--- title: ปัจจัยบางประการที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ตอนที่ 3 ปัจจัยภายใน (13.52 นาที) subtitle: date: วันศุกร์ที่ 19 เมษายน 2567 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (ดร.สุนัดดา) สวัสดีค่ะนักเรียน วันนี้เราจะมาเรียนกันในตอน ปัจจัยบางประการที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของพืช ตอน 3 สอนโดยครูสุนัดดาค่ะ ซึ่งก็จะเป็นปัจจัยภายในนะคะ ปัจจัยภายในที่เป็นเอทิลีน และกรดแอบไซซิก ฮอร์โมนพืชนี่นะคะ คือเอทิลีน แล้วก็ กรดแอบไซซิก ค่ะ ซึ่งพืชอีก 2 ชนิดที่เรายังไม่ได้เรียนกันครั้งที่แล้วนะคะ จุดประสงค์การเรียนรู้นะคะ ก็คือสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชที่สังเคราะห์ขึ้น เพื่อนำมาใช้ในการเกษตรและนำเสนอข้อมูลในรูปแบบต่าง ๆ ค่ะ นี่คือผลอโวคาโดค่ะ ที่ครูซื้อมานี้นะคะ ยังไม่สุก ที่ขายให้ครูค่ะ แนะนำนะคะ ให้นำผลอโวคาโดใส่ในกล่องกระดาษนะคะ หลังจากกันก็ให้ใส่กล้วยที่ใกล้สุกลงไป หรือว่าใส่แอปเปิลลงไป ทำให้อโวคาโดสุกเร็วขึ้น นี่เรียกว่า "การบ่มผลไม้" นะคะ นักเรียนเคยบ่มผลไม้หรือเปล่า และทำไมการบ่มผลไม้ จึงทำให้ผลไม้ของเราสุกเร็วขึ้นค่ะ เดี๋ยวเราจะมาศึกษาไปพร้อมกันเลยค่ะ เอทิลีน เอทิลีนเป็นฮอร์โมนพืชที่มีสถานะเป็นแก๊ส เอทิลีนมีบทบาทสำคัญในการสุกของผลไม้บางชนิด นอกจากนี้แล้ว ยังมีผลต่อในด้านอื่น ๆ อีก เช่น ควบคุมการงอกของเมล็ด กระตุ้นการร่วงของใบ เอทิลีนกับการสุกของผลไม้ ผลไม้บางชนิดเมื่อเจริญเต็มที่ จะมีการสร้างเอทิลีนสูงขึ้น และส่งผลให้เกิดการเพิ่มอัตราการหายใจระดับเซลล์ มีการเปลี่ยนสีของผล จากสีเขียวหรือแดง เช่น นักเรียนน่าจะเคยเห็นมะม่วงดิบนะคะ ก็จะเป็นสีเขียวค่ะ แต่ถ้าเป็นมะม่วงสุกก็จะเป็นสีเหลือง หรือว่ามะเขือเทศนะคะ มะเขือเทศดิบจะเป็นสีเขียว ส่วนมะเขือเทศสุกจะเป็นสีแดงค่ะ นอกจากนี้แล้วนะคะ ก็จะเกิดการเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลนะคะ ทำให้มีรสหวานขึ้น ผลไม้สุกจึงมีรสหวานค่ะ หรือจึงมีรสหวานค่ะ หรืออาจเกิดการสร้างกลิ่นที่เปลี่ยนแปลงไปด้วนะคะ เช่น ทุเรียนค่ะ ถ้าใครเคยซื้อทุเรียนมาตอนแรกยังไม่สุก ทุเรียนนั้นก็จะยังไม่มีกลิ่นค่ะ แต่พอทิ้งเอาไว้จนทุเรียนสุก ก็จะมีกลิ่นออกมาค่ะ ทำให้เรารู้ว่าทุเรียนนั้นสุก หรือทำให้เรารับประทานแล้วค่ะ เอทิลีนกับการนำไปใช้ กล้วยแต่ละผลที่อยู่ในหวีเดียวกัน อาจจะสุกไม่พร้อมกันนะคะ เช่นเดียวกับมะม่วงแต่ละผลในช่อเดียวกัน ก็มักจะสุกไม่พร้อมกันค่ะ แต่ถ้านักเรียนเคยไปซื้อมะม่วงที่ตลาดนะคะ จะเห็นว่ามะม่วงที่ขายนั้น เป็นมะม่วงที่สุกเท่า ๆ กัน นั่นก็เพราะว่าเกษตรกรสามารถทำให้มะม่วงสุกพร้อมกันเป็นจำนวนมากได้ เพื่อให้จำหน่ายได้เพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค จากสมบัติของเอทิลีนที่มีผลต่อการสุกของผลไม้นะคะ จึงมีการใช้แเอทิฟอน ซึ่งในเอทิลีน หรือใช้ผ่านแก๊ส calucium ที่ให้แก๊สแก๊สอะเซทิลีน สามารถใช้ควบคุมผลไม้ในเชิงพาณิชย์ได้ จากรูปที่เห็นนี้นะคะ มะม่วงที่ไม่บ่ม และที่บ่มด้วยสารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายเอทิลีนค่ะ จะเห็นว่าทั้งกล้วยและมะม่วงที่ไม่มีการบ่มนะคะ จะยังคงเป็นสีเขียวอยู่ แต่ว่ากล้วยและมะม่วงที่ไม่มีการบ่มค่ะ จะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองค่ะ ช่วงชวนคิด ครูมีคำถามมาให้นักเรียนคิด 1 คำถามนะคะ นั่นก็คือ ผลไม้ทุกชนิดสามารถนำมาบ่มให้สุกเร็วขึ้นได้หรือไม่ นักเรียนคงจะเคยทานผลไม้กันมาหลายชนิดนะคะ ลองนึกดูสิคะ ว่ามีผลไม้อะไรบ้าง ที่เราสามารถเก็บมาจากต้นแล้วทานได้ทันที กับอีกแบบหนึ่งก็คือเก็บมาแล้ว จะต้องนำมาบ่มให้สุกจึงจะรับประทานได้ค่ะ ผลไม้บางชนิดสามารถบ่มให้สุกได้ ซึ่งเป็นผลไม้ที่มีการหายใจระดับเซลล์ และการสร้างเอทิลีนก่อนสุก จากกราฟนี้นะคะ จะเห็นว่าเมื่อมะเขือเทศยังดิบอยู่ค่ะ จะมีอัตราการหายใจระดับเซลล์ และการสร้างเอทิลีนในระดับต่ำนะคะ แต่เมื่อเริ่มสุกค่ะ ก็จะมีการหายใจระดับเซลล์ และการสร้างเอทิลีนเพิ่มมากขึ้น ผลไม้บางชนิดสามารถบ่นให้สุกได้ค่ะ อย่างเช่น สามารถบ่มให้สุกได้ค่ะ เช่น มะม่วง ทุเรียน มะเขือเทศ มะละกอ ขนุน มังคุด และฝรั่งค่ะ แต่ว่าผลไม้บางชนิดนะคะ ไม่มีการสร้างเอทิลีน และไม่มีการตอบสนองต่อเอทิลีนด้วย จึงไม่สามารถทำให้บ่มจนสุกได้ด้วยการบ่ม ต้องทำให้สุกบนต้น แล้วเราถึงจะเก็บมารับประทานนะคะ อย่างเช่น ส้ม ชมพู่ เงาะ ลิ้นจี่ และลำไยค่ะ เช่น กรดแอบไซซิก กรดแอบไซซิกเป็นฮอร์โมนพืช ที่มีบทบาทยับยั้งการงอกของเมล็ด ทำให้เมล็ดเกิดการพักตัว นอกจากนี้ยังมีบทบาทอื่น ๆ อีกด้วยค่ะ เช่น ตอบสนองต่อการขาดน้ำ ส่งผลให้รูปากใบปิดเพื่อลดการสูญเสียน้ำ นักเรียนเคยเพาะถั่วงอกไหมคะ จำได้ไหม ว่าตอนที่เราเพาะถั่วงอกเราต้องทำอย่างไรบ้าง เราก็จะต้องนำเมล็ดถั่วเขียวนี้นะคะ ไปแช่น้ำก่อน เมล็ดจึงสามารถงอกได้ การเพาะถั่วอื่น ๆ ก็เช่นกันค่ะ จะต้องนำไปแช่น้ำก่อนนะคะ จากนั้นเมล็ดถั่วก็จะงอกค่ะ นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใด การแช่เมล็ดเหล่านี้ในน้ำ จึงมีผลต่อการงอกของเมล็ด นักเรียนรู้จักถั่วทั้ง 3 ชนิดที่เห็นในรูปนี้ไหมคะ รูปแรกนะคะ ก็คือถั่วเหลืองค่ะ นี่คือถั่วเขียว ส่วนรูปที่ขยายใหญ่นี้ คือ คะ ถ้าสังเกตนะคะ จะเห็นว่าถั่วต่าง ๆ นี่ค่ะ จะมีเปลือกเมล็ดที่แข็ง และ มีสารที่เคลือบอยู่ภายนอก ทำให้น้ำไม่สามารถซึมผ่านไปได้ค่ะ ขณะที่เกิดการพัฒนาของเมล็ดถั่วบนต้นแม่ เมื่อเมล็ดพัฒนาเต็มที่ จะเข้าสู่การพักตัว โดยปริมาณน้ำภายในเซลล์ลดลงอย่างมาก ซึ่งการที่น้ำในเซลล์ลดลงนั้น ทำให้ปฏิกิริยาในกระบวนการต่าง ๆ นั้น ลดลง บวนการต่าง ๆ นั้น อัตราการหายใจต่ำลง ในภาวะดังกล่าวพบว่าภายในเมล็ดมีปริมาณกรดแอบไซซิกนี้สูงขึ้น ซึ่งกรดแอบไซซิกนี้ทำให้เมล็ดสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้แม้อยู่ในน้ำอยู่ภายในเซลล์น้อยมาก จะไม่งอก เรียกว่า "การพักตัวของเมล็ด" การแช่เมล็ด ทำให้เปลือกอ่อนนุ่มลง น้ำเข้าสู่ภายในเมล็ด ผ่านเข้าสู่เล็ก ๆ ตรงนี้ค่ะ เป็นรูที่น้ำเข้านะคะ เมื่อเมล็ดได้รับน้ำ เมล็ดจะพองขึ้น และมีแรงดันให้เปลือกเมล็ดแตกออก ทำให้ได้รับน้ำมากขึ้นค่ะ น้ำจะทำให้เกิดกิจกรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นภายในซึ่งในขณะนั้นกรดแอบไซซิกจะลดลง เมล็ดมีการหายใจสูงขึ้น และกระตุ้นให้เกิดการสร้างฮอร์โมนชนิดอื่น ที่ช่วยให้เมล็ดสามารถงอก และพัฒนามาเป็นได้ ความรู้เพิ่มเติม โกงกางเป็นพื้ชที่ขึ้นในป่าชายเลน นักเรียนน่าจะเคยไปเที่ยวป่าชายเลนกันมาบ้างคะ เคยสังเกตกันไหมคะ ว่าป่าชายเลนเป็นแบบไหน สภาพดินในป่าชายเลนนะคะ เป็นดินเลนค่ะ และมีน้ำท่วม เมล็ดโกงกางไม่มีการพักตัว เพราะมีแอบไซซิกต่ำ สามารถงอกบนต้นได้ เมื่อเมล็ดตรงกลางหลุดออกจากต้น ที่จะเจริญต่อไปได้เมื่ออยู่ในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม จึงเพิ่มโอกาสในการอยู่รอดในสภาพแวดล้อมที่เป็นป่าชายเลนค่ะ กรดแอบไซซิกกับการนำไปใช้ สำหรับสารสังเคราะห์มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนะคะ สามารถนำไปใช้ช่วยชะลอการเกิดของพืช และไม้ดอกได้ค่ะ โดยส่งผลให้รูปาก ใบปิดเพื่อลดการสูญเสียน้ำ แต่ยังไม่เป็นที่นิยมกันนะคะ เพราะว่ามีราคาที่ค่อนข้างแพงอยู่ค่ะ จากรูปนี้นะคะ เป็นการใช้สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายกรดคล้ายแอบไซซิก ช่วยชะลอการเหี่ยวเฉาของไม้ในขณะขนส่งค่ะ จะเห็นว่าถ้าไม่มีการรดน้ำนะคะ ดอกไม้ก็จะเหี่ยวค่ะ ถ้ามีการรดน้ำ ดอกไม้ก็ยังสดชื่นอยู่นะคะ แต่ว่าถ้าไม่มีการรดน้ำ แล้วก็มีการใช้สารที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนะคะ ก็จะเห็นว่าดอกไม้นี้ก็จะมีการเหี่ยวเป็นบางส่วนนะคะ แต่ส่วนมากยังปกติอยู่ได้ค่ะ เป็นอย่างไรบ้างคะ หลังจากที่เราเรียนปัจจัยภายนอกและก็ปัจจัยภายในครบแล้วนะคะ ปัจจัยภายนอก เช่น แสง น้ำ อุณหภูมิ และสิ่งสัมผัส นับเป็นสิ่งเร้าที่มีผลการกระตุ้นฮอร์โมนพืช ซึ่งเป็นปัจจัยภายใน ฮอร์โมนพืชเหล่านี้ ทำงานร่วมกันในสัดส่วนที่เหมาะสม ในแต่ละช่วงของการเติมโต และทำให้เกิดการตอบสนองต่อพืชขึ้นในรูปแบบต่าง ๆ ทั้งปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายและปัจจัยภายในจึงมีความสำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช และมนุษย์ใช้ความรู้เกี่ยวกับปัจจัยเหล่านี้ และพัฒนาทางการเกษตร ครูมีคำถามตรวจความเข้าใจของนักเรียน 1 คำถามนะคะ นั่นก็คือสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชคืออะไร และมีความสำคัญต่อพืชอย่างไร ครูมีเวลาให้นักเรียนคิด 10 วินาทีค่ะ เดี๋ยวเรามาดูเฉลยกันนะคะ สารควบคุมการการเจริญเติบโตของพืช คือการที่มีบทบาทต่อการเริญเติบโตและพัฒนาการของพืช มีผลควบคุมการเริญเติบโตและพัฒนราการของพืช มีผลควบคุมกระบวนการต่าง ๆ ของพืช ซึ่งมีทั้งฮอร์โมนพืชที่มนุษย์สร้างขึ้น เอทิลีนเป็นฮอร์โมนพืชที่มีสถานะเป็นแก๊มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นของพืชบางชนิดนอกจากนี้แล้ว ยังควบคุมการงอกของเมล็ด นอกจากนี้แล้ว ยังควบคุมการงอกของเมล็ดและกระตุ้นการร่วงของใบด้วยค่ะ สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายเอทิลีนนะคะ นิยมนำมาใช้ควบคุมการสุกของผลไม้เชิงพาณิชย์ค่ะ กรดแอบไซซิกมีบทบาทสำคัญในการยับยั้งการงอกของเมล็ด ทำให้เมล็ดเกิดการพักตัว นอกจากนี้แล้วยังมีบทบาทตอบสนองต่อการขาดน้ำของพืชค่ะ โดยส่งผลให้รูปากใบปิด เพื่อลดการสูญเสียของน้ำ สารสังเคราะห์ที่มีสมบัติคล้ายกรดแอบไซซิกนะคะ นิยมนำมาใช้การชะลอของพืชและไม้ดอกขณะขนส่ง โดยทำให้พืล หรือว่าเปิด-ปิดรูปากใบ เพื่อลดการสูญเสีย สำหรับคลิปนี้ก็ขอจบการสอนแต่เพียงเท่านี้ก่อนนะคะ แล้วพบกันคลิปถัดไป สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]