--- title: ระบบภูมิคุ้มกัน ตอน 2 กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ (30.49 นาที) subtitle: date: วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน 2567 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (คุณครูธีรพัฒน์) สวัสดีครับนักเรียน วันนี้มาพบกับธีรพัฒน์อีกครั้งนะครับ ในคลิปการสอนหัวข้อ เรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ตอนที่ 2 ครับ ในเรื่องนี้นะครับ จะอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพครับ ในหัวข้อที่ 2.4 เรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ แล้วก็อยู่ในหัวข้อย่อยที่ 2.4.2 กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ จุดประสงค์การเรียนรู้ของเรื่องนี้นะครับ เมื่อเรียนจบแล้วคุณครูคาดหวังว่านักเรียนจะสามารถอธิบาย แล้วก็แผนผังเกี่ยวกับกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมจำเพาะได้ครับ ก่อนที่จะเรียนในหัวข้อต่อไปนี้นะครับ ครูจะมีข้อความที่นักเรียนเคยเห็นกันมาแล้วล่ะ ในคลิประบบภูมิคุ้มกันตอนที่ 1 นะครับ เดี๋ยวครูจะให้เวลานักเรียนลองอ่านแล้วก็ศึกษาดู จากนั้นก็มีคำถามนักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับ พร้อมสำหรับคำถามกันหรือยัง เดี๋ยวเราลองไปดูกันเลยนะครับ คำถามแรก ก็คือกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะคืออะไร ครับ อันนี้เป็นคำถามแรกนะครับ คำถามที่ 2 ก็คือในเมื่อร่างกายของเรานี่มีกลไกในการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งปลอมแบบไม่จำเพาะในระบบภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว เหตุใดจึงต้องมีกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ อีกกลไลหนึ่งด้วย ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดดูนะ ถ้านักเรียนคิดคำตอบได้นะครับ เดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันผ่านหัวข้อนี้นะครับ คือหัวข้อกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ โดยหลักการที่สำคัญของกลไกนี้มีอยู่ด้วยกัน 2. ก็คือ อันแรกก็เป็นการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม ที่อยู่ในเนื้อเยื่อร่างกายของเรานะครับ อันที่สองก็คือกลไกนี้ จะเกี่ยวข้องกับการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดขาว กลุ่มลิมโฟไซต์นะครับ นักเรียนยังจำกลุ่มลิมโฟไซต์ เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ครั้งที่แล้วได้ไหมครับ ถ้าลืมไปแล้ว เดี๋ยวเราลองมาทบทวนจากความรู้เพิ่มเติม ที่ครูเคยให้ไปแล้วนะครับ จุดเน้นก็คือเจ้าลิมโฟไซต์นี่ จะเป็นเม็ดเลือดขาวที่สามารถตอบสนองแล้วก็ทำลาย สิ่งแปลกปลอมได้อย่างจำเพาะนะครับ แล้วก็เกี่ยวข้องกับแอนติบอดีนะครับ ซึ่งเราจะได้เรียนต่อไปนะครับ เดี๋ยวเรามาทำความรู้จักกับเซลล์กลุ่ม เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์กันต่อนะครับ เซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์จะแบ่งได้ 2 ชนิดด้วยกัน ชนิดแรกเซลล์บีหรือ b-lymphocyte นะครับ เรียกว่า "เซลล์ที" หรือ "t-lymphocyte" นะครับ งเซลล์ทีและเซลล์บี ทำงานเกี่ยวข้องกับแอนติเจนและแอนติบอดีนะครับ คำศัพท์ขึ้นมาอีก 2 คำแล้วนะ ก็คือคำว่าแอนติเจน แล้วก็แอนติบอดี้ นักเรียนพอจะรู้จัก 2 คันนี้ไหมครับ ถ้ายังไม่รู้จักเดี๋ยวเราไปทำความรู้จัก 2 อันนี้เพิ่มมากขึ้นครับ ลองดูรูปที่คุณครู ให้มาอันนี้นะครับ นักเรียนพอจะบอกได้ไหมครับ พอดีกับแอนติเจน มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ให้เวลาเราคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับ นักเรียนบางคนอาจจะตอบได้แบบตรงไปตรงมานะ ซึ่งจากรูปจะเห็นว่าตัวแอนตี้บอดี้ครับ มันสามารถจับกับแอนติเจนได้นะครับ แล้วก็มีบริเวณที่สามารถจะกลับ M Gen อยู่ทีของแอนติบอดี นะครับ การจับกันของแอนติเจนกับแอนติบอดี จะเป็นการจัดการแบบเฉพาะนะครับ เรามาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกสักนิด หนุ่ง ครับ ข้อมูลเพิ่มเติมจากอธิบายว่าแอนติเจน เป็นโมเลกุลของสาร หรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ นะครับ อาจจะเป็นเชื้อโรค เช่น ไวรัสแบคทีเรียหรือส่วนตัวของเชื้อโรคนะครับ รวมทั้งสารพิษต่าง ๆ ที่เชื้อโรคตั้งขึ้นอาจจะเป็นสารพิษ จะเป็นสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายเรา เมื่อเข้าสู่ร่างกายเราแล้ว จะไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันในร่างกายเรานะครับ ให้เกิดกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะขึ้นนะครับ ซึ่งกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมจำเพาะนี่ จะเกิดจากการที่ร่างกายสร้างแอนติบอดีขึ้นมานะครับ และแอนติบอดีเองจะสามารถไปจับกับแอนติเจน ได้อย่างจำเพาะนะครับ จากข้อมูลที่ได้เรียนผ่านมาเมื่อกี้ ครูก็มีคำถามให้นักเรียนลองช่วยกันคิดกันอย่างต่อเนื่องนะครับ ก่อนที่จะเข้าไปเรียนในเรื่องของลิมโฟไซต์ต่อไปนะครับ คำถามแรกก็คือการสร้างแอนติบอดี กบเร็วกับเซลล์ทีอย่างไรนะครับ คำถามตอบมา ก็คือว่าเหตุใดจึงสร้างแอนติบอดีขึ้นมา เพื่อจับกับแอนติเจน และนำไปทำลายต่อไปครับ หน้าที่ของแอนติบอดี คือมีหน้าที่เดียว คือจับกับแอนติเจนครับ สร้างมาเพื่อมีหน้าที่เดียวนะครับ นักเรียนลองคิดดูนะครับ เราก็อาจจะยังไม่ได้คำตอบตอนนี้หรอก นักเรียนจะเข้าใจมากขึ้นครับ เราไปดูกันว่าเมื่อแอนติเจน เข้ามาภายในเนื้อเยื่อในร่างกายของเราแล้ว จะเกิดการกระตุ้นหรือเกิดการทำงานของเซลล์ หรือเปล่าครับ อันแรกก็คือทั้งเซลล์บีและเซลล์ที จะเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะนะครับ เซลล์บีจะถูกกระตุ้นนะครับ ให้แบ่งเซลล์และพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่มีไฟล์ขนาดใหญ่ขึ้นนะครับ เรียกว่า "เซลล์พลาสมา" เซลล์พลาสมา จะมีบทบาทสั่งสำคัญและเซลล์ที่ทำหน้าที่สร้างและหลั่งแอนติบอดีนะครับ ให้เข้าไปในร่างกายของเราเพื่อจะแอนติเจนนะครับ ในขณะเดียวกันนะครับ แอนติเจนที่เข้ามาในเนื้อเยื่อร่างกายของเรา แล้วก็จะกระตุ้นเซลล์ทีนะครับ ให้แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนเช่นกันนะครับ โดยเซลล์ทีที่กระตุ้นจะมีหลากหลายอยู่ด้วยกัน ก็คือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมนะครับ หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ หรือภาษาอังกฤษเราเรียกว่า "helpe T Cell" นะครับ แล้วอีกเซลล์หนึ่งก็คือเซลล์ทีผู้ช่วยนะครับ หรือ helper T Cell นะครับ ซึ่งตัว helper T Cell ก็จะทำตัวหน้าที่ของมันนะครับ ในการกระตุ้นลิมโฟไซต์สิ่งต่าง ๆ นะครับ ซึ่งจะมีเป็นตัวที่มีบทบาทสำคัญมากของเรานะครับ นอกจากนี้ เซลล์บีและเซลล์ทีบางส่วนนะครับ ก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า "เซลล์ความจำ" ครับ หรือ "Memory c" ซึ่ง Memory เซลล์จะมีการจดจำแอนติเจนนาน ๆ นะครับ ทำไมถึงต้องมีการจดจำนะครับ ก็คือเมื่อมีแอนติเจนเข้ามาเอาเซลล์เมมโมรี่ครับ เป็นตัวที่ตอบสนองต่อแอนติเจนได้อย่างรวดเร็วครับ แล้วก็กระตุ้นให้เซลล์บีนะครับ สร้างแอนติบอดีออกมา จะเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างรวดเร็วเช่นกันครับ จากที่ข้อมูลเมื่อกี้นะครับ เดี๋ยวเรามาสรุปเป็นรูปภาพกันอาจจะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นครับ สิ่งแรกเลยเมื่อมีแอนติเจนเข้ามาในเนื้อเยื่อร่างกายของเรานี้นะครับ ว่าจะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์บี เซลล์ที ที่เป็นตัวผู้ช่วย แล้วก็เซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ กระตุ้นแล้วเกิดอะไรขึ้นเซลล์บีนี้ครับ เมื่อถูกกระตุ้นแล้วจะเพิ่มจำนวนหรือเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ พลา นะครับ แล้วก็ส่วนหนึ่งก็จะเป็น เซลล์ความจำนะครับ เซลล์พลาสมา ทำหน้าที่สร้างแล้วก็หลั่งแอนติบอดี้ออกมา แอนติเจนสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายเรานะครับ แล้วก็นำไปทำลายต่อนะครับ โดยเซลล์ลิมโฟไซต์อีกทีครับ ขณะที่เซลล์ทีผู้ช่วยก็จะกระตุ้นให้เกิดการเพิ่มจำนวน หรือเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ทีผู้ช่วยเองปริมาณที่มากขึ้นนะครับ ส่วนใหญ่ก็จะไปเป็นเซลล์ความจำนะครับ โดยเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ จะทำหน้าที่กระตุ้นอื่น ๆ นะครับ หรือเซลล์ทีที่ทำลายเซลล์แปลกปลอม หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสให้เกิดการทำงาน แล้วก็แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนต่อไปนะครับ ในขณะที่เซลล์ทีที่ทำลายสิ่งแปลกปลอม ที่ติดเชื้อไวรัสนะครับ ว่าจะถูกกระตุ้นให้เพิ่มจำนวน หรือแบ่งเซลล์ด้วยเช่นกัน ก็จะเป็นเซลล์ความจำ หรือเพิ่มจำนวนเป็นเซลล์เดิม หรือเซลล์ทีที่ทำลายสิ่งแปลกปลอม หรือติดเชื้อไวรัสนะครับ ก็จะทำหน้าที่ของเขา ก็คือทำลายสิ่งที่แปลกปลอม หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัสนั่นเอง นะครับ อันนี้เป็นหน้าที่ของเชลทีที่ทำลายประกอบนะครับ รูปนี้นะครับ จะเป็นรูปสรุปกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมจำเพาะ ที่คุณครูบอกว่าเป็นกลไก หรือต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ ก็เนื่องจากว่า symphysis เป็น A B หรือเซลล์ทีผู้ช่วยหรือเซลล์ทีที่ทำลายสิ่งแปลกนะครับ สามารถจับกับแอนติเจน ที่เข้าสู่ร่างกายของเราได้อย่างจำเพาะนะครับ และเซลล์บีที่พัฒนามาเป็นเซลล์พลาสมา ก็ยังสามารถที่จะสร้างแล้วก็หลังแอนติบอดี้ ที่สามารถจับกับแอนติเจนได้อย่างเฉพาะด้วยเช่นกันนะครับ จึงเป็นที่มาที่ไปของชื่อกลไกนี้นะครับ จากที่เรียนมาทั้งหมด เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจกันดูนะครับ โดยตรวจสอบจากคำถามที่ว่าถ้าเซลล์ที่ผู้ช่วยถูกทำลาย หรือไม่สามารถทำงานได้ จะมีผลต่ออย่างไรต่อร่างกายนะครับ นักเรียนลองไปคิดดูนะ แล้วเดี๋ยวเรามาหาคำตอบกันในตอนท้ายนะครับ หลังจากที่เราได้ตรวจสอบทำความเข้าใจกันแล้วนะครับ ครูจะมีข้อความให้นักเรียนอ่านครับ แล้วเดี๋ยวเราจะมีคำถามให้นักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับ ข้อความ ก็คือ หลัก ๆ ก็คือปัจจุบันโลกมันพัฒนามากขึ้นนะครับ การทำงานของคมนาคมสะดวกมากขึ้น ทำให้บางครั้งเราพบโลกที่เคยอยู่ในเฉพาะบางประเทศ แค่ระบาดมาสู่ประเทศต่าง ๆ นะครับ อย่างเช่นโรคมือนะครับ หรือ การแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ อย่างที่ไม่เคยมีใครได้รับเชื้อมาก่อนนะครับ อย่างเช่น covid ข่าวที่มีการแพร่ระบาดไปทั่วโลกนะครับ ทุกคนมีความเสี่ยงที่จะติดโรคเหล่านี้ได้ แต่กลุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้นที่อาจจะเกิดอันตรายจากโลกเรานี้ ได้ง่ายกว่าคนปกติก็อย่างเช่น เด็กเล็ก ผู้สูงอายุ หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอนะครับ คำถามที่ครูจะให้ช่วยกันคิด ก็คือว่าเราจะมีวิธีลดการในการลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ ได้อย่างไรบ้างนะครับ ช่วยกันคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับ เรามาดูคำตอบกัน คำตอบก็คือแน่นอน เราต้องทำการศึกษาแล้ว ก็ทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ เพื่อให้ทราบวิธีการป้องกันตนเองจากเชื้อโรคนะครับ แต่ปัจจุบันที่เราทำกันอยู่ อย่างเช่น การรักษาสุขลักษณ การกินร้อน การอาบน้ำบ่อย ๆ ใส่หน้ากากอนามัยนะครับ รวมทั้งการทำ Social distancing ที่เราทำกันอยู่ทุกวันนี้นะครับ นอกจากนี้แล้ว อีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยง ต่าง ๆ ได้ ก็คือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนั่นเองนะครับ มีคำถามให้เราคิดเพิ่มเรามาดูกันคำถาม คือ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้ร่างกายต่าง ๆ ทำได้อย่างไรครับ ครูจะมีรูปตัวอย่าง การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียน ลองช่วยกันดูนะครับ 2 รูป รูปแรกก็จะเป็นการที่ทารกหยุดกินน้ำนมจากแม่ครับ แล้วก็รูปที่ 2 จะเป็นการรูปของการฉีดวัคซีนนะครับ คำถามที่นักเรียนให้ช่วยกันคิด ก็คือว่าการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทั้งสองรูปนี้ เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร เดี๋ยวลองมาดูคำตอบกันนะครับ การที่ทารกหยุดกินนมแม่ การที่ทารกจะได้รับภูมิคุ้มกันจากแม่ ไปโดยตรงนะครับ เราจะเรียกการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่า "ภูมิคุ้มกันรับมา"ครับ ทารกจะได้รับแอนติบอดี้ รักแม่มาโดยตรงนะครับ ส่วนการฉีดวัคซีนนะครับ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ร่างกายของเราต้องค่อย ๆ พัฒนาภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองนะครับ เราจะเรียกภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่า "ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง" ครับ ซึ่งการสร้างภูมิคุ้มกันแบบ 2 แบบ อาศัยกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ นักเรียนอธิบายได้ไหมว่าภูมิคุ้มกันทั้ง 2 แบบ อาศัยหลักการอย่างไรครับ ของกลไกต่อต้านหรือสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ เดี๋ยวลองมาดูกันนะครับ บางคนอาจจะยังตอบคำถามนี้ไม่ได้หรอกนะ เดี๋ยวครูมีความรู้เพิ่มเติมให้นะครับ เรามาดูกันว่าความรู้เพิ่มเติมมันคืออะไรนะครับ ความรู้เพิ่มเติมอันนั้น ก็คือสถานเสาวภา ที่สภากาชาดไทย เป็นแหล่งผลิตเซรุมแหล่งใหญ่ที่สุดในประเทศไทยนะครับ เซรุ่มคืออะไร เซรุ่มได้จากเลือดมานะครับ โดยการ Regent Regent ที่ว่าก็คือตัวพิษงู หรือว่าเป็นเชื้อของโรคต่าง ๆ เช่น เหลือของโรคพิษสุนัขบ้านะครับ เพื่อให้สร้างแอนติบอดี ขึ้นมาหลังจากนั้นก็เจาะเลือดมาแล้วก็เก็บตัวอย่างแล้วก็ไปแยกส่วนที่เป็นเซรุ่มออกมา ซึ่งส่วนที่เป็นเซรุ่มจะมีบไปฉีดให้กับคนที่ต้องการใช้เซรุ่มครับ คำถามก็คือว่าเซรุ่มเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับ อีกคำถามหนึ่ง ก็คือว่าการผลิตเซรุ่มอาศัยหลักการของแอนติเจน และแอนติบอดีอย่างไร นักเรียนตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือยังครับ ถ้ายังไม่ได้ เดี๋ยวเราลองไปดูกันต่อนะครับ จากข้อมูลตรงนี้นะครับ จะเห็นว่าเซรุ่มเป็นคำเดียวกัน เราพูดคนละแบบนะครับ สารสกัดได้จากเลือดสัตว์ ตัวอย่างที่บอกเส้นเลือดของหมานะครับ การได้รับเซรุ่มเข้าไปทำให้ร่างกายได้รับบอดีที่เฉพาะต่อแอนติเจนโดยตรงนะคะ แอนติบอดีที่ได้รับเข้าไปสามารถเข้าไปจับกับแอนติเจนที่กลับกับร่างกายของเราได้ทันทีนะครับ บ ที่ได้รับเข้าไปอาจจะอยู่ในร่างกายเราไม่นานนะครับ บางรายอาจจะอยู่ได้สัปดาห์เป็นเดือนนะครับ ขึ้นอยู่กับปริมาณของแอนติบอดีที่มีนะครับ นักเรียนยังจำรูปที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่ได้แล้วใช่ไหมครับ การที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่ ก็เป็นภูมิคุ้มกันรับมาเช่นกันนะครับ แต่จริง ๆ แล้วโดยทั่วไปก่อนที่จะคลอด ทารกจะได้รับแอนติบอดี ที่อยู่ในครรภ์ของแม่ผ่านระบบน้ำคร่ำ โดยในตอนที่อยู่ในคันของแม่ ระบบการคุ้มกันของทารกยังทำงานได้ไม่สมบูรณ์นะครับ ฉะนั้น ถ้าแม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคใดตั้งแต่ก่อนที่จะตั้งครรภ์ เมื่อตั้งครรภ์แล้ว ลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น ๆ จากแม่มาด้วยนะครับ ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะอยู่ได้ชั่วคราวเพียงแค่ 2-3 เดือนก่อนคลอดนะครับ การดื่มน้ำนมแม่จะเป็นการส่งผ่านแอนติบอดีจากแม่สู่ลูกนะครับ ซึ่งจะพบมากหลังจากที่มีการคลอดลูกใหม่ ๆ แล้วตัวแอนติบอดีในน้ำนมแม่ จะหลุดออกมานะครับ การให้น้ำนมกับลูก ช่วงแรกคลอดเป็นสิ่งที่จำเป็นมากครับ เพราะว่าจะช่วยในเรื่องของระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเราควรจะให้น้ำนมกับลูกจนกว่าลูกจะพัฒนาภูมิคุ้มกันของตนเองได้ ก็คือช่วงประมาณ 2-3 เดือนแรกหลังคลอดนะครับ เป็นสิ่งที่จำเป็นมาก หลังจากที่เราได้รู้จักกันมาแล้วนะครับ ภูมิคุ้มกันมีอะไรบ้าง แล้วก็อาศัยหลักการแอนติบอดีอย่างไร ที่นี่ครูมีข้อความเพิ่มเติมให้นะครับ เรามาลองดูกันแล้ว ก็ลองช่วยกันคิด ปกติแล้วคนที่ป่วยเป็นโรคบางชนิด เช่น โรคคางทูม โรคอีสุกอีใส แล้วก็หายป่วยด้วย โรคเหล่านี้แล้ว เมื่อได้รับเชื้อที่ก่อให้เกิดเลือกโรคอีสุกอีใส ตัวเดิมเข้ามา เราก็อาจจะไม่ป่วยด้วยโรคนี้เลยนะครับ หรือบางคนอาจจะป่วยแล้ว ก็มีอาการที่ไม่รุนแรงมากนักนะครับ เหตุใดจึงเป็นเช่นนั้นครับ ช่วยกันคิดสินะครับ ถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้ หรือคิดไม่ออกนะครับ เราลองค่อย ๆ มาศึกษากันไปแล้วกันนะครับ ไม่มีข้อมูลนะครับ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนะครับ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอย่างนี้ เป็นตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยปกตินะครับ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดนะครับ อันนี้เป็นตารางที่ปรับมาจากตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยนะครับ โดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2563 นะครับ จากตารางที่เห็นข้างหลังครูมันค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนนะครับ แล้วก็มาปรับเป็นตาราง ๆ ให้นักเรียนได้ดูกันนะครับ จากข้อมูลจะเห็นว่าในช่วงที่เด็กอายุแรกเกิด ถึง... แรกเกิดจะได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรคนะครับ วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีนะครับ หลังจากนั้นแรกรับประมาณ 2 ปีนะครับ จะได้รับวัคซีนป้องกันบบาดทะยัก ไอ กรน ไวรัสตับอักเสบบีนะครับ ช่วง 6 เดือนถึง 2 ปี ก็จะได้วัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่นะครับ แล้วก็ช่วงอายุประมาณ 9 เดือนถึง 1 ปี ก็จะได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดหัดเยอร โรคคางทูม แล้วก็รวมทั้งวัคซีนป้องกันไข้สมองอักเสบด้วยนะครับ หลังจากนั้นตั้งแต่อายุประมาณ 18 เดือน ถึง 6 ปี จะได้รับวัคซีนชนิดเดิมนะครับ กาอีก 2 ครั้ง 3 ครั้งก็แล้วแต่จากนั้นเมื่ออายุประมาณ 11-12 ปีนะครับ ในนักเรียนเพศหญิงที่อยู่ชั้นประมาณ 5 ปีจะได้รับวัคซีนที่ป้องกันมะเร็งปากมดลูกจากเชื้อ hpvแล้วก็ในช่วงอายุเดียวกัน ผู้หญิงและผู้ชายจะได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีนคอตีบ และบาดทะยัก 3 ครั้ง แล้วก็หลังจากนั้น ก็มีการฉีดวัคซีนคอตีบ หรือบาดทะยักทุก ๆ 10 ปีนะครับ เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายได้รับภูมิคุ้มกันนะครับ จากข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดเมื่อกี้ ที่เป็นตารางวัคซีนที่จำเป็นให้กับเด็กทุกคน คำถามที่ครูจะถามก็คือว่าวัคซีนเป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับ คำนี้เป็นคำถามแรก คำถามที่ตามมาอีกอันหนึ่ง ก็คือว่าการให้วัคซีนอาศัยหลักงานของแอนติเจน และแอนติบอดี เราลองช่วยคิด แล้วเราช่วยกันตอบคำถามกันดูนะครับ นักเรียนอาจจะเคยมีประสบการณ์ ที่ทุกคนแหละ ต้องมีประสบการณ์ที่เคยฉีดวัคซีนกันมาก่อนใช่ไหมครับ เพราะบางคนอาจจะเจ็บแผล บางคนอาจจะเป็นไข้นะครับ การได้รับวัคซีนก็เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน รูปแบบหนึ่งที่เรียกว่า "ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง" นะครับ ก่อนที่จะมาศึกษากันว่ามันเป็นภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง เรามาทำความรู้จักก่อนเลยนะครับ วัคซีนจะมีองค์ประกอบที่อาจจะเป็นส่วนประกอบของเชื้อโรคนะครับ มีบางชนิดอาจจะมีองค์ประกอบที่เป็นเชื้อโรคที่ตายแล้ว หรือบางชนิดจะเป็นเชื้อโรคที่กำลังก่อโรคนะครับ หรือบางชนิดอาจจะเป็นสารพิษของเชื้อโรค ที่ทำให้หมดสภาพความเป็นพิษนะครับ ประกอบเหล่านี้ จะนำมาใช้ในการผลิตเป็นวัคซีน ที่ฉีดเข้าไปในร่างกายนะครับ การที่ร่างกายได้รับวัคซีนเข้าไปนี้ จะช่วยป้องกันโรคที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายเราได้นะครับ เช่น วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ วัคซีนป้องกันโรคบาดทะยัก หรือวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคสามารถที่ไปสู่คนอื่น ๆ ได้นะครับ ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้องกันโรคหัดเยอรมัน หรือไข้หวัดใหญ่ นะครับ โดยเจ้าตัววัคซีนที่บอกมาว่ามีองค์ประกอบจะทำหน้าที่เป็นแอนติเจนนะครับ ที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วจะกระตุ้นภูมิคุ้มกันร่างกาย ให้แก่การตอบสนอง ระบบภูมิคุ้มกันที่ถูกกระตุ้นด้วยวัคซีน มีการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองต่อเชื้อโรคได้อย่างรวดเร็ว เช่นเดียวกับการที่ได้รับเชื้อโรคเข้ามาในร่างกายของเรานะครับ เมื่อร่างกายได้รับวัคซีนที่เมื่อกี้บอกว่าทำหน้าที่เป็นแอนติเจนแล้วนะครับ ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองโดยการสร้างแอนติบอดีขึ้นมานะครับ หรือไปกระตุ้นเซลล์ทีที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ นะครับ ให้แบ่งเซลล์แล้วก็เพิ่มจำนวนครับ เพื่อกำจัดเชื้อโรคต่อไปนะครับ และนอกจากนี้ จะกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ความจำ ที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ เตรียมไว้ด้วยนะครับ และเมื่อได้รับเชื้อโรคชนิดเดียวกับที่เราเคยให้วัคซีนเข้าไป เข้ามานะครับ ระบบภูมิคุ้มกันจะสามารถกระตุ้นเซลล์ B ให้สร้างแอนติบอดีได้อย่างรวดเร็ว หรือกระตุ้นเซลล์ทีที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ไม่สามารถทำลายหรือต่อต้านเชื้อโรคเหล่านั้นได้อย่างรวดเร็วขึ้นนะครับ เราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ที่เป็นภูมิคุ้มกันแบบกลับมา แล้วก็ภูมิคุ้มกันแบบก่อเองแล้วนะครับ เดี๋ยวเราลองมาดูข้อความที่ให้เราลองคิดนะครับ ข้อความอันนั้น ก็คือว่าตั้งแต่เราเกิดมา เราได้รับภูมิคุ้มกันแบบรับมา ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่นะ แล้วก็ได้รับภูมิคุ้มกันผ่านน้ำนมแม่ด้วยนะครับ และนอกจากนี้ เรายังได้รับการฉีดวัคซีนนะครับ ตั้งแต่แรกเกิด เรื่อย ๆ เพื่อให้ร่างกายสร้างแล้วก็พัฒนาภูมิคุ้มกันนะครับ เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราได้รับอันตรายจากเชื้อโรคเหล่านั้น ที่จะเข้ามาในแต่ละวันนะครับ คำถามก็คือว่า... นักเรียนจำได้ไหม ว่านักเรียนเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอันไหน แล้วลองช่วยกันในกลุ่มเพื่อน ๆ นะ ตั้งแต่เกิดมาเลย แรกเกิด นักเรียนจำไม่ได้ จนถึงตอนนี้ เราได้รับวัคซีนอะไรบ้างนะครับ นักเรียนอาจจะยังจำไม่ได้นะครับ ว่านักเรียนได้รับวัคซีนอะไรไปบ้างนะครับ ครูมีตัวช่วยเป็นตารางเดิมนะครับ เป็นตารางวัคซีนที่จำเป็นที่ต้องให้กับเด็กไทยทุกคนนะครับ จากตารางนี้ครูก็จะมีคำถามให้นักเรียนตอบ เลย ช่วยกันคิดนะครับ คำถามแรก ก็คือว่าเพราะเหตุใดจึงได้รับวัคซีน ชนิดเดียวกันเป็นระยะ ระยะนะครับ อย่างเช่น วัคซีนโปลิโอจะได้รับถึง 3 ครั้งนะครับ ในช่วงวัยแรก ๆ แรกเกิดถึง 12 ปีนะครับ คำถามที่ 2 ก็คือว่านอกจากวัคซีนที่จำเป็นต้องให้กับเด็กแล้ว นักเรียนคิดว่า ยังมีวัคซีนชนิดใดอีกบ้างที่เด็ก หรือแม้กระทั่งคนที่โตแล้ว เป็นผู้ใหญ่ควรได้รับเพิ่มเติมนะครับ อันนี้เป็นคำถามที่ให้ลองไปคิดแล้ว นักเรียนสามารถสืบค้นหาคำตอบได้นะครับ จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ นะครับ โดยเฉพาะนักเรียนสามารถสืบหาข้อมูลได้เป็นอย่างดีนะครับ แล้วเราไปช่วยกันคิดคำตอบนะครับ จากที่เรียนมาทั้งหมดนะครับ เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจในเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ของงูกัด เพื่อดูว่าที่เรียนมามาก น้อย แค่ไหนนะครับ คำถามแรกก็คือว่าเพราะเหตุใด เมื่อถูกงูกัดจึงต้องจดจำลักษณะของงูที่กัด ที่กัดเรานี่นะครับ อยู่ที่กัดคนอื่นนะครับ คำถามที่ 2 ก็คือว่าการให้วัคซีน และการให้เซรุ่ม มีผลต่อร่างกายเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ลองตอบคำถาม 2 คำถามดูนะครับ ถ้ายังตอบไม่ได้ เราต้องกลับไปทบทวน เราต้องกลับไปเรียนเรื่องเสริมสร้างภูมิกัน ถ้าเข้าใจแลการแสดงว่าเราเข้าใจอย่างดีแล้ว และหลังจากที่ลองตรวจสอบความเข้าใจแล้ว เราลองดูกันว่าบทเรียนที่เราเรียนผ่านมาทั้งหมดนะครับ ตั้งแต่กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแวดล้อมแบบจำเพาะ เราสามารถสรุปมาเป็นเนื้อหาอย่างไรได้บ้าง อันนี้คือเนื้อหาที่ครูสรุปมาให้นะครับ อันแรกเลย ก็คือว่าตัวกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ เกี่ยวข้องกับเซลล์เม็ดเลือดขาวนะครับ กลุ่มลิมโฟไซต์ ซึ่งก็ได้แก่ เซลล์บี เซลล์ทีนะครับ ซึ่งจะมีความจำเพาะต่อสิ่งแปลกปลอม หรือที่เราเรียกว่า "แอนติเจน" นั่นเองนะครับ แอนติเจน เข้าไปในเนื้อเยื่อได้แล้ว เซลล์บีจะถูกกระตุ้นให้พัฒนาเป็นเซลล์ที่เกิดขึ้น เป็นเซลล์พลาสมาทำหน้าที่ในการสร้างแอนติบอดี ซึ่งจะจับกับแอนติเจนได้ จะถูกนำไปทำลายต่อไปนะครับ ส่วนเซลล์ทีก็จะถูกกระตุ้นนะครับ ให้ทำหน้าที่ ตามแต่แล้วแต่ชนิดของเซลล์นั้นนะครับ ก็คือเซลล์ทีที่ทำลาย หรือเซลล์ทีผู้ช่วยนั่นเองนะครับ ในขณะเดียวกันเซลล์บีและเซลล์ทีบางส่วน ก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า "เซลล์ความจำ" นะครับ มีความจำเพาะกับแอนติเจนนั้นนะครับ ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนเดิมกลับเข้ามา ร่างกายจะมีการตอบสนอง แล้วก็สร้างแอนติบอดี หรือกระตุ้นให้เซลล์ทีทำงาน ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นกว่าเดิมนั่นเองนะคะ ส่วนเรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนะครับ พอจะสรุปได้ดังนี้นะครับ ก็คือว่าภูมิคุ้มกันแบบรับมาเป็นการรับแอนติบอดีที่มีความจำเพาะ และทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมได้ทันที ไปอาจจะไม่อยู่ได้ในร่างกายก็ได้นะครับ อาจจะอยู่เป็นช่วงระยะเวลาสั้น ๆ อาจจะอยู่เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือนนะครับ ส่วนภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง เป็นการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมนะครับ อาจจะเป็นในรูปแบบของวัคซีน แล้วก็ให้ร่างกายเราสร้างแอนติบอดี หรือกระตุ้นเซลล์ที่มีความจำเพาะมาต่อต้าน ในขณะเดียวกัน ก็เกิดการกระตุ้นจากเซลล์บีและเซลล์ทีขึ้นนะครับ ทั้งหมดนี้ จะทำขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมในการที่อาจมีเชื้อโรคชนิดเดิมเข้ามาร่างกาย ก็จะสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และในขณะเดียวกัน ภูมิคุ้มกันแบบก่อเหตุก็จะอยู่คงทนอยู่ในร่างกายของเราได้นานนะครับ ในตอนต่อไปนี่นะครับ เราก็จะยังอยู่เรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ซึ่งเป็นตอนที่ 3 นะครับ ในตอนที่ 3 จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับ ว่าถ้าระบบภูมิคุ้มกันของเราเกิดความผิดปกติเกิดขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกายของเราครับ เราค่อยมาติดตามกันในตอนที่ 3 นะครับ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ [เสียงดนตรี]