﻿1
00:00:33,778 --> 00:00:37,778
สวัสดีครับ นักเรียน

2
00:00:40,906 --> 00:00:42,295
รับเข้าสู่ห้องเรียนวิทยาศาสตร์ สสวท. นะครับ ผม ครูราม ติวารีครับ

3
00:00:42,295 --> 00:00:44,176
3.5 การบันทึก

4
00:00:44,176 --> 00:00:48,176
ผลการคำนวณนะครับ

5
00:00:49,440 --> 00:00:50,181
ประสงค์ของการเรียนรู้กับข้อนี้ก็คือบันทึกผลการคำนวณจากการบวก

6
00:00:50,181 --> 00:00:51,527
ลบ

7
00:00:51,527 --> 00:00:53,691
คูณหาร

8
00:00:53,691 --> 00:00:54,590
จำนวนนะครับ

9
00:00:54,590 --> 00:00:55,873
หรือ

10
00:00:55,873 --> 00:00:57,740
ปริมาณที่มี

11
00:00:57,740 --> 00:01:01,740
เลขนัยยสำคัญต่างกันนะครับ

12
00:01:04,223 --> 00:01:06,897
เรียนได้รับรู้ข้อมูลของการวัดที่มีเลขนัยยสำคัญแล้วนะครับ

13
00:01:06,897 --> 00:01:10,897
ซึ่งแน่นอนพอมีข้อมูลที่เกิดขึ้นจาก

14
00:01:12,552 --> 00:01:13,542
ตัวเลขที่เราวัดมานี่ มันย่อมมีการนำมาบวกลบเอามาคูณ เอามาหาร

15
00:01:13,542 --> 00:01:16,653
แล้ว

16
00:01:16,653 --> 00:01:20,653
ปริมาณที่เกิดขึ้นตอนท้ายสุดเนี่ยเราจะนับ

17
00:01:21,604 --> 00:01:23,362
จำนวนเลขนัยยะสำคัญยังไงนะครับ ก็จะมีกรณีที่ยังตอนนี้คือมี

18
00:01:23,362 --> 00:01:24,436
สำคัญอยู่ 4 ตัว

19
00:01:24,436 --> 00:01:28,436
นะครับ

20
00:01:28,946 --> 00:01:31,113
เอามาลบกันนะครับ

21
00:01:31,113 --> 00:01:35,113
จะเห็นว่าสิ่งที่แตกต่าง ก็คือ

22
00:01:38,247 --> 00:01:41,495
ชุดแรกเนี่ยมีหลังทศนิยมอยู่ 1 ตำแหน่งนะครับ และอันนี้หลังทศนิยมอยู่ 2 ตำแหน่งนะครับ

23
00:01:41,495 --> 00:01:43,334
คำถามแล้วผลที่ออกมาเนี่ย

24
00:01:43,334 --> 00:01:44,113
มาบอกว่าแปลงเสร็จนะครับ

25
00:01:44,113 --> 00:01:46,801
เราจะ

26
00:01:46,801 --> 00:01:50,801
ใช้ทั้งหมดกี่ตำแหน่งทศนิยมในการครับ

27
00:01:50,892 --> 00:01:54,892
สำหรับการบวกลบ ก็คือเราจะถือจำนวนหลังทศนิยมเป็นหลักครับ

28
00:01:55,646 --> 00:01:58,018
ในปริมาณ 1 ตัวอันนี้มี 2 ตัว

29
00:01:58,018 --> 00:02:02,018
เราใช้ตัวที่น้อยกว่าเป็นตัว

30
00:02:02,804 --> 00:02:06,804
หลักนะครับ เพราะฉะนั้น ผลลัพธ์ที่ออกมาเป็นจุด 1.5 นี่

31
00:02:07,947 --> 00:02:08,601
เราจะปัดเป็น 1 ตำแหน่งก็คือหลังคา 1 ตำแหน่งนะครับ อันนี้คือบวกลบ

32
00:02:08,601 --> 00:02:12,601
กัด

33
00:02:14,671 --> 00:02:18,671
สำหรับกรณีของคูณหารให้ทราบว่าปริมาณ 2 ปริมาณที่นำมาคูณหารกันนะครับ

34
00:02:19,517 --> 00:02:23,200
ตอนเนี่ยมาหารกันนี่ก็คือว่าจำนวนเลขนัยยสำคัญนี่

35
00:02:23,200 --> 00:02:24,747
ของอันไหนน้อยกว่านะครับ อย่างอันนี้มี 2 ตัวอันนี้คือ

36
00:02:24,747 --> 00:02:28,747
3 ตัวนะครับ

37
00:02:30,514 --> 00:02:34,127
อาหารกันเสร็จผลลัพธ์ที่ได้ครับ ต้องมีแค่ 2 ตัวคือตัวที่น้อยกว่า 12 ตัว

38
00:02:34,127 --> 00:02:37,900
เดี๋ยวนักเรียนไปดูตัวอย่างจาก VTR นะครับ ว่า

39
00:02:37,900 --> 00:02:41,900
มีวิธีการที่จะบันทึกข้อมูลและนำมาใช้ได้อย่างไรครับ

40
00:02:54,053 --> 00:02:55,916
(อาจารย์) การทราบค่าความต้านทานของลวดตัวนำนะครับ เราสามารถทราบได้ทั้ง 2 วิธีนะครับ 1 คือ

41
00:02:55,916 --> 00:02:57,662
วัดจากโอห์มมิเตอร์นะครับ

42
00:02:57,662 --> 00:03:00,743
หลีกทางให้เธอเราวัดจาก

43
00:03:00,743 --> 00:03:02,733
ขนาดของเส้นลวดแล้วก็ความยาว แล้วก็

44
00:03:02,733 --> 00:03:05,360
คำนวณจากmk'ทฤษฎีนะครับ

45
00:03:05,360 --> 00:03:07,297
การวัดจากทางมิเตอร์นะครับ

46
00:03:07,297 --> 00:03:10,644
เราก็นำไปวัดโดยตรง

47
00:03:10,644 --> 00:03:12,145
แล้วก็อ่านค่าตามความละเอียดนะครับ ซึ่ง

48
00:03:12,145 --> 00:03:13,432
ค่าที่ผมอ่านได้นะครับ

49
00:03:13,432 --> 00:03:15,218
มีค่าเท่ากับ

50
00:03:15,218 --> 00:03:17,732
14.1 โอมนะครับ

51
00:03:17,732 --> 00:03:21,353
ที่ความยาวของเส้นลวด

52
00:03:21,353 --> 00:03:23,877
96

53
00:03:23,877 --> 00:03:26,171
.0 เซนติเมตรนะครับ

54
00:03:26,171 --> 00:03:29,182
ก็จะบันทึกเข้าไว้

55
00:03:29,182 --> 00:03:33,182
มีความยาว 96.0 เซนติเมตร

56
00:03:33,237 --> 00:03:37,185
วัดความต้านทานได้ 14.1 โอห์มนะครับ

57
00:03:37,185 --> 00:03:39,949
แล้วก็ที่ความยาวเส้นลวด

58
00:03:39,949 --> 00:03:43,949
192 เซนติเมตร

59
00:03:44,807 --> 00:03:45,707
จะวัดได้

60
00:03:45,707 --> 00:03:46,784
2

61
00:03:46,784 --> 00:03:48,138
8.2

62
00:03:48,138 --> 00:03:52,138
โอห์มนะครับ

63
00:03:55,322 --> 00:03:59,322
ผมก็จะบันทึกค่าไว้นะครับ

64
00:04:08,521 --> 00:04:09,464
ทีนี้ ถ้าเราอยากจะวัดอีกจากทางทฤษฎีนะครับ

65
00:04:09,464 --> 00:04:10,999
เราก็

66
00:04:10,999 --> 00:04:13,549
จะเริ่มจากการวัด

67
00:04:13,549 --> 00:04:14,844
เส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นลวดนะครับ

68
00:04:14,844 --> 00:04:16,279
เราใช้

69
00:04:16,279 --> 00:04:20,279
ไมโครมิเตอร์นะครับ

70
00:04:22,900 --> 00:04:26,900
ซึ่งหน่วยความละเอียดที่มันสามารถวัดได้ละเอียดสุด ก็คือ 0.01 มิลลิเมตรนะครับ

71
00:04:36,117 --> 00:04:38,513
ซึ่งค้าที่ผมอ่านได้ ก็คือ

72
00:04:38,513 --> 00:04:41,460
0.31 มิลลิเมตรนะครับ

73
00:04:41,460 --> 00:04:45,460
เป็นเส้นผ่าศูนย์กลางของเส้นลวด

74
00:04:45,812 --> 00:04:49,812
จะจดค่าไว้

75
00:04:52,079 --> 00:04:55,275
หลังจากนั้นเราก็จะ

76
00:04:55,275 --> 00:04:56,447
รำข้าวความยาวของเส้นลวดเพื่อคำนวณหา

77
00:04:56,447 --> 00:04:57,872
ข้อความ

78
00:04:57,872 --> 00:05:01,872
ต้านทานนะครับ

79
00:05:02,644 --> 00:05:06,644
ความยาวของเส้นลวดจะมีค่าเท่ากับ 96.0 เซนติเมตรนะครับ

80
00:05:14,094 --> 00:05:15,834
ซึ่งลวดที่เราใช้ก็คือลวดนิโครมนะครับ โดยที่ลวดนิโครม

81
00:05:15,834 --> 00:05:18,298
ครับ จะมีสภาพ

82
00:05:18,298 --> 00:05:21,182
ต้านทานที่ 1 ไมโครโอห์มเมตรนะครับ

83
00:05:21,182 --> 00:05:24,472
หลังจากนั้นเราก็จะเริ่มมาคำนวณนะครับ

84
00:05:24,472 --> 00:05:27,177
ตัวที่สมการที่เราใช้ ก็คือ

85
00:05:27,177 --> 00:05:31,177
ความต้านทาน สภาพต้านทานจะเท่ากับ

86
00:05:31,209 --> 00:05:33,379
สภาพต้านทานคูณด้วย L ส่วนด้วย

87
00:05:33,379 --> 00:05:35,533
พื้นที่หน้าตัดนะครับ

88
00:05:35,533 --> 00:05:38,003
โดยที่

89
00:05:38,003 --> 00:05:42,003
สภาพต้านทานมีค่าเท่ากับ 1

90
00:05:42,495 --> 00:05:45,754
คูณ 10 กำลังลบ 6 นะครับ

91
00:05:45,754 --> 00:05:47,987
ส่วน l จะมีค่าเท่ากับ

92
00:05:47,987 --> 00:05:48,705
96.

93
00:05:48,705 --> 00:05:49,923
0

94
00:05:49,923 --> 00:05:52,668
เซนติเมตร นะครับ

95
00:05:52,668 --> 00:05:56,395
คือ ค

96
00:05:56,395 --> 00:05:57,926
ูณ 10 กำลัง -2 นะครับ

97
00:05:57,926 --> 00:06:01,336
ส่วนด้วย

98
00:06:01,336 --> 00:06:02,994
พื้นที่หน้าตัดนะครับ จะมีค่าเท่ากับ

99
00:06:02,994 --> 00:06:05,366
พ

100
00:06:05,366 --> 00:06:09,366
าย R กำลัง 2 ก็คือ

101
00:06:09,525 --> 00:06:11,976
เอาเส้นผ่าศูนย์กลางหาร 2 ก็คือ 0

102
00:06:11,976 --> 00:06:13,714
.16 นะครับ

103
00:06:13,714 --> 00:06:17,482

104
00:06:17,482 --> 00:06:19,518
คูณ 10 กำลังลบ 3 นะครับ ทั้งหมด

105
00:06:19,518 --> 00:06:23,518
กำลัง 2 นะครับ

106
00:06:28,617 --> 00:06:30,456
เพราะฉะนั้น ค่าที่เราต้องการบันทึก ก็คือ 2 ค่านะครับ โด

107
00:06:30,456 --> 00:06:32,455
ยค่าที่เราคำนวณได้จาก

108
00:06:32,455 --> 00:06:36,320
ตัวเลขนะครับ ก็คือ

109
00:06:36,320 --> 00:06:38,089
11.9403

110
00:06:38,089 --> 00:06:38,878

111
00:06:38,878 --> 00:06:42,878

112
00:06:43,575 --> 00:06:45,598
นะครับ แต่การที่เราจะบันทึกข้า ก็คือ

113
00:06:45,598 --> 00:06:49,185
2 ตำแหน่ง ก็คือ

114
00:06:49,185 --> 00:06:53,185
12 โอห์มนะครับ

115
00:06:55,546 --> 00:06:57,260
เมื่อเราเปรียบเทียบกับค่าที่วัดได้จากโอห์มมิเตอร์นะครับ จะเห็นว่ามีค่าความคลาดเคลื่อนนะครับ

116
00:06:57,260 --> 00:07:01,260
อาจจะเป็นเพราะว่า

117
00:07:02,473 --> 00:07:03,859
อุณหภูมิมีผลต่อค่าสภาพความต้านทานของลวดนิโครมนะครับ แล้วก็อาจจะเป็น

118
00:07:03,859 --> 00:07:04,855
ชนิดของ

119
00:07:04,855 --> 00:07:05,968
ตัวลวดนะครับ

120
00:07:05,968 --> 00:07:07,714
ซึ่ง

121
00:07:07,714 --> 00:07:08,732
การบันทึกเลขนัยสำคัญนะครับ

122
00:07:08,732 --> 00:07:10,827
จะเป็นไปตาม

123
00:07:10,827 --> 00:07:14,827
หลักการที่เราได้กล่าวไว้แล้วครับ

124
00:07:16,740 --> 00:07:18,043
(อาจารย์) นักเรียนต้องไปฝึกฝนนะครับ เรื่องของเลขนัยยสำคัญ เรื่องของการวัด และนำเอาตัวเลขมาบวก

125
00:07:18,043 --> 00:07:21,824
คูณ หารกัน

126
00:07:21,824 --> 00:07:25,824
สำคัญมากครับ นักเรียนต้องทำความเข้าใจเพื่อไปใช้ได้ต่อครับ [เสียงดนตรี]

