﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,004 --> 00:00:08,004
(ดร.นันทยา) สวัสดีค่ะนักเรียน

3
00:00:08,006 --> 00:00:12,006
ในคลิปนี้นะคะ เราจะเรียนในหัวข้อ

4
00:00:12,009 --> 00:00:16,009

5
00:00:16,011 --> 00:00:20,011
ในหัวข้อการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ

6
00:00:20,013 --> 00:00:24,013
มีจุดประสงค์เพื่อให้นักเรียนอธิบายการ

7
00:00:24,015 --> 00:00:28,015
ถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

8
00:00:28,016 --> 00:00:32,016
แล้วก็ที่อยู่ในโครโมโซมเพศ ซึ่งที่อยู่นี้

9
00:00:32,017 --> 00:00:36,017
กรณีนี้นะคะ เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์ Mendel ค่ะ

10
00:00:36,018 --> 00:00:40,018
มนุษย์เรานะคะ มีคำถามเกี่ยวกับการถ่ายทอดทางพันธ์กรรม

11
00:00:40,020 --> 00:00:44,020
นะคะว่า ทำไมคนในครอบครัวเดียวกัน ถึงมี

12
00:00:44,021 --> 00:00:48,021
แล้วก็ลักษณะเหล่านี้ จากรุ่นหนึ่ง ไปสู่รุ่น

13
00:00:48,021 --> 00:00:52,021
ได้อย่างไรนะคะ ผู้ที่ศึกษานะคะ ก็คือ

14
00:00:52,023 --> 00:00:56,023
Gergor Mendel ค่ะ เขาได้ทำการศึกษา

15
00:00:56,023 --> 00:01:00,023
ของถัวลันตัวหลาย ๆ ลักษณะ จนสรุป

16
00:01:00,024 --> 00:01:04,024
ที่ได้นะคะ จนสรุปออกมาเป็นผลทางพันธุกรรม

17
00:01:04,025 --> 00:01:08,025
ลักษณะทางพันธุกรรม เดี๋ยวเราจะมาลองเรียนรู้นะคะ กรณีตัวอย่าง

18
00:01:08,026 --> 00:01:12,026
ที่ใช้หลักการของ

19
00:01:12,028 --> 00:01:16,028
จากนั้นนะคะ จะมาเรียนรู้ส่วนขยายของพันธุ

20
00:01:16,029 --> 00:01:20,029

21
00:01:20,030 --> 00:01:24,030
ลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ มีหลากหลาย

22
00:01:24,031 --> 00:01:28,031
เลย ตั้งแต่หน้าตา สีผิว รวม

23
00:01:28,032 --> 00:01:32,032
รวมทั้งโรคทางพันธุกรรมด้วย โรคธาลัสซีเมียนะคะฃ

24
00:01:32,033 --> 00:01:36,033
ในประเทศไทยโรคหนึ่งก็คือโรคทาลัสซี

25
00:01:36,033 --> 00:01:40,033
จะมีอาการซีด โลหิตจาง ตัวเหลือง

26
00:01:40,035 --> 00:01:44,035
ที่มีความสัมพันธ์กับประเทศไทย ก็เพราะว่า

27
00:01:44,036 --> 00:01:48,036
มีบุคคลที่เป็นพาหะของโรค

28
00:01:48,037 --> 00:01:52,037
นะคะ ถ้าหากว่าเราขาดการป้องกันและดูแลอแล้วนี่

29
00:01:52,037 --> 00:01:56,037
เราก็อาจจะทำให้มีเด็กเกิดใหม่นะคะ ที่ป่วยโรคนี้มากขึ้น

30
00:01:56,038 --> 00:02:00,038
ก็ควรจะมีการวางแผนครอบครัวค่ะ

31
00:02:00,038 --> 00:02:04,038
เรามาลองดูโจทย์นี้กันนะคะ ถ้าสามี

32
00:02:04,039 --> 00:02:08,039
คู่หนึ่ง ไปปรึกษาโรคก่้อนมีบุตร และตรวจพบว่า

33
00:02:08,041 --> 00:02:12,041
ทั้งคู่นี่เป็นพาหะของโรคธาลัสซีเมีย ถ้าเราจะ

34
00:02:12,042 --> 00:02:16,042
อธิบายเกี่ยวกับการถ่ายทอดทางพันธ์กรรม

35
00:02:16,042 --> 00:02:20,042
นะคะ จะต้องอธิบายว่าอย่างไรบ้าง

36
00:02:20,044 --> 00:02:24,044
ประเด็นแรกก็คือโรคนี้เป็นโรคพันธุกรรมสามารถ

37
00:02:24,045 --> 00:02:28,045
ถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้ แล้วถ่ายทอดผ่านกระบวนการ

38
00:02:28,045 --> 00:02:32,045
อะไรคะ ถูกต้องค่ะ ผ่าน

39
00:02:32,047 --> 00:02:36,047
การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศนะคะ ผ่านการสืบพันธุ์

40
00:02:36,049 --> 00:02:40,049
ไปกับเซลล์สืบพัน เรามาทบทวน

41
00:02:40,050 --> 00:02:44,050
กันนะคะ ว่ายีนคืออะไร ยีนทำหน้าที่เป็นหน่วยควบคุมลักษัตริ

42
00:02:44,051 --> 00:02:48,051
พันธุกรรม ยกตัวอย่างเช่น การเป็นโรค หรือไม่เป

43
00:02:48,054 --> 00:02:52,054
ไธาลัสซีเมียนะคะ โดยยีนนี่จะเป็นโรคที่เกี่ยวพัน

44
00:02:52,056 --> 00:02:56,056
ของ DNA DNA จะผูกกับ

45
00:02:56,057 --> 00:03:00,057
โครงสร้างที่เรียกว่า "โครโมโซม" ดังนั้น ยีนจะอยู่บนโค

46
00:03:00,058 --> 00:03:04,058
นะคะ ในมนุษย์เราจะม

47
00:03:04,059 --> 00:03:08,059
โครโมโซมคู่เหมือน หรือโครโมโซมเพศ

48
00:03:08,060 --> 00:03:12,060
โดยทั่วไปแล้วนี่ ยีนส์ที่ควบคุมไปลักษณะหนึ่ง

49
00:03:12,062 --> 00:03:16,062
จะอยู่เป็นคู่แอลลีลบนโครโมโซม

50
00:03:16,062 --> 00:03:20,062
ยีนหนึ่งอาจจะมีหลายรูปแบบ เรียกว่า "แอลลีล

51
00:03:20,062 --> 00:03:24,062
เช่น T แทนแอลลีลเด่น ซึ่ง

52
00:03:24,064 --> 00:03:28,064
เซลล์เม็ดเลือดแดงที่มีลักษณะปกตินะคะ

53
00:03:28,066 --> 00:03:32,066
และแอลลีล t ที่เป็นแอลลีลด้อย

54
00:03:32,066 --> 00:03:36,066
ที่จะก่อให้เกิดโรคทาลัสซีเมีย ซึ่ง

55
00:03:36,069 --> 00:03:40,069
แอลลีลทั้ง 2 นี่จะมีข้อมูลพันธุกรรมที่

56
00:03:40,071 --> 00:03:44,071
อาจจะแตกต่างกันแพงเล็กน้อย ลักษณะ

57
00:03:44,071 --> 00:03:48,071
ของคู่แอลลีลบนฮอมอโลกัสโครโมโซมนี่

58
00:03:48,073 --> 00:03:52,073
เช่น TT Tt และ tt

59
00:03:52,074 --> 00:03:56,074
ค่ะ ส่วนลักษณะภายนอกที่ออกมาปรากฏให้เห็นค่ะ

60
00:03:56,075 --> 00:04:00,075
นี่ การเป็นโรคหรือไม่เป็นโรคนี่เราเรียกว่า ฟีโนไท

61
00:04:00,076 --> 00:04:04,076
ถ้ามีคู่แอลลีลที่มีรูปแบบเดียวกันนะคะ

62
00:04:04,077 --> 00:04:08,077
เราจะจัดจีโนไทป์แบบฮอมอไซกัสค่ะ

63
00:04:08,078 --> 00:04:12,078
หากว่ามีคู่ของแอลลีลที่แตกต่างกันนี่ เราจะแบ่งออก

64
00:04:12,080 --> 00:04:16,080
ว่า เฮเทอโรไซกัส ค่ะ บุคคลนี้

65
00:04:16,080 --> 00:04:20,080
เขาจะไม่เป็นโรคธาลัสซีเมีย แต่จะเป็นพาหะของโรค

66
00:04:20,082 --> 00:04:24,082
โดยสามารถจะถ่ายทอดแบบจีโนไทป์ได้ค่ะ

67
00:04:24,083 --> 00:04:28,083
จะเห็นได้ว่าจีโนไทป์นี่

68
00:04:28,083 --> 00:04:32,083
ที่เรามีอยู่นะคะ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเป็นแอลลีลเด่น

69
00:04:32,084 --> 00:04:36,084
เป็นแอลลีลเด่น ก็จะแสดงลักษณะของแอลลีลเด่น ก็คือปกติ

70
00:04:36,087 --> 00:04:40,087
แต่ถ้าหากว่ารับแอลลีลด้อยทั้งคู่นะคะ

71
00:04:40,088 --> 00:04:44,088
ก็จะแซงลักษณะด้อยก็คือ

72
00:04:44,090 --> 00:04:48,090
จีโนไทป์  นะคะ นอกจากจะขึั

73
00:04:48,092 --> 00:04:52,092
จะขึ้นกับจีโนไทป์แล้วนี่ อาจจะขึ้นกับสิ่งแวดล้อมด้วย

74
00:04:52,094 --> 00:04:56,094
ยกตัวอย่างเช่น ความสูงค่ะ ถ้าพ่อแม่เรา

75
00:04:56,099 --> 00:05:00,099
สูง เราก็จะมีลักษณะสูงใช่ไหมคะ แต่ถ้าหากว่า

76
00:05:00,100 --> 00:05:04,100
เราได้รับอาหารที่ไม่เหมาะสม หรือรับอาหารที่ไม่เหมาะสม

77
00:05:04,101 --> 00:05:08,101
นะคะ ก็อาจจะส่งผลต่อลักษณะความสูงของเราได้ค่ะ

78
00:05:08,103 --> 00:05:12,103
จากกรณีข้างต้นนะคะ ทั้งคู่เป็นพาหนะ

79
00:05:12,107 --> 00:05:16,107
มีจีโนไทป์ แบบใดคะ ถูกต้องค่ะ แสดงว่า

80
00:05:16,108 --> 00:05:20,108
เป็นแบบ เฮเทอโรไซกัส หรือการ

81
00:05:20,109 --> 00:05:24,109
โดยการคาดคเนว่าลูกจะเป็นโรคนี่

82
00:05:24,110 --> 00:05:28,110
เราสามารถนำความรู้ที่เมนเดลค้นพบ

83
00:05:28,111 --> 00:05:32,111
ถ่ายทอดลักษณะทางพัน

84
00:05:32,112 --> 00:05:36,112
จะเห็นได้ว่ายีนที่ควบคุมโรคทาลัสซีเมีย

85
00:05:36,113 --> 00:05:40,113
แอลลีลนะคะ ซึ่งแต่ละเซลล์สืบพันธุ์นี่จะได้รับแอลลีล

86
00:05:40,114 --> 00:05:44,114
ของยีนนั้น เช่น T หรือ t

87
00:05:44,114 --> 00:05:48,114
โดยลูกนะคะ จะได้รับแอลลีลจากแม่

88
00:05:48,116 --> 00:05:52,116
แล้วก็อีกแอลลีลหนึ่งจากพ่อ ตจากเซลล์สืบพันธ

89
00:05:52,119 --> 00:05:56,119
ในการปฏิสนธิเซลล์ไข่จะรวมกับสเปิร์มแบบสุ่ม

90
00:05:56,120 --> 00:06:00,120
ทำให้ลูกจะได้รับแอลลีลใด ก็จะเกิดขึ้นแบบสุ่มด้วย

91
00:06:00,122 --> 00:06:04,122
เช่น เขาอาจจะได้รับแอลลีล ะ

92
00:06:04,123 --> 00:06:08,123
แล้วก็รับแอลลีล T จากพ่อ หรืออาจจะได้รับ

93
00:06:08,124 --> 00:06:12,124
แอลลีล t จากทั้งพ่อแล้วก็แม่นะคะ

94
00:06:12,125 --> 00:06:16,125
เราสามารถจะคำนว

95
00:06:16,125 --> 00:06:20,125
ได้นะคะ ถ้าสังเกตนะคะ ถ้าเขาได้รับแอลลีล

96
00:06:20,127 --> 00:06:24,127
T ใหญ่มานี่ ก็จะแสดงลักษณะไม่เป็นโรค

97
00:06:24,128 --> 00:06:28,128
ก็จะเป็น 3 ใน 4 ส่วนถ้าหากว่าลูกได้รับแอลลีลด้อย

98
00:06:28,131 --> 00:06:32,131
ทั้งจากพ่อแล้วก็แม่นี่ ก็จะเป็นโรคทาลัสซีเมีย

99
00:06:32,132 --> 00:06:36,132
ในที่นี้ก็จะเห็นว่า มีโอกาสเป็นโร

100
00:06:36,133 --> 00:06:40,133
คิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ นั่นเองค่ะ

101
00:06:40,134 --> 00:06:44,134
ถ้าหากมีคนกล่าวว่าลูกคนแรกของสามีคู่นี้เกิดมาเป็นธาลัสซีเมียแล้ว

102
00:06:44,135 --> 00:06:48,135
ลูกคนที่ 2 จะไม่มีโอกาสเป็น

103
00:06:48,138 --> 00:06:52,138
นักเรียนเห็นด้วยหรือไม่ เพราะอะไรคะ ครูไม่

104
00:06:52,139 --> 00:06:56,139
นะคะ คุณครูไม่เห็นด้วยค่ะ เพราะว่าการพิจารณานี้เป็นเพียง

105
00:06:56,140 --> 00:07:00,140
การหาโอกาสเป็นโรคของลูกที่จะเกิดขึ้นนะคะ ถึงแม้ว่า

106
00:07:00,142 --> 00:07:04,142
ลูกคนแรกจะเป็นโรคไปแล้ว ลูกคนที่ 2 ก็ยังมีโอกาส

107
00:07:04,143 --> 00:07:08,143
ก็คือ 25 เปอร์เซ็นต์ค่ะ โอกาสนี่จะมี 25 เปอร์เซ็นต์

108
00:07:08,144 --> 00:07:12,144
ไม่ว่าจะตั้งครรภ์กี่ครั้งก็ตาม เพราะว่าแอลลีล

109
00:07:12,144 --> 00:07:16,144
ที่ก่อโรคได้นี่ยังคงสามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่ไปสู่

110
00:07:16,147 --> 00:07:20,147
ลูกได้ค่ะ เช่นเดียวกับการพิจารณา

111
00:07:20,148 --> 00:07:24,148
เพศของลูกที่จะเกิดมานะคะ โดยมีโอกาสที่จะเกิดมา

112
00:07:24,148 --> 00:07:28,148
50 เปอร์เซ็นต์ หรือเกิดมาเป็นเพศหญิง 50 เปอร์เซ็นต์

113
00:07:28,150 --> 00:07:32,150
เรามาลองทำโจทย์ตรวจสอบความเข้าใจกันนะคะ

114
00:07:32,151 --> 00:07:36,151
ถ้าหากว่าผู้หญิงที่มีลักษณะเผือก แต่งงานกับ

115
00:07:36,152 --> 00:07:40,152
ผู้ชายที่ไม่

116
00:07:40,153 --> 00:07:44,153
มีลักษณะเผือกเป็นเท่าไร ลองทำดูนะคะ หรือ

117
00:07:44,157 --> 00:07:48,157
อาจจะลองกดหยุดพักเพื่อทำดูก็ได้ค่ะ

118
00:07:48,158 --> 00:07:52,158

119
00:07:52,159 --> 00:07:56,159

120
00:07:56,160 --> 00:08:00,160
ค่ะ

121
00:08:00,163 --> 00:08:04,163
เรามาดูเฉลยกันเลยนะคะ ผู้หญิงที่มีลักษณะเผือกนี่

122
00:08:04,164 --> 00:08:08,164
เป็น aa ส่วนผู้ชายที่มี

123
00:08:08,166 --> 00:08:12,166
ลักษณะไม่เผือกนะคะ อาจจะมีลักษณะเป็น 2 รูปแบบ

124
00:08:12,167 --> 00:08:16,167
เป็น AA หรือเป็น Aa

125
00:08:16,169 --> 00:08:20,169
เราจะต้องพิจารณาโอกาสของลูกทั้ง 2 รูปแบบ ก็คือ

126
00:08:20,170 --> 00:08:24,170
แม่เป็ฯ aa พ่อเป็น AA

127
00:08:24,172 --> 00:08:28,172
หรือ แม่เป็น aa และ พ่อเป็น AA ค่้ะฃ

128
00:08:28,173 --> 00:08:32,173
มาลองทำดูกันนะคะ กรณีแรกนี่

129
00:08:32,175 --> 00:08:36,175
แม่จะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้นะคะ ส่วนพ่อก็จะ

130
00:08:36,176 --> 00:08:40,176
สร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้ค่ะ

131
00:08:40,178 --> 00:08:44,178
เมื่อเราพิจารณาลักษณะของลูกนะคะ

132
00:08:44,179 --> 00:08:48,179
นี่ จะมีจีโนไทป์ เป็น Aa นะคะ

133
00:08:48,180 --> 00:08:52,180
เพราะฉะนั้นนี่ ก็จะไม่มีลักษณะเผือกค่ะ ส่วนในกรณีที่

134
00:08:52,181 --> 00:08:56,181
2 นะคะ ถ้ามีจีโนไทป์ เป็น aa

135
00:08:56,182 --> 00:09:00,182
พ่อมีจีโนไทป์ เป็น AA นี่ ก็จะสร้างเซลล์

136
00:09:00,183 --> 00:09:04,183
ดังนี้ หากเราพิจารณา

137
00:09:04,184 --> 00:09:08,184
ลักษณะของลูกที่เกิดมานะคะ ก็จะเห็นว่าจีโนไทป์

138
00:09:08,186 --> 00:09:12,186
นะคะ จะมีทั้ง AA aa

139
00:09:12,189 --> 00:09:16,189
Aa และ aa ค่ะ

140
00:09:16,190 --> 00:09:20,190
โอกาสที่ลูกจะมีลักษณะเผือกนะคะ ก็จะเกิด

141
00:09:20,191 --> 00:09:24,191
ในกรณีที่ 2 คิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ค่ะ

142
00:09:24,193 --> 00:09:28,193
นอกจากโรคทาลัสซีเมียแล้วนะคะ ยังมีหลายกรณีเลยนะคะ ที่

143
00:09:28,194 --> 00:09:32,194
ศึกษาพบว่า ยังมีอีกหลายกรณีเลยค่ะ ที่มี

144
00:09:32,195 --> 00:09:36,195
ศึกษา แต่ก็มีอีกหลายกรณีเช่นกันนะคะ

145
00:09:36,195 --> 00:09:40,195
ที่มีความแตกต่างออกไป แต่ก็ยังสามารถใช้หลักการ Mendel

146
00:09:40,197 --> 00:09:44,197
มาอธิบายการถ่ายทอดทาง

147
00:09:44,198 --> 00:09:48,198
เราจัดกรณีนี้นะคะ เป็นการทดลอง

148
00:09:48,200 --> 00:09:52,200
เรามาลองดูในกรณีแรกของแอลลีลกันนะคะ

149
00:09:52,201 --> 00:09:56,201
ลักษณะหมู่เลือด

150
00:09:56,203 --> 00:10:00,203
ในระบบ ABO

151
00:10:00,205 --> 00:10:04,205
B AB แล้วก็เซลล์เลือด O ค

152
00:10:04,207 --> 00:10:08,207
ของแต่ละหมู่นี่ แตกต่างกันอย่างไรค่ะ

153
00:10:08,208 --> 00:10:12,208
ใช่ค่ะ บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดงแต่ละหมู่นี่จะมีแอนติเจนที่

154
00:10:12,209 --> 00:10:16,209
แตกต่างกันนะคะ นักเรียนสังเกตไหมคะ

155
00:10:16,210 --> 00:10:20,210
ของหมู่เลือดนี่ จะมี 4 แบบ แต่ลักษณะที่กล่า

156
00:10:20,211 --> 00:10:24,211
มานี่ จะมีเพียงแค่ 2 แบบ เป็นเพราะอะไรคะ

157
00:10:24,213 --> 00:10:28,213
ยีนที่ Mendel ศึกษานะคะ จะมียีนที่เกี่ยวข้อง 2 รูปแบบ

158
00:10:28,213 --> 00:10:32,213
ยกตัวอย่างเช่น ยีนที่ควบคุมกลีบดอก

159
00:10:32,215 --> 00:10:36,215
แอลลีล P ควบคุมสีม่วง แต่จะมี

160
00:10:36,217 --> 00:10:40,217
ดอกสีขาว แต่ในกรณีของหมู่เลือด ABO นี่

161
00:10:40,218 --> 00:10:44,218
จะมีแอลลีลที่ควบคุมมากกว่า 2 แอลลีล เช่น

162
00:10:44,220 --> 00:10:48,220
แอลลีล IA ควบคุมการสร้างอ

163
00:10:48,221 --> 00:10:52,221
เซลล์เม็ดเลือดแดง แอลลีล

164
00:10:52,224 --> 00:10:56,224
B และแอลลีล i เล็กจะไม่มีการสร้าง

165
00:10:56,225 --> 00:11:00,225
ทั้งแอนติเจน A และแอนติเจน B ค่ะ เราเรียก

166
00:11:00,226 --> 00:11:04,226
กรณีที่ควบคุม

167
00:11:04,227 --> 00:11:08,227
มากกว่า 2 รูปแบบว่า มัลติเพิลแอลลีล

168
00:11:08,227 --> 00:11:12,227
ถึงแม้มีแอลลีลที่เป็นไปได้ทั้ง 3 รูปแบบนะคะ

169
00:11:12,230 --> 00:11:16,230
ไปได้ถึง 3 รูปแบบนะคะ ในแต่ละคนนี่จะมีแค่ 2 แอลลีล

170
00:11:16,231 --> 00:11:20,231
ซึ่งแต่ละแอลลีลจะอยู่แต่ละ

171
00:11:20,234 --> 00:11:24,234
โครโมโซม เช่นเดียวกันกับที่ Gregor Mendel  ศึกษ

172
00:11:24,237 --> 00:11:28,237
โดยยีนควบคุมลักษณะหมู่เลือด ABO นะคะ

173
00:11:28,239 --> 00:11:32,239
คู่ที่ 9 อาจจะมีจีโนไทป์ได้หลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น

174
00:11:32,242 --> 00:11:36,242
IA IA IB i

175
00:11:36,244 --> 00:11:40,244
หรือ ii ค่ะ ครูจะลองเปรียบเทียบให้ฟังค่ะ

176
00:11:40,245 --> 00:11:44,245
เปรียบเทียนให้ฟังนะคะ ในกรณ๊ของ Mendel

177
00:11:44,246 --> 00:11:48,246
เรามีถุงเท้าให้เลือกอยู่ 2 สี คือ สีม่วงกับสีขาว

178
00:11:48,247 --> 00:11:52,247
เราอาจจะเลือกใส่เป็นสีม่วง สีม่วง สีม่วง

179
00:11:52,248 --> 00:11:56,248
สีขาว สีขาวนะคะ แต่ในกรณีของมัลติเพิลแอลลีล ค่ะ

180
00:11:56,249 --> 00:12:00,249
เรามีถุงเท้าให้เลือกถึง 3 สี

181
00:12:00,252 --> 00:12:04,252
คือ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลืองนะคะ ซึ่งเราก็อาจจะเลือกใส่ได้

182
00:12:04,252 --> 00:12:08,252
หลากหลายออกไป แต่เราก็จะใส่ได้เพียง 2 ข้างค่ะ

183
00:12:08,254 --> 00:12:12,254
การที่มีแอลลีลที่เป็น

184
00:12:12,255 --> 00:12:16,255
ไปได้ 3 รูปแบบทำให้มีจีโนไทป์  เป็นไปได้

185
00:12:16,257 --> 00:12:20,257
มากกว่ากรณีที่ Mendel ศึกษานะคะ จากตารางจะเห็นได้ว่าคน

186
00:12:20,259 --> 00:12:24,259
ที่มีเลือดหมู่ O จะมีแอลลีล i

187
00:12:24,261 --> 00:12:28,261
ส่วนคนที่มีแอลลีล iA

188
00:12:28,264 --> 00:12:32,264
คนที่มีแอลลีล ib ก็จะมีเลือดหมู่ B

189
00:12:32,266 --> 00:12:36,266
ส่วนคนที่มีจีโนไทป์เป็น IA IB

190
00:12:36,267 --> 00:12:40,267
ก็จะมีเลือดหมู่ AB

191
00:12:40,270 --> 00:12:44,270
เม็ดเลือดแดงนี่ก็จะเป็นแอลลีล ia และ

192
00:12:44,270 --> 00:12:48,270
นี่ก็เป็นอีกส่วนหนึ่งนะคะ ที่ Mendel  L

193
00:12:48,271 --> 00:12:52,271
ค่ะ นักเรียนเราลองมาดูโจทย์นี้กันนะคะ

194
00:12:52,273 --> 00:12:56,273
ถ้าแม่มีเลือดหมู่ A แล้วพ่อมีเลือดฟหม

195
00:12:56,274 --> 00:13:00,274
เฮเทอโรไซกัส จะมีโอกาสที่จะมีลูกเป็นหมู่เลือดใด

196
00:13:00,275 --> 00:13:04,275
ทั้งคู่นะคะ เป็นเฮเทอโรไซกัส เป็น

197
00:13:04,276 --> 00:13:08,276
จีโนไทป์เป็น IA i และพ่อมีจีโนไทป์เป็น IA i

198
00:13:08,277 --> 00:13:12,277
จะเห็นได้ว่าหมู่เลือด ABO

199
00:13:12,278 --> 00:13:16,278
ยีนที่ควบคุมลักษณะดังกล่าวนะคะ

200
00:13:16,279 --> 00:13:20,279
ซึ่งคู่แอลลีล จะแยกออกจากกันเมื่อมีการสืบพุ

201
00:13:20,280 --> 00:13:24,280
ลูกจะได้รับแอลลีลจากพ่อ แล้วก็อีกแอลลีลจากแม่ค่ะ

202
00:13:24,282 --> 00:13:28,282
หมู่เลือดระบบ ABO นี่

203
00:13:28,283 --> 00:13:32,283
แต่ต่างจากกรณีที่ Mend

204
00:13:32,284 --> 00:13:36,284
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมนี่ ก็ยังใช้ Me

205
00:13:36,285 --> 00:13:40,285
จึงเรียกว่าเป็น "ส่วนขยายของพันธุศาสตร์ Menmde

206
00:13:40,287 --> 00:13:44,287
เอาล่ะค่ะ เรามาลองทำความเข้าใจกับโจทย

207
00:13:44,287 --> 00:13:48,287
นะคะ นักเรียนอาจะลองกดหยุดพักนะคะ เพื่อลองมาศึกษ

208
00:13:48,289 --> 00:13:52,289
ดู แล้วเดี๋ยวเรามาดูว่าเฉลยเป็นอย่างไรนะคะ

209
00:13:52,290 --> 00:13:56,290

210
00:13:56,291 --> 00:14:00,291

211
00:14:00,292 --> 00:14:04,292
เอาล่ะค่ะ เรามาดูเฉลยพร้อมกันดู

212
00:14:04,293 --> 00:14:08,293
นะคะ แม่นะคะ มีจีโนไทป์

213
00:14:08,294 --> 00:14:12,294
เป็น IA IB ส่วนพ่อมีจีโนไทป์เป็น IB i

214
00:14:12,295 --> 00:14:16,295
สร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้ค่ะ

215
00:14:16,297 --> 00:14:20,297
ในการช่วยหาโอกาสที่จะเกิดขึ้นในรุ่นลู

216
00:14:20,298 --> 00:14:24,298
นะคะ แม่นี่สามารถสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้เป็น

217
00:14:24,299 --> 00:14:28,299
ส่วนพ่อสามารถสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้เป็น IB i

218
00:14:28,300 --> 00:14:32,300
จีโนไทป์ของลูกเป็นดังนี้

219
00:14:32,301 --> 00:14:36,301
โดยลูกนะคะ จะมีโอกาสที่จะมีเลือดในหมู่

220
00:14:36,301 --> 00:14:40,301
AB A และเลือดหมู่ B ค่ะ

221
00:14:40,304 --> 00:14:44,304
เลือดหมู่ B ค่ะ

222
00:14:44,305 --> 00:14:48,305
สักครู่เราทำความเข้าใจกันแล้วค่ะ

223
00:14:48,306 --> 00:14:52,306
คราวนี้เรามาลองดูอีกกรณีหนึ่งดูค่ะ น

224
00:14:52,307 --> 00:14:56,307
จะต้องเขียนเพื่อให้ข้อมูลทางวิชาการ

225
00:14:56,308 --> 00:15:00,308
นักเรียนจะเขียนว่าอย่างไรบ้าง นักเรียนอาจจะลองกดพักนะคะ

226
00:15:00,310 --> 00:15:04,310
เพื่อลองทำกิจกรรมนี้ดู แล้วมีดูว่าเป็นอย่างไรค่ะ

227
00:15:04,311 --> 00:15:08,311
ค่ะนักเรียน เรามาดูเฉลยกันเลยนะคะ

228
00:15:08,312 --> 00:15:12,312
นะคะ พ่อและแม่นี่ มีเลือดหมู่ A

229
00:15:12,314 --> 00:15:16,314
อาจจะมีจีโนไทป์เป็น IA IA หรือ

230
00:15:16,315 --> 00:15:20,315
IA i ส่วนลูกนี่เป็น i

231
00:15:20,317 --> 00:15:24,317
แสดงว่ามีจีโนไทป์เป็น ia ib ค่ะ

232
00:15:24,318 --> 00:15:28,318
จะเห็นได้ว่าเป็นไปไม่ได้เลยนะคะ ที่พ่อและแม่

233
00:15:28,319 --> 00:15:32,319
จะถ่ายทอดลักษณะแอลลีล IB มาให้ลูก

234
00:15:32,321 --> 00:15:36,321
ได้นะคะ แสดงว่าอาจจะเกิดข้อผิดพลาดบางประการได้ค่ะ

235
00:15:36,325 --> 00:15:40,325
ในปัจจุบันนี้ค่ะ นอกจากหมู่เลือดแล้ว

236
00:15:40,325 --> 00:15:44,325
เรายังมีเทคโนโลยีทาง DNA ช่วยพิสูจน์

237
00:15:44,327 --> 00:15:48,327
ระหว่างพ่อแม่ลูกด้วยค่ะ

238
00:15:48,329 --> 00:15:52,329
ค่ะ เราสมาดูในกรณีของยีนใน

239
00:15:52,331 --> 00:15:56,331
นะคะ จากตารางทั้ง 2 นี่ เรามาตรวจดู

240
00:15:56,332 --> 00:16:00,332
ในเพศชายและเพศหญิงเป็นอย่างไรคะ

241
00:16:00,333 --> 00:16:04,333
จะสังเกตได้ว่าลักษณะหมู่เลือด ABO นี่เพศชายกับเพศหญิง

242
00:16:04,334 --> 00:16:08,334
จะมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน แต่ในกรณีของ

243
00:16:08,335 --> 00:16:12,335
ลักษณะตาบอดสีนี่ เพศชายจะพบมากกว่าเพศหญิง

244
00:16:12,336 --> 00:16:16,336
นะคะ เพราะเหตุใดถึงเป็นแบบนั้น เราจะได้มาเรียนรู้กันค่ะ

245
00:16:16,337 --> 00:16:20,337
โครโมโซมของมนุษย์นะคะ จะมีทั้งหมด

246
00:16:20,338 --> 00:16:24,338
23 คู่ ของฮอมอโลกัสโครโมโซม

247
00:16:24,340 --> 00:16:28,340
ออโตโซม 22 คู่ โดยจะแบ่งเป็ฯ

248
00:16:28,341 --> 00:16:32,341
ถ้าหากว่ามีโครโมโซมเพศ เป็น XY ก็จะเป็น

249
00:16:32,344 --> 00:16:36,344
เพศชาย แต่ถ้ามีโครโมโซมเพศเป็น XX ก็จะเป็นเพศหญิงนะคะ

250
00:16:36,345 --> 00:16:40,345
การที่โครโมโซมของ

251
00:16:40,345 --> 00:16:44,345
เพศของผู้ชาย และผู้หญิงที่มีลักษณะแตกต่

252
00:16:44,347 --> 00:16:48,347
ทำให้ยีนบางยีนอาจจะไม่อยู่เป็นคู่แอลลีล เสมอไป

253
00:16:48,347 --> 00:16:52,347
เช่น ยีนที่ควบคุมลักษณะตาบอดสีเขียวแดง ซึ่งอยู่บนโครโมโซม

254
00:16:52,349 --> 00:16:56,349
X ของมนุษย์นะคะ จะสังเกตว่า

255
00:16:56,349 --> 00:17:00,349
จะมี 2 แอลลีล แต่ในเพศชายนี่ จะมี

256
00:17:00,351 --> 00:17:04,351
เพียงแค่ 1 แอลลีล แตกต่างจากลักษณะหมู่เลือดนะ

257
00:17:04,352 --> 00:17:08,352
หมู่เลือดนะคะ ที่อยู่บนออโตโซม บุคคลที่

258
00:17:08,353 --> 00:17:12,353
ตาบอดสีเขียวแดงนะคะ จะมองเห็นภาพได้ปกติ แต่จะ

259
00:17:12,354 --> 00:17:16,354
มีความบกพร่องในเซลล์รับแสงด้วยตา

260
00:17:16,357 --> 00:17:20,357
และสีแดง ออกจากกันได้ยาก แต่ระดับความรุนแรง

261
00:17:20,358 --> 00:17:24,358
ก็จะแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล จากภาพนะคะ จะเห็นได้ว่า

262
00:17:24,360 --> 00:17:28,360
สามารถที่จะแยกสีออกจากกันได้ยาก สามารถเ

263
00:17:28,361 --> 00:17:32,361
ตัวอักษรหรือลวดลายนะคะ มากำกับเพิ่ม เพื่อเข้า

264
00:17:32,362 --> 00:17:36,362
กับผู้อื่นได้เข้าใจ นอกจากนี้นะคะ การ

265
00:17:36,363 --> 00:17:40,363
ออกแบบเว็บไซต์หรือออกแบบต่าง ๆ นะคะ ก็ต้องคำนึงถึงสีที่เหมาะสมด้วย

266
00:17:40,364 --> 00:17:44,364
แล้วแบบนี้จะเห็นไฟจราจร

267
00:17:44,365 --> 00:17:48,365
เป็นอย่างไรนะ เรามาดูภาพตัวอย่าง

268
00:17:48,366 --> 00:17:52,366
กันค่ะ ถึงแม้บุคคลที่มีลักษณะตาบอด

269
00:17:52,367 --> 00:17:56,367
แยกสีเขียวและแดงออกจากกันยากนะคะ แต่ว่าแต่ละสีของไฟ

270
00:17:56,368 --> 00:18:00,368
จราจรจะอยู่คนละตำแหน่งกัน จึงสามรถทำให้ระบุได้

271
00:18:00,368 --> 00:18:04,368
ค่ะ ลักษณะตาบอดสีเขียว-แดงนะคะ

272
00:18:04,369 --> 00:18:08,369
ควบคุมโดยแอลลีลด้อย t

273
00:18:08,371 --> 00:18:12,371
ดังนั้น เพศหญิงที่มีแอลลีลด้อย 2 แอลลีล ก็จะแสดงลักษณะตาบอด

274
00:18:12,373 --> 00:18:16,373
สี แต่ในเพศชายจะแตกต่างกันออกไปค่ะ

275
00:18:16,374 --> 00:18:20,374
มีโครโมโซม X เพียง โครโมโซมเดียว

276
00:18:20,375 --> 00:18:24,375
ถึงแม้ว่าจะมีแอลลีลด้อย เพียงแอลลีล เดียวค่ะ

277
00:18:24,376 --> 00:18:28,376
การพิจารณารูปแบบการถ่ายทอด

278
00:18:28,377 --> 00:18:32,377
สามารถให้หลักการของเมนเดลได้นะคะ จะ

279
00:18:32,378 --> 00:18:36,378
เห็นได้ว่ายีนที่ควบคุมลักษณะตาบอดสีเขียว

280
00:18:36,381 --> 00:18:40,381
เป็นคู่ของแอลลีล โดยแอลลีล จะ

281
00:18:40,382 --> 00:18:44,382
สร้างเซลล์สืบพันธุ์ แล้วลูกจะได้รับแอลลีลหนึ่งจากพ่อและแอลลีลหนึ่ง

282
00:18:44,383 --> 00:18:48,383
จากแม่ แต่ถ้าหากเราสลับลักษณะของพ่อกับ

283
00:18:48,384 --> 00:18:52,384
แม่นะคะ โอกาสที่จะมีลักษณะตาบอดสี

284
00:18:52,385 --> 00:18:56,385
นี้ ก็จะแตกต่างกันออกไป กรณีแรก

285
00:18:56,387 --> 00:19:00,387
ไม่ว่าลูกจะเกิดเป็นเพศใดก็จะไม่มีลักษณะตาบอดสีค่ะ

286
00:19:00,388 --> 00:19:04,388
แต่ในกรณีที่ 2 นี่ โอกาสที่ลูกจะตาบอดสี มี

287
00:19:04,390 --> 00:19:08,390
จะมีตาบอดสี เป็น 50 เปอร์เซ็นต์ โดยลูก

288
00:19:08,391 --> 00:19:12,391
ทุกคนจะเป็นพาหะของลักษณะตาบอดสี

289
00:19:12,391 --> 00:19:16,391
และลูกชายทุกคนก็จะมีลักษณะเกิดมาตาบอดสี

290
00:19:16,394 --> 00:19:20,394
ที่เป็ฯแบบนี้นะคะ ก็เป็นจากการ

291
00:19:20,395 --> 00:19:24,395
มีโครโมโซม x 1 โครโมโซม

292
00:19:24,396 --> 00:19:28,396
วิธีในการทดสอบว่ามีตาบอดสี

293
00:19:28,397 --> 00:19:32,397
หรือไม่นะคะ ก็คือชุดใช้แผ่นกระดาษทดสอบดังภาพค่ะ

294
00:19:32,397 --> 00:19:36,397
บุคคลที่ลักษณะตาบอดสีนะคะ จะ

295
00:19:36,399 --> 00:19:40,399
อ่านตัวเลข 74 หรือ 6 ได้ชัดเจนค่ะ

296
00:19:40,400 --> 00:19:44,400
เอาล่ะค่ะ เรามาลองตรวจสอบความเข้าใจ

297
00:19:44,401 --> 00:19:48,401
ยีนที่อยู่บนโครโมโซมนะคะ จากโจทย์ตัวอย่างนี่

298
00:19:48,402 --> 00:19:52,402
ลักษณะของฮีโมฟีเลีย จะมียีน

299
00:19:52,411 --> 00:19:56,411
ด้อยบนโครโมโซม x นะคะ นักเรียนลองเติม

300
00:19:56,413 --> 00:20:00,413
ดู อาจจะกดหยุดพัก แล้ว

301
00:20:00,415 --> 00:20:04,415
ลองทำแล้วเดี๋ยวมาฟังเฉลยพร้อม ๆ กันค่ะ

302
00:20:04,416 --> 00:20:08,416

303
00:20:08,420 --> 00:20:12,420

304
00:20:12,422 --> 00:20:16,422

305
00:20:16,424 --> 00:20:20,424
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ทำกันได้หรือเปล่า เรามาดูเฉลยกันนะคะ

306
00:20:20,429 --> 00:20:24,429
จากจีโนไทป์ของทั้งพ่อและแม่นะคะ

307
00:20:24,430 --> 00:20:28,430
จะสามารถสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้ค่ะ

308
00:20:28,433 --> 00:20:32,433
แล้วก็สามารถที่จะมีจีโนไทป์

309
00:20:32,434 --> 00:20:36,434
ของรุ่นลูกได้เป็นดังนี้

310
00:20:36,436 --> 00:20:40,436
เราจะเห็นได้นะคะว่า ผู้หญิงที่ได้รับแอลลีล

311
00:20:40,438 --> 00:20:44,438
ก็จะไม่เป็นโรค เพราะว่าได้รับแอลลีลเด่นจา

312
00:20:44,439 --> 00:20:48,439
จากพ่อด้วยค่ะ แต่ในกรณีที่ผู้ชายนะคะ ก็

313
00:20:48,440 --> 00:20:52,440
จะแตกต่างออกไป ได้รับเพียงแอลลีลด้อยจากแม่ 1 แอลลีลนะคะ

314
00:20:52,441 --> 00:20:56,441
ก็แสดงลักษณะเป็นโรค

315
00:20:56,442 --> 00:21:00,442
มีโครโมโซม x เพียง 1 โครโมโซมค่ะ

316
00:21:00,443 --> 00:21:04,443
เอาล่ะค่ะ เรามาสรุปเนื้อหา

317
00:21:04,444 --> 00:21:08,444
ที่เราได้เรียนกันในคลิปนี้นะคะ ลักษณะพันธุกรรมนี่ เป็นลักษณะ

318
00:21:08,446 --> 00:21:12,446
ที่สามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่มาสู่รุ่นลูกได้

319
00:21:12,447 --> 00:21:16,447
ยีนในเซลล์สืบพันธุ์ค่ะ

320
00:21:16,447 --> 00:21:20,447
ก็มีหลากหลายนะคะ บางกรณีนี่ ก็

321
00:21:20,449 --> 00:21:24,449
เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์ Mendel ซึ่งใช้หลักการที่ Mendel

322
00:21:24,450 --> 00:21:28,450
ค้นพบในการอธิบายได้ ยกตัวอย่างเช่น

323
00:21:28,453 --> 00:21:32,453
ลักษณะที่มีการควบคุมมากกว่า

324
00:21:32,453 --> 00:21:36,453
มากกว่า 2 รูปแบบ เรียกว่ามัลติเคิลแอลลีล

325
00:21:36,455 --> 00:21:40,455
เช่น ระบบหมู่เลือด ABO

326
00:21:40,456 --> 00:21:44,456
ส่วนลักษณะที่ควบคุมบนโครโมโซมเพศนะคะ

327
00:21:44,458 --> 00:21:48,458
คือมีโอกาสพบในเพศชายและเพศหญิงนี่ไม่เหมือน

328
00:21:48,459 --> 00:21:52,459
ยกตัวอย่างเช่นลักษณะตาบอดสี หรือโรค

329
00:21:52,460 --> 00:21:56,460
ซึ่งนอกจากลักษณะที่เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์ Mendel

330
00:21:56,461 --> 00:22:00,461
ที่เราเรียนกันไปวันนี้แล้วนะคะ ก็ยังมีรูปแบบ

331
00:22:00,462 --> 00:22:04,462
แตกต่างกันไปอีกมากมายเลยค่ะ มีลักษร

332
00:22:04,464 --> 00:22:08,464
มากขึ้นเช่น ลักษณะที่ควบคุมด้วยยีนหลาย ๆ ยีน

333
00:22:08,467 --> 00:22:12,467
หรือลักษณะที่มีอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมมาเกี่ยวข้อง

334
00:22:12,468 --> 00:22:16,468
แต่หลักการพื้นฐานก็ยังเหมือนกันค่ะ

335
00:22:16,471 --> 00:22:20,471
ก็คือลักษณะทางพันธุกรรมนี่ มีโอกาสถ่ายทอด

336
00:22:20,472 --> 00:22:24,472
ผ่านทางเซลล์สืบพันธุ์นะคะ วันนี้นะคะ

337
00:22:24,474 --> 00:22:28,474
เราก็สามารถจะนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการวางแผน

338
00:22:28,475 --> 00:22:32,475
ครอบครัวนะคะ ว่าลูกที่เกิดมาจะ

339
00:22:32,476 --> 00:22:36,476
เป็นโรคหรือไม่นะคะ มีโอกาสเท่าไร แล้ว

340
00:22:36,476 --> 00:22:40,476
ก็ยังสามารถที่จะนำความรู้นี้ไปปรับปรุงพันธุ์พืช

341
00:22:40,478 --> 00:22:44,478
แล้วก็ปรับปรุงพันธุ์สัตว์ให้มีลักษณะที่ต้องการได้ค่ะ

342
00:22:44,479 --> 00:22:48,479
ในคลิปนี้นะคะ นักเรียนก็ได้เรียนรู้การถ่ายทอดพัน

343
00:22:48,479 --> 00:22:52,479
และในหัวข้อต่อ ๆ ไปนะคะ ก็จะได้รู้ว่า

344
00:22:52,480 --> 00:22:56,480
ทำหน้าที่ในพันธุกรรมอย่างไร

345
00:22:56,481 --> 00:23:00,481
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม เราก็จะเรียนรู็การนำพันธุศาสตร์

346
00:23:00,482 --> 00:23:04,482
ไปประยุกต์ใช้ในทาง

347
00:23:04,483 --> 00:23:08,483
ยกตัวอย่างเช่น การหาแอลลีลเพื่อวินิจฉัย

348
00:23:08,484 --> 00:23:12,484
โรค หรือนำไปใช้ทางการเกษตรนะคะ

349
00:23:12,485 --> 00:23:16,485
สำหรับคลิปนี้สวัสดีค่ะ

350
00:23:16,487 --> 00:23:20,487
[เสียงดนตรี]

351
00:23:20,488 --> 00:23:24,488
[เสียงดนตรี]

352
00:23:24,490 --> 00:23:28,490

353
00:23:28,491 --> 00:23:32,491

354
00:23:32,492 --> 00:23:36,492

355
00:23:36,494 --> 00:23:40,494

356
00:23:40,499 --> 00:23:44,499

357
00:23:44,500 --> 00:23:47,501

358
00:23:48,501 --> 00:23:51,503

359
00:23:52,503 --> 00:23:55,505

360
00:23:56,506 --> 00:23:56,508


