--- title: วรรณกรรมกับการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ (เช้า) 010367 subtitle: date: วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม 2567 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) ทดสอบสวัสดีครับฝั่งราบได้ยินไหมครับ ทำงานที่ไหนครับ เงียบอีกแล้ว ทดสอบครับฝั่งราบได้ยินไหมครับ ok ครับ ok ค่ะพร้อมหัวหน้าห้อง ห้องน้ำรอนานไปหน่อยพอถึงเวลาไปเข้าห้องน้ำเลย โอเคค่ะเดี๋ยววันนี้เราจะเป็น ทฤษฎีมาร์กซิสต์นะคะซึ่งมาร์กซิสต์เนี่ยเราเคยได้ยินไปแล้ว ตอนที่ เราเรียนสตรีนิยมเพราะว่ามันจะมีสตรีนิยมแนวมากซิ จำได้เนาะ แม่ใช่ไหมคะ โอเคนะคะวันนี้จะมาเป็นมาร์กซิสต์แบบของเขา เต็มตัวนะคะเราจะได้รู้ว่าอ๋อทฤษฎีนี้ ใครเป็นคนเริ่ม ต้นนะคะแต่ก่อนอื่นเดี๋ยวแน่ระหว่างที่รอเพื่อนไปเข้าห้องน้ำขอ แป้ง สัปดาห์หน้าของเราก่อนนะคะตะกี้ก็ได้แต่เบื้องต้นไปแล้วแต่ว่าให้รับทราบโดยทั่วกัน น้องว่าเดี๋ยวสัปดาห์หน้าวันพุธเรียนตามปกติคือวิชาพัฒนาการวรรณคดีไทย นั่นก็คือเพื่อนจะนำเสนอเล่นเกมกลุ่มแรก 3 เกม ส่วนวันศุกร์ครูติดภารกิจตรวจ o-net ที่มหาลัยเรานี่แหละมหาลัยเราเป็นเจ้าภาพนะคะแล้วครูก็ รับหน้าที่นี้ด้วยแล้วก็พวกเราก็ติดภารกิจเช่นเดียวกันนั่นก็คือไปค่ายฉะนั้น ก็เลยขอชดเชยคาบวันศุกร์ เป็นวันจันทร์ที่ 4 ก็คือสัปดาห์หน้าวันจันทร์บ่าย เราจะเรียนวิชาวรรณกรรมกับการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ส่วนวันศุกร์พวกเราก็ไปทำหน้าที่ของตัวเองครูก็ทำหน้าที่ของครู นะคะฉะนั้นก็เป็นไปตามนี้แต่ว่าวันพุธ เรียนตามปกติก็คือพัฒนาการวรรณคดีไทยนะคะ โอเคที่นี้มาที่ทฤษฎีมาร์กซิสต์ นะคะ ก่อนอื่นเนี่ยครูต้องท้าวความก่อนว่า ทฤษฎีที่เกิดขึ้นกับการวิจารณ์วรรณกรรมส่วนใหญ่ไม่ใช่ คดีที่เริ่มต้นแล้วเอามาใช้กับการวิจารณ์วรรณกรรมเลย เพราะมักจะเกิดขึ้นจากการศึกษาสภาพสังคม มาก่อนแล้วค่อยเอาสิ่งนั้นหรือทฤษฎีนั้นมาใช้ การศึกษา วรรณกรรม เหตุผลก็เพราะว่าวรรณกรรมน่ะมันก็จะเป็นเหมือนเครื่องมือในการสะท้อน ผมได้เวลาที่ผู้เขียนเขียนออกมาโดยเฉพาะทุกวันนี้ส่วนใหญ่จะไม่ใช่วรรณกรรมพี่ อ่านแล้วเพลินอย่างเดียว แต่ว่ามักจะแฝงอะไรเข้าไปข้างในไม่ว่าจะเป็นการเสียดสีสังคมการสะท้อนสังคม ดังนั้นทฤษฎีที่เคยใช้กับสังคม จึงถูกนำมาใช้กับวรรณกรรมด้วย อย่างเช่นสัปดาห์ที่แล้วของเราเรียนสตรีนิยมมันก็เกิดจากพี่สังคม ผู้หญิงกับผู้ชายไม่เท่าเทียมกัน แล้วทีนี้ก็เกิดการเรียกร้องความเท่าเทียมกันของผู้หญิง ก็เลยเกิดเป็นทฤษฎีสตรีนิยมขึ้นมา เพื่อให้ผู้หญิงเนี่ยเพื่อให้เห็นว่าผู้หญิงเนี่ยถูกกดขี่ข่มเหงด้วยวิธีไหนบ้าง แล้วก็สุดท้ายก็จะต้องทำให้ผู้หญิงกับผู้ชายเนี่ยเท่าเทียมกันให้ได้นะคะ มาร์กซิส ก็เหมือนกันมาจากการศึกษาโครงสร้างของสังคม ซึ่งทฤษฎีนี้สืบเนื่องมาจากแนวคิดสัจนิยมสัจนิยมครูเคยพูดให้ฟังแล้วว่า แปลว่าความจริง สัจนิยมก็คือแนวความคิดที่เกิดจากความเป็น มีอยู่ในธรรมชาติ หรือช่วงแนวคิดนี้เกิดขึ้นมานั่นก็คือศตวรรษที่ 10 เจ้าที่ครูเคยสอนว่าพัฒนาการของตะวันตก พี่จะมีตั้งแต่ยุคกรีกโรมันมาจนถึงศตวรรษที่ 10 9 ที่บอกว่าศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมาแนวคิดจะเน้นแนวความจริงนั่นแหละ คือมาจากแนวคิดนี้นะคะแนวคิดในช่วงศตวรรษนี้ของเราสักวัน ที่เท่าไหร่แล้วคะ จะได้เท่าไหร่ 20k นะเพราะว่าศตวรรษเขาถือเขานับจากอะไร ศักราชนะคะคริสต์ศักราชก็คือ ศักราช 2000 24 อันนี้ก็คือไปศตวรรษที่ 20 ที่นี้ ด้วยความที่ว่าเมื่อกี้แหละที่กูบอกว่างานเขียนอ่ะมันสามารถเป็นเครื่องมือในการ วัดสังคมได้ไม่ว่าจะเป็นทั้งเสียดสีแล้วก็สะท้อนก็เลยทำให้เกิดแนวคิดนี้ขึ้นมานะคะซึ่งแนวคิดนี้ แตกต่างจากแนวคิดอื่น ตรงที่ว่า แนวคิดนี้จะเน้นความจริงเป็นหลัก ความจริงที่ว่าเนี่ยต้องอ้างอิงกับวิทยาศาสตร์ วิทยาศาสตร์ไม่ได้หมายถึงแค่การทดลองแต่หมายถึงสิ่งที่สามารถพิสูจน์ได้ ถ้าคุณบอกว่าเกิดขึ้นจริงคุณต้องพิสูจน์ได้ว่าเกิดขึ้นจริงอย่างไรนี่คือแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ แล้วก็ต้องเริ่มต้นจากการพิจารณาสภาพสังคม เป็นอันดับแรก นี่คือแนวคิดแบบมาร์กซิสต์นะคะว่าไม่ว่าจะมาร์กซิสต์หรือ นิยมเนี่ย มักจะเป็นแนวคิดแบบเน้นสัจนิยมเหมือนกันนะคะที่นิมาร์กซิสต์ใครเป็นคนคิด ใครเป็นคนวางรากฐาน ชื่อของเขาก็ตามนี้เลยมาร์ค จริงๆซิที่เติมเข้ามาเนี่ยมันจะหมายถึงทฤษฎีหรือแนวคิดนะคะ ภาษาอังกฤษฉะนั้นพอเรามาออกเสียงทับศัพท์เป็นมาร์กซิส จริงๆแล้วมันต้องแปลว่าเป็นทฤษฎีแนวคิด ของมาร์ค โดยคนที่แต่งขึ้นหรือว่าคนที่คิดแนวคิดนี้ขึ้นมา คนแรกก็คือ Cloud Mark ก็คือชื่อของเขานั่นแหละแล้วเขาก็ใช้ชื่อนี้ ทฤษฎีด้วยนะคะ How Much เนี่ยมีการศึกษาระบบ การเมืองการปกครอง เศรษฐกิจ และวัฒนธรรมเข้าด้วยกัน พ่อเขามีการศึกษาสิ่งเหล่านี้เสร็จแล้วเนี่ยจริงๆแล้ว คนเราอ่ะถ้าจะเก่งเฉยๆแต่ขาผู้สนับสนุนเนี่ยมันก็จะทำให้ความคิดมันไม่ได้ ไปไหน เต็มที่นะคะมันอาจจะไปได้แหละถ้าคนที่เขามีความพร้อมแต่เผอิญมาร์คเนี่ย เขาเก่งเขาสามารถคิดได้ แต่ผู้ที่สนับสนุนแนวคิดเขา จนเป็นที่รู้จักได้นั่นก็คือเพื่อนของเขา ชื่อ patel ดังนั้นพอเราเรียนทฤษฎีมาร์คเราก็เลยจะต้องรู้จัก ชื่อมาร์ค แล้วก็ชื่อของเฟรดเดอริคแองเกิลในฐานะของผู้สนับสนุนแนวคิด นี้นะคะ คราวนี้ มาร์ค มีการศึกษาสังคมแล้วก็แบ่งโครงสร้างของสังคม n2 โครงสร้างเดี๋ยวนักศึกษาจะมาลองตอบคำถามครูนะว่าตัวเองอ่ะ ที่อยู่ในสังคมในขณะนี้ ตัวเองน่าจะอยู่ในโครงสร้างของสังคมส่วนไหนนะคะ ตัดคำว่าชนชั้นสูงชนชั้นกลางแล้วก็ชนชั้นล่าง ไปจากสารบบเกาะเพราะว่าถ้าเราอ่ะเอาคำว่าชนชั้นสูงชนชั้นกลาง ชนชั้นล่าง เข้ามาในระบบเราก็จะนึกถึงสังคมแบบเก่าของไทยถูกไหม พระสงฆ์ชั้นสูงก็จะเป็นพวก ท่านขุนมูลนายทั้งหลายอย่างนี้อันนี้ไม่ใช่นะตัดออกไปก่อนนะคะ โครงสร้างของสังคมที่มาร์คศึกษาบอกว่า 1 โครงสร้างส่วนล่างคือระบบเศรษฐกิจ อันประกอบด้วยการผลิตและความสัมพันธ์ทางการผลิต ส่วนโครงสร้างส่วนบน ก็คือประกอบด้วยการเมืองการปกครองระบบความคิด และค่านิยมความเชื่อ ดังนั้นจากโครงสร้างส่วนล่างกับโครงสร้างส่วนบน จึงเกิดเป็นสองชนชั้นด้วยกัน นั่นก็คือชนชั้นปกครองกับชนชั้นแรงงาน ชนชั้นปกครอง คือผู้ที่ผูกขาด ของเครื่องมือการผลิตทั้งหมด เช่น บุคคลที่มีอำนาจทางการเงินทั้งหลาย เจ้าของกิจการทั้งหลาย หรือนักการเมืองที่มีอำนาจทางการปกครองทั้งหลาย นี่คือชนชั้นปกครอง ส่วนชนชั้นผู้ใช้แรงงาน ก็คือเหล่าลูกจ้างทั้งหลายหรือคนที่ต้องทำงาน เพื่อให้ได้เงินเดือนในแต่ละเดือน เพราะมีนายจ้างเป็นผู้ให้เงินเดือน คำถามบ้านใครมีกิจการส่วนตัวบ้างคะในห้องนี้ เปิดร้านขายของชำคิดว่าเราน่าจะอยู่ในชนชั้นไหนของสังคมได้ หน้าตาผู้ใช้แรงงานไม่ใช่ เราอยู่ชนชั้นปกครองนะคะนางสาวรู้ไหมถึงอยู่ชนชั้นปกครอง ไม่ได้เป็นลูกจ้างใครอ่ะก็ เป็นเจ้าของของตัวเอง คือชนชั้นปกครองในขณะเดียวกันไปเป็นข้าราชการครู เรียนจบออกไปเนี่ยไปเป็นข้าราชการครูแน่นอนเนี่ย อยู่ในชนชั้นไหนของระบบมาร์กซิส ผู้ใช้แรงงาน โอเคไหม ในที่นี้เขาไม่ได้ดูถูกเรานะคะนักศึกษาแต่เขากำลังมองในภาพของระบบ เศรษฐกิจและทุนนิยมซึ่งแน่นอนแหละถ้าเรามองแบบชนชั้นทั่วไปเราก็จะบอกว่าเฮ้ย ดูเป็นชนชั้นกลางนะไม่ใช่ชนชั้นแบบล่างนะ แต่ในที่นี้เขาไม่ได้บอกว่าเป็นชนชั้นล่าง แต่เขาหมายถึงชนชั้นที่เอาเศรษฐกิจและการปกครองมาเป็นตัววัด ดังนั้นถ้าคุณน่ะเป็นเจ้าของกิจการของตัวเองควรเป็นเจ้านายตัวเองคุณก็จะต้องอยู่ในชนชั้น คลองพระคุณมีอำนาจ ส่วนถ้าเกิดว่าคุณเนี่ยอันยังต้องทำงานเพื่อให้ได้ค่าจ้าง เพื่อให้ได้อะไรต่างๆสักเจ้านายอยู่เนี่ยคุณก็จะอยู่ในชนชั้น แต่งงาน แต่ด้วยความที่ว่าในอดีตเขาไม่ได้เอาข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง ที่เขาใช้ระบบนี้เพราะว่าสังคมเราช่วงนึง อุตสาหกรรมเริ่มเข้ามามีบทบาทแทนเกษตรกรรม มันก็เลยทำให้คนเนี่ยต้องออกไปใช้แรงงานมากยิ่งขึ้น มันก็เลยเกิดกลายเป็น ชนชั้นปกครองกับชนชั้นแรงงานที่เกิดจากระบบอุตสาหกรรมนั่นเองดังนั้น เมื่อกี้ที่กูถามไปว่าแล้วข้าราชการเนี่ยควรจะอยู่ในระบบไหนโอเคแหละ เป็นจริงตัดตามระบบมาร์กซิสต์เราอาจจะอยู่ในชนชั้นผู้ใช้แรงงานแต่ว่า เราไม่ต้องแบบรู้สึกแย่ว่าเฮ้ยทำไมฉันถึงได้เป็นแค่นี้ล่ะนะคะเพราะว่า เขาส่วนใหญ่เขาจะเอาไปเกี่ยวข้องกับระบบอุตสาหกรรมแล้วก็ระบบ ข้าราชการอาจจะเป็นอีกส่วนหนึ่งก็ได้นะคะ เช้านี้ ชนชั้นปกครองกับชนชั้นผู้ใช้แรงงานเนี่ยมันก็เลยทำให้เกิดคำว่า เอารัดเอาเปรียบ กลับถูกเอารัดเอาเปรียบ ยกตัวอย่างแบบง่ายๆ เราเห็นตึกใหญ่ๆสวยๆ มีกรรมกรแล้วก็มีเจ้าของตึก ผู้ที่ลงทุนผู้ที่เป็นนายทุนทุกอย่างเวลาที่เขาชมว่าโอ้โห สวยขนาดนี้เขาชมเจ้าของตึกหรือว่าเขาชมกลับมา อะไรนะคะ ชมเจ้าของตึกเขาไม่ได้มาชมหรอกว่าใครเป็นคนสร้าง OK ไหม ถึงแม้ว่ากรรมกรนั่นแหละเป็นผู้ที่มีส่วนหลักในการที่ทำให้ ทั้งสวยแล้วก็ได้มาขนาดนี้ เลยกลายเป็นว่าโอ้โหกรรมกรทำงานดีแค่ไหนก็ตามแต่กรรมกรรวยไหมคะ ก็ไม่ได้รวยแต่คนที่รวยก็คือเป็นนายทุนหรือเจ้าของตึก มันก็เลยทำให้ม๊าเนี่ยเริ่มสังเกตสิ่งเนี้ยโอ้ยคนทำ แรงงานเนี่ยทำให้ตายก็ไม่รวยสักทีแต่คนรวยเนี่ยกลับไปในพูนเจ้าของรวยเอารวยเอารวยเอา กลายเป็นสิ่งนี้แหละที่มาร์คแต่มองว่า ชนชั้นปกครอง น่าจะเป็นผู้เอารัดเอาเปรียบ ในขณะที่ชนชั้นผู้ใช้แรงงานจะเป็นผู้ถูกเอารัดเอาเปรียบ พี่นิ จากสิ่งต่างๆที่เกิดขึ้นมันก็เลยทำให้เกิดการสำนึกและแปลก แยกทางชนชั้น ข้อแรกเลยคุณค่าของมนุษย์ถูกลดทอนลงให้เหลือเพียงแค่ สินค้าผลกำไร การแบ่งแยกงานทำให้ผู้ผลิตถูกลดค่าลงเป็นเพียงองค์กรเล็กๆหรือเครื่อง ถ้าสร้างที่สนใช้แรงงานได้รับเป็นเพียงส่วนน้อย คิดภาพไม่ออกคิดถึงคนสร้างตึกกรรมกรที่ครูพูดเลยอันนี้ก็คือครบทั้ง 3 ข้อเลย อย่างเช่น ถูกลดค่าคนให้เหลือเป็นเพียงองค์ประกอบเล็กๆหรือเครื่องจักร เพราะว่าเขาไม่ได้เห็นคุณค่าของกรรมกรพี่สร้างตึกเลยอ่ะเขากลับมองว่าโอโหนายทุนเนี่ย เก่งจริงๆเลยพี่สามารถลงทุนแล้วทำให้ได้ตึก สูงและใหญ่ขนาดนี้ เป็นต้นนะคะมันก็เลยทำให้ชนชั้นแรงงานทั้งหลายเนี่ยเริ่มสำนึก ว่าตัวเองถูกเอารัดเอาเปรียบ แล้วก็เริ่มที่จะคิดต่อต้านขึ้นมานะคะ นักศึกษาจริงๆแล้วควรจะมี หนังให้ดูอีกเรื่องนึงเหมือนกันแต่ว่าเราดูคางคกใบและอย่างน้อยก็ ก็เห็นภาพเหมือนกันนะคะข้างคู่ใบเนี่ยเป็นแถบเอเชียที่เราเห็น เราจะเห็นลักษณะที่มันใกล้เคียงกับสังคมไทยนิดนึงเพราะเป็นเอเชียเหมือนกัน อาจจะแตกต่างกันตรงที่ว่า เขา ถึงแม้ว่าทุกอย่างเขาจะพัฒนาแค่ไหนแต่ระบบความคิดของเขา ยังคงเป็นอนุรักษ์นิยมอยู่นักศึกษาพอที่จะเห็นภาพ ชั้นปกครองกับชนชั้นแรงงานที่เกิดขึ้นในคลังครูใบไหมคะ ใครอยู่ในชนชั้นปกครองบ้าง อะไรนะคะราฮีม หน้าห*หมอที่เป็นพี่คือจำผิดคิดว่าคนที่มาทำร้ายครั้ง โอเคอะไรฮิมหน้าห*มึงเนี่ยจริงๆแล้วไม่ได้มีอำนาจทางการเมืองใดๆเลย แค่มีอะไรคะ มีเงิน กลายเป็นมาเฟียแล้วก็มีอำนาจได้ นี่ก็คือ 1 และ 2 นายกนายกเขาอาจจะไม่ได้บอกว่านายกมีอำนาจทางการเงินถูกไหมแต่ที่แน่ๆนายกมีอำนาจ ปกครองมันก็เลยกลายเป็นว่าคุณอยู่ข้างๆเนี่ยควรจะเห็นภาพเลยว่า คุณเนี่ยคนที่มีอำนาจเนี่ย เงินเนี่ยคือที่สุด หรือถ้าตัดเรื่องเงินไปอำนาจอีกอย่างนึงที่เป็นที่สุด ก็คือ การปรับการปกครองนั่นเองนะคะพนักงานทั่วไปควรจะเห็นภาพที่นี่ ถูกขึ้นรูปภาพนี้เพราะว่าอ่านเทอมที่แล้วครูจะให้ดูหนังเรื่องนี้เนาะหนังเรื่องนี้ อธิบายคร่าวๆก่อนว่านายทุนกับลูกจ้างลูกจ้างถูกกดขี่ข่มเหงยังไงบ้างนะ ผู้ชายคนแรกที่เป็นนายทุนเนี่ยเขาเป็นเหมือนกับผู้จัดการบริษัท แล้วเขามีนโยบายมาว่าอยากที่จะเอาพนักงานออก เพราะว่าเพื่อนลดรายจ่ายของบริษัทเพราะยิ่งถ้าเกิดว่าอายุมากขึ้นอย่างรูป คนนี้คือเขาอายุมากแล้วใช่ไหมคนที่มีอายุมากขึ้นทำงานบริษัทหรือทำงานอะไร ที่เป็นเอกชนเขาก็จะไม่ถามเงินเดือนสูงขึ้น ฉะนั้นบริษัทเจ้าพระยาที่จะจัดการกับคนที่ไม่ถามเงินเดือนเนี่ยให้ออก แต่วิธีการจัดการของเขาอันนี้เป็นสังคมอเมริกานะคะไม่ใช่เอเชียแล้วนะ วิธีการจัดการของเขาคืออ้าวไหนเธอลองไปเขียนรายงานมาดูซิ เธอทำอะไรที่เป็นคุณงามความดีให้กับบริษัทบ้างแล้วถ้าเกิดว่าเธอเขียนดี ฉันจะจ้างเธอต่อแต่ถ้าเขียนไม่ดีไม่ถูกใจ ฉันก็จะให้เธอออกนะเพราะว่าเป็นนโยบายที่ต้องลดรายจ่ายของบริษัท เช้านี้ ผู้ชายคนนี้ทีแรกเขาก็คิดแบบนั้นแหละนักศึกษาคิดว่าจะเขียน รายงาน แต่คราวนี้เขานึกขึ้นมาได้ว่าเฮ้ยการกระทำแบบนี้มันก็ การกระทำแบบกดขี่เค้าทางอ้อม แล้วก็ไม่ยุติธรรมสำหรับการที่เขาเป็นลูกจ้างแล้วทำงานมีรายได้ให้แก่ บริษัทมาเป็น 10-20 ปีเนี่ยเค้าก็เลยใช้วิธีการต่อ ด้วยการบอกว่า ถ้าผมจะออกผมต้องได้เงินเดือนพี่ออกเงินที่เป็นค่าชดเชยก็คือ เงินเดือน 1 ปีของผม บางคนบอกว่าเฮ้ย 1 ปีไหนเยอะนะเพราะว่าบางทีอ่ะบางบริษัทที่ได้โบนัสแค่ 2 เดือน 3 เดือน เยอะแล้ว อันนี้ไม่ใช่โบนัส แต่นี่ต้องเป็นเงินเดือนตลอด 1 ปีของเขาก็คือ 12 เดือนเขาต้องได้เงินก้อนนี้ ก็เลยเกิดเป็นการต่อสู้ของชนชั้นแรงงานเกิด ขึ้นนะคะถ้าเกิดว่าเราดูหนังเรื่องนี้เราจะเห็นภาพว่าสังคม ปัจจุบันเนี่ยไม่ต้องเอาไปพูดถึงกรรมกรหรอกแค่บริษัทที่แต่งตัวหรูเนี่ย แต่งตัวดีกว่ากรรมกรตั้งเยอะก็ยังถูกกดขี่ข่มเหงในเรื่องของในทุน จ้างเลยนะคะก็เลยทำให้เราเห็นว่าสังคมเนี่ย มันเริ่มเป็นแบบนี้มาตั้งแต่ในช่วงอุตสาหกรรมเข้ามามี กับสังคม มีใครเห็นลักษณะนี้ ใน นวนิยายหรือในหนังอะไรเรื่องไหนบ้างไหมคะ ที่ถูกกดขี่นายจ้างกับลูกจ้าง หรือแม้กระทั่งนักศึกษาสิ่งที่ ครูพูดไปแล้วแต่ว่าอาจจะลืมเน้นย้ำก็คือ การลดทอนความเป็นมนุษย์ เห็นคุณค่าของเงินมากกว่าคุณค่าของคน สตรีนิยมแนวมาร์กซิสต์ได้ไหมที่ครูยกตัวอย่างว่าเนี่ยพ่อติดหนี้ แล้วก็เลยเอาลูกสาว ใช้หนี้แทนอย่างเงี้ย อันนี้ก็คือการลดคุณค่าของคน โดยให้คุณค่าของเงินมากกว่านั้นเองนะคะแต่เผอิญว่าพี่ยกตัวอย่างไปก็คือ เป็นการที่ผู้หญิงถูกกดขี่ข่มเหงนะแต่ว่าถูกกดขี่ข่มเหงแนวมาร์กซิสต์ ก็คือการให้คุณค่าของเงินนั้นเอง การวิจารณ์วรรณกรรมมาร์กซิสต์ในประเทศไทย ส่วนใหญ่ จะมีการตรวจสอบทัศนคติของผู้เขียนก่อนว่ามีแนวคิด ของหรือขัดแย้งกับอุดมการณ์สังคมนิยมยังไง เวลาเราอ่านเราก็จะรู้ว่าน้ำเสียงของผู้แต่งเนี่ย เขากำลังพูดถึงสังคมยังไงบ้างนะคะแล้วก็จะให้ความสำคัญกับเนื้อหามาก รูปแบบ คำว่าเนื้อหามากกว่ารูปแบบก็คือคุณอาจจะเขียนตามรูปแบบถูกหรือไม่ถูกก็แล้วแต่ แต่เขาตอนอ่านที่ว่าเนื้อหาคุณต้องการจะสื่ออะไรคำว่ารูปแบบ ถ้าจะยกตัวอย่างก็อย่างเช่นถ้าเป็นกลอนก็ต้องถูกต้องตามฉันทลักษณ์ ประมาณนี้นะคะแต่ถ้าเป็นร้อยแก้วก็อาจจะมีรูปแบบ แต่ละแบบนั้นเอง มีการเพ่งเล็งบทบาทของนักเรียนคอยชี้แนะสนับสนุนให้นักเรียนหันมาสร้างวรรณกรรมแนวประชาชน นั่นก็คือเน้นแนวที่เป็นแนวความจริงอ่ะสามารถใช้ได้ นะคะใช้ได้จริงก็คืออ่านแล้วมันคิดวิเคราะห์ได้มันเอาไปใช้ประโยชน์ ได้นั่นเองนะคะ หลักในการวิจารณ์ ในแนวคิดนี้นั่นก็คือ คุณต้องวิเคราะห์เนื้อหา ร่วมกับสภาพสังคมเป็นหลัก แล้วก็พิจารณาหาความเชื่อมโยงระหว่างวรรณกรรมกับสังคม กลับไปกลับมาให้ได้อย่างเช่นคุณอ่านแล้วคุณต้องดู ที่ว่า มันตรงกับสังคมในด้านใดไหมแล้วพอสังคมในด้านนี้มี ลองกลับไปดูอีกรอบว่า มันสอดคล้องกับเนื้อหาจริงหรือไม่นะคะ แล้วก็พิจารณาถึงอิทธิพลของวรรณกรรมนั้น มีกับผลกระทบต่อจิตใจกับคนในสังคมหรือไม่นะคะ ที่นี้ เดี๋ยวครู ให้ลองอ่านเรื่องสั้นแบบสั้นๆเลยก็คือ ซิ่นไหมผืนเก่าที่ครูส่งเข้าไปในกลุ่มนะคะเดี๋ยวจะให้ลองอ่านดู แล้วจะมาลองช่วยกันวิเคราะห์ดูว่าเรื่องนี้จริงๆมันเป็นเรื่องสั้นที่ธรรมดาธรรมดา แต่กูอยากรู้ว่าเราอ่ะพอเห็นอะไรที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับ สังคมหรือมีอะไรที่สามารถ พูดถึงมาร์กซิสระบบมาร์กซิสต์ในเรื่องนี้ได้บ้างไหมนะคะ เดี๋ยว ลองอ่านสัก 10 นาทีละกัน จริงๆมันมี 2 แผ่นนะคะมีแค่ 2 แผ่นแต่ว่าให้อ่าน 10 นาทีเพราะว่าอยากให้อ่านแล้วก็ คิดวิเคราะห์ตามด้วย 10 นาทีก็ไป 5 นาทีละกันเนาะอ่านแป๊บเดียว 5 นาทีนะคะสิ่งแรกเดี๋ยวเราจะมาลอง พิจารณาแบบภาพรวมก่อนว่า 1 ละครมีกี่ตัวภาพรวม 2 ฉากที่เกิดขึ้นมีที่ไหนบ้าง 3 เหตุการณ์ที่น่าสนใจคืออะไร thermage ที่อยู่ในนี้หรือไม่ 1 ตัวละครกี่ตัวดูคร่าวๆ 2 ฉาก มีที่ไหนบ้าง 3 เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่น่าสนใจ มีอะไรแล้วก็ 4 มีเรื่องราวอะไรที่สามารถสอดคล้อง มาร์กซิส หรือไม่ เดี๋ยวลองอ่านดูก่อนนะคะ จบหรือยัง มึงอ่านอยู่ใช่ไหม โอเคพอแล้วนะคะคาดว่าน่าจะ เสือก ครบทุกคนแล้วคราวนี้ เดี๋ยวจะพี่อ่านครูขออธิบายเรื่องนี้ให้ฟัง ภาพรวมก่อนเนาะเรื่องนี้ชื่อเรื่องคือซิ่นไหมผืนเก่า แปลว่า เป็นเรื่องที่ไม่ได้เกิดขึ้นในประเทศไทยนะคะเป็นเป็นเรื่องที่ได้รับรางวัลซีไรต์ของ ประเทศลาว ซีไรต์ไม่ได้มีแค่ประเทศไทยประเทศเดียวนะคะมีหลายประเทศในเอเชีย เดี๋ยวเราก็ จะได้รู้ว่าเออ ที่เราได้ซีไรต์เนี่ยของเราเขาก็มีซีไรต์เหมือนกัน ซึ่งซิ่นไหมผืนเก่าก็เป็นหนึ่งในเรื่องสั้นที่เคยได้รับรางวัล ยีราฟของลาวนะคะนั่นแสดงว่าต้องมีอะไรที่มันโดดเด่นแล้วก็น่าสนใจแน่ๆถึงเนื้อหามัน แค่ 2 หน้ากระดาษ แต่กูเชื่อว่ามันมีอะไรที่มากกว่า 2 หน้ากระดาษนะคะอันดับแรก คำถาม ที่บอกว่าตัวละครในเรื่องมีทั้งหมด ที่ตัวลองตอบก่อนค่ะมีกี่ตัว 3 4 ตกลง 3 หรือ 4 เดี๋ยวมี 3 4 5 คือเพื่อนหันขวับเลย เอาถ้างั้นตัวที่ 1 ที่ว่าคือใครคะ แม่ 2 ลูกชายใช่ไหม 3 เมื่อวานลูกสาว 4 พ่อค้า แล้วคนที่ 5 ล่ะคะ กลุ่มชาวบ้าน ของเราเอากลุ่มชาวบ้านด้วยโอเคกูจะบอกวิธีการที่เราอ่ะ จะเอาไปใช้ตอนที่วิจารณ์นวนิยายนะคะถ้าเกิดว่า คนที่ อาจจะไม่เด่นในเรื่องเท่าไหร่เราสามารถตัดไปได้เหมือนกับตอนที่ ถ้าเดินผ่านแล้วแวะซื้อผลไม้กับแม่ค้าแม่ค้าเขาไม่ได้ มีความสำคัญอะไรกับ เอกก็ไม่ต้องใส่เข้าไปก็ได้นะคะฉะนั้นตอนนี้ตัดได้ถ้าเราเห็นก็ไม่เป็นไร ได้นะคะฉะนั้นตัวละครที่พูดถึงเมื่อกี้หลักๆก็น่าจะมีทั้งหมด 4 ตัว คราวนี้ตัวละครใดน่าจะเป็นตัวละ porn ตัวละครใดน่าจะเป็นตัวละครรองและตัวละครใดน่าจะเป็นตัว ส่วนประกอบคะ 4 ตัวทุกคนต้องมีบทบาทหมดใครเป็นเอก ให้แม่ ถูกต้องนะคะตัวละครเอกน่าจะเป็นแม่แค่ตัวเดียวด้วย นะคะใครเป็นตัวละครรอง นวล ใครมีตัวละครประกอบ พ่อค้ากับเปี๊ยกได้ไหม ถ้าเปี๊ยกกับพ่อค้าใครสำคัญกว่าในเรื่อง เปี๊ยก มีใครให้พ่อค้าไหมคะ ทางพ่อค้ามีทั้งเปี๊ยก ครูมองว่าพ่อค้าสำคัญกว่าปี่เซียะ ดังนั้นถ้าเกิดว่าเราอ่ะจะเรียงลำดับตอนที่เราจะวิจารณ์วรรณกรรมที่เป็น ละครนะคะอันนี้คือเราจะเรียนสัปดาห์หน้าอีกทีนึงแต่ว่าอันนี้แค่ๆให้รู้ไว้ก่อน ถ้าเราจะเรียงลำดับเราจะเรียงจากแม่ แล้วก็มานอนแล้วก็มาพ่อค้าแล้วก็ค่อยมา ยักษ์ เพราะว่าคนที่บอกว่าพ่อค้าน่าจะมาก่อน เพราะว่าพ่อค้ามีอิทธิพลที่ทำให้ตัวละครเอก ความรู้สึกนึกคิดอะไรบางอย่าง ฉะนั้นพ่อค้าก็เลยสำคัญกว่าถ้าบางคนจะบอกว่า เมียก็สำคัญนะเพราะเมียเป็นคนเรียกแม่ให้ไปซื้อผ้า ก็สำคัญแหละแต่สำคัญแบบรองจากพ่อค้าอีกทีนึงเพราะว่าคนที่มีอิทธิพล รู้สึกของแม่มากกว่าก็น่าจะเป็นพ่อค้านะคะนี่ก็คือวิธีการเรียงลำดับ คราวนี้เมื่อกี้ถามตัวละครต่อไป ในเรื่องมีที่ไหนบ้างคะ 1 บ้าน 2 2 ตรงที่ซื้อของใช่ไหมเหมือนในนั้นเขาเขียนว่าจะเป็นท้ายหมู่บ้านป่ะ ใช่ไหมคะ อันนั้นเราก็เขียนเป็นฉากได้นะคะว่า 1 คือบ้าน 2 ท้าย บ้านซึ่งฉากในที่นี้อาจจะพูดถึงบรรยากาศก็ได้ โดยฉากเป็นได้ทั้งสถานที่เป็นได้ทั้งบรรยากาศถ้าเราอ่ะจะอธิบายแยกว่าฉากที่เป็น สถานที่จะมีอยู่แค่ 2 ที่ก็คือบ้านกลับ ขายหมู่บ้านเป็นสถานที่ส่วนฉากที่เป็นบรรยากาศก็อาจจะ 1 ฉากที่แม่คุยกับนวลก่อนนวดคุยกับแม่ มันคุยกับแม่ก่อนในตอนแรกใช่ไหมคะแล้วก็ฉากที่สองก็คือฉากพี่ แม่ไปซื้อของกับพ่อค้าที่ท้ายหมู่บ้านแล้วก็ฉากที่ 3 ฉากที่นวลเอาผ้ามาให้แม่อันนี้เป็นฉากที่เป็นบรรยากาศ เวลาที่เราอ่ะจะแยกหรืออธิบายก็ลองพิจารณาว่าคุณอธิบายเป็น บรรยากาศหรือว่าจะเป็นสถานที่นะคะแต่ก็ได้ทั้งสองเหมือนกันคราวนี้ 3 เหตุการณ์สำคัญในเรื่อง เหตุการณ์สำคัญในเรื่องนักศึกษาคิดว่ามีเหตุการณ์สำคัญอะไรบ้าง เหตุการณ์สำคัญในเรื่องน่าจะมีเหตุการณ์สำคัญอะไรบ้าง อะไรนะคะ นวลไปซื้อผ้าซิ่นผืนเก่าของแม่อันนี้ก็สำคัญหนึ่ง มีไหมคะสำคัญในเรื่อง แม่ก็ซื้อผ้าซิ่นผืนใหม่ก็เป็นเหตุการณ์สำคัญ 2 แล้วก็เหตุการณ์สำคัญที่ 3 คือ แม่มาเห็นว่าซิ่นผืน ใหม่ของนวลก็คือผืนเก่าของตัวเอง ok นะคะฉะนั้นเหตุการณ์ที่ 2 น่าจะมีหลักๆ 3 เหตุการณ์ในเรื่องนี้ฉะนั้น ฝากที่เราอ่ะประมวลแบบคร่าวๆคือประเมินพูดผิดประเมินค่า ถ้าว่าง ปากตัวละครเป็นแบบนี้ เหตุการณ์เป็นแบบนี้ฉากเป็นแบบนี้นักศึกษาคิดว่า ในเรื่องนี้ มีอะไรที่เกี่ยวกับมาร์กซิสต์ บ้างไหมคะ กูขอเริ่มต้นจาก 1 เห็นชนชั้นของสังคม ที่อยู่ในเรื่องนี้บ้างไหมคะ ชนชั้นของสังคมที่อยู่ในเรื่องนี้ บ้างไหมคะ เห็นในทุนไหมคะในเรื่องนี้ นายทุนคือใครพ่อค้านายทุนที่อยู่ในโครงสร้างส่วน คนของสังคมเมื่อกี้เนี้ย เออการเอารัดเอาเปรียบคนไหมคะ ถูกไหม เมื่อกี้นั่นแหละก็คือแม่ถูกไหมคะฉะนั้นเอาแบบง่ายๆเลยแค่วันนี้ ทำแบบง่ายๆเรื่องสั้นๆบางทีอาจจะเหมือนไม่มีอะไรในเรื่องเลย เราก็ตื่นแล้ว 1 ที่เกี่ยวกับมาร์กซิสต์ที่มันสามารถเชื่อมโยงไปได้พี่บอกว่า ระบบนายทุน สามารถเอาเปรียบคนได้นะเพราะอะไรถึงบอกว่าอย่างนั้นเขาซื้อของ แม่ในราคาที่ ผู้ เพราะเขารู้อยู่แล้วว่าของชิ้นนี้ถ้าเขาเอาไปขายต่อมันได้แพงกว่าอยู่แล้ว รู้ทั้งรู้อ่ะเพราะอะไรถึงเป็นแบบนั้นก็เราอ่านไปจนถึงตอนจบไง พี่นวลก็ซื้อผ้าถุงของแม่นั่นแหละกลับคืนมาแถมราคาต่ำ มากด้วยแม่ขายในราคาเท่าไหร่คะ แม่ขายไปราคาเท่าไหร่ 400 กี่ซึ่ง แกยังรู้สึกภูมิใจด้วยเพราะว่า แกกะจะเอาไปแลกใช่ไหมก็เป็นเหมือนบ้านเรานี่แหละนักศึกษาที่เขาจะแบบแรกอันแรกใช้กับใครก็ได้ เคยได้ยินนะคะมันก็จะเป็นแบบนั้นแหละเขาก็จะพูดประมาณว่าเออแม่ก็ได้ขายก็ได้ แม่เนี่ยภูมิใจตรงที่ว่าแม่ไม่ได้แค่อยากได้อย่างเดียวนะเขายังเอาเงินคืนมาให้แม่ด้วย 400 กีบแน่แต่ในขณะเดียวกันนวลซื้อมาให้แม่หน่อยราคาเท่าไหร่ 10,000 กีบซึ่งราคาแบบโอ้โห แม่ช็อกขึ้นให้เรื่องมันจบด้วยที่ว่าแม่พูดอะไรไม่ออก ถูกไหมคะแต่ผู้อ่านก็สามารถที่จะประเมินได้เองว่า แม่คงเสียใจมากว่าฉันเอาของในราคาขนาดนี้ไปขายแค่ในราคา 400 แล้วกลายเป็นว่าลูกสาวฉันเนี่ยต้องซื้อกลับคืนมาอีก ประมาณนี้นะคะนี่ก็เลยกลายเป็นว่ามันดูเหมือนจะไม่มีนะแต่ว่า นี่ไงไอ้ระบบเศรษฐกิจและทุนนิยมมามันก็กดขี่คนได้ด้วยวิธีการใด 31 นะคะเรื่องที่ครูเอามาให้อ่านมันเป็นแค่เรื่องสั้นๆแค่แบบอาจจะเป็นแค่ ส่วนน้อยขอมาร์กซิสต์แต่อย่างน้อย กูเชื่อว่า ถ้าเป็นเรื่องที่มันยาวขึ้นหรือแม้กระทั่งเรื่องที่นักศึกษา นวนิยายก็อาจจะมีก็ได้อย่าเพิ่งละเลยมันไปนะคะที่นิ ไปไหนก็พูดถึง เรื่องสั้นเรื่องนี้ที่เป็นของเราแล้วมันก็จะมีเรื่องที่ครูอยากให้นักศึกษา เพิ่มเติมเวลาอ่านอะไรก็ตามอย่ามองแค่ผิวเผินๆเพราะว่า เรื่องเนี่ยมันอาจจะเป็นแค่ภาพของ แม่ ที่ขายผ้าซิ่นในราคาถูกแล้วก็ได้ผ้าซิ่นเก่ากลับมาในราคาแพงมันอาจจะ มันแค่นั้นแต่จริงๆแล้ว เรื่องเนี้ย เขากำลังสะท้อนภาพสังคมลาวอยู่นะคะนักศึกษาเขากำลังจะบอกว่า สังคมชนบทของลาวอ่ะ การศึกษาถ้ายังเข้าไม่ถึง คนก็จะถูกเอารัดเอาเปรียบง่ายๆ นี่คือเขากำลังจะบอกถ้านักศึกษาฟังแบบนี้ปุ๊ก มันเหมือนสังคมไทยไหม ขายไหม สายอยู่นะที่กูเอาเรื่องนี้มาหรือแม้กระทั่งนักเขียนไทย ชอบเอาเรื่องนี้มาวิจารณ์ก็เพราะว่า เขากำลังเปรียบเทียบกับสังคมไทยอยู่ว่าจริงๆแล้วอ่ะถึงแม้ว่าไทยอ่ะ เจริญกว่าลาวไปเยอะ แต่สภาพสังคมชนบท บางอย่าง ก็ยังคล้ายกันอยู่อย่างเช่นคนที่มีการศึกษา อาจจะเป็นกลุ่มชนกลุ่มน้อยของสังคมชนบทก็ได้ที่อาจจะ เลี่ยง การถูกรัดเอาเปรียบได้แหละแต่มันก็เป็นแค่ชนกลุ่มน้อยของ ชนบทเท่านั้น แต่ส่วนใหญ่ คนส่วนใหญ่ที่ไม่ได้รับการศึกษาก็ยังคงถูกเอารัดเอาเปรียบอยู่ถึงแม้ว่า สังคมจะเจริญก้าวหน้าไปแค่ไหนก็ตามนะคะแล้วก็อีกอย่างนึง เขาต้องการจะสื่อด้วยว่าสังคมลาวในชนบท ไม่ค่อยให้ความสำคัญกับสิ่งที่ตัวเองมี อย่างเช่นผ้าถุงนี่แหละผ้าถุงที่ในตอนท้ายเนี่ยแม่ เข้าใจว่ามันเก่าแล้วเนี่ยแต่ว่า ในระดับอีกระดับนึงเขากลับมาว่าอันนี้เป็นสิ่งที่มีคุณค่าที่ควรที่จะรักษา รักไว้ที่เป็นวัฒนธรรมของเราได้นะคะนี่ก็คือเหมือนกับเรื่องนี้มันไม่ใช่แค่เรื่องสั้นที่ธรรมดาธรรมดา มันยังแฝง ภาพสะท้อนสังคมอยู่ซึ่งมันก็เป็นแนวสัจนิยมที่บ่ งานเขียนที่ เน้นความจริงที่เป็นแนวสะท้อนหรือเสียดสีสังคมเป็นหลักนั่นเอง นะคะ อันนี้ก็คือจะเป็นมาร์กซิสต์ที่ต่อจากสัปดาห์ที่แล้ว นิยมนะคะคราวนี้ เนื้อหาของทฤษฎีหนึ่งก็คือแพรคติคอลปริซึมนะคะ ให้กดในสไลด์อันนี้จะเป็นทฤษฎีแรกที่ครูเอาขึ้นไว้ให้ แต่ว่าคราวนี้ equisetum เนี่ย ทฤษฎีนี้จะเป็นทฤษฎีที่ แตกต่างจาก ทั้ง 2 ทฤษฎีเมื่อกี้ที่กล่าวมาเพราะว่าทฤษฎีนี้จะมุ่ง ให้วิเคราะห์ ตัวบทวรรณกรรมเป็นหลัก โดยจะให้มีการวิเคราะห์อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็น สักครู่นะคะ ไม่ว่าจะเป็นลักษณะของวรรณกรรม พี่ผู้อ่านหรือผู้วิจารณ์เนี่ย ต้องเริ่มจากการเล่าเรื่องย่อให้ได้ จับใจความมุ่งหมายของการแต่งให้ได้ ปรัชญาและแนวคิดนิยมในการแต่งหรือว่าข้อคิดนี่ล่ะค่ะถ้าเราจะพูดให้เข้าใจง่ายเนาะ ข้อคิดหรือว่าแนวนิยมในการแต่งของเขาเนี่ยเป็นแนวไหนนะคะ รูปแบบเนื้อเรื่องตัวละครบทสนทนาแล้วก็สถานที่ ถ้าสังเกตมันจะเป็นสิ่งที่ครูเริ่มถามนักศึกษาเมื่อกี้ ตัวละครเป็นยังไงฉากเป็นยังไงหรือแม้กระทั่งเหตุการณ์เป็นยังไงบ้างนะคะ เราว่าเอออันนี้มันสะท้อนแนวคิดยังไงบ้าง นี่ก็คือ เป็นสิ่งที่ การวิจารณ์แบบ capacitive เหมือนเขาจะใช้การวิจารณ์ตามแบบรูปแบบ สร้างของตัวบทวรรณกรรมเป็นหลักนะคะ กูคิดแนวคิดนี้ก็คือไอ้เอริชาร์ดนะคะ เดี๋ยวดู ลักษณะนิดนึงเนาะ โดย iA ริชาร์ดเนี่ยเขาจะพยายามให้ผู้ที่วิจารณ์ ศึกษาแล้วก็วิเคราะห์โดยละเอียดให้เป็นไปตามหลัก ขณะของภาวะวิสัย ภาวะวิสัยเนี่ยจะต่างๆ อัตรา ภาวะจะแปลว่าความเกิดความเป็นความมี นิสัยคือความสามารถฉะนั้นภาวะวิสัย ก็คือ จะเป็นไปตามรูปแบบความจริงเป็นหลักเอาเนื้อหามันเป็นยังไงมันก็ต้อง เป็นแบบนั้นส่วนอัตวิสัย จะเป็นลักษณะของตัวตน ของผู้เขียน ผู้วิจารณ์นะคะนี่ก็เลยจะบอกว่าลักษณะของ การวิจารณ์แบบ tactical Prism เนี่ย จะไปตรงกับเรื่องราวในสัปดาห์หน้าที่ครูจะสอนนั่นก็คือการวิจารณ์เรื่อง อันดับนวนิยายที่ เป็นแบบหัวข้อรูปแบบที่เป็นโครงสร้างของเรื่องสั้นกับนวนิยายเลยนะคะ กูก็เลย ยังไม่ได้ลงลึกมากเพราะเดี๋ยวสัปดาห์หน้า จะได้ทั้ง แนวการในการวิเคราะห์แนวทางในการวิเคราะห์แล้วก็ให้ลองอ่านเรื่องสั้น ช้างด้วยแต่คราวนี้จะเป็นเรื่องสั้นที่ยาวขึ้นมากว่านี้อีกหน่อยนะคะ เป็นเรื่องสั้นแบบฉบับย่อให้เราเห็นภาพ คราวนี้จะเป็นเรื่องสั้นที่ยาวขึ้นมาหน่อยนะคะ ในเรื่องของการวิจารณ์ตามแนวทฤษฎีของเรา ทฤษฎีที่เราจะต้องแน่นให้ได้นั่นก็คือมักซิ สตรีนิยมที่ครูใช้เวลา 2 คาบ 2 สัปดาห์เลยแต่ว่า ทฤษฎี precede ครูจะไปย้ำอีกรอบนึงในสัปดาห์หน้า เราเรียนการวิจารณ์เรื่องสั้นกับนวนิยายนะคะเพราะว่า เป็นลักษณะของการวิจารณ์ตามโครงสร้างแล้วก็รูปแบบของวรรณคดีวรรณกรรม ไปก่อนอื่นเมื่อกี้ลืมถามข้อนึงซิ่นไหมผืนเก่ามีบทสนทนาไหมคะ ที่ให้อาหารใช่ไหมถึงจะมีบทสนทนาไหม ในตัวบท ใช่ไหมคะบทสนทนามีความสมจริงไหม สมจริงสมจริงเพราะอะไรไหนลองอธิบาย เขียนออกมาก็เขียนเป็นยังไง จริงเพราะอะไร มันเป็นคำพูดที่เป็นบทสนทนาที่เหมือนใช้ในชีวิตประจำวันทั่วไประหว่าง แม่กับลูกหรือระหว่างบุคคลทั่วไปที่เป็นพ่อค้ากับลูกค้าใช่ไหมคะอันนี้ อธิบายเหล้าบางทีแบบมีอธิบายยังไงให้มันดูลึกลับไม่ต้อง ทำขนาดนั้นก็ถ้ามันสมจริงก็เออมันสมจริงไงเพราะมันเป็นบทสนทนาที่เหมาะ ระหว่างแม่กับลูกที่ใช้ในชีวิตประจำวันแค่นั้นก็เรียกว่าการอธิบายแล้ว เหมือนกับถ้าคุณเนี่ยจะอธิบายบทสนทนาของบุพเพสันนิวาส นักศึกษาคิดว่าสมจริงไหม ทุกคนต้องเคยดูบุพเพหนึ่งแหละ ไม่ดูใช่ไหม บทสนทนาของบุพเพสันนิวาสเมื่อก่อน การะเกด แม่นายการะเกดเรียกผินกับแย้มว่าอะไรคะ อีผินอีแย้มเหตุผลก็เป็นเพราะว่าในยุคสมัยกรุงศรี อยุธยาเขามีคำเรียกลุงป้าน้าอา เขาไม่ได้ใช้แบบนั้นเขาก็คือจะใช้เรียกแบบชนชั้นเลยอย่างเช่นชนชั้น เขาเรียกกันเขาก็จะเรียกคุณพี่ออเจ้าอะไรก็ว่าไปแต่ถ้าชนชั้นล่างที่เป็นระบบ ระดับภาพเมื่อไหร่ก็ตาม เขาจะไม่มีหรอกค่ะพี่ OK ไหม เพราะธาตุคืออรรถกถานะคือต่ำกว่าอยู่และเขาก็จะเรียกถึงจะแก่กว่าแค่ไหนเขาก็จะได้ เท่านั้น ฉะนั้นการะเกดเรียกอีผินอีแย้ม ถูกต้องไหมคะตามหลักบทสนทนา ถูกแล้วใช่ไหมแต่คราวนี้เกศสุรางค์ข้ามภพมาแล้วเกศสุรางค์มาอยู่ ร่างการะเกดเกศสุรางค์เป็นผู้หญิงที่อยู่ในยุค แล้วก็ไปเห็นผินกับแย้มแล้วก็เรียกผิดกับแยมว่าพี่ผินพี่แย้ม บทสนทนาสมจริงไหมคะ จริงไหม สมจริงเหมือนกันนะคะน้องสาวที่สมจริงเพราะอะไรก็สมจริงสิ ถึงแม้ว่าจะอยู่ในร่างเดียวกันแต่อีกคนนึงวิญญาณเข้าเกิดใน ยุคสมัยปัจจุบันซึ่งปัจจุบันมีระบบชาติไหม ไม่มีใครก็ต่างที่แก่กว่าพ่อเรียกป้าเรียกลุงใครก็ตามที่ดู แก่กว่าตัวเองนิดนึงเรียกพี่หรือใครก็ตามที่ดูเด็กกว่าเรียกน้องชนะมันเป็นระบบ ปัจจุบันที่เราอาจจะไม่สามารถเรียกใครก็ตามว่าอีได้นะคะ อาจจะเรียกได้แบบในระบบเพื่อนแต่ว่ามัน ใช้ได้จริงในชีวิตประจำวันได้ขนาดนั้นไม้ก็ไม่ถูกไหมคะฉะนั้นการที่ เกศสุรางค์มาอยู่ในร่างของแม่นาย การะเกดเรียกพี่ผินพี่แย้มมันก็ทำให้บทสนทนาดูสมจริงขึ้นว่า แสดงว่า ความนึกคิดความรู้สึกของเขายังเป็นคนในยุคปัจจุบันอยู่ก็เลยเรียกคนอื่นว่าพี่ คุณก็อธิบายได้หรือแม้กระทั่ง งานที่ใช้คำว่าออเจ้ากับคุณพี่อธิบายต่อได้อีกว่า มีความสมจริงเพราะว่าในอดีตมีคำเรียกที่ใช้กับบุคคลที่มีอายุ น้อยกว่าว่าเป็นออเจ้าเรียกกับบุคคลที่มีอายุมากกว่าเรียกคุณพี่ ว่างไป ประมาณนี้นะคะนี้ก็คือยกตัวอย่างคร่าวๆไว้ก่อนเดี๋ยวจะไปลงเรือ คือสัปดาห์หน้าของเรานะคะ OK สัปดาห์หน้านักศึกษาครู เพิ่งเจอตารางของตัวเองกูทำตารางของตัวเองผิดนะคะเป็น วันจันทร์ครูชลขอโทษนะคะก็เลยจะขอเป็นพุธเช้า แทนนะคะ ได้อยู่เนาะว่าผู้เช้าว่างอยู่นะคะขอโทษด้วยก็เลยเอาเป็น เปลี่ยนจากวันจันทร์บ่ายเป็นวันพุธเช้า ฉะนั้นพุธเช้าขอสอน ชดเชยวันศุกร์นะคะเดี๋ยวเรา มีเวลาหาห้อง 2 วันนะอาจจะเริ่มสัก 09:30 น ก็ได้เผื่อแบบ เลยขอเวลาหน่อยได้ไหมนะคะ 5:30 น วันพุธเช้า 9:30 น ส่วนพุธบ่ายเบาๆสบายแค่นำเสนอเฉยๆ ขอเป็นเวลาเดิมนะคะ 13:00 น ดีค่ะ มีใครมีคําถามอะไรไหมคะ พอมีคิว กูว่าง ว่างเช้าด้วยใช่ไหมคะ โอเคค่ะขอบคุณค่ะโอเคค่ะมีที่นั่งอยู่พอดีนะคะถ้าอย่างงั้นเขาก็จะ พุธเช้า 9:30 น เข้าบ่ายเวลาเดิม ใช่ค่ะแค่กลุ่มแรกใช่ จริงๆถ้ากลุ่มแรก ถ้าครูสอนเสร็จประมาณ 11:00 น กว่าเริ่ม 09:30 น เนาะ ไปชั่วโมงครึ่ง เป็นเท่าไหร่ 11:00 น พอดีถ้า 11:00 น จะต่อเลยไหมล่ะพี่เล่นเกมนานไหมลูก ประเมินงานของตัวเอง เอาต่อแบบเช้าให้มันเสร็จเลยไหมล่ะ ครูว่าเช้าเลท wireless ถ้าเกิดว่าจะต่อเลยก็คือเอาเป็นแบบเรียนเช้า ภาพเดียวแต่ว่าคือครูอ่ะสอนถึง 11:00 น ใช่ไหมล่ะ แล้วเราก็นำเสนอเกม จนถึงเที่ยงหรือว่าเที่ยงนิดๆก็ว่าไปแต่บ่ายเอาว่างเลยเงี้ยเอาแบบนั้น เป็น 2 วิชาควบเลย สายไม่ว่าง กินข้าวเช้ามาด้วยเพราะครูเริ่มให้ 09:30 น ฉันนั้นมีเวลาอยู่ เคนะ โอเคค่ะถ้าอย่างนั้นเดี๋ยว ที่ราบมานะคะ ว่าจะเป็นเช้าทีเดียวเลย ฉี่ควบค่ะ ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวเจอกัน สัปดาห์หน้าวันพุธนะคะยาวเลยลบข้อความเดิม พิมพ์ใหม่ด้วยนะลูกเดี๋ยว จำผิด กูยังไม่ได้เช็คชื่ออ่ะแป๊บนึงนะ ขาดแค่สองคนแหละนะ ลาลาแค่ 2 คน โอเคถ้างั้นตามนี้เลยโอเคไม่เป็นไร หาหัวหน้าเชิญค่ะ