﻿1
00:01:29,957 --> 00:01:33,957
เทสต์ครับ ได้ยินเสียงผมไหมครับ

2
00:01:45,835 --> 00:01:49,835
ไม่ได้ยิน

3
00:01:55,491 --> 00:01:57,080

4
00:01:57,080 --> 00:02:00,266
ฮัลโหล เทสต์

5
00:02:00,266 --> 00:02:04,266
ฮัลโหล เทสต์ ฮัลโหล เทสต์ ได้ยินไหมครับ

6
00:02:12,432 --> 00:02:16,432
ฮัลโหล เทสต์ ได้ยินเสียงไหมครับ

7
00:02:28,767 --> 00:02:32,767
ฮัลโหล เทสต์ ได้ยินเสียงไหมครับ

8
00:02:43,363 --> 00:02:47,363
(อาจารย์)  ได้รับรู้หน่อย

9
00:02:48,887 --> 00:02:50,873

10
00:02:50,873 --> 00:02:54,873
// เทสต์ ได้ยินไหมครับ

11
00:03:24,046 --> 00:03:28,046
ได้ยินไหมครับ

12
00:03:36,090 --> 00:03:40,090
เสียงเบาเหรอครับ

13
00:03:40,663 --> 00:03:44,663
เขากำลังต่อใหม่ น่าจะเป็นโปรแกรมเขาน่ะครับ

14
00:03:45,466 --> 00:03:48,778
เทสต์ครับ

15
00:03:48,778 --> 00:03:52,778
ได้ยินไหมครับ

16
00:03:55,054 --> 00:03:59,054
ได้ยินเบามากเลย

17
00:04:01,942 --> 00:04:05,141
เทสต์ครับ

18
00:04:05,141 --> 00:04:09,141
เทสต

19
00:04:10,645 --> 00:04:14,645
์ ๆ ได้ยินเบา โอเคนะครับ โอเคครับ

20
00:04:16,952 --> 00:04:20,952
(อาจารย์) เขาเบาแต่เราดัง ดังใช่ไหม

21
00:04:23,557 --> 00:04:27,557
แต่ก็กระห

22
00:04:27,987 --> 00:04:31,987
ึ่มดีนะ โอเคอยู่ค่ะ

23
00:04:33,153 --> 00:04:36,219
ตอนนี้ได้ยินชัดไหมคะ เสียงประมาณนี้

24
00:04:36,219 --> 00:04:40,219
โอเค

25
00:04:40,617 --> 00:04:44,617
ขอบคุณค่ะ รีวิวชีวิตช่วงนี้ให้ครูได้รับรู้หน่อย

26
00:04:58,707 --> 00:05:00,519
ครู ไปครูไปนั่งจัดตารางงานนะ สำหรับห้องนี้เร็วเราเรียน

27
00:05:00,519 --> 00:05:02,196
ไปเกินครึ่งแล้วแหละ

28
00:05:02,196 --> 00:05:05,859
นะคะ เราเหลืออีก

29
00:05:05,859 --> 00:05:09,134
1 2 3

30
00:05:09,134 --> 00:05:12,752
3 ครั้งก็จะปิดคอร์สแล้วนะคะ

31
00:05:12,752 --> 00:05:15,201
ฉะนั้น 3 ครั้ง

32
00:05:15,201 --> 00:05:19,201
นี้ เป็น 3 ครั้งที่

33
00:05:19,210 --> 00:05:21,116
โหดร้ายอยู่นะ เนื้อหาค่อนข้างแน่นนะคะ

34
00:05:21,116 --> 00:05:25,116
มันบทท้าย ๆ แล้ว

35
00:05:34,409 --> 00:05:38,209
วันจันทร์ก็หยุดเยอะอยู่เหมือนกัน แต่ก็ยังได้อยู่นะคะ ยังจบใน

36
00:05:38,209 --> 00:05:42,209
เวลาที่ไม่ต้องรบกวนการชดเชยนะคะ

37
00:08:58,936 --> 00:09:02,936
เดี๋ยวปี 2 ก็สบาย

38
00:09:04,391 --> 00:09:08,391
การศึกพิเศษ

39
00:09:08,529 --> 00:09:12,529
มี Summer ปี 1 ปี 1 หรือ ปี 2

40
00:09:49,269 --> 00:09:50,535
มา เดี๋ยววันนี้เราจะพูดเรื่องของเครื่องเสียง

41
00:09:50,535 --> 00:09:51,358
กับเครื่องฉาย

42
00:09:51,358 --> 00:09:55,358
นะคะ

43
00:09:56,094 --> 00:10:00,094
ถามว่าทำไมคุณครูต้องมาเรียนเรื่องเครื่องเสียง เครื่องฉายด้วย

44
00:10:01,076 --> 00:10:05,076
เราจะใช้เครื่องเสียงเครื่องฉายตอนไหนล่ะคะ

45
00:10:06,534 --> 00:10:10,534
ตอนสอนเด็ก ๆ นี่แหละนะคะ เราเห็นไหม ถ้าเราไม่มีเครื่องเสียงนี่ เราก็ไม่

46
00:10:10,591 --> 00:10:14,591
... ผู้เรียนก็จะได้ยินเราไม่ชัดเจนถ้าครูไม่ได้ใช้ไมค์น่ะ

47
00:10:23,433 --> 00:10:27,433
จำไม่ได้ชัดใช่ไหมคะ นะคะ และอีกสิ่งหนึ่งค่ะ

48
00:10:27,520 --> 00:10:30,811
หลังจากที่เราไปเป็นคุณครูนี่ ไม่ว่าจะเป็นครูอัตราจ้าง

49
00:10:30,811 --> 00:10:34,348
ตอนแรกอาจจะเป็นครูอัตราจ้างนะ เพราะมันยังไม่มีสอบบรรจุ

50
00:10:34,348 --> 00:10:38,348
นะ หรือเราสอบบรรจุไปได้แล้วนี่ เราจะได้รับหน้าที่ 1 ค่ะ

51
00:10:38,713 --> 00:10:41,341
เขาให้เราเป็นหัวหน้าด้วยนะ เพราะเราไปถึงนี่เรารู้ไหมว่าเราจะได้ทำอะไร

52
00:10:41,341 --> 00:10:45,341
เป็นหัวหน้าเลยนะ

53
00:10:48,610 --> 00:10:52,610
หัวหน้าครู หัวหน้าพัสดุนะคะ เป็นหน้าที่ของครูผู้ช่วยที่จะต้อง

54
00:10:53,649 --> 00:10:54,668
... ที่พอเข้าไปนี่จะมอบตำแหน่งนี้ให้เลยนะคะ ให้เป็นหัวหน้าเลยนะคะ

55
00:10:54,668 --> 00:10:57,645
และ

56
00:10:57,645 --> 00:11:01,645
จากที่ครูสอนมานะ

57
00:11:02,572 --> 00:11:06,572
ทุกคนก็จะมีปัญหาในการที่จะไปเลือกซื้อไมค์

58
00:11:09,221 --> 00:11:13,221
เลือกซื้ออุปกรณ์เครื่องเสียง หรือรวมถึงเครื่องฉายด้วยนะคะ ฉะนั้น วันนี้เราเลยจำเป็นต้อง

59
00:11:14,525 --> 00:11:18,525
... ต้องรู้ เรื่องของเครื่องเสียง เครื่องฉายนะคะ เพื่อที่จะให้เราไปใช้งานได้นี่แหละ

60
00:11:24,619 --> 00:11:28,489
เหมือนเดิมหลังจากเรียนเสร็จจะมีงานให้ทำ 1 ชิ้นนะคะ คือ ให้ทำในห้องเรียนน่ะไม่อยากให้เด็ก ๆ มีการบ้านไง

61
00:11:28,489 --> 00:11:32,489
พยายามหากิจกรรมให้มันเสร็จในห้องเรียนนะคะ

62
00:11:33,324 --> 00:11:37,324
เริ่มระบบเครื่องเสียงนะคะ วันนี้เราก็จะพูดถึงประเภท

63
00:11:38,972 --> 00:11:42,972
องค์ประกอบมันมีอะไรบ้าง อุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในเครื่องเสียงมีอะไรบ้างนะคะ

64
00:11:44,759 --> 00:11:48,759
อย่างแรกค่ะ ออกข้อสอบค่ะ อันนี้ วันนี้จะมาออกข้อสอบ

65
00:11:49,168 --> 00:11:53,168
... แอบบอกข้อสอบด้วยเลยนะนะคะ

66
00:11:54,913 --> 00:11:57,193
ประเภทของระบบเสียง เราจะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทนะคะ คือ

67
00:11:57,193 --> 00:12:01,193
Stereo นะคะ

68
00:12:01,875 --> 00:12:05,875
Mono เป็นอย่างไร Mono ชื่อมันก็บอกอยู่นะ Mono คือ

69
00:12:07,433 --> 00:12:11,433
Mono แปลว่าเดี่ยวนะคะ ฉะนั้น เสียงที่ออกจาก Mono ค่ะ

70
00:12:12,967 --> 00:12:16,967
ก็จะได้ยินเสียงเดียว ไม่ว่าเราจะต่อลำโพงกี่ตัว ก็จะได้ยินเสียงนี้เสียงเดียวนะคะ

71
00:12:16,992 --> 00:12:20,992
มันก็เลยทำให้ได้ยินเสียงอย่างชัดเจน

72
00:12:22,283 --> 00:12:25,772
นะคะ พอมันมีเสียงเดียว มันได้ยินเสียงนั้นอย่างชัดเจน เขาก็เลยนิยม

73
00:12:25,772 --> 00:12:29,772
ใช้กับการบรรยาย เพราะฉะนั้น Mono

74
00:12:30,926 --> 00:12:34,926
การบรรยายเราไม่ได้ต้องการมีเสียงดนตรีคลอนะ เราต้องการให้เด็กนี่

75
00:12:36,013 --> 00:12:40,013
ผู้เรียนนี่ได้ยินเสียงชัดเจนนะ ดังนั้น เราเลยใช้ Mono ในการบรรยาย

76
00:12:42,688 --> 00:12:46,688
อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า "Stereo" เคยได้ยิน

77
00:12:48,366 --> 00:12:52,366
ไหม ลองมาฟังระบบ Stereo บ้างนะคะ ว่ามันเป็น

78
00:12:56,329 --> 00:13:00,329
อย่างไร เดี๋ยวจะให้เราลองแยกเสียงนะว่ามันมีเสียงอะไรบ้างนะคะ

79
00:13:14,848 --> 00:13:18,848
มัน ๆ

80
00:13:31,617 --> 00:13:35,372
ได้ยินเสียงอะไรบ้างคะ

81
00:13:35,372 --> 00:13:39,372
เสียงร้อง เสียงงอะไรอีก

82
00:13:42,091 --> 00:13:46,091
จังหวะดนตรีใช่ไหมคะ หรือถ้าใครมีความสามารถแยกกลอง เบส อะไรก็ว่าไปนะค ะ

83
00:13:47,254 --> 00:13:49,953
เราจะเห็นไหมว่ามันไม่ได้มีแค่เสียงเดียว มันมี 2 เสียง

84
00:13:49,953 --> 00:13:53,953
ไปพร้อม ๆ กันนะคะ คือ

85
00:13:59,105 --> 00:14:03,105
ที่เมื่ิอกี้ ก็คือเสียงร้องแล้วก็มีเสียงดนตรีไปพร้อม ๆ กันนะคะ อันนี้เราเรียกว่า Mono ครับ ตามซ้ายขวาที่มนุษย์ได้ยินเลย

86
00:14:05,495 --> 00:14:09,495
นอกจากนั้นใน Stereo นี่มีระบบเสียงหนึ้งที่

87
00:14:10,105 --> 00:14:14,105
มันทำให้เราได้ยินเสียงชัดเจนเลยน่ะค่ะ เขาเรียกว่า Dolby นะคะ

88
00:14:15,482 --> 00:14:19,409
Dolby นี่ มันจะทำให้เราได้ยินเสียงอย่างชัดเจนเพราะว่าเราสังเกตไหม

89
00:14:19,409 --> 00:14:23,409
มีลำโพงกี่ตัวคะ

90
00:14:24,454 --> 00:14:26,706
นี่ เห็นลำโพงกี่ตัว

91
00:14:26,706 --> 00:14:30,283
ทำไมเห็น 5 ตัว

92
00:14:30,283 --> 00:14:34,283
เอ๊ะ ครูทำผิดหรือเปล่า

93
00:14:34,463 --> 00:14:38,463
นับดี

94
00:14:40,541 --> 00:14:44,541
ๆ 1 2 3 4 5 6

95
00:14:45,798 --> 00:14:47,083
มันมี 6 ตัว แต่ทำไมครูดันเขียนว่า 5

96
00:14:47,083 --> 00:14:51,083
.1

97
00:14:59,339 --> 00:15:02,572
ครูทำผิดหรือเปล่า เขาไม่ได้ทำผิดนะคะ ตัวหนึ่งมันไม่ได้ออกเสียงค่ะ มันเป็นลำโพงเหมือนกันนั่นแหละ แต่มันไม่ออกเสียง

98
00:15:02,572 --> 00:15:04,027
ตัวนั้นเขาเอาไว้ซับเสียงค่ะ

99
00:15:04,027 --> 00:15:08,027
เขาเอาไว้ซับเสียงนะคะ

100
00:15:10,828 --> 00:15:14,828
เขาเรียกว่า 5.1 เพราะอีกตัวหนึ่งมันไม่ได้ออกเสียงไง แต่มันต้องมีนะในเซอร์ราวด์นี่ต้องมี

101
00:15:17,983 --> 00:15:19,869
เพราะว่าถ้าเราไม่มีตัวซับเสียงนี่ เสียงมันปะทะกัน มันก็จะหวีด หอนได้นะคะ

102
00:15:19,869 --> 00:15:23,718
แล้วถ้าสมมติว่า

103
00:15:23,718 --> 00:15:26,239
มันมีลำโพงอยู่ 7 ตัวเราจะต้องเรียกว่าอะไร

104
00:15:26,239 --> 00:15:27,816
ถ้าตั้งแบบนี้

105
00:15:27,816 --> 00:15:31,336
มี 7 ตัว เราจะเรียกว่าอะไร

106
00:15:31,336 --> 00:15:33,787
"6.1

107
00:15:33,787 --> 00:15:37,787
" ถ้ามี 8 ตัวก็เรียก

108
00:15:39,091 --> 00:15:43,091
"7.1" จะต้องมีตัวหนึ่งนะ เอาไว้ซับเสียงเสมอนะนะคะ

109
00:15:46,152 --> 00:15:48,441
ลักษณะของ Seround เห็นไหมคะ มันก็จะได้รอบทิศทางนะคะ ได้ยินเสียงรอบทิศทางเลย

110
00:15:48,441 --> 00:15:52,441
กระจายเสียงได้ดีนะคะ

111
00:15:55,422 --> 00:15:57,167
ส่วนมากก็จะอยู่ในโรงหนัง หรือห้องเธียเตอร์ หรือพวกกับเวลาที่เราเอาไว้ใช้หนังอะไรอย่างนี้นะคะ

112
00:15:57,167 --> 00:16:01,167
ต้องการความกระหึ่มไง

113
00:16:02,549 --> 00:16:06,549
ห้องเรียนปกติไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้นะคะ เราแค่ได้ยินเสียงชัดเจน

114
00:16:09,032 --> 00:16:13,032
ปัจจุบันก็คือ ในโรงหนังนะคะ เคยไปโรงหนัง

115
00:16:13,076 --> 00:16:17,076
เร็ว ๆ ไปเร็ว ๆ นะเดี๋ยวนี้เด็ก ๆ ดูหนังมาดูผ่าน netflix หมดแล้ว

116
00:16:18,810 --> 00:16:20,617
ถ้าไปดูหนังเร็ว ๆ นะ มันจะเขาจะมีทดสอบด้วยนะ ยิ่งพูดหนังแอกชัน

117
00:16:20,617 --> 00:16:24,617
ถ้าเราไปก่อน

118
00:16:24,785 --> 00:16:28,785
นอนไม่หลับมันจะทดสอบแบบต้น ๆ มาเลยเนี่ยยิ่งใหญ่

119
00:16:30,260 --> 00:16:33,079
ลืมเลยอ่ะนะคะ ตอนที่ครูเรียนด้วยความเร็วเฉพาะเนาะอาจารย์ครูนี่

120
00:16:33,079 --> 00:16:37,079
ก็ให้ไปนั่งฟัง แต่มันก็แตกต่างกันจริง ๆ นะ

121
00:16:37,954 --> 00:16:41,954
ครูเขาก็จะทดสอบทีละตัวเลยค่ะ เสียงกระหึ่มอะไรนี่ เสียง

122
00:16:45,569 --> 00:16:49,510
... เสียงหยดน้ำหรืออะไรอย่างนี้ ทดสอบแบบให้มันได้ยินเสียงได้ดี มันเลยแพงไง เพราะว่าระบบเสียงเขาแบบมันกระหึ่ม

123
00:16:49,510 --> 00:16:53,510
มันชัดเจนมันเซอร์ราวนด์อย่างนี้นะคะ ตัวนี้โรงหนังก็เลยแพง

124
00:16:57,356 --> 00:17:01,356
คิดถึงนะคะ เมื่อกี้ระบบและมาถึงองค์ประกอบของเครื่องเสียงระบบ

125
00:17:03,487 --> 00:17:05,716
เสียงมีอะไรบ้าง นะคะ เราจะแบ่งเป็น 3 สัญญาณ 3

126
00:17:05,716 --> 00:17:09,613
3 สัญญาณด้วยกันนะคะ

127
00:17:09,613 --> 00:17:13,613
ทำให้เสียงออกได้ แต่ต้องเรียงตามนี้นะ

128
00:17:13,825 --> 00:17:17,107
ต้องเรียงตามนี้ถ้าไม่เรียงตามนี้เสียงไม่ออก

129
00:17:17,107 --> 00:17:19,533
อยู่ดี ๆ สัญญาณออกเลย

130
00:17:19,533 --> 00:17:23,533
เสียงไม่มีทางออกนะคะ

131
00:17:24,040 --> 00:17:28,040
ดี ๆ ไปต่อขยายสัญญาณเลยเสียงก็ไม่ออก ฉะนั้น ต้องเปลี่ยนตามนี้

132
00:17:28,260 --> 00:17:31,145
ดอกจันไปค่ะ ออกข้อสอบนะคะ

133
00:17:31,145 --> 00:17:34,215
สัญญาณเข้า

134
00:17:34,215 --> 00:17:38,215
สัญญาณเข้า

135
00:17:39,989 --> 00:17:42,986
สัญญาณเข้าสังเกตไหมคะ ณ ตอนนี้ครูใช้ระบบเสียงอยู่นะ

136
00:17:42,986 --> 00:17:46,986
สัญญาณเข้า เสียงครูเข้าตรงไหนคะ

137
00:17:50,378 --> 00:17:51,177
จากตรงไหน จากไม่ใช่ไหมคะ สัญญาณเข้าเสียงครูเข้าไมค์ ฉะนั้น มาอยู่...

138
00:17:51,177 --> 00:17:55,177
สัญญาณเข้า

139
00:17:56,007 --> 00:17:58,089
เสียงครูเข้าเสร็จแล้วนะ เราได้เสียงเข้ามาแล้ว จากนั้นไปไหนคะ

140
00:17:58,089 --> 00:17:59,954
ไปไหน

141
00:17:59,954 --> 00:18:02,277
เก่งมาก

142
00:18:02,277 --> 00:18:03,807
เสียงครูจะไปที่

143
00:18:03,807 --> 00:18:07,807
ตรงนี้ค่ะ

144
00:18:09,210 --> 00:18:13,210
มันจะมีกล่องกล่องหนึ่งอยู่ตรงนี้นะคะ

145
00:18:13,944 --> 00:18:17,944
ถ้าไปต่อ คือ เขาต่อสายไปข้างล่างอย่างนี้มันก็จะอยู่ในนี้

146
00:18:24,607 --> 00:18:28,607
ในกล่องนี้ ในกล่องนี้นะ มันมากล่องนี้ ก็คือภาคขยาย ภาคขยายทำหน้าที่

147
00:18:30,518 --> 00:18:33,166
ภาคขยายทำหน้าที่

148
00:18:33,166 --> 00:18:37,166
เสียงมันเป็นอย่างไรล่ะพอไปถึงภาคขยาย

149
00:18:38,905 --> 00:18:41,598
น่ะ เสียงมันดังขึ้น ก็คือถ้าขยายทำหน้าที่ขยายเสียงค่ะ

150
00:18:41,598 --> 00:18:42,691
ขยายทำหน้าที่ขยายเสียง

151
00:18:42,691 --> 00:18:44,650
พอ

152
00:18:44,650 --> 00:18:47,612
ผ่าน Amplifier แล้วไปไหนต่อ

153
00:18:47,612 --> 00:18:51,612
ไปไหนต่อไปไหนต่อ

154
00:18:55,933 --> 00:18:59,933
ไปออกลำโพงนะคะ ไปออกลำโพงนะคะ

155
00:19:01,377 --> 00:19:04,011
ต้องเรียงตามนี้นะ ถึงออกนะคะ ต้องเรียงตามนี้นะถึงออกนะคะ

156
00:19:04,011 --> 00:19:08,011
เราพูดใส่ไมค์

157
00:19:10,831 --> 00:19:14,831
จากนั้นก็ไปที่ภาคขยาย ขยายเสียงให้ดัง แล้วค่อยไปออกลำโพง

158
00:19:15,119 --> 00:19:18,721
ทีนี้มาดูหน้าที่ของแต่ละตัวนะคะ

159
00:19:18,721 --> 00:19:22,721
ออกข้อสอบอีกเหมือนกันนะคะ

160
00:19:23,928 --> 00:19:26,390
ภาคแรกค่ะ ภาคสัญญาณเข้านะคะ หน้าที่แรกของมัน คือ

161
00:19:26,390 --> 00:19:28,034
รับสัญญาณเสียงค่ะ

162
00:19:28,034 --> 00:19:29,454
รับสัญญาณเสียง

163
00:19:29,454 --> 00:19:33,454
และ

164
00:19:34,963 --> 00:19:38,963
เปลี่ยนสัญญาณเสียงของครูค่ะ เปลี่ยนสัญญาณเสียงทุกอย่างนี่ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า

165
00:19:43,029 --> 00:19:47,029
ต้องเปลี่ยนสัญญาณเสียงมนุษย์ปกติให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า เพราะว่าเราทำงานกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ใช่ไหมคะ

166
00:19:48,838 --> 00:19:52,838
ไหมคะ เราทำงานอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มันจะต้องเปลี่ยนเสียงปกติของเราให้เป็นสัญญาณไฟ

167
00:19:56,372 --> 00:20:00,372
ฟ้า หน้าที่ของภาคเข้า จริง ๆ เปลี่ยนทุกอย่างและให้เป็น

168
00:20:01,016 --> 00:20:05,016
สัญญาณไฟฟ้าให้หมด ถึงจะทำงานกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้นะคะ

169
00:20:07,832 --> 00:20:10,198
จากนั้นค่ะ ได้สัญญาณเสียงที่เป็นไฟฟ้าแล้ว แต่เสียงมันยังไม่ดัง

170
00:20:10,198 --> 00:20:14,018
ก็จะต้องส่งไปที่

171
00:20:14,018 --> 00:20:18,018
Amplifier นะคะ ก็จะส่งไปที่

172
00:20:18,723 --> 00:20:21,147
อีตู้ ๆ กล่อง ๆ สีดำ ๆ นี่นะคะ เรียกว่า "Amplifier

173
00:20:21,147 --> 00:20:24,554
" เพื่อทำให้

174
00:20:24,554 --> 00:20:25,954
เสียงมันดังขึ้นนะคะ

175
00:20:25,954 --> 00:20:27,360
เห็นไหมคะ เสียงที่

176
00:20:27,360 --> 00:20:30,406
มาถึง

177
00:20:30,406 --> 00:20:31,938
Amplifier ouj หรือขั้นขยายสัญญาณเนี่ย

178
00:20:31,938 --> 00:20:35,938
มันมาเบาค่ะ

179
00:20:39,250 --> 00:20:40,506
พอผ่านภาคขยายสัญญาณเสียงมันดังขึ้นมันแรงขึ้นกำลังมาแรงขึ้นก็ทำให้

180
00:20:40,506 --> 00:20:41,284
เสียงมันดังขึ้น

181
00:20:41,284 --> 00:20:45,284
นะคะ

182
00:20:48,502 --> 00:20:52,502
ที่นี้พอเสียงมันดังและนะคะ เสียงมันดังได้แล้วนะคะ

183
00:20:53,207 --> 00:20:55,048
จะต้องทำให้มนุษย์ได้ยินเสียงนั้นให้ได้

184
00:20:55,048 --> 00:20:59,048
จึงต้องผ่าน

185
00:21:00,932 --> 00:21:04,932
ภาคสัญญาณออก ก็คือไมค์... โทษที ภาคสัญญาณออก ก็คือ

186
00:21:06,511 --> 00:21:10,511
ลำโพงนะคะ ภาคสัญญาณออก ก็คือลำโพงนะคะ ลำโพง

187
00:21:10,967 --> 00:21:14,967
ลำโพงไม่ได้มีหน้าที่ทำให้เสียงดังนะ

188
00:21:16,330 --> 00:21:20,330
แต่ลำโพงทำหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้า

189
00:21:23,172 --> 00:21:26,596
ให้เป็นสัญญาณที่มนุษย์รับฟังได้ เราเลยได้ยินเสียงจากลำโพง แต่ลำโพงไม่ได้เป็น

190
00:21:26,596 --> 00:21:30,596
คนที่มีหน้าที่ขยายนะ คนที่มีหน้าที่ขยาย คือ

191
00:21:31,480 --> 00:21:33,049
Amplifier Amplifier นี่เป็นตัวที่

192
00:21:33,049 --> 00:21:37,049
น่าน้อยใจนะ

193
00:21:37,232 --> 00:21:41,232
ทั้งที่ฉันทำหน้าที่ให้ขยาย แต่ทุกคนไปเข้าใจผิดคิดว่าลำโพง

194
00:21:42,215 --> 00:21:45,643
จริง ๆ ลำโพงไม่ได้มีหน้าที่ทำให้ขยาย... ไม่ได้มีหน้าที่ทำให้เสียงดังเลย

195
00:21:45,643 --> 00:21:48,373
แต่มนุษย์ได้ยินเสียงจากลำโพง

196
00:21:48,373 --> 00:21:52,373
เพราะลำโพงมันเปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้า

197
00:21:54,271 --> 00:21:56,434
สัญญาณไฟฟ้านี่ค่ะ เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้านี่ให้เป็นเสียงที่เรารับฟังได้

198
00:21:56,434 --> 00:21:58,102
เราก็เลยได้ยินเสียงจากลำโพง

199
00:21:58,102 --> 00:22:02,102
แค่นั้นแหละนะคะ

200
00:22:04,896 --> 00:22:07,194
นะมี 3 ภาคนะคะ มี 3 ภาคด้วยกันนะคะ

201
00:22:07,194 --> 00:22:11,050
ช่วยครูหน่อยค่ะ

202
00:22:11,050 --> 00:22:13,864
ที่ครูไฮไลท์อยู่ตรงนี้มันเรียกว่าภาคอะไร

203
00:22:13,864 --> 00:22:17,864
ภาคสัญญาณอะไร

204
00:22:21,073 --> 00:22:23,139
สัญญาณเข้าแค่นั้นแหละ สัญญาณเข้า จากนั้น

205
00:22:23,139 --> 00:22:27,139
ตรงนี้ล่ะ

206
00:22:30,465 --> 00:22:33,503
เรียกว่าภาคอะไร ภาคขยาย ภาคขยายเสร็จแล้ว

207
00:22:33,503 --> 00:22:37,503
ตรงนี้เรียกว่า

208
00:22:38,183 --> 00:22:42,183
ภาคอะไร

209
00:22:45,774 --> 00:22:48,218
ภาคสัญญาณออกนะคะ ต้องเรียงตามนี้นะถึงออก

210
00:22:48,218 --> 00:22:51,791
ภาคไหนที่มีหน้าที่

211
00:22:51,791 --> 00:22:54,478
เปลี่ยนสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า

212
00:22:54,478 --> 00:22:57,732
ภาคไหน

213
00:22:57,732 --> 00:23:01,263
เปลี่ยนสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า

214
00:23:01,263 --> 00:23:05,263
เปลี่ยนสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า

215
00:23:07,489 --> 00:23:11,489
ภาคสัญญาณเข้า ภาคไหนที่ทำหน้าที่ทำให้เสียงดัง

216
00:23:15,503 --> 00:23:16,911
ภาคขยาย ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่าภาคขยาย ขยายเสียงให้ดังขึ้นนะคะ ที่ทำหน้าที่ให้

217
00:23:16,911 --> 00:23:20,911
หนูได้ยินเสียง

218
00:23:21,876 --> 00:23:25,876
สัญญาณออก มาดูได้ยินเสียงเฉย ๆ นะ

219
00:23:28,234 --> 00:23:29,695
ประดู่คุณสมบัติของอุปกรณ์แต่ละชนิดกันนะคะ

220
00:23:29,695 --> 00:23:33,695
ไมโครโฟนค่ะ

221
00:23:36,163 --> 00:23:40,163
ไมโครโฟนเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับโรงเรียนและคุณครูจัดซื้อจัดจ้างบ่อยมากนะคะเรามาดู

222
00:23:41,737 --> 00:23:45,737
คุณสมบัติของมันหน่อยนะคะ เราต้องจัดซื้อจัดจ้าง ตัวนี้ เราต้องรู้จักตัวนี้ค่อนข้างเยอะหน่อย

223
00:23:46,618 --> 00:23:50,082
ไมโครโฟน มันอยู่ภาคสัญญาณเข้านะ

224
00:23:50,082 --> 00:23:54,082
มันก็เลยทำหน้าที่หนึ่ง รับสัญญาณเสียง

225
00:23:55,796 --> 00:23:58,354
รับเสียงนี่นะคะ และเปลี่ยนสัญญาณเสียงน่ะค่ะ ให้เป็นสัญญาณไฟฟ้า

226
00:23:58,354 --> 00:24:02,354
จริง ๆ ถ้าถาม

227
00:24:04,520 --> 00:24:07,365
จริง ๆ เลยนะ ไมโครโฟนนี่มันก็มีกำลังไฟฟ้าของมันอยู่นะ

228
00:24:07,365 --> 00:24:11,365
มันก็ทำให้เสียงดังแหละ แต่มันเสียงดังได้

229
00:24:11,371 --> 00:24:14,430
นิดหนึ่งน่ะ มันก็เลยไม่พอสำหรับทำให้เสียงมันดัง

230
00:24:14,430 --> 00:24:18,430
นะคะ เลยต้องอาศัยภาคขยายด้วย

231
00:24:18,861 --> 00:24:19,757
นะคะ เดี๋ยวเรามาดูชนิดของไมโครโฟนนิดหนึ่ง เราจะได้

232
00:24:19,757 --> 00:24:23,757
รู้จัก

233
00:24:25,760 --> 00:24:28,777
เห็นคุณค่าของมันหน่อยนะคะ ไมค์แบบคาร์บอน

234
00:24:28,777 --> 00:24:32,777
ใช้ประมาณสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2

235
00:24:36,496 --> 00:24:40,496
ครูก็เกิดไม่ทันนะคะ ไม่ค่อยดีเสียงไม่ค่อยดีนะคะ ก็เจอความชื้นนิดหนึ่งก็พัง

236
00:24:43,373 --> 00:24:47,373
แล้วนะคะ คริสตัลนะคะ ก็ดีขึ้นมาหน่อย แต่ก็ยัง

237
00:24:47,551 --> 00:24:51,551
ไม่ค่อยทนเท่าไรนะคะ แต่ว่าถูกลงนะคะ

238
00:24:52,664 --> 00:24:56,664
แบบเซรามิก อันนี้หลายคนเคยเห็นไหม

239
00:24:59,345 --> 00:25:01,240
เซรามิกนี่ทน ทนมากนะคะ ทนมากนะคะ

240
00:25:01,240 --> 00:25:04,952
ด้วยความคงทนของเซรามิก

241
00:25:04,952 --> 00:25:08,952
นะคะ มันเลยมักเอาไปใช้

242
00:25:09,944 --> 00:25:11,065
ในการเคลื่อนที่ได้ค่ะ อย่างเช่นรถ ambulance อันนี้

243
00:25:11,065 --> 00:25:13,494
จะอยู่

244
00:25:13,494 --> 00:25:17,494
วี่ว่อตรง Ambulance นะคะ

245
00:25:18,736 --> 00:25:22,736
แต่ว่าเสียงไม่ค่อยดีแต่ทน สังเกตไม่เสียง Ambulance จากรถพวก

246
00:25:24,478 --> 00:25:28,478
กดตรงนี้มันไม่ได้เสียงดีหรอกนะ เขาจะไม่ได้เอาไปร้องคาราโอเกะ นึกออกไหม

247
00:25:28,617 --> 00:25:32,617
มันไม่ดีแต่มันแปลก ๆ หน่อยนะคะ แต่มันทนนะ แต่มันทน

248
00:25:33,649 --> 00:25:34,995
ไมค์นี้ อันนี้ทุกคนต้องรู้จักเคยเห็นไหมคะ

249
00:25:34,995 --> 00:25:37,201

250
00:25:37,201 --> 00:25:38,720
ไมค์ไดนามิก เคยเห็นไหมในลักษณะนี้

251
00:25:38,720 --> 00:25:42,720
เห็นที่ไหน

252
00:25:44,276 --> 00:25:48,276
เห็นที่นี่แหละ ตัวนี้เลยนะคะ ไมค์ได้ม

253
00:25:49,662 --> 00:25:53,662
ดอกจันไว้หน่อยค่ะ ดอกจันไว้หน่อยนะคะ ไมไดนามิกใช้ได้

254
00:25:55,936 --> 00:25:57,934
แทบจะ All Around น่ะนะคะ ในห้องเรียนเราก็ใช้ไมค์ไดนามิก

255
00:25:57,934 --> 00:26:01,723
ตอนที่

256
00:26:01,723 --> 00:26:03,025
ประกาศหน้าเสาธงอยู่หน้าเสาธงอย่างนี้นะคะ

257
00:26:03,025 --> 00:26:04,463
ก็ใช้ไมค์ไดนามิก

258
00:26:04,463 --> 00:26:08,463
หรือ

259
00:26:08,807 --> 00:26:12,807
แข่งกีฬาต่าง ๆ นอกสถานที่ อย่างนี้ ก็ใช้ไมค์ไดนามิ

260
00:26:13,295 --> 00:26:16,588
กนะคะ ไดนามิกเสียงดีค่ะ ชนด้วยมันทำมาจากเหล็กกล้านะคะ

261
00:26:16,588 --> 00:26:17,873
คนว่าใช้งานได้สาธารณะคือ

262
00:26:17,873 --> 00:26:21,873
ใช้ได้ทุกอย่าง

263
00:26:21,887 --> 00:26:23,908
น่ะ บางคนไปร้องคาราโอเกะก็ยังใช้ไดนามิกอยู่เลยนะคะ

264
00:26:23,908 --> 00:26:27,908
ฉะนั้น ไดนามิกใช้ได้

265
00:26:29,251 --> 00:26:30,225
ครอบคลุมน่ะค่ะ ไม่ว่าจะเป็นในห้องเรียน นอกห้องเรียน นอกสถานที่

266
00:26:30,225 --> 00:26:34,225
ได้หมดเลย

267
00:26:35,166 --> 00:26:39,166
ไมค์นี้เคยเห็น

268
00:26:40,557 --> 00:26:44,557
ไหม ถ้าใครเสียงดี ๆ จะเจอไมค์นี้หน่อยนะคะ ไมค์นี้เรียก "คอนเดนเซอร์"

269
00:26:46,742 --> 00:26:49,071
มักจะเจอในห้องอัด ห้องอัด ห้องอัดทั่วไปนี่นะคพ เพราะว่าสิ่งดี อ

270
00:26:49,071 --> 00:26:53,071
ันเล็ก กะทัดรัดนะคะ

271
00:26:55,162 --> 00:26:59,162
แต่ถ้าจะให้ดีจริง ๆ นะ ดีแบบห้องอัดแบบ

272
00:27:00,489 --> 00:27:03,071
Grammy อะไรอย่างนี้นะคะ เขาก็จะใช้ไมค์ริบบอนทั่วไป Condenser

273
00:27:03,071 --> 00:27:07,071
ม. เราก็ใช้คอนเดนเซอร์นะคะ

274
00:27:07,994 --> 00:27:10,168
ในเสียงตามสายอย่างนี้นะคะ เขาจะใช้คอนเดนเซอร์

275
00:27:10,168 --> 00:27:11,382
ที่เป็นห้องอัดจริง ๆ นี่

276
00:27:11,382 --> 00:27:15,382
ห้องอัด

277
00:27:19,972 --> 00:27:22,198
แบบ RS Grammy ก็จะใช้ริบบอนนะคะ อันนี้เสียงดีมาก

278
00:27:22,198 --> 00:27:25,358
เคยไปดูงานที่

279
00:27:25,358 --> 00:27:29,358
จะมี... นะคะ

280
00:27:31,998 --> 00:27:33,144
บางครั้งเราก็มีผลทำให้เสียงเสียงดีด้วย

281
00:27:33,144 --> 00:27:37,144
นะคะ

282
00:27:38,545 --> 00:27:40,898
ก็ได้รายการต่าง ๆ เขาก็จะใช้ไมค์แบบริบบอนกันนี่แหละ เพราะมันทำให้

283
00:27:40,898 --> 00:27:44,898
บันทึกเสียงต่าง ๆ ได้ดี

284
00:27:47,489 --> 00:27:50,251
อันนี้ไม่มีอะไร เกี่ยวอะไร อีกอันหนึ่งที่เราต้องรู้นะคะ

285
00:27:50,251 --> 00:27:54,251
ก็คือทิศทางการรับเสียง

286
00:27:56,727 --> 00:27:59,419
เคยสังเกตไหม ทำไมไมค์บางตัวเพื่อนพูดแล้วมันดัง

287
00:27:59,419 --> 00:28:03,419
แต่พอเราพูดทำไมเสียงมันไม่ดัง

288
00:28:05,451 --> 00:28:06,832
อาจจะเป็นเพราะทิศทางการรับก็ได้นะคะ

289
00:28:06,832 --> 00:28:10,511
ทิศทางการรับบางครั้ง

290
00:28:10,511 --> 00:28:14,511
มันดันเป็นไมค์ทิศทางรับทิศ่ทางเดียว

291
00:28:18,409 --> 00:28:20,543
เราพูดฝั่งซ้าย แต่ทิศทางการรับมันดันไปอยู่อีกฝั่งหนึ่ง ก็ทำให้เสียงไม่ได้ยิน

292
00:28:20,543 --> 00:28:24,543
ชัด อันนี้ก็มีผลเหมือนกันนะคะ

293
00:28:28,156 --> 00:28:30,228
หรือไมค์บางตัวรับได้ 2 ทิศทาง พวกห้องอัดนี่จะรับได้ 2 ทิศทางค่ะ หรือบางตัวรับได้รอบทิศ

294
00:28:30,228 --> 00:28:34,228
ทางเลยนะคะ อย่างไดนามิก

295
00:28:35,431 --> 00:28:37,452
นี่ได้รอบทิศทางนะคะ บางตัวก็เป็นรูปหัวใจนะคะ ฉะนั้น

296
00:28:37,452 --> 00:28:41,452
อย่าเพิ่งคิดว่าไมค์มันพัง

297
00:28:43,853 --> 00:28:47,853
ลองหมุนลองดูทิศทางมันก่อนมันอาจจะไม่ได้พังนะคะ มันอาจจะไม่ได้พัง

298
00:28:48,442 --> 00:28:52,442
ก็ได้นะ แต่ปัจจุบันส่วนมากเป็นรอบที่ทางหมดแล้วแหละ

299
00:28:55,135 --> 00:28:57,025
ส่วนมากทั้งหมดและนอกจากมันมีปัญหาการรับส่งสัญญาณอะไรอย่างนี้นะคะ แต่ก็ยังมีนะ

300
00:28:57,025 --> 00:28:58,103
บางที่ก็โดนหลอกขายนะ

301
00:28:58,103 --> 00:28:59,356
นะคะ

302
00:28:59,356 --> 00:29:03,356
โดนแบบ

303
00:29:03,409 --> 00:29:07,409
โดนหลอกขาย เพราะว่ารอบที่ทางมันย่อมดีกว่าทิศทางเดียวแล้วใช่ไหม

304
00:29:09,140 --> 00:29:13,140
ฉะนั้นน่ะ บางคนไม่ได้รู้เรื่องของไมโครโฟนก็ไปโดนพ่อค้าหลอกนะคะ

305
00:29:13,277 --> 00:29:17,277
ทำให้ได้ไมค์ทิศทางเดียวมา ทางที่ราคาไม่ได้ต่างกันมาก

306
00:29:19,404 --> 00:29:23,404
ฉะนั้น เราก็ต้องเช็กให้ดู เช็กให้ดีว่า ไมค์ที่เราได้มานี่มันรอบทิศทาง

307
00:29:28,139 --> 00:29:31,072
ลักษณะการใช้งานนะคะ แบบตั้งโต๊ะ แบบถือได้ หรือแบบ

308
00:29:31,072 --> 00:29:35,072
ติดตัวนะคะ หรือแบบแขวน

309
00:29:36,798 --> 00:29:40,798
แบบ Blink อันนี้ก็จะใช้ในห้องประชุมนะคะ หรือแบบไร้สาย อันนี้ก็เป็นลักษณะการใช้งาน

310
00:29:40,815 --> 00:29:43,049
อันนี้ก็ให้ดูเฉย ๆ นะคะ

311
00:29:43,049 --> 00:29:46,461
มาถึง

312
00:29:46,461 --> 00:29:47,993
ตรงนี้สำคัญ

313
00:29:47,993 --> 00:29:50,368
ค่ะ ตรงนี้

314
00:29:50,368 --> 00:29:54,368
ไมค์จะถูกจะแพง

315
00:29:55,931 --> 00:29:59,931
ไมค์จะดีหรือไม่ดีมันอยู่ที่คุณสมบัติของไมค์ค่ะ ตอนที่เรา

316
00:30:01,507 --> 00:30:04,064
ให้ไปเลือกซื้อไมค์นี่นะคะ เราก็จะต้องดูคุณสมบัติไมค์ตรงนี้แหละ

317
00:30:04,064 --> 00:30:08,064
เขาจะดูอยู่ 3 อย่างด้วยกัน

318
00:30:09,504 --> 00:30:13,504
อันแรก เราจะดูผลตอบสนองความถี่

319
00:30:14,920 --> 00:30:17,651
เราจะดูว่ามันเก็บความถี่ได้เท่าไร ความถี่อย่างไร

320
00:30:17,651 --> 00:30:21,651
คือ เราสามารถพูด

321
00:30:22,229 --> 00:30:25,992
ไกล ๆ น่ะ มันก็เก็บเสียงเราได้ฉะนั้น อันนี้ได้ยินเสียงนะคะ

322
00:30:25,992 --> 00:30:29,992
ได้ยินประมาณหนึ่ง แต่ถามว่าเก็บได้เยอะไหม

323
00:30:31,320 --> 00:30:35,320
ก็ไม่นะคะ แต่ไมค์บางชนิด อย่างเช่น ริบบอนที่อยู่ในห้องอัด

324
00:30:36,873 --> 00:30:40,873
น่ะ เราสามารถพูดไกล ๆ ได้น่ะค่ะ มันก็ยังได้ยินนะคะ ฉะนั้น

325
00:30:43,538 --> 00:30:44,105
ผลตอบสนองความถี่มีผลต่อราคาไมค์นะคะ ยิ่งเก็บได้ถี่ หรือไมค์ที่

326
00:30:44,105 --> 00:30:46,097
อะไร

327
00:30:46,097 --> 00:30:47,844
ล่ะ เคยเห็นเขาถ่ายหนังไหม

328
00:30:47,844 --> 00:30:51,844
มันจะมีไมค์แบบ

329
00:30:56,441 --> 00:31:00,441
ไม่ต้องติดตัว อันนั้นก็เก็บความถี่ได้ดีนะคะ หรือไมค์พวก magnet อย่างนี้นะคะ

330
00:31:02,252 --> 00:31:02,999
ขึ้นอยู่กับความถี่ ของแต่ละไมค์ที่สามารถเก็บได้ยิ่งเก็บได้ขี่ยิ่งดี

331
00:31:02,999 --> 00:31:06,776
นะคะ

332
00:31:06,776 --> 00:31:10,776
ความไวในการรับเสียง คือ ไม่ดีเลย์

333
00:31:12,864 --> 00:31:15,184
รับไปแล้วไปเลย ไม่มีเสียงดีเลย์นะคะ เท่า ๆ กัน คือ ไมค์บางครั้ง

334
00:31:15,184 --> 00:31:19,184
นี่ พูดไปแล้วน่ะมันจะดรอป

335
00:31:21,427 --> 00:31:24,834
สังเกตไหมถ้าใครที่พูดนาน ๆ นะอย่างครูพูดไปนาน ๆ อย่างนี้เพราะว่าบรรยายนานใช่ไหมคะ

336
00:31:24,834 --> 00:31:28,834
ทำไมมันจะดรอปลง อันนั้นน่ะ ก็แปลว่า

337
00:31:30,765 --> 00:31:34,765
ไวในการรับเสียงไม่ค่อยดี สม่ำเสมอไปเรื่อย ๆ นะคะ ไมค์บางตัวที่ถูก

338
00:31:36,144 --> 00:31:37,862
เห็นชัดเลยว่าแบบเสียงมันไม่ Balance มันไม่เท่ากันไปเรื่อย ๆ เพราะว่า

339
00:31:37,862 --> 00:31:41,862
มันส่งสัญญาณไปไม่ค่อยนะคะ

340
00:31:43,037 --> 00:31:47,037
อีกตัวหนึ่งที่สำคัญค่ะ

341
00:31:49,512 --> 00:31:53,512
impedance นี่เราเอาไว้ตอนที่ต่อสายค่ะ ต่อสาย

342
00:31:55,234 --> 00:31:59,234
ถ้าเรามีการต่อสายนะเราจะต้องนึกถึง Impedance ต้องเลือกให้เหมาะสม

343
00:32:02,063 --> 00:32:06,063
ถ้าต่อสายสั้น ให้เราเลือก Impedance  สูงได้เลยนะคะ มันไม่ต้อง

344
00:32:07,157 --> 00:32:09,752
ต้องการความต้านทานมาก แต่ถ้าต่อสายยาวให้เลิก Impedance ต่าง ๆ

345
00:32:09,752 --> 00:32:13,752
นะคะ มันจะมีอยู่ใน

346
00:32:14,780 --> 00:32:18,764
ในกล่องค่ะ ตอนที่ซื้อน่ะ เราก็มันจะมีเขียนผ้า Impedance ไว้เลยว่า

347
00:32:18,764 --> 00:32:22,764
สูงหรือต่ำ มีผลกับราคานะคะ มีผลกับราคา

348
00:32:23,846 --> 00:32:27,846
ถ้าสมมติว่าห้องเรียนปกติ

349
00:32:29,887 --> 00:32:31,846
นี่ค่ะ ห้องเรียนปกตินะ เราจำเป็นต้องใช้สายยาวไหมคะ

350
00:32:31,846 --> 00:32:35,846
ห้องเรียนปกติ

351
00:32:37,720 --> 00:32:41,720
ไม่จำเป็น ฉะนั้นห้องเรียนปกติควรเลือก Impedance สูงหรือ Impedance ต่ำ

352
00:32:42,076 --> 00:32:46,076
เลือก Impedance ได้เลยนะคะ เลือก ได้เลย

353
00:32:46,904 --> 00:32:48,950
นะคะ เพราะมีผลต่อราคาเนาะแต่ในกรณีที่

354
00:32:48,950 --> 00:32:51,413
ถ้าเรา

355
00:32:51,413 --> 00:32:53,777
ต้องไปใช้ที่อาคารอเนกประสงค์

356
00:32:53,777 --> 00:32:55,419
อาคารอเนกประสงค์มันกว้างเนาะ

357
00:32:55,419 --> 00:32:57,939
ห้องมันใหญ่

358
00:32:57,939 --> 00:33:00,559
เราจะต้องต่อสายยาว ๆ

359
00:33:00,559 --> 00:33:02,230
เราควรเลือก Impedance แบบไหนคะ

360
00:33:02,230 --> 00:33:06,230
Impedance ต่ำ

361
00:33:06,365 --> 00:33:09,198
นะคะ Impedance ต่ำนะคะ ถ้าเกิดเรื่องผิด

362
00:33:09,198 --> 00:33:13,198
เกิดอะไรขึ้น สมมติว่า

363
00:33:18,792 --> 00:33:22,792
... สมมติว่าห้องมันยาว คุณต้องเลือก Impedance ต่ำ แต่คุณดันเป็นแฟนสูงสิ่งที่เกิดขึ้นจะเป็นเสียง

364
00:33:24,669 --> 00:33:28,113
เวลาที่แบบต่อไมค์ แล้วแบบฮืมแบบนี้ ดังอยู่เรื่อย ๆ นี่

365
00:33:28,113 --> 00:33:32,113
แปลว่าเขาเลือกใหม่ที่อินเทอร์เน็ตไม่เหมาะสม

366
00:33:34,098 --> 00:33:38,098
เออมันว่าตรงนี้ ความเจ๋งของของของนักโสตนะคะ ว่าเสียงคุณจะกริ๊บหรืออะไรนี่

367
00:33:40,050 --> 00:33:44,050
อุปกรณ์ก็มีผล ฉะนั้น ได้ยินฮึมอยู่เรื่อย ๆ มันก็น่ารำคาญน่ะ ออกมามันก็ทำให้ได้

368
00:33:46,131 --> 00:33:48,522
ไม่ได้ชัดเจนนะคะ ก็จะมีผลนะคะ อาจารย์

369
00:33:48,522 --> 00:33:52,522
อย่างนั้นเราทำไมเลือก Impedance ต่ำไปเลยอ่ะ

370
00:33:54,354 --> 00:33:57,557
มันมีผลต่อราคานะคะ ว่าในห้องเรียนน่ะ เราไม่จำเป็นต้องเลือก

371
00:33:57,557 --> 00:34:01,557
เพราะก็สายมันสั้น ๆ

372
00:34:02,723 --> 00:34:06,723
ราคา การเลือกใช้เทคโนโลยีก็ต้องใช้ให้มันเหมาะสมได้เหมือนกันนะคะ

373
00:34:08,944 --> 00:34:12,944
ข้อระวังในการใช้ไมโครโฟนนะคะ

374
00:34:14,636 --> 00:34:17,381
อันดับ 1 อย่าเคาะ อย่าเคาะนะคะ เคยเจอแบบว่าเปิดมาแล้วแบบอย่าง

375
00:34:17,381 --> 00:34:18,777
ทดสอบไมค์ว่าเสียงมันดังหรือเปล่า

376
00:34:18,777 --> 00:34:19,673
คุณครูก็ทำอย่างไรคะ

377
00:34:19,673 --> 00:34:21,088
เปิดแล้ว

378
00:34:21,088 --> 00:34:25,088
ตุบ ๆ

379
00:34:29,122 --> 00:34:29,918
ๆ ไมค์ริบบอนน่ะ ไมค์มันแพงค่ะ ในห้องอัดคุณไปเปิดแล้วไปตบของเขาอย่างนี้น่ะ

380
00:34:29,918 --> 00:34:33,918
อะไรจะเกิดขึ้น

381
00:34:38,204 --> 00:34:40,149
เขาจะถีบคุณตกตึกได้นะ อันนี้อย่าไปทำ เพราะว่าวัสดุเราไม่รู้ข้างในมันเป็นอะไรน่ะ

382
00:34:40,149 --> 00:34:42,730
พอมันเกิดขึ้นมาค่ะ

383
00:34:42,730 --> 00:34:44,203
พอคุณไปทำให้มันกระทบกระเทือนน่ะ

384
00:34:44,203 --> 00:34:48,203
มันก็ทำให้

385
00:34:50,506 --> 00:34:51,821
การคาดเคลื่อน รับ-ส่งสัญญาณคาดเคลื่อนได้นะคะ ฉะนั้น อย่าทำสิ่งเหล่านี้นะคะ

386
00:34:51,821 --> 00:34:55,821
อย่าเคาะ

387
00:34:57,863 --> 00:34:59,065
อย่าทำให้กระทบกระเทือน และอย่าหันส่วนหน้าเข้าหาลำโพง ถ้าหันส่วนหน้าเข้าหาลำโพง

388
00:34:59,065 --> 00:35:03,065
เป็นอย่างไรเคยเจอไหม

389
00:35:04,145 --> 00:35:08,145
มันจะวีด มันจะหอนสัญญาณมาตีกันนะคะ มันมีการส่งสัญญาณ

390
00:35:09,207 --> 00:35:13,207
อย่างไร อาจารย์แล้วทำอย่างไร อยากทดสอบเสียงทำไงดี

391
00:35:13,719 --> 00:35:17,719
อยากทดสอบเสียงไม่ให้คอให้ทำไงอ่ะ

392
00:35:17,866 --> 00:35:21,866
พูดอะไรก็ได้ นะคะ เราจะสังเกตว่า

393
00:35:23,671 --> 00:35:27,671
เจ้าหน้าที่เขาจะพูดว่าเช็ก 1 2 3 อย่างนี้ เช็ก เราสังเกตไหมกูก็ไม่เคยขอใหม่นะ

394
00:35:30,943 --> 00:35:34,943
ตั้งแต่สอนมานี่ เพราะรู้ไงว่าข้างในน่ะ มันบอกบาง และมันอาจจะทำให้รับส่งสัญญาณ

395
00:35:36,096 --> 00:35:40,096
ผิดพลาดได้เหมือนกันนะคะ ฉะนั้น ต่อไปนี้ทดสอบไมค์อย่าเคาะไมค์นะ

396
00:35:40,436 --> 00:35:44,436
ทีนี้เคยออกข้อสอบอยู่ปีหนึ่งค่ะ คำถาม

397
00:35:46,345 --> 00:35:47,760
ถ้าอยากที่จะทดสอบเสียงว่าทดสอบไมค์ว่าเสียงมันออกหรือเปล่า

398
00:35:47,760 --> 00:35:51,760
กไก่

399
00:35:52,077 --> 00:35:54,988
กไก่ป๊อบใหม่

400
00:35:54,988 --> 00:35:58,988
ขอไข่เก่าใหม่

401
00:36:00,363 --> 00:36:02,618
ไม่เคาะเก่าขอไข่เก่าใหม่คอควายพูดอะไรก็ได้

402
00:36:02,618 --> 00:36:04,972
งองูถูกทุกข้อ

403
00:36:04,972 --> 00:36:08,972
ข้อไหนคะ

404
00:36:10,444 --> 00:36:13,971
คอควายควายนะไม่เลือกเอานะ

405
00:36:13,971 --> 00:36:17,971
เขาควายดีกว่านะแต่เชื่อมะ

406
00:36:18,906 --> 00:36:22,906
มีคนเลือกขอไข่ครูก็สอนแค่นี้

407
00:36:25,044 --> 00:36:29,044
ว่าอย่าเคาะ แต่ครูไม่ได้เขียนบอกในสไลด์ว่าเก่า นางก็เลยเป็นเรื่องเก่า

408
00:36:30,964 --> 00:36:34,964
เก่าก็ไม่ดีนะ เขามาหลอกคุณนะ กาวะหลอกก็สอนอยู่นะ

409
00:36:36,013 --> 00:36:38,689
พูดอะไรก็ได้พูดอะไรก็ได้ดีกว่า

410
00:36:38,689 --> 00:36:42,689
เราเนี่ยมันยังมีการสั่นสะเทือน

411
00:36:44,107 --> 00:36:46,459
เกามันก็ยังโดนกระทบกระเทือน แต่เสียงเราน่ะมันไม่ได้กระทบกระเทือนอะไร แค่นั้น

412
00:36:46,459 --> 00:36:48,547
เปิดใหม่แล้วทดสอบได้เลยโดยการ

413
00:36:48,547 --> 00:36:51,752
พูดอะไรก็ได้นะคะ

414
00:36:51,752 --> 00:36:55,752
ไม่เกานะคะ เชื่อไหมมีคน

415
00:36:56,048 --> 00:37:00,048
... มีคนโดนหลอกเยอะอยู่เหมือนกันนะคะ ทั้งที่เตือนแล้วนะคะ

416
00:37:05,094 --> 00:37:08,583
แต่อันนี้ อันนี้ก็เตือนอีกนิดหนึ่งนะคะ อันนี้ก็ใหญ่เกิน เคยมีเทอม 1

417
00:37:08,583 --> 00:37:12,583
เด็ก ๆ เรียนเสร็จแล้วก็ปิดไปเรียนอีกชั่วโมงนึง

418
00:37:12,718 --> 00:37:16,381
แล้วอาจารย์เนี่ยเขากดมายังไงเด็กก็แบบอาจารย์

419
00:37:16,381 --> 00:37:20,381
เคาะไมค์ไม่ได้นะ อันนี้ม

420
00:37:23,058 --> 00:37:27,058
าแซวอาจารย์นุช ตอนเด็กได้ดีมากนะ เด็กมันมาเตือนอะไรอย่างนี้

421
00:37:30,441 --> 00:37:34,371
เรารู้กับตัวเราดีกว่านะคะ ว่าไม่ควรเคาะไมค์นะคะ

422
00:37:34,371 --> 00:37:38,371
บางครั้งเขาอาจอาจารย์บางคนอื่นเขาก็อาจจะไม่ได้มาเรียน

423
00:37:40,189 --> 00:37:40,858
เทคโนโลยีเหมือนเราก็อาจจะไม่รู้นะคะ ก็แต่ทางที่ดีเราพอเรารู้แล้วเราก็ต้อง

424
00:37:40,858 --> 00:37:44,858
ใ

425
00:37:45,552 --> 00:37:47,296
ช้ให้มันถูกต้องนะะค มาถึง

426
00:37:47,296 --> 00:37:51,296
สัญญาณ

427
00:37:53,006 --> 00:37:57,006
เมื่อกี้เราเข้าแล้ว เสียงเราเข้าแล้ว ทีนี้เราจะต้องมาภาคที่ 2

428
00:37:57,813 --> 00:37:59,974
ภาคขยาย อุปกรณ์ที่อยู่ในภาคขยาย ก็คือ

429
00:37:59,974 --> 00:38:03,974
Amplifier นี่แหละนะคะ

430
00:38:04,177 --> 00:38:08,177
ภาคนี้หน้าที่หลัก ๆ ของมันก็จะทำให้

431
00:38:08,338 --> 00:38:11,617
เสียงมันดังขึ้นนะคะ เรามาอยู่ภาคนี้แล้วนะ

432
00:38:11,617 --> 00:38:13,821
ภาคขยายสัญญาณแล้วนะคะ ภาคขยายสัญญาณ

433
00:38:13,821 --> 00:38:17,821
แล้ว ขยายเสียงให้มันดังนะคะ

434
00:38:20,454 --> 00:38:22,636
ทุกคนคะ ในภาคนี้ยังมีอุปกรณ์อีก 3

435
00:38:22,636 --> 00:38:23,358
นะคะ อุปกรณ์

436
00:38:23,358 --> 00:38:27,358
อีก 3 อุปกรณ์นะคะ

437
00:38:27,909 --> 00:38:31,909
อันแรกคือ

438
00:38:32,508 --> 00:38:34,633
Mixer นะคะ เรียกว่า "เครื่องผสมสัญญาณ" ค่ะ

439
00:38:34,633 --> 00:38:38,633
Mixer

440
00:38:41,033 --> 00:38:45,033
เรียกว่าเครื่องผสมสัญญาณ เพราะมันเอาสัญญาณเสียงแต่ละสัญญาณเสียงนี่

441
00:38:46,810 --> 00:38:50,720
ผสมกันนะคะ เอามาเข้าอยู่ในเครื่องนี้ เราเลยเรียกว่า "Mixer

442
00:38:50,720 --> 00:38:53,932
" สมมติว่าเราอาจจะมีเสียงร้องคนที่ 1

443
00:38:53,932 --> 00:38:57,932
2 3 แล้วมีเสียงดนตรี

444
00:38:59,575 --> 00:39:02,188
เสียงกลอง เสียงเบสต์อย่างนี้นะคะ ก็จะเข้าแต่ละช่องนะคะ ก็จะเข้าแต่ละช่อง

445
00:39:02,188 --> 00:39:05,706
บางงานก็จำเป็นต้องใช้ Mixer

446
00:39:05,706 --> 00:39:09,706
เพราะว่ามันเอาไว้ใช้ใน.

447
00:39:10,657 --> 00:39:14,657
.. ในการ สามารถผสมเสียงได้หลาย ๆ เสียงนะคะ

448
00:39:16,644 --> 00:39:18,898
Mixer เสร็จ เราได้เสียงเยอะ ๆ แล้วนะคะ เราได้เสียงหลากหลาย และ

449
00:39:18,898 --> 00:39:22,469
เราจะต้อง

450
00:39:22,469 --> 00:39:26,469
ไปทำให้เสียงนั้นมันเพราะ

451
00:39:26,781 --> 00:39:30,781
โดยการใช้เครื่อง Equalizer นะคะ

452
00:39:33,424 --> 00:39:37,424
เสียงจะเพราะไม่เพราะอยู่ที่เครื่อง Equalizer นี่แหละนะคะ อยู่ที่ตัวคนด้วยนะ

453
00:39:39,114 --> 00:39:42,161
บางครั้งเราสังเกตมาอีพวกรายการไมค์ทองคำ เอ้ย ไม่ใช่ ไมค์ทองคำเสียงเพราะอยู่แลไมค์ทองคำ

454
00:39:42,161 --> 00:39:43,252
นักร้องกำแพง ที่ดารามาร้อง

455
00:39:43,252 --> 00:39:44,912
น่ะ นักร้องข้ามกำแพง

456
00:39:44,912 --> 00:39:48,912
เสียงมันดีหมดเลย

457
00:39:50,846 --> 00:39:54,846
นะ มันผ่านเครื่องนี้ทั้งนั้นค่ะ คือ บางคนเสียงไม่ได้ดีหรอก แต่ผ่านเครื่องนี้แล้ว ก็ไม

458
00:39:57,365 --> 00:39:58,451
ค์ที่ดีแล้วทำให้เสียงดีนะคะ ปรับแต่งตั้งคนเสียงทุ้ม

459
00:39:58,451 --> 00:40:02,451
ก็ปรับให้มันแบบ

460
00:40:02,933 --> 00:40:04,143
ดีดขึ้นอีกนิดหนึ่งก็ทำให้เสียงเพราะขึ้นนะคะ

461
00:40:04,143 --> 00:40:07,082
Equalizer ทำให้เสียงเพราะ

462
00:40:07,082 --> 00:40:10,669
ทีนี้เรายังขาดอะไรอยู่คะ

463
00:40:10,669 --> 00:40:14,669
ได้เสียงเยอะและเสียงเพราะ และยังขาดอะไรคะ

464
00:40:18,202 --> 00:40:21,490
ทำให้เสียงดังนะคะ ต้องใช้ Amplifier

465
00:40:21,490 --> 00:40:23,193
ที่ทำให้เสียงดัง ที่ทำให้เสียงดัง

466
00:40:23,193 --> 00:40:27,193
คำถาม

467
00:40:31,370 --> 00:40:34,621
ในห้องเรียน อุปกรณ์ที่อยู่ในห้องเรียน มีให้เลือกอยู่

468
00:40:34,621 --> 00:40:36,891
3 อุปกรณ์นี้ ควรเลือกอะไร

469
00:40:36,891 --> 00:40:39,681
1. Mixer

470
00:40:39,681 --> 00:40:41,668
2. Equalizer

471
00:40:41,668 --> 00:40:43,348
3 เพาเวอร์แอมป์

472
00:40:43,348 --> 00:40:47,348
ให้เลือกอะไรเลือก 1 อัน

473
00:40:47,458 --> 00:40:51,458
เลือก Power-amp เพราะว่าอะไร

474
00:40:56,359 --> 00:40:57,882
คุณครูไม่ได้เป็นดีเจที่แบบนึกออกไหม คือเรา

475
00:40:57,882 --> 00:41:01,882
นึกสภาพสิ

476
00:41:03,536 --> 00:41:05,380
ฉันจะมานับแบบเสียงตัวเองอยู่เรื่อย ๆ เราไม่ได้ทำแบบนั้นไง

477
00:41:05,380 --> 00:41:09,380
เราต้องการแค่เสียงดัง

478
00:41:12,052 --> 00:41:16,052
เราต้องนึกภาพตอนสอนด้วยนะคะ เลือกแอมป์พอ หาห้องเรียน

479
00:41:16,134 --> 00:41:20,134
แอมป์ห่อนะคะ แต่ถ้า

480
00:41:20,176 --> 00:41:23,413
คุณจะต้องใช้งานในอาคารอเนกประสงค์

481
00:41:23,413 --> 00:41:26,385
อาคารอเนกประสงค์บางครั้งมาจัดกิจกรรม

482
00:41:26,385 --> 00:41:27,845
นะ บรรยายก็ได้อบรมก็ได้ หรือ

483
00:41:27,845 --> 00:41:29,779
งานเกษียณ

484
00:41:29,779 --> 00:41:30,727
ที่มีงานรื่นเริงต่าง ๆ

485
00:41:30,727 --> 00:41:32,214

486
00:41:32,214 --> 00:41:36,214
เราต้องเลือกอะไรบ้างคะ

487
00:41:39,446 --> 00:41:40,726
Mixer เพราะว่าอะไร ไว้ร้องเกะนะ ร้องเพลงหรือว่าต้องใช้ไมค์หลาย ๆ ตัว

488
00:41:40,726 --> 00:41:43,438
เอาอะไรอีก

489
00:41:43,438 --> 00:41:47,273
เอาไมค์ เอาไ

490
00:41:47,273 --> 00:41:49,952
มค์ เอานะ มันต้องปรับให้เสียงมันสวย ๆ หน่อยนะ

491
00:41:49,952 --> 00:41:53,952
อันนี้ล่ะ

492
00:41:55,533 --> 00:41:59,533
เอาไหม เอานะ ต้องมีอันนี้เป็นเบสนะ ต้องมีพื้นฐานนะ

493
00:42:02,067 --> 00:42:05,459
เสียงไม่ดังไม่ได้นะนะคะ ต้องมีเพาเวอร์แอมป์นะคะ ฉะนั้น ต้องดูสถานการณ์ดี ๆ นะ

494
00:42:05,459 --> 00:42:09,459
ว่า ณ ตอนนั้นเราใช้สถานการณ์ไหนนะคะ

495
00:42:13,254 --> 00:42:16,039
มาถึงตัวสุดท้ายแล้วค่ะ ภาคสัญญาณออกนะคะ

496
00:42:16,039 --> 00:42:20,039
ลำโพงทำหน้าที่อะไรคะ

497
00:42:21,027 --> 00:42:25,027
ลำโพงทำหน้าที่อะไร

498
00:42:28,670 --> 00:42:32,670
ไม่ขยายเสียง แอบมี... ลำโพงทำหน้าที่

499
00:42:33,257 --> 00:42:35,828
เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าค่ะ ณ ตอนนี้เรายังทำงานไฟฟ้าอยู่นะ

500
00:42:35,828 --> 00:42:39,828
นะคะ เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็น

501
00:42:40,448 --> 00:42:44,448
สัญญาณเสียงที่มนุษย์รับฟังได้นะคะ ไม่อย่างนั้นมันจะไม่ได้ยินเสียงนะ

502
00:42:45,864 --> 00:42:49,864
มนุษย์ไม่ได้ยินเสียง มนุษย์ไม่ Get หรอก อย่างออกมา สัญญานไฟฟ้านี่

503
00:42:50,180 --> 00:42:54,180
มนุษย์ฟังไม่ออกหรอก มนุษย์จะต้องฟังเสียงเป็นคลื่นค่ะ

504
00:42:56,223 --> 00:43:00,223
คุณครูฟิสิกส์บอกว่ามนุษย์รับฟังเสียงเป็นคลื่นนะคะ ตามคลื่นเสียงธรรมชาตินะคะ

505
00:43:00,345 --> 00:43:02,274
มาดูหน่อยว่าไมโครโฟนมี

506
00:43:02,274 --> 00:43:06,274
... มี

507
00:43:07,630 --> 00:43:09,585
ทำอะไรบ้าง โครงสร้างของมันเป็นอย่างไรนะคะ หลัก ๆ มันทำมาจากเหล็กกล้านะคะ

508
00:43:09,585 --> 00:43:12,931
เหล็กถาวรนะคะ กับขดลวด

509
00:43:12,931 --> 00:43:15,197
มันเลยทำให้เวลาที่เสียงมันเข้าไป

510
00:43:15,197 --> 00:43:17,016
น่ะ สัญญาณไฟฟ้าเข้าไปน่ะ มัน

511
00:43:17,016 --> 00:43:20,187
มีกำลังแรงนะ

512
00:43:20,187 --> 00:43:23,725

513
00:43:23,725 --> 00:43:27,725
มันเลยทำให้ขดลวดกับแม่แหล็กมีแรงสั่นสะเทือน ไปทำให้เป็นได้ยินเสียงที่เราได้ยินเสียงได้

514
00:43:31,943 --> 00:43:34,393
รู้ประมาณนี้ลำโพงนะคะ ลำโพงนี่ ไม่ได้มีหน้าที่ขยายเสียง

515
00:43:34,393 --> 00:43:35,527
แต่มีหน้าที่เปลี่ยนสัญญาณ

516
00:43:35,527 --> 00:43:39,527
ไฟฟ้า

517
00:43:40,548 --> 00:43:44,167
ให้เป็นคลื่นเสียงที่เราได้ยินได้ เราถึงได้ยินเสียงจากลำโพง

518
00:43:44,167 --> 00:43:48,167
นะคะ มีคำถามไหมคะ

519
00:43:49,438 --> 00:43:53,438
อย่างนั้นครูถามนะ

520
00:43:53,735 --> 00:43:56,985
ระบบเสียงมี 3 ประเภทใช่หรือไม่

521
00:43:56,985 --> 00:43:58,804
3 ประเภทใช่เหรอ

522
00:43:58,804 --> 00:44:02,804
3 ประเภท ใช่หรือไม่

523
00:44:03,476 --> 00:44:07,476
มีกี่ประเภทคะ

524
00:44:11,868 --> 00:44:15,868
ระบบเสียงมีไม่มี 4 สอนไม่ถึง 4 ระบบเสียงมีกี่ประเภทคะ

525
00:44:16,809 --> 00:44:20,809
มี 2 มีอะไรบ้างคะ

526
00:44:23,151 --> 00:44:27,151
มี Mono กับ

527
00:44:27,502 --> 00:44:28,898
Stereo มี Mono กับ stereo

528
00:44:28,898 --> 00:44:32,898
แล้ว Dolby Dolby อยู่ไหน

529
00:44:34,984 --> 00:44:36,611
Dolbyอยู่ใน สนนะคะ สนนะคะ

530
00:44:36,611 --> 00:44:40,611
มาริโอ้นะคะ

531
00:44:45,495 --> 00:44:47,745
อันนี้บ่ค่อยตอบเลยนะคะ อันนี้มาบอกข้อสอบเลยนะคะ ในห้องสอบค่ะ

532
00:44:47,745 --> 00:44:50,096
จะมีกล่องอยู่ 3 กล่องนี้แหละ

533
00:44:50,096 --> 00:44:53,939
เราต้องบอกให้ได้ว่า

534
00:44:53,939 --> 00:44:55,628
กล่อง A คืออะไร B, C คืออะไร บอกได้ไหมคะ

535
00:44:55,628 --> 00:44:59,628
A คืออะไร

536
00:44:59,644 --> 00:45:01,370
สัญญาณเข้า

537
00:45:01,370 --> 00:45:05,370
B ล่ะ

538
00:45:08,338 --> 00:45:11,391
C ล่ะ ทำไมเก่งขนาดนี้ แล้วบอกคุณสมบัติได้ไหม

539
00:45:11,391 --> 00:45:14,364
บอกคุณสมบัติได้ไหม ช่วยบอกหน่อย A

540
00:45:14,364 --> 00:45:18,364
คุณสมบัติ คือ

541
00:45:19,971 --> 00:45:23,416
ทุกคน คุณสมบัติทำอะไรบ้าง หน้าที่ หน้าที่ของมัน

542
00:45:23,416 --> 00:45:27,416
น่ะ 1. รับสัญญาณและ

543
00:45:28,333 --> 00:45:32,004
เปลี่ยนสัญญาณเสียงให้เป็น

544
00:45:32,004 --> 00:45:33,212
... เปลี่ยนสัญญาณเสียงให้เป็นสัญญาณไฟฟ้านะคะ

545
00:45:33,212 --> 00:45:37,212
B ล่ะ

546
00:45:37,881 --> 00:45:41,881
ขยายเสียง C ล่ะ

547
00:45:46,980 --> 00:45:50,980
เปลี่ยนนะ ไม่ได้รับนะ

548
00:45:54,173 --> 00:45:57,109
อีนี่รับ อีนี่รับอย่างเดียว ทีนี้ก็คือเปลี่ยน เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็น

549
00:45:57,109 --> 00:45:58,089
สัญญาณเสียงที่มนุษย์รับฟังได้

550
00:45:58,089 --> 00:46:02,089
นะคะ

551
00:46:03,372 --> 00:46:07,372
A กับ C ทำงานตรงข้ามกัน แค่นั้นแหละ ทำงานก่อนทำการ

552
00:46:08,369 --> 00:46:11,097
อันนี้แถมให้ เผื่อมันไปออกนะ ลึก ๆ คนออกข้อสอบนี่

553
00:46:11,097 --> 00:46:15,097
จบอิเล็กทรอนิกส์มาไม่ใช่ครูนะ

554
00:46:17,052 --> 00:46:17,828
ก็จะออกบางครั้งก็จะออกลึกนิดหนึ่งนะคะ คำถามค่ะ มีปีหนึ่งเผื่อเขา

555
00:46:17,828 --> 00:46:19,140
ออกมา

556
00:46:19,140 --> 00:46:23,140
คำถาม

557
00:46:24,123 --> 00:46:27,282
Mixer รู้จัก Mixerอยู่ใช่ไหมคะ อีกเครื่องผสมสัญญาณ mixer

558
00:46:27,282 --> 00:46:31,282
อยู่ภาคอะไรคะ

559
00:46:34,959 --> 00:46:38,959
ภาคขยายนะ Mixer อยู่ภาคขยาย คำถามไม่ได้ถามแค่นั้น คำถามถามว่า

560
00:46:39,018 --> 00:46:41,693
Mixer ควรวางไว้ตำแหน่งไหน

561
00:46:41,693 --> 00:46:43,319
ก

562
00:46:43,319 --> 00:46:47,319
. วางไว้ A

563
00:46:48,609 --> 00:46:50,962
ข. วางไว้ระหว่าง A และ B คือตรงนี้

564
00:46:50,962 --> 00:46:53,382
บอกให้วางไว้ ระหว่าง a และ b คือตรงนี้

565
00:46:53,382 --> 00:46:56,645
ข วางไว้ ระหว่าง a และ b ตรงนี้ คอควายวางไว้ตรงบี

566
00:46:56,645 --> 00:46:59,677
งูวางไว้ระหว่าง b และ c คือตรงนี้

567
00:46:59,677 --> 00:47:03,677
วางไว้ตรงไหน

568
00:47:07,822 --> 00:47:11,822
ทำไมข้างหลังข้างหลังทำไมถึงวางไว้ระหว่าง a และ b

569
00:47:18,967 --> 00:47:22,967
ใช่

570
00:47:24,659 --> 00:47:26,634
อันนี้เราจะต้องวาง ... ตอบถูกนะ แต่เหตุผลยังไม่สุด เหตุผล

571
00:47:26,634 --> 00:47:30,203
ตอบถูกค่ะ

572
00:47:30,203 --> 00:47:32,422
เราจะเอาวางไว้ระหว่าง A กับ B เหตุผลเพราะอะไร

573
00:47:32,422 --> 00:47:36,422
การที่ต่อสัญญาณน่ะ

574
00:47:37,312 --> 00:47:41,312
การที่ต่อสัญญาณน่ะ อีสัญญาณทุกชนิดนะ ไม่ว่าจะเป็นสาย หรือ

575
00:47:42,372 --> 00:47:46,372
WiFi หรืออะไรน่ะ การที่เอามันไปใกล้ที่สุดน่ะมันดีกว่าค่ะ

576
00:47:47,844 --> 00:47:51,090
ต่อสายยาวไม่ดี นะยิ่งเอาไปใกล้ ยิ่งใกล้เท่าไรยิ่งดี ฉะนั้น อะไรที่

577
00:47:51,090 --> 00:47:54,383
ใกล้สัญญาณเข้ามากที่สุด ก็คือตำแหน่งนี้

578
00:47:54,383 --> 00:47:58,383
แต่ถ้าสมมุติไม่มี a และ b จะตอบอะไร

579
00:48:00,987 --> 00:48:04,159
b ส่วน B C สุด

580
00:48:04,159 --> 00:48:06,718
ไม่ควรตอบ ไม่ควรเลือกนะคะ

581
00:48:06,718 --> 00:48:09,886
ฉะนั้นนะคะ เ

582
00:48:09,886 --> 00:48:13,405
ลือก A และ B การต่อสัญญาณน่ะ ต้องเอาไปใกล้อุปกรณ์ให้มากที่สุด

583
00:48:13,405 --> 00:48:17,405
นะคะ ถึงจะดีนะ อันนี้ได้นะ

584
00:48:20,356 --> 00:48:24,356
รับสัญญาณเสียงนะคะ ขยายสัญญาณ แล้วก็เปลี่ยนสัญญาณไฟฟ้าให้เป็นสัญญาณเสียง

585
00:48:28,012 --> 00:48:30,844
ยังไม่หมดเวลาเลยน่ะ ขอต่ออีกขอต่อเรื่องเครื่องฉายนะ แต่เดี๋ยวครูให้เราไป

586
00:48:30,844 --> 00:48:33,953
พัก 5 นาที และเดี๋ยวมาต่อเรื่องเครื่องฉาย

587
00:48:33,953 --> 00:48:37,953
เพราะว่าเราหยุดวันจันทร์ไปนะคะ

588
00:48:40,105 --> 00:48:41,124
แต่เรื่องมันเกี่ยวข้องกันอยู่แล้วแหละนะคะ พักสัก 5 นาทีนะคะ เดี๋ยวเรามา

589
00:48:41,124 --> 00:48:42,267
ต่อ

590
00:48:42,267 --> 00:48:46,267
เรื่องเครื่องฉายกัน

591
01:02:10,384 --> 01:02:14,384
มา อย่างนั้นมาต่อนะ

592
01:02:17,463 --> 01:02:20,903
อีกอุปกรณ์หนึ่งนะคะ ที่ใช้ในห้องเรียน นั่นก็คือ

593
01:02:20,903 --> 01:02:24,903
เครื่องฉายนะคะ อยู่ตรงไหนคะ

594
01:02:26,823 --> 01:02:30,823
นี่ค่ะ เครื่องฉายตรงนี้เลยค่ะ นะคะ เพราะว่า

595
01:02:33,444 --> 01:02:37,444
อย่างที่บอกเราอาจจะไม่ได้ไปอยู่ที่โรงเรียนที่มันมีอุปกรณ์พร้อมนะ ฉะนั้น เราจะรู้จัก

596
01:02:37,991 --> 01:02:40,455
อุปกรณ์ ตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์พื้นฐานเลยนะคะ ว่าเครื่องใช้

597
01:02:40,455 --> 01:02:42,552
เมื่อก่อนเป็นอย่างไรนะคะ จนมาถึง

598
01:02:42,552 --> 01:02:46,552
วันนี้ที่ปัจจุบันนะคะ

599
01:02:49,167 --> 01:02:52,961
เราก็จะรู้จักส่วนประกอบ ระบบต่าง ๆ นะคะ รวมถึงการจัดห้องด้วยนะคะ

600
01:02:52,961 --> 01:02:55,943
อุปกรณ์นะคะ ส่วนประกอบที่อยู่ในเครื่องฉาย

601
01:02:55,943 --> 01:02:59,491
อันแรกเลยหลอดฉายค่ะ ต้องมี

602
01:02:59,491 --> 01:03:03,491
ไม่มีหลอดฉาย ภาพไม่เกิดนะคะ

603
01:03:05,143 --> 01:03:09,143
หลอนฉายมันก็จะมีกำลังวัตต์ที่แรงกว่าหลอดไฟทั่วไปนะคะ

604
01:03:11,045 --> 01:03:13,172
จับแล้วร้อนเลย มือพองเลย พวกหลอดฉายนียนะคะ กำลังแรงมาก

605
01:03:13,172 --> 01:03:17,172
ทำให้เกิดภาพนะคะ

606
01:03:19,251 --> 01:03:23,251
ส่วนประกอบที่ 2 คือ เลนสายนะคะ ถ้ามาจากเลนนูนนะคะ

607
01:03:28,026 --> 01:03:32,026
อีกอันหนึ่ง ก็คือเลนส์รวมแสง ก็ทำมาจากเลนส์นูนนะคะ เลนส์ที่อยู่ใน

608
01:03:33,214 --> 01:03:37,214
เครื่องฉายนี่ จะเป็นเลนส์นูนนะคะ เพราะว่าเลนส์นูน

609
01:03:37,385 --> 01:03:40,932
คุณสมบัติของมัน คือ รวมแสงค่ะ

610
01:03:40,932 --> 01:03:44,932
เลนส์นูนรวมแสง ทำให้แสงที่กระจายอยู่นี่

611
01:03:46,497 --> 01:03:50,497
พอมันผ่านเลนส์นูน แล้วมันรวมแสง ก็ทำให้แสงมันเข้มขึ้นนะคะ

612
01:03:53,101 --> 01:03:54,221
พอแสงเข้มขึ้นก็ทำให้เห็นภาพชัดขึ้นนะคะ ฉะนั้น นักวิทยาศาสตร์เขาจะเอาเลนส์นูน

613
01:03:54,221 --> 01:03:58,221
มาใส่นะคะ

614
01:04:00,729 --> 01:04:01,470
กระจกกรองความร้อน ด้วยความที่หลอดฉายนี่ มันร้อนมาก

615
01:04:01,470 --> 01:04:03,540
ต้องมีกระจก

616
01:04:03,540 --> 01:04:07,540
ลองความร้อนนะคะ ไม่

617
01:04:07,646 --> 01:04:11,646
อย่างนั้น อุปกรณ์ ก็ทำเอาวัสดุที่ไปฉายก็จำไม่ได้

618
01:04:15,484 --> 01:04:16,211
แล้วก็ที่ขาดไม่ได้ พราะว่าหลอดฉายมันร้อนมาก ก็จะต้องมีพัดลม

619
01:04:16,211 --> 01:04:18,781

620
01:04:18,781 --> 01:04:22,781
มาระบายนะคะ มาระบาย ไม่อย่างนั้นก็

621
01:04:24,849 --> 01:04:26,452
ไฟก็จะช็อตได้ ถ้าไม่มีพัดลมนะคะ ถ้าพัดลมหยุดหมุนนี่เราเคยเจอคอมฯ ไหม

622
01:04:26,452 --> 01:04:30,452
พัดลมหยุดหมุนน่ะ

623
01:04:32,656 --> 01:04:36,656
ทำงานแป๊บเดียวมันก็ดับใช่ไหมคะ นั่นแหละนะคะ เพราะมันร้อน เครื่องมันร้อน มันทำงาน

624
01:04:37,831 --> 01:04:41,831
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์แผงภายในมันทำงานไม่ได้นะคะ เลยต้องมีพัดลม

625
01:04:43,255 --> 01:04:46,521
นี่ค่ะ ภายใน อันนี้คือหลอดฉาย

626
01:04:46,521 --> 01:04:50,136
ผ่านเลนส์นูน

627
01:04:50,136 --> 01:04:54,136
เลนส์ฉาย แล้วฉายไปยังหน้าจอนะคะ

628
01:04:58,128 --> 01:05:02,128
ประมาณนี้ มาถึงระบบฉายนะคะ มาถึงระบบฉาย อันนี้ออกข้อสอบ

629
01:05:04,995 --> 01:05:07,143
ระบบฉายมี 3 ระบบด้วยกัน สมัยก่อนนะ อันนี้เป็นเป็นเครื่องฉาย

630
01:05:07,143 --> 01:05:10,028
ในสมัยก่อน ให้เรารู้จักหน่อย

631
01:05:10,028 --> 01:05:12,786
ระบบฉายตรง

632
01:05:12,786 --> 01:05:15,977
ระบบฉายตรงเราดูที่

633
01:05:15,977 --> 01:05:19,977
แสง แสงเดินทางมาแบบนี้เลย

634
01:05:22,455 --> 01:05:23,498
เดินทางไปตรง ๆ เลยนะคะ เดินทางไปที่จอรับภาพแบบตรง ๆ เลย เราเรียกว่า

635
01:05:23,498 --> 01:05:25,714
ระบบฉายตรง

636
01:05:25,714 --> 01:05:28,221
นะคะ อุปกรณ์ มีหลอดฉาย

637
01:05:28,221 --> 01:05:30,048
มีเลนส์นูน เลนส์รวมแสง

638
01:05:30,048 --> 01:05:34,048
เสนส์ฉาย แล้วก็

639
01:05:35,008 --> 01:05:37,296
ส่งแสงส่องแสงไปยังจอรับภาพนะคะ

640
01:05:37,296 --> 01:05:40,796
ก็จะได้ภาพจริง หัวกลับ

641
01:05:40,796 --> 01:05:42,393
ภาพหัวกลับ ก็คือเป็นภาพจริงน่ะ แต่มันกลับหัวค่ะ

642
01:05:42,393 --> 01:05:44,163
เพราะว่าอะไร

643
01:05:44,163 --> 01:05:48,163
เพราะว่า

644
01:05:50,582 --> 01:05:52,683
มันเกิดจากเลนส์ เลนส์นูน เลนส์รวมแสงนี่ เลนส์นูน เลนส์นูนที่นูนมาก ๆ

645
01:05:52,683 --> 01:05:55,373
ทำให้ภาพมันกลับหัว

646
01:05:55,373 --> 01:05:59,373
เคย

647
01:06:01,269 --> 01:06:04,739
เห็นที่มันติดตามเซเว่นไหม ที่อยู่มุมข้างบนน่ะ ที่ไว้จับขโมย

648
01:06:04,739 --> 01:06:08,504
อีนั้นน่ะ ที่มันนูน ๆ ที่มันเห็น

649
01:06:08,504 --> 01:06:11,220
เห็นเกือบ 360 องศาเลยค่ะ หรือตามสี่แยก

650
01:06:11,220 --> 01:06:15,220
อันนั้นน่ะค่ะ ที่นูน แบบนูนมาก ๆ

651
01:06:16,976 --> 01:06:18,964
น่ะ ในเครื่องฉายนั้น นูนกว่านั้นอีกนะ จนมันได้ภาพ

652
01:06:18,964 --> 01:06:22,964
ภาพกลับหัวนะคะ

653
01:06:23,121 --> 01:06:27,121
ไม่ไปขึ้นสมัยโบราณ เครื่องประมาณนี้มีใครทำสักอันนะ

654
01:06:29,538 --> 01:06:32,553

655
01:06:32,553 --> 01:06:36,553
คุ้น ๆ ไหมคะ ตอนสมัยครูเรียนนี่ ครูต้องใช้อีกนี่ค่ะ

656
01:06:36,669 --> 01:06:40,669
เครื่องฉายมีเครื่องฉายนี้ ครูสังคมส่วนมากครูสังคมจะได้รับ

657
01:06:42,189 --> 01:06:46,189
ก่อนนี้ไปเอาไปถ่ายภาพประวัติศาสตร์อะไรอย่างนี้ให้เด็ก ๆ เห็นนะคะ

658
01:06:46,281 --> 01:06:47,805
ใช่ เป็นแผ่น ใช่ค่ะ นี่ค่ะ

659
01:06:47,805 --> 01:06:51,805
แผ่นนี้ค่ะ แผ่นนี้ค่ะ

660
01:06:52,830 --> 01:06:54,546
ใช่ไหม บอกแล้วว่าพี่เอ้ยทันอยู่คนเดียว เด็ก ๆ ไม่ทันหรอก  หน่อยก่อน

661
01:06:54,546 --> 01:06:58,546
เราก็มีนะ

662
01:07:00,438 --> 01:07:04,438
ใครเห็นอยู่ใช่ไหมคะ

663
01:07:04,763 --> 01:07:08,763
คราวที่แล้วบอกแล้ว เดี๋ยวพี่

664
01:07:09,404 --> 01:07:13,348
พี่เอื้องกับครูนี่ทันนะคะ

665
01:07:13,348 --> 01:07:17,348
ก็ต้องใส่เข้าไปอย่างนี้นะคะ

666
01:07:19,708 --> 01:07:21,732
แต่ทีนี้ด้วยความที่คุณสมบัติมันได้ภาพจริงหัวกลับนะ เราก็เลยต้องกลับ

667
01:07:21,732 --> 01:07:25,732
เพราะว่า

668
01:07:28,821 --> 01:07:32,821
เพราะว่าเครื่องน่ะ ตอนฉายแล้วต้องกลับ ทีนี้นะคะ เมื่อก่อนการจะใช้อะไรก็

669
01:07:34,055 --> 01:07:38,055
ลำบากนิดหนึ่งนะคะ อันนี้ให้เห็นเครื่องสมัยก่อนนะคะ

670
01:07:39,214 --> 01:07:41,271
ทีนี้มันก็จะเกิดปัญหาอยู่เรื่อย ๆ ตอนสมัยที่ครูเรียนนะ

671
01:07:41,271 --> 01:07:45,271
พอเรากลับหัว มัน

672
01:07:47,312 --> 01:07:51,312
บางครั้งมันกลับผิด กับกลับ ซ้ายกับขวา ตอนที่ฉายอย่างนี้นะคะ เขาเลยคิดว่า

673
01:07:54,046 --> 01:07:56,125
เราก็ทำไมเราไม่เอาอุปกรณ์ที่ทำให้มันฉายได้เลยล่ะ เขาก็ไม่เอา

674
01:07:56,125 --> 01:07:59,263
กระจกเงาราบค่ะ

675
01:07:59,263 --> 01:08:02,869
มาใส่ กระจกเงามันมีคุณสมบัติ

676
01:08:02,869 --> 01:08:06,076
กลับภาพใช่ไหมคะ เขาก็เลยใช้กระจกเงา

677
01:08:06,076 --> 01:08:07,829
ทำให้เครื่องฉายแบบชายอ้อมนี่

678
01:08:07,829 --> 01:08:11,829
ไม่ต้องกลับฟิล์มแล้ว

679
01:08:14,796 --> 01:08:18,796
มันฉายภาพได้ตรง ๆ แล้วนะคะ ฉะนั้น ระบบฉายอ้อม จะมีกระจกเงามาเพิ่ม

680
01:08:23,202 --> 01:08:27,202
หลอดไป ต้องมีหลอดไฟแน่นอน มีเลนส์รวมแสงนะคะ แล้วก็มีกระจกเงามาเพิ่ม

681
01:08:29,260 --> 01:08:33,060
ถ้ามีกระจกเงานี่มันทำให้มันกลับภาพโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว กลับภาพ

682
01:08:33,060 --> 01:08:36,380
2 ด้านกับภาพฉายอยู่บนหน้าจอ ก็เลยถ่ายเป็นปกติ

683
01:08:36,380 --> 01:08:40,011
นะคะ สิ่งที่เราต้องจำนะ

684
01:08:40,011 --> 01:08:44,011
ต้องจำได้ จำให้ได้ว่า Diagram เป็นอันไหน

685
01:08:48,050 --> 01:08:52,050
เพราะสายอ้อมไปอ้อม แสงมันอ้อมไง แต่มันไม่ได้ไป

686
01:08:52,315 --> 01:08:54,829
จอตรง ๆ นะคะ เขาเรียกว่า "ฉายอ้อม" นะคะ

687
01:08:54,829 --> 01:08:58,562
มีกระจกเงาราบมาเพิ่มนะคะ

688
01:08:58,562 --> 01:09:01,507
อันนี้ค่ะ ที่ฉายอ้อม เคยใช้ไหม

689
01:09:01,507 --> 01:09:05,507
ส่วนมากมีครูวิทย์

690
01:09:07,904 --> 01:09:10,900
ครูวิทย์จะได้รับเครื่องนี้ไปนะคะ ก็เขาก็จะเอาแผ่นสไลด์น่ะค่ะ มา

691
01:09:10,900 --> 01:09:14,900
ตรงนี้ เราก็อาจจะเขียนก็ได้นะคะ

692
01:09:16,193 --> 01:09:20,193
มีเครื่องใน ม. เราก็มีนะคะ ครูอยู่มาทุกยุค ครูทันทุกยุค

693
01:09:20,645 --> 01:09:24,106
ส่วนอีกอันหนึ่ง ฉายสะท้อน

694
01:09:24,106 --> 01:09:27,168
อันนี้ไม่มีอะไรอันนี้แหละอันนี้อะไรหายไป

695
01:09:27,168 --> 01:09:31,168
ส่วนประกอบอะไรหายไป

696
01:09:38,003 --> 01:09:40,740
ส่วนประกอบสำคัญอันไหนหายไป

697
01:09:40,740 --> 01:09:44,740
มีใครเห็นไหมคะ

698
01:09:45,367 --> 01:09:49,367
เลนส์รวมแสง เก่งมาก เลนส์รวมแสง

699
01:09:50,666 --> 01:09:53,308
ช่วยให้แต่มันเข้มขึ้นใช่ไหมคะ ช่วยให้แสงมันเข้มขึ้น

700
01:09:53,308 --> 01:09:55,351
ทีนี้ ระบบฉาย

701
01:09:55,351 --> 01:09:59,073
นี้ เลนส์รวมแสงดันหายไป

702
01:09:59,073 --> 01:10:01,757
สิ่งที่จะเกิดขึ้นกับระบบฉายแบบนี้

703
01:10:01,757 --> 01:10:05,757
มันจะเกิดอะไรขึ้น

704
01:10:06,260 --> 01:10:10,260
มันจะฉายไม่ชัด เพราะมันไม่มีเลนส์รวมแสงไง

705
01:10:10,601 --> 01:10:14,136
ฉายจากระบบฉายสะท้อนนี่ทำให้ฉายไม่ชัด

706
01:10:14,136 --> 01:10:18,136
ฉะนั้น คุณจะเอาไปฉายในที่ปกติไม่ได้นะ

707
01:10:21,168 --> 01:10:24,251
ระบบฉายสะท้อนจะต้องใช้ในห้องมืดเท่านั้น เอาไปห้องปกติมองไม่เห็นแน่นอน เพราะไม่มีเลนส์

708
01:10:24,251 --> 01:10:26,359
มันไม่มีเลนส์นูนนะคะ

709
01:10:26,359 --> 01:10:30,359
ฉะนั้น

710
01:10:34,154 --> 01:10:38,154
ข้อสอบเลย วันนี้มา ได้ข้อสอบไปเน้น ๆ เลยนะคะ บท 2 บทนี้ควรได้คะแนนนะ

711
01:10:40,710 --> 01:10:44,710
บทเครื่องเสียงกับเครื่องฉายนี่มันไม่ได้ถามความคิดเห็นไง

712
01:10:47,157 --> 01:10:48,208
ถามเลยว่าอันนี้คืออะไรนะ ออกไปแค่นั้นน่ะ ถ้าได้มันก็ได้ไปเลยนะคะ ถ้าได้มาก็ได้ไปเลย

713
01:10:48,208 --> 01:10:52,208
แต่ไอ้ความคิดเห็นน่ะ

714
01:10:54,409 --> 01:10:56,800
ครูไม่ชอบแล้วเขารู้สึกอย่างไรไอ้นี่ไม่รู้นึกออกไหม ไอ้นั่นน่ะ

715
01:10:56,800 --> 01:11:00,800
ที่ถามความรู้สึกนี่ต้องไปต้องไป

716
01:11:01,496 --> 01:11:05,496
ต้องไปเดาความรู้สึกอีกรอบไหมคะ ถูกไม่ถูก แต่อันนี้มัน

717
01:11:05,837 --> 01:11:08,275
มันเป๊ะ ๆ เลยนะคะ ฉายตรงนะ แสง

718
01:11:08,275 --> 01:11:12,275
ลงมาเลยตรงที่หน้าจอ

719
01:11:13,908 --> 01:11:16,458
ฉายอ้อม เห็นไหมคะ แสงมันอ้อมนะ

720
01:11:16,458 --> 01:11:19,466
มีกระจกเงามาเพิ่ม

721
01:11:19,466 --> 01:11:21,997
ฉายสะท้อน

722
01:11:21,997 --> 01:11:23,498
มีกระจกเงานะ แต่

723
01:11:23,498 --> 01:11:26,951
ไม่มีเลนส์นูน

724
01:11:26,951 --> 01:11:30,951
ไม่มีอะไร ไม่มีเลนส์รวมแสงนะคะ

725
01:11:34,456 --> 01:11:38,456
ก็ทำให้ภาพไม่ชัดนะคะ เป็นแบบนี้ค่ะ Opaque นะคะ อันนี้ต้องเป็น

726
01:11:41,216 --> 01:11:45,216
เทคโนฯ เท่านั้นถึงได้ใช้นะคะ เพราะว่ามันแพงมากนะ ถ้ามันเป็นรุ่นแรก ๆ

727
01:11:46,168 --> 01:11:50,168
มีอยู่แค่ มศว. กับจุฬาฯ ในประเทศไทยมีอยู่แค่ 2 ที่นะคะ

728
01:11:55,617 --> 01:11:57,361
มาถึงเครื่องฉายที่อยู่ในยุคเราแล้วค่ะ คือ ดิจิทัล

729
01:11:57,361 --> 01:12:01,361
ดิจิทัลนะคะ

730
01:12:03,013 --> 01:12:05,724
หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า Digital Projecter หรือเรียกสั้น ๆ ว่า

731
01:12:05,724 --> 01:12:09,724
โปรเจคเตอร์

732
01:12:11,021 --> 01:12:15,021
โปรเจคเตอร์เนี่ยตรงรูนะคะโปรเจคเตอร์นะคะต้องถ่ายภาพดิจิทัล

733
01:12:18,279 --> 01:12:22,279
ทำให้ภาพมันขยายใหญ่ขึ้นนะ มันก็เป็นอุปกรณ์หนึ่งที่ทำให้

734
01:12:23,067 --> 01:12:24,543
เราใช้งานสะดวกสบายมากขึ้นนะคะ เมื่อก่อนการที่คุณครูจะสอนอะไร

735
01:12:24,543 --> 01:12:26,024
น่ะ เขียนบนกระดานน่ะ

736
01:12:26,024 --> 01:12:30,024
มันใช้เวลา

737
01:12:30,344 --> 01:12:33,894
เห็นภาพก็ไม่ชัดเจน อย่างบางคนน่ะ ว่ารูปไม่สวยน่ะ

738
01:12:33,894 --> 01:12:37,894
อยากได้สอนวิทยาศาสตร์คุณโอ๋ไม่ว่ารูปดอกไม้อย่างนี้

739
01:12:39,089 --> 01:12:42,109
สวยเหมือนครูศิลปะอ่ะค่ะแต่อยากให้เด็กได้เห็นภาพดอกไม้อ่ะค่ะ

740
01:12:42,109 --> 01:12:46,109
พอมีเครื่องฉาย

741
01:12:47,571 --> 01:12:49,539
มันก็ทำให้เราสามารถเอาภาพในอินเตอร์เน็ตแต่สามารถให้ผู้เรียนใช้ได้อย่างสม

742
01:12:49,539 --> 01:12:53,539
จริงด้วย

743
01:12:55,697 --> 01:12:59,697
ไม่ว่าจะเป็นภาพนิ่งก็ฉายได้ วิดีโอก็ฉายได้นะคะ กระดานดำ

744
01:13:00,444 --> 01:13:04,444
ไม่สามารถทำให้ผู้เรียนเห็นภาพเคลื่อนไหวได้ โปรเจกเตอร์ก็สามารถทำหน้า

745
01:13:08,627 --> 01:13:12,167
สิ่งที่เราจะมาเรียนวันนี้นะคะ เราจะต้องรู้ว่าเราจะเลือกใช้เครื่องฉายหรือเลือก

746
01:13:12,167 --> 01:13:16,167
เครื่อฉายอย่างไรนะคะ จริง ๆ ระบบของมันน่ะ

747
01:13:16,593 --> 01:13:19,228
มันมีหลายระบบนะนะคะ ระบบ LCD เคยได้ยินไหม

748
01:13:19,228 --> 01:13:22,233
LCD

749
01:13:22,233 --> 01:13:25,036
เคย... เด็ก ๆ ต้องไปเดินผ่าน

750
01:13:25,036 --> 01:13:29,036
ไอ้นี่ Power Buy

751
01:13:31,545 --> 01:13:35,545
น่ะ พวกอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ TV LCD นี้นะคะ หรือ DLP

752
01:13:37,823 --> 01:13:41,823
การแสดงผลมันจะต่างกันนะคะ LCos DLA ก็พวกในโรงหนัง

753
01:13:43,003 --> 01:13:46,380
เราไม่มีเงินซื้อหรอก LCos DLA ก็จะเป็นพวกโรงหนังมากกว่านะคะ

754
01:13:46,380 --> 01:13:47,844
หลัก ๆ 2 อันที่เราต้องรู้นะคะ

755
01:13:47,844 --> 01:13:51,844
LCD ค่ะ

756
01:13:51,880 --> 01:13:55,880
LCD ถ้าสมมติว่า ผอ.

757
01:13:56,001 --> 01:13:59,737
บอกครูได้งบมาได้งบจัดผ้าป่ามา

758
01:13:59,737 --> 01:14:01,623
ต้องได้จากผ้าป่า งบรวมไม่ค่อยได้หรอก

759
01:14:01,623 --> 01:14:03,527
ได้เงินจากผ้าป่ามา

760
01:14:03,527 --> 01:14:07,527
ให้ครูไปซื้อ

761
01:14:07,962 --> 01:14:10,713
Projecter เอาไว้ฉายหนังให้เด็กดู

762
01:14:10,713 --> 01:14:12,175
เราต้องเลือกแบบ LCD นะ

763
01:14:12,175 --> 01:14:15,343
ฉายหนัง

764
01:14:15,343 --> 01:14:17,961
ฉายภาพยนตร์เนี่ยนะคะ

765
01:14:17,961 --> 01:14:20,137
เพราะว่าอะไร เพราะว่า LCD

766
01:14:20,137 --> 01:14:22,518
มันทำให้สีสวยค่ะ

767
01:14:22,518 --> 01:14:25,332
รายละเอียดเก็บรายละเอียดสีได้ดี

768
01:14:25,332 --> 01:14:28,064
นะคะ LCD นี่สวย

769
01:14:28,064 --> 01:14:32,064
เหมาะกับการฉายภาพยนตร์

770
01:14:33,308 --> 01:14:37,308
พวกภาพต่าง ๆ นี่นะคะ LCD จะสวยกว่านะคะ

771
01:14:37,427 --> 01:14:39,195
แต่ถ้า ผอ

772
01:14:39,195 --> 01:14:43,195
. ผอ. บอกครูไป

773
01:14:46,075 --> 01:14:47,234
ซื้อ Projector ที่เอาไว้ในห้องเรียนหน่อยนะคะ ในห้องเรียนหน่อย

774
01:14:47,234 --> 01:14:51,234
ห้องเรียน

775
01:14:52,342 --> 01:14:54,332
ก็จะต้องมีการนำเสนองานใช่เปล่า หรือครูฉาย Powerpoint

776
01:14:54,332 --> 01:14:56,012
มันจะมีตัวหนังสืออยู่

777
01:14:56,012 --> 01:14:59,418

778
01:14:59,418 --> 01:15:03,418
DLP ทำให้ตัวหนังสือของเรานี่ มันคมชัดกว่า

779
01:15:04,763 --> 01:15:06,017
ฉะนั้น ถ้าในห้องเรียนการนำเสนอต่าง ๆ D

780
01:15:06,017 --> 01:15:08,508
LP จะทำได้ดีกว่า

781
01:15:08,508 --> 01:15:09,968
ฉะนั้น หลัก ๆ เราต้องรู้ 2 ระบบนี้

782
01:15:09,968 --> 01:15:10,996
LCD

783
01:15:10,996 --> 01:15:11,822
ฉายหนัง

784
01:15:11,822 --> 01:15:13,244
สวย

785
01:15:13,244 --> 01:15:15,286
สีสวยค่ะ

786
01:15:15,286 --> 01:15:16,812
ส

787
01:15:16,812 --> 01:15:20,812

788
01:15:21,461 --> 01:15:23,177
่วน DLP เราจะใช้กับการนำเสนอตัวหนังสือได้ดีกว่า

789
01:15:23,177 --> 01:15:26,673
ใช้ได้ดีกว่านะคะ

790
01:15:26,673 --> 01:15:30,673
แต่ถ้าถามครูนะ

791
01:15:32,052 --> 01:15:34,772
ถ้าเวลาที่เราไปเลือกนะ ครูเชียร์อันนี้นะ มันขายของนะ

792
01:15:34,772 --> 01:15:37,923
เพราะเวลาซื้อProjector

793
01:15:37,923 --> 01:15:38,481
พวกนี้ เราต้องนึกถึงตอน Matanance ด้วยบอกมัน

794
01:15:38,481 --> 01:15:39,753
มัน

795
01:15:39,753 --> 01:15:43,753
มันเสีย

796
01:15:45,729 --> 01:15:47,775
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ มันเสียได้นะ แต่เครื่องนึงมันเป็นแสนอย่างนี้ถ้าสมมติว่าดีเอาครีม

797
01:15:47,775 --> 01:15:49,536
มันเปลี่ยนแค่ชิปไง

798
01:15:49,536 --> 01:15:51,056
มันเปลี่ยนแค่ชิป

799
01:15:51,056 --> 01:15:55,056
ใช้ระบบชิป

800
01:15:55,088 --> 01:15:57,152
เขาอาจจะแกะเครื่อง ถ้าแกะเครื่องแล้วก็เปลี่ยน ช

801
01:15:57,152 --> 01:16:00,256
ิป สมมติเครื่องหนึ่งแสนหนึ่ง

802
01:16:00,256 --> 01:16:01,693
ชิบได้ประมาณหมื่นถึง 15,000

803
01:16:01,693 --> 01:16:05,322
มันก็ยังพอเปลี่ยนได้นะ

804
01:16:05,322 --> 01:16:09,322
แต่ถ้าสมมุติว่า LCD เสีย

805
01:16:11,363 --> 01:16:14,889
มันต้องเปลี่ยน Panel น่ะ 3 แผ่นนะ ที่ทำให้เกิดสีน่ะค่ะ สมมติเครื่องแสง

806
01:16:14,889 --> 01:16:18,651
LCD นี่ตกไปประมาณ 80,000 บาท

807
01:16:18,651 --> 01:16:22,651
Panel นี่

808
01:16:23,924 --> 01:16:26,370
แล้วมันคุ้มค่ากับการเปลี่ยนไหม มันต้องชั่งใจน่ะ นึกออกไหมแค่นั้นน่ะ

809
01:16:26,370 --> 01:16:30,073
เสียนี่ก็คือแบบ

810
01:16:30,073 --> 01:16:34,073
ปวดใจน่ะ ปวดใจในการซ่อมน่ะนะคะ ฉะนั้น

811
01:16:35,623 --> 01:16:38,736
อันนี้มันก็จะไว้ใช้งานแบบโรงหนัง

812
01:16:38,736 --> 01:16:42,736
น่ะ โรงหนังมากกว่า แต่ปัจจุบัน

813
01:16:43,713 --> 01:16:47,713
นี่ส่วนมากก็ DLP ทั้งนั้นแหละนะคะ ในมหาลัยเราก็ใช้ DLP นะคะ

814
01:16:48,568 --> 01:16:52,568
ใช่ คล้าย ๆ เลย

815
01:16:56,170 --> 01:16:58,148
คล้าย ๆ คล้าย ๆ อย่างนั้นเลย เพราะว่า LCD มันเป็นระบบเก่าค่ะ

816
01:16:58,148 --> 01:17:00,166
แต่ DLP แต่อาจารย์นุชคิดว่ามัน

817
01:17:00,166 --> 01:17:04,166
ถ้าเสร็จของแต่ละที่เหมือนกัน

818
01:17:07,028 --> 01:17:07,780
หรืออาจจะเป็นโรงงานเดียวกันก็อาจจะได้นัดกับใครคนละไลน์ไงไม่ ให้ทับไลน์กันอย่างนี้ อันนี้

819
01:17:07,780 --> 01:17:08,807
สำหรับ

820
01:17:08,807 --> 01:17:12,807
ขายสำหรับ

821
01:17:14,401 --> 01:17:16,045
คนรวยที่มีปัญญาซ่อมหรืออะไรอย่างนี้ อันนี้ก็แบบประมาณหนึ่งอะไรอย่าง

822
01:17:16,045 --> 01:17:18,607
นี้ มันก็เป็นกลไกของ

823
01:17:18,607 --> 01:17:22,607
การตลาดเขาเหมือนกันนะคะ

824
01:17:27,005 --> 01:17:29,490
อีกอันหนึ่ง อันนี้เริ่มเป็นถ่าย 3 มิติและเมื่อกี้ เราใช้แค่ 2

825
01:17:29,490 --> 01:17:33,490
ใช่ค่ะ จาก

826
01:17:36,051 --> 01:17:40,051
Projector นี่ มัน 2 มิตินะ แต่ขึ้นใช้บางชนิดค่ะ อย่างโฮโลแกรมนี่มันทำให้เราเห็นเป็นภาพ 3 มิติ

827
01:17:44,098 --> 01:17:48,098
เมื่อก่อนนี่มันเป็นแค่ฝันนะน่ะ แต่ปัจจุบันน่ะมันทำให้เราเห็นเป็น 3 มิติแล้ว ครูเชื่อว่าอีก

828
01:17:48,199 --> 01:17:52,199
ต่างประเทศเขาก็ใช้แล้วนะ เมืองไทยครู

829
01:17:54,840 --> 01:17:58,840
... 5 ปีแล้วไปไหม ประมาณ 5-10 ปีหน้าจะเริ่มมีแล้ว ครูวิทยาศาสตร์ก็เริ่มสั่งแล้ว

830
01:18:00,521 --> 01:18:02,872
สุรนารีเขาก็มีแล้วนะคะ 3 มิติก็จะทำให้เราเห็นภาพชัดเจนมากขึ้น

831
01:18:02,872 --> 01:18:06,872
เห็นชัดเจนมากขึ้น

832
01:18:08,677 --> 01:18:12,677
นะคะ ยังบางคนนี่เขาก็มาทำอันนี้ โฮโลแกรม อยากให้เห็นภาพชัด

833
01:18:14,168 --> 01:18:18,168
ๆ อันนี้คือในทางอุตสาหกรรมมเขาเอามาทำแบบเนี้ย

834
01:18:21,708 --> 01:18:23,441
รู้จัก D2B ไหมเด็ก ๆ อันนี้ค่ะ โนี้ค่ะ

835
01:18:23,441 --> 01:18:25,836
อันนี้เขา Helogram คนนะ

836
01:18:25,836 --> 01:18:29,836
เขาเป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้นนะ

837
01:18:31,264 --> 01:18:35,264
มันมีลักษณะเหมือนจริง ๆ นะคะ

838
01:18:36,689 --> 01:18:40,689
อันนี้คือเขาเสียชีวิต

839
01:18:40,755 --> 01:18:42,661
ไปแล้ว แต่เขาอยากให้กลับมา ให้เห็น

840
01:18:42,661 --> 01:18:45,806
บรรยากาศ คนที่อยู่ตรงกลางนี่

841
01:18:45,806 --> 01:18:49,806
ไม่ใช่คน แต่เป็นโปรแกรมที่สร้างขึ้น

842
01:18:51,888 --> 01:18:55,888
คนข้าง ๆ นี่ เป็นคนจริง ๆ ฉะนั้น มันทำให้มันมากขึ้น

843
01:18:56,107 --> 01:19:00,107
น่ะ เวลาฉาย ฉายโฮโลแกรมอย่างนี้นะคะ

844
01:19:15,039 --> 01:19:19,039
วันนี้เหมือนเดิมก็มีแค่เครื่องกับพี่อ้อแล้ว

845
01:19:20,845 --> 01:19:24,009
แต่อยากให้เห็นโฮโลแกรม ว่ามันเป็นอ

846
01:19:24,009 --> 01:19:28,009
ย่างไร มันก็จะเห็น 3 มิตินะคะ 3 มิติ

847
01:19:29,704 --> 01:19:33,704
ที่มันเห็นชัดมากกว่านะคะ ข้างหน้า ข้างหลัง เห็นหมดเลยนะคะ

848
01:19:40,086 --> 01:19:42,288
ก็คิดว่าน่าจะประมาณ 5-10 ปี ก็อย่างโรงเรียนสุระฯ เขามีแล้ว

849
01:19:42,288 --> 01:19:46,288
อยู่หมวดวิทย์นะคะ อยู่หมวดวิทย์

850
01:19:47,078 --> 01:19:51,078
ฯ ทีนี้สิ่งที่เราต้องรู้ค่ะ

851
01:19:52,850 --> 01:19:56,850
เครื่องฉายเลือกอย่างไร เครื่องฮายจะเลือกอย่างไรเราจะเลือกดูที่ ค่ะ

852
01:19:58,072 --> 01:20:02,072
ที่ลูกเหม็นคือค่าความสว่างนะคะ ค่าความสว่างนะคะ

853
01:20:02,124 --> 01:20:03,625
เล็กเราก็เลือก 1,000 ถึง 1,500

854
01:20:03,625 --> 01:20:07,066
ห้องกลาง

855
01:20:07,066 --> 01:20:11,066
สูงขึ้นมาหน่อย 1500 ถึง 2,000

856
01:20:12,120 --> 01:20:14,767
ขนาดใหญ่ก็ 2,000-3,000 นะคะ คำถาม

857
01:20:14,767 --> 01:20:18,506
ถ้า

858
01:20:18,506 --> 01:20:22,506
สมมติว่าเราเลือก

859
01:20:23,998 --> 01:20:27,137
lumen 3,000 น่ะ เลือกแบบสูงสุดไปเลยน่ะ 3,000

860
01:20:27,137 --> 01:20:28,489
แต่เอามาฉายกับห้องขนาดเล็ก

861
01:20:28,489 --> 01:20:32,489
จะเกิดอะไรขึ้น

862
01:20:32,979 --> 01:20:36,979
คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น

863
01:20:42,734 --> 01:20:46,734
ถ้าเอา lumen 3,000 เอาสูงไปเลยน่ะ แล้วไปฉายห้องเล็กน่ะจะเกิดอะไรขึ้น

864
01:20:47,260 --> 01:20:50,089
จะไม่เกิดอะไรค่ะ มันจะ

865
01:20:50,089 --> 01:20:51,867
ปรับให้เราแค่ 1,500

866
01:20:51,867 --> 01:20:53,412
แต่ถามว่า

867
01:20:53,412 --> 01:20:56,284
คุ้มค่าไหม

868
01:20:56,284 --> 01:21:00,284
ไม่คุ้มค่า

869
01:21:00,944 --> 01:21:03,431
คือ คุณเอามา 3000 แต่มันใช้ได้แค่ 1,500

870
01:21:03,431 --> 01:21:04,429
ที่เหลือไม่ได้ใช้งานเลย

871
01:21:04,429 --> 01:21:07,771
น่ะ คุ้มค่าไหม

872
01:21:07,771 --> 01:21:10,186
ไม่คุ้มค่า ก็ไม่ควรนะ ไม่ควร

873
01:21:10,186 --> 01:21:10,965
นะคะ มันส่อถึงความทุจริต

874
01:21:10,965 --> 01:21:13,936
ด้วยเหมือนกัน

875
01:21:13,936 --> 01:21:17,936
สั่งมาแพงไง แน่นอน แพงแล้วแบบ

876
01:21:18,232 --> 01:21:22,232
ร้านค้าก็ได้หั้วกันเลยอย่างนี้นะคะ อันนี้ก็เคยเจออันนี้ก็

877
01:21:24,224 --> 01:21:28,224
ต้องระวังนะคะ เพราะว่าเราอย่างที่บอกเราเป็นครูพัสดุน่ะค่ะ การจัดซื้อจัดจ้างทุกอย่างมัน

878
01:21:29,726 --> 01:21:31,718
ต้องเหมาะสมในเหตุผล

879
01:21:31,718 --> 01:21:34,754
อันนี้ไปตรวจแล้วเจออย่างนี้เหมือนกัน

880
01:21:34,754 --> 01:21:38,754
มันไม่ได้แค่เครื่อง 2 เครื่องนะ

881
01:21:40,296 --> 01:21:44,296
เวลาสั่งน้ำมันเป็น 100 เครื่อง 10 เครื่องนี้นะคะ อันนี้ก็สูญเสียเงิน

882
01:21:44,855 --> 01:21:48,792
ที่มันไม่คุ้มค่าค่ะ ไปเป็น 100,000,0000 น่ะนึ กออกไหม

883
01:21:48,792 --> 01:21:52,792
ฉะนั้น ก็ไม่เหมาะสม แต่กลับกันค่ะ

884
01:21:55,101 --> 01:21:59,101
ถ้าเราเลือก 1,500 lumen 1,200-1,500

885
01:22:00,839 --> 01:22:02,608
มันเหมาะกับห้องขนาดเล็กนะ แต่ไฟฉายกับห้องขนาดใหญ่ อย่างเช่น

886
01:22:02,608 --> 01:22:05,531
อาคารอเนกประสงค์ อย่างนี้

887
01:22:05,531 --> 01:22:06,691
ที่มันต้องการ Lumen ตั้ง 2,000

888
01:22:06,691 --> 01:22:10,168
เกิดอะไรขึ้น

889
01:22:10,168 --> 01:22:14,168
คิดว่าจะเกิดอะไรขึ้น

890
01:22:15,304 --> 01:22:19,304
ภาพจะไม่ชัด เก่งมาก ภาพจะไม่ชัด

891
01:22:20,461 --> 01:22:24,457
นึกออกไหม เวลาฉาย

892
01:22:24,457 --> 01:22:26,256
Projector เราไปสังเกตนะ ตอนอยู่อาคารอเนกประสงค์น่ะ ห้องสุวัน

893
01:22:26,256 --> 01:22:28,348
31 ห้องสโลป

894
01:22:28,348 --> 01:22:31,112
น่ะค่ะ Projector มันไม่ได้อยู่ตรงนี้นะ

895
01:22:31,112 --> 01:22:33,566
Projector เขาต้องถอยออกไป

896
01:22:33,566 --> 01:22:37,566
เขาต้องถอยเกือบไปเกือบสุด

897
01:22:37,622 --> 01:22:39,609
สุดห้องเลยค่ะ ให้เห็นทั้งจอไง

898
01:22:39,609 --> 01:22:43,609
ฉะนั้น ไกล

899
01:22:46,956 --> 01:22:49,950
ห้องขนาดใหญ่ทำไมมันต้องใช้ Lumen เยอะเพราะว่ามันต้องส่องแสง ระยะเวลาส่องแสงมาไกลไง

900
01:22:49,950 --> 01:22:53,950
ที่จะต้องฉายให้เห็นนะคะ ฉะนั้น

901
01:22:55,240 --> 01:22:59,240
ขนาดเล็กเอาไปฉายขนาดใหญ่ มีปัญหาค่ะ ภาพจะไม่ชัด

902
01:23:02,453 --> 01:23:05,262
แต่ขนาดใหญ่ขนาดเล็ก ไม่เกิดประโยชน์อะไร สิ่งที่คุณครู

903
01:23:05,262 --> 01:23:09,262
มันทำ คือ เลือกให้เหมาะสม

904
01:23:09,737 --> 01:23:13,737
เลือก Lumen ให้เหมาะสมนะคะ เลือก Lumen ให้เหมาะสมกับ

905
01:23:15,334 --> 01:23:19,334
ขนาดของห้องนะคะ กับขนาดของห้อง มันมีบอกค่ะ มันมีบอก

906
01:23:21,055 --> 01:23:25,055
Lumen ขนาดเท่าไร มันมีบอกหมดเลยนะคะ ให้เหมาะสมนะคะ เลือกให้เหมาะ

907
01:23:27,069 --> 01:23:31,069
ไม่ใช่ว่าเลือกสูง ๆ ไว้ก็ไม่คุ้มค่า ส่อทุจริตได้เหมือนกันนะคะ

908
01:23:31,504 --> 01:23:35,504
เพราะว่ามันไม่ได้ใช้งานไง เหมือนอีเครื่องเสียงแหละ

909
01:23:36,893 --> 01:23:40,893
ซื้อมาเยอะ ๆ เราไม่ได้ใช้ ก็ไม่มีประโยชน์อะไร วิธีดูแลรักษา ก็

910
01:23:42,794 --> 01:23:45,937
ปัดฝุ่นหน่อยนะคะ ไม่ต้องบ่อยหรอก แต่ก็บางครั้งมันก็มีฝุ่นไปเกาะ ก็ทำให้

911
01:23:45,937 --> 01:23:47,071
ภาพไม่ชัดได้เหมือนกันนะคะ และ

912
01:23:47,071 --> 01:23:49,512
การเก็บ

913
01:23:49,512 --> 01:23:50,800
นะคะ เครื่องฉาย ด้วยความ

914
01:23:50,800 --> 01:23:54,800
ที่มัน

915
01:23:56,204 --> 01:24:00,204
... หลอดฉายมันร้อนนะ เปิดไปนาน ๆ นี่มันร้อน สิ่งที่เราต้องทำ คือ

916
01:24:03,115 --> 01:24:07,115
ให้พัดลมทำงานระบายความร้อนให้หมดก่อนค่อยถอดปลั๊ก อันนี้รวมถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์

917
01:24:07,826 --> 01:24:10,590
ทุกชนิดนะ ที่อาศัยความร้อนนะ คอมพิวเตอร์ อย่างนี้คอมพิวเตอร์ปัญหาที่

918
01:24:10,590 --> 01:24:14,590
เสียบ่อย คือ ทุกคนชักปลั๊กออก

919
01:24:16,385 --> 01:24:18,232
ไม่รอให้ระบายความร้อนออกก่อน อย่างนี้นะคะ อีโน้ตบุ๊กอย่างนี้นะคะ

920
01:24:18,232 --> 01:24:22,232
Notebook กับพี่สาว

921
01:24:23,634 --> 01:24:25,149
น่ะ พี่สาวครูใช้ 2-3 ปีก็พังแล้ว ครูนีูสังเกตพฤติกรรม

922
01:24:25,149 --> 01:24:29,149
เดินทางบ่อยจังพ่อ

923
01:24:30,989 --> 01:24:34,865
ก็แบบดึงปลั๊กทันทีแบบเก็บปุ๊บอย่างนี้นะคะ ก็ทำให้

924
01:24:34,865 --> 01:24:38,865
อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เสียหายได้เหมือนกันนะคะ ทั้งที่ซื้อพร้อมกันน่ะ

925
01:24:40,290 --> 01:24:42,268
แต่คนหนึ่งแบบดูแลรักษาเป็นอย่างนี้นะคะ ก็ทำให้ยืดอายุการใช้งานได้เหมือนกัน

926
01:24:42,268 --> 01:24:46,268
Projector ก็เหมือนกันนะคะ

927
01:24:48,524 --> 01:24:51,673
มาถึงเครื่องฉาย 3 มิติ อันนี้รู้ไว้หน่อย มันเรียกว่า

928
01:24:51,673 --> 01:24:54,369
Visualizer อีนี่ค่ะ ฉายได้ทุกอย่างเลย ครูชอบมาก

929
01:24:54,369 --> 01:24:56,849
ใส่ได้ ทุกอย่างเลย

930
01:24:56,849 --> 01:25:00,849
อะไร

931
01:25:00,915 --> 01:25:04,575
ล่ะ ต้นไม้ ต้นไม้น่าจะยาก อะไรที่มันอยู่ในนี้ได้

932
01:25:04,575 --> 01:25:06,137
อะไที่มันอยู่ในแป้นวางได้นี่ ใบไม้

933
01:25:06,137 --> 01:25:10,137
อะไรต่าง ๆ นี่

934
01:25:11,910 --> 01:25:15,910
ส่องได้หมดเลยนะคะ ขอให้มาอยู่ใน area พื้นที่ที่มันสามารถวางได้นะคะ น

935
01:25:20,811 --> 01:25:22,323
่ อันนี้เรียก Visualizer นะคะ ก็มีหลอดไฟ หลอดไฟทำให้สามารถ

936
01:25:22,323 --> 01:25:24,592
ส่องภาพได้นะคะ

937
01:25:24,592 --> 01:25:28,592
มาถึงตรงนี้

938
01:25:29,848 --> 01:25:33,848
อันนี้จะมอบรางวัลให้ทุกคน เพราะว่าวันนี้เราเรียนหนักนะคะ

939
01:25:35,354 --> 01:25:36,699
ในนี้จะมีดาวซ่อนอยู่... เอ้ย จะมีคะแนนซ่อนอยู่นะคะ ในดาว

940
01:25:36,699 --> 01:25:39,441
คะแนนซ่อนอยู่นะคะ

941
01:25:39,441 --> 01:25:43,441
มีสีน้ำเงิน

942
01:25:45,019 --> 01:25:48,663
สีแดง สีเหลือง ทุกคนเลือกมา 1 ดาวค่ะ ให้เลือกมา 1 ดาว

943
01:25:48,663 --> 01:25:52,663
ในนี้จะมีคะแนนซ่อนอยู่นะคะ ครูจำไม่ได้หรอกว่าคะแนนอะไร

944
01:25:53,805 --> 01:25:56,078
ให้เลือกมาคนละ 1 นะคะ รางวัลของความเหนื่อยล้าวันนี้

945
01:25:56,078 --> 01:26:00,078
วันนี้จะมีคะแนน

946
01:26:02,530 --> 01:26:04,162
ไม่รู้ว่าดาวแต่ละดาวนี่จะมีคะแนนเท่าไร เลือกมา พิมพ์ในช่องแชต พิมพ์ในช่องแชต

947
01:26:04,162 --> 01:26:08,162
ใส่รหัสด้วยนะ

948
01:26:18,565 --> 01:26:22,565
ใครมีชีวิตอยู่ถึงตรงนี้จะได้คะแนนนะคะ คะแนนพิเศษไป

949
01:29:13,241 --> 01:29:16,924
เอาสี... สีแดงกับน้ำเงินค่อนข้างเยอะนะ

950
01:29:16,924 --> 01:29:20,924
เอาอะไรก่อนดี

951
01:29:23,763 --> 01:29:26,287
เอาแดงนะ เอาแดงดูก่อนนะคะ

952
01:29:26,287 --> 01:29:29,341
แดง แดง

953
01:29:29,341 --> 01:29:33,341
นะคะ

954
01:29:35,531 --> 01:29:39,531
แดง 1 แดง 1 ไข่เ

955
01:29:44,329 --> 01:29:45,969
ลือกแดงบ้าง ก็ไม่แน่นะอาจจะมีได้คะแนน ไม่ได้คะแนนนะ อยากเห็นอะไรคะ

956
01:29:45,969 --> 01:29:49,969
เหลืองนะ เหลือง

957
01:29:50,765 --> 01:29:54,765
นะ ดูก่อน เหลืองนะคะ

958
01:29:56,431 --> 01:30:00,431
สูงสุด คือ ค่าต่ำสูงสุด 5 แต้ม สูงสุด คือ 5 แต้ม

959
01:30:01,185 --> 01:30:02,020
สูงสุด คือ 5 แต้ม มาดู มาดู มาดู มาดู

960
01:30:02,020 --> 01:30:04,599

961
01:30:04,599 --> 01:30:08,599
เหลืองนะ เ

962
01:30:12,173 --> 01:30:16,173
หลือง ถ้าเหลืองได้ 3 แปลว่าน้ำเงินก็จะได้

963
01:30:17,143 --> 01:30:21,143
5 แต้มนะคะ

964
01:30:22,384 --> 01:30:26,384
ไม่ต้องเสียใจ ไม่ต้องเสียใจ ได้คะแนนฟรี ๆ

965
01:30:30,952 --> 01:30:34,952
โอเคนะ เดี๋ยวคะแนนครูไปเพิ่มให้ตามนี้นะคะ

966
01:30:40,838 --> 01:30:44,838
โอเค กลับมา กลับมา อีกสิ่งหนึ่งค่ะ ยังไม่หมดนะ

967
01:30:45,899 --> 01:30:49,100
นอกจากเรื่องเครื่องฉายต้องดู Lumen แล้วนะคะ อีกสิ่งหนึ่ง

968
01:30:49,100 --> 01:30:52,404
ไม่ว่าคุณจะเลือกเครื่องฉายดีแค่ไหน

969
01:30:52,404 --> 01:30:56,337
น่ะ คุณดันเอาไปฉายกับผนัง

970
01:30:56,337 --> 01:30:58,440
น่ะ ถามว่าคุณสมบัติมันจะช่วยให้เห็นภาพคมชัดไหม

971
01:30:58,440 --> 01:31:02,440
ก็ไม่ ฉะนั้น

972
01:31:03,729 --> 01:31:07,729
จอรับภาพก็มีผลที่ทำให้ภาพคมชัดด้วยเหมือนกันนะคะ

973
01:31:09,116 --> 01:31:13,116
ฉะนั้น หลายคนหรือเครื่องฉายถูกน่ะ จะไปตกม้าตายตอนที่ฉายเข้าผนังนี่แหละ

974
01:31:14,688 --> 01:31:17,912
จบกันเลยนะ ความคมชัด LCD DLP ที่ต้องมาจบนะ

975
01:31:17,912 --> 01:31:21,912
จบเลยนะ พอฉายเข้าไอ้นี้ค่ะ

976
01:31:23,325 --> 01:31:26,156
เข้าเจาะผนังน่ะ มันไม่สามารถที่จะแสดงภาพได้ชัดอยู่แล้วนะคะ

977
01:31:26,156 --> 01:31:30,156
จอฉายภาพเลยมีผลนะคะ

978
01:31:32,178 --> 01:31:33,508
เข้าฉายภาพมีคุณสมบัติหลายอันนะคะ ว่าวัสดุวัสดุที่ทำ

979
01:31:33,508 --> 01:31:34,773
มีหลายอัน

980
01:31:34,773 --> 01:31:38,773
จอฉายภาพ

981
01:31:39,803 --> 01:31:43,803
สี่เหลี่ยมเหมือนกันนะคะ แต่วัสดุต่างกันนะ จอแก้ว

982
01:31:46,180 --> 01:31:49,013
สะท้อนแสงได้ดี แต่ทำมุมไม่ค่อยดีนะคะ จอผิวเรียบสะท้อนแสงไม่ดี

983
01:31:49,013 --> 01:31:51,157
แต่ทำมุมได้กว้างกว่านะคะ

984
01:31:51,157 --> 01:31:54,407
จอเงิน จอเงิน

985
01:31:54,407 --> 01:31:58,407
เด็ก ๆ เคยได้ยินไหม ดาราจอเงิน ดาราจอแก้ว

986
01:32:03,194 --> 01:32:07,194
วันนี้มันจะย้อนประวัติศาสตร์หน่อยนะ ดาราจอแก้ว ก็คือดาราที่

987
01:32:09,066 --> 01:32:12,188
ถ่ายละครดารา จอเงิน ก็คือถ่ายภาพยนตร์ มันมาจากจอเงินนี่แหละ

988
01:32:12,188 --> 01:32:15,169
จอเงินเมื่อก่อนมันใช้อลูมิเนียมค่ะ

989
01:32:15,169 --> 01:32:19,169
อลูมิเนียมในการขายนะคะ ไม่ค่อยดี

990
01:32:20,797 --> 01:32:24,797
เขาไม่ค่อยดีนะคะ และจอ Lenticular

991
01:32:26,369 --> 01:32:28,209
Lenticular ดีสุด ณ ปัจจุบันนะคะ มันเอาคุณสมบัติของจอแก้วกับจอ

992
01:32:28,209 --> 01:32:29,934
เรียบมารวมกันทำให้

993
01:32:29,934 --> 01:32:33,934
สะท้อนแสงก็ดี

994
01:32:34,625 --> 01:32:38,554
รับแสงก็ดีนะคะ ฉะนั้น เวลาไปซื้อ

995
01:32:38,554 --> 01:32:42,554
เดินไปบอกเขานะ ว่าขอซื้อ Lenticular

996
01:32:44,379 --> 01:32:45,387
มันดูมีความรู้ไง มันไม่โดนหลอกไงนึ กออกไหม ถ้าสมมติเราไปซื้อจอเฉย ๆ

997
01:32:45,387 --> 01:32:47,063
น่ะ จะเอา

998
01:32:47,063 --> 01:32:48,133
จะแก้วหรือตบผิวเรียบ

999
01:32:48,133 --> 01:32:49,754
ไอ้เราก็ได้

1000
01:32:49,754 --> 01:32:53,754
ถ้าเราแบ

1001
01:32:55,727 --> 01:32:59,727
Lenticular นี่มันดูมีความรู้ว่าหลอกมันไม่ได้นะนะคะ ก็จะทำให้เราได้

1002
01:33:00,300 --> 01:33:02,302
การสะท้อนแสงได้ดีและองศาได้

1003
01:33:02,302 --> 01:33:05,636
มีผลต่อการรับชม

1004
01:33:05,636 --> 01:33:08,399
ค่ะ เราสังเกตไหมในโรงหนังน่ะ

1005
01:33:08,399 --> 01:33:10,100
นะคะ ที่นั่งแต่ละที่ไม่เท่ากันนะ

1006
01:33:10,100 --> 01:33:14,100
เพราะอะไร

1007
01:33:14,185 --> 01:33:18,185
เพราะมันเกิดจากองศาตามรับชมนี่แหละนะคะ

1008
01:33:19,410 --> 01:33:23,410
ถ้าองศา ที่ได้เยอะใช่ไหมคะ  Lenticular

1009
01:33:23,543 --> 01:33:27,543
เหลือเที่ยวนิดเดียวเอง ตรงสีฟ้าคือชัดนะ

1010
01:33:29,520 --> 01:33:31,423
คือ เป็นองศาที่ชัด ส่วนอีสีขาวนี่ไม่ค่อยชัด แสดงว่าเวลาที่เรานั่ง

1011
01:33:31,423 --> 01:33:34,010
ที่นั่งแต่ละที่น่ะค่ะ

1012
01:33:34,010 --> 01:33:38,010
แสดงว่าอย่างนี้

1013
01:33:38,126 --> 01:33:42,126
ไม่ค่อยชัด มองไม่ค่อยชัดนะคะ ยิ่งถ้าจอใหญ่ ๆ

1014
01:33:44,057 --> 01:33:48,057
นี่ไม่ชัดเลยนะคะ จอเล็กยังพอมองเห็น แต่ถ้าสมมติเราไปจอโรงหนังที่มันจอใหญ่ ๆ

1015
01:33:49,434 --> 01:33:53,434
ไปนั่งข้างหน้าค่ะ เรามองไม่ชัดหรอองศามันทำให้มองเห็นไม่ชัดนะคะ ฉะนั้น

1016
01:33:53,472 --> 01:33:57,472
คุณสมบัติของจอมีผลต่อ

1017
01:33:59,481 --> 01:34:02,021
องศาที่รับชมด้วยเหมือนกันนะได้เยอะสุดหา 45 องศา

1018
01:34:02,021 --> 01:34:06,021
รอส่วนใหญ่ก็จะเป็น Lenticular หมดแหละ

1019
01:34:10,144 --> 01:34:13,265
มาถึงจัดห้องฉายนะคะ องค์ประกอบมีอะไรบ้าง จัดที่นั่งแล้วก็

1020
01:34:13,265 --> 01:34:17,265
ตั้งนะคะ อันนี้ก็หมดแล้วนะคะ อีกนิดหนึ่ง

1021
01:34:17,336 --> 01:34:20,841
แสงสว่างก็ต้องดูนะ ห้องห้องฉายนะคะ

1022
01:34:20,841 --> 01:34:24,841
อุปกรณ์ไหนใช้แสงสว่างได้นะคะ

1023
01:34:25,972 --> 01:34:29,972
การระบายอากาศก็สำคัญ

1024
01:34:31,621 --> 01:34:35,042
ถ้าห้องมันอับชื้นมันก็ไม่เหมาะสมกับการรับชมนะ พวก

1025
01:34:35,042 --> 01:34:39,042
ห้องเครื่องฉายนี่ มันมีผลต่อการรับชมนะคะ

1026
01:34:41,365 --> 01:34:45,365
ระบบเสียงก็มีผลนะคะ ระบบเสียงนะคะ เพราะว่าเวลาฉายนี่

1027
01:34:45,723 --> 01:34:49,723
มันฉายทั้งภาพและเสียงเลย

1028
01:34:49,980 --> 01:34:53,980
ควรที่จะดูระบบเสียงด้วยเหมือนกัน ห้องนี้ถือว่าดีอยู่นะ

1029
01:34:55,175 --> 01:34:58,912
มีผ้าม่านอะไรอย่างนี้นะคะ ไว้ซับเสียงหน่อย แต่ถ้าอาคาร 9

1030
01:34:58,912 --> 01:35:02,912
นี่ไม่ค่อยดีเท่าไร อาคาร 9 นี่ผ้าม่านหายไปหมดแล้ว

1031
01:35:08,404 --> 01:35:11,166
จัดที่นั่งนะคะ ไม่ควรเอา Projector แบบบัง

1032
01:35:11,166 --> 01:35:15,166
Projector ไม่ควรมีอะไรขีด

1033
01:35:15,400 --> 01:35:19,400
การติดตั้งนะคะ และจอเนีนี่

1034
01:35:20,303 --> 01:35:22,273
ห่าง 2-3 เท่านะคะ จอควรถามถึง 2-3 เท่า

1035
01:35:22,273 --> 01:35:24,905
ประมาณนี้กำลังดี

1036
01:35:24,905 --> 01:35:28,905
แถวที่ 2 ก็ยังเห็นกำลังดีนะคะ

1037
01:35:31,022 --> 01:35:32,676
แต่ก็ไม่ควรเกิน 6 เท่านั้น ข้างหลังห้องนี้โปรเจคเตอร์ข้างหลังก็ยังพอ

1038
01:35:32,676 --> 01:35:36,308
อยู่เขาคำนวณมาหมดแล้ว

1039
01:35:36,308 --> 01:35:40,308
อันไหนใกล้ ๆ ก็จะมองไม่เห็นนะคะ

1040
01:35:42,272 --> 01:35:46,272
และสุดท้ายค่ะ

1041
01:35:47,857 --> 01:35:49,898
การติดตั้งนะคะ การติดตั้ง เวลาที่เราเอา Projector ไปติดตั้ง

1042
01:35:49,898 --> 01:35:53,898
ข้างนอกน่ะค่ะ

1043
01:35:56,260 --> 01:35:59,033
เคยไหม เอา Projector ไปติดตั้งนอกสถานที่แล้วมันจะเจอเหตุการณ์แบบนี้ค่ะ

1044
01:35:59,033 --> 01:36:02,406
เบี้ยวเคยเป็นไหม

1045
01:36:02,406 --> 01:36:04,550
เคยใช่ไหมคะ ติดตั้ง

1046
01:36:04,550 --> 01:36:06,281
เอาไปติดตั้งข้างนอกจอเบี้ยว

1047
01:36:06,281 --> 01:36:10,108
เพราะว่าไร

1048
01:36:10,108 --> 01:36:14,108
เพราะว่า Projector กับจอรับภาพนี่

1049
01:36:15,592 --> 01:36:19,592
มันองศาไม่ได้ตั้งฉากกัน มันไม่ตรงกัน มันก็เลยทำให้

1050
01:36:20,931 --> 01:36:24,931
จอรับภาพมันบิดเบี้ยว ภาพมันบิดเบี้ยวนะคะ นึกออกไหม

1051
01:37:01,119 --> 01:37:02,112
Keystone Eff นี่แหละ จอไม่ชัด สิ่งที่คุณต้องรู้คือมันเรียกว่า "Keystone Eff" นะคะ

1052
01:37:02,112 --> 01:37:03,630
เกิดจอเบี้ยวแบบนี้นะคะ เรียก Keystone Effำแะสิ่งที่ต้องปรับ

1053
01:37:03,630 --> 01:37:07,559
ได้อย่างเดียวคือ

1054
01:37:07,559 --> 01:37:11,559
ต้องให้มันตรงเพราะว่ามันไม่ได้เอาไว้ใช้งานข้างนอก

1055
01:37:14,989 --> 01:37:16,940
ถ้าจะข้างนอกก็คือต้องมีเคมีอะไรมาติดตั้งให้มันชัดเจนน่ะค่ะ แก้ได้ทางเดียว คือ

1056
01:37:16,940 --> 01:37:20,940
Projector จะต้อง

1057
01:37:21,411 --> 01:37:25,411
ตรงกับจอรับภาพ องศาต้องตั้งฉากกันกับ

1058
01:37:27,429 --> 01:37:31,429
ภาพนะคะ ทางเดียวจะถามว่าถามว่าในในใน โปรเจคเตอร์นี่มันมี

1059
01:37:32,716 --> 01:37:35,645
ที่ไว้แก้คิดแต่มันเป็นการบีบภาพมันก็ไม่ได้แก้ไขให้ภาพ

1060
01:37:35,645 --> 01:37:38,570
เป๊ะขนาดนั้นนะคะ ฉ

1061
01:37:38,570 --> 01:37:42,570
ะนั้นนี่ ทำ ต้องทำให้องศามันตรงกันนะคะ

1062
01:37:48,018 --> 01:37:52,018
แค่นั้นแหละนะคะ สำหรับวันนี้นะคะ หมดแล้วนะคะ มีคำถามไ

1063
01:37:53,547 --> 01:37:57,547
หม เหลือเวลาอีก

1064
01:38:31,147 --> 01:38:32,604
พูดใส่ไมค์เดี๋ยวครูจะให้เวลา 10 นาทีนะคะ 10 นาที

1065
01:38:32,604 --> 01:38:34,014
อยากไปเร็วก็จะให้เวลาน้อย

1066
01:38:34,014 --> 01:38:38,014
10 นาที

1067
01:38:38,507 --> 01:38:42,354
ให้เรานะคะ ตอบคำถามครูในลิงก์นะคะ

1068
01:38:42,354 --> 01:38:43,484
ใส่อีเมล ชื่อ-สกุล

1069
01:38:43,484 --> 01:38:47,484
รหัส

1070
01:38:47,499 --> 01:38:49,064
ครูส่งไปในลิงก์แล้วนะคะ สาขาการศึกษาพิเศษ

1071
01:38:49,064 --> 01:38:50,923
สิ่งที่

1072
01:38:50,923 --> 01:38:54,923
คำถามข้อแรก

1073
01:38:56,988 --> 01:39:00,988
สิ่งที่เรารู้สึกว่าเราเรียนรู้ได้ดีที่สุดน่ะนะคะ มันต้องมีสักเรื่องแหละวันนี้ เอามาสักเรื่อง

1074
01:39:03,928 --> 01:39:07,928
ที่เข้าใจที่สุด เรื่องนี้ถามถามฉันได้เลย ฉันรู้เรื่องมากนะคะ

1075
01:39:09,513 --> 01:39:13,513
ข้อที่ 2 สิ่งที่ทำให้รู้สึกว้าว หรือไม่เคยรู้มาก่อน

1076
01:39:13,550 --> 01:39:17,550
มีแบบนี้ด้วยเหรอโลกใบนี้นะคะ  ที่เขียนไปนะคะ

1077
01:39:17,584 --> 01:39:20,664
3. สิ่งที่ยังไม่ค่อยเข้าใจนะคะ มันต้องมีบ้างสักเรื่องแหละ

1078
01:39:20,664 --> 01:39:22,359
ถ้าเข้าใจหมดก็ไม่เป็นไรนะ ผม

1079
01:39:22,359 --> 01:39:26,359
เป๊ะมากเรื่องนี้ ผม

1080
01:39:27,973 --> 01:39:29,670
เข้าใจทุกเรื่อง และ 4. ที่สำคัญค่ะ สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้

1081
01:39:29,670 --> 01:39:31,480
วันนี้ให้ได้มากที่สุด

1082
01:39:31,480 --> 01:39:35,480
นะคะ ข้อนี้

1083
01:39:38,390 --> 01:39:42,353
ถ้าเขียนได้เยอะ ก็จะได้ 5 คะแนนเต็มไป ฉะนั้น วันนี้ถ้าสมมติว่าใครที่ได้ดาว 5 คะแนน

1084
01:39:42,353 --> 01:39:46,353
แล้วก็ทำอันนี้ได้เยอะ ๆ อีก ก็จะได้เป็น 10 คะแนนเลยนะ

1085
01:39:47,242 --> 01:39:51,242
10 นาที ให้เวลา 10 นาทีนะคะ

1086
01:39:54,311 --> 01:39:55,954
10 นาที แล้วเดี๋ยวครูจะปิดระบบนะนะคะ พิมพ์เข้าไปในนี้เลยลูก

1087
01:39:55,954 --> 01:39:59,723
พิมพ์เข้าไปเลย

1088
01:39:59,723 --> 01:40:03,723
เข้าไปในนี้ พิมพ์ได้ไหม ใช่จ้ะ ใช่จ้ะ

1089
01:40:57,339 --> 01:40:58,602
เดี๋ยวสัปดาห์หน้า พี่เจ้าหน้าที่เขาแจ้งว่าห้องนี้ค่ะ

1090
01:40:58,602 --> 01:41:02,602
จะ

1091
01:41:04,640 --> 01:41:08,640
เอาไว้สอบ ฉะนั้นงดนะคะ สัปดาห์หน้างด แ

1092
01:41:08,857 --> 01:41:12,857
หม สีหน้าเสียใจมากสินะ

1093
01:41:13,926 --> 01:41:15,403
ตอนแรกนางก็ทำหน้าเครียดนะ ตอนแรกนำทางได้เครียดมาก

1094
01:41:15,403 --> 01:41:19,403
งดนะคะ

1095
01:41:20,137 --> 01:41:22,180
คือ มันสอนออนไลน์ไม่ได้ สัปดาห์หน้าครูก็ไม่เป็นไร งดก็เดี๋ยว

1096
01:41:22,180 --> 01:41:26,180
ขอชดเชย 1 ครั้งแล้วกันนะ

1097
01:41:28,651 --> 01:41:30,325
พอดีมันเป็นเรื่องแบบนวัตกรรมน่ะ มันต้องมาอยู่ในห้องน่ะ เพื่อแลกเปลี่ยนกันนะคะ

1098
01:41:30,325 --> 01:41:32,911
ก็เลยงดก็เป็น

1099
01:41:32,911 --> 01:41:36,911
18 นะคะ ครูแจ้งไปแล้วนะ

1100
01:41:37,296 --> 01:41:41,296
11 งด เพราะว่าห้อง...

1101
01:41:41,673 --> 01:41:45,673
ห้องใช้ในการสอบนะคะ

1102
01:42:20,802 --> 01:42:22,075
วิชานี้สอบออนไลน์นะคะ เท่านั้นเรากลับบ้านได้เลยแต่เราไปดู

1103
01:42:22,075 --> 01:42:23,476
มัน... ห้องสอบ

1104
01:42:23,476 --> 01:42:27,476
ห้องสอบยังไม่ออก

1105
01:42:29,058 --> 01:42:33,058
น่ะ ไม่ใช่ มันตารางสอบยังไม่ออกว่าวันไหน

1106
01:42:36,564 --> 01:42:40,564
80

