﻿1
00:00:09,124 --> 00:00:13,124
[เสียงดนตรี]

2
00:00:26,939 --> 00:00:30,939

3
00:00:30,942 --> 00:00:34,942

4
00:00:38,945 --> 00:00:42,945
(คุณครูปุญญาพร)

5
00:00:46,953 --> 00:00:50,953
การสอนหัวข้อที่ 4.3 การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ข้อนี้นะคะ อยู่ภายใต้บทที่ 4

6
00:00:54,831 --> 00:00:58,831
เรื่องพันธุกรรมและวิวัฒนาการ

7
00:00:59,403 --> 00:01:01,567
ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเรียน หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพ มัธยมศึกษาปีที่ 4

8
00:01:01,567 --> 00:01:05,567
ค่ะ จุดประสงค์นะคะ เพื่อที่จะให้นักเรียนสามารถ

9
00:01:09,154 --> 00:01:13,154
อธิบาย และยกตัวอย่างมิวเทชัน และยกตัวอย่าง

10
00:01:14,662 --> 00:01:15,929
ต่อการแสดงลักษณะ ทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิต และ

11
00:01:15,929 --> 00:01:18,571
ยกตัวอย่างการนำมิวเทชันไปใช้ประโยชน์ค่ะ นักเรียนคงจะเคย

12
00:01:18,571 --> 00:01:22,571
ได้ยินเกี่ยวกับการรณรงค์นะคะ ให้หลีกเลี่ยงหรืออาจจะเป็นสาร

13
00:01:26,971 --> 00:01:28,996
อันตรายจากแสงแดดนะคะ โดยจะเป็นการแนะนำให้

14
00:01:28,996 --> 00:01:30,022
อยู่กลางแจ้งหรือว่าให้ใ้ครีมกันแดดนะคะ

15
00:01:30,022 --> 00:01:34,022
นักเรียนคิดว่าเพราะอะไร ถึงได้มีการรณรงค์เหล่านี้เกิดขึ้นคะ

16
00:01:34,271 --> 00:01:37,119
ค่ะ คำตอบนะคะ ก็คือ

17
00:01:37,119 --> 00:01:41,119
เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV ในแสงแดด

18
00:01:43,382 --> 00:01:47,382
นะคะ จะเพิ่มความเสี่ยง ในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนัง

19
00:01:49,417 --> 00:01:49,697
ซึ่งนักเรียนสามารถใช้ความรู้ในเรื่องของ

20
00:01:49,697 --> 00:01:53,697
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมนะคะ มาอธิบายในกรณีนี้ได้

21
00:01:57,410 --> 00:02:01,410
ค่ะ  ค่ะ กลับมาที่รูปนี้กันอีกครั้งนะคะ ลองดูที่ ยีน  นักเรียนคิดว่า ยีนหนึ่งยีนกัน นักเรียนคิดว่า

22
00:02:06,297 --> 00:02:07,287
ทำไมยีน 1 ยีนนี่ถึงได้มีแอลลีลได้มากกว่า 1 แอลลีลคะ

23
00:02:07,287 --> 00:02:11,287
คำตอบ ก็คือ เพราะว่า สาร DNA นี่

24
00:02:13,824 --> 00:02:16,959
เป็นสารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต ซึ่ง

25
00:02:16,959 --> 00:02:17,063
เปลี่ยนแปลงได้จากการเกิด มิวเทชัน ค่ะ

26
00:02:17,063 --> 00:02:21,063
โดยนิวครีโอไทด์ในบางตำแหน่งนะ 1 ยีนนะคะ อาจเปลี่ยนแปลง

27
00:02:23,200 --> 00:02:27,200
ไป จัดเป็น

28
00:02:30,803 --> 00:02:31,837
มิวเทชัน ที่เกิดขึ้นอาจจะก่อให้เกิดแอลลีลที่แตกต่างออกไป

29
00:02:31,837 --> 00:02:35,837
และทำให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรม ที่เปลี่ยนแปลงไป

30
00:02:38,998 --> 00:02:42,998
เป็นโรคได้  ดังในกรณีตัวอย่างนะคะ ของมิวเทชัน ในยีน ที่ก่อให้เกิดโรคของธารัส

31
00:02:46,576 --> 00:02:49,179
ซึ่งเป็นมิวเทชันที่เกิดจากคลีโอไทด์

32
00:02:49,179 --> 00:02:52,921
ที่เห็นในรูปนะคะ มีการเปลี่ยนจากคู่เบส

33
00:02:52,921 --> 00:02:56,135
ในแอลลีล T ใหญ่ เป็นคู่เบสในแอลลีล t

34
00:02:56,135 --> 00:03:00,135
แต่ว่า การเปลี่ยนแปลงของนิวคลิโอไทด์

35
00:03:02,622 --> 00:03:06,622
เพียง 1 คู่นี้นะคะ ทำให้ได้โปรตีนที่ทำหน้าที่ไม่ได้ตามปกติ จนทำให้กลายเป็นลักษณะของดรคลิวคีเมีย

36
00:03:11,007 --> 00:03:11,764
ค่ะ นอกจากมิวเทชันเกิดได้ในระดับยีนแล้ว

37
00:03:11,764 --> 00:03:15,764
นะคะ  ยังสามารถที่จะเกิดขึ้นในระดับโครโมโซมเช่นเดียว

38
00:03:19,010 --> 00:03:23,010
สำหรับมิวเทชัน ในระดับของโคมโมโซมนะคะ สามารถเกิดได้ทั้งในด้านของโครงสร้างโครโมโซ

39
00:03:27,011 --> 00:03:31,011
ม และในด้านจำนวนโครโมโซมค่ะ ซึ่งทั้งหมดนี้นะคะ อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม

40
00:03:34,656 --> 00:03:38,656
ได้ เดี๋ยวเรามาลองมาดูตัวอย่างกันนะคะ ตัวอย่างมิวเทชันในด้านของโครงสร้างโครโมโซมนะคะ ในส่วนของชิ้นส่วน

41
00:03:41,586 --> 00:03:44,623
ของโครโมโซมนี่ มีการขาดหายไป ทำให้บางแอลลีลหายไป ทำให้

42
00:03:44,623 --> 00:03:48,623
จึงไม่สามารถที่จะกำหนดลักษณะ ที่มันหายไป

43
00:03:50,704 --> 00:03:54,704
นะคะ อย่างในรูปนี่เป็นตัวอย่างอาการของคิดูชานะคะ ซึ่งอาจเกิดจากชิ้นส่วนของ

44
00:03:58,558 --> 00:04:00,354
โครโมโซม คู่ที่ 5 ขาดหายไปค่ะ ส่งผลให้มี

45
00:04:00,354 --> 00:04:04,354
ศีรษะเล็ก

46
00:04:06,064 --> 00:04:10,064
ลักษณะหน้าเปลี่ยน เป็นต้น ต่อมานะคะ เป็นตัวอย่างของนิวเทชัน ในระดับ ในด้านของโครโมโซม

47
00:04:11,597 --> 00:04:14,130
นะคะ โดยโครโมโซมนี่ อาจจะเกิดมาทั้งโครโมโซม หรือ

48
00:04:14,130 --> 00:04:18,130
หายไปทั้งโครโมโซมนะคะ อย่างในรูปนี้นะคะ

49
00:04:20,160 --> 00:04:22,730
เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการดาวน์นะคะ หรือที่เรา

50
00:04:22,730 --> 00:04:26,730
คุ้นหูว่า ดาวซินโดรมนะคะ เิกิจากการที่โครโมโซมคู่ที

51
00:04:31,051 --> 00:04:35,051
่ 21 เกินมาทั้งโครโมโซมค่ะ ซึ่งส่งผลให้มีรูปร่าง เตี้ยนะคะ มีลักษณะมือ

52
00:04:36,094 --> 00:04:40,094
แล้วก็มีนิ้วมือนิ้วเท้าสั้นเป็นต้นค่ะ เดี๋ยวเรามาลองดูกันอีกสักหนึ่งตัวอย่างนะคะ

53
00:04:43,381 --> 00:04:47,381
อันนี้เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการเทิร์นเนอร์นะคะ เป็นอาการ

54
00:04:47,741 --> 00:04:51,741
ที่โครโมโซมเพศ หายไป 1 โครโมโซม

55
00:04:53,630 --> 00:04:57,630
แค่โคมโมโซน x เพียง 1 โครโมโซมค่ะ  ส่งผลให้มี

56
00:04:59,062 --> 00:05:03,062
ลักษณะรูปร่างเตี้ย ลักษณะหน้า

57
00:05:03,062 --> 00:05:04,341
มือและเท้าบวมน้ำและมักจะเป็นหมัน

58
00:05:04,341 --> 00:05:08,341
ค่ะ  ที่เรียนมานี่ ดูเหมือนว่าจะมีแต่คำถาม ที่

59
00:05:11,064 --> 00:05:15,064
แต่การเกิดมิวเทชัน ที่ทำให้เกิดโรคทั้งนั้นเลยนะคะ คราวนี้คำถาม ก็คือนิวเทชัน ก่อให้เกิด

60
00:05:17,870 --> 00:05:21,870
ผลเสียเสมอไปหรือไม่ค่ะ อันนี้นะคะ อยากจะให้นักเรียนลองคิดหาคำตอบดูนะคะ ลองให้เหตุผล

61
00:05:25,260 --> 00:05:25,656
ด้วยว่าเพราะอะไรนักเรียนถึงได้คิดแบบนั้นนะคะ

62
00:05:25,656 --> 00:05:29,656
โดยที่เดี๋ยวคุณครูจะให้เวลาประมาณ 10 วินาทีนะคะ

63
00:05:32,543 --> 00:05:36,381
พร้อม ๆ กันนะคะ เริ่มได้เลยค่ะ [เสียงดนตรี]

64
00:05:36,381 --> 00:05:40,381
(ดร.อรสา) หมดเวลาแล้วนะคะ

65
00:05:41,915 --> 00:05:45,915
คำตอบ ก็คือไม่เสมอไปนะคะ  เนื่องจากว่า

66
00:05:48,622 --> 00:05:52,622
มิวเทชันนี่ อาจจะก่อให้เกิดผลดี

67
00:05:56,460 --> 00:05:59,560
ผลเสียหรือไม่สิ่งผลใด ๆ ต่อสิ่งมีชีวิตเลยก็ได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับ

68
00:05:59,560 --> 00:06:03,560
ว่า สมบัติของโปรตีน ที่สังเคราะหืได้นี่ เปลี่ยนแปลงไไปหรือไม่อย่างไรค่ะ นักเรียนอาจจะสงสัยว่า

69
00:06:04,843 --> 00:06:08,843
ไม่ส่งผลนี่ มาได้อย่างไรนะคะ พูดไปอาจจะยัง

70
00:06:12,044 --> 00:06:14,441
ไม่เห็นภาพนะคะ เดี๋ยวเราลองมาดูตัวอย่างจากการเกิดมิวเทชัน

71
00:06:14,441 --> 00:06:18,441
ที่เกี่ยวข้องกับการมีลักษณะเผือกกันดีกว่า

72
00:06:20,348 --> 00:06:24,348
ค่ะ แอลลีล A  จะกำหนดออกมาเป็นโปรตีน ที่ทำงานได้ตามปกตินะคะ ทำให้มีกระบวนการสังเคราะห์เมลานินสี

73
00:06:29,451 --> 00:06:33,451
เผือกค่ะ แต่หากมิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ ทำให้ได้โปรตีนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังสามารถ

74
00:06:39,106 --> 00:06:43,106
ทำงานได้ตามปกติอยู่นะคะ ก็จะทำให้ยังมีการสังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้น และทำให้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

75
00:06:46,654 --> 00:06:50,654
ในกรณีที่มิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ ทำให้โปรตีนเปลี่ยนแปลงไป และทำงาน

76
00:06:51,852 --> 00:06:52,015
ไม่ได้นะคะ จะทำให้ไม่มีการสังเคราะห์เมลานิน และ

77
00:06:52,015 --> 00:06:56,015
ทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

78
00:06:56,154 --> 00:07:00,154
หรือถ้าหากว่ามิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ ทำให้ไม่มีการสร้างโปรตีน

79
00:07:06,647 --> 00:07:10,647
หรือสังเคราะห์โปรตีนเกิดขึ้นเลยนะคะ ก็จะ

80
00:07:11,108 --> 00:07:15,108
สังเคราะห์เมลานิน และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ จะเห็นได้ว่านะคะ การเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม

81
00:07:18,556 --> 00:07:19,232
ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมเสมอไปนะคะ

82
00:07:19,232 --> 00:07:23,232
ขึ้นอยู่กับว่าการเกิดมิวเทชันนั้น จะส่งผล

83
00:07:26,876 --> 00:07:30,876
ที่สังเคราะห์ได้หรือไม่นะคะ และส่งผลนี่มันส่งผลอย่างไรได้ค่ะ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นนะคะ

84
00:07:35,112 --> 00:07:36,857
หรือผลเสียก็ได้ค่ะ ที่ผ่านมายกตัวอย่างแต่

85
00:07:36,857 --> 00:07:40,857
ผลเสียใช่ไหมคะ เช่น การเกิดโรคทาลัสซีเมียนะคะ

86
00:07:41,067 --> 00:07:45,067
ลองกันดูดีกว่าว่าตัวอย่างผลดีนี่มีอะไรบ้างนะคะ ในบางกรณีนะคะ อาจทำให้มี

87
00:07:50,858 --> 00:07:51,435
การอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตดีขึ้นนะคะ ยกตัวอย่างเช่น

88
00:07:51,435 --> 00:07:55,435
มิวเทชัน ที่ทำให้ไม่มีการสังเคราะห์แอนติเจน

89
00:07:57,531 --> 00:07:58,237
Duffy นะคะ บนเซลล์เม็ดเลือดแดง

90
00:07:58,237 --> 00:08:02,237
มีความต้านทานต่อการติดเชื้อมาราเลียค่ะ ทั้ง

91
00:08:05,627 --> 00:08:09,627
มิวเทชันยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรม

92
00:08:10,659 --> 00:08:14,659
ทั้งความแตกต่างของลำดับนิวคลีโไทบ

93
00:08:15,124 --> 00:08:19,124
ความแตกต่าง ในลักษณะที่ปรากฏค่ะ  ซึ่งความหลากหลายทางพันธุกรรมนี่นะคะ

94
00:08:23,126 --> 00:08:27,126
ต่อการเกิดวิวัฒนาการ ในหัวข้อที่ 4.5 คราวนี้นะคะ เราจะให้นักเรียนลอง

95
00:08:31,129 --> 00:08:35,129
มิวเทชันที่ก่อให้เกิดผลดี ต่อสิ่งมีชีวิต

96
00:08:36,186 --> 00:08:40,186
กรณี ของมิวเทชันที่ไม่ส่งผลใด ๆ ต่อสิ่งมีชีวิตและ

