--- title: วรรณกรรมกับการวิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ (เช้า) 220367 subtitle: date: วันศุกร์ที่ 22 มีนาคม 2567 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (เจ้าหน้าที่) สวสัสดีครับ ฝั่งล่ามมม (อาจารย์) หัวหน้าเชิญค่ะ ค่ะ โอเค เดี๋ยววันนี้ตามที่เรา คุยกันไว้นะคะ ก็คือนำเสนอเรื่องสั้น 2 เรื่อง เสร็จแล้ว ก็จะเป็นเรียนต่อของครู ครูจะบรรยายต่อนะคะ คราวนี้วันที่เรานำเสนอเรื่องสั้นวันนี้ ทุกเรื่องคครูจะอธิบายเพิ่มเติม เพื่อให้นักศึกษานี่ ไปทำวิจารณ์นวนิยายให้สมบูรณ์แบบ โอเคนะ ซึ่งครูดูของทั้ง 2 กลุ่มแล้ว ที่เราทำมา วิจารเรื่องสั้นในวันนี้ มันยังไม่ได้ตรง Concept กับงานที่ครูให้นักศึกษาทำ เพราะว่าครูให้ทำ 11 หัวข้อที่ครูสอนไปในสไลด์ แต่ว่าของเราไม่ได้ทำตรงตามหัวข้อที่ครูส่งสไลด์ให้นะคะ เพราะฉะนั้น ตอนที่ไปทำวิจารณ์นวนิยายต้องทำให้ถูก อันนี้ครุจะถือว่าทำมาแล้ว แล้วครูจะบอกว่าอะไรที่ต้องแก้ไขบ้าง ให้ไปแก้ไขในนวนิยาย เพราะนวนิยาย 20 คะแนน ถ้าไม่ถูกต้องเราก็จะได้คะแนนน้อย แล้วก็มีผลต่อเกรดของเรานะคะ เดี๋ยวเชิญเรื่องสั้นเรื่องแรก ขอให้เพื่อนเล่าเรื่องย่อให้เพื่อนที่ไม่ได้อ่านนี่ฟังให้เข้าใจด้วยว่าที่เราอ่านไป มีเรื่องราวว่าอย่างไรบ้างนะคะ เชิญค่ะ (นักศึกษาชาย) สวัสดีครับ วันนี้พวกเราก็จะมานำเสนอ การวิจารณ์เรื่องในที่สาธารณะ และถูกต้องถามกฎหมายครับ ครับ รูปแบบนะครับ ก็คือเรื่องสั้นบันเทิงคดีร้อยแก้วเรื่องแต่งที่มีขนาด... เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการสัมภาษณ์หญิงสาวของโรงแรมที่ประสบชะตากรรม โรงแรมถล่มเชิญมาสัมภาษณ์ และถ่ายทอดออกไปทั่วประเทศ โดยการสัมภาษณ์ พิธีกรพยายามจะถามเจาะลึกเกี่ยวกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับเธอที่เธอตกอยู่ใต้ซากตึกกับผู้ชายอีกคนหนึ่งครับ บทสนทนานะครับ คือเป็นบทสนทนารู้สึกว่าคำถามของพิธีกรส่อคิดในทางลบ เพราะเป็นคำถามที่ถามในสิ่งที่หญิงสาวไม่อยากตอบ และอับอายต่อผู้คนทั่วประเทศ แม้กระทั่งคนรักของเธอก็ตีตัวออกห่างจากเธอด้วยความระแวงและอับอายครับ ครับ แก่นเรื่องนะครับ ก็คือสัมภาษณ์เข้าทำนองประจานทำให้หญิงสาวมีเรื่องให้ต้องอับอายและแฟนของเธอยอมรับไม่ได้ และต้องจากธอไปพวกเขาเหล่านั้น ไม่มีโอกาสรู้ว่ามีอะไรเกิดขึ้นระหว่างชายใต้ตึกและหญิงสาว เขาถามเรื่องที่เธอไม่อยากบอกในเรื่องที่หญิงสาวอยากจะบอกแต่ไม่มีใครถาม คือชายหนุ่มคนนั้นยอมตาย เพื่อให้หญิงมีชีวิตอยู่ครับ รูปแบบในการแต่งเรื่องนะครับ จะเป็นเรื่องสั้นครับ เรื่องสั้นจะเป็นบันเทิงคดี เป็นร้อยแก้วรูปแบบหนึค่ะ จะเป็นเรื่องแต่งที่เป็นหนังสั้น องค์ประกอบเหมือนนวนิยายค่ะ ทั้งแก่นเรื่อง แล้วก็แก่นเรื่องค่ะ เรื่องสั้นนะครับ ก็จะมีตัวละครไม่มากค่ะ ค่ะ สามารถเขียนพรรณาได้ไม่เยิ่นเย้อ การดำเนินเรื่องก็จะมุ่งเข้าสู่ประเด็นหลักอย่างรวดเร็เนื้อเรื่องของเรื่องนี้นะคะ จะเป็นเรื่องรางเกี่ยวกับการสัมภาษณ์หญิงสาวค่ะ ที่ประสบชะตากรรมในโรงแรมที่ตึกถล่มนะคะ แล้วก็ติดอยู่กับผู้ชายแปลกหน้าคนหนึ่งค่ะ โดยเธอถูกเชิญไปสัมภาษณ์นะคะ แล้วก็คำถามของพิธีกรนี่ ก็จะส่อไปในางลบค่ะ มีคำถามที่หญิงสาวคนนี้ไม่อยากตอบค่ะ ก็ทำให้เธอเกิดความอับอายค่ะ จุดมุ่งหมายในการแต่งนะคะ จะสะท้อนให้เห็นมายาคติและวาทกรรมที่สังคมยังขาดความเข้าใจอยู่ค่ะ ยังมองอยู่ว่าผู้หญิงยังเป็นแห่งการจ้องมอง หรือความปรารถนาทางการเพศค่ะ อาจเป็ฯคุกคามทางเพศด้วยวาจาของพิธีกรชายค่ะ คือซึง่ในทางพิธีกรนี่ ก็จะสัมภาษณ์เอาแต่เรื่องบันเทิง หรือว่าสัมภาษณ์ในสิ่งที่ผู้หญิงอายที่จะพูดค่ะ (นักศึกษาหญิง) ศิลปะในการแต่งนะคะ คือ เป็นการเล่าเรื่องแบบเกิดจินตนาภาพ ให้แนวคิดน่าติดตามและได้สอดแทรกแนวคิดที่มีในชีวิตและสังคมชนบทไว้ในเรื่องสั้น ไว้อย่างผสมผสานกลมกลืนสามารถดึงดูดใจผู้อ่านค่ะ การใช้โวหารคือ โวหารภาพพจน์ หรือการใช้อุปมาโวหาร มีการเล่าเรื่องให้เห็นภาพ และมีการย้อนมาเปรียบเทียบ ตัวละคร เพื่อให้เข้าใจง่ายและเกิดอารมณ์ ความรู้สึกมากขึ้นค่ะ (นักศึกษาชาย) คุณค่าของเรื่องนะคะ ก็คือสะท้อนให้เห็นสภาพแวดล้อม คุณภาพอาชีพ และค่านิยมค่ะ ผู้แต่งก็จะแสดงทัศนคติว่ามนุษย์ทุกคนนี่ เกิดมาเท่าเทียมกัน ไม่ว่าจะเกิดในสิ่งแวดล้อมหรือสภาพใด มนุษย์ยังคงมีคุณค่าของความเป็นคนเสมอกันค่ะ พวกเราขอจบการเสนอเพียงเท่านี้ค่ะ ขอบคุณค่ะ (อาจารย์) ของกลุ่มนี้ทำครบทุกคน อ่านเนื้อเรื่องมาครบทุกคนไหมคะ ครูถามตรง ๆ มีใครในกลุ่มที่ไม่ได้อ่านเรื่องสั้นเรื่องนี้ ยกมือค่ะ ถ้าอย่างนั้น กลุ่มนี้มีใครบ้างยกมือค่ะ ทำไมมี 3 คน กับเพื่อนหู กับเพื่อนที่ไม่มา โอเค ถ้าอ่านครบทุกคน อย่างนั้นครูถามแล้วกัน ตัวละครในเรื่องนี้มีใครบ้างคะ ตอบคนละ 1 นิดหนึ่ง พิธีกรชาย หญิงสาว เด็กสาวข้างบ้าน อันนี้ พิธีกรหญิง อะไรอีกไหม โอเค คราวนี้ สิ่งที่เรานำเสนอมา ข้อแรกเลยนะคะ นักศึกษา ครู Comment แล้วก็เอาไปใช้ในการวิจารณ์นวนิยายของตัวเอง คะแนนตัวนี้ครูจะให้ส่งอีกครั้งหนึ่ง ตอนที่เราเอาเป็น 11 ข้อน่ะ ที่ครูให้ส่งเป็นแบบแผนกระดาษเป็น Paper ครูจะคิดคะแนนอีกรอบหนึ่ง เพราะว่าการนำเสนอของเรา มันไม่ได้ตรงตามหัวข้อที่ครูสอนแล้วก็จากที่ดูการวิจารณ์นวนิยาย... วิจารณ์เรื่องสั้นของเรา จริง ๆ มันก็ไม่ได้เป็นการลักษณะของการวิจารณ์ด้วย หัวข้อทั้ง 11 หัวข้อนี่ ถ้าเปิดเข้าไปดูในสไลด์ มันจะมีเริ่มตั้งแต่ชื่อเรื่อง โครงเรื่อง ตัวละคร บทสนทนา ทั้งหมด คราวนี้ แต่สิ่งที่เรานำเสนอมา หัวข้อจะเป็นรูปแบบ เนื้อเรื่อง จุดมุ่งหมาย ศิลปะในการแต่งแล้วก็คุณค่าของเรื่อง อันนี้ครูเข้าใจว่าเราน่าจะเอาแผ่นสุดท้ายในสไลด์ที่ครูไม่ได้พูดถึง แต่เราไปเอาแผ่นนั้นมาทำงาน แต่ที่ครูสั่งงาน ก็คือตอนที่ครูสอน ครูสอนการวิจารณ์ทั้ง 11 หัวข้อ ในสไลด์ก็มีนะคะ ในสไลด์ของเราก็มีแล้วทีนี้ ตอนที่ให้ส่งเป็น Paper ให้วิจารณ์ 11 หัวข้อ วันนี้จะให้ส่งพร้อมด้วย 11 หัวข้อพร้อมกับการนำเสนอ 5 หัวข้อที่คัดเลือกมา จาก 11 กัวข้อนั้น แต่เราก็ยังไม่ได้ส่ง แต่เราก็ทำอันนี้มาก่อน ซึ่งเป็นทั้ง 2 กลุ่ม เพราะฉะนั้น ครูจะพูดเป็นภาพรวมนะคะ ว่านำเสนอนวนิยายก็ทำแบบเดียวกัน แต่ให้ทำเป็นรูปเล่มรายงาน เรื่องสั้นอันนี้ ครูให้แค่เย็บมุม ไม่ต้องมีหน้าปก คำนำ สารบัญ คือไม่ต้องถึงขั้นรูปเล่มรายงาน เพราะครูเอาแค่ 10 คะแนน เพำื่อที่จะประเมินเบื้งต้น และบอกว่าแต่ละหัวข้อวิจารณ์อย่างไรบ้างนะคะ แต่ถ้าเป็นนวนิยาย ที่จะนำเสนอสัปดาห์ถัดไปน่ะ ต้องทำเป็นรูปเล่ม คือมีหน้าปก คำนำ สารบัญและเนื้อหา ก็คือการวิจารณ์ 11 หัวข้อ ตามสไลด์ที่ครูสอน และส่ง PowerPoint ให้ ส่วนที่จะมานำเสนอให้เลือก 5 หัวข้อจาก 11 หัวข้อที่วิจารณ์ 11 หัวข้อ ที่ครูพูดไปเมื่อกี้นั่นแหละค่ะ และเลือกมานำเสนอ 5 หัวข้อ ซึ่งหัวข้อมันจะมีตั้งแต่เดี๋ยวนะ เปิดสไลด์ดูด้วยกัน สไลด์ที่ครูส่งเข้าไปให้ในกลุ่ม ลองดูสิ แล้วก็ตอบพร้อมกัน จะได้เข้าใจตรงกันว่ามีหัวข้ออะไรบ้างคะ เครื่องของครุโหลดช้า เครื่องของใครโหลด ตอบให้ครูก่อน หัวข้อแรกคืออะไรคะ 1. ชื่อเรื่อง 2. โครงเรื่อง 3. ฉาก 4. ตัวละคร 5. บทสนทนา 6. เทคนิคการนำเสนอ 7. การเปิดเรื่อง 8 การดำเนินเรื่อง 9. การปิดเรื่อง 10. แก่นเรื่อง และ 11. ท่วงทำนองและลีลาในการแต่ง นักศึกษาตอบครบ 11 ข้อเครื่องครูยังโหลดไม่เสร็จเลยค่ะ ของหนูก็ยังโหลดไม่เสร็จเหมือนกันใช่ไหม เราใช้ TRUE เหมือนกันหรือเปล่าคะ น่าจะเป็น TRUE แล้วค่ะ งานนี้ นั่นคือ 11 หัวข้อที่ให้นักศึกษาช่วยกันวิจารณ์นะคะ แล้วก็ให้เลือก 5 หัวข้อ มานำเสนอ คราวนี้ 11 หัวข้อนี่ นักศึกษาช่วยกันวิจารณ์ โอเคแหละ ช่วยกันทำมา 5 หัวข้ออันนี้ครูไม่ว่าเท่าไร เพราะอย่างน้อยก็ได้ทำมาแล้ว แต่สิ่งที่ครูจะว่าก็คือลักษณะของการวิจารณ์ มันก็ยังไม่ใช่การวิจารณ์ เช่น 1. เหตุการณ์ที่เราบอกว่าซึ่งเหตุการณ์มันน่าจะไปตรงกับหัวข้ออะไรคะถ้าจะให้ใน 11 หัวข้อ เหตุการณ์ เหตุการณ์นี่ ไม่ โครงเรื่อง โอเคนะ เหตุการณ์ มันจะอยู่ในส่วนของโครงเรื่องซึ่งโครงเรื่อง ครูก็ได้สอนว่าลักษณะของการวิจารณ์นะ คุณต้องพิจารณาตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. เลย มีเหตุการณ์อะไรบ้างที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ 2. มีความขัดแย้งอะไรบ้าง แล้วก็ 3 ในความขัดแย้งนั้น มีจุดต่าง ๆ อย่างไร ที่ว่าครูก็จะย้ำว่า เรื่องสั้นกับนวนิยายนี่มันต่างกันนะ เพราะเรื่องสั้นมันคือเรื่องขนาดสั้น นวนิยาย คือเรื่องขนาดยาว ฉะนั้น เรื่องสั้นที่เราทำมานี่ เราก็จะมีจุดแค่ 1 คือจุดอะไรคะ เปิดเรื่อง เห็นไหมในสไลด์ขึ้นหรือยัง 1. คือเปิดเรื่อง 2. 2. คืออะไร การพิจารณาโครงเรื่อง 1. เปิดเรื่อง 2. เห็นไหมคะ สไลด์ขึ้นหรือยัง ของนิดหนึ่งเห็นไหม การพิจารณาโครงเรื่อง พิจารณาอะไรบ้าง ลำดับเหตุการณ์ 3. ความขัดแย้ง 4. 4. จุดวิกฤติ แล้วก็ 5. จุดคลี่คลาย นักศึกษา ต้องดึงออกมาเป็นข้อ ๆ แบบนี้ มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง มีเหตุการณ์อะไรบ้าง ความขัดแย้งอะไร มีจุดวิกฤติอะไร แล้วมีจุดคลี่คลายจนนำไปสู่ตอนจบของเรื่องอย่างไรนั่นถึงจะเรียกว่า "การวิจารณ์ เพราะวิจารณ์ ต้องใช้การวิเคราะห์ วิเคราะห์ ก็คือการแยกเป็นส่วน ๆ การวิจารณ์ ก็คือการแสดงความคิดเห็น และก็การวิพากษ์ แล้วการวิพากษ์คือการตัดสิน เช่น วิเคราะห์ นักศึกษาแยกออกมาเป็นส่วน ๆ แล้วว่านี่ เหตุการณ์มันมีอะไรบ้าง มีความขัดแย้งอะไรเกิดขึ้นบ้าง แล้วก็มีจุดวิกฤติของเรื่องอะไร ไปสู่จุดคลีคลายและตอนจบของเรื่องอย่างไรเสร็จแล้ว นักศึกษา ก็มาวิจารณ์ว่าโครงเรื่องมีความสมจริง สมเหตุสมผลหรือไม่อย่างไร แล้วก็ค่อยมาตัดสินว่า สรุปว่าโครงเรื่องนี้มันดีหรือไม่ดีอย่างไร ถึงจะเรียกว่าการวิจารณ์แต่ว่าลักษณะของเรา ที่นำเสนอมา เป็นแค่การแบบพูดถึงเหตุการณ์สั้น ๆ ยังไม่ได้รู้เรื่องเลยนะคะ หรือแม้กระทั่งการเล่าเรื่องย่อ ครูคาดหวังว่าอย่างน้อยนี่ เล่าเรื่องย่อ ถ้าอ่านมาแล้ว ต้องเล่าให้เพื่อนฟังได้ เรื่องหนึ่งมาแล้วคุณสามรถเล่าให้เพื่อนฟังได้ตั้งแต่ต้นจนจบ ไม่ใช่เล่าแค่ว่านี่มีนางเอกคนหนึ่ง รักกับพระเอก สุดท้ายมาได้กัน จบแล้ว นี่ มันก็ย่อเกินไป มันไม่ใช่เรื่องย่อที่เพื่อนจะรู้เรื่องแต่มันต้องเป็นเรื่องย่อที่เราอ่านแล้วเราสามารถเอามาพูดให้เพื่อนฟังได้ว่าเรืองนี้มันเป็นเรื่องอย่างไร เธอฉันไปกินข้าวเมื่อวานฉันไปเจอผู้ชายคนหนึ่ง เขามาทักฉันเว้ย เขาบอกว่าฉันน่ารักนี่ ฉันก็เลยคุยกับเขา ตอนนี้ฉันก็ยังคุยกับเขาอยู่นะ นี่คือเรื่องย่อคือพูดให้เพื่อนเข้าใจว่ามันมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นโอเคนะคะ คุณอ่านหนังสือ คุณอ่านเรื่องขนาดสั้นหรือยาวก็ตาม ก็นำมาพูดให้เพื่อนฟังได้ว่าเรื่องมันเป็นอย่างไร เหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นบ้างแล้วก็จบด้วยอะไร นี่คือการเล่าเรื่องย่อนะคะ ต่อมา ตัวละคร โอเค หัวข้อตัวละครเอามานำเสนอ ก็จริงแต่ว่านี่ ยังไม่ใช่การวิจารณ์วรรณกรรม ถ้าเราพูดว่ามีตัวละคร มีหญิงสาว มีนายทุน มีชายหนุ่ม มีพิธีการหญิง มันจะจบอยู่แต่การเอามาบอกเฉย ๆ แต่ยังไม่ได้ถึงขั้นการวิเคราะห์ วิจารณ์แล้วก็วิพากษ์ ซึ่งถ้าเราจะเป็นการวิจารณ์วรรณกรรมจริง ๆ เราต้องบอกว่าหญิงสาวมีลักษณะอย่างไร ในเรื่องกล่าวถึงเขาว่าอย่างไรบ้างแล้วมีการนำเสนอตัวละครแบบไหน ที่สัปดาห์ก่อนหน้านี้ ก่อนหน้าที่ครูจะงดคลาสไปนี่ ครูก็ได้พูดแล้วว่าตัวละครมีการนำเสนอทั้งแบบกลม แล้วก็แบบแบนนะ แบบกลม ก็คือมีลักษณะเป็นธรรมชาจติของมนุษย์ทุกอยเช่น มีรัก โลภ โกรธ หลง นี่คือแบบกลม ถ้าเป็นแบบแบน คือ มีความทื่อ ทื่อ ก็คือมีลักษณะแบบเดียวตั้งแต่ต้นจนจบเรื่อง เช่น นางร้ายในอดีต เริ่มต้นมา ร้าย ๆ ร้าย ๆ ก็จบแบบร้าย ร้ายจนตัวเองตายอะไรอย่างนี้ อันนี้ก็คือแบบแบน ส่วนตัวละครบางตัว ทีแรกก็เป็นคนดีแหละ พอเจอสิ่งที่ไม่ดีเข้าไป ก็เลยทำให้เขาเป็นตัวร้าย เช่นครูก็จะยกตัวอย่างครั้งที่แล้ว ว่าตัวละครในเรื่องนาคี ถ้าบางคนที่ดูใช่ไหม จริง ๆ นางเอกนี่ จริง ๆ เป็นคนดีนะ เป็นคนดีมากเลย แต่ว่าพออยู่มาวันหนึ่ง เขาโดนทำร้ายคนที่เรารัก ไม่ว่าจะเป็นแม่ หรือไม่ว่าจะเป็นแฟนของเขา ก็เลยทำให้เขานี่ต้องร้ายแล้วก็จองล้างจองผลาญคนที่มาทำร้ายเขา ประมาณนี้นะ อันนี้ก็คือจะเป็นตัวละครแบบกลม แล้วก็วิธีการนำเสนอตัวละคร นำเสนอแบบไหน บางคนก็จะถูกนำเสนอแบบหญิงสาวคนนี้ มีอายุ 15 ปีเศษ ลักษณะนิสัยของเธอ เป็นผู้หญิงที่มีความก้าวร้าย ไม่มีความเรียบร้อยในตัวเองเลย ถ้าครูพูดไปแบบนี้ เขานำเสนอแบบตรงหรือแบบอ้อมคะ แบบตรงหรือแบบอ้อม แบบตรง เพราะว่าบอกตรง ๆ เลยว่าเป็นใคร ลักษณะแบบไหน อายุเท่าไร ใช่ไหมคะ แต่ถ้านำเสนอแบบอ้อม ก็ยกตัวอย่างเช่น หญิงสาวผู้มีดวงตาราวกับอะไรดีล่ะ ดวงตาสีดำราวกับถูกวาดเอาไว้ในภาพวาด และผมของเธอดำขลับ ราวกับเส้นไหมที่ถักทอ หญิงผู้นั้นมีรอยยิ้มที่ราวกับกลีบดอกบัวที่ผุดขึ้นมากลางสระน้ำ โอ้โห กำลังพูดถึงความงามของผู้หญิงคนหนึ่งแต่ไม่ได้บอกว่าเป็นใครมาขจากไหน อันนี้เป็นนำเสนอแบบไหนคะ แบบอ้อม โอเคนะ ฉะนั้น เวลาที่นำเสนอตัวละคร เวลาที่เราจะวิจารณ์ตัวละคร นอกจากจะบอกว่ามีใครบ้างแล้ว ก็ต้องบอกด้วยว่าลักษณะเป็นแบบไหน นำเสนออย่างไรนะคะ บทสนทนาก็เหมือนกัน บทสนทนาเราพูดภาพรวมแล้วว่าบทสนทนานี่ มันส่อไปในความคิดทางลบ โอเคแล้ว คุณมีลักษณะของการวิจารณ์แล้ว แต่ถ้าจะให้ครบ คุณจะต้องบอกว่า เช่น มีการยกตัวอย่างบทสนทนานั้นด้วย เอามาใส่แล้วก็วิจารณ์ออกมาว่านี่ มันเป็นลักษณะแบบนี้นะคะ ไม่ใช่บอกแค่ว่าภาพรวมมันเป็นแบบนี้ แล้วก็การยกตัวอย่างประกอบด้วย ฉากก็เหมือนกัน ฉากมีที่ไหนบ้าง แล้วฉากไหนบ้าง ที่น่าสนใจ มีอิทธิพลกับตัวละครอย่างไร ในสไลด์จะบอกวิธีการพิจารณาฉากทุกอย่าง ให้เราศึกษษาเอกสารด้วย ครูสังเกตหลายครั้งแล้ว ไม่ชอบเปิดหนังสือ ไม่ค่อยเปิดสไลด์ ชอบไปเอามาจากในเน็ต ทั้ง ๆ ที่ครูก็สอนในหนังสือ ในสไลด์ ในข้อสอบมีแต่ในหนังสือ 100 เปอร์เซ็นต์ ในอินเทอร์เน็ตนะคะ เราน่ะ ไม่ค่อยเปิดหนังสือ หนังสือเช็กดูด้วยว่ามีอะไรบ้าง มันตรงกับที่ครูสอนไหม หรือว่าในสไลด์อย่างน้อยไม่เปิดในหนังสือ เปิดในสไลด์ก็ยังดี เพราะว่าครูสอนตามสไลด์นะคะ แก่นเรื่อง แก่นเรื่องก็เหมือนกัน แก่นเรื่องคือข้อคิดที่ได้จากเรื่อง แก่นเรื่องจะไม่ใช่การบรรยายเนื้อเรื่อง ข้อคิดเช่น เรื่องนี้ นักศึกษาคิดว่าคนหนึ่ง ที่ไม่ออกรายการโทรทัศน์ และรายการโทรทัศน์ถามโยงเข้าไปให้ผู้หญิงตอบเกี่ยวกับเรื่องอย่างว่านี่ แล้วคนส่วนใหญ่ พอดูโทรทัศน์เสร็จแล้วนี่ ก็เข้าใจว่าผู้หญิงคนนี้โดนข่มขืนแน่ ๆ นี่ นักศึกษาคิดว่าแก่นเรื่องเขาต้องการที่จะพูดถึงสังคมในลักษณะไหนคะ รายการโทรทัศน์นี่ มันเป็นตัวแทนของอะไรรายการโทรทัศน์ เป็นตัวแทนของอะไร มีคำเดียว ส เสือ ใบ้ให้ขนาดนี้เลย สื่อ โอเคไหม แก่นเรื่องนี่ เขาต้องการที่จะกล่าวถึงสื่อที่มักจะนำความคิดของผู้ชมไปในทิศทางที่ดี หรือไม่ดีก็ได้ถูกไหม ดังนั้น แก่นเรื่อง เขาอาจจะต้องการให้เรานี่ ตระหนักถึงจรรยาบรรณของสื่อ ว่าสื่อที่ดีควรนำเสนอในทางที่ถูกที่เหมาะสม เพราะถ้านำเสนอในทางตรงกันข้าม มันก็อาจจะทำให้ผู้ชมเข้าใจไปในทิศทางที่ผิดได้ ซึ่งในฐานะที่เราเป็นผู้วิจารณ์ที่เป็นคนสมัยใหม่นี่ คุณก็สามารถเขียนต่อไปได้เลยว่าดังเช่นในยุคปัจจุบัน สื่อมีอิทธิพลกับคนในสังคมไหมคะ มีสิ ถ้าใครที่ชอบดูข่าวบ่อย ๆ นักข่าวเดี๋ยวนี้เล่นข่าวกันหนักมาก แถมคนทุกวันนี้ ถ้าเดือดร้อนไปหาาตำรวจ หรือไปหาสื่อ ไวกว่ากัน สื่อ อันนี้มันเป็นสิ่งที่เราเขียนต่อได้เลยว่านี่ มันสะท้อนให้เห็นว่าปัจจุบันนี่ สื่อค่อนข้างมีอิทธิพลกับคนในสังคม เพราะว่าสื่อสามารถที่จะทำให้... สามารถที่จะชักจูง หรือโน้มนาวคน ในสิ่งที่ตนนำเสนอได้ เหมือนอย่างเช่นในที่สาธารณะและถูกต้องตามกฎหมาย ถ้าสมมติว่าเพื่อนคนไหนที่ไม่ได้อ่านนะคะ เรื่องนี้ เขากำลังพูดถึงผู้หญิงคนหนึ่ง ที่เจอเหตุการณ์ตึกถล่ม 5 วันไม่ได้ออกมา แต่สุดท้ายเขาก็ได้ออกมาได้ เขาก็เลยถูกทาบทามจากรายการโทรทัศน์รายการหนึ่งว่า ไปช่วยขายข่าวให้หน่อย มันขายข่าวได้ไง คนที่รอดชีวิตจากการตึกถล่มอะไรอย่างนี้ และทีนี้สื่อก็พยายามอยู่นั่นแหละ คุณมีชีวิตอยู่ได้อย่างไร โดยที่ไม่เป็นอะไรเลย ผู้หญิงคนนี้เขาก็จะพยายามไปบอกว่า ที่เขารอดมาได้นี่ เพราะตอนนั้นเขาติดอยู่กับผู้ชายคนหนึ่ง ซึ่งอยู่ในที่แคบ ๆ แต่ผู้ชายคนนั้นพยายามที่จะตะกุยซากตึกออก โดยที่การตะกุยของเขานี่ จนนำไปสู่ผู้ชายคนนั้นนี่ ถูกตึกทับตาย แต่ผู้หญิงคนนั้นรอด ผู้หญิงคนนั้น ก็เลยพยายามบอกว่า มาได้ก็เพราะว่ามีผู้ชายคนนี้แหละที่ช่วยชีวิตเอาไว้ แต่สุดท้าย สื่อก็ถามอยู่นั่นแหละคุณติดอยู่กับผู้ชายในนั้น 2 คนตั้งหลายวัน เขาไม่ทำอะไรคุณเลยเหรอ แต่คุณ สภาพของคุณ ใส่ชุดพนักงานโรงแรม มันดูเอิ่ม พูดเอิ่มอยู่นั่นแหละ พูดเอิ่มขนาดนี้คนเข้าใจว่าอยา่งไรคะ เรียบร้อยไหม ไม่เรียบร้อยอยู่แล้ว เขาก็ต้อง คนดูก็ต้องเริ่มคิด คิดตามแล้ว ว่ามันอยู่กับผู้ชาย 2 คนนี่ มันต้องมีอะไรกันแน่ ๆ เลย จนทำให้ผู้หญิงคนนี้ถูกคนในสังคมเข้าใจไปเอง และเีรยบร้อย ว่าเธอนี่ถูกผู้ชายคนนี้ข่มขืน โดยที่ผู้ชายคนนี้ไม่ได้โดนข่มขืนจริง ๆ แต่มันมาจากคำพูด คำถามของพิธีกรที่ถ่ายทอดผ่านรายการโทรทัศน์ก็เบลยนำไปสู่ชื่อเรื่องที่ว่าในที่สาธารณะ และถูกต้องตามกฎหมาย ตรงนี้เชื่อมโยงได้ไหมคะ นี่เราก็วิจารณ์ชื่อเรื่องต่อไปได้อีกแล้วว่าชื่อเรื่องนี่มันมีความเหมาะสม เพราะมันกำลังวกล่าวถึงเหตุการณ์หนึ่ง ที่ผู้หญคนหนึ่งกำลังถูกกระทำ หรือถูกถามบางอย่างในรายการโทรทัศน์ ซึ่งเป็นที่สาธารณะและถูกต้องตามกฎหมายแบบนี้นะคะ เวลาที่เราจะเขียนวิจารณ์เราก็ต้องเขียนให้มันชัดเจน ให้มันสอดคล้องกับเรื่อง หรือแม้กระทั่งศิลปะในการแต่ง อันนี้ครูรู้สึกว่าเราอาจจะไปเอามาจากในเน็ตด้วยแหละ เพราว่ามันมีบางอย่างที่ไม่ได้สอดคล้อง เช่น ทำให้หน้าติดตามแทรกแนวคิดที่มีแต่สังคมชนบทเอาไว้ในเรื่องสั้น คือมันจะสังคมชนบทอะไรน่ะ ในเรื่องมันไม่ได้กล่าวถึงท้องไีร่ท้องนาเลย มันกล่างที่ทำงานโรงแรม แล้วตึกถล่ม แล้วก็ได้มาออกโทรทัศน์ ไม่ได้เกี่ยวกับสังคมชนบทเลย อันนี้ก็ทำให้ครูรู้ว่าคุณไม่ได้คิดเองแน่ ๆ คุณไม่ได้เขียนเองแน่ ๆ นะคะ อันนี้นะ หรือให้เห็นสภาพแวดล้อม คุณภาพ อาชีพ ความเชื่อ ประเพณี วัฒนธรรม ที่ครูพูดไปไม่มีสักอย่างเลย มันก็สะท้อนอีกอย่างหนึ่งแล้วแหละ ว่าเราทำงานนี่ ไปเอามาจากในเน็ตแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ ไม่ได้มีมาจากเนื้อเรื่องเลย นะคะ ฉะนั้น ของกลุ่มที่ 1 นี่ พูดยาวหน่อย เพราะว่าให้กลุ่มที่ 2 ฟังด้วย เพราะน่าจะเป็นในลักษณะเดียวกัน เชิญกลุ่มที่ 2 มานำเสนอก่อนค่ะ (นักศึกษาหญิง) สวัสดีค่ะ พวกเรากลุ่มที่ 2 นะคะ วิจารณ์เรื่องสั้น เร่ืองสโรชินหลุมฝังศพเรื่องย่อนะคะ สโรชินและสภาพรเป็นคู่รักที่รักกันมาก ๆ ค่ะ แล้วก็สัญญากันว่าหลังจากที่พวกเขาก็จะแต่งงานกันแต่พวกเขาจะเป็นบางอย่างค่ะ ทำให้สโรชินนะคะ ลาออกจามหาวิทยาลัย เพื่อที่จะแต่งงานกับคนอื่น ทำให้สถาพรเสียใจมากค่ะ แล้วก็ไม่สามารถที่จะลืมสโรชินได้ค่ะ เมื่อสถาพรจบการศึกษานะคะ ไปเป็นสัตวแพทย์ที่สุโขทัย ก็ทำให้เขาผ่วย เกิดอาการเพ้อ ฤทธิ์ของแอลกอฮฮรทำให้เขาน่ะ เพ้อไปอยู่ใต้ต้นประดู่นะคะ แล้วเขาก็รู้ความจริงค่ะ ว่าที่ใต้ต้นประดู่แห่งนั้นนะคะ เป็นที่เสียชีวิตของสโรชินค่ะ (นักศึกษาหญิง) ต่อไปนะคะ ก็จะเป็นตัวละครนะคะ ตัวละครหลักนะคะ ก็จะเป็น ข้าพเจ้า (อรรพร) ค่ะ สโรชิน และสถาพร ส่วน 2. นะคะ จะเป็นตัวละครประกอบค่ะ ก็จะมีคนรักแล้วก็เพื่อนของสถาพรค่ะ ตัวละครนะคะ ก็จะมี 14 ตัวนะคะ ที่หนุอ่านมา ก็จะมี สโรชินค่ะ คือ เด็กสาวที่ยิ้มผุดผาด แล้วก็จะมี Freshy จะมีศิษย์เก่า คือ เป็นเหมือนนักเรียนค่ะ แล้วก็มีศิษย์เก่ามาด้วยค่ะ (อาจารย์) กำลังใช้เรียกคนที่เข้ามาใหม่ (นักศึกษาหญิง) ค่ะ แล้วก็มีมะลิวันนะคะ ส่วน 5. ก็เป็นเด็ฏหนุ่มค่ะ คือ สถาพรกับเวชพุธ แล้วก็ 7. นะคะ ก็จะเป็นเทวินค่ะ แต่ก็จะเป็นอรรถพร 9. ก็จะเป็นอมพร ค่ะ ส่วน 10. นะคะ ก็จะเป็นเทพค่ะ เจ้าของไร่ฝ่ายแปลงใหญ่ค้ะนายแพทย์ ค่ะ คือ คอยรักษาชาวบ้านค่ะ แล้ว 12. ก็จะเป็นวลีนะคะ 13. ก็จะเป็น (นักศึกษาชาย) ต่อมานะครับ ก็จะเป็นการพิจารณาโคตรงวิธีการดำเนินเรื่องเป็นของอรรถพรเป็นคนเล่าเรื่องครับ ด้วยคำพูดและความรู้สึกของตัวละคร เป็นคนเล่าเรื่องครับ ต่อมาการดำเนินเรื่องจะเป็นเหตุการณ์งาน Freshy ที่ที่อรรถพร สโรชิน และสถาพรได้เจกันครับ อรรพรได้เจอสโรชินและสถาพร ก่อนเข้าพิธีซ้อมรับปริญญาครับ อรรถพรถูกทิ้ง แล้วได้ไปเที่ยวสุโขทัย ไดเ้พบเพื่อนสมัยเรียน ได้ชวนมาที่ไร่นะครับ อรรถพร ไม่เจอกับสถาพรที่ป่วยเป็นมาเรเลีย ไปแต่งงานกับคนอื่นแล้วสภาพป่วยทำให้เพ้อพอ ๆ กับฤฤทธิ์ของแอลกอฮอล์ ทำให้เขาเตลิดไปอยู่ใต้ต้นประดู่ และความจริงปรากฏว่าใต้ที่ต้นประดู่แห่งนั้นเป็นที่เสียชีวิตของของสโรชิน คนรักของเขาครับ ต่อมา การเป็น... เป็นการวิเคราะห์ครับ ความรักเป็นสิ่งงดงาม แม้ความตายก็มิอาจทำลายได้ครับ (นักศึกษาหญิง) ต่อไปเป็นการพิจารณ์โครงเรื่องนะคะ ขออภัยค่ะ เป็นการวิจารณ์ค่ะ ในเนื้อเรื่องมีการสุขซ้อนในความเศร้าค่ะ มีการจัดวางคำ เล่าเรื่องให้มีความน่าสนใจ ทั้งในด้านการฟังและการอ่าน พร้อมทำให้รู้สึกเศร้า เสียใจ จากสถานการณ์นั้น ๆ จากการเล่าเรื่องค่ะ พวกเราขอจบการนำเสนอเพียงเท่านี้ค่ะ หนูขออภัยค่ะ หนูพูดผิด (อาจารย์หทัยวรรณ) ของกลุ่มนี้ก็เหมือนกันนะคะ ไปปรับแก้ไขตามที่ครูได้พูดไป มีดีเพิ่มเข้ามา ตรงที่ว่ามีการเล่าเรื่องย่อได้ แต่ก็ยังไม่ได้ใจความเท่าไรนะคะ เพิ่มเข้ามาอีกหน่อยนะคะ ส่วนตัวละคร ถ้าเราจะวิจารณ์ตัวละคร ไม่ต้องเอามาทั้งหมด ที่ครูเคยยกตัวอย่าง ว่าพระเอกกำลังจะไปหานางเอกที่ห้องนี่ พระเอกเดินผ่านตลาด แวะซื้อผลไม้กับแม่ค้า เราก็ไม่ต้องเอาว่าตัวละครในเรื่องนี่ มีแม้ค้าด้วย เพราะแม่ค้าไม่ได้มีอิทธิพลต่อตัวละครหลัก หรือตัวละครรองเลย แต่ถ้าเราจะบอกว่า หนูขอเอาได้ไหมคะ แม่ค้านี่ ในขณะที่พระเอกซื้อ แม่ค้าถามพระเอกว่าเธอจะไปทำอะไร อ๋อ เธอจะไปหาผู้หญิงคนนั้นกรือ แต่ฉันรู้สึกว่ามีผู้ชายแวะเวียนมาหาเขาเยอะมากเลยนะ มันมีอิทธิพลกับตัวละครแล้ว แสดงว่าคนนี้สามารถเอาไปใส่ในการวิจารณืตัวละครประกอบได้ เวลาที่เราเขียนนะคะ ตัวละครหลัก ตัวละครรอง กับตัวละครประกอบต้องเขียนเป็น Step แบบนี้ แล้วตัวละครหลักมีใครบ้าง แบบที่ครูพูดไปแล้วว่าก็ต้องบอกด้วยว่า ไอ้ตัวละครหลักนี่ มีการนำเสนอแบบไหน ต้องวิเคราะห์ตัวละครออกมาให้ได้ด้วย ไม่ใช่แค่บอกว่าใครเป็นตัวละครหลัก ใครเป็นตัวละครรอง และตัวละครหลักจะไม่มีข้าพเจ้า ตัวละครหลัก จะไม่มีข้าพเจ้า ตัวละครหลักจะเป็นชื่อตัวละครไปเลยนะคะ ส่วนตัวละครประกอบ จะไม่มีคนรัก และเพื่อนของสถาพร แต่จะบอกชื่อของตัวละครนั้น ๆ ไม่มี Freshy ไม่มีศิษย์เก่า เพราะ ตัวละคร ตัวละครต้องเป็นใครที่มีบทบาทในเรื่อง เช่น สมมติครูนี่ มาสอนนักเรียนในห้อง อันนี้คือเรื่องของนางสาวหทัยวรรณ มณีวงษ์ เรื่องของ หทันางสาวหทัยวรรณมาสอนหนังสือในห้อง แล้วก็มีเด็กชาย ก ถามนางสาวหทัยวรรณว่าอาจารย์จะไปกินข้าวไหน ซึ่งเพื่อนในห้องเยอะมาก ตัวลรในเรื่องก็จะมี 1. เลย นางสาวหทัยวรรณเป็นตัวละครเอกหรือตัวละครหลักของเรื่อง 2. ตัวละครรองก็อาจจะเป็น นาย ก ที่เขาถาม ว่านางสาว หทัยวรรณ จะทำอะไรนู้นนี่นั่น ก็มีบทแล้ว แล้วก็ที่เหลือตัวละครประกอบ ตัวละครประกอบนี่ อันนี้ใช้คำว่า "นักเรียน" ได้ เพราะว่ามีบทบาท ก็คือเป็นบุคคลที่นางสาวหทัยวรรณกำลังมาสอน แต่พี่ช่างที่เดินอยุ่หน้าห้อง มีส่วนร่วมกับหทัยวรรณของหทัยวรรณก็จริง แต่เราต้องใส่พี่ช่าง เป็นตัวละครไหมคะไม่ต้อง โอเคไหม มันก็จะเหมือนกับที่เราน่ะบอกว่ามี Freshy กับศิษย์เก่า ซึ่ง Freshy กับศิษย์เก่า ไม่ด้มี ดังนั้น ไม่ต้องใส่นะคะ ตัวละครในเรื่องมีใครบ้าง ตัวละครหลักคือใคร ตัวละครรองคือใคร และตัวละครประกอบคือใคร อันนี้ดึงออกมาให้ได้ จับออกมาให้ได้นะคะ ไม่ยากเกินไปหรอก ไเพราะว่าทุกคนเคยดูละครมาแล้ว เรื่องสั้นกับนวนิยายมันก็คือเป็นตัวอักษรที่เขียนมา แค่ไม่ได้มาแสดงให้เราดูอย่างนั้น คุณอ่าน คุณก็ต้องรู้แหละว่าใครเป็นตัวละครเอก หรือใครเป็นตัวละครรอง ใครเป็นตัวละครประกอบ สมมติ เราดูคังคุไบแล้ว ครูถามเรื่องนี้แล้ว ทุกคนดูเหมือนกันหมด คังคุไบ ใครเป็นตัวละครเอกหรือตัวละครหลักของเรื่อง คังคุไบ คนเดียวไหม ถ้าเป็นในเรื่องนี้คนเดียว โอเคไหม แต่ตัวละครรอง คือมันรองลงมากับคังคุไบอีกทีหนึ่ง ใครเป็นตัวละครรองบ้าง ราฮิม ใครอีก มีอีก ได้เยอะเลย ตัวละครรองมีได้เยอะ เพราะตัวละครรองมีอิทธิพลรองลงมาจากตัวละครหลัก รองมาจากตัวละครหลัก มีราฮิมแล้ว 1 อะไรนะ ป้าไลลา ชื่ออะไร... ราเซียไบ ราเซียไบ หรือแม้กระทั่งคนรักของคังคุไบ ก็ใช่ ก็ใช่ โอเคไหม แต่ว่าคนรักของคังคุไบ ใช่ แต่คนที่ไปแต่งงานกับคนรักคังคุไบ เป็นตัวละครรองไหม ไม่ เป็นตัวละครอะไร ประกอบเฉย ๆ โอเคนะคะ เพราะอะไร เพราะความสำคัญ มันรองลงมาแล้ว การเรียงลำดับตัวละครหลัก ตัวละครรอง ตัวละครประกอบ เราต้องดูลำดับความสำคัญด้วย บางคนบอกว่าแต่เขาก็เป็นคนที่ไปแต่งงานกับคนรักของคังคุไบนะ เขาก็น่าจะสำคัฯญ แต่เขาไม่ได้สำคัญ ถึงขั้นที่ว่ามีบทบาทเด่นต่อตัวละครหลัก เขาก็เลยจัดออกมาเป็นตัวละครประกอบเท่านั้นนะคะ แต่คนที่เดินไปเดินมาในฉาก ใช่ตัวประกอบไหม ไม่ใช่นะ เราไม่ต้องเอามาใส่นะคะ ยกเว้นคุณจะบอกว่า แต่เวลาที่พูดถึงละครคนเหล่านี้ก็เรียกว่าตัวประกอบไม่ใช่เหรอ อันนั้น มันตัวประกอบคนละแบบ ไม่ใช่ตัวละครประกอบ แบบในการวิจารณ์วรรณกรรมนะคะ ในการวิจารณ์วรรณกรรมก็คือต้องเป็นตัวละครที่มีบทบาทที่เราเอามาวิจารณ์เขาได้น่ะ ถ้าเป็นคนที่เดินไปเดินมา คุณจะมาวิจารณืเขาอย่างไร มันไม่ได้มีบทบาทอะไรที่พอจะวิจารณ์ขนาดนั้นนะคะ ฉะนั้น งานของเรา เริ่มมีน้ำหนักเพิ่มแล้ว ก็คือ 1. ไอ้ 11 หัวข้อนี่ ครูให้เวลาไปทำจนถึงวันจันทร์ ไปทำ จนถึงวันจันทร์ คือ ให้ไปเคลียร์เลย คนที่บอกว่าจะส่งวันนี้ ยังไม่ต้องส่ง เป็นเช็กของตัวเองก่อนให้ดีก่อน เพราะงานนี้ 10 คะแนน ซึ่งจริง ๆ สัปดาห์ที่แล้ว ที่ครูไมไ่ด้เข้คาดหวังว่า เออ นักศึกษาจะได้มีเวลาไปทำงาน เพราะครูก็ติดภารกิจเหมือนกัน แต่คราวนี้นักศึกษาต้องทำแบบไม่ได้ใช้เวลาแล้วแหละ เพราะว่าอันนี้คือการเอาไปปรับแก้ ให้ส่งภายในวันจันทร์เท่านั้น ทั้ ง 2 กลุ่ม แล้ววันนี้ก็จะได้เรียนการวิจารณ์ร้อยกรอง ก็จะมีงานเพิ่มด้วย แต่งานเพิ่มนี่ จะให้ส่งวันศุกร์ ในคาบของเรา ซึ่งเราไมไ่ด้เรียน ถูกไหม ครูให้เวลาในการไปทำวิจารณ์นวนิยาย 1 สัปดาห์ เพื่อที่จะเตรียมนำเสนอ 20 คะแนน คะแนน อันนี้ 10 คะแนน แล้วให้โอกาสไปแก้ด้วย แต่ 20 คะแนน ไม่ได้ให้โอกาสไปแก้ เพราะว่าจะถือว่าเป็นคะแนนสอบกลางภาคนะคะ กลุ่มละ 3 คนนะ ครูให้กลุ่มละ 3 ฉะนั้น 20 คะแนน น้ำหนักคะแนนเพิ่มด้วย และงานก็เพิ่มด้วย เพราะว่าจากกลุ่มละ 6 เป็นกลุ่มละ 3 แล้ว งานต้องดีขึ้นอีกนะะ คราวนี้ สำหรับวันนี้ขอสอนต่อในเรื่องของการวิจารณ์ร้อยกรอง ซึ่งจะเป็นบทสุดท้ายที่ครูจะบรรยาย และวันนี้ 5 โมงเย็น อย่าลืมเข้า ZOOM นะคะ เดี๋ยวครูส่งให้ มีวิทยากรพิเศษก็คืออาจารย์บุตรธินันท์จะสอนเรื่องการเขียนบทความวิจารณ์ ซึ่งจะเป็นเนื้อหาของบทที่ 8 ของเรานะคะ ทีนี้ดูวิจารณ์บทร้อยกรอง วิจารณ์บทร้อยกรองลักษณะของการวิจารณ์ จะง่ายกว่าเรื่องสั้น กับนวนิยายนิดหน่อยนะคะ ง่ายกว่านิดหน่อยตรงที่ว่าหัวข้อมันน้อยกว่านวนิยายกับเรื่องสั้นนี่มีตั้ง 11 หัวข้อแหน่ะ แต่ว่าวิจารณ์บทร้อยกรองนี่ มีแค่ 4 หัวข้อ แค่นั้น แต่คำว่า "4 หัวข้อ" ไม่ได้แปลว่า โอ้โห มันน้อยจังนะคะ เหตุผล 4 หัวข้อ เพราะว่าการวิจารณ์ร้อยกรองนี่มันต่างจากนวนิยาย ตรงที่จะเน้นในเรื่องของภาษา ร้อยกรองต่างจากร้อยแก้ว เพราะว่า ร้อยกรองต้องมีบังคับฉันทลักษณ์ เช่น รูปแบบการแต่งแต่ละบทประพันธ์ แต่บะโครง แต่ละกลอน รูปแบบฉันทลักษณ์ ไม่เหมือนกันป ปเช่น กาพย์ยานี 11 ข้างหน้า 5 ข้างหลัง 6 รวมกันให้ได้ 11 คำ อย่างนี้ หรือกลอน 8 ต้องมีวรรคละ 7 ถึง 9 คำเป็นต้น และก็ยังมีว่าต้องบังคับสัมผัส สระ พยัญชนะ อะไรก็ว่าไป มันก็เลยกลายเป็นว่า เวลาที่จะเขียนร้อยกรองได้นี่ เขาต้องมีการเลือกสรรคำให้มีความไพเราะ ให้มีความน่าสนใจ แล้วก็ต้องให้ลงล็อกฉันทลักษณ์ด้วย เช่น บทประพันธ์ พฤษก ผกาศร อีกกุญชร อันปลดปลง เคยได้ยินไหม เคยได้ยินไหม พฤษภผกาสร โททนสำคัญหมายในกายมี นรชาติ ติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตย์ทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา อันนี้เป็นกาพย์ยานี 11 5 ข้างหลัง 6 โอเคไหม บังคับและข้างหน้า 5 ข้างหลัง 6 แล้ว 1 2. ยังจะมาบังคับคำให้มันสัมผัสสระ วรรณยุกต์ ให้มันลงล็อกอีก เขาก็เลยมีการเลือกสรรคำ ในบทประพันธ์นี้ไม่ได้ใช้คำไทยเลย มีแต่คำไวพจน์ทั้งนั้นเลย คำไวยพจน์คือความหมายคล้ายกัน... มีความหมายเหมือนกันมาใช้ เช่น คำว่า "พฤษภ พฤษภแปลว่าอะไรคะ ราศีพฤษภบ้าง คนที่เกิดในช่วงเดือนพฤษภาคม ถึงกลางมิถุนายน มีไหม ในห้องนี้ ไม่มีเลยเหรอ ห้องนี้ไม่มีราศีพฤษภเลย แล้วพอเดาได้ไหม พฤภพ แพฤษภ ราศีพฤษภมันจะเป็นหน้าอะไรคะ ความรู้รอบตัวนี่มีบ้างนิดหนึ่ง เป็นหน้าวัว สรุป พฤษภเป็นอะไร พฤษภเป็นอะไร มันแปลว่าอะไร มันเป็นหน้าวัวขนาดนั้นมันต้องเป็นอะไรพฤษภนี่ เป็นวัว มันเป็นหน้าวัว มันก็ต้องเป็นวัวสิคะนักศึกษา พฤษภ ฉะนั้น เมื่อกี้พฤษภมาแล้วแปลว่าวัว ภกาษรให้เดาแปลว่าอะไร ควาย โอเคนะ พฤาภ พกาสร จริง ๆ มันคือ พฤกับกาสรนั่นแหละ แต่ว่าเวลาอ่าน เวลาเขียน เขาจะให้มันเป็น 5 คำไงคะ จะพูดว่า พฤษภ กาษร มันก็เปนกาสรเฉย ๆ มันก็เป็นแค่ 4 เขาก็เลยอ่าน พฤษภภกาษรนะคะ อันปลดปลง กุญชรแปลวัว ความ ช้าง อันปลดปลงก็คือที่ตายแล้ว โททนต์สะเน่งคง ทน กับ ทันตัเหมือนกัน ถ้าทันตแพทย์ แปลว่า หมอฟัน ถ้าโททน น่าจะแปลว่าอะไร ฟัน พวกกระดูกและฟันเสน่งก็คือเขา กระดูก ฟัน เขา งา อะไรพวกนี้ สะเหน่งคง และฟัน และเขา มันก็ยังคงอยู่ ทวนอีกรอบ วัว ความ หรือช้าง ถ้าตายไปแล้ว แต่กระดูกเขาและฟันของมันก็ยังคงอยู่ สำคัญหมายในกายมี นรชาติ แปลว่า คน แปลว่าคน แปลว่ามนุษย์ นรชาติวางวายแปลว่าคนที่ตายไปแล้ว มลายสิ้นทั้งออินทรีย์ แปลว่า ร่ายกาย แต่ว่าอันนี้อินทรีย์ที่แปลว่าร่างกายนะคะ ถ้าตายไปแล้วมลายสิ้นทั้งอินทรีย์ ก็คือสถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกาแสดงว่าสิ่งที่เหลืออยู่ ก็คือความดี ความชั่ว เขาก็เลต้องการที่จะบอกว่าในบทประพันธ์นี้ ถ้าเป็นสัตว์ต่าง ๆ นี้ วัว ควาย ถ้ามันตายไปมันยังเหลือเขา งา ทิ้งไว้ให้เห็นนะ แค่คนนี่ไม่เหลืออะไรไว้ให้เห็นเลย เหลือไว้แค่ความดี ความชั่ว ฉะนั้น บทประพันธ์ที่ครูเอาให้นักศึกษาลองพิจารณาเมื่อกี้ นักศึกษาสามารถพิจารณาในแง่ 1. เลย ภาษาของเขาไม่ได้ใช้ภาษาธรรมดา ธรรมดา เพราะร้อยกรอง มันต้องมีการสรรหาคำที่ทำให้เกิดความไพเราะ แล้วก็ถูกต้องตามฉันทลักษณ์ของเขา ถ้าเกิดเขาใช้คำว่า ว่า วัว ควาย ที่ตาย มันก็ไม่ได้คล้องจองน่ะ มันไม่ได้ไพเราะ ฉะนั้น เวลาที่เราจะพิจารณาบทประพันธ์หรือบทร้อยกรอง คุรต้องหาความหมายให้ได้ด้วย หรือแม้กระทั่งแก่นเรื่องในตอนท้าย เขาก็ไม่ได้พูดตรง ๆ แต่บทร้องกรอง หรือประพันธ์เขาจะมีแนวคิดมักจะใส่ไว้ในวรรคสุดท้าย หรือบทสุดท้ายของบทประพันธ์ บทสุดท้ายของบทประพันธ์ เพื่อที่เขาจะบอกว่า สิ่งที่เขาต้องการจะสื่อทั้งหมดนี่ มันคืออะไร อย่างเช่นบทเมื่อกี้ก็จะบอกว่าสิ่งที่ต้องการจะสื่อทั้งหมด ก็คือต้องการให้คนนี่ รู้จักการทำความดี เพราะสิ่งที่เหลืออยู่ ก็จะเหลือไว้แค่ความดีกับความชั่ว ถ้าคุณทำชั่วคนก็จะจดจำที่คุณทำ หรือถ้าคุณทำความดีเขาก็จะจดจำแต่เรื่องดี ๆ ที่คุณทำนั่นเองนะคะ เมื่อกี้เกริ่นในเรื่องของการวิจารณ์บทร้อยกรอง คราวนี้ มาเริ่มดูองค์ประกอบในการพิจารณาตั้งแต่แรกเลย ก็คือ 1. ผู้พูด น้ำเสียงนะคะ ผู้พูด น้ำเสียง คืออะไร ผู้พูดและน้ำเสียงนี่ ด้วยความที่ว่าบทร้อยกรองไม่ได้มีบทสนทนาเหมือนกับเรื่องสั้นนวนิยาย คุณจะไม่รู่้เลยว่าผู้พูโเป็นใคร ดังนั้น ผู้อ่านต้องใช้การพิจารณาจากภาษา ว่าเขาพูดแบบไหน น้ำเสียงอย่างไร อารมณ์โกรธประชดประชัน เคร่งเครียด สนุกสนาน หรือร่าเริง เช่น ครูจะอ่านให้ฟังแล้วนักศึกษาพิจารณาว่าน้ำเสียงนี่เป็นน้ำเสียงไหน เอออุเหม่นะมึงชิช่างกระไร ทุทาศสถุงฉะศึกบ่ถึงและมึงก็ยังมิเห็น จะน้อยจะมาจะยากจะเย็นประการใด อวดฉลาดเพราะใจขยาดขยั้นมิทันกระไปรปปก็หมิ่นกู กลกะกากะหวาดขมังธนู ฤๅบ่หอนจะเห้นธวัชริปูสีล่าถอย อารมณ์ไหนคะ น้ำเสียงไหนคะ อะไรนะ โกรธ อะไรนะคะ เสียดสี อ๋อ ยังไม่ถูก อันนี้จะเป็นอารมณ์โกรธนะคะ อันนี้จะเป็นอารมณ์โฏรธ โอเคนะ 1 เลย โกรธ เพราะว่า จากที่อ่าน เอออุเหม่งนะมึงชิช่างกระไร นี่มันเป็นน้ำเสียงที่แสดงให้เห็นถึงอารมณ์ 2. ลูกก็แลดูแม่แม่ดูลูก ต่างพันผูกเพียงว่าเลือดตาไหล สะอื้นร่ำ อำลาด้วยอาลัย แล้วแข็งใจจากนางตามทางมา เหลียวหลังยามเห็นแม่ แลเขม้น แม่ก็เห็นลูกน้อย ละห้อยหา เหลียวเหลียวเลี้ยวลับวันวิญญาณ์ โอ้เปล่าตาต่างสะอื้นยืนตะลึง อันนี้น้ำเสียงอะไรคะ เศร้า โอเคไหม ที่น้ำเสียงเศร้า เพราะอะไร มันน่าจะเป็นฟีลแม่กับลูกกำลังจะพรากจากกัน เราอ่านแล้วเราก็ตีความได้จากภาษาว่า อ๋อ น่าจะเป็นแม่กับลูกกำลังจะจากกัน มันมีสะอื้นร่ำ อำลาด้วยอาลัย บางคนบอกว่าน้ำเสียงแบบไหนหนูไม่รู้ แต่หนูเห็นภาษาแบบสะอื้นอำลาและอาลัยได้ว่ามันต้องเป็นเศร้าแน่ ๆ อันนี้ก็ได้นะคะ ของการพิจารณาบทประพันธ์ นั่นก็คือพิจารณาภาษาเป็นหลัก ต่อไป สูเป็นไฟ เราเป็นไม้ ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณ แม้แต่ธุลีมิอาลัย ลืมเจลืมเจ้าไซร้จนชั่วกาลปาวสาน ถ้าชาติไหนเกิดไปพบพาน จะทรมาน ควักทิ้งทั้งแก้วตา ตายไปอยู่ใต้รอยเท้าให้เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้า เพื่อจดจำพิษช้ำนานา ไปชั่วฟ้าดินสิ้นเอย น้ำเสียงแบบไหนคะ อันนี้ให้ตอบได้นะคะ ฝั่งนู้น ที่ตอนแรกตอบอะไรนะคะ เสียดสี คราวนี้ให้ตอบเสียดสีได้นะคะ นักศึกษษ รู้ไหม คิดว่าเขาเกลียดหรือว่าเขารัก จากบทประพันธ์เขาเกลียดหรือเขารัก ใครอ่านรัก มีใครให้เกลียดไหมคะ ไม่มีนะ บทประพันธ์นี้ 1. เลย เสียดสี 2 ไม่ได้เสียดสีเพราะเกลียด แต่เสียดสีเพราะรัก ถ้าสังเกตการใช้คำของเขา สูเป็นไฟ เราเป็นไม้ เริ่มต้นมาเลย ยังไม่ได้อ่านถึงตอนท้ายน่ะ เริ่มต้นก็รู้แล้วว่ารัก ทำไมถึงรู้ ถ้าคนมันเกลียดคนมันต้องอยากทำลายคนที่ตัวเองเกลียดถูกไหม แต่ถ้าสูเป็นไฟ เราเป็นไม้ ให้เธอเป็นไฟ เราจะเป็นไม้ให้เธอเผาทำลายเอง นี่ก็คือ 1. แล้ว ที่ทำให้รู้ว่าเขาไม่ได้เกลียดแน่ ๆ แต่ทำไมเขาเขาถึงเสียดสีแบบนี้ล่ะ ก็มันสืบเนื้องมมาจากรัก แล้วมันช้ำ แล้วมันผิดหวังในความรักไง ถ้ามันผิดหวังในความรัก ถ้ามันไม่ได้คู่ครองกับเธอจริง ๆ ฉันทิ้งไปเสียเถอะ อันนี้คือบทประพันธ์นี้ ตั้งแต่สูเป็นไฟ เราเป็นไม้ ให้ทำลายสิ้นถึงวิญญาณ์ เกิดไปอยู่ใต้รอยเท้า ให้เจ้า...ตายไปอยู่ใตให้เจ้าเหยียบเล่นเหมือนเส้นหญ้า เพื่อจดจำพิษนานาไปชั่วฟ้าดินสิ้นเอยฯ ถ้าไม่รักฉันก็ฆ่าฉันให้ตายเสียเถอะ อันนี้ก็คือบทประพันธ์ที่เสียดสีนยะคะ ถ้าสังเกตบทประพันธ์นี้ จะต่างจาก 2 บท เมื่อกี้ ตรงที่ว่ามันไม่ได้เป็นไปตามฉันทลักษณ์ แต่นี่ ก็เป็นอีกบทร้อยกรองที่เขาเรียกว่ากลอนเปล่านะคะ ซึ่งเป็นบทร้อยกรองที่ตอนนี้กำลังฮิต ถ้าสังเกตว่าที่ได้่รับรางวัล ต่าง ๆ จะเป็นบทประพันธ์แบบกลอนเปล่า เพราะอะไร เพราะว่าใช้คำแบบที่ไม่ต้องลงล็อกก็ได้ แต่เน้นกินใจ และต้องเน้นภาษาที่สั้น กระชัดเหมือนเดิม ถึงจะไม่ต้องบังคับฉันทลักษณ์แต่ก็ยังคง Concept ก็คือสั้น กระชับ ไมไ่ด้เป็นแบบร้อยแก้วนะคะ ต่อไป ข้อที่ 2 เมื้อกี้ คือการพิจารณาน้ำเสียงนะ เวลาที่เราจะวิจารณ์บทร้อยกรอง เราต้องพิจารณาตั้งแต่ข้อ 1 ก่อน พิจารณาน้ำเสียง มีน้ำเสียงอย่างไรนะคะ ต่อไป การใช้ถ้อยคำของภาษา ของนี้ * เพราะว่าในการที่จะพิจารณาบทประพันธ์ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียง หรือแนวคิด ภาษาคือสิ่งที่ผู้วิจารณ์ต้องตีความให้ได้ เพราะอย่างที่บอกว่าเผื่อบางอันที่เป็นบังคับฉันทลักษณ์เขาก็จะมีข้อกำหนดว่าต้องใช้คำนี้ คำนี้ เพื่อให้มันลงล็อก อยา่งเช่น ผู้หญิงนี่ แทนที่จะใช้เป็นคำว่า "ผู้หญิง" เขาจะมีคำอื่น ๆ เช่น นารี สตรี อะไรก็ว่าไป ดอกไม้ก็อาจจะเป็นบุพผา บุพชาติ นี่ก็คือคำต่าง ๆ ที่ทีความหมายเหมือนกัน แล้วเอามาใช้แทนได้ ดังนั้น ภาษาจึงเป็นสิ่งที่สำคัญที่เราต้องพิจารณาเป็นอันดับแรกนะคะ การพิจารณาภาษาข้อแรก 1. เลย ความหมายตรงกับความหมายแฝง เพราะบทประพันธ์ เขามักจะไม่ได้บอกความหมายตรง ๆ หรอกค่ะ เขามักจะบอกความหมายแฝงซ่อนอยู่เสมอนะคะ เช่น ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงมาหาความหมาย ฉันหวังเก็บอะไรไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันปแผ่นเดียว กระดาษฉันแผ่นเดียวนี่ ความหมายตรงคืออะไรคะ ความหมายของกระดาษแผ่นเดียวคืออะไร กระดาษแผ่นเดียวนี่ ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่ง ฉันจึงหาความหมายไปมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว กระดาษแผ่นเดีความหมายตรงที่ว่าน่าจะหมายถึงอะไร ถ้าเป็นความหมายตรงเลย ใช่เงินไหม กระดาษแผ่นเดียว คือแบงค์ธนบัใช่ไหมคะ คืออะไร เมื่อกี้พี่ล่ามบอกแล้วนะคะ คืออะไร เรามาเรียนนี่ ใบกระดาษแผ่นเดียวที่เราจะได้คืออะไร ไม่ใช่เงินแน่ ๆ เพราะว่าเงินเราได้หลาย ๆ ใบ คือใบปริญญา โอเคนะคะ นักศึกษา มาบัดทีนี้ มาช่วยตอบ ฉันเยาว์ ฉันเขฉันจึงมาหาความหมาย ฉันหวังจะเก็บอะไรมากมาย สุดท้ายให้กระดาษฉันแผ่นเดียว บทประพันธ์นี้ ถ้าตีความความหมายตรง กระดาษแผ่นเดียวจะหมายถึงใบขปริญญา แต่บทความที่เขาจะสื่อ บทประพันธ์นี้ สามารถตีความได้ว่า สิ่งที่เขาหวัง สิ่งที่เขาอยากได้ เขาไม่ได้อยากได้แค่ใบปริญญานะ เพราะเขาเปิดด้วยคำที่ว่า ฉันเยาว์ ฉันเขลา ฉันทึ่งก่อน นั่นแสดงว่าสิ่งที่เขาอยากได้คืออะไร ความรู้ นี่คือความหมายแฝงที่เขาแฝงอยู่ข้างใน โอเคนะ ถ้าตอบได้แบบนี้แสดงว่าเรานี่เริ่มเก็ตแล้วว่าคืออะไร ความหมายตรงคืออะไร นักศึกษาถ้ามองเป็นภาพแบบ ถ้าอ่านเผิน ๆ บทประพันธ์นี้เป็นความหมายเชิงบวกหรือเชิงลบ สุดท้ายให้แค่ใบปริญญาของเขาน่ะ เป็นความหมายเชิงบวกหรือเชิงลบ เชิงลบ ถูกไหม เพราะว่าเขาเหมือนกับว่า เขาอยากได้อะไรมากกว่านี้ นั่นแสดงว่าเมื่อกี้แหละเขาอยากได้ความรู้ ประสบการณ์ที่เขาควรจะได้แต่ว่าสุดท้ายให้แผ่นเดียว เขารู้สึกว่าเขามาแล้ว เขาไม่ได้ในสั่งที่เขาอยากได้เต็มที่ แต่สิ่งที่เขาได้ เขาได้ใบปริญญาติดฝาบ้าน แปลว่าเขากำลังจะบอกว่าเขาไม่เห็นจะได้ความรู้อย่างที่บอกไว้เลยถูกไหมคะ ทีนี้ ครูบังเอิญไปเลื่อนเจอ Facebook นักศึกษา เขามีความเห็นต่างจากบทประพันธ์นี้มาก เขาบอกว่า ใบกระดาษแผ่นเดียวเหมือนกัน แต่ไม่ใช่แค่แผ่นเดียว มันเป็นช่วงรับปริญญาของราชมงคล 3 ปีที่แล้ว ิันนี้ครุจำได้เลย ครู Capture ไว้ด้วย เขารับปริญญา เหมือนเขาเป็นชาวเขาแหละ พอได้ใบนี้เสร็จแล้วน่ะ เขาก็เขียนเป็นบทความผ่าน Facebook แล้วมีคนเข้าไปดูเยอะ ครูก็เลยเข้าไปอ่าน เขาบอกว่าใบกระดาษแค่แผ่นเดียวของเขา มันไม่ใช่แค่แผ่นเดียว แต่มันหมายถึงความภูมิใจของทุกคนในบ้านของเขา แค่แผ่นเดียวที่เขาถือไปน่ะ มันหมายถึงสิ่งที่พ่อกับแม่เขาฝันเอาไว้ตั้งแต่เด็กว่าอยากได้ แต่ไม่มีโอกาสได้ อีใบแค่แผ่นเดียว ใบนี้แหละ สามารถที่จะทำให้ความฝันของพ่อของแม่เขาของน่ะ สำเร็จได้ด้วยใบกระดาษแผ่นเดียว เขาไม่รู้หรอกว่าเขาเรียนจบไปแล้ว เขาจะได้ทำงานตามวุฒิที่เขาเรียนมาหรือเปล่า แต่สิ่งที่เขาได้ในตอนนี้ คือ ความสุขที่ทุกคนในบ้านของเขาน่ะ มีต่อใบกระดาษแผ่นเดียว ครูก็เลยถ้าสมมติว่านักศึกษาจะเอาไปตีความ หรือว่าจะเอาไปวิจารณ์เหมือนกับว่าวิจารณ์บทประพันธ์ สิ่งที่เราวิจัยไม่มีถูก ไม่มีผิด แต่คุณต้องมีเหตุผล ถูกไหมคะ ซึ่งถ้าคุณจะวิจารณ์ว่าสุดท้ายได้กระดาษแผ่นเดียว แสดงว่าบทประพันธ์นี้ แสดงที่อาจจะไม่มีค่าเท่าความรู้ หรือประสบการณ์ต่าง ๆ ที่ผู้เขียนอยากจะได้รับ คุณก็วิจารณ์ไปในเชิงลบได้ แต่บางคนที่เขาเอาเขาเรียกว่าอะไร ความรู้สึกของเขา ความคิดที่มีแต่สิ่งที่เขาอ่าน เขาก็เอาไปใส่ด้วย เขาก็อาจจะวิจารณ์ไปในเชิงบวกก็ได้ อย่างที่ครูพูดให้ฟังไปเมื่อกี้ ผู้หญิงคนนั้นนี่ เอาบทประพันธ์บทนี้มาแล้วเขาก็พูดถึงใบปริญญาว่ามันไม่ใช่แค่ใบปริญญานะ แต่มันเป็นความสุขต่างหากล่ะ อันนี้ก็เป็นความหมายแฝงของผู้หญิงคนนี้ได้เหมือนกันนะคะ นี่คือความหมายตรงกับความหมายแฝง ต่อไป ใช้คำให้เกิดจินตภาพ 1. หาความหมายตรงความหมายแฝงให้ได้ 2. หาจินตภาพที่เกิดในบทประพันธ์นี้ให้ได้นะคะ จินตภาพที่ว่ามันก็คือภาพที่เราคิดเอาไว้นั่นล่ะ แต่ถ้าจิตภาพเเฉย ๆ นี่ มันก็จะมีแค่ภาพใช่ไหม แต่ถ้าเราจะวิจารณ์จินตภาพในบทประพันธ์ คุณสามารถที่จะเกิดภาพได้ทั้งที่เป็นภาพจากสายตา ภาพจากเสียง ภาพจากกลิ่น แล้วก็ภาพการสัมผัสก็ได้ เช่น บทประพันธ์ชื่นชมนางประแดง ในเรื่องระเด่นลันได ครูจะชอบยกตัวอย่างบ่อย ๆ เพราะว่านางเอกในวรรณคดีไทยนีั่ จะชอบยกย่องว่าสวนอย่างนั้น สวนอย่างนี้ใช่ไหมคะ แต่ว่านางประแดะ ในวรรณคดีเรื่องระเด่นลันได เขาชมนางเอกว่า สูงระหง์ทรงเพียวเรียวรูดงามละไม้คล้ายอูฐกะหลาป๋า พิษแต่หัวลามมาเท้าดวงแก้มกัลยาดั่งลูกยอ พิจิตรบทประพันธ์ตั้งแต่อันแรก สูงระหงทรงเพรียวเรียวรูด งามละม้ายคล้คล้ายอูฐกะหลาป๋าไหมคะ ใครที่คิดภาพไม่ออกว่าอูฐกลาป๋าเป็นอย่างไร ก็คืออูฐนั่นแหละ ก็คือเดิน แล้วก็จะตูดแอ่น ๆ คือ 1. นะ 2. พิศแต่หัวตลอดเท้าขาวแต่ตา แสดงว่าเป็นอย่างไร ดำปี๋ โอเคไหม นี่ก็ให้เห็นภาพแล้ว สุดท้าย ดวงแก้มกัลยาดั่งลูกยอ มันเป็นอย่างไร ผิวตะปุ่มตะป่ำแบบลูกยอ ถ้าคนที่เคยเห็นลูกยอก็จะคิดภาพออก แต่ถ้าคนที่ไม่เคยเห็นก็จะคิดภาพไม่ออกนะคะ ลูกยอ ก็เป็นผิวแบบตะปุ่มตะป่ำนั่นเอง ฉะนั้น มันก็เลยเป็นว่าอ๋อในเรื่องนี้เขาไม่ได้ให้เห็นแค่ภาพ หรือจินตภาพนะ บางทีใหเ้เห็นเหมือนกับสัมผัสจับต้องด้วย โดยการใช้คำในการบรรยายนะคะ หรือ แล้วจินตภาพที่เป็นกลิ่น มันจะได้กลิ่นได้อย่างไรนะคะ ครูเคยอ่านเรืองหมาเน่าลอยน้ำ ของเยาวริน เขาอธิบายลักษณะของหมาเน่า ที่ตัวมันกำลังพองแล้วกำลังพุ แล้วกำลังได้เต็มที่ลอยน้ำมาทันใดนั้นเองมันชนกับผักตบชวาทำให้หนองที่อยู่ในตัวมันกระเด็นออกมา กระจายไปทั่วผืนน้ำ นักศึกษาเห็นภาพไหมคะ ใคร... ใครที่ไม่เห็นก็ลองคิดตามดูนะคะ ไม่ได้แค่เห็นอย่างเดียวบางคนบอกว่าเหมือนได้กลิ่นออกมาด้วย จากภาษาที่เขาใช้มันก็เลยกลายเป็นว่า การที่คุณบอกจินตภาพเกิดขึ้นได้นี่ มันใช่แค่เป็นภาพวาดเฉย ๆ หรือภาพในฝันหรือจินตนาการอย่างเดียว แต่มันอาจจะหมายถึงเสียง หมายถึงกลิ่น กลิ่นหรือสัมผัสก็ได้ด้วยนะคะ ยกตัวอย่าง บทประพันธ์บทนี้ อ่านออกเสียงหน่อยเพื่อกระตุ้นนักศึกษานิดหนึ่ง อ่านออกเสียงข้างบ้านมีสพจึงวุ่นวาย พนร้อมกัน1 2 3 ให้คิดจินตภาพคนละ 1 อย่าง หลังจากที่อ่านแล้วเกิดจินตภาพอะไรบ้างในเรื่องนี้ ห้ามซ้ำกัน เป็นภาพก็ได้ พเป็นเสียงก็ได้ เป็นกลิ่นก็ได้ ได้อะไรบ้าง คนละ 1 อย่าง เอาเพื่อนหูด้วยนะคะ พี่ล่ามรบกวนอันนี้ด้วย ให้คิดคนละ 1 อย่าง จินตภาพ ภาพก็ได้ เสียงก็ได้ กลิ่นก็ได้ สัมผัสก็ได้ถ้ามันมีนะคะ เริ่มใครจะตอก่อนคะ ยกมือค่ะ ยกมือค่ะ ค่ะ เสียงอะไรคะ เสียงอะไรคะ เสียงญาติคุยกันของญาติ 1 ค่ะ เสียงร้องไห้ 2 ค่ะ เป็นภาพคนช่วยงานศพ ค่ะ ค่ะ มีเสียงแล้วก็มีภาพแล้ว มันซ้ำ ซ้ำแล้ว กลิ่นธูป อันนี้ได้นะคะ นักศึกษา บางคนจะเถียงว่าไม่เห็นมีคำว่า "ธูป" เลยค่ะ แต่อ่านแล้วมันเห็นภาพของงานศพใช่ไหม มันก็น่าจะมีจินตภาพ คือจินตนาการ ได้ค่ะ เสียงหมูคือร้องตอนโดนเชือด โดนเชือด ภาพ... มันซ้ำน่ะ มันซ้ำ (อาจารย์หทัยวรรณ) ข้างบ้านวุ่นวาย เลิกวุ่นวาย ภาพแบบเงียบสงบ เสียงเพลง เพื่อนหูเขายังได้ยินเสียงเพลง คนปกติไม่ได้ยินเสียงเพลงได้อย่างไรนี่ มันชัดขนาดนี้ ได้ค่ะ 1 โอเค ภาพวัวที่กำลังผูกไว้รอกำลังที่จะ อาจจะเป็นศพต่อไปค่ะ อะไรอีกคะ เพื่อน 2 คน ยังไม่ได้นะคะ 2 คนตะกี้ยังซ้ำอยู่นะ ภาพอะไร ภาพอะไร คนร้องไห้ ภาพคนร้องไห้ มีใครพูดยัง เป็นเสียงนะ เป็นเสียงร้องไห้ ให้ก็ได้ เหลืออีกคนหนึ่ง พูดไปแล้ว พูดไปแล้ว เหลืออีกคนหนึ่ง เงียบ อ๋อ คือความเสียใจทิ้งยังคงอยู่ โอเค นี่คือสิ่งที่เราต้องเขียนนะคะ เวลาที่เราน่ะเจอในบทร้อยกรอง แล้วเราต้องเขียนออกมาให้ได้ว่ามีจินตภาพอะไรบ้าง คอมค้าง คอมฯ ค้างใช่ไหม ใช่ โอเค สิ่งที่เราตอบมา ใช่หมด ถ้าครูบอกว่ามันมี มีกลิ่นคาวเลือดหมู ได้กลิ่นไหมคะ มีไหมคะ ครูพูดได้ไหม มันเป็นจินตภาพของครูได้ไหม ได้ เพราะครุอนุมานมาจากภาษาที่เขาใช้คืหมูโดนเชือด โอเคไหม แล้วครูจะจินตภาพว่ามันต้องมีแบบเป็นป้ายข้างหน้าแล้วก็เขียน เขียนอะไรต่าง ๆ ได้ไหม ได้เหมือนกัน เพราะในบทประพันธ์ก็มีเหมือนกันนะคะ ดังนั้น ไม่ใช่ว่าเราน่ะ จะคิดแค่อย่างเดียวอย่างหนึ่งที่เป็นภาพเท่านั้น คิดเป็นกลิ่นก็ได้ เมื่อกี้เพื่อนบอกว่ากลิ่นธูปอันนี้ก็ได้เลย เพราะว่ามันไม่มีธูปหรอก ในเรื่อง แล้วมันมีธูปแน่ ๆ เพราะมันเป็นงานศพ ไม่ได้ยินหรอกแต่คิดว่ามีเสียงแน่ ๆ ก็นี่ไงเขาบอกว่ามีเพลงขับบันเทิงสมัย คือเพลงอะไรงานศพ ธรณีกันแสงนี่ เขาไม่ได้บอกหรอกว่าเป็นเพลงธรณีกันแสง แต่เราอ่านแล้วเรามีเพลงธรณีกันแสงด้วย อย่างนี้ อันนี้ก็คือเป็นภาพ หรือจินตภาพนะคะ ดังนั้น ตรงนี้แหละ ที่เราต้องพิจารณา แล้วก็ภาษาในส่วนของโวหาร ภาษาในส่วนของโวหารนี่ ก็จะมีพวกาภพพจน์ โวหารต่าง ๆ ซึ่งภาพพจน์โวหารที่ว่า เดี๋ยวนะคะ สักครู่นะ ครูรู้สึกว่าสายมันหลุด ใช่ไหมคะ โอเคค่ะ สวัสดีค่ะ โอเคค่ะ เดี๋ยวเริ่มต่อเลยนะคะ มา ต่อ ทีนี้มาดูโวหารภาพพจน์นะคะ กลับมา กลับมา โวหารภาพพจน์ ในภาษาไทยนี่ จริง ๆ แล้วเขาบอกว่ามีมากกว่า 258 แต่มันไม่ใช่เรื่องจำเป็นของเราที่จ้องไปรู้ขนาดนั้น สิ่งที่เราต้องรู้ หลัก ๆ ก็คือ ไม่ว่ามีกี่แบบก็ตาม แต่สิ่งที่มักจะเจอบ่อย... สิ่งที่โวหารที่มักจะเจอบ่อยก็คือ 4 โวหารนี้ และครูเชื่อว่าถ้านักศึกษาได้ไปทำงานที่ครูให้ ก็จะเจอ 4 โวหารนี้เช่นกัน 1. เลย อุปมา 2. อุปลักษณ์ 3. บุคลาธิษฐาน แล้วก็ 4. เริ่มจากอุปมากับอุปลักษณ์ก่อน อุปมา คือ เปรียบเหมือนฉะนั้น อุปมาจะมีลักษณะว่า คุณเช็กได้จากคีย์เวิร์ด หรือวลีที่เขาใช้ในการเปรียบ เช่น ดุจ ดั่ง เหมือน ราว ราวกับ คล้าย ประหนึ่ง เฉก เช่น เพี้ยง ก็ใช่ หรือคำอื่น ๆ อีก ที่เป็นการเปรียบเทียบ เปรียบเหมือน โอเคนะคะ ยกตัวอย่างเช่น จากเจ้าเหมือนใครเฉือนเชือด ให้เลือกหลั่งไหล แต่ยังมีร้าวราวใน เหมือนไฟเผาผลาญศรัทธา มีคำว่า "เหมือน" จากเจ้าเหมือนใครเฉือนเชือด เปรียบเทียบ ก็คือจากเจ้า ก็คือจากคนที่รัก กับโดนคนมาเฉือน บางทีเขานี่ พยายามจะใช้คำให้ใันได้อารมณ์ความรู้สึกว่าถ้าเกิดว่าจากเจ้าเหมือนคนมาแทง จึก แทงเจ็บแป๊บเดียวจบไหมคะ จบไหมคะ เจ็บแป๊บเดียวจบนะคะ แต่ถ้าเกิดสมมติว่าเฉือน มันไม่จบน่ะสิ่ เพราะมันค่อย ๆ เจ็บ ทรมานช้าง ๆ ทรมานไปเรื่อย ๆ มันก็เลยเปรียบเทียบในลักษณะที่ว่าการจากเธอนี่มันเจ็บปวดแล้วก็ทรมานนะคะ การใช้คำนะคะ โดยการเอาอุปมามาเปรียบเทียบ ก็คือคำว่า "เหมือน" ดวงใจให้เลือดหลั่งไหล แต่ยังมีร้าวรานใน เหมือนไฟเผาผลาญศรัทธา นอกจากจะเจ็บปวดทรมานแล้วเหมือนกับการเผาผลาญศรัทธาทุกสิ่งทุกอย่างของเขานะคะ ต่อไป สังเกต ต่อไปเดี๋ยวดูอุปลักษณ์ก่อน อุปลักษณ์ ก็เป็นความเปรียบเหมือนกัน แต่คนภาษาไทยเขาจะรู้กันว่า อุปลักษณ์เปรียบเหมือน ไม่ใช่ อุปมา เปรียบเหมือน อุปลักษณ์เปรียบเป็น อันนี้คนภาษาไทยรู้กัน เพราะอะไร เพราะอุปมาเขาจะใช้คำว่า ราวกัน คล้าย เฉกเช่น นะ แต่อุปลักษณ์เขาจะใช้เป็นคำว่า "เป็น" เช่น ลูกเป็นแก้วตาดวงใจของแม่ เธอเป็นนางฟ้าของฉัน นี่ ก็คือเปรียบแหละ ลูกไม่ใช่แก้วตาจริง ๆ แล้วก็เธอไม่ใช่นางฟ้าจริง ๆ แต่เปรียบเป็น อันนี้ก็คือเปรียบโดยคำว่า "เป็น" นะคะ อุปลักษณ์ จะต่างจากอุปมาตรงที่ว่าอุปลักษณ์ บางครั้งสามารถละคำว่า "เป็น" กับ "คือ" ได้ แต่มันก็ได้ใจความเหมือนกัน เช่น แม่พูดกับลูกว่า โธ แก้วตาดวงใจของแม่ ไม่มีคำว่า "เป็น" แต่รู้ไหมคะ จะใส่คำว่า "เป็น"รู้ เราน่ะ ละเอาไว้ได้ ก็คือมันก็แปลว่า เธอเป็นแก้วตาดวงใจของแม่นั่นแหละนะคะ ฉะนั้น ถ้าเป็นอุปมา ต้องมีคีย์เวิร์ด แต่ถ้าเป็นอุปลักษณ์ ละได้ แต่รู้กันว่ามันมีความหมาย ก็คือคำว่า "เป็น ยกตัวอย่าง อุปลักษณ์ ถ้าเจอคีย์เวิร์ดง่าย ๆ เช่น ยิ้มเด็ฏ คือ ยิ้มโลกบรรเทาโศกด้วยยิ้มฝัน ฝันเด็กดั่งตะวัน สาดแสงงามยามอรุณ บทประพันธ์นี้มีทั้งอุปลักษณ์ อุปลักษณ์ ก็คือยิ้มเด็ฏ คือ ยิ้มโลก เขาต้องการจะเปรียบเทียบว่า ยิ้มของเด็กทำให้โลกสดใสได้อย่างนี้ ฝันเด็กดั่งตะวัน ฝันของเด็กนี่เหมือนกับแสงตะวันเลย เเพราะว่ามันดูสว่างดูสดใส โอเคนะคะ นี่ก็คือการเปรียบ แต่อุปลักษณ์บางครั้งอาจจะไม่มีเป็นกับคือก็ได้เหมือนที่ครูพูโไว้เมื่อกี้ ก้ม ก้าาเคารพอภิวาทพระปิ่นภพภูวนาถนาถา ยับยั้งคอยฟังพระวาจา จะบัญชาให้ยกโยธี บางคนถ้าไม่เข้าใจความหมายของคำของคำ ก็จะตีคำไม่ได้ ก็จะหาอุปลักษณ์ ไม่ได้ แต่ถ้าคนที่เข้าใจความหมายของคำว่า อ๋อ พระปิ่นภพมันแปลว่าบุคคลสำคัญของโลก คือปิ่น คือ ภพ ภพ ก็คือโลกนะภูวนาทนาถา แปลว่า พระมหากษัตริย์ ดังนั้น ถ้าสมมติว่าบทประพันธ์นี้จะมีอุปลักษณ์ นักศึกษาก็ต้องมาสงเกตว่าอะไรที่เป็นอุปลักษณ์ได้ วรรคแรก เขาบอกว่าก้มเก้าเคารพอภิวาท ก็คือการกราบ กราบใครสักคนหนึ่งนี่ พระปิ่นภพภูวนาถนาถา ภูวนาถนาถา พระปิ่นภพภูวนาถนาภาป แปลว่าอะไรคะ แปลว่า พระมหากษัตริย์พระปิ่นภพ แปลว่า ยิ่งใหญ่ระดับโลก ดังนั้น ถ้าเราจะตีความ เราก็ต้องตีคามว่าผู้ที่เป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ ถูกไหมคะ ดังนั้น พระปิ่นภพจึงเป็นอุปลักษณ์ที่ไม่ต้องมีคำว่า เป็น กับคำว่า คือ ละได้ เพราะมันแปลความว่าเป็นพระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ นี่เวลาที่คุณจะตีความในบทประพันธ์บางครั้งครูถึงบอกว่าภาษาเป็นสิ่งที่จำเป็นว่าเราต้องแปลออกให้ได้ก่อน ตีความให้ได้ก่อน คุณจึงจะสามารถตีความได้ว่าในส่วนนี้มีภาพพจน์หรือไม่อย่างไรนะคะ ยกตัวอย่าง ดูผิวสินวลละอองอ่อน มะลิซ้อนดูดำไปหมดสิ้น นักศึกษา เขาบอกว่าให้ดูผิวสิ มะลิซ้อนนี่ดูดำไปเลย แสดงว่าผิวเขาขาวหรือดำ บางคนบอกดำ ผิวขาวหรือดำ ขาว แต่เขาไม่ได้บอกว่าผู้หญิงคนนี้เป็นคนผิวขาว ถูกไหม ดังนั้น ลักษณะของบทแรกที่ครูอ่านไปเมื่อกี้ มันเป็นบทที่เป็นอุปลักษณ์ ที่ไม่ต้องมีคำว่า "เป็น" กับคำว่า "คือ" แต่เรารู้กันว่ามันตีความได้ว่าเป็นผู้หญิงขาว โอเคนะคะ อันนี้ได้ แต่อันที่เป็นอุปมา งามโอษฐ์ยันไม้อ่อน งามกรดังลายเลขา อันนี้เป็นอุปมา เพราะมีคำว่า "ดัง" งามโอษฐ์ดังใบไม้อ่อน แปลว่าอะไร ปากเขียวอ่อนไหมคะ ไม่ใช่นะคะ งามโอษฐ์ดังใบไม้อ่อน คือริมฝีปากบาง เขาต้องการจะบอกว่าเป็นคนริมฝีปากบาง ฉันจะกดรับ ใครโทรมา หรือว่าเราโทรไป ความที่ห้องมันรั้นน่ะนะ ของตึก 17 มีแบบนี้ไหม ถ้าอย่างนั้น เดี๋ยวตอ่อันนี้ต่อนะคะ บุคลาธิษฐาน บุคลาธิษฐาน ก็คือการที่เอาสิ่งไม่มีชีวิตมาทำกิริยา เช่น เถาตำลุงริมรั้วก็ยั่วทัก ริมรั้วก็ยั่วทัก ก็ยอมค่อย อะไรเป็นบุคลาธิษฐานบ้างคะ เถาตำลึงริมรั่วก็ยั่วยัก กระถินฝักดอกแคก็ย้อมค่อย มะรุมรอมะละกอก็รอคอย ใบหม่อนไหมน้อยก็น้อยตื่นตัว ลมลอดกอไผ่เป็นเพลงล่อง ดงกล้วยใบตองก็ไกวทั่ว ม้าเอ๋ยเอ๋ยอกข้าระทึกรัว กล้ากล้าอะไรเป็นบุคลาธิษฐานบ้าง 1. เถาตำลึงมันก็กำลังทำอะไร ยั่วทัก แบบทักทายอะไรอีกคะ กระถิน แล้วก็ฝักดอกแค แล้วก็ฝักดอกแค มันก็ทักทายเหมือนกัน -ต่อไป มะรุมแล้วก็มะละกอ มีบางห้องตอบว่ามะรุมรอคืออะไรคะอาจารย์ มะรุมมันกำลัง... กริยานะคะ รอ มะรุมรอคือสายพันธุ์หนึ่งของมะละกอหรือเปล่า ไม่ใช่ อันนี้มะรุมกำลังรอแล้วมะละกอก็รอเหมือนหัน อะไรอีกคะ ใบหม่อนไหมน้อย ก็แบบ ก็ตื่นตัวตลอดเวลา อะไรอีกคะ อะไรลอด ล่ม ก็ทำกิริยา ก็คือลอดกอไผ่อยู่ แล้วก็ดงกล้วย ข้างล่างใช่ไหม ม้าเอ๋ยอกข้าระทึกรัว ใช่ไหม ไม่ใช่ อันนี้ม้ามันไม่ได้ทำกิริยา แค่เราบอกม้าเฉย ๆ ว่าม้าเอ๋ย อกข้าระทึกรัว ก็เลยมีแค่นี้นะคะ อันนี้ บุคลาธิษฐานก็อาจจะเจอบ่อยเหมือนกัน พี่ล่ามค่ะ ฝาก... โอเค โอเคค่ะ เดี๋ยวรอก่อนก็ได้ (ล่าม) สวัสดีค่ะ โอเคนะคะพี่ล่าม พี่ล่ามมาแล้วนะคะ โอเคค่ะ เดี๋ยวต่อเลยนะคะ ทำไมวันนี้สายหลุดบ่อย มาค่ะ กลับมา กลับมา เด็ก ๆ สาว ๆ มา ต่อไปนะคะ สัญลักษณ์สัญลักษณ์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่พบบ่อยเหมือนกัน คราวนี้สัญลักษณ์นี่ เป็นภาพพจน์ที่ใช้ในการเปรียบ แต่ไม่เปรียบเทียบเหมือนกับอุปมากับอุปลักษณ์ แต่สัญลักษณ์จะเป็นในลักษณะที่ว่าเอาสิ่งหนึ่งมาแทนสิ่งหนึ่ง เช่น เราน่ะ อยู่เมืองย่าโม สัญลักษณ์ของเรา เราก็มันจะถูกเรียกว่าเป็นหลานสาวย่าโม โอเคไหม นี่คือสัญลักษณ์คือเอาสิ่งหนึ่งมาแทนสิ่งหนึ่ง เป็นลักษณะที่เราเข้าใจได้ ชัดเจนนะคะ สัญลักษณ์ที่ว่าจะมีทั้งแบบขนบและแบบสากล แบบขนบ ก็คือในแต่ละท้องที่ หรือวัฒนธรรมนั้น ๆ นี่ จะเข้าใจและเข้าใจเป็นกันเอง... ด้วยกันดีว่าอันนี้คืออะไร สัญลักษณ์นี้แปลว่าอะไร ส่วนแบบสากล ก็คือโดยทั่วไปเข้าใจโดยทั่วไป เช่น สีขาวเหมือนกัน สีขาวถ้าเป็นสัญลักษณ์แบบขนบ ก็คือสีขาวบนธงชาติไทย แปลว่าอะไรคะ สีขาว ในผืนธงชาติไทยนี่แปลว่าอะไร ในธงชาติไทย สีขาวในธงชาติไทย แปลว่าอะไร ศาสนา โอเคไหม นี่คือแบบขนบ สีขาว ในธงชาติไทย แล้วถ้าสีขาวแบบสากลทั่วไป เป็นสัญลักษณ์ของความบริสุทธิ์ คราวนี้ถ้าครูบอกว่า ถ้าเราไปเป็นครูแล้วน่ะ มันก็จะมีขนบของเราเพิ่มขึ้นมาอีก เช่น โรงเรียน จะมีโรงเรียนสีขาว เคยได้ยินไหมคะ เขาจะติดป้ายใหญ่ ๆ หน้าโรงเรียน โรงเรียนสีขาว ไอ้สีขาวที่ว่านั้นน่ะแปลว่าอะไรคะ โรงเรียนนี้อยู่ในโครงกาอะไรคะ ปลอดยาเสพติด โอเคไหม บางคนบอกว่าเป็นโรงเรียนที่เคร่งศาสนา เป็นอะไรที่เกี่ยวกับศาสนา ไม่ใช่ เราจะสังเกตว่าขาวเหมือนกันแต่ไม่เหมือนกันนะ สัญลักษณ์นี่ ให้สังเกตดี ๆ ไม่ใช่ว่าแบบนี้มาโดยตลอด ว่าสัญลักษณ์นี้มันเป็นแบบนี้ แปลว่าแบบนี้เท่านั้น ไม่ใช่ คุณต้องสังเกตด้วยว่าใช้ในบริบทไหนในขนบไหน เช่น สีขาวบนะงชาติไทยเมื่อกี้ที่ครูบอกว่ามันไม่ได้แปลว่าความบริสุทธิ์ มันไม่ได้แปลว่าปลอดยาเสพติดนะ แต่มันแปลว่า ศาสนา แต่ถ้าบอกว่าโรงเรียนสีขาว อันนั้นเป็นสัญลักษณ์ของโรงเรียนปลอดยาเสพติด แต่ถ้าสีขาวโดยทั่วไปจะแปลว่าความบริสุทธิ์ เหมือนกัน นกพิราบ ถ้าเป็นในอดีต นกพิราบของเราเป็นสัญลักษณ์ของการ... ของการเวลาจะส่งจดหมายหากันต้องส่งทางนกพิราบ เป็นสัญลักษณ์ ของการสื่อสาร โอเคนะ แต่ถ้าบอกว่าคุณไปเจอนกพิราบ หรือบางทีเขาจะเป็นป้ายใหญ่ ๆ นะ แล้วก็จะมีตราสัญลักษณ์นกพิราบอยู่อันนั้นจะแปล่าอะไรคะ สันติภาพ เสรีภาพ เป็นต้นนะคะ อันนี้คือสิ่งที่เราต้องสังเกตว่า เวลาที่คุณน่ะไปเจอสัญลักษณ์ในบทประพันธ์คุณต้องตีความออกมาให้ได้นะคะ ยกตัวอย่าง บทประพันธ์ที่ใช้สัญลักษณ์ ดอกรักกำลังจะบาน กลับเกลื่อนลานด้วยลั่นทม หนาวน้ำตา มาห้อมห่ม หัวใจเอยเจ้าเลยลา ครู... ครูอะไรนะ ครูเน้นให้แล้วว่าอะไรมันคือสัญลักษณ์อย่างเช่น อันแรกดอกรักกำลังจะบาน ให้เราช่วยแปลว่าดอกรักเป็นสัญลักษณ์ของดะไความรัก โอเคนะ บางทีเขาอาจจะใช้คำง่าย ๆ ให้เข้าใจได้ง่าย ๆ แหละ แต่ว่าบางคนก็อาจจะยังไม่เข้าใจนะคะ ดอกรักก็คือความรักกำลังจะเริ่มต้นขึ้น เขาเปรียบเทียบเหมือนกับดอกไม้ที่กำลังจะบาน กลับเกลื่อนลานด้วยลั่นทน ลั่นทนแปลว่าอะไร ลั่นทมเป็นสัญลักษณ์ของอะไร ความโศกเศร้า ความทุกข์ใจ หนาวน้ำตามาห้อมห่ม น้ำตาก็เป็นสัญลักษณ์เหมือนกัน น้ำตาก็แทนความเสียใจเหมือนกัน ฉะนั้นบทประพันธ์นี้เขาก็เลยบอกว่าความรักกำลังจะเริ่มต้นขึ้น แต่ก็ต้องเศร้าเสียแล้ว ก็ต้องเอาน้ำตานี่มาแทนความเศร้าของตัวเอง โศกเศร้ารักยังไม่ได้เริ่มเลยกลับเศร้าก่อน อันนี้คือบทประสั้น ๆ ของบทประพันธ์นี้นะคะ อีกบทหนึ่ง ไม่มีใครไม่เคยไม่ผิดพลาด ไม่มีใครไม่เคยขลาดมาแต่ต้น เมื่อมีเมฆย่อมมีความมืดมน หลังพายุผ่านพ้นจึงสร่างซา ครูขีดเส้นใต้ให้แล้วว่าอะไรเป็นสัญลักษณ์ พวกเราลองตีความดูสิ ว่าสัญลักษณ์อันนี้มันแทนอะไร เมฆแทนอะไรคะ เมฆ เมฆ มันแทนอะไร สัญลักษณ์แทนอะไร เมฆมันแทนสว่างเหรอ ย่อมมีความมืดมน ความดี ผิด อ่านดูดี ๆ มันไม่มีทางเป็นไปในเชิงบวกได้เลยนะนักศึกษา ไม่มีใครไม่เคยไม่ผิดพลาด ไม่มีใครไม่เคยขลาดมาแต่ต้น เมื่อมีเมฆย่อมมีความมืดมน เมฆสีดำ เดี๋ยวมันแทนแะไร สัญลักษณ์แทนอะไร เรื่องดี ดี ดีเหรอ มันกลายเป็นมืดมนนะ ถ้ามันดีมันจะมืดมนไหม มันต้องเป็นอะไรที่ทำให้มืดมน เศร้า มันมีอะไร เข้ามา เราทำงานอยู่ แล้วมันไม่ประสบความสำเร็จ มันมีอะไรเข้ามา อุปสรรค ต้องใบ้ขนาดนั้นเลยทีเดียว เมื่อมรเมฆ ก็คือเมฆแทนอุปสรรค ย่อมมีความมืดมัน มืดมแทนอะไร มันมีอุปสรรคมา มันก็เลยผิดหวัง โอเค มาหลังพายุผ่านพ้น พายุครูเคลมว่ามันเป้นเหมือนเมฆได้ไหม มันเป็นอุปสรรคเหมือนเมฆได้ไหม ได้ ำพายุก็คือหลังจากอุปสรรคผ่านพ้นไปจึงสร่างซา สร่างซามันถึงจะแปลว่า โล่ง ความอะไร มันมีอุปสรรค มันทำให้ผิดหวัง พอมันอุปสรรคผ่านไปมันก็จะมีความสำเร็จ โอเค นะคะ ไปค่อย ๆ เรียนรู้ไป สิ่งที่เราต้องพิจารณาในการวิตจารณ์ ในการวิจารณ์ เราก็ต้องดูว่ามีภาพพจน์อะไรบ้าง ภาพพจน์แบบใดบ้าง เมื่อกี้พูดไปสอนไปมี 4 ภาพพจน์แล้วก็อธิบายมาให้ได้ว่าแล้วภาพพจน์ลักษณะอย่างไร ตีความแบบไหน ครูพาตีความก็ต้องตีความออกมาให้ได้แบบนั้นนะคะ ต่อไป รูปแบบคำประพันธ์ รูปแบบคำประพันธ์นี่มีทั้งหมด 3 รูปแบบแรกคือรูปแบบตายตัว หรือตามตัว ก็คือรูปแบบที่เป็นบังคับฉันทลักษณ์ของไทยเลย ไม่ว่าจะเป็น โคลง โคลงสี่สุภาพ ก็จะมีรูปแบบที่บังคับฉันทลักษณ์ เอก 7 โท 4 ก็ว่าไปหรือรูปแบบกาพย์ยานี 11 ก็จะมีบังคับฉันทลักษณ์ ข้างหน้า 5 ข้างหลัง 6 แล้วก็การคล้องจอง รูปแบบกลอนสุภาพ หรือกลอนแปดก็จะมี 7-9 คำ แล้วก็กลอนดอกสร้อย ขึ้นต้นด้วย เอย ลงท้ายด้วย เอย ที่ครูเอาขึ้นมา เป็นแค่ยกตัวอย่างให้ดูเฉย ๆ ว่ารูปแบบของคำประพันธ์แท้ ๆ จริง ๆ มีมากกว่านี้ แต่อันนี้คือยกตัวอย่างมาให้ว่าแต่ละรูปแบบก็จะมีฉันทลักษณ์บังคับฉันทลักษณ์แตกต่างกันไป ต่อไป รูปแบบกลอนอิสระ รูปแบบอิสระ ก็คือไม่มีบังคับฉันทลักษณ์ เช่นที่ครูให้นักศึกษาอ่านสูเป็นไฟ เราเป็นไม้อันนี้แหละค่ะ อันนี้เป็น เขาจะเรียกว่ากลอนเปล่า หรือว่ากลินอิสระนะคะ จะเป็นวัฒนธรรมที่เรารับอิทธิพลมาจากตะวันตก มีระยะห่างบรรทัดมากกว่าปกติ ลักษณะของประโยคจะสั้นหระชับ แล้วก็จะมีความใหม่ ประโยคที่ใหม่ ยกตัวอย่าง บางคนฝากดวงดาวไปบอกคนรักว่าคิดถึง หลายคนฝากสายลมสายฝน สำหรับฉันได้แต่เก็บความรู้สึกเช่นนั้นไว้กับตัวเอง และปล่อยให้มันเผาไหม้หัวใจฉันจนเป็นสีดำ เคยไหมที่คุณพบใครบางคนสายไป แล้วหัวใจคุณกลายเป็นสีดำ บางคนบอก ทำไมหนูอ่านแล้วมันเหมือนร้อยแก้วธรรมดา มันเป็นลักษณะคล้ายกับร้อยแก้วธรรมดานั่นแหละค่ะ แต่เขาจะมีการเขียนให้เป็นรูปแบบของกลอน ก็เลยเรียกกลอนชนิดนี้ว่า "กลอนเปล่า" ก็คือไม่มีบังคับฉันทลักษณ์นั่นเองนะคะ ต่อไปวรรณรูป วรรณรูปก็คือการสร้างด้วยอักษร การสร้างภาพด้วยอักษร วรณณะ คือ ภาษา รูปก็คือภาพ ฉะนั้น วรรณรูป ก็คือการใช้ภาษาในการสร้างภาพ เช่น บทประพันธ์เรื่อง หยาดฝน เขาทำเป็นรูปหยดน้ำฝนอยู่นักศึกษาเห็นไหมคะ ถ้าใครไม่เห็นก็เห็นเป็นหยดฝนนะคะ เพราะว่าเขาพยายามทำให้เราเห็นเป็นหยดฝนนะคะ ถึงบางคนจะบอกว่าเป็นสามเหลี่ยมสี่เหลี่ยมก็ว่าไป อันนี้คือเขาตั้งใจทำให้เป็นหยดฝนนะคะ เขาพูดถึงเด็กกับสาว ที่มองน้ำฝนต่างกัน เด็กคนนั้น มองสายฝนภายนอกหน้าต่าง หยาดน้ำฝนจากฟ้าหลั่งมาเป็นสาย ดู ซิ จ๊ะ น้ำฝน ใสเด็กน่ะจะมองน้ำฝนเป็นสีใส เพราะเขาไม่ได้คิดอะไร เขามีแต่ความบริสุทธิ์ สาวคนนั้นมองสายฝนภายในหัวใจ หยาดน้ำฝนจากใจหลั่งมาเป็นสาย ดู ซิ จ๊ะ น้ำฝนขุ่น นี่เขาต้องการให้รู้ว่าสาวพอเริ่มมีความรัก พอเริ่มมีอะไรต่าง ๆ เข้ามาในชีวิต มีประสบการณ์มากขึ้น สายฝนของเขาก็ไม่ได้เป็นใสเหมือนเดิมอีกต่อไปนะคะ หรือรูปนี้เงยหน้าขึ้นพร้อมกัน อ่านบทประพันธ์นี้พร้อมกันสิ อ่านว่าอะไร ทำไมอ่านได้ไวขนาดนั้น เก่งมากนะคะ สำหรับบางคนที่ยังไม่รู้เลยว่าเพื่อนอ่านมาจากไหน มีสติอย่าเผลอ เขากำลังทำเป็นรูปพระพุทธรูป แล้วก็ใช้พยัญชนะ ก็คือตัวอักษร คำว่า "มี" มีอยู่บนเศียรของพระ สติ ก็คือตัวของพระแล้วก็ช่วงล่าง ก็คือช่วงขา ก็คือคำว่า "อย่าเผลอ" นั่นเอง โดยใช้ภาษามาสร้างสรรค์เป็นรูปภาพนะคะ อันนี้ก็คือวรรณรูป สิ่งที่เราต้องพิจารณาเวลาที่เราจะวิจารณ์บทร้อยกรอง ก็คือเขาใช้รูปแบบกลอนแบบไหน แล้วกเหมาะสมกับสิ่งที่เขาเขียนไหม รูปแบบกลอนแบบฉันทลักษณ์แบบตายตัวก็บอกให้ได้ว่าใช้โครง ฉันท์ กาพย์ กลอน ชนิดใด แล้วก็สุดท้าย แนวคิดของเรื่อง แนวคิดถ้าเทียบกับพวกเรื่องสั้นกับนวนิยาย ก็คือแก่นเรื่องนั่นแหละ แต่แนวคิอันนี้เป็นลักษณะของข้อคิด คือ สิ่งที่ผู้อ่านจะต้องค้นหาให้ได้ว่าสิ่งที่ผู้แต่งเขาต้องการจะสื่ออะไร เหมือนตอนที่ครูพูดพฤษภกาษรให้ฟัง เขาเป็นแบบใดก็แต่สุดท้าย แนวคิดสั้น ๆ แค่ว่าสอนให้มนุษย์รู้จักการทำดี โอเคไหมคะ อันนี้คือแนวคิด ก็คือแนวคิดแบบสั้น ๆ คุณต้องอ่านแล้วสามารถสรุปได้ว่าสิ่งที่เขาต้องการจะสื่อคืออะไรนะคะ จบแล้ว ในเรื่องของการการวิจารณ์บทร้อยกรอง บทร้อยกรองจะมีแค่ 4 หัวข้อแค่นั้ย ไมมันจะเยอะ มันจะหนักตรงที่ว่า เราสามารถพิจารณาภาษาให้ได้นะคะ เราถึงจะสามารถวิจารณ์บทร้อยกรองได้มีใครมีคำถามอะไรไหมคะ ไม่มีนะ ก้มหน้าก้มตา ไม่รู้ว่าทำอะไรนะคะ ทีนี้ทวนงานสุดท้ายของเรา งาน ครูจะส่งวิจารณ์ ครูจะส่งบทร้อยกรองให้เราวิจารณ์นะคะ อันนี้เป็นงานเดี่ยว งานเดี่ยว แต่วิจารณ์บทเดียวกันทุกคนในห้อง โอเคนะ แต่ให้เขียนส่งเดี่ยว อาทิตย์หน้า ไม่ได้เรียน เพราะว่าเราจะจบ ปิดคอร์สการบรรยายภายในสัปดาห์นี้ และภายในตอนเย็นนี้ เข้า Zoom ของอาจารย์วุฒินันท์นะคะ แต่งานเรายังไม่จบ งานที่ 1 ที่กำลังจะให้ในตอนนี้ ก็คือวิจารณ์บทร้อยกรอง ครูจะส่งไฟล์ให้ แล้วให้นักศึกษาพรินต์แล้วก็เขียนมาส่ง อันนี้ให้เขียนเอา เพราะเป็นงานเดี่ยว แล้วก็เป็น งานที่ทุกคนได้บทเดียวกัน ให้คุณเขียนเอา ถ้าคุณลอกมา คุณก็ต้องลอกเขียนมาคืออย่างไรมันก็ต้องผ่านครูอยู่ดี ครูไม่ให้ก๊อบนะคะ อันนี้คืองานที่ครูจะส่งให้ อันนี้ชิ้นที่ 1 ชิ้นที่ 2 คือ เรื่องสั้นที่นำเสนอไปวันนี้แหละ ให้ไปเคลียร์ ปรับ แก้ไข ให้เรียบร้อย เรื่องสั้น 11 หัวข้อน่ะ ส่งวันจันทร์ที่ห้องพัก หัวหน้ารู้ห้องพักครูแล้วนะ ให้เอาไปใส่ไว้ที่บล็อกครูได้เลยนะคะ มันจะเป็นบล็อกเดี๋ยวมันจะมีชื่อครูหนูเอาหยอดใส่ไว้ในชื่อครูได้เลย ส่วนวิจารณ์บทร้อยกรองส่งวันศุร์ วิจารณ์บทร้อยกรองส่งวันศุกร์ แล้วก็นำเสนอนวนิยาย อาทิตย์ วันที่ 29 มีนาคม นำเสนอนวนิยายของเรา จะจบวันที่ 29 มีนาคม ครูไล่ถูกอยู่ใช่ไหม ที่ครูแจ้งไว้ตอนนั้น ขอโทษค่ะ โอเค โอเค 5 เมษายน 29 มีนาคมคืองดคลาสให้ไปทำงาน คือปิดคลาสแล้วน่ะค่ะ ให้ไปทำงาน แล้วก็ 5 เมษายน นำเสนอนวนิยาย แล้วทีนี้ตอนที่เรียนกับอาจารย์วุฒินันท์เรื่องการเขียนบทความวิจารณ์ จะมีงานเดี่ยวบทความวิตจารย์อีกชิ้นหนึ่ง ที่ทุกคนจะต้องเขียนบทความวิจารณ์ โดยพอหลังจากเรียนแล้ว นักศึกษาสามารถที่จะเลือกนวนิยาย หรือเรื่องสั้น เล่มไหนก็ได้ แล้วเขียนบทความวิจารณ์ ไม่เกิน 2 หน้ากระดาษ เอาแค่นี้นะคะ นะคะ ไม่เกิน 2 หน้ากระดาษแล้วส่งวันสอบปลายภาคของเรา อันนี้ให้เวลาในการทำนาน ไม่ต้องกลัวว่าทำไมงานเยอะแล้วมันจะทันไหม งานชิ้นสุดท้ายคือบทความวิจารณ์ส่งวันที่ 18 เมษายน เราสอบปลายภาค วันที่ 18 เมษายนนะคะ เป็นช่วงบ่าย สอบในห้องเดี๋ยวครูจะนัดหมายอีกทีหนึ่งเพราะสอบรวมกัน 3 ห้องเดี๋ยวครุหาห้องให้ก่อนนะคะ แต่ว่าใช้การสอบแบบ E-Testing นั่นก็คือเป็นระบบ เดี๋ยวส่วนกลางจะส่งลิงก์ให้ แต่ทุกคนต้องมานั่งสอบด้วยกัน ฉะนั้น อุปกรณ์ในการสอบทุกคนให้เตรียมพร้อม แค่นั้นเองนะคะ แล้ววันที่ 18 จะเป็นส่งงานบทความ วิจารณ์ชิ้นสุดท้ายที่เป็นงานเดี่ยวด้วย สรุป ครูเคยบอกแล้วนะ ว่าวิชานี้เน้นปฏิบัติ ก็เลยมีการเขียนเยอะหน่อย ซึ่งส่วนใหญ่ครูจะให้ทำเป็นกลุ่ม เพราะว่าลดภาระของเรา งานเดี่ยวของครูจะมีแค่ 2 ชิ้นเท่านั้น นั่นก็คือวิจารณ์บทร้อยกรองที่ส่งวันศุกร์หน้า ไม่ยาก เพราะว่ามี 4 หัวข้อ แค่นี้เอง แล้วก็บทความวิจารณ์ที่หลังจากเราเรียนกับอาจารย์วุฒินันท์เสร็จแล้วถึงจะได้ทำนะคะ โดยบทความวิจารณ์นี่ ส่งได้ 18 เมษายน ครูสั่งวันนี้ วันนี้วันที่ 22 มีเวลาประมาณ 1 เดือนเต็ม ๆ น่ะค่ะ เกือบ ๆ 1 เดือน ฉะนั้น มีเวลา แต่สิ่งที่คุณต้องเร่งแล้วก็ต้องทำให้ดีที่สุดตอนนี้ ก็คือวิจารณ์นวนิยายที่คะแนน 20 คะแนน และอันนี้เป็นงานกลุ่มด้วย งานกลุ่ม 3 คนด้วย ฉะนั้น ทำให้ดี ทำแบบลักษณะของเรื่องสั้นนั่นแหละ ก็คือวิจารณ์ 11 หัวข้อ แต่ไม่ต้องเย็บมุมมาส่ง ให้ทำเป็นรูปเล่มรายงาน มีหน้าปก มีคำนำ มีสารบัญ แล้วก็เลือกนำเสนอ 5 หัวข้อใน 11 หัวข้อ ให้ดูจากสไลด์นะคะ 11 หัวข้อมีอะไรบ้าง ดูจากสไลด์ มีใครมีคำถามตรงไหนไหมคะ ไม่เข้าใจงานไหน หรือว่าสงสัยอะไร ส่งวันศุกร์ ตอนไหนก็ได้ถ้ารวบรวมมาส่ง เวลาไหนก็ได้ เพราะว่า้ราไม่ได้เจอกันในห้องอยู่แล้ว เราสะดวกนัดกันวันไหน ก็ตามนั้น แค่เอาไปส่งบอก หรือบางคนบอกว่าส่งใครส่งมันเลยได้ไหม ขี้เกียจรวมกับเพื่อน แต่ว่าห้องพักอาจารย์อยู่ที่อาคาร 36 ห้อง 8 มันจะมีบล็อก มันจะมีบล็อกสีดำ หน้าห้องแล้วก็หาดูชื่อครู แล้วก็หย่อนตรงบล็อกชื่อครูแค่นั้น ถ้าอย่างนั้นทวนปฏิทินของเรานะ ปฏิทินของเรา อาทิตย์หน้ามีอะไรบ้างคะ วันจันทร์ส่งเรื่องสั้น วันศุกร์ ส่งวิจารณ์บทร้อยกรอง งานเดี่ยว แล้วก็ข้ามไปที่วันที่ 5 นำเสนอวิจารณ์นวนิยายแล้วก็ข้ามไปที่ 18 สอบปลายภาค ในห้อง แต่ห้องยังไม่รู้ เดี๋ยวแจ้งอีกครั้งหนึ่งนะคะ อันนี้ที่ปฏิทินนะ งานของเรางานชิ้นที่ 1 ก็คือวีันจันทร์วิจารณ์เรื่องสั้นเป็นกลุ่ม จริง ๆ ทำมาแล้วแหละ แต่ก็ให้ไปแก้ไขให้มันเรียบร้อยเฉย ๆ งานชิ้นที่ 2 งานเดี่ยว ก็คือวิจารณ์บทร้อยกรอง งานชิ้นที่ 3 วิจารณ์นวนิยายที่ให้เริ่มทยอยทำมาตั้งแต่แรกแล้วก็นำเสนอ ก็คือวันที่ 5 แล้วก็งานชิ้นที่ 4 งานเดี่ยว บทความ วิจารณ์ ส่งวันที่ 18 ทั้งเทอมได้ทำงานเดี่ยวแค่ 2 ครั้งนะคะ ก็คือร้อยกรองกับที่เหลืองานกลุ่มนะคะ ฉะนั้น งานเดี่ยวจะเป็นตัวชี้วัดเกรดของเราแล้ว ว่าเกรดของเราจะต่างจากเพื่อนหรือดีกว่าเพื่อเนอย่างไร ฉะนั้นเขียนเดี่ยว เขียนออกมาให้ดี ๆ เพราะงานกลุ่มมันต้องเฉลี่ยรวมได้เท่าไร ได้เท่ากัน แต่งานที่จะทำให้เกรดเราต่างจากเพื่อนแน่นอน เพราะว่างานเราจะดีหรือไม่ดีขึ้นอยู่กับเราคนเดียว มีใครมีคำถามอะไรไหมคะ ส่วนพัฒนาการวรรณคดีของเราจะเจอกันสัปดาห์หน้า สัปดาห์สุดท้าย อันนี้จะสบายหน่อย อีกวิชาหนึ่งจะสบายกว่ากัน เป็นธรรมชาติของวิชา 2 วิชา ดังนั้น เราไม่ต้องเซ็งว่าอันนี้งานเยอะจัง ก็ธรรมชาติของวิชา อีกวิชาหนึ่ง เหลือแค่นำเสนอเกม อีก 2 กลุ่ม ก็จบแล้วเตรียมสอบปลายภาคอย่างเดียว ฉะนั้น อีกวิชาหนึ่งเราสบายไปแล้ว ก็จะเหลือเวลาให้มาทำวิชานี้นะคะ โอเค มีคำถามอะไรไหมคะ 11 โมงครึ่ง พอดี มีคำถามไหม ถ้าไม่มี เจอกันวันพุธหน้านะคะ วันพุธหน้านำเสนอเกม แล้วก็ปิดคอร์สพัฒนาการแล้ว... วันพุธหน้าที่เราคุยกันว่าเราย้ายห้อง จะย้ายห้องไปตรงอาคาร 17 ไหม ที่ว่านำเสนอเกม ห้องนั้นมันแอร์พัง ห้องที่เราเรียนวันพุธเมื่อกี้มันแอร์เสีย เราก็เลยร้อน เอาเป็นว่า หาห้องนะ ถ้าอาคาร 17 ว่างเดี๋ยวก็จะไปอาคาร 17 นะคะ 18 พูดผิดขอโทษค่ะ ค่ะ ไปอาคาร 18 18 ครูพูดผิดหรือเปล่า ครุพูดผิด 18 18 โอเคค่ะ อย่างนั้นวันนี้ก็แค่นี้นะคะ ขอบคุณพี่ล่ามด้วยนะคะ หัวหน้าเชิญค่ะ (นักศึกษา) นักศึกษาทำความเคารพ (อาจารย์หทัยวรรณ) ค่ะ ไปค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]