﻿1
00:00:04,702 --> 00:00:08,702
[เสียงดนตรี]

2
00:00:32,334 --> 00:00:36,334
(คุณครูปุณยาพร) สวัสดีค่ะ สำหรับคลิปนี้นะคะ เป็น

3
00:00:42,501 --> 00:00:44,559
การสอนในหัวข้อที่ 4.3 การเปลี่ยนแปลง

4
00:00:44,559 --> 00:00:48,559
ทางพันธุกรรม ให้ความรู้โดยครูปุณยาพรค่ะ

5
00:00:49,328 --> 00:00:53,328
หัวข้อนี้นะคะอยู่ภายใต้บทที่ 4 เรื่อง

6
00:00:55,409 --> 00:00:59,409
พันธุ์กรรมและวิวัฒนาการ

7
00:01:01,218 --> 00:01:04,417
วิทยาศาสตร์ชีวภาพ ระดับชั้นมัธยมศึกษา

8
00:01:04,417 --> 00:01:04,855
ปีที่ 4 ค่ะ จุดประสงค์นะคะ เพื่อให้นักเรียนอธิบาย

9
00:01:04,855 --> 00:01:08,855
และยกตัวอย่างมิวเทชัน และผลของมิวเทชัน

10
00:01:08,889 --> 00:01:12,889
การแสดงของลักษณะสิ่งมีชีวิต

11
00:01:15,173 --> 00:01:19,173
ยกตัวอย่างการนำมิวเทชันไปใช้ประโยชน์ค่ะ นักเรียนเคย

12
00:01:19,850 --> 00:01:23,850
ได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของรณรงค์นะคะ เรื่องการหลีกเลี่ยงอันตราย

13
00:01:25,204 --> 00:01:29,132
จากแสงแดดนะคะ โดยอาจเป็นการแนะนำให้งดการอยู่กลางแจ้ง

14
00:01:29,132 --> 00:01:31,362
หรือว่าให้ใช้ครีมกันแดดนะคะ

15
00:01:31,362 --> 00:01:35,362
นักเรียนคิดว่า เพราะอะไรถึงได้มีการรณรงค์สิ่งเหล่านี้เกิด

16
00:01:39,024 --> 00:01:43,024
ขึ้นค่ะ คำตอบนะคะ ก็คือเนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือ รังสี UV ในแสงแดดนะคะ

17
00:01:44,723 --> 00:01:48,723
จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งผิ

18
00:01:51,021 --> 00:01:55,021
ดปกติ ซึ่งนักเรียนนี่สามารถที่จะใช้ความรู้ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมนะคะ มาอธิบายในกรณีนี้ได้

19
00:01:56,347 --> 00:02:00,347
ค่ะ กลับมาที่รูปนี้กันอีกครั้งนะคะ ลองดูที่ยีน 1 ยีนกัน นักเรียนคิดว่า

20
00:02:03,444 --> 00:02:07,444
ทำไมยีน 1 ยีน ถึงได้มีแอลลีล มากกว่า 1 แอลลีลคะ

21
00:02:10,478 --> 00:02:10,870
คำตอบ ก็คือ DNA นี่

22
00:02:10,870 --> 00:02:12,563
เป็นสารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต ซึ่งสามารถ

23
00:02:12,563 --> 00:02:16,563
เปลี่ยนแปลงได้ จากการเปลี่ยนแปลงมิวเทชันค่ะ

24
00:02:22,101 --> 00:02:22,135
โดยนิวคลีโอไทด์ในบางตำแหน่งนะคะ ของยีนนี่อาจ

25
00:02:22,135 --> 00:02:26,135
เปลี่ยนแปลงไป จัดเป็นมิวเทชันในระดับยีนค่ะ ซึ่งมิวเทชัน

26
00:02:29,476 --> 00:02:30,662
ที่เกิดขึ้นนี่ ก่อให้เกิดแอลลีลที่แตกต่างกันออกไป

27
00:02:30,662 --> 00:02:34,662
และทำให้เกิดลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป

28
00:02:34,997 --> 00:02:35,931
ดังในกรณีตัวอย่าง

29
00:02:35,931 --> 00:02:39,931
นะคะ ของมิวเทชันในยีนที่ก่อให้เกิดโรคธารัสซีเมีย

30
00:02:46,747 --> 00:02:50,747
ซึ่งเป็นมิวเทชัน 1 ตำแหน่ง ซึ่งอยู่ในนิวคลีโอ

31
00:02:51,045 --> 00:02:54,516
ไทด์ ดังรูปนะคะ มีการเปลี่ยนจากคู่เบส

32
00:02:54,516 --> 00:02:58,516
แอลลีล T เป็นคู่เบสกวานีน แอลลีล t

33
00:02:59,048 --> 00:02:59,101
แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงของนิวคลีโอไทด์เพียง 1 คู่นี้นะคะ

34
00:02:59,101 --> 00:02:59,747
ทำให้ได้โปรตีนที่ทำหน้าที่ไม่ได้ปกติ

35
00:02:59,747 --> 00:03:03,747
กลายเป็นลักษณะของโรคธาลัลซิเมียได้

36
00:03:08,533 --> 00:03:12,533
ค่ะ นอกจากมิวเทชันยังเกิดขึ้น

37
00:03:14,750 --> 00:03:18,750
แล้วนะคะ ยังสามารถที่จะเกิดขึ้นในระดับโครโมโซมเช่นกันค่ะ สำหรับมิเวชันในระดับของโครโมโซมนะคะ

38
00:03:18,837 --> 00:03:22,837
สามารถเกิดได้ทั้งในด้านโครโมโซม

39
00:03:24,406 --> 00:03:26,014
และในด้านจำนวนโครโมโซมค่ะ ซึ่ง

40
00:03:26,014 --> 00:03:30,014
อาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมได้ เดี๋ยวเราลองมา

41
00:03:32,069 --> 00:03:34,217
ดูตัวอย่างกันนะคะ ตัวอย่างมิวเทชันในโครงสร้างของ

42
00:03:34,217 --> 00:03:38,217
โครโมโซมนะคะ ซึ่งตัวอย่างของชิ้นส่วนที

43
00:03:43,062 --> 00:03:46,658
่ 2 ของโครโมโซมนี่ มีการขาดหายได้แอลลีลหายไป จึงไม่สามารถที่จะกำหนดลักษณะโปรตีนได้ตามปกติ

44
00:03:46,658 --> 00:03:49,494
นะคะ อย่างในรูปนี่เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการ

45
00:03:49,494 --> 00:03:53,494
คริดูชานะคะ ซึ่งเกิดจากโครโมโซม

46
00:03:55,092 --> 00:03:57,570
คู่ที่ 5 ขาดหายได้ ส่งผลให้มีลักษณะ

47
00:03:57,570 --> 00:04:01,570
ศีรษะเล็ก ลักษณะหน้าเปลี่ยนนะคะ แล้วก็มีเสียงเล็กแหลม

48
00:04:03,537 --> 00:04:07,537
เป็นต้น ต่อมานะคะ เป็นตัวอย่างของมิวเทชันในด้านของโครโมโซมนะคะ

49
00:04:08,036 --> 00:04:12,036
โดยโครโมโซมนี่ อาจจะเกินมาทั้งโครโมโซม หรือ

50
00:04:13,029 --> 00:04:17,029
หายไปทั้งโครโมโซมนะคะ อย่างในรูปตอนนี้นะคะ เป็น

51
00:04:17,164 --> 00:04:21,164
ของกลุ่มอาการดาวน์นะคะ หรือที่เราคุ้นหูว่า

52
00:04:22,497 --> 00:04:26,497
ดาวน์ซินโดรมนะคะ เกิดจากการที่

53
00:04:30,885 --> 00:04:34,885
เกินมาทั้งโครโมโซมค่ะ ซึ่งส่งผลให้มีรูปร่างเตี้ยนะคะ มีลักษณะหน้าเปลี่ยน แล้วก็

54
00:04:35,010 --> 00:04:37,015
มีนิ้วมือนิ้วเท้าสั้นเป็นต้นค่ะ

55
00:04:37,015 --> 00:04:41,015
เดี๋ยวเรามาลองดูกันอีกสัก 1 ตัวอย่างนะคะ

56
00:04:42,229 --> 00:04:45,956
เป็นตัวอย่างของอาการเทิร์นเนอร์นะคะ เกิดจาก

57
00:04:45,956 --> 00:04:49,956
การที่โครโมโซมเพศหายไป 1 โครโมโซม เหลือเพียงโครโมโซม

58
00:04:51,842 --> 00:04:55,842
X เพียง 1 โครโมโซม ส่งผลให้มีลักษณะ เตี้ย

59
00:04:58,354 --> 00:04:59,894
รูปร่างเตี้ย รูปร่างเปลี่ยน

60
00:04:59,894 --> 00:05:02,790
มือและเท้าบวมน้ำ และมักจะเป็นหมันค่ะ

61
00:05:02,790 --> 00:05:03,790
ที่เรียนมานี่ดูเหมือนจะมี

62
00:05:03,790 --> 00:05:07,790
แต่การเกิดมิวเทชันที่ทำให้เกิดโรคทั้งนั้นเลยนะคะ

63
00:05:08,272 --> 00:05:12,272
คำถามก็คือมิวเทชันนี่ ก่อให้เกิด

64
00:05:17,288 --> 00:05:20,543
ผลเสียเสมอไปหรือไม่ค่ะ อันนี้นะคะ อยากจะให้นักเรียนลองคิดหาคำตอบดูนะคะ แล้วก็ลองให้เหตุผลด้วย

65
00:05:20,543 --> 00:05:24,543
ว่าเพราะอะไรนักเรียนถึงได้คิดแบบนั้นนะคะ โดยที่

66
00:05:25,005 --> 00:05:29,005
คุณครูจะให้เวลาประมาณสัก 10 วินาทีนะคะ

67
00:05:31,658 --> 00:05:35,658
เริ่มได้เลยค่ะ

68
00:05:36,423 --> 00:05:40,423
[เสียงดนตรี] (คุณปุณยาพร) หมดเวลาแล้วนะคะ คำตอบ

69
00:05:44,598 --> 00:05:48,598
ก็คือไม่เสมอไปนะคะ เนื่องจากว่า

70
00:05:52,044 --> 00:05:54,993
มิวเทชันนี่อาจจะก่อให้เกิดผลดี ผลเสีย

71
00:05:54,993 --> 00:05:57,484
หรือไม่ส่งผลใด ๆ ต่อสิ่งมีชีวิตเลยก็ได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับ

72
00:05:57,484 --> 00:06:01,484
ว่าสมบัติของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้ เปลี่ยนแปลง

73
00:06:06,456 --> 00:06:06,706
หรือไม่ อย่างไรค่ะ นักเรียนอาจจะสงสัยนะคะ ว่า

74
00:06:06,706 --> 00:06:10,706
ไม่ส่งผลนี่มาได้อย่างไรนะคะ พูดอย่างเดียวอาจจะไม่เห็นภาพ

75
00:06:10,713 --> 00:06:13,596
นะคะ เดี๋ยวเราลองมาดูตัวอย่างจากการเกิดมิวเทชัน

76
00:06:13,596 --> 00:06:17,596
ที่เกี่ยวข้องกับการมีลักษณะเผือก

77
00:06:21,289 --> 00:06:24,067
นะคะ จะกำหนดออกมาเป็นโปรตีนที่ทำงานได้ปกตินะคะ

78
00:06:24,067 --> 00:06:28,067
ทำให้มีกระบวนการสังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้น และไม่มีลักษณะ

79
00:06:28,788 --> 00:06:29,363
เผือกค่ะ แต่หากว่ามิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ ทำให้

80
00:06:29,363 --> 00:06:33,363
ได้โปรตีนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่สามารถ

81
00:06:39,156 --> 00:06:39,619
ทำงานได้ตามปกติอยู่นะคะ ก็ยังทำให้มีการ

82
00:06:39,619 --> 00:06:43,439
สังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้นและไม่มีลักษณะเผือกค่ะ

83
00:06:43,439 --> 00:06:44,018
ในกรณีที่มิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ

84
00:06:44,018 --> 00:06:48,018
ทำให้โปรตีนนี่เปลี่ยนแปลงไป และทำงานไม่ได้ค่ะ

85
00:06:52,218 --> 00:06:52,698
จะทำให้ไม่มีการสังเคราะห์เมลานิน และทำให้

86
00:06:52,698 --> 00:06:54,383
มีลักษณะเผือกค่ะ หรือ

87
00:06:54,383 --> 00:06:58,383
ถ้าหากว่ามิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ ทำให้ไม่เกิดการ

88
00:07:02,052 --> 00:07:06,052
สังเคราะห์โปรตีนเกิดขึ้นเลยนะคะ ก็จะส่งผลให้

89
00:07:07,145 --> 00:07:08,240
เมลานิน และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ

90
00:07:08,240 --> 00:07:12,240
จะเห็นได้ว่านะคะ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหรือมิวเทชันนี่

91
00:07:19,171 --> 00:07:23,171
ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมเสมอไปนะคะ จะขึ้นอยู่กับว่าการเกิดมิวเทชัน สังเคราะห์ได้

92
00:07:23,240 --> 00:07:27,240
หรือไม่นะคะ แล้วถ้ามันส่งผลนี่ มันจะส่งผลอย่างไรค่ะ

93
00:07:30,416 --> 00:07:30,992
ซึ่งผลที่เกิดขึ้นนั้นนะคะ อาจจะเป็นทั้งผลดีหรือ

94
00:07:30,992 --> 00:07:33,759
ผลเสียก็ได้ค่ะ ที่ผ่านมาเราเห็นแต่ตัวอย่างที่เกิดผลเสีย

95
00:07:33,759 --> 00:07:37,759
ใช่ไหมคะ เช่น การเกิดโรคธาลัลซีเมียนะคะ

96
00:07:43,173 --> 00:07:44,882
มกันดูดีกว่า ว่าตัวอย่างที่มันเป็นผลดีนี่ มีอะไรบ้าง ค่ะ

97
00:07:44,882 --> 00:07:45,296
ในบางกรณีนะคะ มิวเทชันอาจทำให้

98
00:07:45,296 --> 00:07:49,296
การอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตดีขึ้นนะคะ ตัวอย่างเช่น

99
00:07:51,412 --> 00:07:55,412
มิวเทชันที่ทำให้ไม่มีการสังเคราะห์ Antigen Duffy

100
00:07:59,176 --> 00:08:02,491
บนผิวของเซลล์เม็ดเลือดเอง ซึ่งเป็นผลทำให้มีความต้านทานต่อการติดเชื้อมาลาเลียค่ะ

101
00:08:02,491 --> 00:08:06,491
มิวเทชันยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรม

102
00:08:10,490 --> 00:08:14,490
ทั้งความแตกต่างของ

103
00:08:15,181 --> 00:08:17,184
และความแตกต่างในลักษณะที่ปรากฏค่ะ ซึ่งความหลากหลายทางพันธุกรรมนี้นะคะ มีความสำคัญอย่างมากเลย

104
00:08:17,184 --> 00:08:21,184
ต่อการเกิดวิวัฒนาการค่ะ ซึ่งนักเรียนจะได้ศึกษาต่อไปในหัวข้อ

105
00:08:25,401 --> 00:08:26,855
ที่ 4.5 ค่ะ คราวนี้นะคะ คุณครู

106
00:08:26,855 --> 00:08:27,645
ก็อยากจะให้นักเรียนนี่ ลองสืบค้นตัวอย่าง

107
00:08:27,645 --> 00:08:31,645
เพิ่มเติมนะคะ ทั้งในกรณีของมิวเทชันที่ทำให้เกิดโรค

108
00:08:34,874 --> 00:08:38,874
ต่อมิวเทชันก่อให้เกิดผลดีต่อสิ่งมีชีวิต แล้วก็

109
00:08:41,704 --> 00:08:45,704
ของมิวเทชันที่ไม่ส่งผลใด ๆ ให้กับชีวิตนะคะ

110
00:08:46,937 --> 00:08:47,994
นักเรียนจะได้เห็นตัวอย่างที่หลากหลาย ในกรณีที่แตกต่างกันค่ะ

111
00:08:47,994 --> 00:08:48,778
คราวนี้นะคะ เราเรียนกันมาตั้งเยอะแล้วนะ แล้วเราสามารถ

112
00:08:48,778 --> 00:08:52,778
เอาความรู้ที่เราเพิ่งเรียนมานี่เอาให้เกิดผลดีต่อตัวเราได้อย่างไรนะ

113
00:08:59,199 --> 00:09:01,514
ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่ามิวเทชันสามารถ

114
00:09:01,514 --> 00:09:03,299
เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเกิดได้ในทุกเซลล์นะคะ

115
00:09:03,299 --> 00:09:06,233
โดยมิวเทชันที่เกิดขึ้นในเซลล์สืบพันธุ์นี่จะถ่ายทอด

116
00:09:06,233 --> 00:09:07,135
ไปยังรุ่นต่อ ๆ ไปได้นะคะ แต่อย่างไรก็ตาม

117
00:09:07,135 --> 00:09:11,135
มิวเทชันที่เกิดขึ้นกับเซลล์ร่างกายของเรานี่

118
00:09:13,210 --> 00:09:17,210
ไม่สามารถที่จะถ่ายทอดไปยังรุ่นถัดไปได้นะคะ แต่มันสามารถ

119
00:09:20,229 --> 00:09:24,229
ที่จะทำให้เกิดลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป หรือว่าทำให้เกิดการเป็นโรคขึ้นมาได้ค่ะ ตัวอย่างเช่น

120
00:09:25,794 --> 00:09:29,794
กรณีของมะเร็งหลาย ๆ ชนิดค่ะ อย่างเช่น

121
00:09:35,210 --> 00:09:39,210
นะคะ สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ อาจจะมีปัจจัยบางอย่างนะคะ ที่ทำให้เกิดมิวเทชันในอัตราที่สูง

122
00:09:40,745 --> 00:09:44,144
นะคะ เช่น รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์

123
00:09:44,144 --> 00:09:46,729
รังสีแกมมา ทาร์ในบุหรี่

124
00:09:46,729 --> 00:09:50,729
ในกรณีที่ในรังสี หรือสารเคมีดังกล่าวนี้นะคะ

125
00:09:51,455 --> 00:09:53,626
ก่อให้เกิดมิวเทชันที่ทำให้เซลล์นี่เพิ่มจำนวนโดยที่

126
00:09:53,626 --> 00:09:57,626
ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้นะคะ ก็อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็ง

127
00:09:59,819 --> 00:10:03,819
ขึ้นได้ค่ะ ในกรณีของ

128
00:10:06,333 --> 00:10:09,387
มะเร็งผิวหนังนะคะ การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลต

129
00:10:09,387 --> 00:10:12,849
นะคะ จะเป็นการเพิ่มโอกาสการเกิดมิวเทชันในเซลล์ผิวหนัง ดังนั้นนะคะ การหลีกเลี่ยงการออกไปกลางแจ้ง

130
00:10:12,849 --> 00:10:16,849
หรือการใช้ครีมกันแดดก็จะใช้

131
00:10:21,196 --> 00:10:24,535
ในการเกิดมิวเทชันดังกล่าวนะคะ แล้วก็ลดโอกาสในการเกิด

132
00:10:24,535 --> 00:10:26,861
โรคมะเร็งผิวหนังได้ค่ะ เดี๋ยวมาลองดูอีกสักตัวอย่างนะคะ

133
00:10:26,861 --> 00:10:30,861
การสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งในปอด

134
00:10:31,693 --> 00:10:35,693
ค่ะ เพราะว่าทาร์และฟอร์มัลดีไฮด์ในบุหรี่ จะ

135
00:10:39,114 --> 00:10:40,284
เพิ่มโอกาสในการเกิดมิวเทชันในปอด ดังนั้น การ

136
00:10:40,284 --> 00:10:43,361
ไม่สูบบุหรี่ หรือการหลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่นะคะ

137
00:10:43,361 --> 00:10:47,361
ก็จะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งปอดได้เช่นเดียวกันค่ะ

138
00:10:48,356 --> 00:10:51,657
นอกจากการรักษาสุขภาพแล้วนะคะ มนุษย์

139
00:10:51,657 --> 00:10:55,657
ก็มีการทำความรู้ ในเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในพันธุกรรมมา

140
00:10:58,426 --> 00:11:00,642
ประยุกต์ใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ นักเรียนลองคิดดูนะคะ น่าจะเคยได้ยิน

141
00:11:00,642 --> 00:11:04,642
หรือได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาใช้ประโยชน์ใน

142
00:11:04,757 --> 00:11:08,757
ข่าวจากแหล่งอื่น ๆ บ้างนะคะ ในตอนนี้นะคะ คุณครูจะ

143
00:11:09,448 --> 00:11:11,657
ลองยกตัวอย่างบางตัวอย่างให้ดูค่ะ ตัวอย่างการประยุกต์ใช้หลักการเกิดมิวเทชันนะคะ

144
00:11:11,657 --> 00:11:15,657
เพื่อชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิตในลักษณะที่ต้องการนะคะ

145
00:11:16,598 --> 00:11:20,598
โดยอันนี้จะเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับการใช้รังสีนะคะ

146
00:11:25,583 --> 00:11:28,753
เช่น การฉายรังสีแกรมมา ให้กับเนื้อเยื่อ หน่อ หรือ

147
00:11:28,753 --> 00:11:29,452
รากเหง่าของพุทธรักษา

148
00:11:29,452 --> 00:11:33,452
ในกระบวนการสร้างสารสี ที่ทำให้สีดอกเปลี่ยนไปนะคะ

149
00:11:37,551 --> 00:11:37,625
ค่ะ แล้วก็คัดเลือกดอกที่มีสีใหม่

150
00:11:37,625 --> 00:11:41,625
ทำให้ได้พุทธรักษาใหม่ ทีมี

151
00:11:42,406 --> 00:11:45,964
สีต่าง ๆ เพิ่มขึ้นค่ะ อีกตัวอย่างหนึ่งนะคะ การใช้รังสี

152
00:11:45,964 --> 00:11:49,436
เพื่อสร้างดอกทิวลิปที่มีสีดอกหลากหลายค่ะ

153
00:11:49,436 --> 00:11:53,436
นอกจากการใช้รังสีแล้วนะคะ ก็ยังมีการใช้

154
00:11:56,843 --> 00:12:00,577
สารเคมีนะคะ เพื่อที่จะยับยั้งการแบ่งแยกโครโมโซม

155
00:12:00,577 --> 00:12:03,725
ในระหว่างการแบ่งเซลล์ เพื่มสร้างพืชที่มีจำนวนชุดโครโมโซม

156
00:12:03,725 --> 00:12:07,725
เพิ่มขึ้นนะคะ อาจจะเพื่อเพิ่มขนามของดอกและผลค่ะ

157
00:12:11,112 --> 00:12:15,112
หรือเพื่อเพิ่มปริมาณนะคะ หรือเพื่อทำให้ได้ต้นพืชที่ไร้เมล็ดค่ะ

158
00:12:16,140 --> 00:12:19,371
อันนี้นะคะ นักเรียนอาจจะลองไปสืบค้นเพิ่มเติมนะคะ ว่าตัวอย่างที่ครู

159
00:12:19,371 --> 00:12:23,371
ยกตัวอย่างมานี่ มีหน้าตาเป็นอย่างไรกันบ้างนะคะ นอกจากการใช้ความรู้เกี่ยวกับมิวเทชันนะคะ

160
00:12:27,916 --> 00:12:31,916
การรักษาสุขภาพและการชักนำเพื่อให้ได้สิ่งมีชีวิต

161
00:12:35,271 --> 00:12:39,271
ตามที่ต้องการแล้วนะคะ มนุษย์ยังมีการนำความรู้เกี่ยวกับพันธุศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องนะคะ นำ

162
00:12:42,255 --> 00:12:45,052
มาประยุกต์ในด้านอื่น ๆ อีกหลายด้าน

163
00:12:45,052 --> 00:12:47,764
นะคะ ซึ่งหัวข้อที่ 4.4 ค่ะ ค่ะ จากที่นักเรียนเรียนมาทั้งหมดนะคะ เดี๋ยวเรามา

164
00:12:47,764 --> 00:12:51,764
ลองตอบคำถามเพื่อที่จะตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนกันดีกว่านะคะ

165
00:12:55,096 --> 00:12:59,096
ลองดูสิว่า ข้อความต่อไปนี้เป็นข้อความที่ถูก

166
00:13:03,279 --> 00:13:05,879
หรือว่าผิดนะคะ ข้อแรกนะคะ มิวเทชันจะส่งผลเสียต่อสิ่งมีชีวิต ถ้ามิวเทชัน

167
00:13:05,879 --> 00:13:09,222
นั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน

168
00:13:09,222 --> 00:13:11,546
นักเรียนคิดว่าถูกหรือผิดค่ะ

169
00:13:11,546 --> 00:13:15,546
เฉลยเลยนะคะ คำตอบที่ถูก ก็คือ

170
00:13:18,958 --> 00:13:21,346
ผิดค่ะ เราเรียนกันมาเมื่อครู่แล้วนะ ว่า

171
00:13:21,346 --> 00:13:25,346
การเกิดมิวเทชันมันอาจจะทำให้เกิด

172
00:13:25,767 --> 00:13:29,767
ผลดี หรือผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตนั้นก็ได้นะคะ

173
00:13:34,350 --> 00:13:38,350
ใช่ไหมคะ มาที่คำถามข้อที่ 2 นะคะ ถ้าชายคนหนึ่งสูบบุหรี่จัด แล้วสารในบุหรี่ส่งผล

174
00:13:38,718 --> 00:13:42,718
ให้เกิดมิวเทชันในเซลล์ปอด และทำให้เกิดมะเร็ง

175
00:13:44,722 --> 00:13:48,722
ปอด เมื่อชายคนดังกล่าวนะคะ

176
00:13:50,747 --> 00:13:51,670
จะสามารถถ่ายทอดมิวเทชันดังกล่าวไปให้ลูกได้

177
00:13:51,670 --> 00:13:53,135
นักเรียนคิดว่าถูกหรือผิดคะ คำตอบนะคะ ผิดค่ะ

178
00:13:53,135 --> 00:13:57,135
เพราะว่าอะไรคะ เพราะว่ามิวเทชันอันนี้นี่

179
00:14:02,395 --> 00:14:06,395
เกิดในเซลล์ปอดใช่ไหมคะ แต่ว่ามิวเทชันที่จะส่ง

180
00:14:09,176 --> 00:14:11,485
ไปยังลูกได้นี่ จะต้องเป็นมิวเทชันที่เกิดในเซลล์สืบพันธุ์

181
00:14:11,485 --> 00:14:11,879
ค่ะ จากที่เราได้เรียนมานะคะ

182
00:14:11,879 --> 00:14:15,879
คราวนี้เดี๋ยวเราลองมาสรุปเนื้อหาที่เรียนกัน

183
00:14:22,556 --> 00:14:23,856
การเปลี่ยนแปลงของลำดับนิวคลีโอไทด์เป็นมิวเทชัน

184
00:14:23,856 --> 00:14:26,170
ซึ่งอาจเกิดในระดับยีนหรือระดับโครโมโซม ซึ่ง

185
00:14:26,170 --> 00:14:30,170
มิวเทชันอาจจะก่อนให้เกิดผลเสีย ผลดี หรือไม่เกิดผลอะไร

186
00:14:31,649 --> 00:14:33,497
ต่อสิ่งมีชีวิตได้ค่ะ

187
00:14:33,497 --> 00:14:37,497
ส่งผลให้โปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้น เปลี่ยนแปลง

188
00:14:42,749 --> 00:14:46,749
และอย่างไรก็ตามค่ะ โดยมนุษย์นะคะ ได้มีการประยุกต์ใช้ของการเกิดมิวเทชันในการชักนำ

189
00:14:46,852 --> 00:14:50,187
ให้ได้สิ่งมีชีวิต ที่มีการแตกต่างจากเดิม

190
00:14:50,187 --> 00:14:54,187
และสารเคมีค่ะ จบลงไปแล้วนะคะ กับหัวข้อการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม โดยหัวข้อที่

191
00:14:57,413 --> 00:15:01,413
นักเรียนจะได้ศึกษาต่อไปก็คือเทคโนโลยีทาง DNA ค่ะ

192
00:15:03,355 --> 00:15:04,696
สำหรับตอนนี้ สวัสดีค่ะ

193
00:15:04,696 --> 00:15:08,696
[เสียงดนตรี]

