﻿1
00:00:17,084 --> 00:00:21,084
[เสียงดนตรี]

2
00:00:32,314 --> 00:00:36,314
(คุณปุณยาพร) สวัสดีค่ะ สำหรับคลิปนี้นะคะ

3
00:00:43,630 --> 00:00:47,470
เป็นคลิปการสอนในหัวข้อที่ 4.2

4
00:00:47,470 --> 00:00:51,470
ลักษณะทางพันธุกรรม ให้ความรู้โดยครูปุณยาพรค่ะ

5
00:00:53,611 --> 00:00:54,682
โดยที่หัวข้อนี้นะคะ อยู่ภายใต้หัวข้อที่ 4

6
00:00:54,682 --> 00:00:58,682
เรื่อง พันธุกรรมและวิวัฒนาการ ซึ่ง

7
00:01:01,920 --> 00:01:05,920
ส่วนหนึ่งของหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพมัธยมศึกษา

8
00:01:06,277 --> 00:01:08,103
ปีที่ 4 ค่ะ จุดประสงค์นะคะ เพื่อให้นักเรียนสามารถ

9
00:01:08,103 --> 00:01:12,103
ที่จะอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างยีนกับการสังเคราะห์โปรตีน

10
00:01:13,906 --> 00:01:17,906
และลักษณะทางพันธุกรรมค่ะ ซึ่ง

11
00:01:18,969 --> 00:01:21,871
นักเรียนจำได้ไหมคะ เกี่ยวกับโรคธาลัสซีเมียที่ได้เรียนมาในคลิปในหัวข้อที่แล้วนะคะ

12
00:01:21,871 --> 00:01:25,871
โรคธาลัสซีเมีย คือ โรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่ง

13
00:01:27,465 --> 00:01:31,465
นะคะ โดยเป็นโรคโลหิตจางแบบเรื้อรัง

14
00:01:33,982 --> 00:01:37,982
ซึ่งคนไทยนี่ มีผู้ที่เป็นโรคนี้จำนวนมากนะคะ และผู้ที่เป็นพาหะของโรค

15
00:01:40,836 --> 00:01:42,390
จำนวนมากยิ่งกว่าขึ้นไปอีก นั่นแสดงว่า โรค

16
00:01:42,390 --> 00:01:46,390
ธาลัสซีเมียนี่ ความจริงอยู่ใกล้ตัวคนไทยอย่างมาก

17
00:01:50,977 --> 00:01:54,977
ซึ่งจากที่นักเรียนได้เรียนมาในอาทิตย์ที่แล้วนะคะ โรคธาลัสซีเมียนี่ ถูกควบคุมโดยยีนนะคะ

18
00:01:58,192 --> 00:02:02,192
โดยมีแอลลีล T เป็นยีนที่ควบคุมลั

19
00:02:02,981 --> 00:02:04,321
กษณะและแอลลีล t ที่ควบคุมลักษณะ

20
00:02:04,321 --> 00:02:08,321
เป็นโรค นั่นทำให้ผู้ที่มีแอลลีล TT 2 แอลลีล ดังในรูปนะคะ จะไม่เป็นโรค

21
00:02:10,704 --> 00:02:14,704
ส่วนผู้ที่มีแอลลีล t 2 แอลลีลจะไม่เป็นโรค

22
00:02:17,259 --> 00:02:21,259
ในขณะที่ผู้ที่มีแอลลีล

23
00:02:22,304 --> 00:02:26,304
อย่างละ 1 แอลลีลนะคะ จะไม่เป็นโรค แต่ว่าเป็นพาหะ คราวนี้คำถาม

24
00:02:26,692 --> 00:02:30,692
ก็คือแอลลีลดังกล่าวเหล่านี้นี้จะทำให้

25
00:02:34,448 --> 00:02:34,607
โรค หรือไม่เกิดโรคอย่างไร

26
00:02:34,607 --> 00:02:36,633
เดี๋ยวอันนี้นะคะ เราจะได้มาเรียนกันในหัวข้อนี้นะคะ

27
00:02:36,633 --> 00:02:40,633
เรามาลองทวนกันอีกนิดหนึ่งนะคะ แอลลีล

28
00:02:43,246 --> 00:02:45,778
คืออะไร แอลลีลนะคะ ก็คือรูปแบบของยีน โดยที่ยีน

29
00:02:45,778 --> 00:02:49,778
นี่ จะควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม โดย

30
00:02:53,907 --> 00:02:55,244
โปรตีน แล้วการควบคุมนั้นนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรนะคะ

31
00:02:55,244 --> 00:02:59,244
ยีนเป็นช่วงหนึ่งของสาย DNA นะคะ ที่

32
00:02:59,687 --> 00:03:01,437
ควบคุมหรือกำหนดลักษณะ ของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้ ซึ่ง

33
00:03:01,437 --> 00:03:05,437
โปรตีนนั้นนี่ จะส่งผล

34
00:03:09,040 --> 00:03:13,040
ต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับชนิดแล้วก็หน้าที่ของโปรตีนนั้น ๆ ตรงนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพนะคะ เดี๋ยว

35
00:03:19,010 --> 00:03:23,010
ไปดูในส่วนของลักษณะเผือก เป็นตัวอย่างก่อนนะคะ ที่นักเรียนเคยได้เรียนมาแล้ว ว่าการควคุ

36
00:03:27,011 --> 00:03:29,916
มหรือการมี หรือไม่มีลักษณะเผือกอย่างไรค่ะ ซึ่งลักษณะเผือก

37
00:03:29,916 --> 00:03:33,916
นะคะ เกิดจากการที่ขาดเมลานินค่ะ โดย

38
00:03:35,697 --> 00:03:39,697
เมลานินนะคะ เป็นลักษณะเผือกที่มี

39
00:03:41,729 --> 00:03:45,729
ผม และม่านตาค่ะ โดยในตัวอย่างนี้นะคะ ลักษณะเผือกนี่ ถูกควบคุมโดยยีน

40
00:03:50,177 --> 00:03:51,422
2 แอลลีล โดยแอลลีล A นะคะ จะสังเกต

41
00:03:51,422 --> 00:03:55,422
โปรตีนที่ทำหน้าที่สังเคราะห์ได้

42
00:03:56,641 --> 00:04:00,641
ค่ะ แต่ว่ายีนที่มีแอลลีล a นะคะ ได้โปรตีนที่มีลักษณะเปลี่ยนแปลงไป

43
00:04:04,916 --> 00:04:08,486
ทำหน้าที่ได้ค่ะ อย่างในสไลด์ที่นักเรียนเห็นอยู่ตอนนี้

44
00:04:08,486 --> 00:04:12,486
นะคะ โปรตีนที่ทำงานได้นี่ คุณครูแทน

45
00:04:15,025 --> 00:04:19,025
โปรตีนสีแดงนะคะ ส่วนโปรตีนที่ทำหน้าที่ไม่ได้ คุณครูแทนด้วยโปรตีนสีเหลืองค่ะ

46
00:04:21,792 --> 00:04:25,792
คราวนี้แล้วยีนที่มีแอลลีล A และแอลลีล a นี่

47
00:04:27,029 --> 00:04:27,428
เขาควบคุมการมีหรือไม่มีลักษณะเผือก

48
00:04:27,428 --> 00:04:28,812
ได้อย่างไรนะคะ เดี๋ยวเรามาลองดูไปพร้อม ๆ กันค่ะ ใน

49
00:04:28,812 --> 00:04:32,812
ผู้ที่ทีแอลลีล A แอลลีลนะคะ

50
00:04:36,576 --> 00:04:40,423
สามารถสังเคราะห์โปรตีนที่ทำงานได้ ซึ่ง

51
00:04:40,423 --> 00:04:44,423
โปรตีนที่ทำงานได้นี้นี่

52
00:04:46,229 --> 00:04:48,103
เมลานินนะคะ ทำให้ผู้ที่มีแอลลีลแบบนี้ มีเมลานิน

53
00:04:48,103 --> 00:04:50,277
และทำให้ไม่มีลักษณะเผือก ในขณะที่

54
00:04:50,277 --> 00:04:54,277
ผู้ที่มีเฉพาะแอลลีล a นะคะ จะสังเคราะห์โปรตีน

55
00:04:56,635 --> 00:04:58,259
ออกมา เป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้ ซึ่ง

56
00:04:58,259 --> 00:05:02,259
ทำให้ในกระบวนการสังเคราะห์เมลานิน ไม่มีเมลานินเกิดขึ้น

57
00:05:03,184 --> 00:05:04,836
นะคะ และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

58
00:05:04,836 --> 00:05:08,836
เราทราบการควบคุมลักษณะพันธุกรรม

59
00:05:11,744 --> 00:05:15,744
เฉพาะแอลลีล A และเฉพาะผู้ที่มีแอลลีล a

60
00:05:18,100 --> 00:05:22,100
แล้วผู้ที่มีแอลลีลทั้ง 2 รูปแบบ คือ ผู้ที่มีแอลลีล A

61
00:05:23,049 --> 00:05:26,489
และก็แอลลีล a นี่ เขาจะมีลักษณะ

62
00:05:26,489 --> 00:05:30,489
ออกมาเป็นอย่างไรนะคะ เดี๋ยวตรงนี้ครูจะให้เวลาคิดสัก 10

63
00:05:31,052 --> 00:05:35,052
วินาทีนะคะ เรามาลองคิดเล่น ๆ กัน เริ่มเลยนะคะ

64
00:05:36,836 --> 00:05:40,836
ค่ะ อันนี้น่าจะพอตอบกันได้แล้วนะคะ

65
00:05:49,972 --> 00:05:51,409
อย่างนั้นเรามาลองดูคำตอบพร้อม ๆ กันเลยนะคะ ค่ะ

66
00:05:51,409 --> 00:05:55,409
บุคคลนี้เป็นพาหนะนะคะ มีทั้ง

67
00:05:58,192 --> 00:05:59,724
แอลลีล A และแอลลีล a ค่ะ โดย

68
00:05:59,724 --> 00:06:03,724
แอลลีล a นะคะ ทำให้เขาสร้างโปรตีนที่ทำงาน

69
00:06:06,166 --> 00:06:10,166
ไม่ได้ แต่ในขณะเดียวกันบุคคลนี้มีแอลลีล A มาด้วยค่ะ ทำให้สร้างโปรตีน

70
00:06:13,219 --> 00:06:17,219
ที่ทำงานได้ด้วย จึงทำให้มีการสังเคราะห์เมลานินเพิ่มขึ้น

71
00:06:18,350 --> 00:06:21,411
และทำให้บุคคลนี้ไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

72
00:06:21,411 --> 00:06:25,411
ตรงจุดนี้นะคะ นักเรียนอาจจะสังเกตถึงความแตกต่าง แอลลีลเด่น

73
00:06:27,237 --> 00:06:31,237
กับแอลลีลด้อย ที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วนะคะ จะสังเกต

74
00:06:35,074 --> 00:06:38,213
ว่าการมีแอลลีล A เพียงแค่ 1 แอลลีลนี่

75
00:06:38,213 --> 00:06:42,213
ก็ทำให้สามารถที่จะแสดงลักษณะออกมาได้ แอลลีล A จึงจัดเป็นแอลลีลเด่นค่ะ

76
00:06:42,864 --> 00:06:46,747
ในทางกลับกันนะคะ ถึงแม้ว่าจะมีแอลลีล a อยู่ก็ตาม

77
00:06:46,747 --> 00:06:50,747
แต่กลับไม่มีการแสดงออกของลักษณะเหล่านั้น

78
00:06:54,598 --> 00:06:56,931
ดังนั้นนะคะ แอลลีล a จึงจัดเป็นลักษณะด้อยค่ะ

79
00:06:56,931 --> 00:07:00,931
จากที่นักเรียนได้เรียนมานะคะ นักเรียนพอที่จะสรุป

80
00:07:02,281 --> 00:07:06,281
ความเชื่อมโยงกับแผนผังที่ครูให้ไว้ตั้งแต่ต้นคาบได้ไหมคะ

81
00:07:07,085 --> 00:07:10,067
แผนผังด้านล่างนี้นะคะ ว่าแอลลีลทาง

82
00:07:10,067 --> 00:07:14,067
ลักษณะทางพันธุกรรมได้อย่างไรนะคะ โดยคุณครูอยากให้นักเรียนเชื่อมโยงระหว่างแอลลีล A

83
00:07:18,253 --> 00:07:21,428
กับการมีหรือไม่มีลักษณะเผือก ที่เพิ่งเรียนมา

84
00:07:21,428 --> 00:07:25,428
เมื่อสักครู่ สำหรับตอนนี้ เริ่มได้เลยค่ะ

85
00:07:27,737 --> 00:07:29,934
ค่ะ

86
00:07:29,934 --> 00:07:33,934
ได้เวลาแล้วนะคะ เรามาดูคำตอบกันเลยค่ะ ว่า

87
00:07:42,662 --> 00:07:46,662
เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ จากรูปนะคะ จะอธิบายการที่ยีนควบคุมพันธุกรรม

88
00:07:48,681 --> 00:07:52,681
ของการมีหรือไม่มีลักษณะผิวเผือกได้

89
00:07:54,520 --> 00:07:58,520
ค่อย ๆ ดูกันไปอีกขขั้นหนึ่งนะคะ ซึ่ง

90
00:07:58,681 --> 00:07:59,027
ยีนทำหน้าที่ลักษณะของโปรตีน ยีนที่ทำหน้ากำหนดลักษณะ

91
00:07:59,027 --> 00:08:03,027
เผือกนะคะ มีแอลลีล A ซึ่งจะกำหน

92
00:08:07,104 --> 00:08:10,719
ดได้ เป็นโปรตีนที่ทำงานได้ และแอลลีล a จะเป็น

93
00:08:10,719 --> 00:08:12,359
ลักษณะได้เป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้นะคะ

94
00:08:12,359 --> 00:08:16,359
ต่อมานะคะ โปรตีนนั้น ก็จะส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ สำหรับลักษณะเผือก ก็คือการ

95
00:08:22,396 --> 00:08:26,396
ที่ทำงานได้หรือทำงานไม่ได้นี่ ทำให้สังเคราะห์เมลานินได้ ซึ่งคือการ

96
00:08:27,540 --> 00:08:29,492
มีหรือไม่มีเมลานินนี้เอง ซึ่งเป็นลักษณะทางพันธุกรรม

97
00:08:29,492 --> 00:08:33,492
ของเรา นั่นก็คือการมีหรือไม่มีลักษณะเผือกนั่นเอง

98
00:08:36,998 --> 00:08:37,018
ค่ะ จากตัวอย่างข้างต้นนะคะ จะเห็นว่ายีนนี่

99
00:08:37,018 --> 00:08:41,018
ควบคุมการแสดงออกลักษณะทางพันธุกรรม และ

100
00:08:45,862 --> 00:08:49,862
โปรตีน แล้วคราวนี้กำหนดลักษณะโปรตี

101
00:08:51,121 --> 00:08:55,121
นได้อย่างไรนะคะ คำตอบ ก็คือลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีน

102
00:08:55,145 --> 00:08:59,145
สังเคราะห์ได้ค่ะ ครูคะ

103
00:08:59,220 --> 00:09:02,925
คำตอบแค่นี้ไม่ช่วยอะไรคะ ลำดับนิวคลีโอไทด์คืออะไร ค่ะ

104
00:09:02,925 --> 00:09:06,925
ใครที่ลืมไปแล้วนะคะ หรือรู้สึกว่า เอ๊ะ

105
00:09:07,354 --> 00:09:11,354
ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวคุณครูทวนให้ฟังอีกครั้งหนึ่งนะคะ

106
00:09:11,775 --> 00:09:15,775
ย้อนกลับไปตั้งแต่ว่า ยีน คือช่วงหนึ่งของ

107
00:09:18,610 --> 00:09:19,754
ของสาร DNA แล้ว DNA คืออะไร DNA นะคะ คือ

108
00:09:19,754 --> 00:09:20,532
Deoxyribonucleic Acid เป็นสาร

109
00:09:20,532 --> 00:09:24,532
พันธุกรรม ซึ่งประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ค่ะ

110
00:09:25,711 --> 00:09:29,711
อย่างในรูปตรงนี้นะคะ คือโครงสร้างในกล่องหนึ่ง

111
00:09:35,133 --> 00:09:39,133
โดยนิวคลีโอไทด์จะมาเรียงต่อกันเป็น นิวคลีโอไทด์จะมาเรียงต่อกันเป็น พอล

112
00:09:39,135 --> 00:09:41,335
โพลิคีโอไทป์นะคะ

113
00:09:41,335 --> 00:09:45,335
อันนี้คือสายหนึ่งนะคะ ส่วนอันนี้คือ พอลีนิวคลิ

114
00:09:47,139 --> 00:09:50,526
พอนิวคลีโอไทด์นะคะ จะสร้างความสัมพันธ์เป็น

115
00:09:50,526 --> 00:09:50,591
เกลียวคู่ แต่ละนิวคลีโอไทด์จะแบ่งออกเป็น

116
00:09:50,591 --> 00:09:54,393
น้ำตาล หรือฟอสฟอต

117
00:09:54,393 --> 00:09:58,393
อันนี้เดี๋ยวครูจะลองขยายตัวนิวคลิโอไทค์

118
00:10:00,716 --> 00:10:04,716
ซึ่งนิวคลีโอไทด์ที่มาต่อกันนี้นะคะ แบ่งออก

119
00:10:06,847 --> 00:10:08,174
ตามชนิดขอนิวโครจีนัท เบส ค่ะ

120
00:10:08,174 --> 00:10:12,174
หรือ A  ไทด์มีน หรือ C

121
00:10:13,918 --> 00:10:17,918
ไซโทซีน หรือ

122
00:10:19,150 --> 00:10:22,043
G กวานีน ค่ะ โดยนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส T

123
00:10:22,043 --> 00:10:23,573
กับนิวคลีโอไทด์กับ เบส G ค่ะ

124
00:10:23,573 --> 00:10:27,573
ที่ที เบส G นะคะ จะจับกับนิวคลีโอไทด์

125
00:10:31,151 --> 00:10:35,151
ที่มีเบส C ค่ะ คราวนี้นะคะ กลับมาที่ยีนและแอลลีลกันดีกว่าค่ะ

126
00:10:37,002 --> 00:10:41,002
อีกครั้งหนึ่งนะคะ ยีนเป็นช่วงหนึ่งของสาย DNA

127
00:10:41,225 --> 00:10:44,220
นะคะ ที่มีลำดับนิวคลีโอไทด์

128
00:10:44,220 --> 00:10:48,220
ของโปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้น ดังนั้น

129
00:10:48,595 --> 00:10:50,891
เปลี่ยนแปลงไปนี่ ก็อาจจะส่งผล

130
00:10:50,891 --> 00:10:52,279
ที่เปลี่ยนแปลงไปด้วยนะคะ บนสาย DNA ยาว ๆ ของเรานี่

131
00:10:52,279 --> 00:10:56,279
มียีนอยู่ด้วยกันหลายยีนค่ะ

132
00:10:59,792 --> 00:11:01,737
ก็จะมีลำดับนิวคลีโอไทด์

133
00:11:01,737 --> 00:11:05,737
และส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรม

134
00:11:11,167 --> 00:11:15,167
ตัวอย่างที่เราเรียนมานะคะ ยีนธาลัสซีเมีย กับยีนที่เป็นลักษณะเผือกนะคะ ก็เป็นยีนคนละยีนกัน มีลำดับนิวคลีโอไทด์

135
00:11:19,171 --> 00:11:20,590
ต่างกัน และได้เป็นโปรตีนต่างชนิดกัน ก็จะ

136
00:11:20,590 --> 00:11:24,590
ส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมที่แตกต่างกันนะคะ

137
00:11:26,827 --> 00:11:30,827
เรามาลองดูที่ยีน 1 ยีนกันบ้างค่ะ เดียวกันนะคะ แอลลีลต่างรูปแบบกัน ก็จะมีนิวคลีโอไทด์

138
00:11:35,176 --> 00:11:36,039
ที่แตกต่างกัน  ทำให้มีความแตกต่างของ

139
00:11:36,039 --> 00:11:40,039
โปรตีนที่สังเคราะห์ได้นะคะ ซึ่งจะส่งผล

140
00:11:40,201 --> 00:11:40,881
ที่แตกต่างกันไปด้วย ตัวอย่าง ก็เช่น แอลลีล T

141
00:11:40,881 --> 00:11:44,881
และแอลลีล t นะคะ จากตัวอย่างของโรคทาลัสซ

142
00:11:51,178 --> 00:11:55,178
จากในรูปนะคะ จะเห็นว่าแอลลีล T แอลลีล t

143
00:11:55,182 --> 00:11:56,966
มีลำดับนิวคลีโอไทด์ที่แตกต่างกันนะคะ

144
00:11:56,966 --> 00:11:58,955
ซึ่งก็ส่งผลให้สังเคราะห์ออกมาเป็นโปรตีนที่มีลักษณะ

145
00:11:58,955 --> 00:12:02,779
แตกต่างกัน และส่งผลต่อการเป็น

146
00:12:02,779 --> 00:12:03,029
หรือไม่เป็นโรคธาลัสซีเมียนั่นเองค่ะ ค่ะ

147
00:12:03,029 --> 00:12:07,029
จากที่นักเรียนเรียนมาทั้งหมดนะคะ เรื่อง

148
00:12:14,152 --> 00:12:15,187
ยีนนี่ เกี่ยวข้องกับการคุบควมลักษณะทางพันธุกรรม

149
00:12:15,187 --> 00:12:19,187
ได้อย่างไรนะคะ ตรงจุดนี้นะคะ อยากให้นักเรียนตอบคำถาม

150
00:12:22,003 --> 00:12:25,166
เพื่อที่จะตรวจสอบความเข้าใจของตัวเองนะคะ โดยให้เขียนแผนผัง

151
00:12:25,166 --> 00:12:29,166
แสดงความสัมพันธ์ระหว่างโปรตีนและยีน

152
00:12:30,998 --> 00:12:34,146
และลักษณะทางพันธุกรรม ในกรณีคน

153
00:12:34,146 --> 00:12:36,511
ที่มีเลือดหมู่ AB ค่ะ น่าจะไม่ยากนะคะ

154
00:12:36,511 --> 00:12:40,511
สำหรับนักเรียนที่ตอบได้นี่ แสดงว่าเข้าใจแล้ว แต่ถ้าหากว่าใคร

155
00:12:41,749 --> 00:12:45,749
ตอบไม่ได้ ก็ไม่เป็นอะไรนะคะ อาจจะย้อนไปดูคลิป

156
00:12:47,197 --> 00:12:48,594
เพื่อที่จะทำความเข้าใจ หรือว่าสืบค้นเพิ่มเติม หรือ

157
00:12:48,594 --> 00:12:52,062
ลองคุยกันเพื่อน ดูว่าแต่ละคนมีความเข้าใจตครงกัน

158
00:12:52,062 --> 00:12:52,977
หรือแตกต่างกันอย่างไรบ้างนะคะ

159
00:12:52,977 --> 00:12:55,043
[เสียงดนต

160
00:12:55,043 --> 00:12:59,043
จากที่เราเรียนมานะคะ เดี๋ยวเราลองสรุปเนื้อหา

161
00:13:03,395 --> 00:13:07,395
ในบทเรียนกันค่ะ การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

162
00:13:09,631 --> 00:13:13,145
เกิดผ่านยีน ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของสาย DNA นะคะ

163
00:13:13,145 --> 00:13:17,145
ที่อยู่บนโครโมโซม ซ

164
00:13:19,205 --> 00:13:23,205
ึ่งลักษณะของโปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้น แอลลีลที่มีลักษณะต่างกัน จะมีลำดับนิวคลีโอไทด์ต่างกัน

165
00:13:27,206 --> 00:13:30,900
ค่ะ จบกันไปแล้วนะคะ จากหัวข้อ

166
00:13:30,900 --> 00:13:34,900
ลักษณะทางพันธุกรรม โดยหัวข้อที่นักเรียนจะได้ศึกษาต่อไป

167
00:13:35,523 --> 00:13:38,515
ก็คือการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมค่ะ

168
00:13:38,515 --> 00:13:38,693
สำหรับตอนนี้ สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]

169
00:13:38,693 --> 00:13:42,693


