﻿1
00:00:26,336 --> 00:00:30,336

2
00:00:37,036 --> 00:00:40,549
[เสียงดนตรี] (คุณครูปุณยาพร) สวัสดีค่ะ

3
00:00:40,549 --> 00:00:42,287
สำหรับคลิปนี้นะคะ เป็นคลิปการสอนใน

4
00:00:42,287 --> 00:00:44,836
หัวข้อที่ 4.3

5
00:00:44,836 --> 00:00:48,836
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม

6
00:00:50,469 --> 00:00:54,469
ให้ความรู้โดยครูปุณยาพรค่ะ โดยที่ข้อนี้นะคะ อยู่ภายใต้บทที่ 4

7
00:00:56,399 --> 00:00:57,394
เรื่องพันธุกรรมและวิวัฒนาการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์

8
00:00:57,394 --> 00:00:59,894
ชีวภาพ

9
00:00:59,894 --> 00:01:03,894
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ค่ะ

10
00:01:04,974 --> 00:01:08,974
จุดประสงค์นะคะ ก็คือเพื่อให้นักเรียนสามารถที่จะอธิบายและยกตัวอย่าง

11
00:01:09,705 --> 00:01:11,648
มิวเทชันและผลของมิวเทชันต่อการลักษณะ

12
00:01:11,648 --> 00:01:14,697
แสดงพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต

13
00:01:14,697 --> 00:01:17,257
และยกตัวอย่างการนำมิวเทชันไปใช้ประโยชน์ค่ะ

14
00:01:17,257 --> 00:01:19,146
นักเรียนน่าจะเคยได้ยิน

15
00:01:19,146 --> 00:01:23,146
ประโยชน์เกี่ยวกับการณรงค์นะคะ

16
00:01:26,489 --> 00:01:30,489
เกี่ยวกับแสงแดดนะคะ โดยอาจจะเป็นการแนะนำนะคะ ให้ลดการอยู่กลางแจ้งหรือว่าให้ใช้ครีมกันแดดนะคะ

17
00:01:31,367 --> 00:01:32,959
นักเรียนคิดว่าเพราะอะไรถึงได้มีการรณรงค์เหล่านี้เกิดขึ้น

18
00:01:32,959 --> 00:01:36,959
คะ

19
00:01:37,514 --> 00:01:40,001
ค่ะ คำตอบนะคะ ก็คือเนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลต

20
00:01:40,001 --> 00:01:44,001
หรือรังสียูวีในแสงแดดนะคะ

21
00:01:47,984 --> 00:01:48,917
จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง ซึ่งนักเรียนจะสามารถที่จะใช้ความรู้ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม

22
00:01:48,917 --> 00:01:50,969
นะคะ

23
00:01:50,969 --> 00:01:54,969
มาอธิบายในกรณีนี้ได้ค่ะ

24
00:01:55,506 --> 00:01:59,506
ค่ะ กลับมาที่รูปนี้กันอีกครั้งนะคะ

25
00:02:00,714 --> 00:02:03,653
ลองดูที่ยีน 1 ยีนกัน นักเรียนคิดว่าทำไมยีน 1 ยีนนี่

26
00:02:03,653 --> 00:02:07,653
ถึงได้มีแอลลีนได้มากกว่า 1 แอลลีลค่ะ

27
00:02:09,293 --> 00:02:11,907
คำตอบก็คือเพราะว่า DNA เป็นสารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต

28
00:02:11,907 --> 00:02:14,290
ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้

29
00:02:14,290 --> 00:02:17,415
จากการเกิดมิวเทชันค่ะ

30
00:02:17,415 --> 00:02:18,383
โดยนิวคลีโอไทด์ในบางตำแหน่งนะคะ

31
00:02:18,383 --> 00:02:20,161
ของยีน

32
00:02:20,161 --> 00:02:22,992
นี่อาจจะเปลี่ยนแปลงไป

33
00:02:22,992 --> 00:02:25,434
จัดเป็นมิวเทชันในระดับยีนค่ะ

34
00:02:25,434 --> 00:02:27,028
ซึ่งมิวเทชันที่เกิดขึ้น

35
00:02:27,028 --> 00:02:31,028
นี่ก็อาจจะก่อให้เกิด

36
00:02:31,535 --> 00:02:35,535
แอลลีลหรือที่แตกต่างกันออกไปนะคะ หรือเป็นโรคได้ค่ะ

37
00:02:38,582 --> 00:02:39,708
ดังในกรณีตัวอย่างนะคะ ของมิวเทชันในยีนที่ก่อให้เกิดในโลก

38
00:02:39,708 --> 00:02:43,708
ธาลัสซีเมียค่ะ

39
00:02:45,277 --> 00:02:49,142
ซึ่งเป็นมิวเทชันของนิวคลีโอไทด์อีก 1 ตำแหน่งในรูปนะคะ

40
00:02:49,142 --> 00:02:50,353
วิธีการเปลี่ยนคู่

41
00:02:50,353 --> 00:02:54,065
เบสในแอลลีลใหญ่

42
00:02:54,065 --> 00:02:55,405
แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงของนิวคลีโอไทด์

43
00:02:55,405 --> 00:02:58,679
คู่นี้นะคะ

44
00:02:58,679 --> 00:03:02,207
ทำให้ได้โปรตีนที่ทำหน้าที่ไม่ได้ตามปกติ

45
00:03:02,207 --> 00:03:06,207
จนทำให้กลายเป็นลักษณะของโรคธาลัสซีเมียได้ค่ะ

46
00:03:11,316 --> 00:03:15,316
ค่ะ นอกจากมิวเทชันจะเกิดขึ้นได้ในระดับยีนนะคะ จะเกิดขึ้นในระดับโครโมโซมได้ด้วยเช่นกันค่ะ

47
00:03:15,994 --> 00:03:19,236
สำหรับมิวเทชันของระดับโครโมโซมนะคะ

48
00:03:19,236 --> 00:03:23,236
สามารถเกิดได้ทั้งในสร้างของโครโมโซม

49
00:03:25,465 --> 00:03:26,286
และในด้านจำนวนโครโมโซมค่ะ ซึ่งทั้งหมดนี้นะคะ อาจส่งผลให้เกิดการผิดปกติทาง

50
00:03:26,286 --> 00:03:28,779
พันธุรกรรมได้

51
00:03:28,779 --> 00:03:31,693
เดี๋ยวเราลองมาดูตัวอย่างกันนะคะ

52
00:03:31,693 --> 00:03:33,914
ตัวอย่างมิวเทชันในการ

53
00:03:33,914 --> 00:03:37,914
ในด้านโครงสร้างโครโมโซมนะคะ

54
00:03:42,642 --> 00:03:44,474
ตัวอย่างชิ้นส่วนของโครโมโซมขาดหายไป ทำให้บางแอลลีลหายไป จึงไม่สามารถที่จะกำหนดลักษณะ

55
00:03:44,474 --> 00:03:47,642
โปรตีนได้ตามปกตินะคะ

56
00:03:47,642 --> 00:03:51,279
อยากในรูปเป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการ

57
00:03:51,279 --> 00:03:55,279
นะคะ ซึ่งเกิดจาก

58
00:03:56,974 --> 00:04:00,752
การชิ้นส่วนโครโมโซมคู่ที่ 5 หายไปค่ะ ส่งผลให้มีลักษณะศีรษะเล็ก

59
00:04:00,752 --> 00:04:04,752
น่าเปลี่ยนนะคะ และมีเสียงเล็กแหลมเป็นต้นค่ะ

60
00:04:05,195 --> 00:04:09,195
ต่อมานะครับ เป็นตัวอย่างของมิวเทชัน

61
00:04:10,752 --> 00:04:13,057
ในระดับ ในด้านของจำนวนโครโมโซมนะคะ โดยโครโมโซมอาจจะเกินมาทั้งโครโมโซม

62
00:04:13,057 --> 00:04:17,057
หรือหายไปทั้งโครโมโซมนะคะ

63
00:04:18,370 --> 00:04:21,223
อย่างในรูปตอนนี้นะคะ เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการดาวน์นะคะ

64
00:04:21,223 --> 00:04:25,223
หรือที่เราคุ้นหูว่าดาวน์ซินโดรมนะคะ

65
00:04:28,045 --> 00:04:29,138
เกิดจากการที่มีโครโมโซมคู่ที่ 21 เกินมาทั้งโครโมโซมค่ะ ซึ่งส่งผลให้มีรูปร่าง

66
00:04:29,138 --> 00:04:30,736
เตี้ยนะคะ

67
00:04:30,736 --> 00:04:33,509
มีลักษณะหน้าเปลี่ยน

68
00:04:33,509 --> 00:04:37,509
แล้วก็มีนิ้วมือนิ้วเท้าสั้น เป็นต้นค่ะ

69
00:04:42,090 --> 00:04:46,090
เดี๋ยวเรามาลองดูกันอีกสัก 1 ตัวอย่างนะคะ อันนี้เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการเทิร์นเนอร์นะคะ

70
00:04:47,850 --> 00:04:49,275
เกิดจากการที่โครโมโซมเพศหายไป 1 โครโมโซม เหลือแค่โครโมโซม x

71
00:04:49,275 --> 00:04:51,375
เพียง 1 โครโมโซมค่ะ

72
00:04:51,375 --> 00:04:52,829
ส่งผลให้มี

73
00:04:52,829 --> 00:04:55,538
รูปร่างเตี้ย

74
00:04:55,538 --> 00:04:58,481
ลักษณะหน้าเปลี่ยน มีแผ่นที่คอ

75
00:04:58,481 --> 00:05:02,481
มือเท้าบวมน้ำ และมักจะเป็นหมันค่ะ

76
00:05:07,029 --> 00:05:11,029
ค่ะ ที่เรียนมาดูเหมือนว่าจะมีแต่การเกิดมิวเทชันที่ทำให้เกิดโรคทั้งนั้นเลยนะคะ

77
00:05:13,013 --> 00:05:14,232
คราวนี้คำถาม ก็คือมิวเทชันนี่ก่อให้เกิดผลเสียเสมอ

78
00:05:14,232 --> 00:05:18,232
ไปหรือไม่ค่ะ

79
00:05:21,400 --> 00:05:22,569
อันนี้นะคะ อยากจะให้นักเรียนลองคิดหาคำตอบดูนะคะ แล้วก็รอให้เหตุผลด้วยว่าเพราะอะไรนักเรียน

80
00:05:22,569 --> 00:05:25,125
ถึงได้คิดแบบนั้นนะคะ

81
00:05:25,125 --> 00:05:28,984
โดยที่คุณครูจะให้นักเรียน

82
00:05:28,984 --> 00:05:30,242
ประมาณ 10 วินาทีนะคะ ให้นักเรียนคิดดูพร้อม ๆ กันนะคะ

83
00:05:30,242 --> 00:05:31,765
เริ่มได้เลยค่ะ

84
00:05:31,765 --> 00:05:35,765
[เสียงดนตรี]

85
00:05:41,721 --> 00:05:45,429
(คุณครูปุณยาพร) หมดเวลาแล้วนะคะ

86
00:05:45,429 --> 00:05:49,429
คำตอบก็คือไม่เสมอไปนะคะ

87
00:05:49,715 --> 00:05:51,060
เนื่องจากว่ามิวเทชันนี่อาจก่อให้เกิดผลดี

88
00:05:51,060 --> 00:05:54,336
ผลเสีย

89
00:05:54,336 --> 00:05:58,233
หรือไม่ส่งผลใด ๆ ต่อสิ่งมีชีวิตเลยก็ได้ค่ะ

90
00:05:58,233 --> 00:06:00,556
ขึ้นอยู่กับว่าสมบัติของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้

91
00:06:00,556 --> 00:06:04,556
นี่เปลี่ยนแปลงไปหรือไม่อย่างไรค่ะ

92
00:06:05,490 --> 00:06:08,436
นักเรียนอาจจะสงสัยนะคะ ว่าไม่ส่งผลนี่มาได้อย่างไรนะคะ

93
00:06:08,436 --> 00:06:12,436
พูดอย่างเดียวเดี๋ยวอาจจะไม่เห็นภาพนะคะ

94
00:06:13,937 --> 00:06:15,240
เดี๋ยวเราลองมาดูตัวอย่างการเกิดมิวเทชันที่เกี่ยวข้องกับการเกิดลักษณะ

95
00:06:15,240 --> 00:06:19,240
เผือกกันเลยดีกว่าค่ะ

96
00:06:21,204 --> 00:06:24,804
มิวเทชันก่อให้เกิดแอลลีลใหญ่อาจจะเกิดมาในลักษณะโปรตีนที่ปกตินะคะ ทำให้มี

97
00:06:24,804 --> 00:06:28,804
การสังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้นและไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

98
00:06:32,394 --> 00:06:33,409
แต่ถ้าหากว่ามิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ ทำให้มีโปรตีนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังสามารถทำตามได้

99
00:06:33,409 --> 00:06:37,409
ปกติอยู่นะคะ

100
00:06:39,480 --> 00:06:43,480
ก็จะทำให้มีการสังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้น และทำให้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

101
00:06:45,997 --> 00:06:47,830
ในกรณีที่มิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ ทำให้โปรตีนเปลี่ยนแปลงไป

102
00:06:47,830 --> 00:06:50,403
และทำงานไม่ได้นะคะ

103
00:06:50,403 --> 00:06:53,474
จะทำให้ไม่มีการสังเคราะห์เมลานิน

104
00:06:53,474 --> 00:06:57,474
และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

105
00:06:57,943 --> 00:07:01,943
หรือถ้าหากว่ามิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ

106
00:07:05,181 --> 00:07:07,581
ทำให้ไม่มีการสร้างโปรตีนหรือสังเคราะห์โปรตีนเกิดขึ้นเลยนะคะ ก็จะส่งผลให้มีการสังเคราะห์เมลานิน

107
00:07:07,581 --> 00:07:11,581
และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

108
00:07:12,388 --> 00:07:13,321
จะเห็นได้ว่านะคะ จากการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหรือมิวเทชัน

109
00:07:13,321 --> 00:07:17,321
นี่ไม่ได้ทำให้

110
00:07:20,440 --> 00:07:21,910
เกิดการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมเสมอไปนะคะ ขึ้นกับว่าการเกิดมิวเทชันนี่จะส่งผลกับโปรตีนที่สังเคราะห์ได้หรือไม่นะคะ

111
00:07:21,910 --> 00:07:23,430
แล้วถ้ามันส่งผล

112
00:07:23,430 --> 00:07:25,874
มันส่งผลอย่างไรค่ะ

113
00:07:25,874 --> 00:07:29,600
ซึ่งผลที่เกิดขึ้นนะคะ

114
00:07:29,600 --> 00:07:33,254
เกิดได้ทั้งผลดีและผลเสียก็ได้ค่ะ

115
00:07:33,254 --> 00:07:37,254
ที่ผ่านมาเราเห็นกันแต่ตัวอย่างผลเสียใช่ไหมคะ

116
00:07:38,708 --> 00:07:42,708
เช่น การเกิดโรคทารัสซิเมียนะ คราวนี้เรามาดูกันดีกว่าว่าตัวอย่างที่เป็นผลดีมีอะไรบ้างค่ะ

117
00:07:45,134 --> 00:07:47,022
ในบางกรณีนะคะ มิวเทชันอาจทำให้การอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตดีขึ้นนะคะ

118
00:07:47,022 --> 00:07:49,725
ตัวอย่างเช่น

119
00:07:49,725 --> 00:07:51,421
มิวเทชันที่ทำให้ไม่มีการสังเคราะห์

120
00:07:51,421 --> 00:07:53,805
แอนติเจนดัฟฟี่นะคะ

121
00:07:53,805 --> 00:07:57,415
บนผิวของเซลล์เม็ดเลือดแดง

122
00:07:57,415 --> 00:08:01,415
ซึ่งส่งผลให้มีความต้านทานต่อการติดเชื้อมาลาเรียค่ะ

123
00:08:03,626 --> 00:08:07,626
นอกจากนี้นะคะ มิวเทช่นยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรมนะคะ

124
00:08:09,217 --> 00:08:10,330
ทั้งความแตกต่างของลำดับนิวคลีโอไทด์นะคะ และความแตกต่างในลักษณะ

125
00:08:10,330 --> 00:08:14,330
ที่ปรากฏค่ะ

126
00:08:16,954 --> 00:08:20,916
ซึ่งความหลากหลายในความพันธุกรรมนี้นะคะ มีความสำคัญอย่างมากเลยต่อการเกิดวิวัฒนาการ

127
00:08:20,916 --> 00:08:24,884
ซึ่งเดี๋ยวนักเรียนค่ะ จะได้ศึกษาต่อไปในหัวข้อที่ 4.5 ค่ะ

128
00:08:24,884 --> 00:08:27,321
คราวนี้นะคะ คุณครูก็อยากจะให้นักเรียน

129
00:08:27,321 --> 00:08:31,321
นี่ลองสืบค้นตัวอย่างเพิ่มเติมนะคะ

130
00:08:32,616 --> 00:08:36,616
ทั้งในกรณีของมิวเทชันที่ทำให้เกิดโรค มิวเทชันที่

131
00:08:38,655 --> 00:08:42,655
ก่อให้เกิดผลดีต่อสิ่งมีชีวิต แล้วก็กรณีของมิวเทชันที่ไม่ส่งผลใด ๆ ต่อสิ่งมี

132
00:08:42,876 --> 00:08:46,505
ชีวิตนะคะ อันนี้เพื่อที่นักเรียนจะได้เห็นตัวอย่างที่หลากหลายในกรณีที่แตกต่างกันค่ะ

133
00:08:46,505 --> 00:08:50,505
คราวนี้นะคะ เรามาเรียนกันมาตั้งเยอะแล้วนะ

134
00:08:51,374 --> 00:08:55,374
แล้วเราสามารถเอาความรู้ที่เราต้องเรียนมานี่มาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อตัวเราเองได้อย่างไรนะคะ

135
00:08:58,646 --> 00:09:02,646
ก่อนอื่นต้องบอกว่ามิวเทชันนี่สามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเกิดได้ในทุกเซลล์นะคะ

136
00:09:03,997 --> 00:09:05,306
โดยมิวเทชันที่เกิดขึ้นในเซลล์สืบพันธุ์นี่ จะสามารถที่จะถ่ายทอดไปต่อรุ่น

137
00:09:05,306 --> 00:09:09,306
ต่อ ๆ ไปได้นะคะ

138
00:09:09,617 --> 00:09:13,617
อย่างไรก็ตามนิวเทชั่นที่เกิดขึ้นกับเซลล์ร่างกายของเรานี่

139
00:09:22,463 --> 00:09:22,638
ไม่สามารถที่จะถ่ายทอดไปยังรุ่นถัดไปได้นะคะ

140
00:09:22,638 --> 00:09:25,100
แต่ว่าไม่สามารถ

141
00:09:25,100 --> 00:09:26,568
ตัวอย่างก็เช่นนะคะ กรณีของ

142
00:09:26,568 --> 00:09:30,568
มะเร็งหลาย ๆ ชนิดค่ะ

143
00:09:34,184 --> 00:09:35,807
ซึ่งมิวเทชันนะคะ สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ โดยที่อาจจะมีปัจจัยบางอย่างนะคะ ที่ทำให้เกิดมิวเทชันใน

144
00:09:35,807 --> 00:09:39,057
อัตราที่สูงขึ้นได้นะคะ

145
00:09:39,057 --> 00:09:40,805
เช่น เส้นรังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์

146
00:09:40,805 --> 00:09:42,372
รังสีแกมมา

147
00:09:42,372 --> 00:09:46,372
ภายในควันบุหรี่นะคะ

148
00:09:49,103 --> 00:09:53,103
โดยที่รังสีหรือสารเคมีดังกล่าวเหล่านี้นะคะ ก่อให้เกิดมิวเทชัน

149
00:09:56,548 --> 00:10:00,548
ที่ทำให้เซลล์เพิ่มจำนวนโดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้นะคะ ก็อาจจะส่งผลให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ค่ะ

150
00:10:03,224 --> 00:10:07,224
ในกรณีของมะเร็งผิวหนังนะคะ การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตในแสงแดดนะคะ

151
00:10:07,513 --> 00:10:11,513
จะเป็นการเพิ่มโอกาสการเกิดมิวเทชันในเซลล์ผิวหนัง

152
00:10:13,294 --> 00:10:17,152
ดังนั้นนะคะ การหลีกเลี่ยงการออกไปกลางแจ้ง หรือการใช้ครีมกันแดด

153
00:10:17,152 --> 00:10:18,907
นี่ ก็อาจจะช่วยลดโอกาสในการเกิดมิวเทชันดังกล่าวนะคะ

154
00:10:18,907 --> 00:10:22,043
แล้วก็

155
00:10:22,043 --> 00:10:25,008
ลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ค่ะ

156
00:10:25,008 --> 00:10:26,522
เดี๋ยวลองมาดูอีกสักตัวอย่างหนึ่งนะคะ

157
00:10:26,522 --> 00:10:28,134
การสูบบุหรี่นะคะ

158
00:10:28,134 --> 00:10:30,121
เป็นการเพิ่มความเสี่ยง

159
00:10:30,121 --> 00:10:34,096
มะเร็งในปอดค่ะ

160
00:10:34,096 --> 00:10:35,655
เพราะว่าทาร์และฟอร์มาลดีไฮด์ในควันบุหรี่นะคะ เพิ่มโอกาส

161
00:10:35,655 --> 00:10:38,393
มิวเทชันในเซลล์ปอด

162
00:10:38,393 --> 00:10:41,619
ดังนั้น การไม่สูบบุหรี่หรือการ

163
00:10:41,619 --> 00:10:43,712
หลีกเลี่ยงสูดดมควันบุหรี่นะคะ ก็จะช่วยลดโอกาสในการ

164
00:10:43,712 --> 00:10:47,712
เกิดโรคมะเร็งปอดได้เช่นเดียวกันค่ะ

165
00:10:50,539 --> 00:10:54,539
นอกจากการรักษาสุขภาพแล้วนะคะ มนุษย์นี่ก็มีการนำความรู้ในเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมนะคะ

166
00:10:56,601 --> 00:11:00,601
มาประยุกต์ใช้ประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ด้วย นักเรียนลองคิดดูนะคะ ว่าจะเคยได้ยินหรือเคยได้รับรู้

167
00:11:02,194 --> 00:11:06,189
ข้อมูลเกี่ยวกับการนำความรู้เรื่องนี้มาใช้ประโยชน์จากข่าวหรือจากแหล่งอื่น ๆ บ้างนะคะ สำหรับ

168
00:11:06,189 --> 00:11:10,189
ตอนนี้นะคะ เดี๋ยวครูจะยกตัวอย่างบางตัวอย่างให้ดูค่ะ

169
00:11:10,291 --> 00:11:14,291
ตัวอย่างการประยุกต์ใช้หลัก

170
00:11:15,641 --> 00:11:19,641
การเกิดมิวเทชันนะคะ เพื่อชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะตามที่ต้องการนะคะ

171
00:11:22,532 --> 00:11:26,532
โดยอันนี้จะเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับเรื่องการใช้รังสีนะคะ เช่น การฉายรังสีแกมมาให้กับเนื้อเยื่อ

172
00:11:26,742 --> 00:11:30,219
ให้หน่อหรือเหง้าพุทธรักษา เพื่อชักนำให้เกิดมิวเทชัน

173
00:11:30,219 --> 00:11:32,344
ทั้ง 3 สีนะคะ

174
00:11:32,344 --> 00:11:35,283
ที่ทำให้สีดอกเปลี่ยน

175
00:11:35,283 --> 00:11:39,283
แล้วก็คัดเลือกต้นที่มีดอกสีใหม่นะคะ

176
00:11:40,856 --> 00:11:44,856
ทำให้ได้พุทธรักษาที่มีลักษณะใหม่ ที่มีสีต่าง ๆ เพิ่มขึ้นค่ะ

177
00:11:46,903 --> 00:11:50,903
อีกตัวอย่างหนึ่งนะคะ คือ การใช้รังสีนะคะ เพื่อสร้างดอกทิวลิปที่มีสีดอกที่หลากหลายค่ะ

178
00:11:51,219 --> 00:11:55,219
นอกจากการใช้รังสีแล้วนะคะ ก็อาจจะมีการใช้ในส่วนของ

179
00:11:56,745 --> 00:12:00,745
การใช้สารเคมีนะคะ เพื่อที่จะยับยั้งการแยกของโครโมโซมในระหว่างการแบ่งเซลล์

180
00:12:01,234 --> 00:12:04,086
เพื่อสร้างพืชที่มีจำนวนชุดหรือโครโมโซมเพิ่มขึ้นนะคะ

181
00:12:04,086 --> 00:12:06,590
อาจจะเป็นเพื่อเพิ่มขนาดดอกหรือผลนะคะ

182
00:12:06,590 --> 00:12:08,844
หรือเพื่อเพิ่มปริมาณการ

183
00:12:08,844 --> 00:12:12,844
ผลิตสารที่ต้องการ

184
00:12:16,414 --> 00:12:18,782
นะคะ หรือเพื่อได้ต้นพืชที่ไร้เมล็ดค่ะ อันนี้นะคะ นักเรียนอาจจะไปสืบค้นเพิ่มเติมดูนะคะ ว่าตัวอย่างเช่น

185
00:12:18,782 --> 00:12:22,681
ที่คุณครูยกนี่มีตัวอย่างเป็นอย่างไรกันบ้างนะคะ

186
00:12:22,681 --> 00:12:24,808
นอกจากการใช้ความรู้เกี่ยวกับมิวเทชันนะคะ

187
00:12:24,808 --> 00:12:28,808
เพื่อการรักษาสุขภาพ

188
00:12:30,187 --> 00:12:34,187
และการชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิตตามลักษณะที่ต้องการแล้วนะคะ มนุษย์

189
00:12:37,645 --> 00:12:41,645
ยังมีการนำความรู้เกี่ยวกับพันธุศาสตร์และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องนะคะ มาประยุกต์ใช้ในด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน

190
00:12:42,589 --> 00:12:46,589
ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้เรียนในข้อต่อไปนะคะ ซึ่งก็คือหัวข้อที่ 4.4 ค่ะ

191
00:12:51,471 --> 00:12:55,471
ค่ะ จากที่นักเรียนเรียนมาทั้งหมดนะคะ เดี๋ยวเรามาลองตอบคำถามเพื่อที่จะตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนการดูดีกว่านะ

192
00:12:57,293 --> 00:13:01,293
ลองดูสิว่าข้อความต่อไปนี้นักเรียนคิดว่าเป็นข้อความที่ถูกต้องหรือว่าผิดนะคะ

193
00:13:02,091 --> 00:13:06,091
ข้อแรกนะคะ มิวเทชันจะส่งผลต่อ

194
00:13:07,104 --> 00:13:10,660
สิ่งมีชีวิต ถ้ามิวเทชันนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน

195
00:13:10,660 --> 00:13:13,865
นักเรียนคิดว่าถูกหรือผิดคะ

196
00:13:13,865 --> 00:13:16,115
เฉลยเลยนะคะ

197
00:13:16,115 --> 00:13:16,985
คำตอบที่ถูก ก็คือ

198
00:13:16,985 --> 00:13:20,985
ผิดค่ะ

199
00:13:23,686 --> 00:13:27,592
เราเรียนกันมาเมื่อครู่แล้วนะว่าการเกิดมิวเทชันนี่ มันอาจจะทำให้เกิดผลดี

200
00:13:27,592 --> 00:13:31,203
หรือผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตนั้นก็ได้ใช่ไหมคะ

201
00:13:31,203 --> 00:13:33,089
มาที่คำถามข้อที่ 2 นะคะ

202
00:13:33,089 --> 00:13:37,089
ถ้าชายคนหนึ่งสูบบุหรี่จัด

203
00:13:37,383 --> 00:13:39,749
และสารในบุหรี่ส่งผลให้เกิดมิวเทชันในเซลล์ปอด

204
00:13:39,749 --> 00:13:42,245
และทำให้เกิดมะเร็งปอด

205
00:13:42,245 --> 00:13:43,073
เมื่อชายคนดังกล่าวนะคะ

206
00:13:43,073 --> 00:13:47,073
มีลูก

207
00:13:47,097 --> 00:13:50,112
จะสามารถถ่ายทอดมิวเทชันดังกล่าวให้ลูกได้

208
00:13:50,112 --> 00:13:53,121
นักเรียนคิดว่าถูกหรือผิดคะ

209
00:13:53,121 --> 00:13:55,368
คำตอบนะคะ

210
00:13:55,368 --> 00:13:59,368
ผิดค่ะ

211
00:14:01,213 --> 00:14:05,213
เพราะว่าอะไรคะ เพราะว่ามิวเทชันอันนี้เกิดในเซลล์ปอดใช่ไหมคะ

212
00:14:07,237 --> 00:14:08,050
แต่ว่ามิวเทชันที่จะส่งต่อไปยังลูกได้นี่ จะต้องเป็นมิวเทชันที่เกิดในเซลล์

213
00:14:08,050 --> 00:14:12,050
สืบพันธุ์ค่ะ

214
00:14:15,521 --> 00:14:19,521
จากที่เราได้เรียนมานะคะ คราวนี้เดี๋ยวเรามาลองสรุปเนื้อหาในบทเรียนกันค่ะ

215
00:14:21,569 --> 00:14:23,881
การเปลี่ยนแปลงลำดับของนิวคลีโอไทด์จัดเป็นมิวเทชัน ซึ่งอาจเกิดในระดับยีน

216
00:14:23,881 --> 00:14:27,881
หรือในระดับโครโมโซม

217
00:14:30,151 --> 00:14:34,151
มิวเทชันนะคะ อาจก่อให้เกิดผลเสียผลดีหรือไม่ส่งผลใด ๆ ต่อสิ่งมีชีวิตได้ค่ะ

218
00:14:35,516 --> 00:14:38,111
อยู่กับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนั้นส่งผลให้โปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้นเปลี่ยนแปลงหรือไม่

219
00:14:38,111 --> 00:14:42,111
อย่างไรค่ะ มนุษย์นะคะ

220
00:14:45,011 --> 00:14:49,002
ได้มีการประยุกต์ใช้หลักการของการเกิดมิวเทชันในการชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิตที่มีลักษณะ

221
00:14:49,002 --> 00:14:53,002
แตกต่างจากเดิม โดยการใช้รังสีและสารเคมีค่ะ

222
00:14:54,271 --> 00:14:58,039
จบลงไปแล้วนะคะ กับหัวข้อการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม

223
00:14:58,039 --> 00:15:00,401
โดยหัวข้อที่นักเรียนจะได้ศึกษาต่อไป ก็คือ

224
00:15:00,401 --> 00:15:02,961
เทคโนโลยีทาง DNA ค่ะ

225
00:15:02,961 --> 00:15:04,489
สำหรับตอนนี้ สวัสดีค่ะ

226
00:15:04,489 --> 00:15:08,489
[เสียงดนตรี]

