﻿1
00:01:21,244 --> 00:01:24,444
(คุณครูปุณยาพร) พันธุกรรมชนิดหนึ่งนะคะ

2
00:01:24,444 --> 00:01:28,444
โดยเป็นโรคโลหิตจางแบบเรื้อรังนะคะ

3
00:01:29,639 --> 00:01:33,639
ซึ่งคนไทย มีผู้ที่เป็นโรคนี้เป็นจำนวนมากนะคะ

4
00:01:35,138 --> 00:01:39,138
และมีผู้ที่เป็นพาหะของโรคนี้ โดยไม่แสดงอาการ จำนวนมากยิ่งกว่าขึ้นไปอีก

5
00:01:40,818 --> 00:01:44,818
ย่างนั้นก็แปลว่าโรคธาลัสซีเมียความจริงมีอยู่ใกล้ตัวคนไทยเรามากนะคะ

6
00:01:47,818 --> 00:01:51,818
ซึ่งจากที่นักเรียนได้เรียนมาในคลิปที่แล้วนะคะ โรคธาลัสซีเมีย ถูกควบคุมโดยยีนส์นะคะ

7
00:01:53,730 --> 00:01:57,513
โดยมีแอลลีล T ใหญ่ เป็นแอลลีนที่ควบคุมลักษณะไม่เป็นโรค

8
00:01:57,513 --> 00:02:01,513
และ แอลลีล T เล็ก ที่ควบคุมลักษณะเป็นโรค

9
00:02:03,204 --> 00:02:04,976
นั่นทำให้ผู้ที่มีแอลลีล T ใหญ่ 2 แอลลีลดังในรูปนะคะ

10
00:02:04,976 --> 00:02:06,838
จะไม่เป็นโร ค

11
00:02:06,838 --> 00:02:10,838
ส่วนที่มี

12
00:02:11,859 --> 00:02:15,859
แอลลีล t แอลลีลจะเป็นโรคในขณะที่ผู้ที่มี

13
00:02:17,153 --> 00:02:18,235
แอลลีล และใหญ่อย่างละ 1 แอลลีลนะคะ จะไม่เป็นโรค

14
00:02:18,235 --> 00:02:22,235
แต่เป็นพาหะ

15
00:02:23,508 --> 00:02:27,508
คราวนี้ก็คำถามก็คือแอลลีลใด

16
00:02:27,762 --> 00:02:30,169
เปล่า เหล่านี้มันทำให้เกิดโรคหรือไม่เกิดโรคได้อย่างไร

17
00:02:30,169 --> 00:02:34,169
เดี๋ยววันนี้นะคะ

18
00:02:35,387 --> 00:02:39,387
เราจะได้มาเรียนกันในหัวข้อนี้ค่ะ เรามาลองทวนกันอีกนิดหนึ่งนะคะ

19
00:02:42,290 --> 00:02:45,431
แอลลีลคืออะไรนะคะ ก็คือรูปแบบของยีนโดยที่ยีนจะ

20
00:02:45,431 --> 00:02:46,574
คุมลักษณะทางพันธุกรรมผ่านการสังเคราะห์

21
00:02:46,574 --> 00:02:50,574
โปรตีน

22
00:02:51,804 --> 00:02:55,804
แล้วการควบคุมนั้น จะเกิดขึ้นได้อย่างไรนะคะ ยีน

23
00:02:58,501 --> 00:03:02,501
ที่จะควบคุม หรือควบคุมลักษณะของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้ ซึ่งโปรตีนนั้น

24
00:03:03,218 --> 00:03:05,269
นี่ จะไปส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมต่าง ๆ ขึ้น อยู่กับชนิด

25
00:03:05,269 --> 00:03:09,269
แล้วก็หน้าที่ของโปรตีนนั้น

26
00:03:10,595 --> 00:03:12,381
ตรงนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพนะคะ เดี๋ยวเรามาลองดูในส่วนของลักษณะ

27
00:03:12,381 --> 00:03:14,106
เผือก

28
00:03:14,106 --> 00:03:18,106
เป็นตัวอย่างก่อนนะคะ

29
00:03:28,186 --> 00:03:28,448
ค่ะ

30
00:03:28,448 --> 00:03:28,628
เมลานินค่ะ

31
00:03:28,628 --> 00:03:32,628
ซึ่งลักษณะเผือกนะคะ เกิดจากการที่ขาด

32
00:03:33,253 --> 00:03:34,220
โดยเมลานินนะคะ ซึ่งเมลานินนะคะ เป็นสารสีชนิดหนึ่ง ที่อยู่บริเวณผิวหนัง

33
00:03:34,220 --> 00:03:35,819
ผม

34
00:03:35,819 --> 00:03:39,819
แล้วก็ม่านตาค่ะ

35
00:03:42,266 --> 00:03:46,266
โดยในตัวอย่างนี้นะคะ ลักษณะเผื่อถูกควบคุมโดยยีน ซึ่งมี 2 แอลลีล

36
00:03:47,827 --> 00:03:49,353
โดย แอลลีล T ใหญ่นะคะ  จะสังเคราะห์โปรตีนที่ทำหน้าที่ในกระบวนการสั่ง

37
00:03:49,353 --> 00:03:52,881
เพราะเมลานินได้ค่ะ

38
00:03:52,881 --> 00:03:55,453

39
00:03:55,453 --> 00:03:57,880
แอลลีล ที่มี ฟเล็กนะคะ

40
00:03:57,880 --> 00:04:01,880
ทำให้ไม่สามารถทำหน้าที่ได้ค่ะ

41
00:04:03,686 --> 00:04:07,686
ในสไลด์ที่นักเรียนเห็นอยู่ตอนนี้นะคะ โปรตีนที่ทำงานได้

42
00:04:11,171 --> 00:04:13,807
คุณครูแทนด้วยก้อนโปรตีนสีแดงนะคะ ส่วนโปรตีนที่ทำงานไม่ได้ คุณครูแทนด้วยก้อนโปรตีนสีเหลืองค่ะ

43
00:04:13,807 --> 00:04:15,488
คราวนี้

44
00:04:15,488 --> 00:04:18,194
แล้วยืนที่มี

45
00:04:18,194 --> 00:04:22,194
แอลลีลA  และ แอลลีล

46
00:04:23,679 --> 00:04:24,648
aเขาควบคุมการมีหรือไม่มีลักษณะ เผือกได้อย่างไรนะคะ เดี๋ยวเรามาลองดูไป

47
00:04:24,648 --> 00:04:28,648
พร้อมกันค่ะ

48
00:04:28,881 --> 00:04:32,274
ในผู้ที่มีแอลลีล A ใหญ่ 2 แอลลีลนะคะ

49
00:04:32,274 --> 00:04:36,274
เขาก็จะสามารถสังเคราะห์โปรตีน ที่ทำงานได้

50
00:04:38,938 --> 00:04:42,938
ซึ่งโปรตีนที่ทำงานได้นี่ ก็จะไปทำหน้าที่ในการสังเคราะห์เมลานินนะคะ

51
00:04:43,296 --> 00:04:47,296
มีไหมละนี่แหละ ทำให้ไม่มีลักษณะเผือก

52
00:04:50,347 --> 00:04:52,082
ในขณะที่ผู้ที่มีลักษณะเฉพาะนะคะ จะสังเคราะห์โปรตีน ออกมาเป็น

53
00:04:52,082 --> 00:04:56,082
โปรตีน ที่ทำงานไม่ได้นะคะ

54
00:04:57,483 --> 00:04:58,995
ซึ่งทำให้ในกระบวนการสังเคราะห์เมลานิน ไม่มีเมลานินเกิดขึ้นนะคะ

55
00:04:58,995 --> 00:05:01,174
และทำให้

56
00:05:01,174 --> 00:05:05,174
มีลักษณะเผือกค่ะ

57
00:05:05,585 --> 00:05:06,346
เราทราบการควบคุมลักษณะพันธุกรรม ของ

58
00:05:06,346 --> 00:05:10,071
เฉพาะ

59
00:05:10,071 --> 00:05:13,156
แอลลีล A ใหญ่และผู้ที่มี แอลลีล a เล็กนะคะ

60
00:05:13,156 --> 00:05:15,884
คำถามคือผู้ที่มีแอลลีลทั้ง 2 รูปแบบ

61
00:05:15,884 --> 00:05:19,884
คือ แอลลีล A และเล็ก

62
00:05:21,486 --> 00:05:25,486
เขาจะมีการควบคุมลักษณะพันธุกรรมเป็นอย่างไรนะคะ เดี๋ยวตรงนี้ครูจะให้เวลาคิด

63
00:05:26,360 --> 00:05:27,486
ประมาณ 10 วินาทีนะคะ เรามาลองคิดเล่น ๆ กัน เดี๋ยวมาดูคำตอบพร้อมกันค่ะ

64
00:05:27,486 --> 00:05:29,529
เริ่มเลยนะคะ {

65
00:05:29,529 --> 00:05:33,529
เสียงดนตรี

66
00:05:38,443 --> 00:05:42,443
ค่ะ

67
00:05:44,161 --> 00:05:45,368
อันนี้น่าจะพอตอบกันได้แล้วนะคะ อย่างนั้น เรามาลองดูคำตอบพร้อม ๆ กันเลยค่ะ

68
00:05:45,368 --> 00:05:47,616
ค่ะ

69
00:05:47,616 --> 00:05:51,616
วันนี้เป็นพาหะนะคะ

70
00:05:51,764 --> 00:05:55,764
มีทั้ง แอลลีล A ใหญ่และ แอลลีล เล็กค่ะ

71
00:05:57,348 --> 00:06:01,348
โดยการมี แอลลีล นะคะ ทำให้เขามีการสร้างโปรตีนที่ทำงานไม่ได้

72
00:06:02,427 --> 00:06:06,003
ในขณะเดียวกันบุคคลนี้มีแอลลีล a ใหญ่อยู่ด้วยค่ะ

73
00:06:06,003 --> 00:06:09,334
ทำให้มีการสร้างโปรตีน ที่ทำงานได้ด้วย

74
00:06:09,334 --> 00:06:11,446
จึงทำให้มีการสังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้น

75
00:06:11,446 --> 00:06:13,367
และทำให้บุคคลนี้

76
00:06:13,367 --> 00:06:17,367
ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

77
00:06:19,771 --> 00:06:21,652
ตรงจุดนี้นะคะ นักเรียนอาจจะสังเกตถึงความแตกต่างระหว่าง

78
00:06:21,652 --> 00:06:24,976
แอลลีล เ

79
00:06:24,976 --> 00:06:28,976
ด่น และแอลลีลด้อย ที่นักเรียนได้เคยเรียนมาแล้วนะคะ

80
00:06:29,355 --> 00:06:32,532
ว่าการ แอลลีล A ใหญ่ เพียงแค่ 1 แอลลีล

81
00:06:32,532 --> 00:06:36,318
ก็ทำให้สามารถที่จะแสดงลักษณะออกมาได้

82
00:06:36,318 --> 00:06:40,318
แอลลีล A ใหญ่ จึงจะเป็นแอลลีลเด่นค่ะ

83
00:06:43,393 --> 00:06:44,496
ในทางกลับกันนะคะ ถึงแม้ว่าจะมี แอลลีล อยู่ก็ตามแต่กลับไม่มีการแสดงออก

84
00:06:44,496 --> 00:06:47,897
ของลักษณะนั้น

85
00:06:47,897 --> 00:06:49,540
ดังนั้นนะคะ แอลลีล จึงจำเป็น

86
00:06:49,540 --> 00:06:53,540
แอลลีลยีนด้อยค่ะ

87
00:06:55,864 --> 00:06:59,864
จากที่นักเรียนได้เรียนมานะคะ นักเรียนพอจะสรุปความเชื่อมโยง กับแผนผัง

88
00:07:01,255 --> 00:07:03,485
ครูให้ตั้งแต่ต้นคาบได้ไหมคะ แผนผังด้านล่างนี้นะคะ ว่ายีนควบคุม

89
00:07:03,485 --> 00:07:07,485
ขนาดทางพันธุกรรมได้อย่างไรนะคะ

90
00:07:08,375 --> 00:07:09,637
โดยครูอยากให้นักเรียนเชื่อมโยงระหว่างแอลลีล

91
00:07:09,637 --> 00:07:13,637

92
00:07:16,232 --> 00:07:19,482
A แอลลีล A ที่เรียนมา เมื่อสักครู

93
00:07:19,482 --> 00:07:23,482
เสียงดนตรี

94
00:07:28,962 --> 00:07:32,962
ค่ะ

95
00:07:34,234 --> 00:07:38,234
ได้เวลาแล้วนะคะ เรามาดูคำตอบกันเลยดีกว่า ว่าคำตอบเป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ

96
00:07:40,898 --> 00:07:43,731
จากรูปนี้นะคะ จงอธิบายการที่ยีนควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม ของ

97
00:07:43,731 --> 00:07:47,731
การมีหรือไม่มีลักษณะผิวเผือกได้

98
00:07:49,358 --> 00:07:53,358
เรามาลองดูกันค่อย ๆ ดูกันไปทีละขั้นอีกครั้งหนึ่งนะคะ

99
00:07:56,266 --> 00:07:59,457
ยีนทำหน้าที่กำหนดลักษณะโปรตีนยีน ยีนที่ควบคุมลักษณะเผือกนะคะ มีแอลลีลใหญ่

100
00:07:59,457 --> 00:08:02,796
ซึ่งจะกำหนดลักษณะได้เป็นโปรตีนที่ทำงานได้

101
00:08:02,796 --> 00:08:04,680
และ แอลลีล a จะกำหนดลักษณะ

102
00:08:04,680 --> 00:08:08,680
โปรตีนที่ทำงานไม่ได้นะคะ

103
00:08:10,727 --> 00:08:14,727
ต่อมานะคะ  โปรตีนนั้น ก็จะส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ

104
00:08:18,823 --> 00:08:19,906
สำหรับลักษณะเผื่อ ก็คือการมีโปรตีน ที่ทำงานได้หรือไม่ได้ ทำให้สามารถสังเคราะห์เมลานินได้หรือ 3

105
00:08:19,906 --> 00:08:22,982
ไม่ได้นะคะ

106
00:08:22,982 --> 00:08:26,982
ซึ่งการมีหรือไม่มี

107
00:08:27,999 --> 00:08:30,486
เวลานี้นี่เอ งซึ่งเป็นลักษณะทางพันธุกรรมของเรา นั้นก็มี

108
00:08:30,486 --> 00:08:34,486
หรือไม่มีลักษณะเผือกนั่นเองค่ะ

109
00:08:35,904 --> 00:08:38,101
ค่ะ จากตัวอย่างข้างต้นนะคะ ก็จะเห็นว่ายีนควบคุมการแสดงออก ของลักษณะทางพันธุกรรม

110
00:08:38,101 --> 00:08:42,101
ผ่านการสังเคราะห์โปรตีน

111
00:08:42,150 --> 00:08:44,695
และคราวนี้ยีนกำหนดลักษณะของโปรตีนได้อย่างไรนะคะ

112
00:08:44,695 --> 00:08:48,695
คำตอบนะคะ ก็คือ

113
00:08:49,841 --> 00:08:52,712
ลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีน มีผลต่อโปรตีนที่สังเคราะห์ได้ค่ะ

114
00:08:52,712 --> 00:08:56,712
อันนี้นักเรียนอาจจะบอกนะคะ ครูครับ

115
00:08:57,910 --> 00:09:01,910
คำตอบแค่นี้ไม่ช่วยอะไรเลยค่ะ ลำดับนิวคลีโอไทด์คืออะไรคะ

116
00:09:03,374 --> 00:09:04,970
ใครที่ลืมไปแล้วนะคะ หรืออาจจะรู้สึกว่า เอ๊ะ เหมือนไม่เคยได้เรียนมาก่อนเลย ไม่เป็นอะไรค่ะ เดี๋ยว

117
00:09:04,970 --> 00:09:08,970
ชวนให้ฟังอีกครั้งหนึ่งนะคะ

118
00:09:11,881 --> 00:09:13,473
ย้อนกลับไปตั้งแต่ว่ายีน คือ ช่วงหนึ่งของสาร DNA และ DNA คืออะไร

119
00:09:13,473 --> 00:09:16,601
นะคะ

120
00:09:16,601 --> 00:09:20,601
ออกซีไรโบนิวคลี

121
00:09:21,404 --> 00:09:25,404
โอไทด์  นะคะ เป็นสารพันธุกรรมที่ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ค่ะ

122
00:09:25,952 --> 00:09:29,535
อย่างในรูปตรงนี้นะคะ โครงสร้างในกรอบนี้คือ 1 คลีโอไทด์ค่ะ

123
00:09:29,535 --> 00:09:30,829
โดยนิวคลีโอไทด์ จะมาเรียงต่อกันนะคะ เป็นสาย

124
00:09:30,829 --> 00:09:34,490
พร้อม

125
00:09:34,490 --> 00:09:37,927
พอลินิวคลีโอไทด์จำนวน 2 สายค่ะ

126
00:09:37,927 --> 00:09:41,927
ส่วนอันนี้พอลินิวคลีโอไทด์ อีกใส่

127
00:09:43,148 --> 00:09:47,148
สาย 1 พอลินิวคลีโอไทด์อีกคู่นะคะ จะเป็นโครงสร้างเตียงคู่

128
00:09:48,559 --> 00:09:52,108
นิวคลีโอไทด์ ประกอบไปด้วยน้ำตาลหมู่ฟอสเฟต และไนโตรจีนัสเบสค่ะ

129
00:09:52,108 --> 00:09:55,245
วันนี้ครูจะลองขยายส่วนตัว

130
00:09:55,245 --> 00:09:58,593
ในตัวนิวคลีโอไทด์ ให้เห็นชัด ๆ กัน ซึ่ง

131
00:09:58,593 --> 00:10:02,593
ตัวนิวคลีโอไทด์ มีกี่ชนิดตามชนิด

132
00:10:02,670 --> 00:10:04,766
ไนโตรจีนัสเบสค่ะ อะดีนีน หรือ A

133
00:10:04,766 --> 00:10:06,389
ใครมีงานหรือที

134
00:10:06,389 --> 00:10:10,311
ไซโทซีน

135
00:10:10,311 --> 00:10:14,311
และกวานิล หรือจีนค่ะ

136
00:10:14,589 --> 00:10:18,589
โดยนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส a นะคะ

137
00:10:20,145 --> 00:10:23,405
จับนิวคลีโอไทด์ที่มีเบสค่ะ ส่วนนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส g นะคะ

138
00:10:23,405 --> 00:10:25,053
รู้จักกับนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส C ค่ะ

139
00:10:25,053 --> 00:10:27,710
คราวนี้นะคะ เรา

140
00:10:27,710 --> 00:10:31,710
ได้คิวท้ายที่มีเบสกันแล้ว

141
00:10:35,315 --> 00:10:38,572
กลับมาที่ยีนค่ะ กลับมาที่รูปนี้อีกครั้งหนึ่งนะคะ ยีนเป็นส่วนหนึ่งของสาย DNA นะคะ ที่มีลำดับนิวคลีโอไทด์

142
00:10:38,572 --> 00:10:39,889
ซึ่งกำหนดลักษณะของโปรตีน ที่สังเคราะห์ขึ้น

143
00:10:39,889 --> 00:10:43,889
ดังนั้น

144
00:10:46,638 --> 00:10:50,638
หากว่าลำดับของนิวคลีโอไทด์ ที่เปลี่ยนแปลงไป ก็อาจจะส่งผลให้ได้โปรตีน ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยนะคะ

145
00:10:54,461 --> 00:10:58,461
บนสาย DNA ยาวของเรามีอยู่ด้วยกันหลายยีนค่ะ  โดยยีนต่างชนิดกัน ก็จะมีลำดับนิวคลีโอไทด์

146
00:10:58,470 --> 00:11:02,470
ถามกันได้โปรตีนออกมาต่างชนิดกัน และส่งผลก็จะ

147
00:11:04,733 --> 00:11:08,712
ลักษณะทางพันธุกรรมต่าง ๆ นะคะ อย่างตัวอย่างที่เราเรียนมานะคะ ยีนธาลัสซีเมีย

148
00:11:08,712 --> 00:11:09,574
ลักษณะเผือกนะคะ ก็จะเป็นยืนคนละยืนกัน

149
00:11:09,574 --> 00:11:11,146
N ลำดับ

150
00:11:11,146 --> 00:11:15,146
นิวคลีโอไทด์ต่างกัน

151
00:11:18,367 --> 00:11:19,642
ได้โปรตีนต่างชนิดกันนะคะ ซึ่งก็ส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมคนละอย่างคราวนี้นะคะ เรามาดู

152
00:11:19,642 --> 00:11:23,642
ที่ยืนกันบ้างค่ะ

153
00:11:25,491 --> 00:11:29,491
ในกรณีของยีนเดียวกันนะคะแอลลีล รูปแบบการก็จะมีลำดับ

154
00:11:31,130 --> 00:11:33,098
นิวคลีโอไทด์ที่ 3 รูปแบบการทำให้มีความแตกต่าง ของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้นะคะ

155
00:11:33,098 --> 00:11:35,315
ก็จะส่งผลให้

156
00:11:35,315 --> 00:11:36,975
จีโนไทป์ ที่แตกต่างกันไปด้วย

157
00:11:36,975 --> 00:11:40,975
ตัวอย่างนะคะ  ก็เช่น

158
00:11:43,182 --> 00:11:47,182
แอลลีล T ใหญ่และ แอลลีล t นะคะ ในตัวอย่างของโรคธาลัสซีเมียค่ะ จากในรูปนะคะ

159
00:11:48,803 --> 00:11:52,803
ก็เห็นว่า แอลลีล มีลำดับนิวคลีโอไทด์ที่แตกต่างกันนะคะ

160
00:11:53,711 --> 00:11:57,711
ซึ่งก็จะส่งผลให้สังเคราะห์ออกมา เป็นโปรตีนที่มีลักษณะแตกต่างกัน

161
00:11:58,978 --> 00:12:02,978
และส่งผลต่อลักษณะการเป็นหรือไม่เป็น โรคธาลัสซีเมียนั่นเองค่ะ

162
00:12:05,888 --> 00:12:09,522
ข่าวจากที่นักเรียน เรียนมาทั้งหมดนะคะ ก็น่าจะพอเห็นภาพแล้วยีน

163
00:12:09,522 --> 00:12:13,522
เกี่ยวข้องกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม ได้อย่างไรนะคะ

164
00:12:15,301 --> 00:12:19,301
ตรงจุดนี้นะคะ อยากให้นักเรียนลองตอบคำถาม เพื่อที่จะตรวจสอบความเข้าใจของตัวเองนะคะ

165
00:12:19,637 --> 00:12:21,177
โดยให้เขียนแผนผัง แสดงความสัมพันธ์ระหว่างยีน

166
00:12:21,177 --> 00:12:25,177
โปรตีน

167
00:12:26,520 --> 00:12:28,980
และลักษณะทางพันธุกรรม ในกรณีของบุคคลที่มีเลือดหมู่ AB ค่ะ

168
00:12:28,980 --> 00:12:32,980
น่าจะไม่ยากนะคะ

169
00:12:35,145 --> 00:12:39,145
สำหรับนักเรียนที่สอบได้ แสดงว่าเข้าไปแล้ว แต่ถ้าหากว่าใครยังตอบไม่ได้ ก็ไม่เป็นอะไรนะคะ

170
00:12:40,552 --> 00:12:44,552
อาจจะลองย้อนกลับไปดูคลิปนี้อีกครั้งหนึ่ง เพื่อที่จะทำความเข้าใจหรือว่า

171
00:12:45,336 --> 00:12:46,877
เพิ่มเติมนะคะ แล้วก็ลองคุยกับเพื่อนดู ว่าแต่ละคนมีความเข้าใจตรงกันหรือแตก

172
00:12:46,877 --> 00:12:50,877
ต่างกันอย่างไรบ้างนะคะ

173
00:12:51,230 --> 00:12:55,230
[เสียงดนตรี

174
00:12:58,315 --> 00:13:02,315
]  (คุณครูปุณยาพร) จากที่เราได้เรียนมานะคะ คราวนี้เดี๋ยวเรามาลองสรุปเนื้อหาในบทเรียนกันค่ะ

175
00:13:06,341 --> 00:13:10,341
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมเกิด ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของสาย DNA นะคะ ที่อยู่บนโครโมโซม

176
00:13:11,351 --> 00:13:15,351
ลำดับนิวคลีโอไทด์ ของยีน กำหนดลักษณะของโปรตีน ที่สังเคราะห์ขึ้น

177
00:13:15,658 --> 00:13:18,419
แอลลีล รูปแบบต่างกันจะมีลำดับนิวคลีโอไทด์ต่างกัน

178
00:13:18,419 --> 00:13:22,419
จะทำให้ได้โปรตีนที่มีสมบัติต่างกันค่ะ

179
00:13:26,620 --> 00:13:30,317
จบลงไปแล้วนะคะ กับการศึกษาในหัวข้อยีน กับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม

180
00:13:30,317 --> 00:13:32,550
โดยหัวข้อที่นักเรียนจะได้ศึกษาต่อไป ก็คือ

181
00:13:32,550 --> 00:13:34,900
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมค่ะ

182
00:13:34,900 --> 00:13:37,863
สำหรับตอนนี้สวัสดีค่ะ

183
00:13:37,863 --> 00:13:41,863
[เสียงดนตรี]

