(คุณครูธีรพัฒน์) สวัสดีครับนักเรียนวันนี้มาพบกัวันนี้เราจะมาเรียน เรื่อง ระบบภูมิคุ้มกัน กันนะครับ ในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันนี่ ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนะครับ จะอยู่ในเรื่เรื่องการรักษาดุลยภาพของร่างกานมนุษย์นะครับในหัวข้อ 2.4 นี่ จะมีด้วยกัน 3 หัวข้อย่อย หัวข้อแรก ก็คือกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ หัวข้อที่ 2 ก็จะเป็นกลไกแบบจำเพาะ และหัวขอที่ 3 ก้จะเป็นเรื่องความผิดปกติภูมิคุ้มกัน ในวันนี้เราจะมาเรียนกันหัวข้อย่อยแรกนะครับ ก็คือกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะ แต่ว่าก่อนอื่นนี่เราจะมาเรียนเนื้อหาคร่าว ๆ กันก่อนว่าระบบภูมิคุ้มกันคืออะไรจุดประสงค์ของเรื่องนี้นะครับ ก็คาดหวังว่านักเรียนจะสามารถอธิบายบทบาทอวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่ทำหน้าที่ป้องกันหรือทำลายหรือสิ่งแปลกปลอมได้ อันที่ 2 ก็คือสามารถอธิบายหรือเขียนแผนผังที่เกี่ยวข้องกับกลไกการต่อต้าน สิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะได้ครับ มาดูรูปนี้กันนะครับ นักเรียนรู้จักอะไรในรูปนี้บ้าง ครูจะให้เวลาลองคิดนะครับมันก็คือเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมที่อยู่รอบตัวเรานั่นเองนะครับ ก็อาจจะมีทั้ง แบคทีเรีย รา ไวรัส ปรสิต หรือแม้กระทั่งเรณูของดอกไม้นะครับ ในแต่ละวันนี่ร่างกายมีโอกาสได้รับเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอม ไวรัส แบคทีเรีย หรือสารพิษต่าง ๆ ผ่านเข้ามาทางใดได้บ้านักเรียนตอบคำถามนะครับ อันที่ 2 เมื่อร่างกายได้รับแล้วนี่จะทำให้เกิดอันตรายหรือเจ็บป่วยทุกครั้งเสมอไปหรือไม่นะครับ อันนี้เป็น 2 คำถามที่คุณครูให้นักเรียนได้ลองคิดกันดูนะครับ นอกจากนี้ยังมีคำถามเพิ่มอีกว่าในบางครั้งร่างกายของแต่ละคนนี่อาจจะได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมชนิดเดียวกัน อาจจะแสดงออกด้วยอาการที่เจ็บป่วยแตกต่างกันไปบางคนอาจจะไม่เจ็บป่วยเลยก็ได้ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นครับ มี 3 คำถามด้วยกันนะที่ให้นักเรียนลองคิด เราจะมาหาคำตอบกันได้ในบทเรียนเรื่องภูมิคุ้มกันในวนักเรียนบางคนอาจจะพอตอบคำถามได้นะครับ ว่าระบบภูมิคุ้มกันแต่ละคนนี่มีการตอบสนองต่อเชื้อโรคและสิ่งแปลกปลอมที่แตกต่างกันนี่เองจึงเป็นสาเหตุของการแสดงออกของโรค หรืออาการที่แตกต่างกันไป มีคำถามต่อมาอีกนะครับ ว่าระบบภูมิคุ้มกันมีการตอบสนอง ต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเราได้อย่างไร เดี๋ยวเราช่วยกันคิดนะ...จริง ๆ แล้ว นักเรียนบางคนอาจจะพอตอบได้ หรือบางคนอาจจะยังตอบไม่ได้ ไม่แปลกครับ จริง ๆ รบบภูมิคุ้มกันนี่ เป็นระบบที่ค่อนข้างจะซับซ้อน ก่อนอื่นที่เราจะมาเรียนว่าระบบภูมิคุ้มกันนี่ มีการทำงาน มีการตอบสนองหรือต่อต้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างไรนี่ เรามาดูว่ามีอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออะไรบ้างที่ทำงานเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันของเรา เรามาดูกันนะครับบ ว่าอวัยวะและเนื้อเยื่อในระบบภูมิคุ้มกันมีอะไรบ้าง กลุ่มแรกนี่สร้างแล้วก็พัฒนากลุ่มนิโคลไซต์ ไขกระดูกและไทมัสครับ นักเรียนจำคำนี้ไว้ก่อนนะครับ "ลิมโฟไซต์" อาจจะยังไม่รู้จักมันตอนนี้แต่ว่าครูจะบอกว่าเป็น ลิมโฟไซต์ มีบทบาทสำคัญในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ ต่อมา จะเป็นกลุ่มที่เป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่ดักจับและทำลายสิ่งแปลกปลอม ซึ่งก็ได้แก่ ม้ามแล้วก็ต่อมน้ำเหลือง ครับ มาดูกลุ่มสุดท้าย กลุ่มสุดท้ายนี่จะเป็นเนื้อยเื่อบริเวณต่าง ๆ ที่ทำหน้าทีดักจับ แล้วก็ทำลายสิ่งแปลกปลอม เช่น ทอนซิล แล้วก็เนื้อเยื่อน้ำเหลือง นักเรียนก็ได้ทราบกันมาแล้วนะครับ ว่ามีอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน ต่อมา ก็คืออวัยวะ และเนื้อเยื่อเหล่านี้ นักเรียนคิดว่าอยู่ที่บริเวณใดบ้างในร่างกายของเรา ลองมาช่วยกันคิดนะครนันบ จากรูปนะครับนักเรียนจะเห็นได้ว่า อวัยวะหรือเนื้อเยื่อน้ำเหลือง เช่น ไขกระดูก ต่อมน้ำเหลือง หรือหลอดน้ำเหลืองนี่จะพบได้กระจายอยู่ทั่วไปในร่างกายของเรา แต่ถ้าเป็นอวัยวะหรือเนื้อเยื่อบางอย่าง เช่น ทอนซิลม้าม หรือว่าไส้ติ่งนี่ จะเป็นอวัยวะที่พบได้ในจุดเดียวของร่างกาย แต่จะพบอยู่ในบริเวณที่แตกต่างกันไปนะครับ คำถามต่อมาก็คือเหตุใดเราจึงพบอวัยวะหรือเนื้อเยื่อเหล่านี้อยู่ทั่วไปในร่างกายของเรา นักเรียนบางคนอาจจะยังตอบคำถามที่ครูถามเมื่อสักครู่ไม่ได้นะครับ แต่ครูมีจากหนังสือเรียนให้ แล้วดูสิว่าเราจะตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือเมาดูอันแรกกันเลยนะครับ อันแรก ก็คือลิมโฟไซต์นี่ คือ เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ตอบสนองหรือว่าทำลายสิ่งแปลกปลอมได้อย่างจำเพาะนะครับ โดยอาศัย สารที่สร้างขึ้นมาจากตัว ลิมโฟไซต์ นี่เช่น แอนติบอดี นักเรียนคุ้น ๆ คำว่า "ลิมโฟไซต์" กันใช่ไหมครับ ที่เราเพิ่งเจอกันไปเมื่อกี้ แล้วก็จะมีคำใหม่ขึ้นมาคำว่า "แอนติบอดี" เดี๋ยวเราจะเรียนรู้เรื่องแอนติบอดีกันต่อไปนะครับ เราลองมาโฟกัสที่ครูวงกลมสีแดงไว้ก่อน ว่าตัวลิมโฟไซต์นี่ เป็เซลล์เม็ดเลือดขาวที่ตอบสนองและทำลายสิ่งแปลกปลอมได้ พอจะตอบคำถามได้หรือยัง ถ้ายังไม่ได้มาดูอันถัดไปนะครับ ก็คือความรู้เกี่ยวกับไส้ติ่งหรือ Appendix นี่ อยู่บริเวณท่อปลายตันนะครับ อยู่บริเวณลำไส้ใหญ่ส่วนต้น มีความยาว 2-7 เซนติเมตร ภายในของไส้ติ่งนี่จะมีลิมโฟไซต์ เจอคำว่า ลิมโฟไซต์ อีกแล้วนะ อยู่กันหนาแน่นนะครับ และก็ยังอาจจะเป็นที่อยู่ของแบคทีเรียที่จะเป็นประโยชน์ต่อระบบย่อยอาหารอีกด้วย เหมือนเดิมเราลองมาโฟกัสเฉพาะที่ครูวงกลมสีแดงเอาไว้นะครับว่า เจ้าไส้ติ่งนี่ มันเป็นที่มีลิมโฟไซต์อยู่หน้าแน่นนะครับ และลิมโฟไซต์ก็ยังเกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันด้วย พอจะตอบคำถามได้หรือยังครับ งั้นเราลองมาทวนคำถามที่ครูถามเมื่อกี้กันอีกทีนะครับว่าเหตุใดอวัยวะ และระบบเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันนี่จึงพบอยู่ทั่วร่างกายของเรา น่าจะตอบกันได้แล้วนะ งั้นเราลองมาดูที่ครูเฉลยกันนะครับ เหตุผลแรก ก็คือเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนี่ อย่างสไลด์แรกที่ครูพูดมาเลยนี่ มันมีพบอยู่ทั่วไปรอบร่างกายเราเลย ฉะนั้น มันก็สามารถที่จะเข้าสู่ร่างกายหรือเนื้อเยื่อเราได้เกือบทุกบริเวณเลยนะครับ ดังนั้น อวัยวะหรือเนื้อเยื่อที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันนี่จะต้องกระจายอยู่ทั่วบริเวณต่าง ๆ ของร่างกายของเรานะครับ เหตุผลต่อมาก็คือเจ้าลิมโฟไซต์ที่เป็นพระเอกของเรานี่ เมื่อกี้เรารู้ไปแล้วเจะสร้างและพัฒนาที่บริเวณไหนครับ บริเวณไขกระดูกแล้วไทมัสใช่ไหมครับ ซึ่งเมื่อสร้างที่บริเวณเหล่านั้นแต่ว่ามันจำเป็นต้องอาศัยเนื้เอหรืออวัยวะ เนื้อเยื่ออื่น ๆ นะครับ ในการลำเลียงไปทั่วร่างกายของเรานะครับ แล้วก็เหตุผลถัดมา ก็คือ เมื่อลำเลียงลิมโฟไซต์เหล่านี้ไปแล้วนี่ ก็ยังจำเป้มีอวัยวะหรือเนื้อเยอะ ที่เป็นที่สะสมลิมโฟไซต์เหล่านี้ เพราะเมื่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้ามาที่บริเวณใดก็ตามนะครับ ลิมโฟไซต์ก็จะทำหน้าที่ตอบสนองหรือว่าทำลายสิ่งแปลกปลอมี่เข้าสู่ร่างกทายอันนี้ก็จะเป็นคำตอบที่สำหรับคำถามที่ครูถามไปเมื่อกี้ครับ นักเรียนลองพิจารณาข้อความที่ปรากฏอยู่นี่นะครับ แล้วเดี๋ยวเราลองมาคิด จากคำถามที่ครูจะถามกันนะครับ คำถามที่จะให้นักเรียนลองคิด ก็คือกลไกแบบไม่จำเพาะและกลไกแบบจำเพาะนี่คืออะไร และเหตุใดรร่างกายของเราจึงต้องมีกลไกทั้ง 2 แบบ เพื่อกระตุ้นให้เกิดการตอบสนองของระบบภูมิคุ้มกัน เดี๋ยวเราจะมาเรียนรู้กันไปทีละกลไลนะครับ เริ่มต้นจากกลไลการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะก่อน ในกลไกนี้จะแบ่งออกได้เป็น 2 กลไกหลัก ๆ ก็คืออันแรกจะเป็นการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่จะเข้าสู่บริเวณหรือนเื่อของร่างกาย อันนี้คุณครูย้ำอีกครั้งหนึ่งว่า ที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกายเรานั่นเองนะครับ กลไกต่อมาต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมเนื้อเยื่อที่อยู่ในขงร่างกายของเราแล้ว ครับ จากที่คุณครูได้กล่าวไปก่อนหน้านี้แล้วว่า กลไกในระบบภูมิคุ้มกันนี่เป็นระบบที่มีความซับซ้อน ฉะนั้น เราทราบไปแล้วว่ามีอวัยวะ หรือเนื้อเยื่ออะไรบ้างที่เกี่ยวข้องกับการทำงานของระบบภูมิคุแต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีอวัยวะหรือเนื้อเยื่ออื่น ๆ ในระบบต่าง ๆ ของร่างกายนี่ที่ทำหน้าที่ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่อของร่างกายเราเช่นกัน นักเรียนพอจะทราบไหมครับ ว่าอวัยวะหรือเนื้อเยื่อในระบบอื่น ๆ ของร่างกายนี่ อะไรบ้างที่ทำหน้าที่ที่ครูกล่าวมานะครับ ถ้ามาดูจากรูปก็พอจะเห็นกันนะครับว่า ครูทำเป็นกล่องไว้นะ แล้วนักเรียนลองเดาสิว่าอวัยวะเหล่านี้ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมก่อนเข้าสู่เนื้อเยื่ออย่างไรบ้าง เดี๋ยวครูจะให้เวลาลองคิดกันนะครับ เรามาลองดูกันที่อวัยวะหรือเนื้อเยื้อเลยนะ นะครับ ไล่จากล่างขึ้นบนเลย อันแรก ก็คือหูของเรานี่แหละนะครับ ภายในหูนี่จะมีขี้หูทำหน้าที่ดักจับฝุ่นละอองหรือว่าแมลง หรือสิ่งแปลกปลอมที่นะครับ ต่อมา คือ ผิวหนัง ผิวหนังนี่จะมีบทบาทสำคัญมากเลย เพราะว่าทุกส่วนของร่างกายเราก็จะมีผิวหนังห่อหุ้มนะครับ ผิวหนังจะทำหน้าที่หลัก ๆ ในการป้องกันการบุกรุกแล้วก็สิ่งแปลกปลอม ในขณะเดียวกันนะครับ ก็จะมีต่อมเหงื่อที่ผิวหนังก็จะมีต่อมเหงื่อและต่อมไขมัน ซึ่งน้ำมันจากต่อมเหงื่อและน้ำมันจากต่อมไขมันนี่จะยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียบางชนิดได้นะครับถัดมา ก็คือบริเวณตาของเรานี่แหละนะครับ ในตานี่จะมีน้ำตา ซึ่งจะมีเอนไซม์ที่เรียกว่า ไไลโซไซมย่อยผนังเซลล์ของแบคทีเรียซคึ่งก็เป็นสิ่งแปลกปลอมรูปแบบหนึ่งนะครับ ถัดมาก็จะเป็นระบบหายใจ ซึ่งก็จะมีจริง ๆ แล้วจะมีจมูกด้วยนะครับ จมูกก็จะมีขนจมูก มีน้ำมูก มีเมือกต่าง ๆ ที่คอยดักจับสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ ที่เข้าไปในท่อลมนะครับ ซึ่งในท่อลมเองก็จะมีการหลั่งเมือกนะครับ ที่ดักจับฝุ่นละอองและก็เชื้อจุลินทรีย์ที่เข้ามา หรือว่าสิ่งแปลกปลอม ที่เข้ามาได้ถึงท่อลมแล้วนี่ ก็จะมีซีเลียที่จะคอยทำหน้าที่โบกพัดให้สิ่งแปลกปลอมเหล่านี้นะครับ มันกลับขึ้นไปในระบบหายใจทางจมูกแล้วก็จะกำจัดออกจากร่างกายด้วยการไอ หือจามเวลาที่ ตอนนี้ที่มันมีสถานการณ์ของโควิดอยู่ ฉะนั้น เขาเลยรณรงค์ให้เราใส่หน้ากากอนามัยที่ จะออกมาจากการไอ หรือจาม ของเรานั่นเองนะครับ อันนี้ก็เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันที่เราเจออยู่ทุกวันนี้นะ อวัยวะถัดมา ก็คือกระเพาะอาหารนะครับ กระเพาะอาหารนี่จะมีกรด ก็คือกรดไฮโดรคลอริกที่เรารู้จักกันดี ก็มี pH แบบต่ำมากเลย ก็จะทำลายแบคทีเรียที่ลงไปกัดอาหารที่เรากิน เพราะว่าอาหารที่เรากิน โดยเฉพาะของสดต่าง ๆ อย่างเช่น ผัก ผลไม้สดนี่ ก็จะมีการเจือจนและสิ่งแปลกปลอมอยู่มากจะทำหน้าที่ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเหล่านี้ ไม่ให้เข้าสู่เนื้อเยื่อของเรานะครับ ถัดลงมาทางด้านล่างนะครับ ก็คือตัวกระเพาะปัสสาวะ กระเพาะปัสสาวะนี่ จะทำหน้าที่ขับปัสสาวะออกจากร่างกาย ในขณะเดียวกันก็จะช่วยพาพวกเชื้อโรค อย่างจุลินทรีย์ต่าง ๆ นี่ ออกมาทางท่อปัสสาวะด้วยนะครับ และสุดท้าย คือ ช่องคลอด ซึ่งช่องคลอดนี่จะมีภาวะที่เป็นกรด ก็จะทำหน้าที่ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อโรคด้วยเหมือนกันครับนักเรียนก็ได้ทราบกันไปแล้วนะครับ ว่าในร่างกายของเรานี่ นอกจากอวัยะที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันแล้ว ยังมีอวัยวะหรือเนื้อเยื่อในระบบอื่น ๆ ที่ทำหน้าที่ต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมก่อนที่จะเข้าสู่เนื้อเยื่องของร่างกายเรานะครับ แล้วถ้าแนวป้องกันเหล่านี้ถูกทำลายนะครับ เช่น เกิดบาดแผลขึ้น ครับ หรือว่า มีเชื้อโรคที่สร้างเอนไซม์มาย่อยสลายเซลล์เยื่อบุผิวต่าง ๆ นะครับ ร่างกายเราจะมีกลไกในการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาสู่เนื้อเยื่อของเราได้อย่างไรนะครับ แล้วถ้าครูมีข้อความข้อความตรงนี้ให้ ว่าเมื่อเกิดบาดแผล สิ่งที่เราสังเกตเห็นจากบาดแผลของเราจะมีเลือดไหลออกมาใช่ไหมครับ เนื่องจากว่าหลอดเลือดฝอยของเรานี่ ถูกทำลาย หรือบางครั้งอาจจะเกิดอาการบวมแดง หรือบริเวณบาดแผลนี่ มีอุณหภูมิที่สูงขึ้นจากอุณหภูมิปกติของร่างกายเรา กลไกอันนี้ก็ถือว่าเป็นการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่อยู่ในเนื้อเยื่อของเรา คำถามก็คือกลไกลักษณะดังกล่าวะนี่เรียกว่าอะไรนะครับ แล้วก็เหตุใดมักจึงเกิดลักษณะดังกล่าวขึ้นเมื่อเกิดบาดแผลขึ้นตามร่างกายของเรา ลองตอบคำถามกันดูนะครับ แล้วเดี๋ยวเราจะมาได้เรียนรู้กันต่อไป ลักษณะ บาดแผลที่เราเห็นได้นะครับ ก็เป็นกลไกการต่อต้านและทำลายสิ่งแปลกปลอมโดยจำเพาะรูปแบบหนึ่งนะครับ เกิดขึ้นเมื่อ มีเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเข้าไปในเนื้อเยื่อเราได้นะครับ เราจะเรียกกลไกนี้ว่า "การอักเสบ" หรือ Inflammation นะครับ การอักเสบนี่จะไปพร้อม ๆ กับการทำงานกับเซลล์อีกกลุ่มหนึ่งนะครับที่เรียกว่า ฟาโกไซต์ เซลล์กลุ่ม ฟาโกไซต์ จะคอยดักจับและทำลายสิ่งแปลกปลอมที่เข้าไปสู่เนื้อเยื่อของเรา ผ่านทางบาดแผลนะครับ เรามาทำความรู้จักกับเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์เพิ่มเติมนะครับ จริง ๆ เซลล์กลุ่มฟาโกไซต์ก็เป็นเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งนะครับ ซึ่งได้แก่ นิวโทรฟิลแล้วก็โมโนไซต์ โดยเจ้าตัวโมโนไซต์ มันจะสามารถแทรกตัวออกจากหลอดเลือดฝอยของเราได้นะครับ ไปตามเนื้อเยื่อต่าง ๆ โดยเมื่อมันแทรกตัวไปที่เนื้อเยื่อแล้วนี่ มันก็จะขยายขนาดใหญ่ขึ้นนะครับกลายเป็นเซลล์ที่เรียกว่าแมโครฟาจ จะมีประสิทธิภาพสูงในการดักจับและทำลายเชื้อโรคที่เข้าสู่บาดแผลของเรานะครับ อันนี้ก็คือรูปของนิวโทรฟิลโมโนไซต์ แล้วก็ แมคโครฟาจ เมื่อฉายแจะมีลักษณะหน้าตาเป็นอย่างนี้นะครับ กลไกที่เกิดขึ้นเมื่อเราเกิดบาดแผลแล้วก็เกิดการอักเสบตามมานี้ เกิดขึ้นอย่างไรนะครับ เมื่อเราเกิดบาดแผลนี่จะเกิดสัญญาณเคมี ซึ่งสัญญาณเคมีนี้เกิดจากอะไร เกิดเนื้อเยื่อที่เสียหาย หรือว่าตัวเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมเองนะครับ เมื่อมีสัญญาณเคมีเกิดขึ้นจะดึงดูดกลุ่มฟาโกไซต์ มาที่หลอดเลือดฝอยมากขึ้น เมื่อมาถึงนี่ เมื่อเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์มาถึงนี้ จะดักจับดักจับนะครับ เชื้อโรคไม่ให้แพร่กระจายไปยังบริเวณต่าง ๆ นะครับ เราเรียกกระบวนการที่เซลล์กลุ่มฟาโกไซต์ นี่ดักจับเชื้อโรคว่า ฟาโกไซโทซิสนะครับ นอกจากนี้กระบวนการอักเสบยังทำให้เกิดลักษณะต่าง ๆ ตามมานะครับ ก็คือ หลอดเลือดฝอยมีการขยายตัวเกิดขึ้นะครับ มีการนำเลือด แล้วก็สะสมเม็ลเลือดของเซลล์เม็ดเลือดนะครับ มีการซึมผ่านของน้ำเหลือง แล้วก็เกิดอาการบวมแดง บริเวณนั้นอาจจะสูงขึ้นด้วย เราเรียกรวมกันว่า การเกิดการอักเสบ และทำลายสิ่งแปลกปลอมรูปแบบหนึ่งนะครับ อันนี้คือภาพรวมโดยสรุปของการอักเสบนะครับ จะเห็นว่า ภาพ ก. ก็คือ สัญญาณเคมีจะถูกส่งออกมานะครับ ดึงดูดเซลล์ฟาโกไซต์ โดยเฉพาะตัวแมโครฟาจนะครับ ให้เกิดกระบวนการฟาโกไซโทซิส ที่จะคอยดักจับแล้วก็ทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมในภายบาดแผลนะครับ หลังจากนั้น เชื้อโรคที่ถูดทำลาย จะรวมกับฟาโกไซต์ที่ตายแล้ว กลายเป็นหนอง และนอกจากนี้ยังมีการแบ่งเซลล์บริเวณที่เกิดบาดแผลนี่ เพื่อซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่ถูกทำลายด้วยนะครับ ในหนังสือเรียนชีวภาพนี่จะมีกรอบความรู้จะมีกรอบความรู้นะครับ อย่างอันนี้ก็จะเป็นกรอบที่เชื่อมโยงกับสุขภาพ จะเห็นว่าสิ่งที่เนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนี่ จะพยายามเชื่อมโยงให้นักเรียนได้นำความรู้ในสิ่งที่ได้เรียนมานะครับ ไปเชื่อมโยงกับสิ่งที่พบได้ในชีวิตประจำวันของนักเพื่อที่ให้นักเรียนสามารถเข้าใจและอธิบาย หรือรู้เท่าทันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรานะครับ อย่างตัวอย่างกรอบภาพนี้ เป็นตัวอย่างความรู้ของการเกิดสิงนะครับ หรือสิวอักเสบที่พบได้มากในช่วงวัยรุุ่นหรือวัยของนักเรียนอย่างนี้นะครับ หลังจากที่เราเรียนมาทั้งหมดแล้ว เรามาลองตรวจสอบความเข้าใจนักเรียนเข้าใจในเรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ โดยเฉพาะในเรื่องกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบไม่จำเพาะมากน้อยแค่ไหนนะครับ รู้สึกว่าเราจะตรวจสอบความเข้าใจกันอย่างไรบ้างนะครับ ลองหยิบกระดาษกับปากกาขึ้นมา แล้วก็เขียนแผนผัง สรุปกลไลการต่อต้านและทำลายสิไม่จำเพาะดู ดูสิว่านักเรียนจะเขียนอย่างไร ไม่ต้องเหมือนกันก็ได้นะครับ เริ่มต้นจากตรงไหนก็ได้ เหมือนกับที่คุณครูได้ทำมาเป็นตัวอย่างไหมนะครับ อันนี้ก็เป็นตัวอย่างของแผนผังที่คุณครูเขียนให้นักเรียนดูนะครับ ลองไปศึกษากันดู ก็จะมีทั้งกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมที่ ก่อนที่จะเข้าสู่ร่างกายของเราว่าว่ามีอะไรบ้างนะครับ เมื่อเข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกายเราแล้วนะครับ แล้วหลังจากเรียนมาทั้งหมดแล้ว นักเรียนสรุปเนื้อหาที่ได้จากบทเรียนนี้กันว่าอย่างไรบ้างอันนี้เป็นที่คุณครูสรุปได้นะครับ ก็คือข้อแรกเลย ร่างกายของเรานี่มีกลไกการต่อต้านหรือทำลายแปลกปลอมนะครับ โดยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และที่เราเรียนวันนี้ก็คือ กลไกการต่อต้านแบบไม่จำเพาะ ตัวอย่างเช่น ผิวหนัง หรือเหงื่อ หรือน้ำตา หรือกรดจากกระเพาะอาหารนะครับ ที่จะเป็นด่านแรกหรือสิ่งป้องกันเข้าสู่เนื้อเยื่อในร่างกายเราได้ครับ และเมื่อเชื้อโรค สิ่งแปลกปลอมเข้าไปในร่างกายแล้วนี่ จะมีกลไกอื่นที่ตามมา คือ การอักเสบ โดยการอักเสบนี่จะทำงานกับเซลล์ ขาวกลุ่มฟาโกไซต์เพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกายของเราอีกครั้งหนึ่งนะครับ ในครั้งต่อไป เราจะมาพบกับระบบภูมิคุ้มกันในตอนที่ 2 นะครับ ซึ่งจะเรียนเรื่องเกี่ยวกับกลไกการต่อต้านและทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ เราจะมาดูกันว่ากลไกแบบจำเพาะกับไม่จำเพาะนี่เหมือนหรือแตกต่างอย่างเราถึงเรียกแบบนั้นนะครับ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ [เสียงดนตรี][เสียงดนตรี]