﻿1
00:00:20,897 --> 00:00:21,875
[เสียงดนตรี] (ดร.สุนัดดา) สวัสดีค่ะนักเรียน วันนี้เราจะมาเรียนเรื่องการเจริญเติบโตของพืช

2
00:00:21,875 --> 00:00:23,751
ตอน 3

3
00:00:23,751 --> 00:00:27,448
สอนโดยครูสุนัดดาค่ะ

4
00:00:27,448 --> 00:00:30,553
ซึ่งก็จะเป็นปัจจัยภายในนะคะ

5
00:00:30,553 --> 00:00:34,553
สายภายในที่เป็นฮอร์โมนพืชนี้นะคะ

6
00:00:36,244 --> 00:00:39,241
ก็คือค่ะ ซึ่งเป็นฮอร์โมนพูดอีก 2 ชนิด

7
00:00:39,241 --> 00:00:42,170
เราไม่ได้เรียนกันในอาทิตย์ที่แล้วนะคะ

8
00:00:42,170 --> 00:00:46,170
ประสงค์การเรียนรู้นะคะ

9
00:00:47,840 --> 00:00:51,840
ก็คือสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสารควบคุมการเจริญเติบโตของมนุษย์ของพืชที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น

10
00:00:53,663 --> 00:00:57,403
นำมาใช้ในการเกษตรและเพิ่มผลผลิตของพืช และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ

11
00:00:57,403 --> 00:01:01,403
ค่ะ นี่คือผลอะโวคาโดค่ะ

12
00:01:04,504 --> 00:01:08,213
ที่ครูซื้อมานี้นะคะ ยังไม่สุขนะคะ ที่ขายให้ครูค่ะ แนะนำว่าให้

13
00:01:08,213 --> 00:01:10,093
นำผลอะโวคาโดมาใส่ในกล่องกระดาษหรือว่าถุงกระดาษนะคะ

14
00:01:10,093 --> 00:01:14,093
หลังจากนั้นก็ให้ใส่

15
00:01:16,449 --> 00:01:20,225
กล้วยที่ใกล้สุกลงไป หรือใส่แอปเปิลลงไปค่ะ จะทำให้อะโวคาโดสุกเร็วขึ้น

16
00:01:20,225 --> 00:01:23,187
นี่คือเรียกว่า "การบ่มผลไม้" นะคะ

17
00:01:23,187 --> 00:01:27,187
นักเรียนเคยบ่มผลไม้อะไรบ้างหรือเปล่าคะ

18
00:01:28,265 --> 00:01:32,077
แล้วทำไมการบ่มผลไม้จึงทำให้ผลไม้ของเราสุกเร็วขึ้นค่ะ

19
00:01:32,077 --> 00:01:33,644
เดี๋ยวเราจะมาศึกษาไปพร้อมกันเลยค่ะ

20
00:01:33,644 --> 00:01:37,644
เอทิลีน

21
00:01:38,174 --> 00:01:42,174
เอทิลีนเป็นฮอร์โมนพืชที่มีสถานะเป็นแก๊ส

22
00:01:42,323 --> 00:01:44,497
มีบทบาทสำคัญในการสุกของผลไม้บางชนิด

23
00:01:44,497 --> 00:01:47,777
นอกจากนี้แล้ว

24
00:01:47,777 --> 00:01:50,009
ยังมีผลต่อพืชในด้านอื่น ๆ อีก เช่น

25
00:01:50,009 --> 00:01:51,938
ควบคุมการงอกของเมล็ด

26
00:01:51,938 --> 00:01:55,938
กระตุ้นการร่วงของใบ

27
00:01:56,040 --> 00:01:59,230
เอทิลีนกับการสุกของผลไม้

28
00:01:59,230 --> 00:02:01,727
ผลไม้บางชนิดเมื่อเจริญเต็มที่

29
00:02:01,727 --> 00:02:03,975
จะมีการสร้างเอทิลีนสูงขึ้น

30
00:02:03,975 --> 00:02:06,995
และส่งผลให้เกิด

31
00:02:06,995 --> 00:02:10,344
การเพิ่มอัตราการหายใจระดับเซลล์

32
00:02:10,344 --> 00:02:11,271
มีการเปลี่ยนสีของผลจากสีเขียวเป็นสีเหลือง

33
00:02:11,271 --> 00:02:15,063
หรือแดง

34
00:02:15,063 --> 00:02:17,137
เช่น นักเรียนน่าจะเคยมะม่วงดิบนะคะ

35
00:02:17,137 --> 00:02:18,714
ก็จะเป็นสีเขียวค่ะ

36
00:02:18,714 --> 00:02:20,268
แต่ว่าถ้าเป็นมะม่วงสุก

37
00:02:20,268 --> 00:02:24,268
ก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง

38
00:02:26,939 --> 00:02:28,444
หรือว่ามะเขือเทศนะคะ มะเขือเทศดิบจะเป็นสีเขียว ส่วนมะเขือเทศสุกจะเป็นสีแดงค่ะ

39
00:02:28,444 --> 00:02:30,960
นอกจากนี้แล้วนะคะ

40
00:02:30,960 --> 00:02:32,934
ก็จะเกิดจาก

41
00:02:32,934 --> 00:02:36,136
การเปลี่ยนแปลง

42
00:02:36,136 --> 00:02:38,251
ให้เป็นน้ำตาลนะคะ ทำให้มีรสชาติหวานขึ้น

43
00:02:38,251 --> 00:02:39,856
ผลไม้สุกจึงมีรสหวานค่ะ

44
00:02:39,856 --> 00:02:43,856
รวมทั้ง

45
00:02:44,225 --> 00:02:48,225
เกิดการสร้างกลิ่นที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ทุเรียนค่ะ

46
00:02:50,386 --> 00:02:52,470
ถ้าใครเคยซื้อทุเรียนมาแล้วตอนแรกยังไม่สุก ทุเรียนนั้นก็จะยังไม่มีกลิ่นค่ะ

47
00:02:52,470 --> 00:02:56,470
แต่เมื่อทิ้งมาแล้วจน

48
00:03:00,283 --> 00:03:03,708
ทุเรียนสุกก็จะมีกลิ่นมานะคะ ซึ่งทำให้เรารู้ว่าทุเรียนนั้นสุกและพร้อมที่จะให้เรารับประทานได้แล้วค่ะ

49
00:03:03,708 --> 00:03:06,961
เอทิลีนกับการนำไปใช้

50
00:03:06,961 --> 00:03:09,462
กล้วยแต่ละผลที่อยู่ในหวีเดียวกัน

51
00:03:09,462 --> 00:03:12,649
อาจจะสุกไม่พร้อมกันนะคะ

52
00:03:12,649 --> 00:03:14,824
เช่นเดียวกับมะม่วงในแต่ละผลในช่อเดียวกัน

53
00:03:14,824 --> 00:03:18,824
ก็มักจะสุกไม่พร้อมกันค่ะ

54
00:03:19,389 --> 00:03:23,389
ถ้านักเรียนเคยไปซื้อมะม่วงที่ตลาดนะคะ

55
00:03:23,601 --> 00:03:27,601
จะเห็นว่ามะม่วงที่ขายนั้นเป็นมะม่วงที่สุดเท่า ๆ กัน

56
00:03:30,756 --> 00:03:34,646
นั่นก็เพราะว่าเกษตรกรสามารถทำให้มะม่วงสุกพร้อมกันเป็นจำนวนมากได้

57
00:03:34,646 --> 00:03:38,646
เพื่อให้จำหน่ายได้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค

58
00:03:41,874 --> 00:03:45,874
จากสมบัติของเอทิลีนที่มีผลต่อการสุกของผลไม้นะคะ

59
00:03:47,061 --> 00:03:48,359
จึงมีการใช้ Ethephon ซึ่งให้แก๊สเอทิลีน

60
00:03:48,359 --> 00:03:50,901
หรือใช้ผ่านแก๊ส

61
00:03:50,901 --> 00:03:54,901
แคลเซียมคาร์ไบด์

62
00:03:56,288 --> 00:03:59,747
ที่ให้แก๊สอะเซทิลีน ซึ่งแก๊สนี้มีคุณสมบัติคล้ายเอทิลีนค่ะ

63
00:03:59,747 --> 00:04:03,747
สามารถใช้ควบคุมการสุกของผลไม้ในเชิงพาณิชย์ได้

64
00:04:03,790 --> 00:04:06,752
จากรูปที่เห็นนี้นะคะ เป็นกล้วยและมะม่วง

65
00:04:06,752 --> 00:04:09,228
ที่ไม่บ่มและที่บ่มด้วยสารสังเคราะห์

66
00:04:09,228 --> 00:04:13,228
ที่มีสมบัติคล้ายเอทิลีนค่ะ

67
00:04:13,288 --> 00:04:15,171
จะเห็นว่าทั้งกล้วยและก็มะม่วงที่ไม่มีการบ่มนะคะ

68
00:04:15,171 --> 00:04:17,874
จะยังคงเป็นสีเขียวอยู่

69
00:04:17,874 --> 00:04:19,529
แต่ว่ากล้วยและมะม่วงที่มีการบ่มค่ะ

70
00:04:19,529 --> 00:04:22,741
จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองค่ะ

71
00:04:22,741 --> 00:04:26,741
ช่วงชวนคิด

72
00:04:27,057 --> 00:04:28,958
ครูมีคำถามมาชวนให้นักเรียนคิด 1 คำถามนะคะ

73
00:04:28,958 --> 00:04:32,482
นั่นก็คือผลไม้ทุกชนิด

74
00:04:32,482 --> 00:04:36,482
สามารถนำมาบ่มให้สุกเร็วขึ้นได้หรือไม่

75
00:04:36,709 --> 00:04:40,296
นักเรียนน่าจะเคยทานผลไม้กันมาหลายชนิดนะคะ

76
00:04:40,296 --> 00:04:44,296
ลองนึกดูสิคะ ว่ามีผลไม้อะไรบ้าง ที่เราสามารถ

77
00:04:44,785 --> 00:04:47,347
เก็บมาจากต้นแล้วสามารถทานได้ทันทีกับอีกแบบหนึ่ง ก็คือ

78
00:04:47,347 --> 00:04:48,932
มาเก็บมาแล้ว จะต้องนำมาบ่มให้สุก

79
00:04:48,932 --> 00:04:52,932
ถึงจะรับประทานได้ค่ะ

80
00:04:55,734 --> 00:04:58,853
ผลไม้บางชนิดสามารถบ่มให้สุกได้

81
00:04:58,853 --> 00:05:02,843
ซึ่งเป็นผลไม้ในกลุ่มที่มี

82
00:05:02,843 --> 00:05:04,044
อัตราการหายใจระดับเซลล์ และการสร้างเอทิลีนเพิ่มขึ้นก่อนสุก

83
00:05:04,044 --> 00:05:08,044

84
00:05:09,039 --> 00:05:13,039
จากกราฟนี้นะคะ จะเห็นว่าเมื่อมะเขือเทศดิบอยู่ค่ะ

85
00:05:14,441 --> 00:05:16,432
จะมีอัตราการหายใจระดับเซลล์ และการสร้างเอทิลีนในระดับต่ำนะคะ

86
00:05:16,432 --> 00:05:20,432
แต่เมื่อเริ่มสุกค่ะ

87
00:05:21,186 --> 00:05:24,806
ก็จะมีอัตราการหายใจระดับเซลล์ และการสร้างเอทิลีนเพิ่มมากขึ้น

88
00:05:24,806 --> 00:05:27,180
ผลไม้บางชนิดสามารถบ่มให้สุกได้ค่ะ

89
00:05:27,180 --> 00:05:28,527
เช่น มะม่วง ทุเรียน

90
00:05:28,527 --> 00:05:29,808
มะเขือเทศ

91
00:05:29,808 --> 00:05:31,402
มะละกอ

92
00:05:31,402 --> 00:05:32,238
ขนุน

93
00:05:32,238 --> 00:05:33,527
มังคุด

94
00:05:33,527 --> 00:05:34,637
แ

95
00:05:34,637 --> 00:05:38,637
อปเปิล และฝรั่งค่ะ

96
00:05:38,977 --> 00:05:42,023
แต่ว่าผลไม้บางชนิดนะคะ ไม่มีการสร้างเอทิลีน

97
00:05:42,023 --> 00:05:45,498
และไม่มีการตอบสนองต่อเอทิลีนด้วย

98
00:05:45,498 --> 00:05:47,363
จึงไม่สามารถทำให้สุกได้ด้วยการบ่ม

99
00:05:47,363 --> 00:05:51,363
ต้องรอให้สุกทั้งต้น

100
00:05:52,885 --> 00:05:53,892
แล้วเราถึงจะเก็บมารับประทานนะคะ อย่างเช่น ส้ม ชมพู่ เงาะ

101
00:05:53,892 --> 00:05:55,124
ลิ้นจี่

102
00:05:55,124 --> 00:05:57,161
และลำไยค่ะ

103
00:05:57,161 --> 00:06:01,161
กร

104
00:06:04,054 --> 00:06:06,841
ดแอบไซซิก กรดแอบไซซิกเป็นฮอร์โมนพืชที่มีบทบาทในการยับยั้งการงอกของเมล็ด

105
00:06:06,841 --> 00:06:10,841
ทำให้เมล็ดเกิดการพักตัว

106
00:06:11,458 --> 00:06:15,458
นอกจากนี้ยังมีบทบาทอื่น ๆ อีกด้วยค่ะ เช่น

107
00:06:15,765 --> 00:06:18,633
ตอบสนองต่อการขาดน้ำ โดยส่งผลให้การ

108
00:06:18,633 --> 00:06:21,563
รูปากใบปิด เพื่อลดการสูญเสียน้ำ

109
00:06:21,563 --> 00:06:23,426
นักเรียนเคยเ

110
00:06:23,426 --> 00:06:26,446
พาะถั่วงอกไหมคะ

111
00:06:26,446 --> 00:06:28,040
จำได้ไหม ว่าตอนที่เราเพาะถั่วงอก

112
00:06:28,040 --> 00:06:32,040
ต้องทำอย่างไรบ้าง

113
00:06:32,704 --> 00:06:35,341
ก็จะต้องนำเมล็ดถั่วเขียวนี้นะคะ ไปแช่น้ำก่อน

114
00:06:35,341 --> 00:06:39,131
เมล็ดจึงจะสามารถงอกได้

115
00:06:39,131 --> 00:06:41,619
การเพาะถั่วอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันค่ะ

116
00:06:41,619 --> 00:06:44,370
จะต้องนำไปแช่น้ำก่อนนะคะ

117
00:06:44,370 --> 00:06:48,370
แล้วหลังจากนั้นเมล็ดถั่วก็จะงอกค่ะ

118
00:06:49,376 --> 00:06:51,740
นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใดการแช่เมล็ดเหล่านี้ในน้ำ

119
00:06:51,740 --> 00:06:54,230
จึงมีผลต่อการงอกของเมล็ด

120
00:06:54,230 --> 00:06:57,148
นักเรียนรู้จัก

121
00:06:57,148 --> 00:07:01,148
ถั่วทั้ง 3 ชนิดที่เห็นในรูปนี้ไหมคะ

122
00:07:01,403 --> 00:07:03,464
รูปแรกนี้นะคะ ก็คือถั่วเหลืองค่ะ

123
00:07:03,464 --> 00:07:07,464
นี่คือถั่วเขียว

124
00:07:07,704 --> 00:07:11,704
ส่วนรูปที่ขยายใหญ่นี้ คือ ถั่วแดงค่ะ

125
00:07:12,444 --> 00:07:13,904
ถ้าสังเกตนะคะ

126
00:07:13,904 --> 00:07:15,710
จะเห็นว่า

127
00:07:15,710 --> 00:07:18,138
ถั่วต่าง ๆ นี่ค่ะ

128
00:07:18,138 --> 00:07:20,902
จะมีเปลือกเมล็ดที่แข็ง

129
00:07:20,902 --> 00:07:24,169
แล้วก็มีสารที่เคลือบที่อยู่ภายนอก

130
00:07:24,169 --> 00:07:28,169
ทำให้น้ำไม่สามารถซึมผ่านไปได้ค่ะ

131
00:07:30,934 --> 00:07:34,934
ขณะที่เกิดการพัฒนาของเมล็ดถั่วบนต้นแม่

132
00:07:35,362 --> 00:07:38,898
เมื่อเมล็ดพัฒนาเต็มที่จะเข้าสู่ระยะพักตัว

133
00:07:38,898 --> 00:07:41,849
โดยปริมาณน้ำภายในเซลล์ของเมล็ดลดลงอย่างมาก

134
00:07:41,849 --> 00:07:45,822
ซึ่งการที่น้ำในเซลล์ลดลงนั้น

135
00:07:45,822 --> 00:07:47,032
ทำให้ปฏิกิริยาในกระบวนการต่าง ๆ ภายในเมล็ด

136
00:07:47,032 --> 00:07:50,485
เกิดขึ้นน้อยมาก

137
00:07:50,485 --> 00:07:52,544
อัตราการหายใจต่ำลง

138
00:07:52,544 --> 00:07:53,943
ในภาวะดังกล่าวพบว่า

139
00:07:53,943 --> 00:07:57,341
ภายในเมล็ด

140
00:07:57,341 --> 00:07:59,977
มีปริมาณกรด กรดแอบไซซิก เพิ่มสูงขึ้น

141
00:07:59,977 --> 00:08:03,977
ซึ่งกรดแอบไซซิกนี้

142
00:08:05,559 --> 00:08:06,503
ทำให้เมล็ดสามารถดำรงชีวิตได้แม้อยู่ในภาวะที่มีน้ำภายในเซลล์

143
00:08:06,503 --> 00:08:10,298
มาก

144
00:08:10,298 --> 00:08:11,758
เมล็ดจะไม่งอก เรียกว่า "การพักตัวของเมล็ด

145
00:08:11,758 --> 00:08:14,622
" การแช่เมล็ด

146
00:08:14,622 --> 00:08:17,589
ทำให้เมล็ดอ่อนนุ่มลง

147
00:08:17,589 --> 00:08:19,460
น้ำจะแพร่เข้าสู่ภายในผ่านรูเล็ก ๆ

148
00:08:19,460 --> 00:08:22,419
ก็คือตรงนี้ค่ะ

149
00:08:22,419 --> 00:08:24,451
เป็นรูที่น้ำเข้านะคะ

150
00:08:24,451 --> 00:08:25,876
เมื่อเมล็ดได้น้ำ

151
00:08:25,876 --> 00:08:29,876
เมล็ดจะพองขึ้น

152
00:08:31,581 --> 00:08:35,168
และมีแรงดันแรงดันให้เปลือกเมล็ดแตกออก ทำให้ได้รับน้ำมากขึ้นค่ะ

153
00:08:35,168 --> 00:08:39,168
น้ำจะทำให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ ภายในเมล็ด

154
00:08:39,799 --> 00:08:42,890
ซึ่งในขณะนั้นกรดแอบไซซิกจะลดลง

155
00:08:42,890 --> 00:08:46,421
เมล็ดมีการหายใจสูงขึ้น

156
00:08:46,421 --> 00:08:50,402
และกระตุ้นให้เกิดการสร้างฮอร์โมนพืชชนิดอื่น

157
00:08:50,402 --> 00:08:53,266
ที่ช่วยให้เมล็ดสามารถงอกและพัฒนาเป็นต้นอ่อนได้

158
00:08:53,266 --> 00:08:57,266
ความรู้เพิ่มเติม

159
00:09:00,610 --> 00:09:02,174
โกงกางเป็นพืชที่ขึ้นในป่าชายเลน นักเรียนน่าจะเคยไปเที่ยวป่าชายเลนกันมาบ้างแล้วนะคะ

160
00:09:02,174 --> 00:09:04,256
เคยสังเกตไหมคะ

161
00:09:04,256 --> 00:09:08,256
ว่าดินในป่าชายเลนเป็นแบบไหน

162
00:09:09,426 --> 00:09:12,545
สภาพดินในป่าชายเลนนะคะ เป็นดินเลนค่ะ

163
00:09:12,545 --> 00:09:13,497
และมีน้ำท่วม

164
00:09:13,497 --> 00:09:17,497
เมล็ด

165
00:09:20,789 --> 00:09:21,639
โกงกางไม่มีการพักตัว มีระดับกรดแอบไซซิกต่ำ สามารถงอกรากบนต้นได้เมื่อเมล็ดโกงกาง

166
00:09:21,639 --> 00:09:25,639
ออกจากต้น

167
00:09:26,801 --> 00:09:30,426
จึงพร้อมที่จะเจริญต่อไปได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม

168
00:09:30,426 --> 00:09:32,431
จึงเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดในสภาพ

169
00:09:32,431 --> 00:09:35,502
แวดล้อมที่เป็นป่าชายเลนค่ะ

170
00:09:35,502 --> 00:09:39,502
กรดแอบไซซิกกับการนำไปใช้

171
00:09:43,058 --> 00:09:47,058
สำหรับสารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนี้นะคะ สามารถนำไปใช้

172
00:09:47,366 --> 00:09:51,366
ช่วยชะลอการเหี่ยวเฉาของพืชและไม้ดอกในขณะขนส่งได้ค่ะ

173
00:09:51,754 --> 00:09:53,748
โดยส่งผลให้รูปากใบปิด

174
00:09:53,748 --> 00:09:57,021
เพื่อลดการสูญเสียน้ำ

175
00:09:57,021 --> 00:09:59,564
แต่ว่ายังไม่เป็นที่นิยมนะคะ เพราะว่า

176
00:09:59,564 --> 00:10:02,653
ยังมีราคาที่ค่อนข้างแพงอยู่ค่ะ

177
00:10:02,653 --> 00:10:06,112
จากรูปนี้นะคะ

178
00:10:06,112 --> 00:10:09,730
เป็นการใช้สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติ

179
00:10:09,730 --> 00:10:11,806
คล้ายกรดแอบไซซิกในการชะลอการเหี่ยวเฉาของไม้

180
00:10:11,806 --> 00:10:14,049
กระถางในกลุ่มเบญจมาศ

181
00:10:14,049 --> 00:10:18,049
ในการขนส่งค่ะ จะเห็นว่า

182
00:10:19,634 --> 00:10:22,777
ถ้าไม่มีการลดน้ำนะคะ ดอกไม้ก็จะเหี่ยวค่ะ

183
00:10:22,777 --> 00:10:25,324
ถ้ามีการรดน้ำดอกไม้ก็จะ

184
00:10:25,324 --> 00:10:29,324
ยังสดชื่นอยู่นะคะ

185
00:10:32,127 --> 00:10:36,127
แต่ถ้าไม่มีการดน้ำ แล้วก็มีการใช้สารที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิก

186
00:10:38,242 --> 00:10:39,186
นะคะ ก็จะเห็นว่าดอกไม้นี้ก็จะมีการเหี่ยวในบางส่วนนะคะ แต่ว่าส่วนมากแล้ว

187
00:10:39,186 --> 00:10:40,051
ว่าจะ

188
00:10:40,051 --> 00:10:41,335
ยังคง

189
00:10:41,335 --> 00:10:45,335
ปกติอยู่ได้ค่ะ

190
00:10:46,956 --> 00:10:50,948
เป็นอย่างไรบ้างคะ หลังจากที่เราเรียนปัจจัยภายนอก แล้วก็ปัจจัยภายในครบแล้วนะคะ

191
00:10:50,948 --> 00:10:53,385
ปัจจัยภายนอก เช่น

192
00:10:53,385 --> 00:10:55,172
แสง น้ำ อุณหภูมิ

193
00:10:55,172 --> 00:10:59,172
และสิ่งสัมผัส

194
00:11:00,125 --> 00:11:02,037
นับเป็นสิ่งเร้าที่มีผลกระตุ้นต่อการทำงานของฮอร์โมนพืช

195
00:11:02,037 --> 00:11:06,037
ซึ่งเป็นปัจจัยภายใน

196
00:11:07,611 --> 00:11:10,381
ฮอร์โมนพืชเหล่านี้ ทำงานร่วมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม

197
00:11:10,381 --> 00:11:13,847
แต่ละช่วงของการเจริญเติบโต

198
00:11:13,847 --> 00:11:15,802
และทำให้เกิดการตอบสนองในพืชขึ้น

199
00:11:15,802 --> 00:11:19,802
ในรูปแบบต่าง ๆ

200
00:11:20,742 --> 00:11:24,410
ทั้งปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายใน

201
00:11:24,410 --> 00:11:28,410
จึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช

202
00:11:29,076 --> 00:11:32,923
แล้วมนุษย์ได้ใช้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้

203
00:11:32,923 --> 00:11:36,923
เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการเกษตร

204
00:11:40,325 --> 00:11:42,925
ครูมีคำถามตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน 1 คำถามนะคะ นั่นก็คือสาร

205
00:11:42,925 --> 00:11:45,471
ควบคุมการเจริญเติบโตของพืชคืออะไร

206
00:11:45,471 --> 00:11:49,344
และมีความสำคัญอย่างไรต่อพืช

207
00:11:49,344 --> 00:11:53,344
อย่างไร ครูมีเวลาให้นักเรียนคิด 10 วินาทีค่ะ

208
00:12:01,863 --> 00:12:04,748
เดี๋ยวเรามาดูเฉลยกันนะคะ

209
00:12:04,748 --> 00:12:08,209
สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช

210
00:12:08,209 --> 00:12:10,841
คือ สารที่มีบทบาทต่อการเจริญเติบโต

211
00:12:10,841 --> 00:12:14,841
และพัฒนาการของพืช

212
00:12:15,770 --> 00:12:19,224
มีผลควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ในการเจริญเติบโตของพืช

213
00:12:19,224 --> 00:12:21,741
ซึ่งมีทั้งฮอร์โมนพืชที่พืชสร้างขึ้นเอง

214
00:12:21,741 --> 00:12:25,741
และสารที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น

215
00:12:31,660 --> 00:12:35,660
เอทิลีนเป็นฮอร์โมนพืชที่มีสถานะเป็นแก๊สนะคะ มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการสุกของผลไม้บางชนิด

216
00:12:37,442 --> 00:12:41,442
นอกจากนี้แล้วยังควบคุมการงอกของเมล็ด และกระตุ้นการร่วงของใบด้วย

217
00:12:42,296 --> 00:12:44,495
ค่ะ สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายเอทิลีนนะคะ

218
00:12:44,495 --> 00:12:47,396
นิยมนำมาใช้

219
00:12:47,396 --> 00:12:50,363
ควบคุมการสุกของผลไม้ในเชิงพาณิชย์ค่ะ

220
00:12:50,363 --> 00:12:53,310
กรดแอบไซซิก

221
00:12:53,310 --> 00:12:55,831
มีบทบาทในการยับยั้งการงอกของเมล็ด

222
00:12:55,831 --> 00:12:59,831
ทำให้เมล็ดเกิดการพักตัว

223
00:13:01,263 --> 00:13:04,844
นอกจากนี้แล้วยังมีบทบาทเกี่ยวกับการตอบสนองต่อการขาดน้ำของพืชค่ะ

224
00:13:04,844 --> 00:13:07,343
โดยส่งผลให้รูปากใบปิด

225
00:13:07,343 --> 00:13:11,343
เพื่อลดการสูญเสียน้ำนะคะ

226
00:13:12,409 --> 00:13:16,409
สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนะคะ

227
00:13:17,903 --> 00:13:21,903
นิยมนำมาใช้ชะลอการเหี่ยวเฉาของพืชและไม้ดอกขนาดขนส่ง

228
00:13:23,109 --> 00:13:27,109
โดยทำให้พืชหลี่หรือว่าปิดรูปากใบ เพื่อลดการสูญเสียน้ำค่ะ

229
00:13:30,819 --> 00:13:32,916
สำหรับคลิปนี้ก็ขอจบการสอนแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ แล้วพบกับ

230
00:13:32,916 --> 00:13:35,711
ใหม่ในคลิปถัดไป สวัสดีค่ะ

231
00:13:35,711 --> 00:13:39,711
[เสียงดนตรี]

