﻿1
00:00:38,247 --> 00:00:41,911
(คุณครูธีรพัฒน์) สวัสดีครับนักเรียน วันนี้มาพบกับธีรพัฒน์อีกครั้งนะครับ

2
00:00:41,911 --> 00:00:45,911
ในคลิปการสอนหัวข้อ เรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ตอนที่ 2 ครับ

3
00:00:49,375 --> 00:00:53,375
ในเรื่องนี้นะครับ จะอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพครับ ในหัวข้อที่ 2.4

4
00:00:54,341 --> 00:00:57,842
เรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ แล้วก็อยู่ในหัวข้อย่อยที่ 2.4.2

5
00:00:57,842 --> 00:01:01,842
กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ

6
00:01:05,291 --> 00:01:06,469
จุดประสงค์การเรียนรู้ของเรื่องนี้นะครับ เมื่อเรียนจบแล้วคุณครูคาดหวังว่านักเรียนจะสามารถอธิบาย แล้วก็

7
00:01:06,469 --> 00:01:10,094
แผนผัง

8
00:01:10,094 --> 00:01:14,094
เกี่ยวกับกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมจำเพาะได้ครับ

9
00:01:17,358 --> 00:01:21,358
ก่อนที่จะเรียนในหัวข้อต่อไปนี้นะครับ ครูจะมีข้อความที่นักเรียนเคยเห็นกันมาแล้วล่ะ

10
00:01:24,443 --> 00:01:26,998
ในคลิประบบภูมิคุ้มกันตอนที่ 1 นะครับ เดี๋ยวครูจะให้เวลานักเรียนลองอ่านแล้วก็ศึกษาดู

11
00:01:26,998 --> 00:01:30,998
จากนั้นก็มีคำถามนักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับ

12
00:01:33,485 --> 00:01:35,937
พร้อมสำหรับคำถามกันหรือยัง

13
00:01:35,937 --> 00:01:39,937
เดี๋ยวเราลองไปดูกันเลยนะครับ

14
00:01:42,551 --> 00:01:43,765
คำถามแรก ก็คือกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะคืออะไร

15
00:01:43,765 --> 00:01:45,693
ครับ

16
00:01:45,693 --> 00:01:49,693
อันนี้เป็นคำถามแรกนะครับ

17
00:01:49,990 --> 00:01:53,252
คำถามที่ 2 ก็คือในเมื่อร่างกายของเรา

18
00:01:53,252 --> 00:01:56,299
นี่มีกลไกในการต่อต้าน หรือทำลายสิ่ง

19
00:01:56,299 --> 00:01:59,520
ปลอมแบบไม่จำเพาะในระบบภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว

20
00:01:59,520 --> 00:02:00,365
เหตุใดจึงต้องมีกลไกการ

21
00:02:00,365 --> 00:02:02,726
ต่อต้าน

22
00:02:02,726 --> 00:02:05,321
สิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ อีกกลไลหนึ่งด้วย

23
00:02:05,321 --> 00:02:09,321
ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดดูนะ

24
00:02:15,863 --> 00:02:18,666
ถ้านักเรียนคิดคำตอบได้นะครับ เดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันผ่านหัวข้อนี้นะครับ

25
00:02:18,666 --> 00:02:22,666
คือหัวข้อ

26
00:02:26,215 --> 00:02:30,215
กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ โดยหลักการที่สำคัญของกลไกนี้มีอยู่ด้วยกัน 2

27
00:02:32,100 --> 00:02:36,100
. ก็คือ อันแรกก็เป็นการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม ที่อยู่ในเนื้อเยื่อร่างกายของเรานะครับ

28
00:02:37,389 --> 00:02:39,274
อันที่สองก็คือกลไกนี้ จะเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว

29
00:02:39,274 --> 00:02:43,274
กลุ่มลิมโฟไซต์นะครับ

30
00:02:43,774 --> 00:02:47,088
นักเรียนยังจำกลุ่มลิมโฟไซต์

31
00:02:47,088 --> 00:02:49,696
เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ครั้งที่แล้วได้ไหมครับ

32
00:02:49,696 --> 00:02:52,616
ถ้าลืมไปแล้ว เดี๋ยวเราลองมาทบทวนจาก

33
00:02:52,616 --> 00:02:56,616
ความรู้เพิ่มเติม ที่ครูเคยให้ไปแล้วนะครับ

34
00:02:59,226 --> 00:03:00,983
จุดเน้นก็คือเจ้าลิมโฟไซต์นี่ จะเป็นเม็ดเลือดขาวที่สามารถตอบสนองแล้วก็ทำลาย

35
00:03:00,983 --> 00:03:04,983
สิ่งแปลกปลอมได้อย่างจำเพาะนะครับ

36
00:03:06,013 --> 00:03:10,013
แล้วก็เกี่ยวข้องกับแอนติบอดีนะครับ ซึ่งเราจะได้เรียนต่อไปนะครับ

37
00:03:12,886 --> 00:03:16,886
เดี๋ยวเรามาทำความรู้จักกับเซลล์กลุ่ม เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์กันต่อนะครับ

38
00:03:18,215 --> 00:03:22,215
เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์จะแบ่งได้ 2 ชนิดด้วยกัน

39
00:03:22,236 --> 00:03:24,886
ชนิดแรกเซลล์บีหรือ b-lymphocyte นะครับ

40
00:03:24,886 --> 00:03:27,308
เรียกว่า "เซลล์ที" หรือ "t-lymphocyte" นะครับ

41
00:03:27,308 --> 00:03:29,368
ง

42
00:03:29,368 --> 00:03:33,239
เซลล์ทีและเซลล์บี

43
00:03:33,239 --> 00:03:37,239
ทำงานเกี่ยวข้องกับแอนติเจนและแอนติบอดีนะครับ

44
00:03:40,701 --> 00:03:41,737
คำศัพท์ขึ้นมาอีก 2 คำแล้วนะ ก็คือคำว่าแอนติเจน แล้วก็แอนติบอดี้ นักเรียนพอจะรู้จัก

45
00:03:41,737 --> 00:03:45,737
2 คันนี้ไหมครับ

46
00:03:45,956 --> 00:03:47,676
ถ้ายังไม่รู้จักเดี๋ยวเราไปทำความรู้จัก

47
00:03:47,676 --> 00:03:50,928
2 อันนี้เพิ่มมากขึ้นครับ

48
00:03:50,928 --> 00:03:52,119
ลองดูรูปที่คุณครู ให้มา

49
00:03:52,119 --> 00:03:56,119
อันนี้นะครับ

50
00:03:59,184 --> 00:04:02,349
นักเรียนพอจะบอกได้ไหมครับ  พอดีกับแอนติเจน มีความสัมพันธ์กันอย่างไร

51
00:04:02,349 --> 00:04:06,349
ให้เวลาเราคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับ

52
00:04:13,910 --> 00:04:17,910
นักเรียนบางคนอาจจะตอบได้แบบตรงไปตรงมานะ ซึ่งจากรูปจะเห็นว่าตัวแอนตี้บอดี้ครับ

53
00:04:21,663 --> 00:04:23,455
มันสามารถจับกับแอนติเจนได้นะครับ แล้วก็มีบริเวณที่สามารถจะกลับ M Gen อยู่ที

54
00:04:23,455 --> 00:04:24,687
ของแอนติบอดี นะครับ

55
00:04:24,687 --> 00:04:28,687
การจับกันของ

56
00:04:30,940 --> 00:04:31,543
แอนติเจนกับแอนติบอดี จะเป็นการจัดการแบบเฉพาะนะครับ เรามาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกสักนิด

57
00:04:31,543 --> 00:04:35,543
หนุ่ง ครับ

58
00:04:37,206 --> 00:04:41,206
ข้อมูลเพิ่มเติมจากอธิบายว่าแอนติเจน เป็นโมเลกุลของสาร

59
00:04:42,354 --> 00:04:46,354
หรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ นะครับ อาจจะเป็นเชื้อโรค เช่น ไวรัสแบคทีเรียหรือส่วนตัว

60
00:04:48,169 --> 00:04:52,169
ของเชื้อโรคนะครับ รวมทั้งสารพิษต่าง ๆ ที่เชื้อโรคตั้งขึ้นอาจจะเป็นสารพิษ

61
00:04:52,516 --> 00:04:55,094
จะเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเรา เมื่อเข้าสู่ร่างกายเราแล้ว

62
00:04:55,094 --> 00:04:59,094
จะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายเรานะครับ

63
00:04:59,465 --> 00:05:03,465
ให้เกิดกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะขึ้นนะครับ

64
00:05:07,592 --> 00:05:08,546
ซึ่งกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมจำเพาะนี่ จะเกิดจากการที่ร่างกายสร้างแอนติบอดี

65
00:05:08,546 --> 00:05:12,546
ขึ้นมานะครับ

66
00:05:13,821 --> 00:05:17,821
และแอนติบอดีเองจะสามารถไปจับกับแอนติเจน ได้อย่างจำเพาะนะครับ

67
00:05:22,677 --> 00:05:26,677
จากข้อมูลที่ได้เรียนผ่านมาเมื่อกี้ ครูก็มีคำถามให้นักเรียนลองช่วยกัน

68
00:05:27,212 --> 00:05:30,901
คิดกันอย่างต่อเนื่องนะครับ  ก่อนที่จะเข้าไปเรียนในเรื่องของลิมโฟไซต์ต่อไปนะครับ

69
00:05:30,901 --> 00:05:32,673
คำถามแรกก็คือการสร้างแอนติบอดี

70
00:05:32,673 --> 00:05:34,509
กบเร็ว

71
00:05:34,509 --> 00:05:38,035
กับเซลล์ทีอย่างไรนะครับ

72
00:05:38,035 --> 00:05:42,035
คำถามตอบมา ก็คือว่า

73
00:05:42,770 --> 00:05:46,089
เหตุใดจึงสร้างแอนติบอดีขึ้นมา เพื่อจับกับแอนติเจน

74
00:05:46,089 --> 00:05:50,089
และนำไปทำลายต่อไปครับ

75
00:05:51,427 --> 00:05:54,747
หน้าที่ของแอนติบอดี คือมีหน้าที่เดียว คือจับกับแอนติเจนครับ

76
00:05:54,747 --> 00:05:56,240
สร้างมาเพื่อมีหน้าที่เดียวนะครับ

77
00:05:56,240 --> 00:05:59,768
นักเรียนลองคิดดูนะครับ

78
00:05:59,768 --> 00:06:01,652
เราก็อาจจะยังไม่ได้คำตอบตอนนี้หรอก

79
00:06:01,652 --> 00:06:04,209
นักเรียนจะเข้าใจมากขึ้นครับ

80
00:06:04,209 --> 00:06:08,209
เราไปดูกันว่าเมื่อ

81
00:06:08,894 --> 00:06:12,723
แอนติเจน เข้ามาภายในเนื้อเยื่อในร่างกายของเราแล้ว

82
00:06:12,723 --> 00:06:16,723
จะเกิดการกระตุ้นหรือเกิดการทำงานของเซลล์ หรือเปล่าครับ

83
00:06:19,540 --> 00:06:23,479
อันแรกก็คือทั้งเซลล์บีและเซลล์ที จะเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะนะครับ

84
00:06:23,479 --> 00:06:27,185
เซลล์บีจะถูกกระตุ้นนะครับ

85
00:06:27,185 --> 00:06:31,185
ให้แบ่งเซลล์และพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่มี

86
00:06:33,287 --> 00:06:37,287
ไฟล์ขนาดใหญ่ขึ้นนะครับ เรียกว่า "เซลล์พลาสมา" เซลล์พลาสมา จะมีบทบาทสั่งสำคัญและ

87
00:06:39,345 --> 00:06:40,093
เซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างและหลั่งแอนติบอดีนะครับ ให้เข้าไปในร่างกายของเราเพื่อจะ

88
00:06:40,093 --> 00:06:40,674
แอนติเจน

89
00:06:40,674 --> 00:06:44,674
นะครับ

90
00:06:48,369 --> 00:06:52,114
ในขณะเดียวกันนะครับ แอนติเจนที่เข้ามาในเนื้อเยื่อร่างกายของเรา แล้วก็จะกระตุ้นเซลล์ทีนะครับ

91
00:06:52,114 --> 00:06:56,114
ให้แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนเช่นกันนะครับ

92
00:06:58,050 --> 00:06:59,916
โดยเซลล์ทีที่กระตุ้นจะมีหลากหลายอยู่ด้วยกัน ก็คือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมนะครับ

93
00:06:59,916 --> 00:07:03,916
หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ

94
00:07:04,027 --> 00:07:08,027
หรือภาษาอังกฤษเราเรียกว่า "helpe T Cell" นะครับ

95
00:07:09,089 --> 00:07:12,955
แล้วอีกเซลล์หนึ่งก็คือเซลล์ทีผู้ช่วยนะครับ หรือ helper T Cell นะครับ

96
00:07:12,955 --> 00:07:14,556
ซึ่งตัว helper T Cell ก็จะทำตัว

97
00:07:14,556 --> 00:07:18,556
หน้าที่ของมันนะครับ

98
00:07:21,556 --> 00:07:22,886
ในการกระตุ้นลิมโฟไซต์สิ่งต่าง ๆ นะครับ ซึ่งจะมีเป็นตัวที่มีบทบาทสำคัญมาก

99
00:07:22,886 --> 00:07:26,886
ของเรานะครับ

100
00:07:28,675 --> 00:07:32,675
นอกจากนี้ เซลล์บีและเซลล์ทีบางส่วนนะครับ

101
00:07:33,187 --> 00:07:36,919
ก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า "เซลล์ความจำ" ครับ หรือ "Memory

102
00:07:36,919 --> 00:07:38,862
c" ซึ่ง Memory เซลล์จะมีการจดจำ

103
00:07:38,862 --> 00:07:42,862
แอนติเจนนาน ๆ นะครับ

104
00:07:43,689 --> 00:07:44,821
ทำไมถึงต้องมีการจดจำนะครับ ก็คือเมื่อมีแอนติเจน

105
00:07:44,821 --> 00:07:47,434
เข้ามา

106
00:07:47,434 --> 00:07:51,434
เอาเซลล์เมมโมรี่ครับ

107
00:07:53,885 --> 00:07:56,754
เป็นตัวที่ตอบสนองต่อแอนติเจนได้อย่างรวดเร็วครับ แล้วก็กระตุ้นให้เซลล์บีนะครับ

108
00:07:56,754 --> 00:07:59,596
สร้างแอนติบอดีออกมา

109
00:07:59,596 --> 00:08:03,596
จะเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างรวดเร็วเช่นกันครับ

110
00:08:07,968 --> 00:08:11,968
จากที่ข้อมูลเมื่อกี้นะครับ เดี๋ยวเรามาสรุปเป็นรูปภาพกันอาจจะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นค

111
00:08:12,919 --> 00:08:15,707
รับ สิ่งแรกเลยเมื่อมีแอนติเจนเข้ามาในเนื้อเยื่อร่างกายของเรานี้นะครับ

112
00:08:15,707 --> 00:08:19,707
ว่าจะไปกระตุ้นการทำงานของ

113
00:08:22,285 --> 00:08:25,559
เซลล์บี เซลล์ที ที่เป็นตัวผู้ช่วย แล้วก็เซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ

114
00:08:25,559 --> 00:08:29,559
กระตุ้นแล้วเกิดอะไรขึ้นเซลล์บีนี้ครับ

115
00:08:30,089 --> 00:08:31,656
เมื่อถูกกระตุ้นแล้วจะเพิ่มจำนวนหรือเปลี่ยนไปเป็นเซลล์

116
00:08:31,656 --> 00:08:34,346
พลา นะครับ

117
00:08:34,346 --> 00:08:38,346
แล้วก็ส่วนหนึ่งก็จะเป็น

118
00:08:40,742 --> 00:08:42,035
เซลล์ความจำนะครับ เซลล์พลาสมา ทำหน้าที่สร้างแล้วก็หลั่งแอนติบอดี้ออกมา

119
00:08:42,035 --> 00:08:45,464
แอนติเจน

120
00:08:45,464 --> 00:08:48,304
สิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายเรานะครับ

121
00:08:48,304 --> 00:08:50,784
แล้วก็นำไปทำลายต่อนะครับ

122
00:08:50,784 --> 00:08:54,784
โดยเซลล์ลิมโฟไซต์อีกทีครับ

123
00:08:58,043 --> 00:09:02,043
ขณะที่เซลล์ทีผู้ช่วยก็จะกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มจำนวน หรือเปลี่ยนไปเป็น

124
00:09:03,581 --> 00:09:07,581
เซลล์ทีผู้ช่วยเองปริมาณที่มากขึ้นนะครับ ส่วนใหญ่ก็จะไปเป็นเซลล์ความจำนะครับ

125
00:09:08,134 --> 00:09:12,134
โดยเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ จะทำหน้าที่กระตุ้น

126
00:09:13,886 --> 00:09:17,886
อื่น ๆ นะครับ หรือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส

127
00:09:18,259 --> 00:09:22,259
ให้เกิดการทำงาน แล้วก็แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนต่อไปนะครับ

128
00:09:24,622 --> 00:09:28,622
ในขณะที่เซลล์ทีที่ทำลายสิ่งแปลกปลอม ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ

129
00:09:29,922 --> 00:09:31,942
ว่าจะถูกกระตุ้นให้เพิ่มจำนวน หรือแบ่งเซลล์ด้วยเช่นกัน ก็จะเป็นเซลล์ความจำ

130
00:09:31,942 --> 00:09:35,942
หรือเพิ่มจำนวนเป็นเซลล์

131
00:09:38,271 --> 00:09:42,271
เดิม หรือเซลล์ทีที่ทำลายสิ่งแปลกปลอม หรือติดเชื้อไวรัสนะครับ ก็จะทำหน้าที่ของเขา ก็คือ

132
00:09:44,072 --> 00:09:45,152
ทำลายสิ่งที่แปลกปลอม หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนั่นเอง นะครับ อันนี้เป็นหน้าที่ของเชลทีที่ทำลาย

133
00:09:45,152 --> 00:09:49,152
ประกอบนะครับ

134
00:09:53,406 --> 00:09:57,406
รูปนี้นะครับ จะเป็นรูปสรุปกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมจำเพาะ

135
00:09:59,136 --> 00:10:03,136
ที่คุณครูบอกว่าเป็นกลไก หรือต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ ก็เนื่องจากว่า

136
00:10:05,710 --> 00:10:09,710
symphysis เป็น A B หรือเซลล์ทีผู้ช่วยหรือเซลล์ทีที่ทำลายสิ่งแปลก

137
00:10:10,394 --> 00:10:14,394
นะครับ สามารถจับกับแอนติเจน ที่เข้าสู่ร่างกายของเราได้อย่างจำเพาะนะครับ

138
00:10:17,905 --> 00:10:21,750
และเซลล์บีที่พัฒนามาเป็นเซลล์พลาสมา ก็ยังสามารถที่จะสร้างแล้วก็หลังแอนติบอดี้

139
00:10:21,750 --> 00:10:23,941
ที่สามารถจับกับแอนติเจนได้อย่างเฉพาะด้วยเช่นกันนะครับ

140
00:10:23,941 --> 00:10:26,755
จึงเป็นที่มา

141
00:10:26,755 --> 00:10:30,755
ที่ไปของชื่อกลไกนี้นะครับ

142
00:10:31,912 --> 00:10:35,912
จากที่เรียนมาทั้งหมด เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจกันดูนะครับ

143
00:10:38,150 --> 00:10:40,476
โดยตรวจสอบจากคำถามที่ว่าถ้าเซลล์ที่ผู้ช่วยถูกทำลาย หรือไม่สามารถทำงานได้

144
00:10:40,476 --> 00:10:41,701
จะมีผลต่ออย่างไรต่อ

145
00:10:41,701 --> 00:10:45,290
ร่างกาย

146
00:10:45,290 --> 00:10:48,060
นะครับ นักเรียนลองไปคิดดูนะ แล้วเดี๋ยว

147
00:10:48,060 --> 00:10:52,060
เรามาหาคำตอบกันในตอนท้ายนะครับ

148
00:10:53,494 --> 00:10:56,583
หลังจากที่เราได้ตรวจสอบทำความเข้าใจกันแล้วนะครับ

149
00:10:56,583 --> 00:11:00,264
ครูจะมีข้อความให้นักเรียนอ่านครับ

150
00:11:00,264 --> 00:11:02,775
แล้วเดี๋ยวเราจะมีคำถามให้นักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับ

151
00:11:02,775 --> 00:11:04,332
ข้อความ ก็คือ

152
00:11:04,332 --> 00:11:07,848
หลัก ๆ ก็คือปัจจุบัน

153
00:11:07,848 --> 00:11:11,848
โลกมันพัฒนามากขึ้นนะครับ การทำงานของ

154
00:11:14,545 --> 00:11:16,232
คมนาคมสะดวกมากขึ้น ทำให้บางครั้งเราพบโลกที่เคยอยู่ในเฉพาะบางประเทศ

155
00:11:16,232 --> 00:11:18,771
แค่ระบาดมา

156
00:11:18,771 --> 00:11:20,077
สู่ประเทศต่าง ๆ นะครับ อย่างเช่นโรคมือนะครับ

157
00:11:20,077 --> 00:11:24,077
หรือ

158
00:11:26,648 --> 00:11:29,117
การแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ อย่างที่ไม่เคยมีใครได้รับเชื้อมาก่อนนะครับ อย่างเช่น covid

159
00:11:29,117 --> 00:11:32,793
ข่าวที่มีการแพร่ระบาดไปทั่วโลกนะครับ

160
00:11:32,793 --> 00:11:35,120
ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะติดโรคเหล่านี้ได้

161
00:11:35,120 --> 00:11:39,120
แต่กลุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้น

162
00:11:39,962 --> 00:11:43,505
ที่อาจจะเกิดอันตรายจากโลกเรานี้ ได้ง่ายกว่าคนปกติก็อย่างเช่น เด็กเล็ก

163
00:11:43,505 --> 00:11:47,505
ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอนะครับ

164
00:11:52,957 --> 00:11:55,296
คำถามที่ครูจะให้ช่วยกันคิด ก็คือว่าเราจะมีวิธีลดการในการลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ ได้อย่างไรบ้างนะครับ

165
00:11:55,296 --> 00:11:59,296
ช่วยกันคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับ

166
00:12:05,311 --> 00:12:09,311
เรามาดูคำตอบกัน คำตอบก็คือแน่นอน เราต้องทำการศึกษาแล้ว ก็ทำ

167
00:12:11,066 --> 00:12:15,066
ความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เพื่อให้ทราบวิธีการป้องกันตนเองจากเชื้อโรคนะครับ

168
00:12:16,911 --> 00:12:19,118
แต่ปัจจุบันที่เราทำกันอยู่ อย่างเช่น การรักษาสุขลักษณ การกินร้อน

169
00:12:19,118 --> 00:12:21,547
การอาบน้ำบ่อย ๆ

170
00:12:21,547 --> 00:12:25,547
ใส่หน้ากากอนามัยนะครับ

171
00:12:25,806 --> 00:12:29,027
รวมทั้งการทำ Social distancing ที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้นะครับ

172
00:12:29,027 --> 00:12:30,604
นอกจากนี้แล้ว อีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยลด

173
00:12:30,604 --> 00:12:34,604
ความเสี่ยง

174
00:12:36,114 --> 00:12:39,134
ต่าง ๆ ได้ ก็คือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนั่นเองนะครับ มีคำถามให้เราคิดเพิ่ม

175
00:12:39,134 --> 00:12:41,146
เรามาดูกันคำถาม คือ

176
00:12:41,146 --> 00:12:44,013
การเสริมสร้าง

177
00:12:44,013 --> 00:12:48,013
ภูมิคุ้มกันให้ร่างกายต่าง ๆ ทำได้อย่างไรครับ

178
00:12:49,598 --> 00:12:53,598
ครูจะมีรูปตัวอย่าง การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียน

179
00:12:56,774 --> 00:12:59,947
ลองช่วยกันดูนะครับ 2 รูป รูปแรกก็จะเป็นการที่ทารกหยุดกินน้ำนมจากแม่ครับ

180
00:12:59,947 --> 00:13:02,180
แล้วก็รูปที่ 2 จะเป็นการ

181
00:13:02,180 --> 00:13:06,180
รูปของการฉีดวัคซีนนะครับ

182
00:13:08,533 --> 00:13:09,639
คำถามที่นักเรียนให้ช่วยกันคิด ก็คือว่าการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทั้งสองรูปนี้ เหมือน

183
00:13:09,639 --> 00:13:13,453
หรือแตกต่างกันอย่างไร

184
00:13:13,453 --> 00:13:17,453
เดี๋ยวลองมาดูคำตอบกันนะครับ

185
00:13:17,628 --> 00:13:19,588
การที่ทารกหยุดกินนมแม่

186
00:13:19,588 --> 00:13:23,156
การที่ทารกจะได้รับ

187
00:13:23,156 --> 00:13:27,156
ภูมิคุ้มกันจากแม่ ไปโดยตรงนะครับ

188
00:13:28,568 --> 00:13:31,424
เราจะเรียกการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่า "ภูมิคุ้มกันรับมา"ครับ

189
00:13:31,424 --> 00:13:33,202
ทารกจะได้รับแอนติบอดี้

190
00:13:33,202 --> 00:13:35,695
รักแม่มาโดยตรงนะครับ

191
00:13:35,695 --> 00:13:39,444
ส่วนการฉีดวัคซีนนะครับ

192
00:13:39,444 --> 00:13:41,546
เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ร่างกายของเรา

193
00:13:41,546 --> 00:13:43,779
ต้องค่อย ๆ พัฒนา

194
00:13:43,779 --> 00:13:46,674
ภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองนะครับ

195
00:13:46,674 --> 00:13:48,568
เราจะเรียกภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่า

196
00:13:48,568 --> 00:13:51,206
"ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง" ครับ

197
00:13:51,206 --> 00:13:55,206
ซึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันแบบ 2 แบบ

198
00:13:56,194 --> 00:13:59,400
อาศัยกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ

199
00:13:59,400 --> 00:14:01,469
นักเรียนอธิบายได้ไหมว่าภูมิคุ้มกันทั้ง 2 แบบ

200
00:14:01,469 --> 00:14:03,669
อาศัยหลักการอย่างไรครับ

201
00:14:03,669 --> 00:14:07,669
ของกลไกต่อต้านหรือ

202
00:14:07,931 --> 00:14:11,931
สิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ เดี๋ยวลองมาดูกันนะครับ

203
00:14:14,645 --> 00:14:18,208
บางคนอาจจะยังตอบคำถามนี้ไม่ได้หรอกนะ เดี๋ยวครูมีความรู้เพิ่มเติมให้นะครับ

204
00:14:18,208 --> 00:14:20,607
เรามาดูกันว่าความรู้เพิ่มเติมมันคืออะไรนะครับ

205
00:14:20,607 --> 00:14:24,607
ความรู้เพิ่มเติมอันนั้น ก็คือ

206
00:14:24,961 --> 00:14:26,881
สถานเสาวภา ที่สภากาชาดไทย

207
00:14:26,881 --> 00:14:29,783
เป็นแหล่งผลิตเซรุม

208
00:14:29,783 --> 00:14:33,783
แหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนะครับ

209
00:14:34,958 --> 00:14:38,958
เซรุ่มคืออะไร เซรุ่มได้จากเลือดมานะครับ โดยการ

210
00:14:40,795 --> 00:14:42,997
Regent Regent ที่ว่าก็คือตัวพิษงู หรือว่าเป็นเชื้อของโรคต่าง ๆ เช่น

211
00:14:42,997 --> 00:14:44,129
เหลือของโรคพิษสุนัขบ้านะครับ

212
00:14:44,129 --> 00:14:48,129
เพื่อ

213
00:14:48,878 --> 00:14:52,538
ให้สร้างแอนติบอดี ขึ้นมาหลังจากนั้นก็เจาะเลือดมาแล้วก็

214
00:14:52,538 --> 00:14:56,048
เก็บตัวอย่างแล้วก็ไปแยกส่วนที่เป็นเซรุ่มออกมา

215
00:14:56,048 --> 00:14:59,573
ซึ่งส่วนที่เป็นเซรุ่มจะมี

216
00:14:59,573 --> 00:15:03,038
บไปฉีดให้กับคนที่ต้องการใช้เซรุ่มครับ

217
00:15:03,038 --> 00:15:05,882
คำถามก็คือว่าเซรุ่ม

218
00:15:05,882 --> 00:15:09,882
เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับ

219
00:15:10,280 --> 00:15:14,044
อีกคำถามหนึ่ง ก็คือว่าการผลิตเซรุ่ม

220
00:15:14,044 --> 00:15:17,422
อาศัยหลักการของแอนติเจน และแอนติบอดีอย่างไร

221
00:15:17,422 --> 00:15:21,422
นักเรียนตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือยังครับ

222
00:15:23,485 --> 00:15:27,485
ถ้ายังไม่ได้ เดี๋ยวเราลองไปดูกันต่อนะครับ

223
00:15:27,738 --> 00:15:30,344
จากข้อมูลตรงนี้นะครับ

224
00:15:30,344 --> 00:15:32,290
จะเห็นว่าเ

225
00:15:32,290 --> 00:15:34,103
ซรุ่มเป็นคำเดียวกัน

226
00:15:34,103 --> 00:15:35,777
เราพูดคนละแบบนะครับ

227
00:15:35,777 --> 00:15:38,965
สารสกัดได้จากเลือดสัตว์

228
00:15:38,965 --> 00:15:42,965
ตัวอย่างที่บอกเส้นเลือดของหมานะครับ

229
00:15:48,550 --> 00:15:52,550
การได้รับเซรุ่มเข้าไปทำให้ร่างกายได้รับบอดีที่เฉพาะต่อแอนติเจนโดยตรงนะคะ

230
00:15:53,184 --> 00:15:55,336
แอนติบอดีที่ได้รับเข้าไปสามารถเข้าไปจับกับแอนติเจนที่

231
00:15:55,336 --> 00:15:59,336
กลับกับร่างกายของเราได้ทันทีนะครับ

232
00:15:59,889 --> 00:16:03,889
บ ที่ได้รับเข้าไปอาจจะอยู่ในร่างกายเราไม่นานนะครับ

233
00:16:05,080 --> 00:16:06,708
บางรายอาจจะอยู่ได้สัปดาห์เป็นเดือนนะครับ ขึ้นอยู่กับปริมาณของแอนติบอดี

234
00:16:06,708 --> 00:16:10,708
ที่มีนะครับ

235
00:16:12,693 --> 00:16:16,693
นักเรียนยังจำรูปที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่ได้แล้วใช่ไหมครับ

236
00:16:22,125 --> 00:16:24,642
การที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่ ก็เป็นภูมิคุ้มกันรับมาเช่นกันนะครับ แต่จริง ๆ แล้วโดยทั่วไปก่อนที่จะคลอด

237
00:16:24,642 --> 00:16:28,016
ทารกจะได้รับแอนติบอดี

238
00:16:28,016 --> 00:16:31,709
ที่อยู่ในครรภ์ของแม่ผ่านระบบน้ำคร่ำ

239
00:16:31,709 --> 00:16:33,296
โดยในตอนที่อยู่ใน

240
00:16:33,296 --> 00:16:37,296
คันของแม่

241
00:16:39,635 --> 00:16:43,635
ระบบการคุ้มกันของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์นะครับ ฉะนั้น ถ้าแม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคใดตั้งแต่ก่อนที่จะตั้งครรภ์

242
00:16:45,345 --> 00:16:49,345
เมื่อตั้งครรภ์แล้ว ลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น ๆ จากแม่มาด้วยนะครับ

243
00:16:50,604 --> 00:16:54,604
ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะอยู่ได้ชั่วคราวเพียงแค่ 2-3 เดือนก่อนคลอดนะค

244
00:16:58,037 --> 00:17:02,037
รับ การดื่มน้ำนมแม่จะเป็นการส่งผ่านแอนติบอดีจากแม่สู่ลูกนะครับ

245
00:17:02,553 --> 00:17:03,935
ซึ่งจะพบมากหลังจากที่มีการ

246
00:17:03,935 --> 00:17:07,785
คลอดลูกใหม่ ๆ

247
00:17:07,785 --> 00:17:10,691
แล้วตัวแอนติบอดีในน้ำนมแม่ จะหลุดออกมานะครับ

248
00:17:10,691 --> 00:17:14,691
การให้น้ำนม

249
00:17:14,960 --> 00:17:18,215
กับลูก ช่วงแรกคลอดเป็นสิ่งที่จำเป็นมากครับ

250
00:17:18,215 --> 00:17:22,215
เพราะว่าจะช่วยในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน

251
00:17:23,978 --> 00:17:27,978
ซึ่งเราควรจะให้น้ำนมกับลูกจนกว่าลูกจะพัฒนาภูมิคุ้มกันของตนเองได้

252
00:17:28,143 --> 00:17:32,143
ก็คือช่วงประมาณ 2-3 เดือนแรกหลังคลอดนะครับ

253
00:17:34,565 --> 00:17:35,823
เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก หลังจากที่เราได้รู้จักกันมาแล้วนะครับ ภูมิคุ้มกัน

254
00:17:35,823 --> 00:17:39,823
มีอะไรบ้าง

255
00:17:42,473 --> 00:17:45,575
แล้วก็อาศัยหลักการแอนติบอดีอย่างไร ที่นี่ครูมีข้อความเพิ่มเติมให้นะครับ

256
00:17:45,575 --> 00:17:47,898
เรามาลองดูกันแล้ว ก็ลองช่วยกันคิด

257
00:17:47,898 --> 00:17:51,898
ปกติแล้ว

258
00:17:52,849 --> 00:17:55,385
คนที่ป่วยเป็นโรคบางชนิด เช่น โรคคางทูม โรคอีสุกอีใส

259
00:17:55,385 --> 00:17:57,805
แล้วก็หายป่วยด้วย โรคเหล่านี้แล้ว

260
00:17:57,805 --> 00:17:59,978
เมื่อได้รับเชื้อที่ก่อให้เกิด

261
00:17:59,978 --> 00:18:01,879
เลือกโรคอีสุกอีใส

262
00:18:01,879 --> 00:18:05,027
ตัวเดิมเข้ามา

263
00:18:05,027 --> 00:18:09,027
เราก็อาจจะไม่ป่วยด้วยโรคนี้เลยนะครับ

264
00:18:10,523 --> 00:18:11,874
หรือบางคนอาจจะป่วยแล้ว ก็มีอาการที่ไม่รุนแรงมากนักนะครับ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นครับ

265
00:18:11,874 --> 00:18:14,707
ช่วยกันคิดสิ

266
00:18:14,707 --> 00:18:18,707
นะครับ

267
00:18:20,146 --> 00:18:22,864
ถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้ หรือคิดไม่ออกนะครับ

268
00:18:22,864 --> 00:18:26,864
เราลองค่อย ๆ มาศึกษากันไปแล้วกันนะครับ

269
00:18:28,473 --> 00:18:32,473
ไม่มีข้อมูลนะครับ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนะครับ

270
00:18:33,564 --> 00:18:37,564
การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอย่างนี้ เป็นตารางการให้

271
00:18:40,254 --> 00:18:43,325
วัคซีนในเด็กไทยปกตินะครับ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดนะค

272
00:18:43,325 --> 00:18:45,694
รับ อันนี้เป็นตารางที่ปรับมาจาก

273
00:18:45,694 --> 00:18:48,241
ตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยนะครับ

274
00:18:48,241 --> 00:18:52,241
โดยสมาคมโรค

275
00:18:52,567 --> 00:18:55,610
ติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2563 นะครับ

276
00:18:55,610 --> 00:18:58,095
จากตารางที่เห็นข้างหลังครู

277
00:18:58,095 --> 00:19:01,553
มันค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนนะครับ

278
00:19:01,553 --> 00:19:05,553
แล้วก็มาปรับเป็นตาราง ๆ ให้นักเรียนได้ดูกันนะครับ

279
00:19:07,186 --> 00:19:09,929
จากข้อมูลจะเห็นว่าในช่วงที่เด็กอายุแรกเกิด

280
00:19:09,929 --> 00:19:13,673
ถึง... แรกเกิด

281
00:19:13,673 --> 00:19:14,357
จะได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรคนะครับ

282
00:19:14,357 --> 00:19:17,448
วัคซีน

283
00:19:17,448 --> 00:19:20,578
ป้องกันไวรัสตับอักเสบบีนะครับ

284
00:19:20,578 --> 00:19:23,034
หลังจากนั้นแรกรับประมาณ 2 ปีนะครับ

285
00:19:23,034 --> 00:19:26,588
จะได้รับ

286
00:19:26,588 --> 00:19:30,588
วัคซีนป้องกันบบาดทะยัก ไอ กรน

287
00:19:32,966 --> 00:19:36,924
ไวรัสตับอักเสบบีนะครับ ช่วง 6 เดือนถึง 2 ปี ก็จะได้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่นะค

288
00:19:36,924 --> 00:19:40,924
รับ แล้วก็ช่วงอายุประมาณ 9 เดือนถึง 1 ปี

289
00:19:43,645 --> 00:19:44,980
ก็จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดหัดเยอร โรคคางทูม แล้วก็รวมทั้ง

290
00:19:44,980 --> 00:19:47,781
วัคซีน

291
00:19:47,781 --> 00:19:49,006
ป้องกันไข้สมองอักเสบด้วยนะครับ

292
00:19:49,006 --> 00:19:51,211
หลังจากนั้น

293
00:19:51,211 --> 00:19:51,901
ตั้งแต่อายุประมาณ 18 เดือน

294
00:19:51,901 --> 00:19:54,646
ถึง

295
00:19:54,646 --> 00:19:58,646
6 ปี จะได้รับวัคซีนชนิดเดิมนะครับ

296
00:19:59,401 --> 00:20:03,401
กาอีก 2 ครั้ง 3 ครั้งก็แล้วแต่

297
00:20:04,516 --> 00:20:08,516
จากนั้นเมื่ออายุประมาณ 11-12 ปีนะครับ

298
00:20:10,115 --> 00:20:12,399
ในนักเรียนเพศหญิงที่อยู่ชั้นประมาณ 5 ปีจะได้รับวัคซีนที่ป้องกันมะเร็ง

299
00:20:12,399 --> 00:20:16,399
ปากมดลูกจากเชื้อ hpv

300
00:20:17,214 --> 00:20:19,151
แล้วก็ในช่วงอายุเดียวกัน ผู้หญิงและผู้ชายจะได้รับ

301
00:20:19,151 --> 00:20:21,496
การกระตุ้นด้วยวัคซีน

302
00:20:21,496 --> 00:20:22,694
คอตีบ และบาดทะยัก

303
00:20:22,694 --> 00:20:26,694
3 ครั้ง

304
00:20:27,115 --> 00:20:28,525
แล้วก็หลังจากนั้น ก็มีการฉีดวัคซีนคอตีบ หรือบาดทะยัก

305
00:20:28,525 --> 00:20:32,045
ทุก ๆ 10 ปีนะครับ

306
00:20:32,045 --> 00:20:36,045
เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายได้รับภูมิคุ้มกันนะครับ

307
00:20:39,917 --> 00:20:43,917
จากข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดเมื่อกี้ ที่เป็นตารางวัคซีนที่จำเป็นให้กับเด็กทุกคน

308
00:20:45,454 --> 00:20:49,454
คำถามที่ครูจะถามก็คือว่าวัคซีนเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับ

309
00:20:51,504 --> 00:20:54,628
คำนี้เป็นคำถามแรก คำถามที่ตามมาอีกอันหนึ่ง ก็คือว่าการให้วัคซีนอาศัยหลัก

310
00:20:54,628 --> 00:20:58,628
งานของแอนติเจน และแอนติบอดี

311
00:21:00,564 --> 00:21:04,564
เราลองช่วยคิด แล้วเราช่วยกันตอบคำถามกันดูนะครับ

312
00:21:11,846 --> 00:21:15,846
นักเรียนอาจจะเคยมีประสบการณ์ ที่ทุกคนแหละ ต้องมีประสบการณ์ที่เคยฉีดวัคซีนกันมาก่อนใช่ไหมครับ

313
00:21:16,322 --> 00:21:19,852
เพราะบางคนอาจจะเจ็บแผล บางคนอาจจะเป็นไข้นะครับ

314
00:21:19,852 --> 00:21:21,125
การได้รับวัคซีนก็เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

315
00:21:21,125 --> 00:21:23,976
รูปแบบหนึ่ง

316
00:21:23,976 --> 00:21:27,976
ที่เรียกว่า "ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง" นะครับ

317
00:21:29,430 --> 00:21:30,312
ก่อนที่จะมาศึกษากันว่ามันเป็นภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง เรามาทำความรู้จัก

318
00:21:30,312 --> 00:21:33,113
ก่อนเลยนะครับ

319
00:21:33,113 --> 00:21:37,113
วัคซีน

320
00:21:38,309 --> 00:21:40,423
จะมีองค์ประกอบที่อาจจะเป็นส่วนประกอบของเชื้อโรคนะครับ

321
00:21:40,423 --> 00:21:42,063
มีบางชนิดอาจจะมี

322
00:21:42,063 --> 00:21:45,384
องค์ประกอบที่เป็นเชื้อโรค

323
00:21:45,384 --> 00:21:47,365
ที่ตายแล้ว หรือบางชนิดจะเป็นเชื้อโรค

324
00:21:47,365 --> 00:21:51,365
ที่กำลังก่อโรคนะครับ

325
00:21:53,330 --> 00:21:57,330
หรือบางชนิดอาจจะเป็นสารพิษของเชื้อโรค ที่ทำให้หมดสภาพความเป็นพิษนะครับ

326
00:21:57,806 --> 00:21:59,750
ประกอบเหล่านี้ จะนำมาใช้ในการผลิตเป็นวัคซีน

327
00:21:59,750 --> 00:22:03,750
ที่ฉีดเข้าไปในร่างกายนะครับ

328
00:22:06,964 --> 00:22:08,812
การที่ร่างกายได้รับวัคซีนเข้าไป

329
00:22:08,812 --> 00:22:12,812
นี้ จะช่วยป้องกัน

330
00:22:15,997 --> 00:22:18,192
โรคที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเราได้นะครับ เช่น วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ

331
00:22:18,192 --> 00:22:21,518
วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก

332
00:22:21,518 --> 00:22:25,518
หรือวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคสามารถ

333
00:22:29,319 --> 00:22:29,929
ที่ไปสู่คนอื่น ๆ ได้นะครับ ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน หรือไข้หวัดใหญ่

334
00:22:29,929 --> 00:22:33,929
นะครับ

335
00:22:34,759 --> 00:22:36,209
โดยเจ้าตัววัคซีนที่บอกมาว่า

336
00:22:36,209 --> 00:22:40,209
มีองค์ประกอบ

337
00:22:42,855 --> 00:22:43,943
จะทำหน้าที่เป็นแอนติเจนนะครับ ที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย ให้แก่

338
00:22:43,943 --> 00:22:47,337
การตอบสนอง

339
00:22:47,337 --> 00:22:48,891
ระบบภูมิคุ้มกันที่

340
00:22:48,891 --> 00:22:52,112
ถูกกระตุ้นด้วยวัคซีน

341
00:22:52,112 --> 00:22:53,860
มีการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อเชื้อโรค

342
00:22:53,860 --> 00:22:57,860
ได้อย่างรวดเร็ว

343
00:22:58,153 --> 00:22:59,106
เช่นเดียวกับการที่ได้รับเชื้อโรคเข้ามา

344
00:22:59,106 --> 00:23:03,106
ในร่างกายของเรานะครับ

345
00:23:07,282 --> 00:23:11,282
เมื่อร่างกายได้รับวัคซีนที่เมื่อกี้บอกว่าทำหน้าที่เป็นแอนติเจนแล้วนะครับ

346
00:23:12,923 --> 00:23:16,923
ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองโดยการสร้างแอนติบอดีขึ้นมานะครับ

347
00:23:17,186 --> 00:23:21,186
หรือไปกระตุ้นเซลล์ทีที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ นะครับ

348
00:23:21,295 --> 00:23:23,416
ให้แบ่งเซลล์แล้วก็เพิ่มจำนวนครับ

349
00:23:23,416 --> 00:23:24,283
เพื่อกำจัดเชื้อโรค

350
00:23:24,283 --> 00:23:28,283
ต่อไปนะครับ

351
00:23:28,841 --> 00:23:32,841
และนอกจากนี้ จะกระตุ้นให้มีการสร้าง

352
00:23:32,841 --> 00:23:35,679
เซลล์ความจำ ที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ เตรียมไว้ด้วยนะครับ

353
00:23:35,679 --> 00:23:37,469
และเมื่อ

354
00:23:37,469 --> 00:23:41,469
ได้รับเชื้อโรค

355
00:23:41,574 --> 00:23:44,142
ชนิดเดียวกับที่เราเคยให้วัคซีนเข้าไป เข้ามานะครับ

356
00:23:44,142 --> 00:23:48,142
ระบบภูมิคุ้มกัน

357
00:23:51,596 --> 00:23:55,596
จะสามารถกระตุ้นเซลล์ B ให้สร้างแอนติบอดีได้อย่างรวดเร็ว หรือกระตุ้นเซลล์ทีที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น

358
00:23:57,105 --> 00:24:01,105
ไม่สามารถทำลายหรือต่อต้านเชื้อโรคเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วขึ้นนะครับ

359
00:24:06,076 --> 00:24:07,807
เราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ที่เป็นภูมิคุ้มกันแบบ

360
00:24:07,807 --> 00:24:09,953
กลับมา

361
00:24:09,953 --> 00:24:12,285
แล้วก็ภูมิคุ้มกันแบบก่อเองแล้วนะครับ

362
00:24:12,285 --> 00:24:13,617
เดี๋ยวเราลองมาดูข้อความ

363
00:24:13,617 --> 00:24:15,246
ที่

364
00:24:15,246 --> 00:24:18,182
ให้เราลองคิดนะครับ

365
00:24:18,182 --> 00:24:21,429
ข้อความอันนั้น ก็คือว่า

366
00:24:21,429 --> 00:24:24,714
ตั้งแต่เราเกิดมา เราได้รับภูมิคุ้มกัน

367
00:24:24,714 --> 00:24:28,714
แบบรับมา ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่นะ

368
00:24:29,338 --> 00:24:31,135
แล้วก็ได้รับภูมิคุ้มกันผ่านน้ำนมแม่ด้วยนะครับ

369
00:24:31,135 --> 00:24:33,807
และนอกจากนี้

370
00:24:33,807 --> 00:24:34,538
เรายังได้รับการฉีดวัคซีน

371
00:24:34,538 --> 00:24:36,962
นะครับ

372
00:24:36,962 --> 00:24:40,962
ตั้งแต่แรกเกิด เรื่อย ๆ

373
00:24:41,167 --> 00:24:45,167
เพื่อให้ร่างกายสร้างแล้วก็พัฒนาภูมิคุ้มกันนะครับ

374
00:24:47,071 --> 00:24:49,025
เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราได้รับอันตรายจากเชื้อโรคเหล่านั้น

375
00:24:49,025 --> 00:24:51,486
ที่จะเข้ามาในแต่ละวันนะครับ

376
00:24:51,486 --> 00:24:55,486
คำถามก็คือว่า

377
00:24:56,567 --> 00:24:59,099
... นักเรียนจำได้ไหม ว่านักเรียนเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรค

378
00:24:59,099 --> 00:25:03,099
อันไหน แล้ว

379
00:25:04,200 --> 00:25:07,187
ลองช่วยกันในกลุ่มเพื่อน ๆ นะ ตั้งแต่เกิดมาเลย แรกเกิด นักเรียนจำไม่ได้

380
00:25:07,187 --> 00:25:11,187
จนถึงตอนนี้ เราได้รับวัคซีนอะไรบ้างนะครับ

381
00:25:15,573 --> 00:25:19,335
นักเรียนอาจจะยังจำไม่ได้นะครับ ว่านักเรียนได้รับวัคซีนอะไรไปบ้างนะครับ

382
00:25:19,335 --> 00:25:22,516
ครูมีตัวช่วยเป็นตารางเดิมนะครับ เป็นตาราง

383
00:25:22,516 --> 00:25:26,516
วัคซีนที่จำเป็นที่ต้องให้กับเด็กไทยทุกคนนะครับ

384
00:25:28,142 --> 00:25:30,428
จากตารางนี้ครูก็จะมีคำถามให้นักเรียนตอบ เลย ช่วยกันคิดนะครับ

385
00:25:30,428 --> 00:25:33,173
คำถามแรก ก็คือว่า

386
00:25:33,173 --> 00:25:37,173
เพราะเหตุใดจึงได้รับวัคซีน

387
00:25:38,638 --> 00:25:39,375
ชนิดเดียวกันเป็นระยะ ระยะนะครับ อย่างเช่น วัคซีนโปลิโอจะได้รับถึง 3

388
00:25:39,375 --> 00:25:40,914
ครั้งนะครับ

389
00:25:40,914 --> 00:25:42,769
ในช่วง

390
00:25:42,769 --> 00:25:46,607
วัยแรก ๆ

391
00:25:46,607 --> 00:25:49,797
แรกเกิดถึง 12 ปีนะครับ

392
00:25:49,797 --> 00:25:53,388
คำถามที่ 2 ก็คือว่า

393
00:25:53,388 --> 00:25:57,388
นอกจากวัคซีนที่จำเป็นต้องให้กับเด็กแล้ว

394
00:25:57,714 --> 00:26:01,714
นักเรียนคิดว่า ยังมีวัคซีนชนิดใดอีกบ้าง

395
00:26:04,032 --> 00:26:08,032
ที่เด็ก หรือแม้กระทั่งคนที่โตแล้ว เป็นผู้ใหญ่ควรได้รับเพิ่มเติมนะครับ

396
00:26:10,827 --> 00:26:13,510
อันนี้เป็นคำถามที่ให้ลองไปคิดแล้ว นักเรียนสามารถสืบค้นหาคำตอบได้นะครับ

397
00:26:13,510 --> 00:26:15,640
จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ นะครับ

398
00:26:15,640 --> 00:26:19,371
โดยเฉพาะ

399
00:26:19,371 --> 00:26:21,557
นักเรียนสามารถสืบหาข้อมูลได้เป็นอย่างดีนะครับ

400
00:26:21,557 --> 00:26:22,230
แล้วเราไปช่วยกันคิดคำตอบ

401
00:26:22,230 --> 00:26:26,230
นะครับ

402
00:26:29,236 --> 00:26:31,754
จากที่เรียนมาทั้งหมดนะครับ เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจในเรื่องของ

403
00:26:31,754 --> 00:26:33,494
การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน

404
00:26:33,494 --> 00:26:37,494
ของงูกัด

405
00:26:39,556 --> 00:26:43,556
เพื่อดูว่าที่เรียนมามาก น้อย แค่ไหนนะครับ

406
00:26:45,332 --> 00:26:48,053
คำถามแรกก็คือว่าเพราะเหตุใด เมื่อถูกงูกัดจึงต้องจดจำลักษณะของงูที่กัด

407
00:26:48,053 --> 00:26:50,028
ที่กัดเรานี่นะครับ

408
00:26:50,028 --> 00:26:52,522
อยู่ที่กัดคนอื่นนะครับ

409
00:26:52,522 --> 00:26:53,896
คำถามที่ 2 ก็คือว่า

410
00:26:53,896 --> 00:26:56,204
การให้วัคซีน

411
00:26:56,204 --> 00:27:00,059
และการให้เซรุ่ม

412
00:27:00,059 --> 00:27:03,811
มีผลต่อร่างกายเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร

413
00:27:03,811 --> 00:27:07,811
ลองตอบคำถาม 2 คำถามดูนะครับ

414
00:27:10,443 --> 00:27:12,739
ถ้ายังตอบไม่ได้ เราต้องกลับไปทบทวน เราต้องกลับไปเรียนเรื่องเสริมสร้างภูมิ

415
00:27:12,739 --> 00:27:15,521
กัน ถ้าเข้าใจแลการแสดงว่าเราเข้าใจอย่างดีแล้ว

416
00:27:15,521 --> 00:27:18,803
และหลังจากที่

417
00:27:18,803 --> 00:27:20,646
ลองตรวจสอบความเข้าใจแล้ว

418
00:27:20,646 --> 00:27:22,843
เราลองดูกันว่า

419
00:27:22,843 --> 00:27:26,843
บทเรียนที่เราเรียนผ่านมาทั้งหมด

420
00:27:29,056 --> 00:27:33,056
นะครับ ตั้งแต่กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแวดล้อมแบบจำเพาะ เราสามารถสรุป

421
00:27:33,246 --> 00:27:37,246
มาเป็นเนื้อหาอย่างไรได้บ้าง อันนี้คือเนื้อหาที่ครูสรุปมาให้นะครับ

422
00:27:40,592 --> 00:27:43,793
อันแรกเลย ก็คือว่าตัวกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ

423
00:27:43,793 --> 00:27:45,660
เกี่ยวข้องกับเซลล์เม็ดเลือดขาวนะครับ

424
00:27:45,660 --> 00:27:48,591
กลุ่มลิมโฟไซต์

425
00:27:48,591 --> 00:27:52,458
ซึ่งก็ได้แก่ เซลล์บี เซลล์ทีนะครับ

426
00:27:52,458 --> 00:27:56,458
ซึ่งจะมีความจำเพาะ

427
00:27:56,721 --> 00:28:00,134
ต่อสิ่งแปลกปลอม หรือที่เราเรียกว่า "แอนติเจน" นั่นเองนะครับ

428
00:28:00,134 --> 00:28:04,134
แอนติเจน เข้าไปในเนื้อเยื่อได้แล้ว

429
00:28:04,652 --> 00:28:08,652
เซลล์บีจะถูกกระตุ้นให้พัฒนาเป็นเซลล์ที่

430
00:28:09,386 --> 00:28:10,381
เกิดขึ้น เป็นเซลล์พลาสมาทำหน้าที่ในการสร้างแอนติบอดี ซึ่งจะจับกับ

431
00:28:10,381 --> 00:28:13,128
แอนติเจนได้

432
00:28:13,128 --> 00:28:14,553
จะถูกนำไปทำลายต่อไปนะครับ

433
00:28:14,553 --> 00:28:17,165
ส่วนเซลล์ที

434
00:28:17,165 --> 00:28:19,817
ก็จะถูกกระตุ้นนะครับ

435
00:28:19,817 --> 00:28:23,817
ให้ทำหน้าที่

436
00:28:25,829 --> 00:28:28,310
ตามแต่แล้วแต่ชนิดของเซลล์นั้นนะครับ ก็คือเซลล์ทีที่ทำลาย

437
00:28:28,310 --> 00:28:32,181
หรือเซลล์ทีผู้ช่วยนั่นเองนะครับ

438
00:28:32,181 --> 00:28:34,958
ในขณะเดียวกันเซลล์บีและเซลล์ทีบางส่วน

439
00:28:34,958 --> 00:28:36,793
ก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์

440
00:28:36,793 --> 00:28:40,373
ที่เรียกว่า "เซลล์ความจำ" นะครับ

441
00:28:40,373 --> 00:28:44,373
มีความจำเพาะกับแอนติเจนนั้นนะครับ

442
00:28:45,322 --> 00:28:48,836
ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนเดิมกลับเข้ามา

443
00:28:48,836 --> 00:28:52,836
ร่างกายจะมีการตอบสนอง แล้วก็สร้างแอนติบอดี

444
00:28:53,981 --> 00:28:57,981
หรือกระตุ้นให้เซลล์ทีทำงาน ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมนั่นเองนะคะ

445
00:28:59,147 --> 00:29:03,147
ส่วนเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนะครับ

446
00:29:05,400 --> 00:29:09,400
พอจะสรุปได้ดังนี้นะครับ ก็คือว่าภูมิคุ้มกันแบบรับมาเป็นการรับแอนติบอดี

447
00:29:10,086 --> 00:29:14,086
ที่มีความจำเพาะ และทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมได้ทันที

448
00:29:14,245 --> 00:29:18,245
ไปอาจจะไม่อยู่ได้ในร่างกายก็ได้นะครับ

449
00:29:18,917 --> 00:29:22,917
อาจจะอยู่เป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ อาจจะอยู่เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนนะครับ

450
00:29:24,733 --> 00:29:27,722
ส่วนภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง เป็นการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนะครับ

451
00:29:27,722 --> 00:29:31,722
อาจจะเป็นในรูปแบบของ

452
00:29:32,972 --> 00:29:35,890
วัคซีน แล้วก็ให้ร่างกายเราสร้างแอนติบอดี หรือกระตุ้น

453
00:29:35,890 --> 00:29:36,611
เซลล์ที่มีความจำเพาะมา

454
00:29:36,611 --> 00:29:40,611
ต่อต้าน

455
00:29:43,114 --> 00:29:44,175
ในขณะเดียวกัน ก็เกิดการกระตุ้นจากเซลล์บีและเซลล์ทีขึ้นนะครับ

456
00:29:44,175 --> 00:29:48,175
ทั้งหมดนี้

457
00:29:50,330 --> 00:29:53,917
จะทำขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมในการที่อาจมีเชื้อโรคชนิดเดิมเข้ามา

458
00:29:53,917 --> 00:29:57,917
ร่างกาย ก็จะสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว

459
00:29:59,867 --> 00:30:03,256
และในขณะเดียวกัน ภูมิคุ้มกันแบบก่อเหตุก็จะอยู่คงทนอยู่ในร่างกายของเราได้นานนะครับ

460
00:30:03,256 --> 00:30:04,797
ในตอนต่อไปนี่นะครับ

461
00:30:04,797 --> 00:30:08,797
เราก็จะยังอยู่

462
00:30:10,605 --> 00:30:12,435
เรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นตอนที่ 3 นะครับ ในตอนที่ 3 จะเป็น

463
00:30:12,435 --> 00:30:15,492
เนื้อหาเกี่ยวกับ ว่า

464
00:30:15,492 --> 00:30:19,492
ถ้าระบบภูมิคุ้มกันของเรา

465
00:30:20,764 --> 00:30:24,764
เกิดความผิดปกติเกิดขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกายของเราครับ

466
00:30:25,125 --> 00:30:28,164
เราค่อยมาติดตามกันในตอนที่ 3 นะครับ

467
00:30:28,164 --> 00:30:30,424
สำหรับวันนี้สวัสดีครับ

468
00:30:30,424 --> 00:30:34,424
[เสียงดนตรี]

