--- title: (สำรอง) การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม (15.26 นาที) subtitle: date: วันศุกร์ที่ 19 เมษายน 2567 เวลา 10.32 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) [เสียงดนตรี] (คุณครูปุณยาพร) สวัสดีค่ะ สำหรับคลิปนี้นะคะ เป็นการสอนในหัวข้อที่ 4.3 การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ให้ความรู้โดยครูปุณยาพรค่ะ หัวข้อนี้นะคะอยู่ภายใต้บทที่ 4 เรื่องพันธุ์กรรมและวิวัฒนาการวิทยาศาสตร์ชีวภาพ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ค่ะ จุดประสงค์นะคะ เพื่อให้นักเรียนอธิบายและยกตัวอย่างมิวเทชัน และผลของมิวเทชัน การแสดงของลักษณะสิ่งมีชีวิต ยกตัวอย่างการนำมิวเทชันไปใช้ประโยชน์ค่ะ นักเรียนเคยได้ยินเกี่ยวกับเรื่องของรณรงค์นะคะ เรื่องการหลีกเลี่ยงอันตรายจากแสงแดดนะคะ โดยอาจเป็นการแนะนำให้งดการอยู่กลางแจ้ง หรือว่าให้ใช้ครีมกันแดดนะคะ นักเรียนคิดว่า เพราะอะไรถึงได้มีการรณรงค์สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นค่ะ คำตอบนะคะ ก็คือเนื่องจากรังสีอัลตราไวโอเลตหรือ รังสี UV ในแสงแดดนะคะ จะเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งผิดปกติ ซึ่งนักเรียนนี่สามารถที่จะใช้ความรู้ในเรื่องของการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมนะคะ มาอธิบายในกรณีนี้ได้ค่ะ กลับมาที่รูปนี้กันอีกครั้งนะคะ ลองดูที่ยีน 1 ยีนกัน นักเรียนคิดว่าทำไมยีน 1 ยีน ถึงได้มีแอลลีล มากกว่า 1 แอลลีลคะ คำตอบ ก็คือ DNA นี่เป็นสารพันธุกรรมในสิ่งมีชีวิต ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ จากการเปลี่ยนแปลงมิวเทชันค่ะ โดยนิวคลีโอไทด์ในบางตำแหน่งนะคะ ของยีนนี่อาจเปลี่ยนแปลงไป จัดเป็นมิวเทชันในระดับยีนค่ะ ซึ่งมิวเทชันที่เกิดขึ้นนี่ ก่อให้เกิดแอลลีลที่แตกต่างกันออกไป และทำให้เกิดลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป ดังในกรณีตัวอย่างนะคะ ของมิวเทชันในยีนที่ก่อให้เกิดโรคธารัสซีเมีย ซึ่งเป็นมิวเทชัน 1 ตำแหน่ง ซึ่งอยู่ในนิวคลีโอไทด์ ดังรูปนะคะ มีการเปลี่ยนจากคู่เบสแอลลีล T เป็นคู่เบสกวานีน แอลลีล t แต่ว่าการเปลี่ยนแปลงของนิวคลีโอไทด์เพียง 1 คู่นี้นะคะ ทำให้ได้โปรตีนที่ทำหน้าที่ไม่ได้ปกติ กลายเป็นลักษณะของโรคธาลัลซิเมียได้ค่ะ นอกจากมิวเทชันยังเกิดขึ้นแล้วนะคะ ยังสามารถที่จะเกิดขึ้นในระดับโครโมโซมเช่นกันค่ะ สำหรับมิเวชันในระดับของโครโมโซมนะคะ สามารถเกิดได้ทั้งในด้านโครโมโซม และในด้านจำนวนโครโมโซมค่ะ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติทางพันธุกรรมได้ เดี๋ยวเราลองมาดูตัวอย่างกันนะคะ ตัวอย่างมิวเทชันในโครงสร้างของโครโมโซมนะคะ ซึ่งตัวอย่างของชิ้นส่วนที่ 2 ของโครโมโซมนี่ มีการขาดหายได้แอลลีลหายไป จึงไม่สามารถที่จะกำหนดลักษณะโปรตีนได้ตามปกตินะคะ อย่างในรูปนี่เป็นตัวอย่างของกลุ่มอาการคริดูชานะคะ ซึ่งเกิดจากโครโมโซมคู่ที่ 5 ขาดหายได้ ส่งผลให้มีลักษณะศีรษะเล็ก ลักษณะหน้าเปลี่ยนนะคะ แล้วก็มีเสียงเล็กแหลม เป็นต้น ต่อมานะคะ เป็นตัวอย่างของมิวเทชันในด้านของโครโมโซมนะคะ โดยโครโมโซมนี่ อาจจะเกินมาทั้งโครโมโซม หรือหายไปทั้งโครโมโซมนะคะ อย่างในรูปตอนนี้นะคะ เป็นของกลุ่มอาการดาวน์นะคะ หรือที่เราคุ้นหูว่าดาวน์ซินโดรมนะคะ เกิดจากการที่เกินมาทั้งโครโมโซมค่ะ ซึ่งส่งผลให้มีรูปร่างเตี้ยนะคะ มีลักษณะหน้าเปลี่ยน แล้วก็มีนิ้วมือนิ้วเท้าสั้นเป็นต้นค่ะ เดี๋ยวเรามาลองดูกันอีกสัก 1 ตัวอย่างนะคะ เป็นตัวอย่างของอาการเทิร์นเนอร์นะคะ เกิดจากการที่โครโมโซมเพศหายไป 1 โครโมโซม เหลือเพียงโครโมโซม X เพียง 1 โครโมโซม ส่งผลให้มีลักษณะ เตี้ย รูปร่างเตี้ย รูปร่างเปลี่ยน มือและเท้าบวมน้ำ และมักจะเป็นหมันค่ะ ที่เรียนมานี่ดูเหมือนจะมีแต่การเกิดมิวเทชันที่ทำให้เกิดโรคทั้งนั้นเลยนะคะ คำถามก็คือมิวเทชันนี่ ก่อให้เกิดผลเสียเสมอไปหรือไม่ค่ะ อันนี้นะคะ อยากจะให้นักเรียนลองคิดหาคำตอบดูนะคะ แล้วก็ลองให้เหตุผลด้วย ว่าเพราะอะไรนักเรียนถึงได้คิดแบบนั้นนะคะ โดยที่คุณครูจะให้เวลาประมาณสัก 10 วินาทีนะคะ เริ่มได้เลยค่ะ [เสียงดนตรี] (คุณปุณยาพร) หมดเวลาแล้วนะคะ คำตอบก็คือไม่เสมอไปนะคะ เนื่องจากว่ามิวเทชันนี่อาจจะก่อให้เกิดผลดี ผลเสีย หรือไม่ส่งผลใด ๆ ต่อสิ่งมีชีวิตเลยก็ได้ค่ะ ขึ้นอยู่กับว่าสมบัติของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้ เปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไรค่ะ นักเรียนอาจจะสงสัยนะคะ ว่าไม่ส่งผลนี่มาได้อย่างไรนะคะ พูดอย่างเดียวอาจจะไม่เห็นภาพนะคะ เดี๋ยวเราลองมาดูตัวอย่างจากการเกิดมิวเทชัน ที่เกี่ยวข้องกับการมีลักษณะเผือกนะคะ จะกำหนดออกมาเป็นโปรตีนที่ทำงานได้ปกตินะคะ ทำให้มีกระบวนการสังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้น และไม่มีลักษณะเผือกค่ะ แต่หากว่ามิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ ทำให้ได้โปรตีนที่เปลี่ยนแปลงไป แต่สามารถทำงานได้ตามปกติอยู่นะคะ ก็ยังทำให้มีการสังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้นและไม่มีลักษณะเผือกค่ะ ในกรณีที่มิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ ทำให้โปรตีนนี่เปลี่ยนแปลงไป และทำงานไม่ได้ค่ะ จะทำให้ไม่มีการสังเคราะห์เมลานิน และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ หรือถ้าหากว่ามิวเทชันที่เกิดขึ้นนะคะ ทำให้ไม่เกิดการสังเคราะห์โปรตีนเกิดขึ้นเลยนะคะ ก็จะส่งผลให้เมลานิน และทำให้มีลักษณะเผือกค่ะ จะเห็นได้ว่านะคะ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรมหรือมิวเทชันนี่ ไม่ได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงลักษณะทางพันธุกรรมเสมอไปนะคะ จะขึ้นอยู่กับว่าการเกิดมิวเทชัน สังเคราะห์ได้หรือไม่นะคะ แล้วถ้ามันส่งผลนี่ มันจะส่งผลอย่างไรค่ะ ซึ่งผลที่เกิดขึ้นนั้นนะคะ อาจจะเป็นทั้งผลดีหรือผลเสียก็ได้ค่ะ ที่ผ่านมาเราเห็นแต่ตัวอย่างที่เกิดผลเสียใช่ไหมคะ เช่น การเกิดโรคธาลัลซีเมียนะคะ มกันดูดีกว่า ว่าตัวอย่างที่มันเป็นผลดีนี่ มีอะไรบ้าง ค่ะ ในบางกรณีนะคะ มิวเทชันอาจทำให้การอยู่รอดของสิ่งมีชีวิตดีขึ้นนะคะ ตัวอย่างเช่น มิวเทชันที่ทำให้ไม่มีการสังเคราะห์ Antigen Duffy บนผิวของเซลล์เม็ดเลือดเอง ซึ่งเป็นผลทำให้มีความต้านทานต่อการติดเชื้อมาลาเลียค่ะ มิวเทชันยังเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้เกิดความหลากหลายทางพันธุกรรม ทั้งความแตกต่างของและความแตกต่างในลักษณะที่ปรากฏค่ะ ซึ่งความหลากหลายทางพันธุกรรมนี้นะคะ มีความสำคัญอย่างมากเลยต่อการเกิดวิวัฒนาการค่ะ ซึ่งนักเรียนจะได้ศึกษาต่อไปในหัวข้อที่ 4.5 ค่ะ คราวนี้นะคะ คุณครูก็อยากจะให้นักเรียนนี่ ลองสืบค้นตัวอย่างเพิ่มเติมนะคะ ทั้งในกรณีของมิวเทชันที่ทำให้เกิดโรค ต่อมิวเทชันก่อให้เกิดผลดีต่อสิ่งมีชีวิต แล้วก็ของมิวเทชันที่ไม่ส่งผลใด ๆ ให้กับชีวิตนะคะ นักเรียนจะได้เห็นตัวอย่างที่หลากหลาย ในกรณีที่แตกต่างกันค่ะ คราวนี้นะคะ เราเรียนกันมาตั้งเยอะแล้วนะ แล้วเราสามารถเอาความรู้ที่เราเพิ่งเรียนมานี่เอาให้เกิดผลดีต่อตัวเราได้อย่างไรนะ ก่อนอื่นต้องบอกก่อนว่ามิวเทชันสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา และเกิดได้ในทุกเซลล์นะคะ โดยมิวเทชันที่เกิดขึ้นในเซลล์สืบพันธุ์นี่จะถ่ายทอดไปยังรุ่นต่อ ๆ ไปได้นะคะ แต่อย่างไรก็ตามมิวเทชันที่เกิดขึ้นกับเซลล์ร่างกายของเรานี่ ไม่สามารถที่จะถ่ายทอดไปยังรุ่นถัดไปได้นะคะ แต่มันสามารถที่จะทำให้เกิดลักษณะที่เปลี่ยนแปลงไป หรือว่าทำให้เกิดการเป็นโรคขึ้นมาได้ค่ะ ตัวอย่างเช่น กรณีของมะเร็งหลาย ๆ ชนิดค่ะ อย่างเช่นนะคะ สามารถเกิดขึ้นได้เองตามธรรมชาติ อาจจะมีปัจจัยบางอย่างนะคะ ที่ทำให้เกิดมิวเทชันในอัตราที่สูงนะคะ เช่น รังสีอัลตราไวโอเลต รังสีเอกซ์ รังสีแกมมา ทาร์ในบุหรี่ ในกรณีที่ในรังสี หรือสารเคมีดังกล่าวนี้นะคะ ก่อให้เกิดมิวเทชันที่ทำให้เซลล์นี่เพิ่มจำนวนโดยที่ร่างกายไม่สามารถควบคุมได้นะคะ ก็อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งขึ้นได้ค่ะ ในกรณีของมะเร็งผิวหนังนะคะ การได้รับรังสีอัลตราไวโอเลตนะคะ จะเป็นการเพิ่มโอกาสการเกิดมิวเทชันในเซลล์ผิวหนัง ดังนั้นนะคะ การหลีกเลี่ยงการออกไปกลางแจ้ง หรือการใช้ครีมกันแดดก็จะใช้ในการเกิดมิวเทชันดังกล่าวนะคะ แล้วก็ลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ค่ะ เดี๋ยวมาลองดูอีกสักตัวอย่างนะคะ การสูบบุหรี่เป็นการเพิ่มความเสี่ยงการเกิดมะเร็งในปอดค่ะ เพราะว่าทาร์และฟอร์มัลดีไฮด์ในบุหรี่ จะเพิ่มโอกาสในการเกิดมิวเทชันในปอด ดังนั้น การไม่สูบบุหรี่ หรือการหลีกเลี่ยงการสูดดมควันบุหรี่นะคะ ก็จะช่วยลดโอกาสในการเกิดโรคมะเร็งปอดได้เช่นเดียวกันค่ะ นอกจากการรักษาสุขภาพแล้วนะคะ มนุษย์ก็มีการทำความรู้ ในเรื่องเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงในพันธุกรรมมาประยุกต์ใช้ประโยชน์ด้านอื่น ๆ นักเรียนลองคิดดูนะคะ น่าจะเคยได้ยิน หรือได้รับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้มาใช้ประโยชน์ในข่าวจากแหล่งอื่น ๆ บ้างนะคะ ในตอนนี้นะคะ คุณครูจะลองยกตัวอย่างบางตัวอย่างให้ดูค่ะ ตัวอย่างการประยุกต์ใช้หลักการเกิดมิวเทชันนะคะ เพื่อชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิตในลักษณะที่ต้องการนะคะ โดยอันนี้จะเป็นตัวอย่างเกี่ยวกับการใช้รังสีนะคะ เช่น การฉายรังสีแกรมมา ให้กับเนื้อเยื่อ หน่อ หรือรากเหง่าของพุทธรักษา ในกระบวนการสร้างสารสี ที่ทำให้สีดอกเปลี่ยนไปนะคะ ค่ะ แล้วก็คัดเลือกดอกที่มีสีใหม่ ทำให้ได้พุทธรักษาใหม่ ทีมีสีต่าง ๆ เพิ่มขึ้นค่ะ อีกตัวอย่างหนึ่งนะคะ การใช้รังสีเพื่อสร้างดอกทิวลิปที่มีสีดอกหลากหลายค่ะ นอกจากการใช้รังสีแล้วนะคะ ก็ยังมีการใช้สารเคมีนะคะ เพื่อที่จะยับยั้งการแบ่งแยกโครโมโซม ในระหว่างการแบ่งเซลล์ เพื่มสร้างพืชที่มีจำนวนชุดโครโมโซมเพิ่มขึ้นนะคะ อาจจะเพื่อเพิ่มขนามของดอกและผลค่ะ หรือเพื่อเพิ่มปริมาณนะคะ หรือเพื่อทำให้ได้ต้นพืชที่ไร้เมล็ดค่ะ อันนี้นะคะ นักเรียนอาจจะลองไปสืบค้นเพิ่มเติมนะคะ ว่าตัวอย่างที่ครูยกตัวอย่างมานี่ มีหน้าตาเป็นอย่างไรกันบ้างนะคะ นอกจากการใช้ความรู้เกี่ยวกับมิวเทชันนะคะ การรักษาสุขภาพและการชักนำเพื่อให้ได้สิ่งมีชีวิตตามที่ต้องการแล้วนะคะ มนุษย์ยังมีการนำความรู้เกี่ยวกับพันธุศาสตร์ และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องนะคะ นำมาประยุกต์ในด้านอื่น ๆ อีกหลายด้านนะคะ ซึ่งหัวข้อที่ 4.4 ค่ะ ค่ะ จากที่นักเรียนเรียนมาทั้งหมดนะคะ เดี๋ยวเรามาลองตอบคำถามเพื่อที่จะตรวจสอบความเข้าใจของนักเรียนกันดีกว่านะคะ ลองดูสิว่า ข้อความต่อไปนี้เป็นข้อความที่ถูกหรือว่าผิดนะคะ ข้อแรกนะคะ มิวเทชันจะส่งผลเสียต่อสิ่งมีชีวิต ถ้ามิวเทชันนั้นทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของโปรตีน นักเรียนคิดว่าถูกหรือผิดค่ะ เฉลยเลยนะคะ คำตอบที่ถูก ก็คือผิดค่ะ เราเรียนกันมาเมื่อครู่แล้วนะ ว่าการเกิดมิวเทชันมันอาจจะทำให้เกิดผลดี หรือผลเสียต่อสิ่งมีชีวิตนั้นก็ได้นะคะ ใช่ไหมคะ มาที่คำถามข้อที่ 2 นะคะ ถ้าชายคนหนึ่งสูบบุหรี่จัด แล้วสารในบุหรี่ส่งผลให้เกิดมิวเทชันในเซลล์ปอด และทำให้เกิดมะเร็งปอด เมื่อชายคนดังกล่าวนะคะ จะสามารถถ่ายทอดมิวเทชันดังกล่าวไปให้ลูกได้ นักเรียนคิดว่าถูกหรือผิดคะ คำตอบนะคะ ผิดค่ะ เพราะว่าอะไรคะ เพราะว่ามิวเทชันอันนี้นี่ เกิดในเซลล์ปอดใช่ไหมคะ แต่ว่ามิวเทชันที่จะส่งไปยังลูกได้นี่ จะต้องเป็นมิวเทชันที่เกิดในเซลล์สืบพันธุ์ค่ะ จากที่เราได้เรียนมานะคะ คราวนี้เดี๋ยวเราลองมาสรุปเนื้อหาที่เรียนกัน การเปลี่ยนแปลงของลำดับนิวคลีโอไทด์เป็นมิวเทชัน ซึ่งอาจเกิดในระดับยีนหรือระดับโครโมโซม ซึ่งมิวเทชันอาจจะก่อนให้เกิดผลเสีย ผลดี หรือไม่เกิดผลอะไรต่อสิ่งมีชีวิตได้ค่ะ ส่งผลให้โปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้น เปลี่ยนแปลงและอย่างไรก็ตามค่ะ โดยมนุษย์นะคะ ได้มีการประยุกต์ใช้ของการเกิดมิวเทชันในการชักนำให้ได้สิ่งมีชีวิต ที่มีการแตกต่างจากเดิม และสารเคมีค่ะ จบลงไปแล้วนะคะ กับหัวข้อการเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม โดยหัวข้อที่นักเรียนจะได้ศึกษาต่อไปก็คือเทคโนโลยีทาง DNA ค่ะ สำหรับตอนนี้ สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]