--- title: นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ (เช้า) 180367 subtitle: date: วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม 2567 เวลา 09.30 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (เจ้าหน้าที่) สวัสดีครับ ฝั่งล่ามได้ยินเสียงชัดเจนไหมครับ โอเคครับ ขอบคุณครับ (อาจารย์ปิยนุช) เช็ก โอเคค่ะ เดี๋ยววันนี้เราจะปิดคอร์สแล้ว ดีใจไหม ไม่ทันแล้วใช่ไหม โอเค วันนี้เราเรียน 2 บทนะ แต่บทหนึ่งนี่ค่อนข้างที่จะเข้มข้นมากนะคะ แล้วก็เดี๋ยว จะมีงานทั้ง 2 บทนะคะ ซึ่งเป็นงานที่จะกิจกรรม ทำในห้องนี่แหละนะคะ ฉะนั้น ใครพลาดวันนี้ ก็คือน่าเสียดายเหมือนกันนะคะ Check Check เดี๋ยวเราจะมาเริ่มการประเมินสื่อ แล้วก็อีกบทหนึ่งจะพูดถึงจริยธรรมนะคะ เดี๋ยวบทนี้ครูจะมีงาน ที่หลังจากเรียนเสร็จจะมีงาน 1 ชิ้น ซึ่งจะเป็นการคำนวณ ค่อนข้างยาก ถ้าไม่เข้าใจตั้งแต่ต้นจะทำไม่ได้เลย เพราะว่าวันนี้จะให้ 10 คะแนนไปเลยนะ ฉะนั้น มันจะเกี่ยวข้องไปเรื่อย ๆ ถ้าใครหลุดนิดหนึ่งค่ะ ทำไม่ได้แน่ ๆ นะคะ ฉะนั้น ซึ่งอันนี้ บทนี้ครูออกเองนะคะ แล้วก็ข้อสอบแต่ละบทนี่ ข้อสอบแจ้งไปแล้วนะ มี 80 ข้อ ตั้งแต่บทที่ 1 ถึงบทสุดท้ายนี่ เฉลี่ยแล้ว ประมาณ 8-9 ข้ออย่างนี้นะคะ 10 ข้อ ฉะนั้น จนเป็น 80 ข้อ ฉะนั้น บทนี้มันจะต้องเข้าใจไปเรื่อย ๆ น่ะ ถึงจะเข้าใจข้อสอบนั้นได้นะคะ ทั้ง 8-9 ข้อนี่ ก็จะเชื่อมโยงไปถึงกันไปหมดเลยนะคะ บทนี้นะ ถ้าใครทำได้คือทำได้เลย แต่ถ้าใครไม่ได้ 8-9 ข้อนั้น คะแนนหายไปเลยนะคะ โอเค ทีนี้ค่ะ ทำไม ถามว่าทำไมคุณครูถึงต้องประเมินสื่อการสอน หลังจากที่เราเรียนถึงเทคโนโลยี นวัตกรรมคืออะไร ออกแบบไอเดียคืออะไรนะคะ จนมาได้นวัตกรรม ทีนี้พอเราได้นวัตกรรมมาแล้วน่ะ เราจะรู้ได้อย่างไรว่า นวัตกรรมของเราน่ะ มันดีหรือไม่ดี เราก็จะต้องประเมินสื่อ ฉะนั้น ครูนึกได้แล้ว ว่าสัปดาห์ที่แล้วเราเหลือเรื่องหนึ่ง โอเค อย่างนั้นขอกลับไปสัปดาห์ที่แล้วนิดหนึ่ง มันเกี่ยวข้องกันพอดี ที่ครูจะต่ออีกนิดหนึ่ง แต่กลัวพวกเราไม่ได้กินข้าวกัน อย่างนั้น อีกนิดหนึ่งได้อยู่ มันเกี่ยวข้องกันพอดี ทีนี้สัปดาห์ที่แล้ว ติดของรางวัลกลุ่ม Dream room นะคะ มารับรางวัลนะคะ โอเค มารับเลยลูก อันนี้ครูหายไปไหน อ๋อ อยู่นี่ เหมือนหาแว่นตาน่ะ ยินดีด้วยค่ะ ครับ ไปแบ่งกันนะ ครับผม โอเค หลังจากที่สัปดาห์ที่แล้ว เราก็ได้ปัญหาใช่ไหมคะ ได้ปัญหามาแล้ว แล้วเราก็ได้กำหนดนวัตกรรมนะคะ ซึ่งห้องนี้นวัตกรรมเจ๋ง ๆ ทั้งนั้นเลยนะคะ กำหนดนวัตกรรมมาได้แล้ว ทีนี้ค่ะ มันยังไม่เพียงพอสำหรับการเป็นนวัตกรรมค่ะ แค่กำหนดมา ถ้าจะให้ไฮไซหรูหรานะ นวัตกรรมที่เราสร้างมานี่ ควรใส่หลักทฤษฎีเข้าไปค่ะ มันจะทำให้นวัตกรรมของคุณน่ะ มันน่าเชื่อถือ และเหมาะสมกับผู้เรียนที่จะใช้นั้น ๆ มากขึ้นนะคะ กำหนดนวัตกรรมเพื่อทฤษฎีเข้าไปหน่อยนะคะ จากนั้น มาออกแบบ และพัฒนานวัตกรรมนะคะ ซึ่งประเมินสื่อ จะอยู่ในขั้นนี้ด้วยนะคะ ก่อนออกแบบนวัตกรรมนะคะ เราก็จะต้องไป Review ก่อนนะ ไปศึกษาเอกสารก่อน วิธีการทำสื่อนั้นน่ะ หรือนวัตกรรมนั้นน่ะ มันทำอย่างไร อยู่ดี ๆ เราทำไม่ได้หรอก เราก็ต้องไปศึกษา ไปค้นหา ไปดูใน YouTube ไปดูในหนังสือ ว่ามันมีวิธีการทำอย่างไรนะคะ จากนั้นค่ะ คุณครูหนีไม่พ้นค่ะ เอามาคู่... แล้วมาเขียนแผนการสอน เพื่อที่จะเอาสื่อนั้น มาเขียนแผนการเรียนการสอน หนีไม่พ้นค่ะ ต้องเขียนแผนการสอนนะคะ จากนั้นเราก็ลงมือผลิตสื่อนวัตกรรม ของเรานั่นแหละนะคะ ทีนี้เราได้สื่อมาแล้วนะ ผลิตมาแล้ว รู้วิธีการจากขั้นนี้แล้ว รู้วิธีการว่าสร้างสื่ออย่างไร เขียนแผนประกอบว่าจะเอาสื่อไปใช้อย่างไร จากนั้นก็ผลิต ทีนี้เราได้สื่อมาแล้ว เราว่าเราสามารถเอาสื่อไปใช้ ในการเรียนการสอนเลยได้ไหม ยังไม่ได้นะคะ ยังไม่ได้ ถ้าทีนี้ย้ำอีกครั้งหนึ่ง การที่มันจะเป็นนวัตกรรมจำได้ไหม นวัตกรรมจะต้องน่าเชื่อถือผ่านการทดลอง พิสูจน์ทดลอง ฉะนั้น ขั้นนี้ ได้สื่อมาแล้ว มันยังไม่ได้ไปทดลองอะไรเลย มันยังไม่ได้ผลที่น่าเชื่อถืออะไรเลย มันแค่เป็นสื่อ ฉะนั้นค่ะ สิ่งที่ครูพบเวลาไปนิเทศโรงเรียน ทำไมสื่อที่คุณครูเอามาโชว์ มันถึงไม่ไปถึงนวัตกรรม เพราะมันเป็นแค่สื่อไง มันยังไม่มีผลพิสูจน์ ไม่มีผลทดลอง ว่าสื่อหรือนวัตกรรมที่คุณอ้างนี่ มันพิสูจน์ทดลองว่าได้ผลจริง ๆ คีย์เวิร์ดสำคัญของนวัตกรรม คือ ต้องมีการพิสูจน์ทดลองว่ามันได้ผลจริง ๆ ด้วยนะคะ ไม่ใช่ทุกอย่างบนโลกนี้ จะเป็นนวัตกรรมได้ นี่ค่ะ ฉะนั้น ผลิตสื่อเฉย ๆ ไม่ใช่นวัตกรรม คุณจะต้องมีกระบวนการอีกขั้นหนึ่ง คือ เอาสื่อนั้น ไปให้ผู้เชี่ยวชาญนะคะ ไปให้ผู้เชี่ยวชาญดูนะคะ ว่าสื่อเราน่ะ มันเหมาะสมกับผู้เรียนไหม สีเหมาะสมไหม ฟอนต์เหมาะสมไหม ลิงก์ต่าง ๆ สะดวกไหม ผู้ทรงเขาก็จะช่วยดู ผู้ทรงที่จะช่วยดูเราได้ ผู้ทรงฯ น่ะค่ะ คิดว่าใครที่จะมีความรู้ดูเรื่องสื่อได้ มีคนตอบ ผอ. มา คนที่... ทีนี้ค่ะ เราคิดว่า ผอ. จะรู้ สมมติครูอยากสร้างแอปพลิเคชัน เราว่า ผอ. สร้างรู้ว่าการสร้าง Application ที่ถูกต้องไหม อย่าเพิ่งด่วนสรุป ถ้า ผอ. คนนั้น ถ้า ผอ. คนนั้นจบเทคโนโลยี จบคอมพิวเตอร์ ผอ. คนนั้นตรวจได้ไหม ตรวจได้ แต่ถ้า ผอ. คนนั้น จบพละศึกษา ไม่ได้ว่าเขาไม่ได้เก่งนะ แต่เขาเชี่ยวชาญด้านพละฯ นะ ฉะนั้น ผอ. รู้เรื่องแอปพลิเคชันได้ไหมคะ ไม่ได้ เป็นไปได้ยากนะคะ ฉะนั้น เวลาที่เราเอาให้ผู้เชี่ยวชาญดู จะต้องมีความรู้ในด้านนั้น ๆ ถ้าคุณผลิตสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลพวกนี้ คุณก็ต้องให้อาจารย์ทางด้านคอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีช่วยดู ทีนี้อาจารย์ทางด้านคอมพิวเตอร์ หรือเทคโนโลยีน่ะค่ะ เขามีความรู้ทางด้านการศึกษาพิเศษไหม เขามีความรู้ด้านภาษามือไหม ก็ไม่มีอีกอยู่ดี ฉะนั้น ใครจะต้อง... อีกคนหนึ่ง ที่จะต้องช่วยดูคะ อาจารย์ที่มีความรู้ในเรื่องนั้น ๆ ถ้าคุณทำสื่อภาษาไทย อาจารย์คอมพิวเตอร์ไม่รู้หรอก คำตาย คำเป็นน่ะ เราไม่รู้หรอก เราก็จะต้อง อาจารย์ภาษาไทย ครูด้านภาษาไทย ที่มีความเชี่ยวชาญ ด้านเคมี ฟิสิกส์ ชีวะ ที่เชี่ยวชาญในเรื่องนั้น ฉะนั้น ก็จะประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญ 2 บุคคลด้วยกันนะคะ ก็คือคนที่มีความรู้ด้านสื่อ คนที่มีความรู้ด้านการผลิตสื่อ ดิจิทัลอะไรต่าง ๆ สื่อเทคโนโลยีต่าง ๆ และผู้เชี่ยวชาญในความรู้นั้น ๆ นะคะ โอเคนะ ทีนี้ค่ะ ไปให้ผู้เชี่ยวชาญไปดูแล้ว ไปให้ผู้เชี่ยวปรับปรุง เราว่าเอาไปใช้ได้หรือยัง ก็ยังอีกอยู่ดีนะ บอกแล้วนวัตกรรมน่ะ กว่าจะมาเป็นที่ยอมรับได้ค่ะ มันต้องผ่านหลายขั้นตอนนั้น ก็ยังอยู่ดีนะ ปรับปรุงแก้ไขมาแล้ว ตรงนี้ได้แค่คนประเมิน ยังไม่ได้ผลมาค่ะ ยังไม่ได้ผลมา ว่านวัตกรรม ใช้แล้วมันได้ผลอย่างไร ต้องผ่านขั้นนี้ก่อนค่ะ คือ เอาไปทดลองค่ะ เอาไปทดลอง เอาสื่อไปทดลองใช้จริง ๆ ก็จะได้ผลออกมา นี่ค่ะ ฉะนั้น การจะเป็นนวัตกรรมได้ จะต้องมีการพิสูจน์ทดลองค่ะ ได้ผลออกมา ถึงจะเป็นนวัตกรรมได้นะคะ จากนั้นได้ผลมาแล้ว ได้ผลดีเยี่ยมเลย ถึงเอาไปทดลองใช้ได้นะคะ ฉะนั้นค่ะ สิ่งที่คุณครู เวลาครูไปนิเทศ จะตกม้าตายตรงนี้ จะถึงแค่ตรงนี้ ที่ Clam ว่านวัตกรรมมันไม่ถึง ฉะนั้น คุณมีน่ะ ก็จริง แต่คุณต้องบอกคนที่ประเมินคุณให้ได้ ว่าคุณได้ตัวนี้มันมาอย่างไร แค่คุณตอบไปเหล่านี้ คุณก็ผ่านการประเมินแล้วนะคะ ฉะนั้น หลายคนอาจจะไปซื้อสื่อนู้นนี่นั่นมา รู้แหละ แต่ขอคุณบอกกระบวนการให้ได้นะคะ ประมาณนี้ ฉะนั้น ฉะนั้นนะคะ การจะทำนวัตกรรม จะต้องอาศัยองค์ประกอบเหล่านี้นะคะ ทีนี้ ในขั้นของนวัตกรรมตรงนี้ค่ะ อันอื่น ครูเป็นเสริมให้เฉย ๆ นะ ในขั้นของนวัตกรรมตรงนี้ ขั้นทดสอบประสิทธิภาพ มันจะเกี่ยวกับสิ่งที่เราเรียนวันนี้นะคะ โอเค ทีนี้ค่ะ หลายทีนะ ทำไมวันนี้ พูดติดคำว่า "ทีนี้" จัง พอเราได้นวัตกรรมมาแล้ว เราก็จะต้องเอามาประเมิน ว่านวัตกรรมนั้นน่ะค่ะ หรือสื่อนั้นน่ะค่ะ มันดีหรือไม่ได้นะคะ มันสามารถทำให้ผู้เรียน เรียนรู้ได้ดีขึ้นไหมนะคะ ก่อนอื่นค่ะ ต้องมารู้จัก 2 คำนี้ก่อนนะคะ การวัดกับการประเมิน อันนี้หลายคนก็ชอบพลาด แล้วเมื่อพลาดน่ะ มันอายเขา มันเป็นเรื่องแบบ เบสิกมาเลยค่ะ แต่ก็ยังพลาดนะคะ ก็ยังแบบเป็นครูแล้วยังพลาด เรื่องนี้ค่อนข้างเยอะอยู่เหมือนกัน การวัดและการประเมินค่อนข้างแตกต่างกัน แตกต่างกันนะคะ แตกต่างกันนะคะ การวัดคืออะไร การวัด คือ การที่เรากำหนดค่า ให้มันเชิงปริมาณหรือตัวเลขค่ะ เชิงปริมาณหรือตัวเลขนะคะ ให้กับสิ่งที่เราต้องการวัด ส่วนการประเมิน คือ การตีค่า หรือตีความหมายนะคะ กับผลของการวัด ได้ผลวัดมาแล้วเอามาตีค่า ตัดสินคุณค่า มันเรียกการประเมิน ยกตัวอย่าง เช่น ครูต้องการที่จะวัดส่วนสูง ได้ค่าตัวเลขออกมา เป็น 157 อันนี้เป็นการวัดหรือประเมิน ได้ค่าตัวเลขออกมา เป็นการวัด ทีนี้ค่ะ ตัวเลข 157 น่ะ มันเป็นตัวเลข แล้วมันอย่างไร มันนี่ พอเป็นตัวเลขน่ะมันจะ... แล้วมันอย่างไร คือตัวเลขน่ะ ฉะนั้น ตัวเลข 157 น่ะค่ะ เราอยากรู้ว่า 157 นี่ สูง เตี้ย ปานกลาง พอบอกว่า สูง เตี้ย ปานกลาง แล้วพอเราเอาไปเทียบกับเกณฑ์ ปรากฎว่า 157 อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง อันนี้เรียกการวัดหรือการประเมิน เรียกการประเมิน ฉะนั้น พอเอามาเทียบกับเกณฑ์ แล้ว 157 มันถูกตัดสิน มันถูกตีค่า ว่ามันอยู่ในระดับปานกลาง เห็นคีย์เวิร์ดคำนี้ไหมคะ ตีค่าตัดสินว่าอีตัวเลขนี่ อีตัวเลข คือ 157 นี่ มันถูกตีค่าตัดสินว่า ตัวเลขนี้ มันคือระดับปานกลาง ฉะนั้น พอระดับปานกลาง มันคือการตีค่า มันคือการตัดสิน เพราะฉะนั้น ถึงเป็นการประเมิน โอเคนะ หรือครูไม่ต้องวัดก็ได้นะ หรือครูอยากชั่งน้ำหนัก ชั่งน้ำหนักได้ น้ำหนักมา 65 65 เป็นตัวเลข ตัวเลขเป็นการวัดเก่งมาก เป็นการวัด ได้ตัวเลขเฉย ๆ เป็นการวัด แล้วมันอย่างไร เราก็ต้องไปเทียบกับเกณฑ์ แล้วตีค่าตัดสินว่า 65 ค่อนข้างอ้วน ค่อนข้างอ้วน เกือบอ้วนนะคะ อะไรนะ พอ ๆ กันนะคะ สะเทือนใจเหมือนกันเวลายกตัวอย่างนะคะ ตีค่าตัดสินใช่ไหมคะ ก็จะเป็นการประเมิน โอเค ได้นะ นะคะ ไปต่อนะ อันนี้ต้องเข้าใจนะ เพราะมันเกี่ยวข้องกัน โต๊ะตัวนี้สูง 120 เป็นการวัดหรือการประเมิน ทำไมรู้น่ะ ดูตรงไหน ได้แค่ตัวเลข ยังไม่ได้ตัดสินอะไรมันเลย ได้แค่ตัวเลขมา มันคือการวัด ได้แค่ตัวเลขมา มันคือการวัด นุ่นสอบวิชาเทคโนโลยีการศึกษา ได้ 50 คะแนน วัดหรือประเมิน วัดหรือประเมิน วัด เพราะว่าได้แค่คะแนนมา คือการวัด ใช่ไหมคะ เราได้คะแนนมา เรายังไม่ได้ตัดสินอะไรเด็กเลย เด็กก็ทำข้อสอบมาปกติ เด็กก็ทำข้อสอบมา เด็กก็ได้คะแนนมา มัน... เรายังไม่ได้ตัดสินไอ้คะแนนตรงนี้เลย ฉะนั้น 50 คะแนนเป็นการวัดนะคะ เป็นการวัด เจ๋งสอบวิชาเทคโนโลยีการศึกษาได้เกรด A เป็นการวัดหรือการประเมิน ประเมินเพราะว่า ได้เกรด A มันมาจากอะไร A ได้... การที่การที่จะได้ A เขาต้องได้อะไรมา เขาต้องได้คะแนนมา และคะแนนเขาต้องถึงเกรด A ฉะนั้น เกรด A มันถูกตัดสิน มาจากคะแนนที่เขาได้ 80 ขึ้นไปใช่ไหมคะ ฉะนั้น เกรด A คือ การประเมินนะคะ ได้นะ เจโน่ แล้วเจโน่สอบวิชาคณิตได้เกรด 4 เป็นการวัดหรือการประเมิน แต่มันเป็นตัวเลขนะ นะคะ แปลว่าเราเข้าใจนะคะ การที่มันจะได้เกรด 4 การที่เขาจะได้เกรด เขาถูกตัดสินมาจากคะแนน เขาถูกตัดสินมาจากคะแนน เหมือน A เมื่อกี้แหละ แต่อย่าไปโดนหลอกนะ ว่าแบบ เป็นตัวเลขน่ะ จะต้องเป็นการวัดเสมอ เราต้องดูตัวเลขนั้น ว่ามันมีที่มาอย่างไรนะคะ ถ้าแค่คะแนนมันได้คะแนนแล้วจบ แต่เกรด 4 น่ะ มันเป็นผลมาจากคะแนนของเขา ถึงแล้วถูกตัดสินว่าเขาได้เกรด 4 ฉะนั้นได้เกรด 4 ต้องมีคะแนน คือ ผลจากการวัด ฉะนั้นครูถึงบอกมันเกี่ยวข้องกันไง ฉะนั้น ประเมินน่ะ โดยไม่มีผลการวัดมันประเมินไม่ได้นะ ฉะนั้น คุณต้องมีผลจากการวัด แล้วต้องประเมิน คุณมีแค่คะแนน มันก็ไม่สิ้นสุดอยู่ดีนะ นึกออกไหม ฉันได้ 50 คะแนน ฉันผ่านหรือไม่ผ่าน ฉันดีหรือไม่ดี ก็ต้องไปประเมินตัดสินอีกอยู่ดี ฉะนั้น มันถึงเกี่ยวข้องกัน การวัดเราต้องใช้ให้ถูกนะคะ อันนี้ล่ะ สื่อ CAI อยู่ในคุณภาพระดับดีมาก ทำไมถึงว่าประเมิน อยู่ในระดับดีมาก มันถูกตัดสินใช่ไหมคะ สื่อ CAI ว่ามันถูกตัดสินว่ามันอยู่ในระดับดีมาก ฉะนั้น ถ้าเมื่อใดก็ตาม ที่สิ่งใดสิ่งหนึ่งถูกตัดสินน่ะ มันคือการประเมิน ถูกตัดสินนี่ ให้มันเป็นการประเมินเลย แต่ถ้าแค่ตัวเลขออกมา ให้มันเป็นการวัด แต่ต้องดูตัวเลขดี ๆ นะ ว่ามันหมายถึงอะไรนะคะแต่ว่าเพิ่งวู่วาม เวลาเห็นข้อสอบ ไม่ใช่เห็นตัวเลขจะไปกาวัดอย่างเดียว ต้องดูดี ๆ ด้วยนะนะคะ ได้นะ เมื่อกี้มีประมาณ 2-3 ข้อแล้วนะคะ กว่าจะครบ 8-9 ข้อ นะคะ การประเมินสื่อการสอนเลยหมายถึงค่ะ การเอาข้อมูล หรือผลจากการวัดนี่แหละนะคะ มาตัดสินคุณค่าว่าสื่อนั้นน่ะนะคะ สามารถทำหน้าที่ได้ตรงวัตถุประสงค์หรือเปล่า สมมติเราอยากให้สื่อ... สัปดาห์ที่แล้ว เราอยากให้สื่อผู้เรียนสามารถที่จะอะไรล่ะ พูดภาษามือได้ ใช่ไหมคะ แล้วสื่อนั้นน่ะ สามารถทำให้เด็กน่ะ ทำภาษามือได้จริง ๆ หรือเปล่า นี่ค่ะ คือการตัดสินว่าสื่อนั้น ทำหน้าที่นั้นได้ดีหรือเปล่านะคะ มันก็จะต้องมีผลจากการวัดมา แล้วเราถึงจะประเมินตัดสินได้ ว่าสื่อนั้นน่ะ มันทำได้จริงไหม ถึงจะเป็นนวัตกรรมได้นะคะ ทีนี้ค่ะ ลักษณะของการประเมินนะคะ เขาก็จะประเมินด้วย 2 ลักษณะนะคะ ประเมินก่อนการนำไปใช้นะคะ กับประเมินประสิทธิภาพหลังนำไปใช้นะคะ ก่อนนำไปใช้นะคะ คุณครูสามารถประเมินก่อนได้นะ ว่าสื่อนี่ ที่เรามีอยู่นี่ มันยังเป็นสื่อการสอนได้ไหม นะคะ PowerPoint คลิปวิดีโอต่าง ๆ ใบงานต่าง ๆ มันสามารถใช้การเรียนการสอนได้ไหม แต่ละครั้งที่คุณครูสอนน่ะค่ะ อย่างเวลาที่ครูสอน ครูก็จะดูแล้วว่าครั้งนี้ มันสามารถใช้ได้ไหม ปกติอีกในบทจริยธรรมนี่ ครูจะให้เด็กแลนลีนี่ ถ้าแยก ถ้าแยกแต่ละคาบนะ แต่วันนี้เราเรียน 2 คาบ ครูก็จะเปลี่ยน เราเหลือเวลาแค่นี้มันไม่ทันน่ะ เราก็จะต้องเปลี่ยนเป็นวิธีการอื่นอย่างนี้ ฉะนั้น คุณครูก็สามารถประเมินสื่อ ว่าที่มันมีอยู่แล้วน่ะ ว่ามันในครั้งนั้น ๆ ไหมนะคะ ถ้ามันใช่ไม่ได้ทำอย่างไร ก็ปรับปรุง ถ้ามันมีอยู่แล้วก็ปรับปรุง อย่าง PowerPoint น่ะ บางครั้งมันก็ต้องปรับปรุง เพราะว่าเนื้อหามันต้องอัปเดต คลิปนั้นน่ะ มันใช้ไม่ได้แล้วเราก็ปรับปรุงนะคะ จากนั้น ก็ถ้ามันปรับปรุงไม่ได้ ก็ค่อยประเมินและพัฒนาสื่อใหม่ อย่างนี้เป็นต้น ประเมิน ถ้าดีเหมาะสมก็ใช้ได้เลย ทีนี้คุณครูลองประเมินดูสื่อก่อนคร่าว ๆ แล้วถ้าไม่ดี ไม่เหมาะสม คุณครูก็ค่อยปรับปรุงแล้วเอาไปใช้ แต่ถ้าปรับปรุงแล้วมันไม่เหมาะสมน่ะ คือมันปรับปรุงไม่ได้แล้ว คุณครูก็ค่อยเลือกสื่อใหม่นะคะ บทนี้ครูจะติดว่าคุณครูหน่อยนะ เพราะปกติจะอบรมให้คุณครู ถ้าคุณครูที่ต้องทำผลงานอย่างนี้ คส. 1 คส.2 คส. 3 เขาก็ต้องได้ค่าประสิทธิภาพออกมา มันถึงจะน่าเชื่อถือ ทีนี้ค่ะ ในการประเมินประสิทธิภาพนะคะ ในการประเมินประสิทธิภาพสื่อนี่นะคะ แบบหลังจากที่เรียนมาแล้วนะคะ เขาประเมินด้วย เขาสามารประเมินได้หลายวิธีนะคะ วิธีแรก คุณครูผู้สอนเป็นคนประเมินสื่อได้ค่ะ หลังจากที่ครูเอาสื่อมาใช้กับเด็กไปแล้วนี่ ดูว่าสื่อนี่ มัน เด็กเรียนแล้วสนุกสนานไหม มีปฏิสัมพันธ์ดีไหม ผู้เรียนแล้ว เข้าใจไหม ครูสังเกตได้ แต่ถามว่าได้รับการยอมรับไหม ไม่แนะนำนะคะ ไม่ได้รับการยอมรับ คุณครูประเมินสื่อด้วยตัวเอง ไม่ได้รับการยอมรับ เพราะอะไร คนเรามาเข้าข้างตัวเองค่ะ ว่าสื่อของเราดี คนเรามันเข้าข้างตัวเองอยู่แล้วค่ะ Magesent ฉะนั้น ประเมินด้วยครูผู้สอนเองไม่พอ ถ้าถามว่า Level นะ ผู้สอน ประเมินสื่อผู้สอน ด้วยสื่อตัวเอง คือ ครูผู้ช่วย ครูผู้ช่วยทำแค่นี้ได้ เพราะว่าครูผู้ช่วยเขาคาดหวัง เขาสอนได้ แต่ถ้าคุณจะทำ คส 1 คส 2 คส 3 นี่ ไม่ได้นะคะ ไม่เพียงพอนะคะ ฉะนั้น ถ้าจะเริ่ม คส. 2 นะคะ ครูชำนาญการขึ้นมาหน่อย ครูปกตินี่นะคะ ที่ไม่คำว่าครูผู้ช่วยแล้วนี่ ครูเฉย ๆ นี่ ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญนะคะ ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ เราพูดไปแล้ว ประเมินด้วยผู้เชี่ยวชาญ ก็จะต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญ ที่มีความสามารถที่จะดูสื่อได้ ก็คือครูคอมฯ อาจารย์ทางด้านคอมพิวเตอร์ อาจารย์ทางด้านเทคโนโลยี ที่มีความรู้เนื้อหาในด้านนั้น ๆ นะคะ อย่างครูสอน ป.โท อย่างนี้ นักศึกษาครูสอนภาษาจีนอย่างนี้ ครูสามารถช่วยเขาดูสื่อได้ แต่ครูไม่รู้ภาษาจีนเลย ฉะนั้น คนที่จะช่วยดูเนื้อหาที่ถูกต้อง ก็จะเป็นคนที่มีความรู้ด้านภาษาจีน อย่างนี้เป็นต้นนะคะ เราสามารถทำประเมินโดยให้แบบประเมิน หรือสัมภาษณ์ก็ได้ เอาสื่อไปให้เขาประเมิน หรือสัมภาษณ์เขาก็ได้นะคะ ว่าสื่อเรามีข้อผิดพลาด แก้ไขตรงไหนนะคะ หรืออีกวิธีหนึ่ง ประเมินโดยคณะกรรมการนะคะ ส่วนใหญ่อันนี้จะเป็นจัดสื่อจัดจ้าง พวกเทคโนโลยีที่ทันสมัยนะคะ ทีนี้ค่ะ และสามารถประเมินโดยผู้เรียนได้ อยากให้เราสังเกตตรงนี้ค่ะ 3 อันนี้ สังเกตไหม ว่าไม่ใช่คนที่ใช้สื่อจริง ๆ นะ คนที่เป็นคนที่ใช้สื่อจริง ๆ คือใครคะ ผู้เรียน เราสร้างสื่อมาให้ผู้เรียนใช้ แต่ 3 คน ข้างบนนี่ เป็นคนที่มีความรู้ และคิดว่าสื่อนั้น น่าจะดีกับเด็ก คิดว่ามันน่าจะดีนะ สีนี้เด็กน่าจะชอบนะ ตัวการ์ตูนอย่างนี้ เด็กน่าจะชอบ แต่เขาก็มีความรู้ด้านทฤษฎีอยู่แล้วนะคะ แต่เขาไม่ใช่คนที่ใช้จริง ๆ น่ะค่ะ ฉะนั้น ผลที่มันจะได้มาจริง ๆ ว่าคนที่ใช้น่ะ มันใช้แล้วรู้สึกอย่างไร ใช้แล้วได้ผลไหม คือคนนี้ค่ะ ประเมินโดยผู้เรียน ฉะนั้น Level สูงสุด ของการประเมินสื่อ จะต้องให้ผู้เรียนทดลองใช้ค่ะ จะได้ผลออกมาเป็นประสิทธิภาพ ได้ผลออกมาเลย อันนี้ Level 1 ประเมินโดยครู ให้ระดับประมาณครูผู้ช่วย ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ คศ. 2 คศ. 2 คือครูชำนาญการ ส่วนประเมินประสิทธิภาพ ส่วนประเมินประสิทธิภาพ ถ้าคุณจะทำชำนาญการ เชี่ยวชาญอย่างนี้ จะต้องประเมินประสิทธิภาพ ฉะนั้น มันเป็นเลเวลสูงสุด ที่ทำให้เห็นว่าผลมันเป็นอย่างไรนะคะ จะได้การยอมรับที่สุด ถ้าทำแค่นี้ จะชอบมีคำถามว่าแล้วผลมันเป็นอย่างไร มันก็ตอบไม่ได้ เพราะมันไม่ได้เอาไปทดลองนะคะ อย่างน้อยมันก็ดีแหละ ดีกว่าที่เราประเมินว่าสื่อของเราดีนะคะ อย่างน้อยมันให้คนอื่นบอกน่ะ ว่าสื่อมันดีอย่างไร ต้องให้คนอื่นบอกนะคะ แต่คนอื่น ไม่ใช่ใครก็ได้นะคะ ต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญนะคะ เราต้องเอาเคดิตเขามา Suport งานเรา เพราะเขาเป็นผู้เชี่ยวชาญนะคะ ทีนี้ค่ะ แต่ถ้าจะให้ดี ก็จะต้องให้ผู้เรียนประเมินนี่แหละนะคะ ฉะนั้น เวลาที่เขาทำจริง ๆ เขาจะต้องทำอันนี้ด้วย เราทำอันนี้ด้วย ถ้าทำแบบตำแหน่งสูง ๆ นะ คส. 3 คส. 4 อย่างนี้ ระดับ ป.โท เหมือนกัน ป.โท ก็จะทำประมาณนี้ ป.เอก จะต้องทำทั้ง 2 อัน ถึงจะเทียบเท่า สถานะ ป. เอก ได้ อย่างนี้เป็นต้น ฉะนั้น ความน่าชื่อถือของสื่อ กระบวนการมีผล ต่อความน่าเชื่อถือของนวัตกรรมนั้น ๆ นะคะ ทีนี้ค่ะ เดี๋ยววันนี้เราจะมาพูดถึงประเมินประสิทธิภาพสื่อ ประเมินประสิทธิภาพสื่อ เมื่อกี้ครูเกริ่นไปเฉย ๆ นะคะ อันนี้คือของจริงค่ะ ซึ่งมันจะเกี่ยวข้องกับใบงาน ทีนี้ค่ะ ครูขออย่างนี้ได้ไหม ไม่เกิน 15-20 นาที เราต้องมีสมาธินะ ถ้าหลุดไปนิดเดียว มันจะไม่ได้เลย เพราะมันจะเกี่ยวข้องกันไปเรื่อย ๆ ถ้าหลุดอันใดอันหนึ่ง มันจะบ่ได้เลยพี่เอื้อง พี่เอื้องรู้ดี มันจะหลุดไปเลย มันจะทำไม่ได้เลย มันจะไปต่อไม่ได้เลยนะคะ ถ้าคุณหลุดตัวใดตัวหนึ่งนะ ไม่เกิน 10-15 นาทีนะคะ ถ้าอย่างมากก็ 20 นาที ทำได้แน่นอนนะคะ สอนมา 10 กว่าปีแล้วนี่ บทนี้ ถ้าใครตั้งใจน่ะ ถึงแม้ว่าเกลียดคณิตศาสตร์แค่ไหน ก็ทำได้นะคะ โอเคนะ มันจะมีเรื่องการคำนวณด้วยนะนะคะ ฉะนั้น ต้องตั้งใจนะถึงทำได้ ถ้าใครทำได้ ก็คือทำได้เลย ถ้าใครทำไม่ได้ มันก็ยากน่ะ แต่ถ้ารู้จุดนี่มันจะง่ายนะคะ ครูเริ่มนะ ในการหาประสิทธิภาพสื่อนะคะ เราจะต้องเอาคะแนน เราต้องได้คะแนนนะ เราต้องได้การวัดก่อน เราถึงไปประเมินได้ ฉะนั้น เราจะต้องวัดผู้เรียนนะคะ เราจะต้องวัดผู้เรียนจาก 2 พฤติกรรม โดยให้ผู้เรียนทำพฤติกรรมเหล่านี้ เพื่อที่จะเอาคะแนนมาค่ะ คือ พฤติกรรมต่อเนื่อง และพฤติกรรมขั้นสุดท้ายนะคะ ต่อไปนี้ครูจะแทนพฤติกรรมต่อเนื่องว่า E1 พฤติกรรมขั้นสุดท่าย ว่า E2 E1 พฤติกรรมต่อเนื่อง เอาคะแนนมาจากการที่เราให้ผู้เรียน สามารถทำอะไรได้ทุกครั้ง ทุกคาบ ทำอะไรได้ทุกบท เราสามารถให้ผู้เรียนทำเรื่อย ๆ ทำอะไรได้บ้างคะ ที่จะเอาคะแนนมาจากเขานี่ แบบฝึกหัด เก่งมาก แบบฝึกหัดหลังเรียนก็ได้ แบบฝึกหัดหลังเรียน แบบฝึกหัดหลังเรียน ทำอะไรได้อีก ได้คะแนนมาทำอย่างไร สอบ สอบก็ได้ ให้มันสอบมันทุกบทนี่แหละ ขออภัยนะคะ ให้มันสอบทุกบทนี่แหละ ทำอะไรอีก แบบฝึกหัดไปเรื่อย ๆ ทำอะไรได้อีก ใบงานก็ได้ ใบงาน ชิ้นงาน กิจกรรม งานกลุ่ม งานกลุ่ม กิจกรรม ก็ได้คะแนนมาเหมือนกัน แต่ให้ทำบทที่ 1 ทุก ๆ บท ตั้งแต่บทที่ 1 ยันบทสุดท้าย ให้ทำทุก ๆ บทนะคะ ให้ทำทุก ๆ บท จนบทสุดท้าย ให้ทำทุก ๆ บท เห็นไหมคะ ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมต่อเนื่อง ทำต่อเนื่องทุก ๆ บท จะได้คะแนนมาทุก ๆ บท ส่วน E2 ให้ทำครั้งแรก ให้ทำบทแรกยันบทสุดท้าย และทำครั้งเดียว สิ่งที่เราสามารถเอาคะแนน มาจากผู้เรียนได้ครั้งเดียวเลย คือ การสอบปลายภาค คือ การสอบปลายภาค ก็สอบผู้เรียนตั้งแต่บทที่ 1 ยันบทสุดท้าย ข้อสอบน่ะค่ะ ตั้งแต่บท 1 ยันบทสุดท้ายนะคะ อันนี้เราเรียกว่า "คะแนนพฤติกรรมขั้นสุดท้าย" หรือ E2 นะ เอาคะแนน ออกข้อสอบ ต้องออกข้อสอบตั้งแต่บทแรกยันบทสุดท้ายนะ E2 คำถามค่ะ สอบกลางภาค เป็น E1 หรือ E2 สอบกลางภาค เป็น E1 หรือ E2 [เสียงหัวเราะ] (อาจารย์ปิยนุช) ครูบอกดี ๆ นะ พฤติกรรมต่อเนื่อง ครูบอกว่าอย่างไรคะ ต้องทไทุก ๆ บท ทีนี้กลางภาคน่ะ บทท้าย ๆ เราได้ทำไหม ยังไม่ได้ทำ แล้วตกลงเป็น... แล้ว ทีนี้ E2 ครูบอกว่าอย่างไร E2 ครูบอกว่าต้องสอบบทแรกถึงบทสุดท้าย ฉะนั้น กลางภาคเป็น E อะไรคะ ENO ถูกต้อง ถูกต้อง ไม่เป็นสัก E ค่ะ E0 ไม่มี แต่มันไม่เป็นสัก E เราไม่สามารถเอาคะแนนกลางภาค มาหาประสิทธิภาพได้ ทุกคนทำหน้า แต่หนูสอบกลางภาคนะอาจารย์ หนูเพิ่งสอบไปเองนี่ เดือนที่แล้วเอง ครูก็เคยให้เด็กสอบกลางภาคค่ะ ครูเข้าใจ ครูก็เคยทำ แต่เราอย่าหลงประเด็น สอบกลางภาค ณ ตอนนั้น คุณครูเขาจัดการเรียนการสอนปกติ เขาไม่ได้หาประสิทธิภาพ นึกออกไหมคะ เขาจัดการเรียนการสอนปกติ เขาไม่ได้หาประสิทธิาภาพของนวัตกรรม แต่เมื่อใดก็ตาม ที่คุณครูจะหาประสิทธิภาพสื่อ คุณครูต้องทำกระบวนการแบบนี้ คุณครูจะไม่มีสอบกลางภาค ทำ... แปลว่าการ... ทำประสิทธิภาพ ขั้นตอนผิดค่ะ เดี๋ยวจะบอกว่าทำไมนะคะ ฉะนั้น กลางภาค ไม่สามารถหาประสิทธิภาพได้ ฉะนั้น คุณครูสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างไร คุณครูไม่จำเป็นต้องสอบกลางภาคนะ ถ้าคุณครูมีเหตุผลค่ะ ว่าฉันกำลังหาประสิทธิภาพสื่อนะ ต้องแยกให้ออกนะ อันนี้เขาจัดการเรียนการสอนปกติ เขาจัดสอบกลางภาคปกติ แต่เมื่อใดก็ตาม ที่คุณกำลังหาประสิทธิภาพสื่อ คุณต้องไม่มีสอบกลางภาค คุณต้องเป็นคะแนนเด็กแบบนี้ ทุก ๆ บทนะคะ เพื่อให้ได้ E1 มา และคุณต้องสอบรวบยอด เพื่อให้ได้ E2 มา ทีนี้ทำไม ถึงไม่เอาสอบกลางภาคนะคะ อยากให้สังเกต E1 เวลาที่เราได้คะแนนมา เวลาที่เราได้คะแนนมาค่ะ เราว่า E1 กับ E2 อันไหนได้คะแนนเยอะกว่ากัน เรียนเสร็จทีละบทแล้วสอบ เรียนเสร็จครั้งหนึ่ง แล้วสอบปลายภาคเลย เราว่าอันไหน คิดดี ๆ ก่อน เวลาเรียนเสร็จแล้วสอบ กับเรียนเสร็จครั้งเดียว เรียนเสร็จตั้งแต่ต้นเทอมยันท้ายเทอม แล้วมาสอบน่ะ เราว่าบท เราว่า E ไหนจะได้คะแนนเยอะ E1 เรียนเสร็จแล้วสอบมันยังจำได้ ใช่ไหมคะ เรียนเสร็จแล้วสอบมันจำได้ แน่นอน E1 มันย่อมคะแนนเยอะกว่า E2 อยู่แล้ว ทีนี้พอเวลากลางภาคน่ะ มันไม่พอไง ระยะเวลามันไม่ยาวนานพอไง ทีนี้ E... ทีนี้ E1 น่ะ คะแนนมันสูงกว่า E2 อยู่แล้วนะ ทีนี้ค่ะ ทฤษฎีนี้เขาบอกว่า ถ้าสื่อการเรียนการสอนคุณเจ๋งจริง วิธีการสอนนั้น เจ๋งจริง ๆ ในการมาหาประสิทธิภาพนี่ E2 นี่ คะแนนใกล้เคียงกับ E1 ให้ได้ คะแนนจะไม่โดดกัน ฉะนั้น สื่อคุณต้องเจ๋งจริง ๆ มันถึงได้หา... ได้ถึงค่าประสิทธิภาพออกมาไง ว่าสื่อฉันเจ๋งจริงนะ มันถึงทำให้ค่ามันไปใกล้เคียง กับ E1 ให้ได้ E2 ค่าถึงจะไปใกล้เคียงให้ได้ ฉะนั้น กลางภาค มันเรียนไป 2-3 บทน่ะค่ะ 3-4 บทอย่างนี้ มันยังไม่ถึงขั้น ระยะห่างที่จะทำให้เห็นถึงความแตกต่างจริง ๆ น่ะค่ะ เด็กยังจำได้อยู่เลย แปลว่ามันก็ปกตินี่ มันไม่ได้ทำให้ผลพิสูจน์ทดลอง มันดีขึ้นเท่าไรนี่ มันก็การเรียนการสอนปกติ เพราะฉะนั้น นวัตกรรมมันต้องมาทำ ให้การเรียนการสอนมันดีขึ้น ฉะนั้น เขาถึงไม่เอากลางภาคมาใช้ ฉะนั้น เขาถึงจะต้องพยายามว่าแม้ว่าเรียนอย่างไรน่ะ แม้ว่าระยะเวลามันห่างไปแล้วน่ะ ผู้เรียนยังทำคะแนนน่ะ ได้ใกล้เคียงกับ E1 อยู่เลยนะคะ ฉะนั้น E1 ได้มาจากคะแนนแบบฝึกหัด ให้ทำทุก ๆ บท คะแนนใบงาน คะแนนชิ้นงานอย่างนี้นะคะ ทีนี้อย่างวิชา... อาจารย์หนูไปสอนวิชาแบบอยู่ดี ๆ ได้ไปสอนพละน่ะ มันไม่มีให้ทำทุก ๆ บทน่ะ ทำอย่างไรคะ หรือได้ทำสอนวิชาคอมพิวเตอร์น่ะค่ะ หรือวิชาคหกรรม หรือวิชาช่างไม้แกะสลัก ทำอย่างไรดีน่ะ ไม่มีสอบกลางภาคน่ะ ไม่มีสอบปลายภาคน่ะ ก็ให้เด็กทำโปรเจกต์ไงนะคะ ฉะนั้น วิชาพวกปฏิบัติ E1 เราก็ให้ทำชิ้นงาน ครูสอนวิชาปฏิบัติ ทำกราฟิกนะ ครูก็ให้เด็กทำชิ้นงานนะคะ ส่วนคะแนนสอบ Final คะแนนรวมทุกบท ครูจะเป็นชิ้นงานใหญ่ ๆ ตั้งแต่บทแรก ยันบทสุดท้ายมาทำชิ้นงาน เราก็สามารถวัดผลผู้เรียนได้ เป็น E2 นะคะ ฉะนั้น E1, E2 ใช้ได้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ส่วนใหญ่ คุณครูกังวลว่าฉันสอนวิชาปฏิบัติ แล้วมันทำไม่ได้น่ะ จริง ๆ มันทำได้ 2 ลักษณะเลย วิชามันจะมีวิชาทฤษฎี กับปฏิบัตินะ ฉะนั้นนี่ เวลาที่ไปตรวจงานนะ คุณครูก็จะใช้ทฤษฎี วิชาที่เป็นทฤษฎีน่ะ แต่คุณครูหลายคน ก็แบบทั้งที่ฉันสอนปฏิบัติ แต่ไปเลี่ยงเป็นทฤษฎีนะ แต่จริง ๆ ปฏิบัติ คุณก็ทำได้เหมือนกันป็นทฤษฎีนะ แต่จริง ๆ ปฏิบัติคุณก็ทำได้เหมือนกันต่อค่ะ มันจะเกี่ยวข้องกับวิชาที่คุณสอนนะคะ ถ้าเป็นพวกทักษะด้านปฏิบัตินะคะ จะต้องตั้งค่านะคะ เกณฑ์ในการหาประสิทธิภาพ 75 : 75 นะคะ ส่วนพวกความรู้ ความจำนะคะ ตั้งสูงหน่อยได้ 80/80 85/85 90/90 ตัวเลขพวกนี้คือค่าเฉลี่ยของคะแนนทั้งห้องนะคะ คะแนนทั้งห้องต้องเฉลี่ยได้ 75 ถึงผ่านเกณฑ์ คะแนนทั้งห้องต้องเฉลี่ยได้ 80 ถึงจะผ่านเกณฑ์นะคะ ทีนี้ตัวเลข ทำไมตัวเลขไม่เท่ากัน ทำไมปฏิบัติต้องให้ 75 ทำไมพวกความรู้ความจำน่ะ ให้สูงจัง 80/80 85/85 นี่นะคะ ทีนี้ค่ะ มันจะเกี่ยวข้องกัน E1 เราต้องหาตั้งแต่ครั้งแรกใช่ไหมคะ ตั้งแต่บทแรก เพราะฉะนั้น พวกวิชาปฏิบัติน่ะค่ะ พวกร้อยมาลัย วาดรูป เราว่าวาดรูปนี่ ร้อยมาลัยอย่างนี้ หรือเดาะบอลอย่างนี้ ครั้งแรกเราทำได้ดีไหม ครั้งแรกมันทำไม่ดีหรอก แต่เราเก็บคะแนน เด็กตั้งแต่ครั้งแรกน่ะค่ะ นึกออกไหม กว่าที่เขาจะดีน่ะ ครั้งที่ 3 ที่ 1 น่ะค่ะ ฉะนั้น คะแนนแรก ๆ มันจะไม่ดี ฉะนั้น ปฏิบัติคะแนน มันเลยน้อยกว่าความรู้ ความจำ ส่วนความรู้ความจำค่ะ อย่างเช่น ครูถามว่านวัตกรรมหมายถึงอะไร ครั้งแรกคุณบอกสื่อใหม่ ใช่ไหมคะ ครั้งที่ 2 สื่อใหม่ มันเป็นสิ่งที่ถูกต้องน่ะ ครั้งที่ 2 คุณก็ตอบสื่อใหม่ มันไม่จำเป็นต้องรอว่ามันจะดีขึ้นไปเรื่อย ๆ คือ ความรู้ความจำน่ะ ตอบกี่ครั้ง มันก็ได้คะแนนเท่านั้นแหละนะคะ ฉะนั้น ต้องเลือกให้ถูกด้วยนะ ว่าวิชาคุณน่ะ มันเป็นเกณฑ์อะไรนะคะ เหมาะสมอย่างไรนะคะ หมาทีนี้ค่ะ ยังไม่หมดบอกแล้ว อีกนิดหนึ่งนะคะ ขั้นตอนในการหาประสิทธิภาพนะคะ จะมี 3 ขั้นตอนด้วยกันนะคะ ทดสอบรายบุคคล เก่ง กลาง อ่อน จากนั้นก็แก้ไขปรับปรุงนะคะ ทดลองกลุ่มเล็กนะคะ 6-12 คน เก่งกลางอีก ปรับปรุงนะคะ แล้วก็ไปทดลองภาคสนาม คือ 20 คนขึ้นไป พอ 20 คนน่ะ มันเป็นคละแน่นอน มันก็เก่ง กลาง อ่อนนี่แหละ แต่เขาใช้คำว่า "คละ" นะคะ คำถาม ทำไม ต้องเอาเด็ก เก่ง กลาง อ่อนน่ะ ทำไมต้องเลือก เก่ง กลาง อ่อน ทำไมคุณครูไม่เอาแต่เด็กเก่ง คุณครูชอบเอาเด็กเก่งมานี่ ทฤษฎีบอกให้เอาแต่ เก่ง กลาง อ่อน ทฤษฎีทำไมไม่บอกเอาแต่เด็กเก่ง เด็กเรียนปานกลาง และเด็กเรียนอ่อน คิดว่าเพราะอะไร ทำไมไม่เอาแต่เด็กเก่งเลยล่ะ คิดว่าเพราะว่าอะไร เฉลยแล้วกันวันนี้เรามีเวลาน้อย เก่ง กลาง อ่อน เพราะว่า ถ้าคุณเลือกมาแต่เด็กเก่งน่ะ เด็กที่เรียนอ่อนน่ะ เขาจะใช้สื่อนั้นลำบาก นักศึกษา ครูเคยไปทดลอง นางก็ไม่ค่อยเชื่อหรอกนักศึกษา นี่ แต่ดีนะที่ไม่เชื่อ ไปพิสูจน์ทดลองนี่นะคะ เขาทำคลิปนะคะ ทำคลิปแล้วเอาไปทดลองกับเด็กนะคะ ปรากฏว่าเด็กเก่งน่ะ มันดูแป๊บเดียวมันก็จำได้ นึกออกไหม ดูแป๊บเดียวเข้าใจ แต่เด็กอ่อนจำไม่ได้ครับ เมื่อกี้ดูอะไร คือมันเป็นเรื่องปกติมากเลยนะคะ จำไม่ได้น่ะ ดูไม่ทัน ฉะนั้น สิ่งที่คุณครูหรือผู้ทำนวัตกรรมนี่ ก็จะต้อง คลิปมันยาวไป ก็จะต้องทำให้มันสั้นลงนะคะ หรือมันมีปุ่มที่ช่วยหยุด ให้ผู้เรียนได้หยุดตรงนี้หน่อยนะคะ เพราะว่าเขาไม่ทัน แต่ถ้าเราถามแต่เด็กอ่อน เด็กอ่อนก็จะบอกว่า อยากให้มันอธิบายเยอะ ๆ หรือหยุดเยอะ ๆ หน่อย เด็กเก่งก็จะรู้สึกน่าเบื่อจัง สื่อนี้มันเยิ่นเย้อจัง เพราะฉะนั้น เราต้องเอา 2 ความคิดเห็นนี้ค่ะ เด็กปานกลางไม่ค่อยเท่าไรหรอก เด็กปานกลาง ไม่ค่อยมีปัญหาในการสร้างสื่อ นิดหนึ่งเขาก็เข้าใจได้แล้วนะคะ ฉะนั้น ส่วนใหญ่ จะมีปัญหาเด็กเก่งกับเด็กอ่อน เราจะต้องเอาความคิดเห็น หรือว่าที่เขาเรียนเข้าใจมากน้อยแค่ไหน มาปรับปรุงสื่อนะคะ มาปรับปรุงสื่อ ฉะนั้น พอเราได้ความคิดเห็นจากเก่ง กลาง อ่อนนี่ มันจะทำให้สื่อนั้นน่ะ ใช้ได้อย่างหลากหลาย ไม่ใช่ใช้ได้แค่เฉพาะเด็กเก่ง กับเด็ฏอ่อน สามารถใช้ได้ เก่ง กลาง อ่อน คือเป็นการคละ เด็กทั้งห้องสามารถใช้ด้วยกันได้หมดเลยนะคะ ทีนี้ค่ะ ทีนี้ครูขอกลับไปตรงนี้นะคะ อันนี้เวลาที่ตั้งเกณฑ์เราก็ตั้งดูดี ๆ นะ 90/90 อย่างนี้ เราว่าค่าเฉลี่ยทั้งห้องนี่ 90 ต่อ 90 น่ะ ถ้าเรียนเป็นห้องคละทั่วไปน่ะ มันเป็นไปได้ไหม ที่เด็กจะทำได้ 90/90 น่ะ โคตรยากเลย มีถ้าเป็นโรงเรียนของคุณ เป็นห้อง Gifted ก็พอว่า หรืออะไรนะ เตรียมอุดมฯ อย่างนี้ ที่เด็กเก่ง ๆ มาก ๆ วิทยานุสรณ์ อย่างนี้ ทำได้ 90 ต่อ ทีนี้ ครั้งหนึ่งค่ะ อันนี้จากประสบการณ์ที่เคยตรวจนะ คุณครูชอบตั้งเกณฑ์ให้สูง ๆ 90/90 ไปเลย ทีนี้ค่ะ ดันคุณครู ดันอยู่โรงเรียน... โรงเรียนปกติทีมันเป็นห้องคละ ที่มันเป็นห้องคละ โจทย์ของคุณครู กลุ่มตัวอย่างของครู ดันเป็นห้องคละ แต่ครูตั้ง 90/90 ทีนี้ส่งผลงานมา กรรมการก็ตรวจ ครูก็เป็นหนึ่งในคณะกรรมการ คณะกรรมการก็เลย คุณครู เด็กคุณครูเป็นห้องคละ แต่คุณครูสามารถทำสื่อได้ 90/90 สื่อมันเจ๋งขนาดนั้นเลยเหรอนะคะ ทีนี้ค่ะ เมื่อก่อนมันก็ให้รอบแก้ตัวนะ คือให้คนส่งผลงานนี่ มาชี้แจงน่ะ เวลาที่กรรมการมีข้อสงสัยค่ะ ทีนี้นะคะ กรรมการก็เรียกมา คุรครูก็นั่งโต๊ะเลย คุณครู คุณครูช่วยบอกหน่อย คุณครูทำอย่างไรน่ะ สื่อคุณครูถึงได้ 90/90 น่ะ มันคะแนนสูงมากเลยนะ ที่ทำให้ผู้เรียนน่ะ เก่ง กลาง อ่อน นี่ คะแนนเฉลี่ยทั้งห้องได้ 90 น่ะ คุณครูก็ตอบอย่างไรดีนะ คิดนิดหนึ่ง คุณครูเลยตอบมาว่า หนูก็เอาแต่เด็กเก่งมาค่ะ เอาแต่เด็กเก่งมาค่ะ อาจารย์ มันก็เลยได้คะแนนสูงหน่อย คำถาม เขาผิดตรงไหน ของขั้นตอนหาประสิทธิภาพ เขาผิดตรงไหน จริง ๆ การหาประสิทธิภาพต้องคละ คือ เก่ง กลาง อ่อน แต่คุณครูเลือกแต่เด็กเก่งมา ผิดขั้นตอนค่ะ ผิดจรรยาบรรณด้วยค่ะ เลือกแต่เด็กเก่งมา มันผิดจรรยาบรรณ เอาแต่เด็กเก่ง คุณทิ้งเขาเหรออย่างนี้นะคะ ฉะนั้น มันผิดนะคะ ฉะนั้น คุณครูอย่าไปดูตัวเลขนี้ 90 ถามว่าทำได้ไหม ทำได้ แต่ห้องคุณครูต้องเป็น Gifted นะ นึกออกไหม บริบทคุณครูต้องเหมาะสม คุณครูตั้ง 90/90 ไปเลย แต่ถ้าสื่อคุณเจ๋งจริง ๆ น่ะ คุณก็ทำได้นะ แต่คุณต้องบอกกระบวนการให้ถูก ไม่ใช่คุณเลือกมาแต่เด็กเก่ง อันนี้ไม่ได้นะคะ ไม่ใช่ว่าครูเลือกมาแต่เด็กเก่งนะคะ เพราะฉะนั้น การวัดประสิทธิภาพต้องเก่ง กลาง อ่อนนะ ต้องเลือกเด็กเก่ง เด็กกลาง เด็กอ่อน มาทดลอง ทดลองใช้สื่อนั้น ถึงจะทำให้สื่อสามารถใช้ได้ทั้งหมด ยังไม่จบนะ อีกนิดหนึ่ง ทีนี้ค่ะ รู้ขั้นตอนกระบวนการแล้วนะคะ เราจะมาคำนวณหาประสิทธิภาพกันนะคะ E1 แทนค่านะคะ E1 แทนค่าด้วยกระบวนการ คือเอาคะแนนมาจากพวกแบบฝึกหัด ใบงาน หรือชิ้นงานต่าง ๆ ทุก ๆ บทนะคะ x มาจากคะแนนรวมทุกบทนะคะ A คะแนนเต็มของแบบฝึกหัดทุกชิ้น N คือ จำนวนผู้เรียนนะคะ อันนี้คือหา E1 นะ ทีนี้หา E2 เปลี่ยนแค่จาก... เปลี่ยนแค่จากใบงาน เป็นหาผลสัมฤทธิ์แค่นั้นเลย นอกนั้นเหมือนเดิมนะคะ ทีนี้ค่ะ เดี๋ยวครูจะพาทำหาร้อยละง่าย ๆ นะคะ หาร้อยละง่าย ๆ บอกเลยในห้องสอบ มีตารางแบบนี้แน่นอน มีตารางแบบนี้แน่นอน ในการคำนวณนะคะ ทุกคนทำได้ ครูสอนเอก... มาเขาก็ทำได้ ฉะนั้น ทำได้ทุกสาขาแน่นะคะ ขอแค่ตั้งใจนะคะ มาช่วยกันนะ ทีนี้ก่อนอื่น ก่อนที่เราจะหา เราต้องรู้ก่อนว่า ฉันต้องไปเอาคะแนนมาจากตรงไหน ถ้าเขาให้คุณหาคะแนน E1 คุณต้องเอาจากช่องไหนคะ เอาช่องไหนคะ เอามาจากช่องนี้ คือ คะแนนแบบฝึกหัด ทีนี้ เดี๋ยวเรามาหาค่า E1 ก่อนนะคะ หาค่า E1 ก่อนนะคะ เดี๋ยวช่วยกัน ใช้เครื่องคิดเลขได้เลยนะคะ ใช้เครื่องคิดเลขได้เลยนะคะ E1 นะคะ หา E1 คือเอาจากช่องนี้ เราเอาคะแนนค่ะ เอาคะแนนนี่นะคะ ของทุก ๆ คนนี่ มาบวกกัน ไหนบวกสิ ใช้เครื่องคิดเลขได้เลย ได้เท่าไรนะ ได้ 169 169 จากนั้น มาหารด้วย ทำทันไหม จากนั้น มาหารด้วย N คือ 5 นะคะ N คือ 5 ได้เท่าไร ได้เท่าไรนะคะ 3. ... 3.8 ได้เท่ากันนะ จากนั้นได้ 3.8 แล้วก็เอามาหาร คะแนนเต็ม คือ คะแนนเต็ม คือ 40 เอามาหาร 40 ได้เท่าไรคะ ได้เท่าไรนะ เอาถึง... หาร 40 ได้เท่าไรนะ ได้เท่าไรทำไมมันดูยากจัง ได้เท่าไรบอกครู เดี๋ยวครูช่วยดู ได้ 0.845 ใช่ไหมคะ ได้ 0.845 จากนั้น มาทำให้มันเป็นร้อยละ ก็คูณ 100 เข้าไป ได้ 84.5 อันนี้ คือ หา E1 ได้ 84.5 คะแนนเฉลี่ยของทั้งหมดน่ะ 5 คนนี้ได้ 84.5 หา E1 ได้แล้ว ทีนี้เดี๋ยวให้หา E2 ค่ะ ให้หา E2 ได้เท่าไรนะ เท่าไรนะ ได้ 85 นะคะ ได้เหมือนกันไหม โอเค ได้ 85 นะคะ ได้ 85 นะคะ ได้ไหม ทีนี้เดี๋ยวเราต้องทำนะ ถ้าใครไม่ได้ตรงนี้ ยกมือเลยค่ะ ครูจะได้อธิบายเพิ่มเติมให้ ไม่ได้ คือ ทำคะแนนไม่ได้นะ อันนี้มัน 10 คะแนนนะ อันนี้สิทธิของคุณเองนะ ตรงนี้ใครไม่ได้ อยากให้ครูอธิบายซ้ำยกมือได้เลย ทำได้นะ อย่างนั้นครูไปต่อนะคะ ทีนี้ค่ะ หลังจากเราได้มาแล้ว อันนี้แค่การวัดนะ เราได้คะแนนมาแล้ว เราได้ 84.5 ต่อ 85 ได้ E1 เป็น 84.5 ได้ E2 เป็น 85 นะ จากนั้นค่ะ ยังไม่จบ เราจะต้องเอาผลจากการวัด ไปตัดสินคุณค่าว่ามันดีอย่างไร โดยการไปเทียบกับเกณฑ์นะคะ ก่อนอื่นเราต้องตั้งเกณฑ์ก่อน ถ้าวิชาปฏิบัติ 75/75 วิชาความรู้ความจำ 80/80 85/85 90/90 สมมติครูตั้งเกณฑ์ที่ 85 ต่อ 85 ครูตั้งเกณฑ์อยากให้สื่อของครูนี่ มีประสิทธิภาพที่ 85/85 ฉะนั้น ครูก็จะต้องมาเทียบ กับเกณฑ์เหล่านี้นะคะ ครูก็ต้องมาเทียบกับเกณฑ์เหล่านี้นะคะ ตัวเลขเมื่อกี้ ไม่มีปากกาเลย ตัวเลขเมื่อกี้ เราได้เท่าไรนะ 84.5 กับ 85 พอมาเทียบกับเกณฑ์ สูงกว่าเท่าเกณฑ์หรือต่ำกว่าเกณฑ์ สูงกว่า เท่าเกณฑ์ หรือต่ำกว่าเกณฑ์ เกณฑ์มันคือ 85/85 ถ้าสูงกว่าเกณฑ์ มันจะต้องสูงกว่า 85 + 2.5 ฉะนั้น มันจะต้องสูงกว่า 87.5 ถูกไหมคะ แต่สิ่งที่เราได้มาคือเท่าไร 84.5 กับ 85 นะคะ ถ้าเท่าเกณฑ์ มันจะได้ เท่ากับ หรือไม่เกิน 2.5 นะคะ ส่วนต่ำว่าเกณฑ์ ต่ำกว่าเกณฑ์ 84 เมื่อกี้มันได้เท่าไรนะครูขออีกรอบ ครูไม่มีปากกา 84.5 กับ 85 แล้วเราตั้งเกณฑ์ที่เท่าไรนะ เมื่อกี้เราตั้งเกณฑ์ที่เท่าไรนะ 85/85 ฉะนั้น ถ้ามีตัวเลขตัวใดหนึ่ง ตัวเลขตัวใดหนึ่ง ที่มันต่ำกว่า มันก็จะต่ำกว่า นึกออกไหม ถ้าตัวเลขใดต่ำกว่านะ ฉะนั้นนะคะ เราก็จะมาเทียบที่ 2.5 ตัวเลข 2.5 สำคัญนะคะ ขออภัยมันต้องเขียนน่ะ เดี๋ยวหาอะไรเขียนก่อน ไม่มีเลย ไม่เป็นไร ใช้อันนี้ได้ เกณฑ์ ตั้ง... เอา 80/80 ดีกว่า จะได้เข้าใจง่าย ๆ เดี๋ยวมันจะซับซ้อนไป 80/80 ทีนี้เอามาเทียบอย่างนี้เลย ง่าย ๆ อันนี้เห็นนะ ข้างหลังเห็นนะ โอเค มาเทียบอย่างนี้เลยดีกว่า E1 E2 ได้ 84.5 กับ 85 เราตั้งเกณฑ์ไว้ที่ 80/80 พอเทียบกับเกณฑ์ค่ะ เป็นอย่างไรคะ สูงกว่าเกณฑ์เพราะ... เก่งมาก สูงกว่าเกณฑ์ค่ะ สูงกว่าเกณฑ์ เพราะเอา 80 ใช่ไหม เอา 80 มาบวก 2.5 เปอร์เซ็นต์ บวกเปอร์เซ็นต์ไปเลยนะ 2.5 ก็จะได้เป็น 82.5 แป๊บหนึ่งลูก 82.5 ใช่ไหม ทีนี้พอ พอเราเทียบกับเกณฑ์ มันสูงกว่าเกณฑ์นี่ มันสูงกว่านี่ เพราะว่ามันได้ตั้งแต่ 84.5/85 ทีนี้ขอเปลี่ยนนะ ขอเปลี่ยนเป็น เกณฑ์ 80/80 อยู่นะ ถ้าเป็น 81 82 อันนี้จะเป็นเท่าไรคะ จะได้เท่าเกณฑ์ เพราะ... มันไม่เกิน 82.5 ยังเกณฑ์ที่ 80/80 อยู่นะ ถ้าตัวเลข... อย่างนี้ล่ะ อย่างนี้ล่ะ ถ้ามีตัวเลขใดนะ ตัวเลขหนึ่ง ที่มันต่ำนะ มันต่ำกว่าเกณฑ์อยู่แล้ว ถึงแม้ตัวเลขหนึ่งเป็น 80 มันก็ต่ำ เพราะมันมีตัวเลขหนึ่งต่ำ ส่วนถ้ามีตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งสูง เราก็ให้สูงนะ เฉกเช่นเดียวกัน ถ้าสมมติว่าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง มันถึงสูงกว่าเกณฑ์ก็ให้มันสูง แต่ถ้าตัวเลขใดตัวเลขหนึ่ง มันต่ำก็ให้มันต่ำ จริง ๆ น่ะ มันไม่ค่อยห่างกันหรอก ถ้าคุณออกใบงาน หรือข้อสอบ ที่มันตรงกับจุดประสงค์จริง ๆ เพราะมันจุดประสงค์เดียวกัน ห่างกันนะคะ ถ้าตัวเลขห่างกันมาก ๆ มันก็ผิดปกติ ใบงานอาจจะง่ายไป แล้วข้อสอบยากเกิน หรือถ้าตัวเลขมันแบบ มันห่างกันมากค่ะ วัตถุประสงค์น่ะ มันวัดได้ไม่เหมือนกันนะ ตัวเลขน่ะ เพราะฉะนั้นตัวเลข ไม่ควรห่างกันมากนะคะ ไม่ควรห่างเกิน 2.5 นะคะ ถ้าห่างมาก ๆ ก็ผิดปกติอีกอยู่ดี ฉะนั้น ไม่ใช่ว่า E1 ต้องโดด E2 ต้องต่ำมาก อย่างนี้นะคะ เพราะว่าเรียนมา แต่ไม่ใช่นะคะ ต้องไม่ห่างกันมากนะคะ ได้นะ หมดแล้ว หมดแล้ว อีกนิดหนึ่ง โอเค ฉะนั้น เกณฑ์นี้คุณต้องรู้นะคะ เกณฑ์ต้องรู้นะ นะคะ โอเค มาช่วยกันหน่อยค่ะ อันนี้เฉลยไปแล้วนะ เท่าเกณฑ์ ขอโทษที สูงกว่าเกณฑ์นะคะ สูงกว่าเกณฑ์ อันนี้ล่ะ 80/80 เท่าเกณฑ์นะคะ เท่าเกณฑ์ เพราะว่า บวก 2.5 แล้ว มันไม่เกินนะคะ มันไม่เกินนะคะ มันไม่เกิน เอา 80 ไปบวก 2.5 แล้วมันไม่เกิน 82.5 ก็แปลว่าเท่าเกณฑ์นะคะ อันนี้ล่ะ เกณฑ์ 80/80 มันได้ 88 87 นะคะ ต่ำกว่าเกณฑ์แต่ยังยอมรับประสิทธิภาพได้ อย่าลืมคำนี้ด้วยนะ นะคะ เพราะว่าเอา 80 มาลบ 2.5 ซึ่งมันไม่ต่ำกว่า ซึ่งมันไม่ต่ำกว่า แต่ถ้าเป็นตัวเลขนี้ล่ะ แล้วถ้าเป็นตัวเลขนี้ล่ะ ขอโทษที ครูผิดอันนี้ ครูผิดอันนี้ แล้วถ้าเป็นอันนี้ล่ะ [เสียงหัวเราะ] (อาจารย์ปิยนุช) ต่ำกว่าเกณฑ์รับไม่ได้ เกณฑ์มันต้องไอ้นี่นะ มันต้องได้ 77.5 ถึงต่ำกว่าเกณฑ์แต่ยังยอมรับได้ แต่ดู มันมีตัวเลขหนึ่งที่มันได้ 76 น่ะ เรียกว่าอะไรน่ะ มันยอมรับไม่ได้ มันเรียกว่าสื่อไม่มีประสิทธิภาพนะคะ สื่อไม่มีประสิทธิภาพนะคะ ฉะนั้น ถ้าเป็นแบบนี้นะ ตัวเลขแบบนี้ ถ้า Adviser ที่ปรึกษาน่ะค่ะ หรือคนที่เขาตรวจ เขาก็จะแนะนำว่า ไปทำทดลองอีกครั้งหนึ่งไหม ถ้าในไทยนะคะ เพราะว่าถ้าพอต่ำนี่ ในไทย ไม่ค่อยได้รับการยอมรับเท่าไร แต่ถ้าต่างประเทศน่ะ เขาอาจจะเขียนไปเลยนะ มันอาจจะเป็นเพราะอย่างนี้ อย่างนี้ เขาจะเขียนสาเหตุไปเลย ในไทย ไม่ค่อยมีที่เขียนว่าต่ำเท่าไรนะคะ เราไม่ค่อยเห็นตัวเลขนี้แล้วเรากลัวกันนะคะ อย่างนั้นส่วนใหญ่ ก็จะเท่าเกณฑ์ สูงกว่าเกณฑ์นะคะ ฉะนั้น ถ้าต่ำนี่ เราก็เอา 2.5 มาลบนะคะ ถ้าต่ำเราก็เอา 2.5 มาลบนะคะ โอเค แล้วอันนี้ล่ะ เทียบกับเกณฑ์ได้เท่าไร เท่าเกณฑ์ เพราะว่าเกณฑ์มัน คือ 75 นะคะ ดูดี ๆ ไม่ใช่ทุกอย่างจะ 80/80 นะ เราต้องดูดี ๆ ฉะนั้น ยึดหลักนะคะ ตัวเลข 2.5 ถ้าสูงก็บวก 2.5 ถ้าไม่เกิน 2.5 ก็เท่าเกณฑ์ แต่ถ้าต่ำ ก็เอา 2.5 ไปทำอย่างไร ไปลบนะคะ โอเคนะ ทีนี้มีคำถามไหมคะ มีคำถามไหม ถามไหม ก่อนที่ครูจะให้ทำใบงาน ถามไหม ถ้าทำใบงานแล้ว ไม่มีสิทธิ์ถามนะ อันไหนนะ E ต่ำกว่าเกณฑ์ใช่ไหมคะ อันนี้ ถ้าต่ำกว่าเกณฑ์ ก็คือจะต้องเอา เอาเกณฑ์ที่เราตั้งค่ะ มาลบนะคะ อย่างเช่น ครูตั้งเกณฑ์ไว้ 80 ฉะนั้น ครูตั้งแต่เกณฑ์ไว้ 80 เวลาถ้ามันต่ำกว่าเกณฑ์ ครูก็จะต้องเอามาลบ 2.5 ถ้า ถ้าสื่อของคุณ ถ้าสื่อของคุณนี่ จะต้องไม่ต่ำกว่า 77.5 ถึงจะยังยอมรับประสิทธิภาพได้ ถ้าต่ำกว่านั้น ไม่มีประสิทธิภาพแล้ว สมมติคุณทำสื่อได้ เกณฑ์คุณตั้งไว้ 80/80 ปรากฏว่าสื่อของคุณได้ 78 E1 คือ 78 E2 คือ 77.5 แปลว่าอะไรคะ เกณฑ์มันคือ 80/80 แต่คุณดันได้ 78 กับ 77.5 แปลว่าอะไรคะ ต่ำว่าเกณฑ์ แต่ยังยอมรับประสิทธิภาพได้ เพราะพอลบแล้วมันไม่ต่ำกว่า มันไม่ต่ำกว่า 75 แต่ถ้าตัวเลขของคุณคือ 75 กับ 74 อันนี้คือไม่มีประสิทธิภาพ โอเคนะ มีอีกไหมคะ ทีนี้ พอมาเทียบกับเกณฑ์ค่ะ ทีนี้ พอมาเทียบกับเกณฑ์ มันได้เท่าไร ขอโทษค่ะ ขอโทษค่ะ เกณฑ์เราคือ 80/80 ช่วยเพื่อนด้วยนะ เกณฑ์เรา 80/80 แต่สมมติว่าเพื่อนได้ 82 กับ 80 เกณฑ์ได้เท่าไร เกณฑ์ดูตรงนั้น ได้เท่าเกณฑ์ เพราะว่า... มันไม่เกิน 82.5 เห็นไหมคะ มันไม่เกิน อีกตัวเลขหนึ่ง มันได้ 80 มันก็คือเท่าเกณฑ์ ถ้า 80-82.5 คือเท่าเกณฑ์ แต่ถ้าตัวเลขที่มันสูงกว่า สมมติตัวเลขของคุณได้ 84 เปลี่ยน E1 เป็น 84 E1 คือ สมมติ E1 คือ 84 ส่วน E2 คือ 85 ทีนี้อ่านเกณฑ์ดู สูงกว่าเกณฑ์เพราะว่ามันมากกว่า 82 โอเคนะ ส่วน E ลบก็แค่ลบ สมมติว่าต่ำกว่า ก็คือเอามาลบ ลบก็เหมือนกัน มันต้องไม่ต่ำกว่า 77 อย่างนี้ค่ะ 77 ฉะนั้น ตัวเลขนี้สูงกว่าอยู่แล้ว โอเคนะ อย่างไรนะคะ เกณฑ์มันเท่ากัน เทียบเกณฑ์ที่เท่ากันใช่ไหมคะ เท่ากัน ก็คือเกณฑ์คุณตั้งไว้ที่ 80 80 ก็คือมันต้อง 82.5 อันนี้คือเท่าเกณฑ์ ฉะนั้น มันสูงกว่าเกณฑ์ มันคือต้องสูงกว่า 82.5 โอเค มีอีกไหม ก่อนจะทำข้อสอบนะ ถามได้ก่อนทำ ไม่เคลียร์ตรงไหนถามได้เลย แต่เมื่อใดก็ตาม ที่ทำ ห้ามคุยกัน และห้ามถาม มีอีกไหมคะ 10 คะแนนเพียว ๆ นะ พร้อมนะ อันนี้คือ อันนี้คือคะแนน 10 คะแนนนะคะ ครูให้เราสามารถดูอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้หมด แต่ห้ามคุยกันกับเพื่อน ห้ามคุยกันนะ ห้ามคุยกันกับเพื่อนนะคะ มีเวลาให้ 15 นาทีนะคะ ใครที่ได้กระดาษไม่คุยกันแล้วนะคะ ใครคุยกัน ครูลิบกระดาษเลยนะคะ ครูให้เราใช้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ได้หมดนะคะ แต่ห้ามคุยกัน ใครที่คุยกันนะคะ 10 คะแนนขอริบคืนเลยนะคะ 2 นาทีสุดท้าย อย่าลืมเขียนชื่อนะคะ หมดเวลาค่ะ ส่งได้แล้วค่ะ จริง ๆ ครูให้เวลาบวกอีก 5 นาทีนะ ไปเลย ห้องนี้ใช้เวลา 20 นาทีนะ 10 9 ขอบคุณครับ ขอบคุณครับ 8 7 6 5 วางเลยค่ะ 4 เสร็จแล้วนั่งที่ เสร็จแล้วนั่งที่ มีใครยังไม่ส่งอีกไหม หลังจากนี้ปิดรับนะ โอเค เป็นอย่างไร คุณคิดดู ถ้าในห้องสอบน่ะ อีข้อนี้มันไม่ควรนานไง ฉะนั้น ฝึกไว้นะคะ เดี๋ยวมาเฉลยกัน มาเฉลยกัน ข้อแรกน่าจะได้หมดนะ หวังว่านะ ขั้นตอนการหาประสิทธิภาพสื่อการเรียนการสอน มีกี่ขั้นคะ 3 ขั้น มีอะไรบ้าง รายบุคคล กลุ่มเล็ก และภาคสนาม และใครเขียนเก่ง กลาง อ่อนด้วย มีนะ ถูกไหม ส่วน... จริงเหรอ ไปเอาอันไหน ฉันว่ามันเขียนชัดอยู่นะ ใน PowerPoint ก็ชัดอยู่นะ ใน PowerPoint ใช่เลยนะคะ ทีนี้ค่ะ ข้อนี้ 3 คะแนน ข้อ 1 3 คะแนน ข้อ 2 คะแนน ข้อ 2 7 คะแนนนะคะ เพราะมันยากกว่าไงนะคะ มาดู มาดูข้อ 2 E1 หาได้เท่าไรคะ E1 หาได้ 77 ส่วน E2 หาได้ 75 ถูกไหม เริ่มมีเค้า เริ่มมีเค้า แล้วครูยังถามอีกว่าตั้งเกณฑ์การหาประสิทธิภาพให้เหมาะสม ตั้งเกณฑ์ให้เหมาะสม ทีนี้เหมาะสมดูอย่างไร ดูตรงไหน เหมาะสมดูตรงคะแนนปฏิบัติ ครูเขียนไว้ว่าคะแนนปฏิบัติ ฉะนั้น เกณฑ์ในการตั้งคะแนนปฏิบัติ ให้เหมาะสม คือ 75/75 มีหลายคนถูก แต่มีหลายคน 75/75 มีหลายคนถูก แต่มีหลายคนคำนวณมาถูก แต่ข้อนี้ดันตั้งผิด ฉะนั้น มันมีผลต่อการแปลความหมายต่อนึกออกไหม พอคุณตั้งเกณฑ์เหมาะสมถูก คุณก็จะได้คะแนนต่อไปนะคะ ฉะนั้น ไม่ต้องเสียใจไป ผิดในนี้ ดีกว่าไปผิดในห้องสอบนะ ผิดในห้องสอบ มันเป็นปลายภาคแล้วไง ผิดในนี้ยังมีคะแนนโน่นนี่นั่น มาช่วยอยู่นะคะ ทีนี้ค่ะ ต่อนะ ตั้งเกณฑ์ที่เหมาะสม เพราะว่าเขาเขียนไว้ว่าคะแนนปฏิบัตินะคะ เกณฑ์ที่เหมาะสมคือ 75/75 ฉะนั้น แปลความหมายได้ว่า แปลความหมาย ต้องแปลความหมายให้ถูกด้วยนะ แปลความหมาย ก็คือได้ คือ เท่าเกณฑ์ เพราะเอา 75 มาบวก 2.5 แล้ว 77/75 มันไม่เกินนะคะ มันไม่สูงเกินไป ฉะนั้น มันเลยเท่าเกณฑ์ มีใครถูกหมดไหมคะ ถูกหมดเอาไปเลย 10 คะแนน เก่งมาก ส่วนที่เหลือก็ถ้าถูกอันหนึ่ง ก็มีอย่างนี้นะคะ บวกลบคะแนนกันไป อย่างน้อยข้อที่ 1 มันควรถูกนะ ข้อ 1 นี่เอาเขียนมาให้นะ แต่คนที่ผิดก็ไม่เป็นไรนะคะ อยากรู้มากเลย มันไปผิดตรงไหน PowerPoint เขียนชัดมาก PowerPoint เขียนตามตัวเลยนะคะ โอเคนะคะ พอได้อยู่ เพราะเห็นห้องนี้ อย่างน้อยมีคำนวณ เพราะปกติเทกับการคำนวณนะคะ เป็นปกตินะคะ อย่าเทนะ บทนี้ถ้าได้คือได้ เห็นไหม ถ้าได้มันจะเกี่ยวข้องกันไปเรื่อย ๆ แล้วคุณจะได้ 8-9 คะแนนเต็มไปเลยน่ะ คือคำนวณมันเป็นการคิด มันเป็นการได้ผลมาชัด ๆ ฉะนั้น มันไม่ต้องไปคิดวิเคราะห์อะไรเพิ่มเติมนะคะ ทีนี้ครูขอต่ออีก... เดี๋ยวให้เราจับคู่กับเพื่อน แล้วรับใบงาน จับคู่กับเพื่อน แล้วมารับใบงานนะคะ จับคู่ 2 คนแล้วมารับ 1 คน ส่งตัวแทนมารับใบงาน 1 คน หยิบเลยลูก จับคู่นะคะ จับคู่นะคะ ครับ 3 คนเยอะไป ทำคนเดียวก็ได้ มันสามารถทำคนเดียวได้ ทำคนเดียว แต่คู่ก่อน ให้จับคู่ก่อน พร้อมไหม คู่ คู่กันดีกว่า คู่กันดีกว่า พอไหม จริงเหรอ นั่นน่ะ เอาไปแล้วใช่ไหม คนเดียวก็... คนเดียวก็เปรี้ยวได้ ครบนะ ครูพรินต์มาเผื่อ โอเค เขียนชื่อ เขียนชื่อให้เรียบร้อย เกินเหรอ นี่พวกนี้ชอบเอาไปเกิน แล้วมาว่าเอามาไม่พอ ใช่ ฉันว่าฉันพรินต์เผื่อทุกครั้ง แป๊บหนึ่งนะ เดี๋ยวครูเอาลิงก์ตัวอย่างก่อน เขียนชื่อก่อนนะ โอเค ทีนี้ค่ะ ครูขออธิบายก่อน เดี๋ยวจะให้เล่นเกมนะคะ เดี๋ยวจะให้เล่นเกมนะคะ คนที่เร็วสุด 5 คู่แรก จะได้รับคะแนนพิเศษไป 5 คะแนนนะ ถ้าคุณทำโจทย์เมื่อกี้ไม่ได้ คุณก็ต้องพยายามชนะเกมนี้ให้ได้นะคะ คุณจะได้คะแนนโบนัส 5 คะแนนนะคะ สำหรับ 5 คู่แรก นะคะ เดี๋ยวครูจะส่งลิงก์เกมให้นะคะ ในนี้ จะมีใบความรู้ที่มาเฉลย เฉลยใบงานนะคะ ในนี้จะมีความรู้ที่ซ่อนอยู่นะคะ ในนี้จะมีความรู้ที่ซ่อนอยู่ มันจะเป็นจุด ๆ อยู่ตามมุม คุณต้องหาให้เจอ มันจะมี ... อยู่ตามมุม คุณต้องคลิก ต้องหาให้เจอ ตามหาความรู้ให้เจอ มันจะมีทั้งจุดที่หลอก และจุดที่เป็นความรู้ ฉะนั้น ช่วยกัน คู่กันหรือคนเดียวมันก็อาจจะเร็วได้ คนเดียวเคยชนะด้วยเหมือนกันนะคะ หาให้เจอ ในนี้ คุณจะมีความรู้ ที่สามารถมาตอบโจทย์เหล่านี้นะคะ มาตอบโจทย์เหล่านี้ให้ได้ ในนี้จะมีความรู้นะคะ โอเคนะ เคลียร์นะ เดี๋ยวครูส่งลิงก์ให้นะคะ ไป ส่งไปแล้วนะ ส่งไปในลิงก์แล้วนะคะ สามารถเปิด เราสามารถขยายได้นะ ตรงนี้ค่ะ มันจะเขียนว่า Think Link แล้วเราไปคลิกขยายได้ เอียง บางรุ่นมันเอียงได้ แต่บางรุ่นก็ไม่ได้นะ บางรุ่นขยายแบบเอียงให้เห็นชัดได้เลย หาจุด ๆ ๆ ให้เจอ มันจะมีจุด ๆ ๆ มันจะมีทั้งตัวหลอกและของจริงนะคะ ฉะนั้น ช่วยกันหาให้เจอนะคะ มีคำตอบแน่นอนนะคะ ช่วยกัน ภารกิจที่... ภารกิจพิเศษที่เจอ เราเขียน... เราเขียนโซเชียลมีเดียที่เราใช้ ใช้ทำภารกิจนั้นน่ะค่ะ เขียนว่าใช้ Social media ไหนนะคะ เดี๋ยวครูหาเจอเองนะคะ มีคนเจอภารกิจพิเศษแล้วนะ เจอแล้วเหรอ ฉันอุตส่าห์หาซ่อน ใช้โซเชียลไหนก็ได้นะคะ ประกาศรายชื่อที่ได้โบนัส 5 คะแนนนะคะ ได้แก่ รัตนาภรณ์ ปุญญานุช กัญญานัฐ บุผผาโล ตุรญา เหล่านี้ไปช่วยเพื่อนที่ยังไม่เสร็จนะ ภานิพัก จุฑามาศ ตอบถูกหมดเลย แล้วก็อ่านว่าอะไรหรือ มันจะไม่ได้คะแนน เพราะอ่านชื่อไม่ถูกนี่แหละ กฤษฎา ชูใส รหัสอะไรนะ กับอีกคนหนึ่งครูอ่านไม่ออกเลยน่ะ ณัฐพงศ์รหัสอะไรคะ 123 นะ โอเค แล้วก็ชลิตา วิมลณัฐ นะคะ อีก 5 คน ได้โบนัสไป 5 คะแนน ไป เราจะได้รีบไปกินข้าว แล้วเดี๋ยวมาเฉลย แล้วก็อธิบายนิดหนึ่ง จะได้เสร็จเร็ว ๆ ไม่ ให้โพสต์อะไร อ่านในภารกิจ มันมีข้อความให้โพสต์อยู่น่ะ เหลือใครไม่เสร็จ ช่วยเพื่อนเลย ช่วยเพื่อนเลย เดี๋ยวเราจะได้รีบไปกินข้าวกัน เหลือใครอีกคะ มา ๆ มาช่วยเพื่อนหน่อย มาช่วยเพื่อนหน่อย เหลือใครอีก เหลือข้างหน้า มาช่วยเพื่อนหน่อย จะได้... จะได้เร็ว ๆ จะได้รีบไปกินข้าว แก้แล้วใช่ไหม ที่ครูบอกให้ไปแก้ใช่ไหม โอเค เดี๋ยวขออธิบายนิดหนึ่งนะคะ นั่งก่อน นั่งก่อน เราสอบปลายภาคนะคะ วัน... เขาบอกหรือยัง มีใครเข้าไปเช็กหรือยัง ยังใช่ไหม เดี๋ยวเข้าไปเช็กแล้วกัน ล่าสุดครูเข้าไปเช็กในระบบครูยังไม่ขึ้นนะคะ แต่ส่งข้อสอบไปแล้วแหละ สอบออนไลน์ สอบออนไลน์ เป็น E-Testing ของมหาวิทยาลัย เราสอบที่ไหนก็ได้นะคะ แล้ววันก่อน... ล่วงหน้า 1 วัน เดี๋ยวครูส่งลิงก์ให้นะคะ อย่างนั้นเดี๋ยวขออนุญาตเฉลยนะ น่าจะ... น่าจะเสร็จหมดแล้วล่ะ อันนี้อยากให้คะแนนเก็บได้เต็ม ๆ นะคะ โอเค จริยธรรมและกฎหมาย หลังจากที่เราสร้างสื่อ ผลิตอะไรต่าง ๆ แล้วค่ะ มันเป็นสิ่งที่เป็นไอเดีย เป็นความคิดของเรานะคะ ฉะนั้นนะคะ เราจะต้องรู้สิทธิ์ประโยชน์ ในการใช้สิ่งนั้น หรือบางครั้งเราอาจจะเผลอด้วยความ เทคโนโลยีมันทันสมัยน่ะ เราอาจจะเผลอไปทำผิดกฎหมาย โดยที่เราไม่รู้ตัวก็ได้นะคะ เพราะฉะนั้น เราจะพูดถึงเรื่องของลิขสิทธิ์เสียส่วนใหญ่ ที่เราอาจจะทำผิดกฎหมายได้ แล้วก็เรื่องของ พรบ. คอมพิวเตอร์ ที่จะเน้น ๆ นะคะ ข้อแรกบอกความหมายของลิขสิทธิ์ น่าจะถูกกันหมดนะ ลิขสิทธิ์ คือ สิทธิ์แต่เพียงผู้เดียวที่ พรบ. คุ้มครองในสิ่งที่เราคิด เราสร้างสรรค์ขึ้นมา ถูกไหมข้อนี้ ถูกหมดนะ ฉะนั้น เวลาที่เราคิดอะไรขึ้นมาน่ะค่ะ มันสามารถเป็นลิขสิทธิ์ หรือเราจะถูกคุ้มครองกฎหมายคุ้มครองเราได้นะคะ ข้อ 2 ค่ะ ข่าวถูกคุ้มครองตาม พรบ. หรือไม่ และข่าวแบบใด ถึงจะสามารถถูกคุ้มครอง เฉลย คือ ข่าวนี่มันไม่ได้รับการคุ้มครองนะ คุณมันต้อง Make Sence นะ เกิดขึ้นอยู่ได้ประจำน่ะ อยู่ดี ๆ วันดีคืนดี เกิดหน้ามหาวิทยาลัย มันไปคุ้มครองได้ไหม มันไม่ได้ไง วันดีคืนดีมันเกิดนู่นนี่นั่น ภัยพิบัติ กฎหมายไม่สามารถตามไปคุ้มครองได้นะคะ แต่มันก็จะเป็นคุ้มครองอีกแบบหนึ่ง แต่ พรบ. ลิขสิทธิ์น่ะ มันไม่สามารถไปคุ้มครองได้ เพราะฉะนั้น ต้องใช้กฎหมายอื่น ทีนี้แล้วข่าวแบบไหนน่ะ ที่ได้รับการคุ้มครอง ข่าวที่ใช้ความคิด ความคิดของมนุษย์น่ะค่ะ อีพวกลิขสิทธิ์น่ะ พรบ. ลิขสิทธิ์มันคุ้มครองความคิดของมนุษย์ เพราะฉะนั้น มนุษย์นี่นะคะ ฉะนั้น ข่าวเมื่อมีการเอาข่าวมาวิเคราะห์ มาวิเคราะห์บทความต่าง ๆ อย่างเช่น อุบัติเหตุมหาวิทยาลัยเกิดขึ้นบ่อย ๆ เขาก็มาคิดวิเคราะห์ ว่ามันเป็นเพราะอะไร เป็นเพราะการไม่เคารพกฎนู่นนี่นั่นอย่างนี้นะคะ เขาก็เกิดการคิดวิเคราะห์ แล้วเกิดการเขียนเป็นบทความขึ้นมา หรือเขียนวิเคราะห์ขึ้นมา อันนั้นน่ะ ได้รับการคุ้มครองนะคะ ข้อ 3. ให้ยกตัวอย่างลิขสิทธิ์มา 3 อย่าง อันนี้ส่วนใหญ่ตอบถูกนะคะ เราสังเกตไหม งานวรรณกรรมก็เป็นความคิด งานออกแบบท่ารำ ความคิด ศิลปกรรมวาดภาพต่าง ๆ มันเป็นความคิดของมนุษย์ทั้งนั้นเลยนะคะ ฉะนั้น ก็จะได้ลิขสิทธิ์คุ้มครองนะคะ ข้อ 4 ข้อ 4 หลายคนตอบผิดแล้วค่อยไปแก้ อาจจะอ่านไม่ครบนะคะ การเผยแพร่ข้อมูล การดื่มน้ำปัสสาวะ ดื่มน้ำปัสสาวะแล้วสุขภาพดี เคยเจอไหม เคยมีคนเคยส่งหรือ LINE อะไรนะ รักษามะเร็ง อะไรล่ะ มะเร็งกินมะม่วง กินมะนาว อะไรอย่างนี้นะคะ เป็นการทำผิดกฎหมายหรือไม่ เขาแค่แชร์น่ะ ผิดกฎหมายไหมคะ ถึงแม้แค่แชร์ ก็ผิดกฎหมาย เพราะอะไร กฎหมายของคอมพิวเตอร์ อันนี้มันมาหลัง ๆ ค่ะ มันมาช่วงประมาณ 2560 นี่แหละ ช่วงนั้น นึกออกไหมโซเชียลมีเดีย มันสามารถส่งเผยแพร่ข้อมูลต่าง ๆ ไปได้เยอะน่ะค่ะ ไป มันเผยแพร่โดยที่เราไม่รู้น่ะค่ะ ว่าใครจะได้รับข้อมูลเหล่านี้บ้าง ฉะนั้น คนนี้ไม่ได้เป็นคนสร้าง สร้างข้อมูลก็จริง แต่เป็นคนที่แชร์ ก็ต้องได้รับผิดทางกฎหมายเหมือนกัน ถ้าบุคคลที่ 3 เกิดมีปัญหาขึ้นมา อยากฟ้องร้องเรา ก็เขาก็จะใช้กฎหมายนี้ค่ะ ฟ้องร้องเรา ถ้าเขาเกิดเป็นอะไรขึ้นมา จากสิ่งที่เขาเห็นข้อมูลจากสิ่งที่คุณแชร์นะคะ ฉะนั้น คนที่แชร์ก็ผิดนะ ไม่ใช่ ฉันแค่แชร์ผิดด้วยเหรอ ผิด เพราะคุณไม่ได้ตรวจสอบข้อมูล คุณก็ต้องรับผลการกระทำเหมือนกัน ฉะนั้น แค่แชร์ก็ผิดกฎหมายนะ สิ่งไหนที่ไม่ได้รับการตรวจสอบ ถ้าบุคคลที่ 3 เกิดมีปัญหาขึ้นมา คุณรับผิดเต็ม ๆ นะคะ เพราะ Social Media หรือพวกคอมพิวเตอร์น่ะ มันแชร์ไปได้เร็ว เขาก็เลยมีกฎหมายนี้มาคุ้มครอง บุคคลที่ไม่รู้อีเหน่ คือ บุคคลที่ 3 นี่แหละนะคะ ข้อ 5 นะคะ พรบ. ข้อมูลข่าวสารนะคะ ข้อมูลข่าวสารทางราชการนี่ กฎหมายบอกว่าต้องเปิดเผย แต่มีบางอย่างที่ไม่ต้องไปเปิดเผย อย่างเช่น พวกการแพทย์อย่างนี้ค่ะ พวกข้อมูลการแพทย์ เพราะมันมีผลต่อการรักษานะ แต่ข้อมูลราชการต่าง ๆ น่ะค่ะ ทุกคนมีสิทธิ์ที่จะขอดูนะ เกรดเฉลี่ยหรืออะไรอย่างนี้ สามารถดูได้หมดเลยนะคะ คุณครูไม่สามารถปิดบังอะไรได้ หรือว่าอะไรข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างอะไรพวกนี้ ทุกคนมีสิทธิ์รับรู้ต่าง ๆ หมดเลย อะไรต่าง ๆ มันเป็นอย่างไร ราชการต้องมีให้ ถ้าประชาชนต้องการเป็นเงินภาษีเขาไง คุณซื้อมาอย่างไร แพงแค่ไหน ราชการต้องเปิดเผย แต่มีข้อมูลที่ราชการไม่เปิดเผยก็ได้ ก็คือพวกนี้ค่ะ อะไรที่มันรุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลอย่างนี้ หมดแล้ว ถ้าใครมีคำถาม ยังไม่หมด ยังไม่หมด ขออีกนิดหนึ่ง อันนี้ไม่เกี่ยว ทีนี้ค่ะ Concept ในการดูจริยธรรมนะคะ ส่วนตัวนี่ อินเรื่องจริยธรรม คือไม่เชื่อในเรื่องคนดีน่ะค่ะ คนดีมันขึ้นอยู่กับบุคคลนั้นน่ะ อย่างเช่น ครูดีกับพี่เอื้องใช่ไหมคะ แต่ครูอาจจะไม่ดีกับคนอื่นก็ได้อย่างนี้ ครูก็ไม่ใช่คนดีสำหรับเขา แต่ครูคนดีสำหรับพี่เอื้อง อาจารย์ดีจังอะไรอย่างนี้ แต่บางครั้งครูก็อาจจะไม่ดี ฉะนั้น คนดีมันวัดไม่ได้ แต่จริยธรรมน่ะ มันวัดได้ไง ถ้าคน ๆ นั้นเขาซื้อสัตย์ ซื่อสัตย์สุจริต ถ้าเขารับผิดชอบ และเขาไม่สร้างความเดือดร้อน อันนี้เขาเรียกว่าจริยธรรมนะคะ ฉะนั้น ถึงพยายามบอกคุณครูไง จะเป็นครูน่ะ มันต้องมีจริยธรรมไงคะ ซื่อสัตย์ ความรับผิดชอบ ไม่สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่น ขอแค่นี้แหละคุณมีจริยธรรม ฉะนั้น การที่มีจริยธรรม มันจะส่งผลต่อการใช้เทคโนโลยี การใช้เทคโนโลยีนะคะ ความเป็นส่วนตัวนะคะ ต้องไม่ละเมิดสิทธิ์ใครนะคะ เห็นไหมคะ เป็นจริยธรรมที่ไม่ละเมิดใคร ความถูกต้อง อันนี้ก็เป็นความรับผิดชอบ ต้องรับผิดชอบ ในสิ่งที่ตัวเองได้รับข้อมูลข่าวสารมา ว่าสิ่งนั้นน่ะ มันมีความน่าเชื่อถือหรือเปล่านะคะ ความเป็นเจ้าของ ว่าฉันมีสิทธิ์ของฉันละไม่ละเมิดสิทธิ์ของใคร และสุดท้ายคุณครูที่จบใหม่น่ะ จะมีอีกหน้าที่หนึ่ง คือ รวบรวมข้อมูลของนักเรียน ซึ่งถ้าคุณนี่ ไม่รักษาความลับของข้อมูลนักเรียนนี่นะคะ ข้อมูลรายได้ของเขาน่ะค่ะ แล้วคุณเอาไปเรียกร้องกับพ่อแม่เขาอย่างนี้ หรือไปทำอะไร หรือไปขายข้อมูลอย่างนี้นะคะ คุณก็ถือไม่มีจริยธรรม ฉะนั้น สิ่งเหล่านี้ มันเลยเป็นสิ่งที่เราต้องมี ในการที่จะใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศต่าง ๆ นะคะ หมดแล้วสำหรับบทนี้ มีคำถามไหมคะ ไม่มีแล้ว หิวข้าวแล้ว ขออวยพรนิดหนึ่งได้ไหม ประมาณ 2 นาทีนะคะ ก็ถ้ารออวยพรใช่ไหมคะ ก็สำหรับวิชานี้ หวังว่าจะเป็นประโยชน์ ที่ให้เราไปสอบให้ผ่าน ไปสอบไปจนถึงครูผู้ช่วยนะ บทนี้ ก่อนครูผู้ช่วยสอบใบประกอบวิชาชีพให้ผ่าน รอบเดียวไปเลยนะคะ วิชานี้รอบเดียวไปเลย สอบครูผู้ช่วยให้ผ่านรอบเดียวไปเลย หรือใครที่ไม่เป็นครู ก็ขอให้ประสบความสำเร็จ ในหน้าที่การงานอื่น ๆ นะคะ ก็เป็นกำลังใจให้เสมอนะคะ ในรายวิชานี้ ถ้าครูเผลอพูดจาให้กระทบจิตใจ ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเลยนะคะ มีแต่ความปรารถนาดี ขอให้ทุก ๆ อย่าง สมหวังในทุก ๆ อย่างที่มุ่งหวังนะคะ การเรียน ความรักนะคะ ขอให้สมหวังนะคะ เจอแต่สิ่งดี ๆ ในชีวิตนะคะ ขอบคุณนะคะ ค่ะ ขอบคุณพี่บ๊ายบายค่ะ ขอบคุณนะคะ จบในเทอมนี้แล้วค่ะ ขอบคุณค่ะ อะไรนะคะ ค่ะ ขอบคุณล่ามภาษามือด้วยนะคะ ขอบคุณคนสำคัญด้วย คือ พี่เอื้อง แล้วก็พี่เอ้ค่ะ ขอบคุณค่ะ [สิ้นสุดการถอดความ]