--- title: ปัจจัยบางประการที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ตอนที่ 3 ปัจจัยภายใน (13.52 นาที) subtitle: date: วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม 2567 เวลา 13.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) [เสียงดนตรี] (ดร.สุนัดดา) สวัสดีค่ะนักเรียน วันนี้เราจะมาเรียนเรื่องการเจริญเติบโตของพืชตอน 3 สอนโดยครูสุนัดดาค่ะ ซึ่งก็จะเป็นปัจจัยภายในนะคะ สายภายในที่เป็นฮอร์โมนพืชนี้นะคะ ก็คือค่ะ ซึ่งเป็นฮอร์โมนพูดอีก 2 ชนิดเราไม่ได้เรียนกันในอาทิตย์ที่แล้วนะคะ ประสงค์การเรียนรู้นะคะ ก็คือสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสารควบคุมการเจริญเติบโตของมนุษย์ของพืชที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น นำมาใช้ในการเกษตรและเพิ่มผลผลิตของพืช และนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ค่ะ นี่คือผลอะโวคาโดค่ะ ที่ครูซื้อมานี้นะคะ ยังไม่สุขนะคะ ที่ขายให้ครูค่ะ แนะนำว่าให้นำผลอะโวคาโดมาใส่ในกล่องกระดาษหรือว่าถุงกระดาษนะคะ หลังจากนั้นก็ให้ใส่กล้วยที่ใกล้สุกลงไป หรือใส่แอปเปิลลงไปค่ะ จะทำให้อะโวคาโดสุกเร็วขึ้น นี่คือเรียกว่า "การบ่มผลไม้" นะคะ นักเรียนเคยบ่มผลไม้อะไรบ้างหรือเปล่าคะ แล้วทำไมการบ่มผลไม้จึงทำให้ผลไม้ของเราสุกเร็วขึ้นค่ะ เดี๋ยวเราจะมาศึกษาไปพร้อมกันเลยค่ะ เอทิลีน เอทิลีนเป็นฮอร์โมนพืชที่มีสถานะเป็นแก๊ส มีบทบาทสำคัญในการสุกของผลไม้บางชนิด นอกจากนี้แล้ว ยังมีผลต่อพืชในด้านอื่น ๆ อีก เช่น ควบคุมการงอกของเมล็ด กระตุ้นการร่วงของใบ เอทิลีนกับการสุกของผลไม้ ผลไม้บางชนิดเมื่อเจริญเต็มที่จะมีการสร้างเอทิลีนสูงขึ้น และส่งผลให้เกิดการเพิ่มอัตราการหายใจระดับเซลล์ มีการเปลี่ยนสีของผลจากสีเขียวเป็นสีเหลือง หรือแดง เช่น นักเรียนน่าจะเคยมะม่วงดิบนะคะ ก็จะเป็นสีเขียวค่ะ แต่ว่าถ้าเป็นมะม่วงสุก ก็จะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง หรือว่ามะเขือเทศนะคะ มะเขือเทศดิบจะเป็นสีเขียว ส่วนมะเขือเทศสุกจะเป็นสีแดงค่ะ นอกจากนี้แล้วนะคะ ก็จะเกิดจากการเปลี่ยนแปลงให้เป็นน้ำตาลนะคะ ทำให้มีรสชาติหวานขึ้น ผลไม้สุกจึงมีรสหวานค่ะ รวมทั้งเกิดการสร้างกลิ่นที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยนะคะ ยกตัวอย่างเช่น ทุเรียนค่ะ ถ้าใครเคยซื้อทุเรียนมาแล้วตอนแรกยังไม่สุก ทุเรียนนั้นก็จะยังไม่มีกลิ่นค่ะ แต่เมื่อทิ้งมาแล้วจนทุเรียนสุกก็จะมีกลิ่นมานะคะ ซึ่งทำให้เรารู้ว่าทุเรียนนั้นสุกและพร้อมที่จะให้เรารับประทานได้แล้วค่ะ เอทิลีนกับการนำไปใช้ กล้วยแต่ละผลที่อยู่ในหวีเดียวกันอาจจะสุกไม่พร้อมกันนะคะ เช่นเดียวกับมะม่วงในแต่ละผลในช่อเดียวกัน ก็มักจะสุกไม่พร้อมกันค่ะ ถ้านักเรียนเคยไปซื้อมะม่วงที่ตลาดนะคะ จะเห็นว่ามะม่วงที่ขายนั้นเป็นมะม่วงที่สุดเท่า ๆ กัน นั่นก็เพราะว่าเกษตรกรสามารถทำให้มะม่วงสุกพร้อมกันเป็นจำนวนมากได้ เพื่อให้จำหน่ายได้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จากสมบัติของเอทิลีนที่มีผลต่อการสุกของผลไม้นะคะ จึงมีการใช้ Ethephon ซึ่งให้แก๊สเอทิลีนหรือใช้ผ่านแก๊สแคลเซียมคาร์ไบด์ที่ให้แก๊สอะเซทิลีน ซึ่งแก๊สนี้มีคุณสมบัติคล้ายเอทิลีนค่ะ สามารถใช้ควบคุมการสุกของผลไม้ในเชิงพาณิชย์ได้ จากรูปที่เห็นนี้นะคะ เป็นกล้วยและมะม่วงที่ไม่บ่มและที่บ่มด้วยสารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายเอทิลีนค่ะ จะเห็นว่าทั้งกล้วยและก็มะม่วงที่ไม่มีการบ่มนะคะ จะยังคงเป็นสีเขียวอยู่ แต่ว่ากล้วยและมะม่วงที่มีการบ่มค่ะ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองค่ะ ช่วงชวนคิด ครูมีคำถามมาชวนให้นักเรียนคิด 1 คำถามนะคะ นั่นก็คือผลไม้ทุกชนิดสามารถนำมาบ่มให้สุกเร็วขึ้นได้หรือไม่ นักเรียนน่าจะเคยทานผลไม้กันมาหลายชนิดนะคะ ลองนึกดูสิคะ ว่ามีผลไม้อะไรบ้าง ที่เราสามารถเก็บมาจากต้นแล้วสามารถทานได้ทันทีกับอีกแบบหนึ่ง ก็คือมาเก็บมาแล้ว จะต้องนำมาบ่มให้สุก ถึงจะรับประทานได้ค่ะ ผลไม้บางชนิดสามารถบ่มให้สุกได้ ซึ่งเป็นผลไม้ในกลุ่มที่มีอัตราการหายใจระดับเซลล์ และการสร้างเอทิลีนเพิ่มขึ้นก่อนสุก จากกราฟนี้นะคะ จะเห็นว่าเมื่อมะเขือเทศดิบอยู่ค่ะ จะมีอัตราการหายใจระดับเซลล์ และการสร้างเอทิลีนในระดับต่ำนะคะ แต่เมื่อเริ่มสุกค่ะ ก็จะมีอัตราการหายใจระดับเซลล์ และการสร้างเอทิลีนเพิ่มมากขึ้น ผลไม้บางชนิดสามารถบ่มให้สุกได้ค่ะ เช่น มะม่วง ทุเรียน มะเขือเทศ มะละกอ ขนุน มังคุด แอปเปิล และฝรั่งค่ะ แต่ว่าผลไม้บางชนิดนะคะ ไม่มีการสร้างเอทิลีน และไม่มีการตอบสนองต่อเอทิลีนด้วย จึงไม่สามารถทำให้สุกได้ด้วยการบ่ม ต้องรอให้สุกทั้งต้น แล้วเราถึงจะเก็บมารับประทานนะคะ อย่างเช่น ส้ม ชมพู่ เงาะ ลิ้นจี่ และลำไยค่ะ กรดแอบไซซิก กรดแอบไซซิกเป็นฮอร์โมนพืชที่มีบทบาทในการยับยั้งการงอกของเมล็ดทำให้เมล็ดเกิดการพักตัว นอกจากนี้ยังมีบทบาทอื่น ๆ อีกด้วยค่ะ เช่น ตอบสนองต่อการขาดน้ำ โดยส่งผลให้การรูปากใบปิด เพื่อลดการสูญเสียน้ำ นักเรียนเคยเพาะถั่วงอกไหมคะ จำได้ไหม ว่าตอนที่เราเพาะถั่วงอกต้องทำอย่างไรบ้าง ก็จะต้องนำเมล็ดถั่วเขียวนี้นะคะ ไปแช่น้ำก่อน เมล็ดจึงจะสามารถงอกได้ การเพาะถั่วอื่น ๆ ก็เช่นเดียวกันค่ะ จะต้องนำไปแช่น้ำก่อนนะคะ แล้วหลังจากนั้นเมล็ดถั่วก็จะงอกค่ะ นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใดการแช่เมล็ดเหล่านี้ในน้ำ จึงมีผลต่อการงอกของเมล็ด นักเรียนรู้จักถั่วทั้ง 3 ชนิดที่เห็นในรูปนี้ไหมคะ รูปแรกนี้นะคะ ก็คือถั่วเหลืองค่ะ นี่คือถั่วเขียว ส่วนรูปที่ขยายใหญ่นี้ คือ ถั่วแดงค่ะ ถ้าสังเกตนะคะ จะเห็นว่าถั่วต่าง ๆ นี่ค่ะ จะมีเปลือกเมล็ดที่แข็ง แล้วก็มีสารที่เคลือบที่อยู่ภายนอก ทำให้น้ำไม่สามารถซึมผ่านไปได้ค่ะ ขณะที่เกิดการพัฒนาของเมล็ดถั่วบนต้นแม่ เมื่อเมล็ดพัฒนาเต็มที่จะเข้าสู่ระยะพักตัว โดยปริมาณน้ำภายในเซลล์ของเมล็ดลดลงอย่างมาก ซึ่งการที่น้ำในเซลล์ลดลงนั้น ทำให้ปฏิกิริยาในกระบวนการต่าง ๆ ภายในเมล็ดเกิดขึ้นน้อยมาก อัตราการหายใจต่ำลง ในภาวะดังกล่าวพบว่าภายในเมล็ดมีปริมาณกรด กรดแอบไซซิก เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งกรดแอบไซซิกนี้ทำให้เมล็ดสามารถดำรงชีวิตได้แม้อยู่ในภาวะที่มีน้ำภายในเซลล์มาก เมล็ดจะไม่งอก เรียกว่า "การพักตัวของเมล็ด" การแช่เมล็ดทำให้เมล็ดอ่อนนุ่มลง น้ำจะแพร่เข้าสู่ภายในผ่านรูเล็ก ๆ ก็คือตรงนี้ค่ะ เป็นรูที่น้ำเข้านะคะ เมื่อเมล็ดได้น้ำเมล็ดจะพองขึ้น และมีแรงดันแรงดันให้เปลือกเมล็ดแตกออก ทำให้ได้รับน้ำมากขึ้นค่ะ น้ำจะทำให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ ภายในเมล็ด ซึ่งในขณะนั้นกรดแอบไซซิกจะลดลง เมล็ดมีการหายใจสูงขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการสร้างฮอร์โมนพืชชนิดอื่น ที่ช่วยให้เมล็ดสามารถงอกและพัฒนาเป็นต้นอ่อนได้ ความรู้เพิ่มเติม โกงกางเป็นพืชที่ขึ้นในป่าชายเลน นักเรียนน่าจะเคยไปเที่ยวป่าชายเลนกันมาบ้างแล้วนะคะ เคยสังเกตไหมคะ ว่าดินในป่าชายเลนเป็นแบบไหน สภาพดินในป่าชายเลนนะคะ เป็นดินเลนค่ะ และมีน้ำท่วม เมล็ดโกงกางไม่มีการพักตัว มีระดับกรดแอบไซซิกต่ำ สามารถงอกรากบนต้นได้เมื่อเมล็ดโกงกางออกจากต้น จึงพร้อมที่จะเจริญต่อไปได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จึงเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าชายเลนค่ะ กรดแอบไซซิกกับการนำไปใช้ สำหรับสารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนี้นะคะ สามารถนำไปใช้ช่วยชะลอการเหี่ยวเฉาของพืชและไม้ดอกในขณะขนส่งได้ค่ะ โดยส่งผลให้รูปากใบปิด เพื่อลดการสูญเสียน้ำ แต่ว่ายังไม่เป็นที่นิยมนะคะ เพราะว่ายังมีราคาที่ค่อนข้างแพงอยู่ค่ะ จากรูปนี้นะคะ เป็นการใช้สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกในการชะลอการเหี่ยวเฉาของไม้กระถางในกลุ่มเบญจมาศในการขนส่งค่ะ จะเห็นว่าถ้าไม่มีการลดน้ำนะคะ ดอกไม้ก็จะเหี่ยวค่ะ ถ้ามีการรดน้ำดอกไม้ก็จะยังสดชื่นอยู่นะคะ แต่ถ้าไม่มีการดน้ำ แล้วก็มีการใช้สารที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนะคะ ก็จะเห็นว่าดอกไม้นี้ก็จะมีการเหี่ยวในบางส่วนนะคะ แต่ว่าส่วนมากแล้วว่าจะยังคงปกติอยู่ได้ค่ะ เป็นอย่างไรบ้างคะ หลังจากที่เราเรียนปัจจัยภายนอก แล้วก็ปัจจัยภายในครบแล้วนะคะ ปัจจัยภายนอก เช่น แสง น้ำ อุณหภูมิ และสิ่งสัมผัส นับเป็นสิ่งเร้าที่มีผลกระตุ้นต่อการทำงานของฮอร์โมนพืช ซึ่งเป็นปัจจัยภายในฮอร์โมนพืชเหล่านี้ ทำงานร่วมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม แต่ละช่วงของการเจริญเติบโต และทำให้เกิดการตอบสนองในพืชขึ้น ในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งปัจจัยภายนอก และปัจจัยภายในจึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช แล้วมนุษย์ได้ใช้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้เพื่อปรับปรุงและพัฒนาการเกษตร ครูมีคำถามตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียน 1 คำถามนะคะ นั่นก็คือสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชคืออะไร และมีความสำคัญอย่างไรต่อพืชอย่างไร ครูมีเวลาให้นักเรียนคิด 10 วินาทีค่ะ เดี๋ยวเรามาดูเฉลยกันนะคะ สารควบคุมการเจริญเติบโตของพืช คือ สารที่มีบทบาทต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของพืช มีผลควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ในการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งมีทั้งฮอร์โมนพืชที่พืชสร้างขึ้นเอง และสารที่มนุษย์สังเคราะห์ขึ้น เอทิลีนเป็นฮอร์โมนพืชที่มีสถานะเป็นแก๊สนะคะ มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นการสุกของผลไม้บางชนิด นอกจากนี้แล้วยังควบคุมการงอกของเมล็ด และกระตุ้นการร่วงของใบด้วยค่ะ สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายเอทิลีนนะคะ นิยมนำมาใช้ควบคุมการสุกของผลไม้ในเชิงพาณิชย์ค่ะ กรดแอบไซซิกมีบทบาทในการยับยั้งการงอกของเมล็ด ทำให้เมล็ดเกิดการพักตัว นอกจากนี้แล้วยังมีบทบาทเกี่ยวกับการตอบสนองต่อการขาดน้ำของพืชค่ะ โดยส่งผลให้รูปากใบปิดเพื่อลดการสูญเสียน้ำนะคะ สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนะคะ นิยมนำมาใช้ชะลอการเหี่ยวเฉาของพืชและไม้ดอกขนาดขนส่ง โดยทำให้พืชหลี่หรือว่าปิดรูปากใบ เพื่อลดการสูญเสียน้ำค่ะ สำหรับคลิปนี้ก็ขอจบการสอนแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ แล้วพบกับใหม่ในคลิปถัดไป สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]