--- title: การค้นคว้าหาความรู้ทางฟิสิกส์ (15.16 นาที) subtitle: date: วันอังคารที่ 2 เมษายน 2567 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) [เสียงดนตรี] (คุณครูราม) สวัสดีครับ นักเรียน ขอต้อนรับเข้าสู่ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ของ สสวท. นะครับ (อาจารย์เพลงชาติ) ผมคุณครูติวารีครับ เรามาพบกับรายวิชาเพิ่มเติมวิทยาศาสตร์นะครับ หน้าปกของหนังสือเขียนอย่างนี้นะครับ ตามที่คุณครูเพลงชาติแสดงให้เห็นอยู่นะครับ ก็คือหนังสือเรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์ฟิสิกส์เล่ม 1 สำหรับนักเรียนมัธยมศึกษา นักเรียนเพิ่งขึ้นมาจากมัธยมศึกษาตอนต้นนะครับ วันนี้ คือ วันแรกของห้องเรียนของเรานะครับ เล่มนี้จะมีเนื้อหานะครับ ก็คือบทที่ 1 นะครับ มีทั้งหมด 3 เล่มด้วยนะครับ บทที่ 1 ก็คือพัฒนาการทางฟิสิกส์ เพราะว่าวิชานี้คือวิชาฟิสิกส์ บทนี้อยากจะให้นักเรียนรู้นะครับ ธรรมชาติของตัวฟิสิกส์ และเป็นที่มาที่ไปของวิชาฟิสิกส์มาได้อย่างไรใช่ไหมครับ บทที่ 2 ก็คือการเคลื่อนที่แนวตรงนะครับ และบทที่ 3 ก็คือแรงและการเคลื่อนที่นะครับ สำหรับเทอมแรกนะครับ หรือภาคการศึกษาของชั้นมัธยมศึกษานะครับ (คุณครูเพลงชาติ) 3 บทแต่สนุกสานากันแน่นอนครับ (คุณครูราม) เริ่มต้นที่บทแรก บทแรก หัวข้อแรก ก็คือธรรมชาติของฟิสิกส์นะครับ ก็คือเป็นหัวข้อที่นำเสนอเรื่องราวนะครับ ความเป็นมาและการนำซึ่งความรู้ ธรรมชาตของวิชาฟิสิกส์ และก็พยายามแนะนำให้นักเรียนรู้ว่าธรรมชาติ ของวิชาฟิสิกส์นั้นเป็นอย่างไร อันนี้คือเนื้อหาของวันนี้นะครับ เรามาดูกันครับ ว่าในหัวข้อแรกนี้ เรามีเรื่องราวอะไรที่สนุก ๆ แล้วก็อยากให้นักเรียนได้รู้ เรามาดูเลยครับ ชักชวนให้นักเรียนมาดูข้อความนี้ครับ ความรู้ทางวิทยาศาสตร์นี่ อยู่ในธรรมชาตของมนุษย์นี่ กับวิทยาศาสตร์นี้ เกิดขึ้นจากสติปัญญาของมนุษย์นะครับ มันก็ต้องมีคนสนใจ มันต้องมีคนอยากรู้ ค้นคว้า แสวงหา และมาดูปรากฏการณ์ทั้งหลาย จำความมีประมาณนี้้นคว้า แสวงหา และมาดูปรากฏการณ์ทั้งหลาย จำความมีประมาณนี้นะครับ ลองดู นักเรียนลองดูแล้วกันนะครับ เรามาดูว่า่จุดประสงค์ของการเรียนรู้ของบทนี้ มีอะไรนะครับ จุดประสงค์นะครับ ข้อแรกเลย อธิบายนะครับ แล้วก็ยกตัวอย่างการค้นคว้าความรู้ทางฟิสิกส์นะครับ นักเรียนตามไปนะครับ อันนี้คือจุดประสงค์ของการเรียนนะครับ ข้อที่ 2 ครับ อธิบายและยกตัวอย่างประวัติ ประวัติความเป็นมา พัฒนาการของหลักการและแนวคิดทางฟิสิกส์ ใหญ่ ๆ ทั้งนั้นเลยนะครับ หัวข้อแต่ว่าไม่ได้หนักตามที่เป็นอยู่ ชื่อเป็นอยู่นะครับ อันที่ 3 ก็คิออธิบาย และยกตัวอย่างฟิสิกส์ที่มีผลต่อการแสวงหา ความรู้ใหม่ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี บอกว่าวิชาฟิสิกส์ที่จริงแล้วเป็นพื้นวิทยาศาสตร์สาขาอื่น ๆ เราก็มาดูว่าภายใต้จุดประสงค์ 3 ข้อนี้ มันจะตอบเราอย่างนั้นจริงไหม ก่อนที่เราจะเข้าไปดูสิ่งต่าง ๆ ที่เป็นตัวเนื้อนะครับ สิ่งแรกเลยที่นำเสนอ นักเรียนขึ้นมาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายนี่นะครับ วิชาฟิสิกส์ เราจะมีสัญลักษณ์ที่เป็นอักษรกรีก เพราะว่าชื่อนี่ยาวนะครับ เราไม่สามารถเขียนชื่อได้ทุกบรรทัดทุกครั้ง เขียนชื่อได้ทุกบรรทัด ทุกครั้ง เราก็เลยมีการกำหนดเป็นตัวอักษร เพราะฉะนั้น อันนี้คือตัวอักษร Alpha ตัว a ไม่ค่อยได้ใช้เท่าไรนะครับ บีตา แกมมา ทั้ง 3 ชื่อนี้ ดัง ๆ เลยเป็นรังสี รังสีอัลฟา รังสีแกรมมา รังสีเบต้า เป็นตัวย่อของตัวอื่น ๆ ด้วยนะครับ และตัวอื่น ๆ นักเรียนลองไปดู อย่างเช่น มิว อย่างนี้ครับ มิว เราจะเจอในเรื่องสัมประสิทธิ์ของแรงเสียดทาน หรือชื่อไมโครก็มีนะครับ (คุณครูเพลงชาติ) ซึ่งสัญลักษณ์นี้ก็จะเจอในอุดมศึกษาด้วยใช่ไหมครับอาจารย์ (คุณครูราม) ตลอดไป ถ้าอยู่กับวิชาฟิสินะครับ ถ้ายังอยู่กับวิชา ฟิสิกส์นี่จะเจอกับสิ่งเหล่านี้ (คุณครูเพลงชาติ) เห็นครั้งแรกอาจจะตกใจ แต่ก็ต้อฝึกเขียน (คุณครูราม) ต้องฝึกเขียนนะครับ อย่างตัวนี้นี่นะครับ ก็คือสวย ๆ หน่อยนะครับ โอเคนะครับ ไปดูตาราง ก็คือมีอยู่ 2 ตารางด้วยกันนะครับ ตัวอักษรกรีกก็เยอะหน่อยนะครับ ก็ทำความเข้าใจกับแต่ละตัวนะครับ ตอนนี้มาชวนให้นักเรียนลองตั้งคำถามกับตัวเอง แล้วค่อย ๆ แสวงหาคำตอบกันไปนะครับ คำถามแรกก็คือ ความรู้ ทฤษฎี หลักการ หรือกฎทางวิทยาศาสตร์ที่รู้จักกันนั้น มีอะไรบ้าง ถามเองไม่ต้องการคำตอบนะครับ แล้วก็จดบันทึก คำถามนี้ไว้นะครับ แล้วเราค่อย ๆ หาคำตอบไปเรื่อย ๆ ยังมีเวลาอีกยาวนานนะครับ จนถึงขั้นอุดมศึกษา ก็คือนักวิทยาศาสตร์ได้มาซึ่งนักวิทยาศาสตร์ได้มาซึ่งความรู้ ทฤษฎี หลักการ หรือกฎทางวิทยาศาสตร์ นี่ คือ กระบวนการวิธีการนะครับ ก็อันนี้คือ 2 อันแรกนะครับ อันต่อไปก็คืแความรู้ กฎทางวิทยาศาสตร์มีการเปลี่ยนแปลงได้ไหม ต่อไป ก็คือแล้วมันมีความรู้ใหม่ ๆ นะครับ ที่เกิดขึ้นนี่ เราเอาไปใช้กับสาขาอื่นได้ไหม ต้องดูจุดประสงค์ ได้พูดไว้นะครับ ชวนนักเรียนมาดู icon เหล่านี้ แล้วเดี๋ยวเราตามทีละเรื่องนะครับ ก็คืออันแรก ก็คือเราสามารถทำความเข้าใจสิ่งต่าง ๆ ในโลกได้หมดไหม เราทำได้อย่างไรนะครับ แนววิทยาศาสตร์ ไม่แน่นอน สามารถเปลี่ยนแปลงได้ แล้วไอ้มุมขวากับตรงกลางมันแย้งกันไหม ความรู้ทางวิทยาศาสตร์มีความคงทน เชื่อถือได้ด้วย เป็นอย่างไรกันแน่ แล้วก็มี 2 ไอคอนข้างล่างนะครับ เรามาดูทีละอันนะครับ อันแรกเลยก็คือเราสามารถทำความเข้าใจต่าง ๆ อย่างเช่น ปรากฏการณ์นี้ (คุณครูเพลงชาติ) อย่างนี้คือรุ้งกินน้ำใช่ไหมครับ (คุณครูราม) ก็คือถ้าเรียกทั่ว ๆ ไป คือ รุ้งกินน้ำ แต่จริง ๆ ก็คือรุ้ง ก็คือ เรนโบว์นะครับ ซึ่งสมัยก่อนก็จะมีความเข้าใจอธิบายอื่น ๆ ปลายรุ้งแล้วจะเจอทองคำ (คุณครูราม) อะไรประมาณนั้น แต่ว่าในวิชาวิทยาศาสตร์เรามีคำอธิบาย โดยเฉพาะวิชาฟิสิกส์ เรานะครับ เราก็สามารถสร้างรุ้งในห้องเราก็ได้ ในบ้านเราก็ได้ อย่างอันนี้ก็คือปริซึม ปริซึมก็คือแยกแสงออกมา 7 สี ได้เช่นเดียวกันนะครับ อันนั้นคือสิ่งที่พูดถึงในไอคอนแรกนะครับ การพูดถึงทางวิทยาศาสตร์ไม่แน่นอน อย่างไรกันนะครับ ก็คือมันอย่างไรครับ อันนี้ (คุณครูเพลงชาติ) ไม่แน่นอน หมายถึงเปลี่ยนแปลงได้ (คุณครูราม) มีการเปลี่ยนแปลงขึ้นอยู่กับว่าหลักฐานที่เราค้นพบ คำอธิบาย ทฤษฎีที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ มันไม่ได้แข็งว่า ถ้าพูดแล้วต้องเชื่อตามนั้นนะครับ อันนั้นขึ้นอยู่กับการทดลอง และการอธิบายใหม่ ๆ (คุณครูเพลงชาติ) เช่นตัวอย่างอันนี้ ก็คือการทดลองของ JJ Thomson ซึ่งเป็นการทดลองทางรังสีทางซ้ายครับ ก็คืเป็นรังสีนะครับ แล้วพอเก็บได้ Thomson ก็สร้างเป็นโมด ก็บอกว่าบวกลบกระจายสม่ำเสมอ แต่พอลูกศิษย์เขาเอง ทำการทดลอง ก็คือ...นะครับ ก็ค้นพบว่าสิ่งที่อธิบายไว้นี่ มันยังไม่ถูกต้องนัก (คุณครูเพลงชาติ) ก็คือต้องมีการปรับปรุงโมเดล นั่นคือตัวอย่างของคำว่า "เปลี่ยนแปลงได้" นะครับ ส่วนอีกความรู้... อีกไอคอนนะครับ ความคงทน ก็คือเมื่อถูกยอมรับแล้ว ถูกยอมรับแล้ว ก็คือความรู้นั้น ก็คืออยู่คงทน อย่างเช่น ความรู้ อันนี้ก็คือโครงสร้างอะตอมของ Dalton นะครับ มันเป็นทรงกลม รายละเอียดก็คือไม่สามรถ แต่พอมาเป็ร Thomson ก็คืออย่างน้อยมาเจออิเล็กนะครับ แล้วก็ไปถึงยุคของ Ruthford อันนั้นคือสิ่งที่เป็นไปตามกาลเวลา ท้ายที่สุด... (คุณครูเพลงชาติ) ต้องใช้ระยะเวลายาวนานมากนะครับ ไม่ใช่เป็นปี หรือเป็นเดือนนะครับ อีกไอคอนหนึ่งที่เกริ่นไว้ ก็คือกฎมีความสัมพันธ์ และแตกต่างกันอย่างไรนะครับ กฎเป็นอย่างไรครับ คุณครูเพลงชาติครับ (คุณครูเพลงชาติ) รูปแบบ ก็คือมันเป็นแบบรูป Pattern นะครับ ธรรมชาตินะครับ แล้วมันเกิดซ้ำได้ และสามารถอธิบายได้ อย่างกฎที่ดัง ๆ คือ... (คุณครูเพลงชาติ) กฎแรงโน้มถ่วง (คุณครูราม) หรือกฎการเคลื่อนที่ของนิวตันนะครับ ก็คือเป็นคำอธิบาย เป้นองค์ความรู้ที่ใช้คำอธิบาย ไอ้แบบที่เกิดขึ้นเหล่านั้นในธรรมชาตินะครับ แต่อย่างไรก็ตามที วิทยาศาสตร์จะไม่สามารถตอบได้ทุกคำถามนะครับ หลาย ๆ คำถามอย่างเช่น ความเชื่อ หรือสิ่งที่เกิดขึ้นจากการอธิบายโดยความคิดโดยคนใดคนหนึ่ง หรือกลุ่มคนใดคนหนึ่ง อันนี้วิทยาศาสตร์จะไม่ยุ่งเกี่ยวนะครับ (คุณครูราม) เราไม่ยุ่งเกี่ยวนะครับ (คุณครูเพลงชาติ) ใช่ครับ อันนี้คือสิง่ที่เราพูดถึงในช่วงแรกนะครับ ต่อไปก็คือเป็นความรู้และพัฒนาการด้านวิทยาศาสตร์ ใช่ไหมครับ ก็คือถ้าเราย้อนเวลาไปนี่ เราจะพูดถึงการพัฒนาการไป เราจะพูดถึงเป็นการพัฒนาการตั้งแต่สมัยกรีก สมัยกรีกนะครับ แล้วก็เป็นเชิงปรัชญามาก่อน แล้วพัฒนามาเป็นวิทยาศาสตร์นะครับ และพัฒนามาเป็นตัววิชาฟิสิกส์เอง ซึ่งก็เป็นส่วนหนึ่งของวิชาวิทยาศาสตร์นะครับ แต่แน่นอนการพัฒนาการเหล่านี้ มันมีความต้องการ ความต้องการของมนุษย์ ก็คือเราต้องการเอาองค์ความรู้ทางฟิสิกส์และวิทยาศาสตร์นี่ เพื่ออาจจะใช้ในการผ่อนแรง หรือช่วยเหลือตามสะดวกนะครับ ในการช่วยเหลือให้ความสะดวกนะครับ ตามรูปเหล่านี้นะครับ อันนี้นักเรียนตามไปเรื่อย ๆ นะครับ ส่วนคำอธิบายทั้งหลายนี่ ที่เกิดขึ้นในรายวิชาวิทยาศาสตร์นี่ เกิดขึ้นในวิชาวิทยาศาสตร์นี่ อย่างการเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างกล้องโทรทรรศน์ กาลิเลโอ บารอมิเตอร์ ก็ใช้ในการวัดความดัน ความดันนะครับ ของตัวอุปกรณ์ทางการทดลองของเรานะครับ ถ้าเราสรุป สรุปแนวทางที่ได้มาซึ่งวิชาฟิสิกส์ เราจะมี 2 แนวทางด้วยกัน แนวทางที่ 1 ก็คือการสังเกตทดลองนะครับ เก็บรวบรวมข้อมูล กับแนวทางที่ 2 คือ สร้างแบบจำลอง สร้างแบบจำลองนะครับ อย่างอันนี้ซึ่งเราก็จะค่อย ๆ เจอกันนะครับ อย่างอันนี้ก็คือตัวอย่างหนึ่งของกิจกรรม การได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์นี่ มันจะคล้าย ๆ กับกล่องปริศนานี่นะครับ อันนี้ ก็คือกล่องปริศนานี้ มันมีอะไรบางอย่างอยู่ข้างใน อยา่งเช่น อันที่ง่ายที่สุดก่อน คุณครูเพลงชาติ ลองทายดูก่อนว่ามีอะไร ห้ามเปิดนะครับ รูปทรงของวัตถุที่อยู่ในนี้ น่าจะมีหน้าตาเป็นอย่างไร (คุณครูเพลงชาติ) ผม...เป็ (คุณครูเพลงชาติ) ลูกกลมโลหะอะไรสักอย่าง (คุณครูราม) ก็คืออันนี้คือผมบอกเลยว่าง่ายนะครับ คุณครูเพลงชาติลองเปิดให้นักเรียนดู (คุณครูเพลงชาติ) รู้เลยครับ (คุณครูราม) ครับ (คุณครูเพลงชาติ) ถูกต้องครับ ลูกทรงกลมนะครับ ก็คือเป็นลูกเหล็กนะครับ ลูกเหล็กนะครับ ผมบอกว่าง่ายนะครับ เอายากขึ้นนิดหนึ่ง กิจกรรมอย่างนี้แนะนำให้นักเรียนนี่ ทำกับผู้ปกครองก็ได้ เพื่อนก็ได้ ก็คือคนที่ใส่นี่ไม่บอกเรา ไม่บอกเรานะครับ แล้วเราค่อย ๆ เจาะหาคำตอบไปเรื่อย ๆ นะครับ (คุณครูเพลงชาติ) อันนี้ยากจริง ๆ นะครับ ผม... น่าจะเป็นสี่เหลี่ยมคิวบิดไม้ไหมครับ ลูก... ไม้ไหมครับ (คุณครูราม) อันนี้ไม่เฉลย ครับ อันนี้แตกต่างนะครับ เพราะใช้เป็นกระป๋องโลหะนะครับ กระป๋องโลหะนะครับ (คุณครูเพลงชาติ) อันนี้วัสดุน่าจะเป็นโลหะ เพราะผมได้ยินเสียงโลหะกระทบกัน (คุณครูราม) เราจะใช้ความรู้ประสบการณ์ องค์ความรู้ที่เรามีอยู่ ก็คือพยามยามทำตัวอย่างนะครับ ว่าเวลาเราพินิจทำนาย ออกมามันต้องมีหลักการทางวิทยาศาสตร์ ว่าทำไมเราถึงคิดอย่างนั้น แล้วก็ค่อยเก็บข้อมูลนะครับ เก็บข้อมูล รวบรวมข้อมูลจนกระทั่งเราได้คำอธิบาย แต่แนะนำว่ากิจกรรมเหล่านี้ต้องทำกับเพื่อน เราจะต้องไม่ทำเอง เพราะถ้าเราทำเอง เราก็รู้อยู่แล้วว่ามีอะไรนะครับ โอเคนะครับ นะ ทีนี้กลับมาดูที่ตัวสไลด์ต่อนะครับ ก็คือว่าอันนี้การของการได้มาซึ่งความรู้ หรือกระบวนการทางววิทยาศาสตร์ อย่างนั้นนะครับ ก็คือตามผลสรุปอันนี้นะครับ เพราะฉะนั้น การได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์นี่ คือเราจะต้อง 1. นะครับ ก็คือสนใจ (คุณครูเพลงชาติ) ไม่ใช่ (คุณครูราม) หมดแล้วครับ โอเคนะครับ (เจ้าหน้าที่) 5 4 3 2 1 (คุณครูราม) การได้มาซึ่งความรู้ทางวิทยาศาสตร์ยิ่งใหญ่ ไม่ได้เกิดขึ้นโดยในชั่วครั้งชั่วคราว แต่ได้จากความสนใจ เจาะลึก การแก้ไขปัญหา แล้วก็เก็บรวบรวม การเป็นขั้นเป็นตอนนะครับ อันนี้คือในหัวข้อแรกของเรานะครับ [เสียงดนตรี]