﻿1
00:00:18,965 --> 00:00:22,965
[เสียงดนตรี]

2
00:00:33,552 --> 00:00:37,552
(คุณครูปาณิก) สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกคน

3
00:00:45,033 --> 00:00:49,033
เข้าสู่หัวข้อที่ 2.2 เรื่องการรักษา

4
00:00:49,248 --> 00:00:53,248
ดุลยภาพของกรด-เบสของเลือด และหัวข้อที่ 2.3 เรื่องการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิ

5
00:00:53,394 --> 00:00:57,394
ภายในร่างกาย โดยครูปาณิก เวียงชัย เป็นผู้ให้ความรู้ค่ะ

6
00:01:02,996 --> 00:01:06,996
2 หัวข้อนี้นะคะ เป็น 2 หัวข้อย่อย จากทั้งหมด 4 หัวข้อในบทที่ 2 รักษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์

7
00:01:07,909 --> 00:01:11,909
หัวข้อที่ 2.2 และ 2.3 นี่นะคะ

8
00:01:15,319 --> 00:01:17,087
มีจุดประสงค์การเรียนรู้ด้วยทั้งหมด 3 หัวข้อ

9
00:01:17,087 --> 00:01:20,507
ดังรูปค่ะ นักเรียนพร้อมแล้วหรือยังคะ

10
00:01:20,507 --> 00:01:23,723
ถ้าพร้อมแล้วเรามาเริ่มเรียนกันเลยค่ะ ก่อน

11
00:01:23,723 --> 00:01:27,723
ที่เราจะเริ่มเนื้อหาใน 2.2 และ 2.3 กันนะคะ เรามา

12
00:01:32,359 --> 00:01:36,359
ทบทวนความรู้เก่าของเรา เรื่อง การรักษาดุลยภาพ

13
00:01:36,776 --> 00:01:38,964
ของน้ำและสารในร่างกายก่อนค่ะ ไตมนุษย์

14
00:01:38,964 --> 00:01:40,020
ทำหน้าที่รักษาดุลยภาพ

15
00:01:40,020 --> 00:01:44,020
รวมทั้งกำจัดของเสีย  ที่มีไนโตรเจน เป็นองค์

16
00:01:50,279 --> 00:01:52,657
ภายในเนื้อไตประกอบด้วย หน่วยไต ซึ่งเป็นหน่วย

17
00:01:52,657 --> 00:01:56,657
ปฏิบัติงานขนาดเล็ก ๆ แต่ละหน่วยไตทำหน้าที่ในการรักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่าง ๆ

18
00:01:58,848 --> 00:02:02,848
รวมทั้งกำจัดของเสีย โดยมี 3 ขั้นตอน ดังนี้

19
00:02:05,221 --> 00:02:09,130
การกรอง การดูดกลับ และการหลั่ง การรักษาดุลยภาพของน้ำ

20
00:02:09,130 --> 00:02:13,130
ภายในร่างกายเกิดจากการทำงานร่วมกันของระบบขับถ่าย

21
00:02:17,572 --> 00:02:18,774
ระบบประสาท ระบบหมุนเวียนเลือด

22
00:02:18,774 --> 00:02:22,774
และระบบต่อไร่ท่อหรือฮอร์โมน

23
00:02:26,350 --> 00:02:30,350
การรักษาดุลยภาพแร่ธาตุในร่างกาย เช่น การรักษาดุลยภาพของโซเดียมภายในร่างกาย

24
00:02:30,863 --> 00:02:34,863
มาถึงเนื้อหาที่เราจะเริ่มเรียนกันในวันนี้กันนะคะ

25
00:02:38,248 --> 00:02:40,140
การรักษาดุลยภาพการเป็นกรด-เบสของเลือด

26
00:02:40,140 --> 00:02:41,775
กรด-เบส สำคัญต่อร่างกายของมนุษย์อย่างไร

27
00:02:41,775 --> 00:02:45,775
ครูอยากให้นักเรียนพิจารณากราฟ กราฟนี้นะคะ

28
00:02:49,687 --> 00:02:53,687
แสดงการทำงาน ของเอนไซม์ 2 ชนิด เป็

29
00:02:54,694 --> 00:02:55,157
นเอนไซม์เพปซินในกระเพาะอาการ และ

30
00:02:55,157 --> 00:02:55,222
อะไมเลสในน้ำลายค่ะ

31
00:02:55,222 --> 00:02:59,222
นักเรียนดูกราฟนี้แล้วนักเรียนคิดว่าเอนไซม์

32
00:03:05,711 --> 00:03:09,711
เพปซิน และเอนไซม์อะไมเลส เป็นค่า

33
00:03:10,086 --> 00:03:14,086
pHประมาณเท่าไรคะ เอนไซม์เพปซินนะคะ ทำงาน

34
00:03:14,967 --> 00:03:18,967
ได้ดีที่ค่า pH ประมาณ 2 และเอนไซม์อะไมเลส

35
00:03:22,322 --> 00:03:22,662
ทำงานได้ดีที่ค่า pH ประมาณ 7

36
00:03:22,662 --> 00:03:26,558
ปฏิกิริยาเคมีต่าง ๆ ในร่างกายนี่ ถูกควบคุม

37
00:03:26,558 --> 00:03:30,416
โดยเอนไซม์หลายชนิด ซึ่งเอนไซม์บางชนิด

38
00:03:30,416 --> 00:03:34,416
นี่ก็ทำงานได้ดีในภาวะเป็นกลาง บางชนิด

39
00:03:34,718 --> 00:03:38,718
ก็ทำงานได้ดีในภาวะเป็นกรด บางภาวะก็

40
00:03:42,487 --> 00:03:46,418
เสียดุลยภาพของการเป็นกรด-เบส เพื่อรักษาดุลยภาพ

41
00:03:46,418 --> 00:03:48,980
ของเอนไซม์ต่าง ๆ ในร่างกายค่ะ นักเรียนคิดว่าร่างกายของคนเรานี่มีแนวโน้มที่จะมีภาวะ

42
00:03:48,980 --> 00:03:52,980
ความเป็นกรด-เบสคะ เราลองหาคำตอ

43
00:03:59,068 --> 00:03:59,177
บกระบวนการเมแทบอลิซึม เช่น การหายใจระดับเซลล์

44
00:03:59,177 --> 00:04:03,177
จะมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้น ซึ่งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

45
00:04:09,681 --> 00:04:13,681
แตกตัวออกมาได้กรดคาร์บอนิก แล้วเจ้ากรด

46
00:04:14,760 --> 00:04:18,760
ทำให้ได้ไฮโดรเจนไอออน

47
00:04:18,859 --> 00:04:22,859
ดังนั้น ความเข้มข้นของไฮโดรจน เมื่อ

48
00:04:24,604 --> 00:04:28,604
ไฮโดรเจนไอออนในเลือดเพิ่มขึ้นนะคะ เมื่อความเข้มข้นของ

49
00:04:31,093 --> 00:04:33,471
จึงทำให้ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไออน

50
00:04:33,471 --> 00:04:37,471
หรืออาจกล่าวได้ว่าเลือดมีภาวะเป็นกรดมากขึ้น แต่ถ้าเลือดมีปริมาณไฮโดรเจนไอออนลดลง

51
00:04:40,771 --> 00:04:44,166
หรือความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนลดลง

52
00:04:44,166 --> 00:04:48,166
เลือดก็จะมีภาวะเป็นเบสมากกว่าปกติ

53
00:04:48,682 --> 00:04:52,682
ค่ะแล้วนักเรียนอยู่แล้วใช่ไหมคะ ว่าร่างกายของคนเรานี่มีเลือดไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกาย

54
00:04:56,061 --> 00:05:00,061
เพื่อนำสารอาหาร และแก๊สออกซิเจน ไปหล่อเลี้ยง

55
00:05:01,605 --> 00:05:05,605
การที่เลือดของเรามีความเข้มข้มของไฮโดรเจนไอออ

56
00:05:07,107 --> 00:05:11,107
เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ก็จะส่งผลต่อการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ โดยเฉพาะเอนไซม์

57
00:05:13,997 --> 00:05:16,615
ที่จะทำให้อัตราการทำงานเปลี่ยนแปลงไปจากปกติ

58
00:05:16,615 --> 00:05:18,751
หรือไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิมอีกต่อไปค่ะ แล้วนักเรียน

59
00:05:18,751 --> 00:05:22,588
ทราบไหมคะ ว่าร่างกายของคนเรานี่สามารถรักษาดุลยภาพ

60
00:05:22,588 --> 00:05:23,765
ของความเป็นกรด-เบสของความเป็นเลือดได้อย่างไร

61
00:05:23,765 --> 00:05:27,765
วันนี้นะคะ ครูก็จะมาสอน การทำงานของดุลยภาพ

62
00:05:32,246 --> 00:05:32,795
โดยการทำงานของปอด นักเรียนจำได้ไหมคะ

63
00:05:32,795 --> 00:05:36,288
การแลกเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์กับแก๊ส

64
00:05:36,288 --> 00:05:40,288
ออกซิเจน เกิดขึ้นที่บริเวณใดของปอด

65
00:05:41,806 --> 00:05:45,806
เฉลยนะคะ เกิดที่บริเวณถุงลมปอดนั่นเองค่ะ

66
00:05:49,414 --> 00:05:50,718
แล้วการหายใจ ช่วย

67
00:05:50,718 --> 00:05:54,718
ในการรักษาดุลยภาพของกรด-เบสในเลือดได้อย่างไรคะ

68
00:05:54,885 --> 00:05:58,885
เรามาลองศึกษากันนะคะ ร่างกายของเรานี่นะคะ รักษาดุลยภาพ

69
00:06:04,758 --> 00:06:08,758
ความเป็นกรด-เบสของเลือด โดยความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนที่เพิ่มขึ้น

70
00:06:09,314 --> 00:06:11,607
หรือลดลงกว่าปกตินี่ จะไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการหายใจที่สมองนะคะ ทำให้เปลี่ยนแปลง

71
00:06:11,607 --> 00:06:15,607
อัตราการหายใจของเรา โดยถ้า

72
00:06:19,288 --> 00:06:23,288
ไฮโดรเจนไอออนในเลือดของเรามากกว่าปกติ สมองของเรานะคะ

73
00:06:26,337 --> 00:06:30,337
ก็จะไปสั่งให้เรานะคะ เพิ่มอัตราการหายใจขึ้น แต่ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน

74
00:06:30,838 --> 00:06:34,838
ในเลือดของเรา น้อยกว่าปกติ สมองก็จะสั่งให้เรา

75
00:06:38,214 --> 00:06:39,152
ลดอัตราการหายใจ การที่อัตราการหายใจ เพิ่มขึ้นหรือลดลงจากปกตินี่

76
00:06:39,152 --> 00:06:43,152
ส่งผลต่อความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนในเลือดอย่างไร

77
00:06:50,137 --> 00:06:54,137
ก็คือ ถ้าเรามีอัตราการหายใจเพิ่มขึ้น ดังนั้น ร่างกาย

78
00:06:54,806 --> 00:06:56,065
ถูกขับออกจากปอดเร็วขึ้น ดังนั้น การเพิ่มขึ้น

79
00:06:56,065 --> 00:06:57,007
ของไฮโดรเจนไอออนในเลือดนี่ก็จะลดลงนั่นเองค่ะ

80
00:06:57,007 --> 00:07:01,007
แต่ถ้าเรานี่ ลดอัตราการหายใจลดลงกว่าปกติ

81
00:07:01,336 --> 00:07:05,336
นี่นะคะ คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด

82
00:07:11,143 --> 00:07:14,142
เพิ่มมากขึ้น ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน ก็จะเพิ่มขึ้นค่ะ ซึ่งจากกลไกทั้ง 2 นี้นะคะ ก็จะทำให้

83
00:07:14,142 --> 00:07:18,142
เรานี่สามารถรักษาดุลยภาพของความเป็นกรด-เบสในเลือดได้ค่ะ

84
00:07:21,824 --> 00:07:23,662
กลไกต่อมาในการรักษาดุลยภาพ

85
00:07:23,662 --> 00:07:27,662
ก็คือการทำงานของไตนั่นเองค่ะ กลไกการทำงานของไตมี 3 ขั้นตอน

86
00:07:28,977 --> 00:07:31,735
คือ การกรอง การดูดกลับ และการหลั่ง ซึ่งโดยปกติแล้วนะคะ ไตของเรานี่

87
00:07:31,735 --> 00:07:35,735
จะมีการหลั่งไฮโดรเจนไอออนเป็นปกติอยู่แล้ว

88
00:07:39,076 --> 00:07:43,076
แต่ถ้าเลือดของเรานะคะ มีความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนมากกว่าปกติ

89
00:07:45,515 --> 00:07:48,305
ไตของเรานะคะ ก็จะทำการหลั่งสารที่มีไฮโดรเจนไอออนออกไปโดยการทำงานของเซลล์ที่ผนังท่อหน่วยไต

90
00:07:48,305 --> 00:07:52,305
ค่ะ เซลล์ที่ผนังท่อหน่วยไตนี่นะคะ เซลล์ที่ผนังของ

91
00:07:58,950 --> 00:07:59,248
จากเลือดเข้าสู่ท่อหน่วยไต ขณะเดียวกันเซลล์ที่ผนังของหน่วยไตนี่นะคะ

92
00:07:59,248 --> 00:08:03,248
ก็จะมีการดูดกลับไฮโดรเจนคาร์บอเนต

93
00:08:08,680 --> 00:08:12,680
ไอออน โซเดียมไอออน เข้าสู่หน่วยไตค่ะ มาสู่

94
00:08:14,437 --> 00:08:17,987
ดุลยภาพความเป็นกรด-เบส ได้นั่นเองค่ะ เรามา

95
00:08:17,987 --> 00:08:20,121
ตรวจสอบความเข้าใจนะคะ ถ้าเลือดมีภาวะเป็นเบส ท่อหน่วยไตจะมีการหลั่งและดูดกลับสารอย่างไรคะ

96
00:08:20,121 --> 00:08:24,121
เพื่อรักษาความเป็นกรด-เบส เพื่อรักษาดุลยภาพน

97
00:08:31,169 --> 00:08:33,057
ครูให้เวลาคิด 10 วินาทีนะคะ เริ่มค่ะ [เสียงดนตรี]

98
00:08:33,057 --> 00:08:37,057
(คุณครูปาณิก) หมดเวลาค่ะ

99
00:08:41,333 --> 00:08:45,333
นักเรียนตอบได้ไหมคะ เราลองมาดูคำตอบกันนะคะ ว่าจะตรงกับ

100
00:08:47,731 --> 00:08:51,731
ที่นักเรียนคิดไว้ไหม คำตอบนะคะ เซลล์ที่ผนังท่อหน่วยไตก็จะลดการผลิตไฮโดรเจนไอออน

101
00:08:56,995 --> 00:09:00,995
เพื่อให้ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน

102
00:09:03,181 --> 00:09:07,181
และขณะเดียวกัน มีการหลั่งไฮโดรเจน

103
00:09:07,182 --> 00:09:10,685
ไอออนเข้าสู่ของเหลวที่ท่อหน่วยไตเพื่อขับออกนอกร่างกายพร้อมกับปัสสาวะ เพื่อลดความกรด-เบส

104
00:09:10,685 --> 00:09:14,685
ของเลือด กลับเข้าสู่ภาวะสมดุลค่ะ

105
00:09:18,070 --> 00:09:22,068
ตอบถูกเหมือนกันไหมคะ เอาล่ะค่ะ จากที่นักเรียนได้เรียนรู้ความสำคัญของไตแล้วนะคะ ไตของมนุษย์นี่

106
00:09:22,068 --> 00:09:25,013
ทำหน้าที่สำคัญในการรักษาดุลยภาพสำคัญของน้ำ

107
00:09:25,013 --> 00:09:29,013
และสารต่าง ๆ ในร่างกาย รวมทั้งกำจัดของเสียต่าง ๆ ในร่างกาย

108
00:09:35,191 --> 00:09:35,884
ทีนี้ ถ้าไตของคนเราไม่สามารถทำงานได้ หรือมีความผิดปกติ

109
00:09:35,884 --> 00:09:39,884
ก็จะเกิดผลเสียต่อการทำงานของร่างกาย

110
00:09:41,311 --> 00:09:45,311
ในส่วนอื่น ๆ ด้วยเช่นเดียวกัน ทั้งนี้นะคะ

111
00:09:47,171 --> 00:09:51,171
โดยทั่วไป ผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับการทำงานของไตนี่

112
00:09:53,734 --> 00:09:56,981
ส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการ คือ ร่างกายจะบวมน้ำ เพราะว่าน้ำนี่

113
00:09:56,981 --> 00:10:00,981
เข้าไปสะสมอยู่ในระหว่างเซลล์เป็นจำนวนมาก ดังภาพนี้นะคะ

114
00:10:04,115 --> 00:10:08,115
วิธีสังเกตง่าย ๆ นะคะ ก็คือลองเอานิ้วมือนะคะ จิ้มไปที่บริเวณผิวหนัง

115
00:10:09,741 --> 00:10:13,741
ออกแรงกดเล็กน้อยนักเรียนจะเห็นว่าเมื่อ

116
00:10:13,815 --> 00:10:17,815
นักเรียนดึงนิ้วมือออกนี่ จะเห็นได้ว่า นิ้วมือ

117
00:10:22,580 --> 00:10:25,309
จะเด้งออกมาพอดี แต่ถ้าในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตอาการบวมน้ำนี่

118
00:10:25,309 --> 00:10:29,309
พอนักเรียนดึงนิ้วมือออกมาแล้วนี่ ผิวหนังจะใช้ระยะหนึ่งในการที่จะเด้งขึ้นมาอยู่ในภาวะปกติค่ะ

119
00:10:33,995 --> 00:10:36,074
ทีนี้เรามาดู ตัวอย่างโรคไตที่ส่งผลต่อการทำงานของไตนะคะ ตัวอย่างโรคไต

120
00:10:36,074 --> 00:10:40,074
ที่พบ เช่น 1. โรคไตวาย โดยโรคไตวายนี้จะ

121
00:10:44,227 --> 00:10:46,946
แบ่งได้เป็น 2 แบบ ก็คือ ไตวายเฉียบพลัน และ

122
00:10:46,946 --> 00:10:50,946
ไตวายเรื้อรัง ไตวานเฉียบพลันนี่นะคะ

123
00:10:51,700 --> 00:10:54,311
ถ้าเราสามารถรักษาได้ทันท่วงทีนี่ ก็

124
00:10:54,311 --> 00:10:56,234
สามารถกลับมาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพดังเดิม แต่ถ้าป่วย

125
00:10:56,234 --> 00:11:00,234
เป็นโรคไตวายเรื้อรังแล้วนี่ ไตจะไม่สามารถกลับ

126
00:11:01,313 --> 00:11:05,313
มาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพได้ดังเดิมนะคะ ต้องดูแล

127
00:11:10,037 --> 00:11:12,373
ต่อไปเรื่อย ๆ ตัวอย่างโรคไตที่พบอันที่ 2 ก็คือ โรคนิ่วในไต โดยนิ่วในไต

128
00:11:12,373 --> 00:11:16,373
นี่นะคะ มีลักษณะเป็นก้อนแข็ง เป็นสารประกอบออกซาเลต

129
00:11:22,874 --> 00:11:26,874
ซึ่งถ้าเกิดมีนิ่วในไต ก็จะสามารไม่ทำงานได้อย่าง

130
00:11:27,223 --> 00:11:29,332
ไม่สามารถทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ แล้วถ้านิ่วในไตนี่

131
00:11:29,332 --> 00:11:30,171
ไปอุดตันที่บริเวณท่อปัสสาวะ พอเวลา

132
00:11:30,171 --> 00:11:34,171
ขับถ่ายนี่ก็จะเกิดอาการแสบร้อนบริเวณท่ปัสสาวะ

133
00:11:34,563 --> 00:11:38,563
และบางครั้งก็อาจทำให้เกิดท่อปัสส

134
00:11:43,226 --> 00:11:46,044
าวะอักเสบ เราลองมาดูตัวอย่างโรคทางเดินปัสสาวะที่

135
00:11:46,044 --> 00:11:50,044
พบได้บ่อยนะคะ เช่น 1. กระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคนี้นะคะ จะพบได้บ่อยในเพศหญิงมากกว่า

136
00:11:53,724 --> 00:11:57,724
เพศชาย เพราะว่าเพศหญิงนี่ มีท่อปัสสาวะที่สั้น

137
00:11:57,959 --> 00:12:00,377
และรูเปิดใกล้ทวารหนัก ดังนั้น

138
00:12:00,377 --> 00:12:01,629
ต่าง ๆ เช่น อีโคไรก็จะ

139
00:12:01,629 --> 00:12:05,629
เข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ง่าย มาถึงตัวอย่างโรค

140
00:12:07,074 --> 00:12:11,074
เกี่ยวกับ ทางเดินปัสสาวะนะคะ

141
00:12:11,251 --> 00:12:15,100
โดยโรคนี้นะคะ เกิดจากการติดเชื้อที่บริเวณ

142
00:12:15,100 --> 00:12:18,115
ท่อปัสสาวะ ซึ่งส่วนใหญ่พบได้จากการมีเพศสัมพันธ์ หรือ

143
00:12:18,115 --> 00:12:22,115
ไม่ได้เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ ก็คือติดเชื้อจากโรคอีโคไล

144
00:12:26,675 --> 00:12:30,675
อาจพบได้ จากการที่ท่อปัสสาวะนี่ ถูกการกระทบกระเทือ

145
00:12:31,244 --> 00:12:31,842
น จากการสวนถ่าย

146
00:12:31,842 --> 00:12:35,632
ในผู้ป่วยติดเตียงหรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้

147
00:12:35,632 --> 00:12:39,632
โดยทั่วไปแล้วนี่ การดูแลรักษาโรคไตนี่

148
00:12:40,531 --> 00:12:44,531
ถ้าป่วยหนัก ๆ นี่นะคะ ก็จะมีการฟอกเลือด

149
00:12:44,563 --> 00:12:48,563
ดังภาพนะคะ ภาพ ก. นะคะ การฟอกเลือดโดย

150
00:12:48,674 --> 00:12:49,755
ใช้เครื่องไตเทียม หรืออีกวิธีหนึ่งในการรักษาโรคไต

151
00:12:49,755 --> 00:12:53,755
นะคะ ก็คือการปลูกถ่ายไตค่ะ โดยการ

152
00:12:56,701 --> 00:13:00,701
ปลูกถ่ายไตนะคะ จะต้องใช้ไตโดยสายเลือด เพื่อ

153
00:13:02,645 --> 00:13:03,758
ไม่ให้เกิดการต่อต้านเนื้อเยื่อ โดยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายค่ะ ทีนี้มาดู

154
00:13:03,758 --> 00:13:07,758
วิธีการป้องกันการเกิดโรคไตกันบ้างนะคะ วิธีง่าย ๆ เลย

155
00:13:11,894 --> 00:13:15,894
ก็คือ ลดการรับประทานที่ค่อนข้าง

156
00:13:17,012 --> 00:13:21,012
เค็มจัดม หลีกเลี่ยงการรับประทานอาการที่มีส่วนผส

157
00:13:23,258 --> 00:13:23,893
มออกซาเลต ดื่มน้ำสะอาดและเพียงพอในแต่ละวัน ไม่กลั้นปัสสาวะ

158
00:13:23,893 --> 00:13:27,893
มาถึงคำถามชวนคิดกันบ้างนะคะ นักเรียนคิดว่า

159
00:13:35,045 --> 00:13:36,498
ถ้าไตไม่สามารถทำงานได้ จะมีผลอย่างไรต่อร่างกายคะ ครูให้เวลา 10 วินาทีนะคะ

160
00:13:36,498 --> 00:13:40,498
เริ่มค่ะ [เสียงดนตรี]

161
00:13:46,055 --> 00:13:50,055
(คุณครูปาณิก) หมดเวลาค่ะ นักเรียนนึกออกไหมคะ

162
00:13:51,445 --> 00:13:55,428
ถ้าหากไตไม่สามารถทำงานได้นะคะ

163
00:13:55,428 --> 00:13:59,428
ของเสียต่าง ๆ โดยเฉพาะสารที่มีไนโตรเจนเป็น

164
00:14:07,269 --> 00:14:07,979
องค์ประกอบ น้ำและสารอื่น ๆ นี่ ที่เกินความต้องการ

165
00:14:07,979 --> 00:14:08,386
ของร่างกาย รวมทั้งไอออนต่าง ๆ เช่น ไฮโดรเจนไอออน

166
00:14:08,386 --> 00:14:12,386
แอมโมเนียมไอออน จะสะสมอยู่ในเลือด

167
00:14:13,576 --> 00:14:17,576
จนเป็นอันตรายต่อเซลล์ และการ

168
00:14:18,966 --> 00:14:22,966
รักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่าง ๆ ของร่างกายได้

169
00:14:24,236 --> 00:14:26,735
ส่งผลให้สุขภาพอ่อนแอ และอาจทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ มาถึงหัวข้อ

170
00:14:26,735 --> 00:14:30,735
ถัดมานะคะ เรื่องการรักษาดุลยภาพของน้ำ และสารต่าง ๆ

171
00:14:38,756 --> 00:14:42,117
หัวข้อที่ 2.3 นักเรียนลองดูกราฟ

172
00:14:42,117 --> 00:14:42,426
กราฟนี้นะคะ เป็นกราฟที่แสดงการทำงานของ

173
00:14:42,426 --> 00:14:46,426
เอนไซม์อะไมเลสที่อุณหภูมิแตกต่างกัน

174
00:14:48,250 --> 00:14:52,250
จากที่นักเรียนเคยทราบแล้วใช่ไหมคะ ว่า

175
00:14:54,051 --> 00:14:55,989
มีปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลการทำงาน

176
00:14:55,989 --> 00:14:59,989
ของเอนไซม์ ซึ่งนักเรียนได้ทราบมาแล้วว่าค่าความ

177
00:15:00,022 --> 00:15:02,703
เป็นกรด-เบสของเลือดนี่ก็มีผลต่อเอนไซม์

178
00:15:02,703 --> 00:15:06,703
ปัจจัยต่อมา ก็คืออุณหภูมิค่ะ

179
00:15:08,818 --> 00:15:12,818
นักเรียนคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิมีผลต่อ กา

180
00:15:15,300 --> 00:15:17,835
รเปลี่ยนแปลงของเอนไซม์อะไมเลสหรือไม่อย่างไร และเอไซม์อะไมเลสนี่

181
00:15:17,835 --> 00:15:18,281
สามารถเร่งปฏิกิริยาในมนุษย์

182
00:15:18,281 --> 00:15:20,481
ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

183
00:15:20,481 --> 00:15:24,481
นักเรียนลองดูนะคะ จากกราฟนี้นะคะ

184
00:15:28,729 --> 00:15:32,729
ที่จุดสูงสุดนะคะ อัตราการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสนี่

185
00:15:32,812 --> 00:15:36,163
จะอยู่ในช่วงประมาณอุณหภูมิ

186
00:15:36,163 --> 00:15:40,163
อุณหภูมิช่วงนี้นะคะ เป็นอุณหภูมิปกติ

187
00:15:40,562 --> 00:15:42,965
ของร่างกายมนุษย์ค่ะ ดังนั้น เอนไซม์อะไมเลสนะคะ

188
00:15:42,965 --> 00:15:46,965
จึงยังคงสามารถทำงานได้ที่อุณหภูมิ 36-37

189
00:15:48,037 --> 00:15:49,363
องศาเซลเซียส และนักเรียนคิดไหมคะ

190
00:15:49,363 --> 00:15:53,363
ถ้าร่างกาย ไม่สามารถรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิของร่าง

191
00:15:59,309 --> 00:16:02,078
ไว้ได้ จะเกิดอะไรขึ้น ร่างกายสามารถรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิให้อยู่

192
00:16:02,078 --> 00:16:06,078
ที่ค่าค่าหนึ่งไว้ได้ตลอดเวลา ทำได้อย่างไร

193
00:16:07,830 --> 00:16:08,610
เราจะมาเรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ

194
00:16:08,610 --> 00:16:12,610
กลไกการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิใน

195
00:16:14,335 --> 00:16:17,646
เริ่มจากร่างกายนี่มีสมองส่วนไฮโพทาลามัส  ซึ่ง

196
00:16:17,646 --> 00:16:21,646
ควบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายให้คงที่

197
00:16:23,307 --> 00:16:27,307
ซึ่งสมองส่วนนี้นะคะ จะไปสั่งการให้

198
00:16:29,297 --> 00:16:33,297
การทำงานร่วมกันของอวัยวะหรือโครงสร้าง

199
00:16:33,416 --> 00:16:37,416
หลอดเลือดที่ผิวหนัง ผิวหนัง และเส้นขนที่ผิวหนัง และกล้าม

200
00:16:38,067 --> 00:16:42,067
เนื้อโครงร่างค่ะ เรามาดู

201
00:16:45,218 --> 00:16:49,218
กลไกการทำงานกันนะคะ กลไกการทำงานแรกนะคะ ถ้าสิ่งแวดล้อมภายนอกมีอุณหภูมิสูงขึ้นหรือ

202
00:16:50,667 --> 00:16:52,331
ข้างนอกนี่อากาศร้อน อุณหภูมิ

203
00:16:52,331 --> 00:16:56,331
ที่สูงขึ้นนี่นะคะ ก็จะไป... ส่งผลการทำงานไปที่

204
00:17:01,154 --> 00:17:03,101
สมองส่วนไฮโพทาลามัส สมองส่วนนี้นะคะ จะทำให้

205
00:17:03,101 --> 00:17:05,858
อัตราเมแทบอลิซึมในร่างกายนี่ลดต่ำลง

206
00:17:05,858 --> 00:17:08,428
ดังนั้น จึงเกิดความร้อนลดลงค่ะ อีก

207
00:17:08,428 --> 00:17:12,428
ทั้งยังไปทำให้หลอดเลือดผิวหนังนี่

208
00:17:16,563 --> 00:17:20,563
ซึ่งทำให้มีปริมาณเลือดมาไหลเวียนที่บริเวณ

209
00:17:22,149 --> 00:17:22,962
ผิวหนังมากขึ้น ซึ่งเป็นการระบายความร้อนอีกทางหนึ่ง

210
00:17:22,962 --> 00:17:26,962
สมองส่วนนี้ก็ยังไปทำให้เส้นขนเกิด

211
00:17:27,067 --> 00:17:31,067
การเอนราบ จึงทำให้มีการระบายความร้อนออกไปได้ง่าย

212
00:17:34,979 --> 00:17:38,214
และสุดท้ายนะคะ เหงื่อค่ะ สมองส่วนนี้ไปทำให้ต่อมเหงื่อนี่มีการสร้างเหงื่อ

213
00:17:38,214 --> 00:17:42,214
เพิ่มมากขึ้น ดังนั้น เหงื่อที่เพิ่มออกมานี่นะคะ เ

214
00:17:45,104 --> 00:17:49,104
มื่อมีการระเหย ก็จะเป็นการพาความร้อนออกไปด้วยค่ะ

215
00:17:50,883 --> 00:17:54,883
ทีนี้ เรามาลองดูกลไกการรักษาดุลยภาพภายในร่างกายเมื่ออากาศข้างนอกหนาวนะคะ อากาศที่หนาวลง

216
00:17:55,162 --> 00:17:59,162
นี่นะคะ ก็จะไปกระตุ้นสมองส่วนไฮโพทาลามัส

217
00:18:01,029 --> 00:18:02,818
ไปสั่งการทำงานของโครงสร้างการทำงานของสมองคือ เพิ่มอัตราเมแทบอลิซึมทีู่

218
00:18:02,818 --> 00:18:06,818
ความร้อนที่ได้จึงเพิ่มมากขึ้น หลอดเลือดวามร้อนที่ได้จึงเพิ่มมากขึ้น หลอดเลือด

219
00:18:07,771 --> 00:18:11,771
ที่ผิวหนังมีการหดตัวความร้อนจึงไม่สามารถ

220
00:18:14,632 --> 00:18:18,632
ออกไปนอกร่างกายได้ แล้วก็ไปทำให้เส้นขนเกิดการ

221
00:18:23,365 --> 00:18:26,503
ลดลงนี่นะคะ ตั้งชัน หรือที่เราเรียกว่า "ขนลุก" นั่นแหละค่ะ

222
00:18:26,503 --> 00:18:30,327
ความร้อนจึงไม่สามารถออกไปได้ อีกทั้งยังไปทำให้ต่อมเหงื่อนี่ค่ะ ลดการ

223
00:18:30,327 --> 00:18:34,327
สร้างเหงื่อออกมา และสุดท้าย

224
00:18:38,499 --> 00:18:42,499
ถ้าข้างนอกมีอากาศหนาวมากนี้ ก็ทำให้บริเวณแขน

225
00:18:43,392 --> 00:18:46,633
มีอาการสั่น ซึ่งการสั่นนี่นะคะ เป็นการทำงานของกล้ามเนื้อโครงร่าง ซึ่งเพิ่ม

226
00:18:46,633 --> 00:18:50,633
อัตราเมแทบอลิซึมอีกคราวหนึ่ง

227
00:18:53,794 --> 00:18:54,031
จึงเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น กระบวนการต่าง ๆ นี่นะคะ

228
00:18:54,031 --> 00:18:58,031
จึงทำให้ร่างกายนี่มีอุณหภูมิกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล

229
00:18:59,151 --> 00:19:03,151
หรือกลับเข้าสู่ดุลยภาพตามเดิม

230
00:19:06,065 --> 00:19:10,065
ค่ะ เรามาลองตรวจสอบความเข้าใจกันนะคะ

231
00:19:11,074 --> 00:19:15,074
เหงื่อช่วยในการระบายความร้อนได้อย่าง ๆ

232
00:19:15,386 --> 00:19:19,386
การที่ร่างกายสั่นช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายได้อย่างไร เพราะเหตุใดเมื่อออกกำลังกายอย่างหนัก จะมีอาการหน้าแดง

233
00:19:26,690 --> 00:19:30,690
และถี่ขึ้น ครูให้เวลา 10 วินาทีค่ะ เริ่มค่ะ [เสียงดนตรี]

234
00:19:37,719 --> 00:19:40,646
หมดเวลาค่ะ เราลองมาดู

235
00:19:40,646 --> 00:19:44,646
คำตอบกันนะคะ ข้อแรกนะคะ เหงื่อ

236
00:19:44,750 --> 00:19:48,750
ช่วยในการระบายความร้อนได้อย่างไร การที่เหงื่อขับ

237
00:19:50,250 --> 00:19:54,250
ออกมาจากผิวหนังนะคะ จะทำให้เกิดการระบายมากขึ้น

238
00:19:55,474 --> 00:19:59,474
ออกไปด้วย ยิ่งร่างกายขับเหงื่อออกมามากเท่าใด

239
00:20:02,248 --> 00:20:03,133
ก็จะช่วยยิ่งลดอุณหภูมิภายในร่างกายลงได้มากขึ้น

240
00:20:03,133 --> 00:20:07,133
นะคะ ก็ขึ้นอยู่กับความชื้นของอากาศ ณ ขณะนั้นด้วย

241
00:20:08,253 --> 00:20:12,253
ได้น้อย เพระาว่าถ้าอากาศชื้นมาก เหงื่อก็จะระเหยออกไป

242
00:20:15,417 --> 00:20:17,229
ได้น้อย แต่อากาศมีความชื้นน้อย เหงื่อก็จะระเหย

243
00:20:17,229 --> 00:20:21,229
ออกไปได้มากค่ะ 2. การที่ร่างกายสั่น ก็เป็นการช่วยรักษาอุณหภูมิในร่างกายโดยการสั่น

244
00:20:25,684 --> 00:20:29,684
นี่ เป็นการทำงานของโครงร่างนะคะ การสั่นนี่

245
00:20:30,161 --> 00:20:32,982
ทำให้เกิดความร้อนขึ้น อาการสั่นนี่นะคะ จะพบได้บ่อย

246
00:20:32,982 --> 00:20:33,097
เมื่ออยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำมาก ๆ นะคะ

247
00:20:33,097 --> 00:20:37,097
และสุดท้ายนะคะ เหตุใดเมื่อออกกำลังกายอย่างหนัก

248
00:20:38,572 --> 00:20:42,572
จึงมีอาการหน้าแดง เหงื่อออกมาก

249
00:20:44,818 --> 00:20:48,818
มีการหายใจแรงและถี่ขึ้น เมื่อออกกำลังกายอย่างหนักใช่ไหมคะ

250
00:20:49,841 --> 00:20:53,841
เซลล์ในร่างกายของเรานี่ต้องใช้พลังงานอย่างมาก จึงเกิดกระบวนการเมตาบอลิซึมขึ้น จึงทำให้เกิดความ

251
00:20:54,228 --> 00:20:58,228
ร้อนในร่างกายมากกว่าปกติ เมื่อ

252
00:21:00,064 --> 00:21:04,064
ส่วนไฮโพทาลามัส ก็จะส่งสัญญาณไปกระตุ้นให้ผิวหนัง

253
00:21:04,507 --> 00:21:05,194
ขยายตัว เลือดจึงหมุนเวียนได้เร็วขึ้น ทำให้มีอาการ

254
00:21:05,194 --> 00:21:09,194
หน้าแดง ขณะเดียวกันต่อมเหงื่อก็จะมีการ

255
00:21:11,173 --> 00:21:15,173
ขับเหงื่อเพิ่มขึ้น เพื่อเป็นการระบายความร้อน

256
00:21:18,719 --> 00:21:22,554
และกระบวนการเมแทบอลิซึมลิซึมนี่นะคะ

257
00:21:22,554 --> 00:21:23,585
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ในเลือดมากขึ้นใช่ไหมคะ

258
00:21:23,585 --> 00:21:27,585
เมื่อแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น ก็ทำให้

259
00:21:30,334 --> 00:21:33,824
ของไฮโดรเจนไอออนนี่ เพิ่มขึ้นสูงไปเรื่อย และ

260
00:21:33,824 --> 00:21:34,701
ขับแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์นี้ออกไป โดนการ

261
00:21:34,701 --> 00:21:36,835
หายใจที่แรงและถี่ขึ้น เพื่อนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออก

262
00:21:36,835 --> 00:21:40,835
จากร่างกายให้เร็วที่สุดนั่นเองค่ะ นักเรียนตอบถูกไหมคะ

263
00:21:42,159 --> 00:21:46,159
มาถึงสรุปเนื้อหาบทเรียนภายใน

264
00:21:49,168 --> 00:21:49,794
หัวข้อที่ 2.2 การรักษาดุลยภาพ

265
00:21:49,794 --> 00:21:53,794
ความเป็นกรด-เบสของเลือดขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน

266
00:21:58,283 --> 00:22:01,383
การรักษากรด-เบสและดุลยภาพของร่างกาย

267
00:22:01,383 --> 00:22:05,149
ในชั้นนี้ มี 2 กลไกคือ 1. การทำงานของปอด ถ้าความเข้มข้นของ

268
00:22:05,149 --> 00:22:09,147
ไฮโดรเจนไอออนในเลือดเพิ่มขึ้นกว่าปกติ หรือเลือด

269
00:22:09,147 --> 00:22:13,147
มีภาวะเป็นกรด สมองส่วนควบคุมการหายใจ จะบังคับ

270
00:22:19,479 --> 00:22:22,434
ให้ร่างกาย เพิ่มอัตราการหายใจ ถ้าส่วนของ

271
00:22:22,434 --> 00:22:24,686
ในเลือดลดลงกว่าปกติ หรือเลือดมีภาวะ

272
00:22:24,686 --> 00:22:25,028
เป็นเบส สมองส่วนควบคุมการหายใจจะสั่งการ

273
00:22:25,028 --> 00:22:27,274
ให้ร่างกายลดอัตราการหายใจ กลไกที่ 2

274
00:22:27,274 --> 00:22:31,274
นะคะ การทำงานของไตค่ะ ถ้าความเข้มข้น

275
00:22:38,288 --> 00:22:42,288
ของไฮโดรเจนไอออนในเลือดมีภาวะเป็นกรด เซลล์ผนังท่อหน่วยไตจะหลั่ง

276
00:22:43,853 --> 00:22:47,853
ไฮโดรเจนไอออน แอมโมเนียมไอออน

277
00:22:49,377 --> 00:22:50,799
ส่งไปที่ท่อหน่วยไต และขับออกไปในท่อปัสสาวะ

278
00:22:50,799 --> 00:22:54,799
ขณะเดียวกันก็มีการดูดกลับ ไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน

279
00:22:58,582 --> 00:23:00,063
โซเดียมไอออนเข้าสู่หลอดเลือด แต่ถ้าความเข้มข้น

280
00:23:00,063 --> 00:23:00,479
ของไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน

281
00:23:00,479 --> 00:23:04,479
เป็นเบส เซลล์ในผนังท่อหน่วยไต

282
00:23:08,880 --> 00:23:12,880
และหลั่งไฮโดรเจนคาร์บอเนตไอออน

283
00:23:14,515 --> 00:23:18,515
ของเหลวในท่อหน่วยไต และขับออกไปพร้อมปัสสาวะ สำหรับสรุปเนื้อหายภายในบทเรียนบทที่ 2.3 การ

284
00:23:19,267 --> 00:23:23,267
รักษาดุลยภาพของอุณหภูมิในร่างกาย และการรัก

285
00:23:27,500 --> 00:23:29,454
ษาภายในร่างกายนี่ เป็นการทำงานร่วมกันของหลอดเลือดที่ผิวหนัง

286
00:23:29,454 --> 00:23:32,231
และเส้นขนในผิวหนัง กล้ามเนื้อโครงร่าง

287
00:23:32,231 --> 00:23:34,048
โดยมีสมองส่วนไฮโพทาลามัสควบคุม

288
00:23:34,048 --> 00:23:38,048
อุณหภูมิให้คงที่ ในภาวะต่าง ๆ ดังนี้ ซึ่ง

289
00:23:42,894 --> 00:23:44,045
อุณหภูมิภายในร่างกายของเราสูงขึ้น สมองส่วนไฮโพทาลามัส

290
00:23:44,045 --> 00:23:48,045
จะไปสั่งการให้ร่างกายลดอัตราเมแทบอลิซึมลง หลอดเลือดที่บริเวณผิวหนังมีการขยาย

291
00:23:51,365 --> 00:23:55,365
ตัว ต่อมเหงื่อ เพิ่มการสร้างเหงื่อ

292
00:23:57,455 --> 00:23:58,897
เส้นขนเอนราบ เพื่อเพิ่มการระบายความร้อน

293
00:23:58,897 --> 00:24:00,192
แต่ถ้าอุณหภูมิภายในร่างกายต่ำกว่าปกติ สมอง

294
00:24:00,192 --> 00:24:04,192
ส่วนไฮโพทาลามัสจะสั่งให้ร่างกายเพิ่ม

295
00:24:07,781 --> 00:24:11,781
อัตราเมแทบอลิซึม หลอดเลือดที่บริเวณผิวหนัง

296
00:24:15,511 --> 00:24:17,821
ต่อมเหงื่อนี่ค่ะ ลดการสร้างเหงื่อออกมา แต่ถ้าอุณหภูมิในร่างกายลดต่ำลงมาก ๆ ก็จะมีอาการสั่น

297
00:24:17,821 --> 00:24:21,706
เข้ามาด้วยนะคะ ซึ่งการสั่นนี้เป็นการทำงานของ

298
00:24:21,706 --> 00:24:25,706
กล้ามเนื้อโครงร่าง ทำให้

299
00:24:30,448 --> 00:24:34,448
อุณหภูมิให้สูงขึ้น ความร้อนที่ได้จึงเพิ่มมากขึ้น

300
00:24:35,160 --> 00:24:39,160
ร่างกายจึงกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้งหนึ่งค่ะ สำหรับครั้งต่อไปนะคะ จะเป็นหัวข้อที่ 2.4 เรื่อง ระบบภูมิคุ้มกัน สำหรับวันนี้

301
00:24:46,974 --> 00:24:50,974
ครูปาณิกขอไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]

302
00:24:59,526 --> 00:25:03,526


