﻿1
00:00:35,697 --> 00:00:39,697
(คุณครูปาณิก) สวัสดีค่ะ

2
00:00:40,604 --> 00:00:42,571
ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกคน เข้าสู่หัวข้อที่ 2.2 เรื่อง

3
00:00:42,571 --> 00:00:44,140
การรักษาดุลยภาพของ

4
00:00:44,140 --> 00:00:48,140
กรด เบส ของเลือด

5
00:00:50,611 --> 00:00:54,065
และหัวข้อที่ 2.3 เรื่องการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิในร่างกาย

6
00:00:54,065 --> 00:00:56,096
โดยครูปาณิก เวียงชัยเป็นผู้ให้ความรู้ค่ะ

7
00:00:56,096 --> 00:00:58,589
2 หัวข้อนี้นะคะ

8
00:00:58,589 --> 00:01:02,589
เป็น 2 หัวข้อย่อยจาก

9
00:01:03,322 --> 00:01:07,322
ทั้งหมด 4 หัวข้อ ในบทที่ 2 เรื่องการรักษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์

10
00:01:12,168 --> 00:01:13,508
หัวข้อที่ 2.2 2.3 นี่นะคะ มีจุดประสงค์

11
00:01:13,508 --> 00:01:14,938
การเรียนรู้ด้วยกันทั้งหมด

12
00:01:14,938 --> 00:01:18,222
3 ข้อ ดังรูปค่ะ

13
00:01:18,222 --> 00:01:21,254
นักเรียนพร้อมแล้วหรือยังคะ

14
00:01:21,254 --> 00:01:25,254
ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเริ่ม

15
00:01:29,813 --> 00:01:33,813
เนื้อหาที่ 2.2 และ 2.3 นะคะ  ครูอยากให้นักเรียนไปทวนความรู้ ความรู้เก่าของเรา

16
00:01:34,780 --> 00:01:38,780
ในเรื่องของการรักษาดุลยภาพของน้ำ และสารในร่างกายนะคะ

17
00:01:42,270 --> 00:01:43,207
มนุษย์ทำหน้าที่รักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่าง ๆ ในร่างกายรวมทั้งกำจัดของเสีย ที่มีไนโตรเจน

18
00:01:43,207 --> 00:01:44,517
องค์ประกอบ

19
00:01:44,517 --> 00:01:45,716
ภายใน

20
00:01:45,716 --> 00:01:48,215
เนื้อไต

21
00:01:48,215 --> 00:01:52,215
มีหน่วยไตเป็นหน่วยปฏิบัติงาน

22
00:01:55,564 --> 00:01:58,019
แต่ละหน่วยไตทำหน้าที่ในการรักษาดุลยภาพ ของน้ำ และสารต่าง ๆ รวมทั้งกำจัดของเสีย

23
00:01:58,019 --> 00:01:59,509
ตามขั้นตอนดังนี้

24
00:01:59,509 --> 00:02:02,699
ก

25
00:02:02,699 --> 00:02:06,699
ารกรอง การดูดกลับ และการหลั่ง

26
00:02:09,559 --> 00:02:10,956
การรักษาดุลยภาพของน้ำภายในร่างกาย เกิดจากการทำงานร่วมกันของระบบค่ะ

27
00:02:10,956 --> 00:02:13,586
ระบบประสาท

28
00:02:13,586 --> 00:02:15,752
ระบบหมุนเวียนเลือด

29
00:02:15,752 --> 00:02:17,356
และระบบ

30
00:02:17,356 --> 00:02:18,595
ต่อมไร้ท่อ

31
00:02:18,595 --> 00:02:22,595
หรือฮอร์โมน

32
00:02:24,727 --> 00:02:25,819
การรักษาดุลยภาพของแร่ธาตุ ในร่างกาย เช่นการรักษา

33
00:02:25,819 --> 00:02:27,377
ดุยภาพปริมาณโซเดียม

34
00:02:27,377 --> 00:02:29,817
ภายในร่างกาย มาถึงแล้วนะ

35
00:02:29,817 --> 00:02:32,547
ในวันนี้นะคะ มาที่

36
00:02:32,547 --> 00:02:33,418
การรักษา

37
00:02:33,418 --> 00:02:35,873
เนื้อ

38
00:02:35,873 --> 00:02:39,078
หา เบสของเลือด

39
00:02:39,078 --> 00:02:41,203
กรด เบส สำคัญกับร่างกายมนุษย์อย่างไร

40
00:02:41,203 --> 00:02:43,151
ครูอยากให้นักเรียนพิจารณากราฟ

41
00:02:43,151 --> 00:02:45,744
มีนะคะ เป็นกราฟ

42
00:02:45,744 --> 00:02:48,628
การแสดงการทำงานของเอนไซม์

43
00:02:48,628 --> 00:02:50,741
ได้แก่เอนไซม์เพปซิน

44
00:02:50,741 --> 00:02:51,905
และเอนไซม์อะไมเลส

45
00:02:51,905 --> 00:02:54,362
ในน้ำลายค่ะ

46
00:02:54,362 --> 00:02:57,172
นักเรียน

47
00:02:57,172 --> 00:02:58,883
ดูกราฟนี้แล้ว นักเรียนคิดว่า

48
00:02:58,883 --> 00:03:00,309

49
00:03:00,309 --> 00:03:03,694
เฟบซเอนไซม์อะไมเลส

50
00:03:03,694 --> 00:03:05,307
งานได้ดีที่ค่า pH

51
00:03:05,307 --> 00:03:09,307
เท่าไหร่คะ

52
00:03:11,548 --> 00:03:15,548
เอนไซม์เพปซินนะคะ ทำงานได้ดีที่ค่า pH

53
00:03:16,033 --> 00:03:18,399
ประมาณ 2  ขณะที่เอนไซม์อะไมเลสทำงานได้

54
00:03:18,399 --> 00:03:20,096
ค่า pH ประมาณ 7

55
00:03:20,096 --> 00:03:21,231
ทางนี้ก็เพราะ

56
00:03:21,231 --> 00:03:24,829
ปฏิกิริยาใน

57
00:03:24,829 --> 00:03:28,455
ต่าง ๆ นี่ ถูกควบคุมด้วยเอนไซม์หลายชนิด

58
00:03:28,455 --> 00:03:29,426
เรื่องเอนไซม์หลายชนิดน

59
00:03:29,426 --> 00:03:32,150
ั้นนี่ ก็ทำงานได้ดี

60
00:03:32,150 --> 00:03:36,150
ก็ทำหน้าที่

61
00:03:37,277 --> 00:03:39,431
งานเสียงในภาพของการเป็นกรด

62
00:03:39,431 --> 00:03:41,359
มีผลกระทบ

63
00:03:41,359 --> 00:03:42,967
ต่อร่างกาย

64
00:03:42,967 --> 00:03:44,813
นักเรียนคิดว่า

65
00:03:44,813 --> 00:03:48,813
ร่างกายของคนเรานี่

66
00:03:49,773 --> 00:03:52,922
มีแนวโน้มที่จะเป็นกรด หรือเบสคะ

67
00:03:52,922 --> 00:03:56,922
เรามาหาคำตอบกันนะคะ กระบวนการ

68
00:03:57,438 --> 00:04:01,438
เมแทบอลิซึม  เล่นการหายใจระดับเซลล์ จะมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้น

69
00:04:01,998 --> 00:04:03,778
ซึ่งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์นี้นะคะ ว่าจะไปรวมตัวกับน้ำในเลือด

70
00:04:03,778 --> 00:04:07,778
จะได้เป็นกรดคาร์บอนิก

71
00:04:09,899 --> 00:04:13,899
แล้วเจ้ากรดคาร์บอนิกนะคะ ก็จะแตกตัวออกมา ทำให้ได้ไฮโดรเจนไอออนดังสมการนะคะ

72
00:04:14,144 --> 00:04:16,744
ดังนั้น

73
00:04:16,744 --> 00:04:19,912
ความเข้มข้นของไฮโดรเจน

74
00:04:19,912 --> 00:04:21,528
เมื่อไฮโดรเจนไอออนในเลือดนะคะ

75
00:04:21,528 --> 00:04:25,528
มีปริมาณเพิ่มขึ้น

76
00:04:28,014 --> 00:04:31,714
จึงทำให้ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน ในเลือดนี่ เพิ่มขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่า

77
00:04:31,714 --> 00:04:33,179
เลือดมีภาวะเป็นกรดมากขึ้น แต่ถ้าเลือด

78
00:04:33,179 --> 00:04:37,179
มีปริมาณ

79
00:04:37,593 --> 00:04:38,638
ไฮโดรเจนไอออน

80
00:04:38,638 --> 00:04:42,638
ลดลง หรือ

81
00:04:44,630 --> 00:04:48,281
เลือด ก็จะมีภาวะเป็นเบสมากขึ้นกว่าปกติค่ะ  และนักเรียนก็จะทราบ

82
00:04:48,281 --> 00:04:49,916
แล้วใช่ไหมคะ ว่าร่างกายของคนเรานี่ มีเลือด

83
00:04:49,916 --> 00:04:53,916
ไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกาย

84
00:04:54,489 --> 00:04:58,489
เพื่อนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยง

85
00:05:00,628 --> 00:05:01,647
เซลล์ เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ก็จะส่งผล

86
00:05:01,647 --> 00:05:03,936
ของ

87
00:05:03,936 --> 00:05:07,916
การทำงานของเซลล์ต่าง ๆ

88
00:05:07,916 --> 00:05:09,758
โดยเฉพาะการทำงานของร่างกายแต่ในแต่ละที่

89
00:05:09,758 --> 00:05:13,758

90
00:05:16,130 --> 00:05:16,807
ก็จะทำงานปกติหรือไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิมอีกต่อไปค่ะ  แล้วนักเรียนทราบไหมคะ ว่าร่างกายของ

91
00:05:16,807 --> 00:05:20,807
เรานี่

92
00:05:21,557 --> 00:05:25,165
สร้างความเป็นกรดเป็นเบสของเลือด

93
00:05:25,165 --> 00:05:26,107
ได้อย่างไร วันนี้นะคะ คุณครูเขาจะได้มาสอน

94
00:05:26,107 --> 00:05:30,107
ดูแลภาพ

95
00:05:31,461 --> 00:05:32,828
นักเรียนจำได้ไหมคะ

96
00:05:32,828 --> 00:05:35,216
การแลกเปลี่ยน

97
00:05:35,216 --> 00:05:36,661
แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ กับแก๊ส

98
00:05:36,661 --> 00:05:40,295
ออกซิเจน เกิดขึ้น

99
00:05:40,295 --> 00:05:42,828
ในบริเวณใดของปอดเฉลยนะคะ

100
00:05:42,828 --> 00:05:46,828
เกิดขึ้นที่บริเวณถุงลมปอดนั่นเองค่ะ

101
00:05:47,829 --> 00:05:48,404
แล้วการหายใจ ช่วยในการรักษาดุลยภาพของกรด

102
00:05:48,404 --> 00:05:49,733
-เบส

103
00:05:49,733 --> 00:05:53,733
ในเลือดได้อย่างไรคะ

104
00:05:53,799 --> 00:05:56,077
เรามาลองศึกษากันนะคะ

105
00:05:56,077 --> 00:05:59,472
ร่างกายของเรานี่คะ

106
00:05:59,472 --> 00:06:02,435
รักษาดุลยภาพของความเป็นกรดเบสของเลือด

107
00:06:02,435 --> 00:06:04,178
โดยความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน ที่เพิ่มขึ้น

108
00:06:04,178 --> 00:06:06,039
หรือลดลงกว่าปกตินี่

109
00:06:06,039 --> 00:06:10,039
จะไป

110
00:06:11,399 --> 00:06:15,399
กระตุ้นศูนย์ควบคุมการหายใจ ที่สมองทำให้เปลี่ยนแปลงอัตราการหายใจ โดย

111
00:06:16,021 --> 00:06:19,664
ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน ในเลือดของเรา

112
00:06:19,664 --> 00:06:20,939
มากกว่าปกติ สมองก็จะไปสั่งให้เรานี่นะคะ

113
00:06:20,939 --> 00:06:22,221
ลดอัตรา

114
00:06:22,221 --> 00:06:26,221
การหายใจ

115
00:06:28,214 --> 00:06:30,168
มากขึ้น แต่ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนของเราน้อยกว่าปกติ

116
00:06:30,168 --> 00:06:32,150
สมองก็จะไปสั่งให้เรา

117
00:06:32,150 --> 00:06:36,150
ลดอัตราการหายใจ

118
00:06:37,628 --> 00:06:41,628
การที่อัตราการหายใจของเราเพิ่มขึ้นหรือลดลง จากปกตินี่

119
00:06:42,529 --> 00:06:46,529
ส่งผลต่อความเข้มข้นก็คือ

120
00:06:48,879 --> 00:06:49,959
เรามีอัตราการหายใจเพิ่มขึ้นคาร์บอนไดออกไซด์นะคะ ก็จะถูกขับออกจากเซลล์มากขึ้น

121
00:06:49,959 --> 00:06:51,052
ดังนั้น

122
00:06:51,052 --> 00:06:55,052
คาร์บอนไดออกไซด์

123
00:06:55,225 --> 00:06:56,714
ของไฮโดรเจน เพิ่มมากขึ้นก็จะลดลงค่ะ

124
00:06:56,714 --> 00:06:58,722
แต่ถ้าเรา

125
00:06:58,722 --> 00:07:02,722
นี้นะคะ

126
00:07:03,191 --> 00:07:03,928
คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ก็จะสะสม

127
00:07:03,928 --> 00:07:07,317
เพิ่มมากขึ้น

128
00:07:07,317 --> 00:07:09,542
ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนนี่

129
00:07:09,542 --> 00:07:11,862
ก็จะเพิ่มขึ้นค่ะ ซึ่ง

130
00:07:11,862 --> 00:07:14,405
ทั้งสองนะคะ ก็จะทำให้เรานี่

131
00:07:14,405 --> 00:07:18,405
รักษาดุลยภาพของการเป็นกรด

132
00:07:19,321 --> 00:07:23,321
ของเลือดได้ค่ะ การรักษาดุลยภาพของกรดเบสของเลือด

133
00:07:23,741 --> 00:07:26,231
ผลการทำงานของไต กลไกการทำงานของไต

134
00:07:26,231 --> 00:07:27,081
คือการกรอง

135
00:07:27,081 --> 00:07:28,487
การดูดกลับ

136
00:07:28,487 --> 00:07:29,962
และการหลั่งค่ะ

137
00:07:29,962 --> 00:07:33,962
ซึ่งปกตินะคะ

138
00:07:35,584 --> 00:07:38,519
อะไรของเรานี่ จะมีการหลั่งไฮโดรเจนไอออนเป็นปกติอยู่แล้วแต่ถ้าเลือกของเรานะคะ

139
00:07:38,519 --> 00:07:41,561
ไฮโดรเจนไอออน

140
00:07:41,561 --> 00:07:45,561
จะทำการหลั่งสาร

141
00:07:47,414 --> 00:07:49,126
ที่มีไฮโดรเจนไอออนออกไป โดยการทำงานของเซลล์ที่ผนังท่อหน่วยไต

142
00:07:49,126 --> 00:07:50,778
ก

143
00:07:50,778 --> 00:07:54,778

144
00:07:55,257 --> 00:07:59,257
็จะหลังแอมโมเนียมไอออน เข้าสู่ท่อหน่วยไตขณะเดียวกัน

145
00:07:59,670 --> 00:08:03,592
เซลล์ที่ผนังของท่อหน่วยไตนี้นะคะ ก็จะมีการดูดกลับ

146
00:08:03,592 --> 00:08:06,073
ไฮโดรเจนไอออน และโซเดียมไอออนเข้าสู่หลอดเลือดค่ะ

147
00:08:06,073 --> 00:08:08,535
ดังนั้น เลือดของเรา

148
00:08:08,535 --> 00:08:11,050
จะยังคงรักษาความเป็นกรดเบสขและ

149
00:08:11,050 --> 00:08:15,050
ของเลือดได้นะเองค่ะ

150
00:08:16,760 --> 00:08:18,139
มอเตอร์ไซค์ความเข้าใจกันนะคะ ถ้าเลือดมีภาวะเป็นเบสท่อหน่วยไต จะมีการ

151
00:08:18,139 --> 00:08:19,374
หลังแล้วดู

152
00:08:19,374 --> 00:08:23,251
T he Rapper

153
00:08:23,251 --> 00:08:24,246
สารต่าง ๆ อย่างไร เพื่อรักษาดุลยภาพของกรดเบส

154
00:08:24,246 --> 00:08:27,221
เลือด

155
00:08:27,221 --> 00:08:31,221
ครูให้เวลาคิด 10 วินาทีนะคะ เริ่มค่ะ

156
00:08:31,627 --> 00:08:35,627
[เสียงดนตรี

157
00:08:37,652 --> 00:08:39,457
] (คุณครูปาณิก) หมดเวลาค่ะ

158
00:08:39,457 --> 00:08:43,457
นักเรียนตอบได้ไหมคะ

159
00:08:43,468 --> 00:08:45,341
มาดูคำตอบนะคะ ว่าจะตรงกับที่นักเรียนคิดไว้ไหม

160
00:08:45,341 --> 00:08:49,341
คำตอบนะคะ

161
00:08:53,768 --> 00:08:56,955
เซลล์ที่ผนังท่อหน่วยไต ก็จะลดการหลั่งไฮโดรเจนไอออน เพื่อให้ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน ในเลือดเพิ่มขึ้น

162
00:08:56,955 --> 00:08:59,634
และขณะเดียวกัน ก็จะมีการหลั่งไฮโดรเจน

163
00:08:59,634 --> 00:09:00,974
คาร์บอเนตไอออน เข้าสู่ของเหลว

164
00:09:00,974 --> 00:09:04,974
ที่ท่อหน่วยไต

165
00:09:06,822 --> 00:09:08,755
เพื่อขับออกนอกร่างกาย พร้อมกับปัสสาวะทำให้ความเป็นกรดเบสของเลือด

166
00:09:08,755 --> 00:09:11,360
เข้าสู่ภาวะสมดุลค่ะ

167
00:09:11,360 --> 00:09:15,360
นักเรียนตอบถูกเหมือนกันไหมคะ

168
00:09:16,728 --> 00:09:18,197
เอาล่ะค่ะ จากที่นักเรียนได้เรียนรู้ ความสำคัญของไตกันแล้วนะคะ

169
00:09:18,197 --> 00:09:21,094
ไตของมนุษย์นี่

170
00:09:21,094 --> 00:09:22,046
ทำหน้าที่สำคัญในการรักษา

171
00:09:22,046 --> 00:09:23,502
ดุลยภาพ

172
00:09:23,502 --> 00:09:24,739
ในการรัก

173
00:09:24,739 --> 00:09:27,633
ษาน้ำ

174
00:09:27,633 --> 00:09:31,273
และมีไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ

175
00:09:31,273 --> 00:09:33,671
ทีนี้ไตของคนเรา

176
00:09:33,671 --> 00:09:37,671
ไม่สามารถทำงานได้

177
00:09:39,111 --> 00:09:40,171
หรือทำงานผิดปกติก็จะเกิดผลเสียต่อการทำงานของร่างกายในส่วนอื่น ๆ

178
00:09:40,171 --> 00:09:44,171
เช่นเดียวกัน

179
00:09:44,950 --> 00:09:46,402
ครั้งนี้นะคะ โดยทั่วไปผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับ

180
00:09:46,402 --> 00:09:50,402
การทำงานของไตนี่

181
00:09:51,536 --> 00:09:52,603
ส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการก็คือร่างกายจะบวมน้ำ

182
00:09:52,603 --> 00:09:54,226
เพราะว่า

183
00:09:54,226 --> 00:09:57,927
น้ำนี่

184
00:09:57,927 --> 00:09:59,206
เข้าไปสะสมอยู่ในระหว่างเซลล์เป็นจำนวนมาก

185
00:09:59,206 --> 00:10:03,206
ดูภาพนี้นะคะ

186
00:10:04,736 --> 00:10:07,366
วิธีสังเกตง่าย ๆ นะคะ ก็คือลองเอานิ้วมือนะคะ

187
00:10:07,366 --> 00:10:11,366
จิ้มไปที่บริเวณผิวหนังออกแรงกด

188
00:10:11,471 --> 00:10:15,471
เล็กน้อย นักเรียนจะเห็นว่า พอนักเรียนดึงนิ้วมือออกนี่

189
00:10:18,056 --> 00:10:20,554
ผิวหนังก็จะเด้งออกมาเป็นปกติทันที แต่ถ้าในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตที่มีอาการบวมน้ำนี่

190
00:10:20,554 --> 00:10:22,279
พอนักเรียนดึงมือออกมาแล้วนี่

191
00:10:22,279 --> 00:10:24,198
ผิวหนังจะใช้

192
00:10:24,198 --> 00:10:25,148
เวลาระยะหนึ่ง ในการ

193
00:10:25,148 --> 00:10:28,808
ขึ้นมา

194
00:10:28,808 --> 00:10:30,013
อยู่ในภาวะปกติค่ะ  ทีนี้เรามาดูตัวอย่าง

195
00:10:30,013 --> 00:10:32,915
โรคไต

196
00:10:32,915 --> 00:10:36,915
ของกระเพาะปัสสาวะ

197
00:10:39,476 --> 00:10:41,899
ตัวอย่างโรคไตที่พบ เช่น 1. โรคไตวาย โดยโรคไตวายแบ่งได้เป็น 2 แบบ

198
00:10:41,899 --> 00:10:42,398
ก็คือไตวายเฉียบพลัน

199
00:10:42,398 --> 00:10:44,214
และ

200
00:10:44,214 --> 00:10:48,214
ไตวายเรื้อรัง

201
00:10:50,338 --> 00:10:54,338
ว่าจะพานี้นะคะ ถ้าเราสามารถรักษาได้ทันท่วงทีไร ก็ยังจะสามารถ

202
00:10:54,456 --> 00:10:57,579
กลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพดังเดิม แต่ถ้า

203
00:10:57,579 --> 00:11:00,277
ป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังแล้วนี่

204
00:11:00,277 --> 00:11:02,536
ไตก็จะไม่สามารถกลับมา

205
00:11:02,536 --> 00:11:03,274
มีประสิทธิภาพดังเดิมได้นะคะ

206
00:11:03,274 --> 00:11:04,798
ก็ต้อง

207
00:11:04,798 --> 00:11:06,008
รักษา

208
00:11:06,008 --> 00:11:08,813
เรื่อย ๆ

209
00:11:08,813 --> 00:11:12,813
ตัวอย่างที่ 2 นะคะ โรคนิ่วในไต

210
00:11:14,079 --> 00:11:18,079
โดยนิ่วในไตนี่นะคะ มีลักษณะเป็นก้อนแข็งเป็นสารประกอบ

211
00:11:18,581 --> 00:11:20,502
ออกซาเลต ซึ่งถ้าเกิดมีนิ่วในไต ก็จะทำให้

212
00:11:20,502 --> 00:11:22,716
ไม่สามารถ

213
00:11:22,716 --> 00:11:26,716
ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

214
00:11:26,934 --> 00:11:28,313
ถ้านิ่วในไตไปอุดตัน เวลาขับถ่ายนี่

215
00:11:28,313 --> 00:11:31,133
ก็จะเกิดอาการ

216
00:11:31,133 --> 00:11:35,133
แบบย้อนในท่อบริเวณปัสสาวะ

217
00:11:35,857 --> 00:11:38,636
และบางครั้งก็อาจทำให้ท่อปัสสาวะนี่เกิดการอักเสบได้

218
00:11:38,636 --> 00:11:40,004
ทีนี้เรามาดูตัวอย่าง

219
00:11:40,004 --> 00:11:43,626
โรคกระเพาะปัสสาวะ

220
00:11:43,626 --> 00:11:47,626
ทีี่พบได้บ่อยนะคะ เช่น 1. โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ

221
00:11:49,615 --> 00:11:52,881
โรคนี้นะคะ จะพบได้บ่อยในเพศหญิง มากกว่าเพศชาย เพราะว่าเพศหญิงนี่

222
00:11:52,881 --> 00:11:56,881
มีกระเพาะปลาที่สั้น

223
00:11:57,776 --> 00:12:00,340
ดังนั้น พวกเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น e-coli

224
00:12:00,340 --> 00:12:02,928
ก็จะเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ง่าย

225
00:12:02,928 --> 00:12:06,928
มาถึงตัวอย่างที่เกี่ยวกับ

226
00:12:07,131 --> 00:12:10,935
ทางเดินปัสสาวะนะคะ อันที่ 2 ก็คือ

227
00:12:10,935 --> 00:12:12,317
โรคท่อปัสสาวะอักเสบ โดยโรคนี้นะคะ ก็จะเกิดการติดเชื้อ

228
00:12:12,317 --> 00:12:13,164

229
00:12:13,164 --> 00:12:16,028
ท่อปัสสาวะ

230
00:12:16,028 --> 00:12:18,008
ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะพบในการมีเพศสัมพันธ์

231
00:12:18,008 --> 00:12:22,008
เชื้ออีโคไล

232
00:12:22,474 --> 00:12:23,978
บางครั้งอาจพบได้จากการที่ท่อปัสสาวะนี่ ถูก

233
00:12:23,978 --> 00:12:27,300
กระทบกระเทือน

234
00:12:27,300 --> 00:12:31,300
จาการสวนถ่ายทางท่อปัสสาวะ

235
00:12:32,054 --> 00:12:34,328
ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ โดยทั่วไปแล้วนี่

236
00:12:34,328 --> 00:12:37,145
การดูแลรักษาโรคไตนี่

237
00:12:37,145 --> 00:12:39,907
ถ้าป่วยหนักนี่นะคะ ก็จะมีการฟอกเลือด

238
00:12:39,907 --> 00:12:41,527
ดังภาพนะคะ ภาพ  ก ไก่ค่ะ

239
00:12:41,527 --> 00:12:42,631
การฟอกเลือด

240
00:12:42,631 --> 00:12:46,631
โดยใช้

241
00:12:47,088 --> 00:12:49,638
เครื่องไตเทียม หรืออีกวิธีหนึ่งในการรักษาโรคไตนะคะ

242
00:12:49,638 --> 00:12:53,638
เพื่อการปลูกถ่ายไตค่ะ

243
00:12:54,191 --> 00:12:54,727
นะคะ จะใช้

244
00:12:54,727 --> 00:12:57,156
เลือด

245
00:12:57,156 --> 00:13:01,156
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด

246
00:13:01,169 --> 00:13:02,382
การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

247
00:13:02,382 --> 00:13:04,903
ค่ะ

248
00:13:04,903 --> 00:13:05,922
ทีนี

249
00:13:05,922 --> 00:13:09,107
้เรามาดู

250
00:13:09,107 --> 00:13:10,686
วิธีการง่าย ๆ ก็คือการลด

251
00:13:10,686 --> 00:13:11,854
การรับประทานอาหาร

252
00:13:11,854 --> 00:13:15,854
ที่ค่อนข้างเค็ม

253
00:13:16,535 --> 00:13:19,222
จัด หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีองค์ประกอบของ

254
00:13:19,222 --> 00:13:20,904
ออกซาเลต ดื่มน้ำสะอาดและเพียงพอในแต่ละวัน

255
00:13:20,904 --> 00:13:23,859
ไม่ควรกั้นปัสสาวะ

256
00:13:23,859 --> 00:13:25,934
ถึงคำถามชวนคิดกันบ้างนะคะ

257
00:13:25,934 --> 00:13:28,070
นักเรียนคิดว่า

258
00:13:28,070 --> 00:13:31,004
ถ้าไตไม่สามารถทำงานได้

259
00:13:31,004 --> 00:13:35,004
มีผลอย่างไรต่อร่างกายคะ

260
00:13:35,444 --> 00:13:38,037
ครูให้เวลา 10 วินาทีนะคะ เริ่มค่ะ

261
00:13:38,037 --> 00:13:42,037
[เสียงดนตรี]

262
00:13:47,059 --> 00:13:49,115
(คุณครูปาณิก) หมดเวลาค่ะ

263
00:13:49,115 --> 00:13:51,915
นักเรียนนึกออกไหมคะ

264
00:13:51,915 --> 00:13:55,915

265
00:13:57,923 --> 00:14:00,692
ไตไม่สามารถทำงานได้นะคะ ของเสียต่าง ๆ โดยเฉพาะสารที่มีไนโตรเจนเป็นองค์

266
00:14:00,692 --> 00:14:01,761
ประกอบ น้ำและสัตว์อื่น ๆ นี่

267
00:14:01,761 --> 00:14:05,761
เตือนความจำ

268
00:14:07,488 --> 00:14:09,521
อาการของร่างกายรวมทั้งไอออนต่าง ๆ เช่น ไฮโดรเจนไอออนแอมโมเนียไอออน

269
00:14:09,521 --> 00:14:11,321
สะสมอยู่ในเลือด

270
00:14:11,321 --> 00:14:13,667
อันตรายต่อเซลล์

271
00:14:13,667 --> 00:14:17,667
และยังทำให้ร่างกายนี่

272
00:14:19,455 --> 00:14:20,961
ไม่สามารถรักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่าง ๆ ได้ ส่งผลให้สุขภาพอ่อนแอ

273
00:14:20,961 --> 00:14:22,882
และ

274
00:14:22,882 --> 00:14:26,391
อาจทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ

275
00:14:26,391 --> 00:14:29,671
มาถึงหัวข้อถัดมานะคะ

276
00:14:29,671 --> 00:14:31,390
เรื่องการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิในร่างกายค่ะ

277
00:14:31,390 --> 00:14:33,487
หัวข้อที่ 2.3

278
00:14:33,487 --> 00:14:35,051
นักเรียนลองดู

279
00:14:35,051 --> 00:14:39,051
รักนี้นะคะ

280
00:14:41,659 --> 00:14:44,852
นี้นะคะ เป็นกราฟแสดงการทำงานของเอนไซม์อะไมเลส ที่อุณหภูมิต่าง ๆ กัน

281
00:14:44,852 --> 00:14:48,812
นักเรียนเคยทราบใช่ไหมคะ

282
00:14:48,812 --> 00:14:49,987
ทำงานของเอนไซม์นี้มีปัจจัยต่าง ๆ

283
00:14:49,987 --> 00:14:51,929
ที่ส่งผล

284
00:14:51,929 --> 00:14:54,402
การทำงานของเอนไซม์

285
00:14:54,402 --> 00:14:55,642
ซึ่งนักเรียนได้ทราบมาแล้วว่า

286
00:14:55,642 --> 00:14:59,642
ค่าค

287
00:15:00,476 --> 00:15:03,382
วามเป็นกรดเบส ของเลือดนี่ หลายปัจจัยต่อมาคืออุณหภูมิค่ะ

288
00:15:03,382 --> 00:15:04,458
จากกราฟนี้นะคะ นักเรียนคิดว่า

289
00:15:04,458 --> 00:15:08,458
การเปลี่ยนแปลง

290
00:15:08,951 --> 00:15:10,971
อุณหภูมิ มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสหรือไม่อย่างไร

291
00:15:10,971 --> 00:15:13,907
เอนไซม์อะไมเลส

292
00:15:13,907 --> 00:15:15,786
สามารถเร่งปฏิกิริยาในร่างกายมนุษย์

293
00:15:15,786 --> 00:15:18,832
ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด

294
00:15:18,832 --> 00:15:22,832
นักเรียนลองดูนะคะ

295
00:15:24,057 --> 00:15:25,090
จากราฟนี้นะคะ นักเรียนจะเห็นว่าที่จุดสูงสุดนะคะ

296
00:15:25,090 --> 00:15:25,945
อ

297
00:15:25,945 --> 00:15:29,689

298
00:15:29,689 --> 00:15:33,689
ัตราการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสนี่ อยู่ที่อุณหภูมิ

299
00:15:33,963 --> 00:15:37,963
อุณหภูมิพวกนี้นะคะ

300
00:15:39,183 --> 00:15:40,650
อุณหภูมิปกติของร่างกายมนุษย์ค่ะ ดังนั้น เอนไซม์อะไมเลสนะคะ

301
00:15:40,650 --> 00:15:44,185
ยังจึงสามารถ

302
00:15:44,185 --> 00:15:45,975
ทำงานได้ในอุณหภูมิ 36-37

303
00:15:45,975 --> 00:15:48,977
องศาเซลเซียส

304
00:15:48,977 --> 00:15:52,977
นักเรียนคิดดูนะคะ ว่า

305
00:15:53,680 --> 00:15:54,991
ถ้าในร่างกายไม่สามารถรักษาอุณหภูมิไว้ในร่างกายได้

306
00:15:54,991 --> 00:15:58,093
จะเกิดอะไรขึ้น

307
00:15:58,093 --> 00:15:59,676
การสร้าง

308
00:15:59,676 --> 00:16:01,891
อุณหภูมิ

309
00:16:01,891 --> 00:16:04,655
ที่ค่าย 1 อยู่ในตลอดเวล

310
00:16:04,655 --> 00:16:08,268
า ทำได้อย่างไร เราจะมาเรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ

311
00:16:08,268 --> 00:16:11,743
กลไกการรักษาดุลยภาพของมนุษย์

312
00:16:11,743 --> 00:16:15,680
อุณหภูมิภายในร่างกายนะคะ

313
00:16:15,680 --> 00:16:19,680
ร่างกายมีสมองส่วนไฮโพทาลามัส ซึ่งเป็นส่วนควบ

314
00:16:20,073 --> 00:16:23,141
อบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายให้คงที่ ซึ่งสมองส่วนนี้นะคะ

315
00:16:23,141 --> 00:16:24,724
จะไปสั่งการให้เกิดการทำงาน

316
00:16:24,724 --> 00:16:27,090
ร่วมกันของอวัยวะ

317
00:16:27,090 --> 00:16:29,013
โครงสร้างที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

318
00:16:29,013 --> 00:16:29,917
หลอดเลือดที่ผิวหนัง

319
00:16:29,917 --> 00:16:31,552
หนัง

320
00:16:31,552 --> 00:16:35,102
เส้นขน ที่ผิวหนัง

321
00:16:35,102 --> 00:16:37,077
และกล้ามเนื้อโครงร่างค่ะ

322
00:16:37,077 --> 00:16:39,150
เราลองมาดู

323
00:16:39,150 --> 00:16:42,003
กลไกการทำงานกันนะคะ

324
00:16:42,003 --> 00:16:46,003
กลไกการันทำงานแรกนะคะ

325
00:16:48,208 --> 00:16:51,075
าสิ่งแวดล้อมแรกภายนอก มีอุณหภูมิสูงขึ้นหรือข้างนอกนี่อากาศร้อน

326
00:16:51,075 --> 00:16:52,264
อุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้นะคะ

327
00:16:52,264 --> 00:16:52,839
ว่าจะไป

328
00:16:52,839 --> 00:16:55,786
ส่ง

329
00:16:55,786 --> 00:16:59,786
สัญญาณไปที่สมองส่วนไฮโพทาลามัส

330
00:17:01,078 --> 00:17:03,325
สมองส่วนนี้นะคะ  ก็จะไปทำให้อัตราเมทาบอลิซึมทำให้

331
00:17:03,325 --> 00:17:05,063
ลดต่ำลง ทั้งนั้น

332
00:17:05,063 --> 00:17:05,948
ความร้อนลดลงค่ะ

333
00:17:05,948 --> 00:17:09,948
อ

334
00:17:12,498 --> 00:17:13,685
ีกทั้งทำให้หลอดเลือดผิวหนังนี่ เกิดการขยายตัว และทำให้

335
00:17:13,685 --> 00:17:16,172
มาของเลือด

336
00:17:16,172 --> 00:17:17,830
มาไหล

337
00:17:17,830 --> 00:17:18,699

338
00:17:18,699 --> 00:17:21,497
อีกครั้งหนึ่ง

339
00:17:21,497 --> 00:17:23,063
สมองส่วนนี้ก็ยังไปทำให้เส้นขนนี่

340
00:17:23,063 --> 00:17:24,102
ราก

341
00:17:24,102 --> 00:17:26,703
ทำให้

342
00:17:26,703 --> 00:17:29,438
มีการระบายความร้อน ออกไปได้ง่าย

343
00:17:29,438 --> 00:17:31,039
แล้วสุดท้ายนะคะ เหงื่อค่ะ

344
00:17:31,039 --> 00:17:32,400
สมองส่วนนี้

345
00:17:32,400 --> 00:17:34,560
ทำให้สมอง

346
00:17:34,560 --> 00:17:35,577
ที่ต่อมเหงื่อออกนี่

347
00:17:35,577 --> 00:17:39,577
มีการ

348
00:17:39,888 --> 00:17:42,865
การเพิ่มมากขึ้นดังนั้นน่ะ ที่ออกมานี่นะคะ เมื่อมีการระเหย

349
00:17:42,865 --> 00:17:46,865
การพาความร้อนออกไปจากร่างกายด้วยนะคะ

350
00:17:46,865 --> 00:17:48,773
ทีนี้เรามาดูคนไกลของการรักษาดุลยภาพ

351
00:17:48,773 --> 00:17:52,773
ของอุณหภูมิในร่างกาย

352
00:17:55,500 --> 00:17:56,656
อากาศที่หนาวนี้นะคะ  ก็จะไปกระตุ้นสมองส่วนไฮโพทาลามัส ให้ไปสั่ง

353
00:17:56,656 --> 00:17:57,932
ทำงาน

354
00:17:57,932 --> 00:17:59,919
สมอง

355
00:17:59,919 --> 00:18:01,014
ให้มีการทำงานร่วมกัน

356
00:18:01,014 --> 00:18:03,938
อันนี้คือ

357
00:18:03,938 --> 00:18:07,158
ความร้อนที่ได้จึงเพิ่มมากขึ้น

358
00:18:07,158 --> 00:18:11,158
หลอดเลือดที่ผิวหนังมีการ

359
00:18:12,241 --> 00:18:13,302
ความร้อนจึงไม่สามารถออกไปภายนอกร่างกายได้

360
00:18:13,302 --> 00:18:15,453
แล้วก็

361
00:18:15,453 --> 00:18:17,602
ไปทำให้เส้นขนนี่นะคะ

362
00:18:17,602 --> 00:18:20,051
ตั้งชันหรือ

363
00:18:20,051 --> 00:18:22,204
เดี๋ยวเรียกกันว่าขนลุกนี่ล่ะค่ะ

364
00:18:22,204 --> 00:18:24,923

365
00:18:24,923 --> 00:18:25,616
อีกทั้งไปทำให้ต่อมเหงื่อนี่นะคะ

366
00:18:25,616 --> 00:18:27,631

367
00:18:27,631 --> 00:18:28,997
การสร้างเหงื่อออกมา

368
00:18:28,997 --> 00:18:30,491
สุดท้าย

369
00:18:30,491 --> 00:18:31,314
ข้างนอก

370
00:18:31,314 --> 00:18:32,482
มีอากาศ

371
00:18:32,482 --> 00:18:36,482
หนาวมากนี่

372
00:18:37,172 --> 00:18:38,616
ว่าจะทำให้บริเวณแขนขามีอาการสั่น

373
00:18:38,616 --> 00:18:40,297
ซึ่งการสั่งนี้นะคะ

374
00:18:40,297 --> 00:18:42,524
การทำงานของ

375
00:18:42,524 --> 00:18:44,874
โครงสร้างเนื้อโครงร่าง

376
00:18:44,874 --> 00:18:47,964
ซึ่งทำให้การทำงาน

377
00:18:47,964 --> 00:18:50,402
ความร้อนที่ได้จึงเพิ่มมากขึ้น

378
00:18:50,402 --> 00:18:52,152
ดังนั้น กระบวนการต่าง ๆ นี่นะคะ

379
00:18:52,152 --> 00:18:55,931
จึงทำให้ร่างกายนี่

380
00:18:55,931 --> 00:18:58,672
มีอุณหภูมิกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล หรือ

381
00:18:58,672 --> 00:19:01,578
เข้าสู่ดุลยภาพตามเดิมอีกครั้งค่ะ

382
00:19:01,578 --> 00:19:04,901
เรามาลองตรวจสอบความเข้าใจกันนะคะ

383
00:19:04,901 --> 00:19:08,901
เหงื่อช่วยในการระบายความร้อนได้อย่างไร

384
00:19:10,714 --> 00:19:14,714
การที่ร่างกายสั่น ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายได้อย่างไร

385
00:19:15,591 --> 00:19:16,891
เพราะเหตุใด เมื่อออกกำลังกายอย่างหนัก จะมีอาการหน้าแดง

386
00:19:16,891 --> 00:19:19,013
เหงื่อออกมากขึ้น

387
00:19:19,013 --> 00:19:22,482
หายใจแรงและถี่ขึ้น

388
00:19:22,482 --> 00:19:23,152
ครูให้เวลา 10 วินาทีนะคะ

389
00:19:23,152 --> 00:19:25,123
เรื่องค่ะ

390
00:19:25,123 --> 00:19:29,123
ดนตร

391
00:19:36,839 --> 00:19:39,126
[เสียงดนตรี] (คุณครูปาณิก) หมดเวลาค่ะ

392
00:19:39,126 --> 00:19:41,174
เราลองมาดูคำตอบกันนะคะ

393
00:19:41,174 --> 00:19:43,808
ข้อแรกนะคะ

394
00:19:43,808 --> 00:19:47,808
เพื่อช่วยในการระบายความร้อนได้อย่างไร

395
00:19:47,912 --> 00:19:51,912
การที่ผิวหนังขับเหงื่อออกมานะคะ จะทำให้เกิดการระเหยขึ้น

396
00:19:54,146 --> 00:19:57,558
ระบายความร้อน ที่บริเวณผิวหนังออกไปด้วยร่างกาย ขับเหงื่อออกมามากเท่าใด

397
00:19:57,558 --> 00:20:01,558
ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายลงมาได้

398
00:20:04,399 --> 00:20:08,399
ขึ้นแต่ทางนี้นะคะ ก็ขึ้นอยู่กับความชื้นอากาศในขณะนั้นด้วย เพราะว่าอากาศชื้นมาก

399
00:20:08,868 --> 00:20:10,897
เหงื่อของคนเราก็จะระเหยออกไปได้น้อย แต่ถ้าอากาศมีความชื้นน้อย

400
00:20:10,897 --> 00:20:12,978
แล้วก็จะระเหยออกไปได้มากค่ะ

401
00:20:12,978 --> 00:20:14,275
2

402
00:20:14,275 --> 00:20:15,247
. การที่ร่างกายสั่น

403
00:20:15,247 --> 00:20:19,247
เป็นการ

404
00:20:20,960 --> 00:20:23,900
ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกาย โดยการสั่นนี่ เป็นการทำงานของกล้ามเนื้อโครงร่างนะคะ

405
00:20:23,900 --> 00:20:25,327
ซึ่งจัดสรรที่ทำให้เกิดความร้อนขึ้น

406
00:20:25,327 --> 00:20:29,320
อากาศวันนี้

407
00:20:29,320 --> 00:20:31,194
จะพบได้บ่อยเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำมาก ๆ นะคะ

408
00:20:31,194 --> 00:20:33,981
และสุดท้ายนะคะ

409
00:20:33,981 --> 00:20:36,430
ในเมื่อออกกำลังกายอย่างหนัก

410
00:20:36,430 --> 00:20:37,586
จึงมีอาการหน้าแดง เหงื่อออกมาก

411
00:20:37,586 --> 00:20:38,994
หายใจแรง

412
00:20:38,994 --> 00:20:39,952
และถี่ขึ้น

413
00:20:39,952 --> 00:20:42,252
ค่ะ

414
00:20:42,252 --> 00:20:44,177
เมื่อออกกำลังกายอย่างหนักใช่ไหมคะ

415
00:20:44,177 --> 00:20:46,099
เซลล์ในร่างกายของเรานี่

416
00:20:46,099 --> 00:20:48,772
ต้องใช้พลังงานอย่างมาก

417
00:20:48,772 --> 00:20:52,772
จึงเกิดกระบวนการเมแทบอลิซึมมากขึ้น

418
00:20:53,676 --> 00:20:54,506
ทำให้เกิดความร้อนในร่างกายมากกว่าปกติ ศูนย์ควบคุม

419
00:20:54,506 --> 00:20:55,974
อุณหภูมิ

420
00:20:55,974 --> 00:20:59,207
สมร

421
00:20:59,207 --> 00:21:01,373
ส่วนไฮโพทาลามัส จะส่งสัญญาณไปกระตุ้น

422
00:21:01,373 --> 00:21:02,267
ให้หลอดเลือดที่ผิวหนังขยายตัว

423
00:21:02,267 --> 00:21:05,641
หลอดเลือด

424
00:21:05,641 --> 00:21:07,116
เวียนได้เร็วขึ้น ทำให้มีอาการหน้าแดง

425
00:21:07,116 --> 00:21:09,689
เดียวกัน

426
00:21:09,689 --> 00:21:10,598
เหมือนมีอาการขับเหงื่อเพิ่มขึ้น

427
00:21:10,598 --> 00:21:11,736
ช่วย

428
00:21:11,736 --> 00:21:12,772
ความร้อน

429
00:21:12,772 --> 00:21:16,772
และ

430
00:21:18,450 --> 00:21:22,450
กระบวนการเมแทบอลิซึมด้วยนะคะ เพื่อจะเกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ในเลือดเพิ่มมากขึ้นจะได้ไหมคะ

431
00:21:23,107 --> 00:21:25,302
เมื่อแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้ความเข้มข้นของ

432
00:21:25,302 --> 00:21:27,768

433
00:21:27,768 --> 00:21:29,094
ไฮโดรเจนไอออน เพิ่มขึ้น ดังนั้นร่างกาย

434
00:21:29,094 --> 00:21:33,094
ต้องขับ

435
00:21:36,531 --> 00:21:38,073
โดยการหายใจที่แรง และถี่ขึ้น เพื่อนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ออกจากร่างกายให้เร็วที่สุดนั่นเองค่ะ

436
00:21:38,073 --> 00:21:42,073
นักเรียนตอบถูกไหมคะ

437
00:21:43,690 --> 00:21:47,596
มาถึงสรุปเนื้อหาภายในบทเรียน ภายในหัวข้อ

438
00:21:47,596 --> 00:21:51,596
2.2 การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสของเลือด

439
00:21:53,126 --> 00:21:54,794
ความเป็นกรด-เบสของเลือด ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของไอออน  ทางรักษาดุลยภาพ

440
00:21:54,794 --> 00:21:55,456
ของ

441
00:21:55,456 --> 00:21:57,065
เลือด

442
00:21:57,065 --> 00:21:57,963
มี 2 กลไก คือ

443
00:21:57,963 --> 00:21:59,523
1

444
00:21:59,523 --> 00:22:02,527
. การทำงานของปอด

445
00:22:02,527 --> 00:22:04,372
ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน

446
00:22:04,372 --> 00:22:07,149
ในเลือดเพิ่มขึ้นกว่าปกติ

447
00:22:07,149 --> 00:22:10,556
เลือดมีภาวะเป็นกรด

448
00:22:10,556 --> 00:22:14,556
สมองส่วนควบคุมการหายใจจะต่างกัน

449
00:22:15,480 --> 00:22:16,365
ให้ร่างกายเพิ่มอัตราการหายใจ แต่ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจน

450
00:22:16,365 --> 00:22:18,730
ลดลง

451
00:22:18,730 --> 00:22:21,362
เกินปกติ หรือเลือดมีภาวะเป็นเบส

452
00:22:21,362 --> 00:22:23,887
สมองส่วนควบคุมการหายใจ

453
00:22:23,887 --> 00:22:25,724
ทำให้ร่างกายการหายใจ

454
00:22:25,724 --> 00:22:27,510
ลดอัตราการหายใจ

455
00:22:27,510 --> 00:22:28,787
กลไกที่ 2 นะคะ

456
00:22:28,787 --> 00:22:32,658
ทำงานของไตค่ะ

457
00:22:32,658 --> 00:22:35,594
ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน

458
00:22:35,594 --> 00:22:37,148
เพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ หรือ

459
00:22:37,148 --> 00:22:40,214
เลือดมีภาวะเป็นกรด

460
00:22:40,214 --> 00:22:42,641
ท่อหน่วยไตจ

461
00:22:42,641 --> 00:22:46,641
ะหลั่งไฮโดรเจนไอออน

462
00:22:47,126 --> 00:22:49,405
ของเหลวได้เทและขับออกมาพร้อมปัสสาวะ

463
00:22:49,405 --> 00:22:53,405
ขณะเดียวกันก็ยังมีกัน

464
00:22:53,541 --> 00:22:56,985
serotonin เข้าสู่หลอดเลือด

465
00:22:56,985 --> 00:22:58,880
แต่ก็ลดลงกว่าปกติ

466
00:22:58,880 --> 00:23:00,603
เลือดมีภาวะเป็นเบส

467
00:23:00,603 --> 00:23:02,817
เมื่อไหร่

468
00:23:02,817 --> 00:23:06,817
ไตถ้าหลังไฮโดรเจนไอออน

469
00:23:08,245 --> 00:23:09,574
หลังเป็นคาร์บอเนตไอออน เข้าสู่ของเหลวในท่อหน่วยไต และ

470
00:23:09,574 --> 00:23:13,463
พร้อมปัสสาวะ

471
00:23:13,463 --> 00:23:16,749
กับ หาภายในบทเรียนที่ 2

472
00:23:16,749 --> 00:23:19,577
.3 เรื่องการรักษาดุลยภาพอุณหภูมิ

473
00:23:19,577 --> 00:23:23,481
ภายในร่างกายการรักษาอุณหภูมิ

474
00:23:23,481 --> 00:23:25,999
ภายในร่างกายนี่เป็นการรักษา

475
00:23:25,999 --> 00:23:29,999
ผิวหนังและเส้นขนที่ผิวหนัง

476
00:23:34,001 --> 00:23:35,942
และกล้ามเนื้อโครงร่าง โดยมีส่วนสมองส่วนไฮโพทาลามัส ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ในภาวะต่าง ๆ ดังนี้

477
00:23:35,942 --> 00:23:39,942
เมื่ออุณหภูมิร่างกาย

478
00:23:40,405 --> 00:23:41,332
เราสูงขึ้น สมองส่วนไฮโพทาลามัส จะไปโอนให้

479
00:23:41,332 --> 00:23:43,097
กำลังกาย

480
00:23:43,097 --> 00:23:45,245
ลดอัตรา

481
00:23:45,245 --> 00:23:46,958
เมแทบอลิซึมลง

482
00:23:46,958 --> 00:23:48,931
อัตรา

483
00:23:48,931 --> 00:23:51,613
ต่อมเหงื่อ

484
00:23:51,613 --> 00:23:53,742
เพิ่มการสร้างเหงื่อเล่น ราก

485
00:23:53,742 --> 00:23:57,742
เพิ่มการระบายความร้อน

486
00:23:58,217 --> 00:24:00,452
แต่ถ้าอุณหภูมิในร่างกายต่ำกว่าปกติ

487
00:24:00,452 --> 00:24:02,028
สมองส่วนไฮโพทาลามัส

488
00:24:02,028 --> 00:24:03,784
สั่งให้ร่างกาย

489
00:24:03,784 --> 00:24:05,858
เพิ่มอัตราเมแทบอลิซึม

490
00:24:05,858 --> 00:24:09,858
ลดที่บริเวณผิวหนัง

491
00:24:10,078 --> 00:24:12,304
เลือดที่บริเวณผิวหนังได้คะ

492
00:24:12,304 --> 00:24:13,500
ถ้าเหงื่อออกมา

493
00:24:13,500 --> 00:24:15,301
ถ้าบริเวณ

494
00:24:15,301 --> 00:24:18,077
ผิวหนัง

495
00:24:18,077 --> 00:24:19,224
เนื่องจากตอนนี้เป็นการ

496
00:24:19,224 --> 00:24:20,960
ทำงาน

497
00:24:20,960 --> 00:24:24,960
กล้ามเนื้อโครงร่าง

498
00:24:27,955 --> 00:24:29,869
ทำให้อัตราเมแทบอลิซึมร่างกายสูงขึ้น ความร้อนในร่างกาย

499
00:24:29,869 --> 00:24:32,375
ร่างกายจึงกลับเข้าสู่

500
00:24:32,375 --> 00:24:33,529
ภาวะสมดุลอีกครั้งค่ะ

501
00:24:33,529 --> 00:24:35,269
สำหรับ

502
00:24:35,269 --> 00:24:38,422
หัวข้อต่อไปนะคะ ก็จะเป็น

503
00:24:38,422 --> 00:24:40,761
ข้อที่ 2.4 เรื่องระบบคุ้มกัน

504
00:24:40,761 --> 00:24:42,625
สำหรับตอนนี้ครูปา

505
00:24:42,625 --> 00:24:43,833
ณิก ขอไปก่อนนะคะ

506
00:24:43,833 --> 00:24:46,221
สวัสดีค่ะ

507
00:24:46,221 --> 00:24:50,221
[เสียงดนตรี]

