหลักเอาเนื้อหามันเป็นอย่างไร มันก็ต้องเป็นแบบนั้น ส่วนอัตวิสัยจะเป็นลักษณะของตัวตนของผู้เขียน หรือผู้วิจารณ์นะคะ นี่ก็เลยจะบอกว่าลักษณะของการวิจารณ์แบบ tactical Prism เนี่ยจะไปตรงกับเรื่องราวในสัปดาห์หน้าที่ครูจะสอนนั่น ก็คือการวิจารณ์เรื่องสั้น กับนวนิยายที่เป็นแบบหัวข้อรูปแบบ ที่เป็นโครงสร้างของเรื่องสั้นกับนวนิยายเลยนะคะ ครูก็เลยจะยังไม่ได้ลงลึกมาก เพราะเดี๋ยวสัปดาห์หน้าจะได้ทั้งแนวการในการวิเคราะห์ แนวทางในการวิเคราะห์ แล้วก็ให้ลองอ่านเรื่องสั้นช้างด้วย แต่คราวนี้จะเป็นเรื่องสั้นที่ยาวขึ้นมากว่านี้อีกหน่อยนะคะ เป็นเรื่องสั้นแบบฉบับย่อให้เราเห็นภาพจริง ๆ แต่คราวนี้จะเป็นเรื่องสั้นที่ยาวขึ้นมาหน่อยนะคะ จบในเรื่องของการวิจารณ์ตามแนวทฤษฎีของเรา ทฤษฎีที่เราจะต้องแน่นให้ได้ นั่นก็คือ มาร์กซิสต์ สตรีนิยม ที่ครูใช้เวลา 2 คาบ 2 สัปดาห์เลย แต่ว่าทฤษฎี Practical Criticism ครูจะไปย้ำอีกรอบหนึ่ง ในสัปดาห์หน้าเราเรียนการวิจารณ์เรื่องสั้นกับนวนิยายนะคะ เพราะว่าเป็นลักษณะของการวิจารณ์ตามโครงสร้าง แล้วก็รูปแบบของวรรณคดีวรรณกรรมนะคะ แต่ก่อนอื่นเมื่อกี้ลืมถามข้อหนึ่ง ซิ่นไหมผืนเก่ามีบทสนทนาไหมคะ ซิ่นไหมผืนเก่ามีบทสนทนาไหม ในตัวบท นี่ ใช่ไหมคะ บทสนทนามีความสมจริงไหม สมจริง สมจริงเพราะอะไร ไหนลองอธิบายดูสิ เขียนออกมาก็เขียนเป็นอย่างไร สมจริงเพราะอะไร มันเป็นคำพูดที่ เป็นบทสนทนาที่เหมือนใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไป ระหว่างแม่กับลูก หรือระหว่างบุคคลทั่วไป ที่เป็นพ่อค้ากับลูกค้าใช่ไหมคะ อันนี้อธิบาย เรา... บางทีแบบมีอธิบายอย่างไรให้มันดูลึกลับ ไม่ต้องทำขนาดนั้น ก็ถ้ามันสมจริงก็ มันสมจริงไง เพราะมันเป็นบทสนทนาที่เหมาะระหว่างแม่กับลูกที่ใช้ในชีวิตประจำวัน แค่นั้นก็เรียกว่าการอธิบายแล้ว เหมือนกับถ้าคุณนี่จะอธิบายบทสนทนาของบุพเพสันนิวาส นักศึกษาคิดว่าสมจริงไหม ทุกคนต้องเคยดูบุพเพฯ 1 แหละ เคยดูใช่ไหม บทสนทนาของบุพเพสันนิวาส เมื่อก่อนการะเกด แม่นายการะเกดเรียกผินกับแย้มว่าอะไรคะ อีผิน อีแย้ม เหตุผลก็เป็นเพราะว่าในยุคสมัยกรุงศรีอยุธยา เขามีคำเรียกลุง ป้า น้า อา ไหม เขาไม่ได้ใช้แบบนั้น เขาก็คือจะใช้เรียกแบบชนชั้นเลย อย่างเช่น ชนชั้นสูงนี่ เขาเรียกกัน เขาก็จะเรียกคุณพี่ ออเจ้า อะไรก็ว่าไป แต่ถ้าชนชั้นล่างที่เป็นระบบระดับทาส เมื่อไหร่ก็ตามเขาจะไม่มีหรอกค่ะ พี่ โอเคไหม เพราะทาส คือต่ำกว่าอยู่และ เขาก็จะเรียกถึงจะแก่กว่าแค่ไหน เขาก็จะได้เท่านั้น ฉะนั้น การะเกดเรียกอีผิน อีแย้ม ถูกต้องไหมคะ ตามหลักบทสนทนา ถูกแล้วใช่ไหม แต่คราวนี้เกศสุรางค์ข้ามภพมา แล้วเกศสุรางมาอยู่ร่างการะเกดเกศสุรางค์เป็นผู้หญิงที่อยู่ในยุคแล้วก็ไปเห็นผินกับแย้มแล้วก็เรียกพี่ผินกับแย้มว่าพี่ผินพี่แย้ม บทสนทนาสมจริงไหมคะ สมจริงไหม สมจริงเหมือนกันนะคะ นักศึกษา ที่สมจริงเพราะอะไร ก็สมจริงสิ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในร่างเดียวกัน แต่อีกคนหนึ่งวิญญาณเข้าเกิดในยุคสมัยปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันมีระบบชาติไหม ไม่มีใครก็ตามที่แก่กว่าพ่อเรียกป้า เรียกลุง ใครก็ตามที่ดูแก่กว่าตัวเองนิดหนึ่งเรียกพี่ หรือใครก็ตามที่ดูเด็กกว่าเรียกน้อง ฉะนั้น มันเป็นระบบปัจจุบันที่เราอาจจะไม่สามารถเรียกใครก็ตามว่าอีได้นะคะ เราอาจจะเรียกได้แบบในระบบเพื่อน แต่ว่ามันใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันได้ขนาดนั้นไหม ก็ไม่ถูกไหมคะ ฉะนั้น การที่เกศสุรางค์มาอยู่ในร่างของแม่นายการะเกด เรียกพี่ผิน พี่แย้ม มันก็ทำให้บทสนทนาดูสมจริงขึ้น ว่าแสดงว่าความนึกคิด ความรู้สึกของ เขายังเป็นคนในยุคปัจจุบันอยู่ ก็เลยเรียกคนอื่นว่าพี่นั่นเอง คุณก็อธิบายได้ หรือแม้กระทั่งงานที่ใช้คำว่า "ออเจ้า" กับ "คุณพี่" ก็อธิบายต่อได้อีกว่ามีความสมจริง เพราะว่าในอดีตมีคำเรียกที่ใช้กับบุคคลที่มีอายุน้อยกว่าว่าเป็นออเจ้า เรียกกับบุคคลที่มีอายุมากกว่าเรียกคุณพี่ก็ว่าไป ประมาณนี้นะคะ อันนี้ก็คือยกตัวอย่างคร่าว ๆ ไว้ก่อนเดี๋ยวจะไปลงลึกก็คือสัปดาห์หน้าของเรานะคะ โอเค สัปดาห์หน้า นักศึกษา ครูเพิ่งเจอตารางของตัวเอง ครูจำตารางของตัวเองผิดนะคะ เป็น คือ วันจันทร์ครูชน ขอโทษนะคะ ก็เลยจะขอเป็นพุธเช้าแทนนะคะ ได้อยู่นะ เพราะว่าพุธเช้าว่างอยู่นะคะ ขอโทษด้วย ก็เลยเอาเป็นเปลี่ยนจากวันจันทร์บ่าย เป็นวันพุธเช้านะคะ ฉะนั้นพุธเช้าขอสอนชดเชยวันศุกร์นะคะ เดี๋ยวเรามีเวลาหาห้อง 2 วัน โอเคนะ อาจจะเริ่มสัก 09.30 น. ก็ได้ เผื่อแบบ เลยขอเวลาหน่อยได้ไหมนะคะ 9 โมงครึ่งนะคะ วันพุธเช้า 9 โมงครึ่ง ส่วนพุธบ่ายเบา ๆ สบายแค่นำเสนอเฉย ๆ ขอเป็นเวลาเดิมนะคะ บ่ายโมง ดีค่ะ มีใครมีคำถามอะไรไหมคะ พี่ล่ามพอมีคิวว่าง ว่างเช้าด้วยใช่ไหมคะ โอเคค่ะ ขอบคุณค่ะ โอเคค่ะ มีพี่ล่ามอยู่พอดีนะคะ ถ้าอย่างนั้นเขาก็จะ พุธเช้า 9.30 น. แล้วก็บ่ายเวลาเดิมค่ะ ใช่ค่ะ แค่กลุ่มแรก ใช่ จริง ๆ ถ้ากลุ่มแรก ถ้าครูสอนเสร็จประมาณ 11.00 น. เพราะว่าเริ่ม 09.30 น. นะ ไปชั่วโมงครึ่ง เป็นเท่าไร 11.00 น. พอดีถ้า 11.00 น. จะต่อเลยไหมล่ะ Present เล่นเกมนานไหมลูกประเมินงานของตัวเอง เอาต่อแบบเช้าให้มันเสร็จเลยไหมล่ะ ครูว่าเช้าเลต ดีกว่าบ่ายเลต ถ้าเกิดว่าจะต่อเลยก็คือเอาเป็นแบบเรียนเช้าคาบเดียว แต่ว่าคือครูอ่ะสอนถึง 11 โมง ใช่ไหมล่ะแล้วเราก็นำเสนอเกม จนถึงเที่ยง หรือว่าเที่ยงนิด ๆ ก็ว่าไป แต่บ่ายน่ะ ว่างเลยนี้เอาแบบนั้นเป็น 2 วิชาควบเลย สายไม่ว่างกินข้าวเช้ามาด้วยเพราะครูเริ่มให้ 09.30 น. ฉะนั้นมีเวลาอยู่ โอเคนะ โอเคค่ะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวฝากบอกพี่ล่ามด้วยนะคะ ว่าจะเป็นเช้าทีเดียวเลย ควบค่ะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเจอกันสัปดาห์หน้าวันพุธนะคะ ยาวเลย หัวหน้าลบข้อความเดิมออก พิมพ์ใหม่ด้วยนะลูก เดี๋ยวจำผิด นี่คือยังไม่ได้เช็กชื่อน่ะ แป๊บหนึ่งนะ อะไร ขาดแค่ 2 คนแหละนะ ลาแค่ 2 คน โอเค ถ้าอย่างนั้นตามนี้เลย โอเค ไม่เป็นไร หัวหน้าเชิญค่ะ