﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,003 --> 00:00:08,003
[เสียงดนตรี]

3
00:00:08,005 --> 00:00:12,005

4
00:00:12,007 --> 00:00:16,007

5
00:00:16,009 --> 00:00:20,009
[เสียงดนตรี]

6
00:00:20,010 --> 00:00:24,010

7
00:00:24,013 --> 00:00:28,013

8
00:00:28,015 --> 00:00:32,015
(คุณครูปุญญาพร)

9
00:00:32,019 --> 00:00:36,019
การสอนหัวข้อที่ 4.3 การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม

10
00:00:36,019 --> 00:00:40,019

11
00:00:40,025 --> 00:00:44,025
ข้อนี้นะคะ อยู่ภายใต้บทที่ 4

12
00:00:44,026 --> 00:00:48,026
เรื่องพันธุกรรมและวิวัฒนาการ

13
00:00:48,027 --> 00:00:52,027
หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพ มัธยมศึกษาปีที่ 4

14
00:00:52,028 --> 00:00:56,028
ค่ะ จุดประสงค์นะคะ เพื่อที่จะให้นักเรียนสามารถ

15
00:00:56,030 --> 00:01:00,030
อธิบายและยกตัวอย่างมิวเทชัน และยกตัวอย่าง

16
00:01:00,031 --> 00:01:04,031
ต่อการแสดงลักษณะทางพันธุกรรมของสิ่งมีชีวิตและ

17
00:01:04,031 --> 00:01:08,031
ยกตัวอย่างการนำมิวเทชันไปใช้ประโยชน์ค่ะ นักเรียนคงจะเคย

18
00:01:08,034 --> 00:01:12,034
ได้ยินเกี่ยวกับการรณรงค์นะคะ หรืออาจจะเป็นสาร

19
00:01:12,036 --> 00:01:16,036
อันตรายจากแสงแดดนะคะ โดยจะเป็นการแนะนำให้

20
00:01:16,037 --> 00:01:20,037
อยู่กลางแจ้งหรือว่าให้ใ้ครีมกันแดดนะคะ

21
00:01:20,038 --> 00:01:24,038
นักเรียนคิดว่าเพราะอะไรถึงได้มีการรณรงค์เหล่านี้เกิดขึ้นคะ

22
00:01:24,040 --> 00:01:28,040
ค่ะ ค่ะ คำตอบนะคะ ก็คือ

23
00:01:28,043 --> 00:01:32,043
เนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลต หรือ UV ในแสงแดด

24
00:01:32,044 --> 00:01:36,044
นะคะ จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดดรคมะเร้งผิวหนัง

25
00:01:36,045 --> 00:01:40,045
ซึ่งนักเรียนสามารถใช้ความรู้ในเรื่องของ

26
00:01:40,046 --> 00:01:44,046
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมนะคะ มาอธิบายได้

27
00:01:44,047 --> 00:01:48,047
ค่ะ กลับมาที่รูปนี้กันอีกครั้งนะคะ

28
00:01:48,049 --> 00:01:52,049
ลองดูที่ ยีน หนึ่งยีนกัน นักเรียนคิดว่า

29
00:01:52,051 --> 00:01:56,051
ทำไมยีน 1 ยีนนี่ถึงได้มีแอลลีลได้มากกว่า 1 แอลลีลคะ

30
00:01:56,052 --> 00:02:00,052
คำตอบ ก็คือ เพราะว่า สาร DNA นี่

31
00:02:00,054 --> 00:02:04,054
เป็นสารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต ซึ่ง

32
00:02:04,055 --> 00:02:08,055
เปลี่ยนแปลงได้จากการเกิด มิวเทชัน ค่ะ

33
00:02:08,056 --> 00:02:12,056
โดยนิวครีโอไทใน 1 ยีนนะคะ อาจเปลี่ยนแปลง

34
00:02:12,057 --> 00:02:16,057
ไป จัดเป็น

35
00:02:16,058 --> 00:02:20,058
มิวเทชันที่เกิดขึ้นอาจจะก่อให้เกิดแอลลีลที่แตกต่างออกไป

36
00:02:20,059 --> 00:02:24,059
และทำให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมที่เปลี่ยนไป

37
00:02:24,059 --> 00:02:28,059
เป็นโรคได้ ดังในกรณีตัวอย่างนะคะ

38
00:02:28,061 --> 00:02:32,061
ของมิวเทชัน ที่ก่อให้เกิดโรคของธารัส

39
00:02:32,062 --> 00:02:36,062
ซึ่งเป็นมิวเทชันที่เกิดจากคลีโอไทด์

40
00:02:36,063 --> 00:02:40,063
ในรูปนะคะ มีการเปลี่ยนจากคู่เบส

41
00:02:40,064 --> 00:02:44,064
ในแอลลีล T ใหญ่เป็นคู่เบสในแอลลีล t

42
00:02:44,066 --> 00:02:48,066
แต่ว่า การเปลี่ยนแปลงของนิวคลิโอไทด์

43
00:02:48,068 --> 00:02:52,068
นะคะ ทำให้ได้โปรตีนที่ทำหน้าที่ไม่ได้ตามปกติ

44
00:02:52,069 --> 00:02:56,069
จนทำให้กลายเป็นลักษณะของดรคลิวคีเมีย

45
00:02:56,070 --> 00:03:00,070
ค่ะ นอกจากมิวเทชันเกิดได้ในระดับยีนแล้ว

46
00:03:00,071 --> 00:03:04,071
นะคะ  ยังสามารถที่จะเกิดขึ้นมนระดับโครโมโซมเช่นเดียวก

47
00:03:04,072 --> 00:03:08,072
สำหรับมิวเทชันในระดับของโคมโมโซม

48
00:03:08,073 --> 00:03:12,073
นะคะ สามารถเกิดได้ทั้งในด้านของโครงสร้างโครดมโซ

49
00:03:12,074 --> 00:03:16,074
และในด้านจำนวนโครโมโซมค่ะ ซึ่งทั้งหมดนี้นะคะ

50
00:03:16,088 --> 00:03:20,088
อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรม

51
00:03:20,089 --> 00:03:24,089
ลองมาดูตัวอย่างกันนะคะ ตัวอย่างมิวเทชัน

52
00:03:24,090 --> 00:03:28,090
ในด้านของโครงสร้างโครโมโซมนะคะ ในส่วนของชิ้นส่วน

53
00:03:28,091 --> 00:03:32,091
ของโครโมโซมนี่มีการขาดหายไป ทำให้บางแอลลีลหายไป ทำให้

54
00:03:32,093 --> 00:03:36,093
จึงไม่สามารถที่จะกำหนดลักษณะที่มันหายไป

55
00:03:36,094 --> 00:03:40,094
นะคะ อย่างในรูปนี่เป็นตัวอย่างอาการของ

56
00:03:40,097 --> 00:03:44,097
คิดูชานะคะ ซึ่งอาจเกิดจากชิ้นส่วนของ

57
00:03:44,098 --> 00:03:48,098
โครโมโซมคู่ที่ 5 ขาดหายไปค่ะ ส่งผลให้มี

58
00:03:48,100 --> 00:03:52,100
ศีรษะเล็ก ส่งผลให้

59
00:03:52,101 --> 00:03:56,101
เป็นต้น ต่อมานะคะ เป็นตัวอย่าง

60
00:03:56,103 --> 00:04:00,103
ของนิวเทชัน ในระดับ ในด้านของโครโมโซม

61
00:04:00,105 --> 00:04:04,105
นะคะ โดยโครโมโซมนี่อาจจะเกิดมาทั้งโครโมโซม หรือ

62
00:04:04,109 --> 00:04:08,109
หายไปทั้งโครโมโซมนะคะ อย่างในรูปนี้นะคะ

63
00:04:08,111 --> 00:04:12,111
เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการดาวน์นะคะ หรือที่เรา

64
00:04:12,113 --> 00:04:16,113
คุ้นหู๔ว่า ดาวซินโดรมนะคะ เกิืดจากการที่โครโมโซมคู่ที

65
00:04:16,113 --> 00:04:20,113
21 เกินมาทั้งโครโมโซมค่ะ ซึ่งส่งผลให้

66
00:04:20,115 --> 00:04:24,115
มีรูปร่าง เตี้ยนะคะ มีลักษณะมือ

67
00:04:24,118 --> 00:04:28,118
แล้วก็มีนิ้วมือนิ้วเท้าสั้นเป็นต้นค่ะ

68
00:04:28,120 --> 00:04:32,120
เดี๋ยวเรามาลองดูกันอีกสักหนึ่งตัวอย่างนะคะ

69
00:04:32,121 --> 00:04:36,121
อันนี้เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการเทิร์นเนอร์นะคะ เป็นอาการ

70
00:04:36,122 --> 00:04:40,122
ที่โครโมโซมเพส หายไป 1 โครโมโซม

71
00:04:40,123 --> 00:04:44,123
แค่โคมโมโซน x เพียง 1 โครโมโซม ส่งผลให้มีรูปร่างเต

72
00:04:44,124 --> 00:04:48,124
รูปร่างเตี้ย ลีกษณะหน้าเล

73
00:04:48,125 --> 00:04:52,125
มือและเท้าบวมน้ำและมักจะเป็นหมัน

74
00:04:52,127 --> 00:04:56,127
ค่ะ ที่เรียนมานี่ ดูเหมือนว่าจะมีแต่คำถามที่

75
00:04:56,127 --> 00:05:00,127
แต่การเกิดมิวเทชันที่ทำให้เกิดโรคทั้งนั้นเลยนะคะ

76
00:05:00,128 --> 00:05:04,128
คราวนี้คำถามก็คือ นิวเทชัน ก่อให้เกิด

77
00:05:04,129 --> 00:05:08,129
ผลเสียเสมอไปหรือไม่ค่ะ อันนี้นะคะ อยากจะให้นักเรียน

78
00:05:08,130 --> 00:05:12,130
ลองคิดหาคำตอบดูนะคะ

79
00:05:12,131 --> 00:05:16,131
ด้วยว่าเพราะอะไรนักเรียนถึงได้คิดแบบนั้นนะคะ

80
00:05:16,131 --> 00:05:20,131
โดยที่เดี๋ยวคุณครูจะให้เวลาประมาณ 10 วินาทีนะคะ

81
00:05:20,133 --> 00:05:24,133
พร้อม ๆ กันนะคะ เริ่มได้เลยค่ะ

82
00:05:24,134 --> 00:05:28,134
[เสียงดนตรี]

83
00:05:28,135 --> 00:05:32,135

84
00:05:32,136 --> 00:05:36,136
หมดเวลาแล้วนะคะ

85
00:05:36,138 --> 00:05:40,138
คำตอบ ก็คือไม่เสมอไปนะคะ เนื่องจากว่า

86
00:05:40,140 --> 00:05:44,140
มิวเทชันนี่ อาจจะก่อให้เกิดผลดี

87
00:05:44,144 --> 00:05:48,144
หรือไม่สิ่งผลใด ๆ ต่อสิ่งมีชีวิตเลยก็ได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับ

88
00:05:48,145 --> 00:05:52,145
ว่า สมบัติของโปรตีนที่สัง

89
00:05:52,148 --> 00:05:56,148
ไปหรือไม่อย่างไรค่ะ นักเรียนอาจจะสงสัยว่า

90
00:05:56,152 --> 00:06:00,152
ไม่ส่งผลนี่ มาได้อย่างไรนะคะ พูดไปอาจจะยัง

91
00:06:00,155 --> 00:06:04,155
ไม่เห็นภาพนะคะ เดี๋ยวเราลองมาดูตัวอย่างจากการเกิดมิวเทชัน

92
00:06:04,156 --> 00:06:08,156
ที่เกี่ยวข้องกับการมีลัษณะเผือกกันดีกว่า

93
00:06:08,157 --> 00:06:12,157
นะคะ จะกำหนดออกมาเป็นโปรตีนที่ทำงานได้ตามปกตินะคะ

94
00:06:12,158 --> 00:06:16,158
ทำให้มีกระบวนการสังเคราะห์เมลานินสี

95
00:06:16,158 --> 00:06:20,158
เผือกค่ะ แต่หากมิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ

96
00:06:20,160 --> 00:06:24,160
ทำให้ได้โปรตีนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่ยังสามารถ

97
00:06:24,161 --> 00:06:28,161
ทำงานได้ตามปกติอยู่นะคะ ก็จะทำให้ยังมีการสังเคราะห์

98
00:06:28,162 --> 00:06:32,162
เมลานินเกิดขึ้น และทำให้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

99
00:06:32,162 --> 00:06:36,162
ในกรณีที่มิวเทชันที่เกิดขึ้น

100
00:06:36,164 --> 00:06:40,164
นะคะ ทำให้โปรตีนเปลี่ยนแปลงไปและทำงาน

101
00:06:40,165 --> 00:06:44,165
ไม่ได้นะคะ จะทำให้ไม่มีการสังเคราะห์เมลานิน และ

102
00:06:44,165 --> 00:06:48,165
ทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

103
00:06:48,167 --> 00:06:52,167
หรือถ้าหากว่ามิวเทชันที่เกิดขึ้นทำให้ไม่มีการสร้างโปรตีน

104
00:06:52,169 --> 00:06:56,169
หรือสังเคราะห์โปรตีนเกิดขึ้นเลยนะคะ ก็จะท

105
00:06:56,170 --> 00:07:00,170
สังเคราะห์เมลานินและทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

106
00:07:00,171 --> 00:07:04,171
จะเห็นได้ว่านะคะ การเปลี่ยนแปลงพันธุกรรม

107
00:07:04,172 --> 00:07:08,172
ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมเสมอไปนะคะ

108
00:07:08,173 --> 00:07:12,173
ขึ้นอยู่กับว่าการเกิดมิวเทชันนั้น จะส่งผล

109
00:07:12,174 --> 00:07:16,174
ที่สังเคราะห์ได้หรือไม่นะคะ และส่งผลนี่มันส่งผลอย่างไร

110
00:07:16,176 --> 00:07:20,176
ได้ค่ะ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นนะคะ

111
00:07:20,177 --> 00:07:24,177
หรือผลเสียก็ได้ค่ะ ที่ผ่านมายกตัวอย่างแต่

112
00:07:24,178 --> 00:07:28,178
ผลเสียใช่ไหมคะ เช่น การเกิดโรคทาลัสซีเมียนะคะ

113
00:07:28,180 --> 00:07:32,180
ลองกันดูดีกว่าว่าตัวอย่างผลดีนี่มีอะไรบ้างนะคะ

114
00:07:32,182 --> 00:07:36,182
ในบางกรณีนะคะ อาจทำให้มี

115
00:07:36,183 --> 00:07:40,183
การอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตดีขึ้นนะคะ ยกตัวอย่างเช่น

116
00:07:40,184 --> 00:07:44,184
มิวเทชัน ที่ทำให้ไม่มีการสังเคราะห์แอนติเจน

117
00:07:44,185 --> 00:07:48,185
Duffy นะคะ บนเซลล์เม็ดเลือดแดง

118
00:07:48,186 --> 00:07:52,186
มีความต้านทานต่อการติดเชื้อมาราเลียค่ะ ทั้ง

119
00:07:52,187 --> 00:07:56,187
มิวเทชันยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรม

120
00:07:56,188 --> 00:08:00,188
ทั้งความแตกต่างของลำดับนิวคลีโไทบ

121
00:08:00,189 --> 00:08:04,189
ความแตกต่างในลักษณะที่ปรากฏค่ะ ซึ่ง

122
00:08:04,190 --> 00:08:08,190
ความหลากหลายทางพันธุกรรมนี่นะคะ

123
00:08:08,191 --> 00:08:12,191
ต่อการเกิดวิวัฒนาการ

124
00:08:12,192 --> 00:08:16,192
ในหัวข้อที่ 4.5 คราวนี้นะคะ เราจะให้นักเรียนลอง

125
00:08:16,193 --> 00:08:20,193

126
00:08:20,193 --> 00:08:24,193

127
00:08:24,195 --> 00:08:28,195
มิวเทชันที่ก่อให้เกิดผลดีต่อสิ่งมีชีวิต

128
00:08:28,198 --> 00:08:32,198
กรณีของมิวเทชันที่ไม่ส่งผลใด ๆ ต่อสิ่งมีชีวิตและ

129
00:08:32,198 --> 00:08:36,198

130
00:08:36,198 --> 00:08:40,198

131
00:08:40,200 --> 00:08:44,200

132
00:08:44,201 --> 00:08:48,201
นะคะ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่า มิวเทชัน

133
00:08:48,206 --> 00:08:52,206

134
00:08:52,207 --> 00:08:56,207

135
00:08:56,208 --> 00:09:00,208

136
00:09:00,209 --> 00:09:04,209

137
00:09:04,212 --> 00:09:07,211

138
00:09:08,216 --> 00:09:08,217

139
00:09:44,244 --> 00:09:47,247

140
00:09:48,247 --> 00:09:51,248

141
00:09:52,249 --> 00:09:55,253

142
00:09:56,251 --> 00:09:59,254

143
00:10:00,254 --> 00:10:03,257

144
00:10:04,257 --> 00:10:07,260

145
00:10:08,258 --> 00:10:11,262

146
00:10:12,260 --> 00:10:15,264

147
00:10:16,263 --> 00:10:19,266

148
00:10:20,264 --> 00:10:23,267

149
00:10:24,267 --> 00:10:27,271

150
00:10:28,269 --> 00:10:31,272

151
00:10:32,271 --> 00:10:35,274

152
00:10:36,273 --> 00:10:39,276

153
00:10:40,276 --> 00:10:43,279

154
00:10:44,278 --> 00:10:47,281

155
00:10:48,280 --> 00:10:51,282

156
00:10:52,284 --> 00:10:55,285

157
00:10:56,286 --> 00:10:59,287

158
00:11:00,288 --> 00:11:03,289

159
00:11:04,290 --> 00:11:07,294

160
00:11:08,292 --> 00:11:11,295

161
00:11:12,294 --> 00:11:15,296

162
00:11:16,295 --> 00:11:19,296

163
00:11:20,297 --> 00:11:23,299

164
00:11:24,299 --> 00:11:27,302

165
00:11:28,303 --> 00:11:31,307

166
00:11:32,305 --> 00:11:35,308

167
00:11:36,307 --> 00:11:39,310

168
00:11:40,309 --> 00:11:43,314

169
00:11:44,311 --> 00:11:47,314

170
00:11:48,312 --> 00:11:51,315

171
00:11:52,315 --> 00:11:55,318

172
00:11:56,318 --> 00:11:59,321

173
00:12:00,320 --> 00:12:03,323

174
00:12:04,322 --> 00:12:07,325

175
00:12:08,327 --> 00:12:11,329

176
00:12:12,329 --> 00:12:15,332

177
00:12:16,331 --> 00:12:19,333

178
00:12:20,334 --> 00:12:23,336

179
00:12:24,339 --> 00:12:27,342

180
00:12:28,341 --> 00:12:31,344

181
00:12:32,343 --> 00:12:35,345

182
00:12:36,345 --> 00:12:39,346

183
00:12:40,347 --> 00:12:43,351

184
00:12:44,351 --> 00:12:47,354

185
00:12:48,353 --> 00:12:51,353

186
00:12:52,355 --> 00:12:55,356

187
00:12:56,356 --> 00:12:56,356

188
00:13:00,358 --> 00:13:00,360

189
00:13:04,361 --> 00:13:04,366


