--- title: การรักษาดุลยภาพของกรด-เบส ของเลือด และอุณหภูมิภายในร่างกาย (25.03 นาที) subtitle: date: วันอังคารที่ 23 เมษายน 2567 เวลา 13.33 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) (คุณครูปาณิก) สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับนักเรียนทุกคน เข้าสู่หัวข้อที่ 2.2 เรื่องการรักษาดุลยภาพของกรด เบส ของเลือด และหัวข้อที่ 2.3 เรื่องการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิในร่างกาย โดยครูปาณิก เวียงชัยเป็นผู้ให้ความรู้ค่ะ 2 หัวข้อนี้นะคะ เป็น 2 หัวข้อย่อยจาก ทั้งหมด 4 หัวข้อ ในบทที่ 2 เรื่องการรักษาดุลยภาพของร่างกายมนุษย์ หัวข้อที่ 2.2 2.3 นี่นะคะ มีจุดประสงค์การเรียนรู้ด้วยกันทั้งหมด 3 ข้อ ดังรูปค่ะ นักเรียนพร้อมแล้วหรือยังคะ ถ้าพร้อมแล้ว เรามาเริ่ม เนื้อหาที่ 2.2 และ 2.3 นะคะ ครูอยากให้นักเรียนไปทวนความรู้ ความรู้เก่าของเรา ในเรื่องของการรักษาดุลยภาพของน้ำ และสารในร่างกายนะคะ มนุษย์ทำหน้าที่รักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่าง ๆ ในร่างกายรวมทั้งกำจัดของเสีย ที่มีไนโตรเจนองค์ประกอบ ภายในเนื้อไต มีหน่วยไตเป็นหน่วยปฏิบัติงาน แต่ละหน่วยไตทำหน้าที่ในการรักษาดุลยภาพ ของน้ำ และสารต่าง ๆ รวมทั้งกำจัดของเสีย ตามขั้นตอนดังนี้ การกรอง การดูดกลับ และการหลั่ง การรักษาดุลยภาพของน้ำภายในร่างกาย เกิดจากการทำงานร่วมกันของระบบค่ะ ระบบประสาท ระบบหมุนเวียนเลือด และระบบต่อมไร้ท่อ หรือฮอร์โมน การรักษาดุลยภาพของแร่ธาตุ ในร่างกาย เช่นการรักษาดุยภาพปริมาณโซเดียมภายในร่างกาย มาถึงแล้วนะในวันนี้นะคะ มาที่การรักษาเนื้อหา เบสของเลือดกรด เบส สำคัญกับร่างกายมนุษย์อย่างไร ครูอยากให้นักเรียนพิจารณากราฟมีนะคะ เป็นกราฟการแสดงการทำงานของเอนไซม์ ได้แก่เอนไซม์เพปซิน และเอนไซม์อะไมเลส ในน้ำลายค่ะ นักเรียนดูกราฟนี้แล้ว นักเรียนคิดว่าเฟบซเอนไซม์อะไมเลส งานได้ดีที่ค่า pH เท่าไหร่คะเอนไซม์เพปซินนะคะ ทำงานได้ดีที่ค่า pH ประมาณ 2 ขณะที่เอนไซม์อะไมเลสทำงานได้ ค่า pH ประมาณ 7 ทางนี้ก็เพราะปฏิกิริยาใน ต่าง ๆ นี่ ถูกควบคุมด้วยเอนไซม์หลายชนิด เรื่องเอนไซม์หลายชนิดนั้นนี่ ก็ทำงานได้ดีก็ทำหน้าที่ งานเสียงในภาพของการเป็นกรด มีผลกระทบต่อร่างกาย นักเรียนคิดว่าร่างกายของคนเรานี่ มีแนวโน้มที่จะเป็นกรด หรือเบสคะ เรามาหาคำตอบกันนะคะ กระบวนการเมแทบอลิซึม เล่นการหายใจระดับเซลล์ จะมีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้น ซึ่งแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์นี้นะคะ ว่าจะไปรวมตัวกับน้ำในเลือด จะได้เป็นกรดคาร์บอนิก แล้วเจ้ากรดคาร์บอนิกนะคะ ก็จะแตกตัวออกมา ทำให้ได้ไฮโดรเจนไอออนดังสมการนะคะ ดังนั้น ความเข้มข้นของไฮโดรเจน เมื่อไฮโดรเจนไอออนในเลือดนะคะ มีปริมาณเพิ่มขึ้น จึงทำให้ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน ในเลือดนี่ เพิ่มขึ้น หรืออาจกล่าวได้ว่าเลือดมีภาวะเป็นกรดมากขึ้น แต่ถ้าเลือดมีปริมาณไฮโดรเจนไอออนลดลง หรือเลือด ก็จะมีภาวะเป็นเบสมากขึ้นกว่าปกติค่ะ และนักเรียนก็จะทราบแล้วใช่ไหมคะ ว่าร่างกายของคนเรานี่ มีเลือดไหลเวียนอยู่ทั่วร่างกาย เพื่อนำสารอาหารไปหล่อเลี้ยงเซลล์ เปลี่ยนแปลงไปจากปกติ ก็จะส่งผลของการทำงานของเซลล์ต่าง ๆ โดยเฉพาะการทำงานของร่างกายแต่ในแต่ละที่ ก็จะทำงานปกติหรือไม่สามารถทำงานได้เหมือนเดิมอีกต่อไปค่ะ แล้วนักเรียนทราบไหมคะ ว่าร่างกายของเรานี่ สร้างความเป็นกรดเป็นเบสของเลือด ได้อย่างไร วันนี้นะคะ คุณครูเขาจะได้มาสอน ดูแลภาพนักเรียนจำได้ไหมคะ การแลกเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ กับแก๊สออกซิเจน เกิดขึ้นในบริเวณใดของปอดเฉลยนะคะ เกิดขึ้นที่บริเวณถุงลมปอดนั่นเองค่ะ แล้วการหายใจ ช่วยในการรักษาดุลยภาพของกรด-เบส ในเลือดได้อย่างไรคะ เรามาลองศึกษากันนะคะ ร่างกายของเรานี่คะ รักษาดุลยภาพของความเป็นกรดเบสของเลือด โดยความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน ที่เพิ่มขึ้นหรือลดลงกว่าปกตินี่ จะไปกระตุ้นศูนย์ควบคุมการหายใจ ที่สมองทำให้เปลี่ยนแปลงอัตราการหายใจ โดยถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน ในเลือดของเรามากกว่าปกติ สมองก็จะไปสั่งให้เรานี่นะคะ ลดอัตราการหายใจมากขึ้น แต่ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนของเราน้อยกว่าปกติ สมองก็จะไปสั่งให้เราลดอัตราการหายใจ การที่อัตราการหายใจของเราเพิ่มขึ้นหรือลดลง จากปกตินี่ ส่งผลต่อความเข้มข้นก็คือเรามีอัตราการหายใจเพิ่มขึ้นคาร์บอนไดออกไซด์นะคะ ก็จะถูกขับออกจากเซลล์มากขึ้น ดังนั้น คาร์บอนไดออกไซด์ของไฮโดรเจน เพิ่มมากขึ้นก็จะลดลงค่ะ แต่ถ้าเรานี้นะคะ คาร์บอนไดออกไซด์ในเลือด ก็จะสะสมเพิ่มมากขึ้น ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนนี่ ก็จะเพิ่มขึ้นค่ะ ซึ่งทั้งสองนะคะ ก็จะทำให้เรานี่ รักษาดุลยภาพของการเป็นกรดของเลือดได้ค่ะ การรักษาดุลยภาพของกรดเบสของเลือด ผลการทำงานของไต กลไกการทำงานของไตคือการกรอง การดูดกลับและการหลั่งค่ะ ซึ่งปกตินะคะ อะไรของเรานี่ จะมีการหลั่งไฮโดรเจนไอออนเป็นปกติอยู่แล้วแต่ถ้าเลือกของเรานะคะ ไฮโดรเจนไอออนจะทำการหลั่งสาร ที่มีไฮโดรเจนไอออนออกไป โดยการทำงานของเซลล์ที่ผนังท่อหน่วยไต ก็จะหลังแอมโมเนียมไอออน เข้าสู่ท่อหน่วยไตขณะเดียวกัน เซลล์ที่ผนังของท่อหน่วยไตนี้นะคะ ก็จะมีการดูดกลับไฮโดรเจนไอออน และโซเดียมไอออนเข้าสู่หลอดเลือดค่ะ ดังนั้น เลือดของเราจะยังคงรักษาความเป็นกรดเบสขและของเลือดได้นะเองค่ะ มอเตอร์ไซค์ความเข้าใจกันนะคะ ถ้าเลือดมีภาวะเป็นเบสท่อหน่วยไต จะมีการหลังแล้วดูT he Rapper สารต่าง ๆ อย่างไร เพื่อรักษาดุลยภาพของกรดเบสเลือด ครูให้เวลาคิด 10 วินาทีนะคะ เริ่มค่ะ [เสียงดนตรี] (คุณครูปาณิก) หมดเวลาค่ะ นักเรียนตอบได้ไหมคะ มาดูคำตอบนะคะ ว่าจะตรงกับที่นักเรียนคิดไว้ไหม คำตอบนะคะ เซลล์ที่ผนังท่อหน่วยไต ก็จะลดการหลั่งไฮโดรเจนไอออน เพื่อให้ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน ในเลือดเพิ่มขึ้น และขณะเดียวกัน ก็จะมีการหลั่งไฮโดรเจน คาร์บอเนตไอออน เข้าสู่ของเหลวที่ท่อหน่วยไต เพื่อขับออกนอกร่างกาย พร้อมกับปัสสาวะทำให้ความเป็นกรดเบสของเลือด เข้าสู่ภาวะสมดุลค่ะ นักเรียนตอบถูกเหมือนกันไหมคะ เอาล่ะค่ะ จากที่นักเรียนได้เรียนรู้ ความสำคัญของไตกันแล้วนะคะ ไตของมนุษย์นี่ ทำหน้าที่สำคัญในการรักษาดุลยภาพในการรักษาน้ำและมีไฮโดรเจนเป็นองค์ประกอบ ทีนี้ไตของคนเราไม่สามารถทำงานได้ หรือทำงานผิดปกติก็จะเกิดผลเสียต่อการทำงานของร่างกายในส่วนอื่น ๆ เช่นเดียวกัน ครั้งนี้นะคะ โดยทั่วไปผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับการทำงานของไตนี่ ส่วนใหญ่แล้วจะมีอาการก็คือร่างกายจะบวมน้ำ เพราะว่าน้ำนี่ เข้าไปสะสมอยู่ในระหว่างเซลล์เป็นจำนวนมาก ดูภาพนี้นะคะ วิธีสังเกตง่าย ๆ นะคะ ก็คือลองเอานิ้วมือนะคะ จิ้มไปที่บริเวณผิวหนังออกแรงกดเล็กน้อย นักเรียนจะเห็นว่า พอนักเรียนดึงนิ้วมือออกนี่ ผิวหนังก็จะเด้งออกมาเป็นปกติทันที แต่ถ้าในผู้ป่วยที่เป็นโรคไตที่มีอาการบวมน้ำนี่ พอนักเรียนดึงมือออกมาแล้วนี่ ผิวหนังจะใช้เวลาระยะหนึ่ง ในการขึ้นมาอยู่ในภาวะปกติค่ะ ทีนี้เรามาดูตัวอย่าง โรคไต ของกระเพาะปัสสาวะ ตัวอย่างโรคไตที่พบ เช่น 1. โรคไตวาย โดยโรคไตวายแบ่งได้เป็น 2 แบบ ก็คือไตวายเฉียบพลัน และไตวายเรื้อรัง ว่าจะพานี้นะคะ ถ้าเราสามารถรักษาได้ทันท่วงทีไร ก็ยังจะสามารถกลับมาทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพดังเดิม แต่ถ้าป่วยเป็นโรคไตวายเรื้อรังแล้วนี่ ไตก็จะไม่สามารถกลับมามีประสิทธิภาพดังเดิมได้นะคะ ก็ต้องรักษาเรื่อย ๆ ตัวอย่างที่ 2 นะคะ โรคนิ่วในไต โดยนิ่วในไตนี่นะคะ มีลักษณะเป็นก้อนแข็งเป็นสารประกอบออกซาเลต ซึ่งถ้าเกิดมีนิ่วในไต ก็จะทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ถ้านิ่วในไตไปอุดตัน เวลาขับถ่ายนี่ ก็จะเกิดอาการแบบย้อนในท่อบริเวณปัสสาวะ และบางครั้งก็อาจทำให้ท่อปัสสาวะนี่เกิดการอักเสบได้ ทีนี้เรามาดูตัวอย่างโรคกระเพาะปัสสาวะทีี่พบได้บ่อยนะคะ เช่น 1. โรคกระเพาะปัสสาวะอักเสบ โรคนี้นะคะ จะพบได้บ่อยในเพศหญิง มากกว่าเพศชาย เพราะว่าเพศหญิงนี่มีกระเพาะปลาที่สั้น ดังนั้น พวกเชื้อโรคต่าง ๆ เช่น e-coli ก็จะเข้าสู่ท่อปัสสาวะได้ง่าย มาถึงตัวอย่างที่เกี่ยวกับทางเดินปัสสาวะนะคะ อันที่ 2 ก็คือ โรคท่อปัสสาวะอักเสบ โดยโรคนี้นะคะ ก็จะเกิดการติดเชื้อท่อปัสสาวะ ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะพบในการมีเพศสัมพันธ์ เชื้ออีโคไล บางครั้งอาจพบได้จากการที่ท่อปัสสาวะนี่ ถูกกระทบกระเทือน จาการสวนถ่ายทางท่อปัสสาวะ ผู้ป่วยติดเตียง หรือผู้ป่วยที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้ โดยทั่วไปแล้วนี่การดูแลรักษาโรคไตนี่ ถ้าป่วยหนักนี่นะคะ ก็จะมีการฟอกเลือดดังภาพนะคะ ภาพ ก ไก่ค่ะ การฟอกเลือดโดยใช้เครื่องไตเทียม หรืออีกวิธีหนึ่งในการรักษาโรคไตนะคะ เพื่อการปลูกถ่ายไตค่ะ นะคะ จะใช้เลือดเพื่อป้องกันไม่ให้เกิด การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน ค่ะ ทีนี้เรามาดูวิธีการง่าย ๆ ก็คือการลดการรับประทานอาหารที่ค่อนข้างเค็มจัด หลีกเลี่ยงการทานอาหารที่มีองค์ประกอบของออกซาเลต ดื่มน้ำสะอาดและเพียงพอในแต่ละวัน ไม่ควรกั้นปัสสาวะ ถึงคำถามชวนคิดกันบ้างนะคะ นักเรียนคิดว่าถ้าไตไม่สามารถทำงานได้ มีผลอย่างไรต่อร่างกายคะ ครูให้เวลา 10 วินาทีนะคะ เริ่มค่ะ [เสียงดนตรี] (คุณครูปาณิก) หมดเวลาค่ะ นักเรียนนึกออกไหมคะ ไตไม่สามารถทำงานได้นะคะ ของเสียต่าง ๆ โดยเฉพาะสารที่มีไนโตรเจนเป็นองค์ประกอบ น้ำและสัตว์อื่น ๆ นี่เตือนความจำอาการของร่างกายรวมทั้งไอออนต่าง ๆ เช่น ไฮโดรเจนไอออนแอมโมเนียไอออน สะสมอยู่ในเลือดอันตรายต่อเซลล์ และยังทำให้ร่างกายนี่ ไม่สามารถรักษาดุลยภาพของน้ำและสารต่าง ๆ ได้ ส่งผลให้สุขภาพอ่อนแอ และอาจทำให้เสียชีวิตได้ค่ะ มาถึงหัวข้อถัดมานะคะ เรื่องการรักษาดุลยภาพของอุณหภูมิในร่างกายค่ะ หัวข้อที่ 2.3 นักเรียนลองดูรักนี้นะคะ นี้นะคะ เป็นกราฟแสดงการทำงานของเอนไซม์อะไมเลส ที่อุณหภูมิต่าง ๆ กัน นักเรียนเคยทราบใช่ไหมคะ ทำงานของเอนไซม์นี้มีปัจจัยต่าง ๆ ที่ส่งผลการทำงานของเอนไซม์ ซึ่งนักเรียนได้ทราบมาแล้วว่า ค่าความเป็นกรดเบส ของเลือดนี่ หลายปัจจัยต่อมาคืออุณหภูมิค่ะ จากกราฟนี้นะคะ นักเรียนคิดว่าการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิ มีผลต่อการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสหรือไม่อย่างไร เอนไซม์อะไมเลส สามารถเร่งปฏิกิริยาในร่างกายมนุษย์ได้หรือไม่ เพราะเหตุใด นักเรียนลองดูนะคะ จากราฟนี้นะคะ นักเรียนจะเห็นว่าที่จุดสูงสุดนะคะ อัตราการทำงานของเอนไซม์อะไมเลสนี่ อยู่ที่อุณหภูมิอุณหภูมิพวกนี้นะคะ อุณหภูมิปกติของร่างกายมนุษย์ค่ะ ดังนั้น เอนไซม์อะไมเลสนะคะ ยังจึงสามารถทำงานได้ในอุณหภูมิ 36-37 องศาเซลเซียส นักเรียนคิดดูนะคะ ว่าถ้าในร่างกายไม่สามารถรักษาอุณหภูมิไว้ในร่างกายได้ จะเกิดอะไรขึ้น การสร้างอุณหภูมิที่ค่าย 1 อยู่ในตลอดเวลา ทำได้อย่างไร เราจะมาเรียนรู้ไปด้วยกันค่ะ กลไกการรักษาดุลยภาพของมนุษย์ อุณหภูมิภายในร่างกายนะคะ ร่างกายมีสมองส่วนไฮโพทาลามัส ซึ่งเป็นส่วนควบอบคุมอุณหภูมิภายในร่างกายให้คงที่ ซึ่งสมองส่วนนี้นะคะ จะไปสั่งการให้เกิดการทำงานร่วมกันของอวัยวะโครงสร้างที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ หลอดเลือดที่ผิวหนัง หนัง เส้นขน ที่ผิวหนัง และกล้ามเนื้อโครงร่างค่ะ เราลองมาดูกลไกการทำงานกันนะคะ กลไกการันทำงานแรกนะคะ าสิ่งแวดล้อมแรกภายนอก มีอุณหภูมิสูงขึ้นหรือข้างนอกนี่อากาศร้อน อุณหภูมิที่สูงขึ้นนี้นะคะ ว่าจะไปส่งสัญญาณไปที่สมองส่วนไฮโพทาลามัส สมองส่วนนี้นะคะ ก็จะไปทำให้อัตราเมทาบอลิซึมทำให้ ลดต่ำลง ทั้งนั้น ความร้อนลดลงค่ะ อีกทั้งทำให้หลอดเลือดผิวหนังนี่ เกิดการขยายตัว และทำให้มาของเลือดมาไหล อีกครั้งหนึ่ง สมองส่วนนี้ก็ยังไปทำให้เส้นขนนี่ รากทำให้มีการระบายความร้อน ออกไปได้ง่าย แล้วสุดท้ายนะคะ เหงื่อค่ะ สมองส่วนนี้ ทำให้สมองที่ต่อมเหงื่อออกนี่ มีการการเพิ่มมากขึ้นดังนั้นน่ะ ที่ออกมานี่นะคะ เมื่อมีการระเหย การพาความร้อนออกไปจากร่างกายด้วยนะคะ ทีนี้เรามาดูคนไกลของการรักษาดุลยภาพ ของอุณหภูมิในร่างกายอากาศที่หนาวนี้นะคะ ก็จะไปกระตุ้นสมองส่วนไฮโพทาลามัส ให้ไปสั่งทำงานสมองให้มีการทำงานร่วมกัน อันนี้คือความร้อนที่ได้จึงเพิ่มมากขึ้น หลอดเลือดที่ผิวหนังมีการความร้อนจึงไม่สามารถออกไปภายนอกร่างกายได้ แล้วก็ไปทำให้เส้นขนนี่นะคะ ตั้งชันหรือเดี๋ยวเรียกกันว่าขนลุกนี่ล่ะค่ะ อีกทั้งไปทำให้ต่อมเหงื่อนี่นะคะ การสร้างเหงื่อออกมา สุดท้ายข้างนอกมีอากาศหนาวมากนี่ ว่าจะทำให้บริเวณแขนขามีอาการสั่น ซึ่งการสั่งนี้นะคะ การทำงานของโครงสร้างเนื้อโครงร่าง ซึ่งทำให้การทำงาน ความร้อนที่ได้จึงเพิ่มมากขึ้น ดังนั้น กระบวนการต่าง ๆ นี่นะคะ จึงทำให้ร่างกายนี่ มีอุณหภูมิกลับเข้าสู่ภาวะสมดุล หรือเข้าสู่ดุลยภาพตามเดิมอีกครั้งค่ะ เรามาลองตรวจสอบความเข้าใจกันนะคะ เหงื่อช่วยในการระบายความร้อนได้อย่างไร การที่ร่างกายสั่น ช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกายได้อย่างไร เพราะเหตุใด เมื่อออกกำลังกายอย่างหนัก จะมีอาการหน้าแดง เหงื่อออกมากขึ้น หายใจแรงและถี่ขึ้น ครูให้เวลา 10 วินาทีนะคะ เรื่องค่ะ ดนตร [เสียงดนตรี] (คุณครูปาณิก) หมดเวลาค่ะ เราลองมาดูคำตอบกันนะคะ ข้อแรกนะคะ เพื่อช่วยในการระบายความร้อนได้อย่างไร การที่ผิวหนังขับเหงื่อออกมานะคะ จะทำให้เกิดการระเหยขึ้น ระบายความร้อน ที่บริเวณผิวหนังออกไปด้วยร่างกาย ขับเหงื่อออกมามากเท่าใด ช่วยลดอุณหภูมิในร่างกายลงมาได้ ขึ้นแต่ทางนี้นะคะ ก็ขึ้นอยู่กับความชื้นอากาศในขณะนั้นด้วย เพราะว่าอากาศชื้นมาก เหงื่อของคนเราก็จะระเหยออกไปได้น้อย แต่ถ้าอากาศมีความชื้นน้อย แล้วก็จะระเหยออกไปได้มากค่ะ 2. การที่ร่างกายสั่น เป็นการช่วยรักษาอุณหภูมิของร่างกาย โดยการสั่นนี่ เป็นการทำงานของกล้ามเนื้อโครงร่างนะคะ ซึ่งจัดสรรที่ทำให้เกิดความร้อนขึ้น อากาศวันนี้ จะพบได้บ่อยเมื่ออยู่ในบริเวณที่มีอุณหภูมิต่ำมาก ๆ นะคะ และสุดท้ายนะคะ ในเมื่อออกกำลังกายอย่างหนัก จึงมีอาการหน้าแดง เหงื่อออกมาก หายใจแรงและถี่ขึ้นค่ะ เมื่อออกกำลังกายอย่างหนักใช่ไหมคะ เซลล์ในร่างกายของเรานี่ ต้องใช้พลังงานอย่างมาก จึงเกิดกระบวนการเมแทบอลิซึมมากขึ้น ทำให้เกิดความร้อนในร่างกายมากกว่าปกติ ศูนย์ควบคุมอุณหภูมิสมรส่วนไฮโพทาลามัส จะส่งสัญญาณไปกระตุ้นให้หลอดเลือดที่ผิวหนังขยายตัว หลอดเลือดเวียนได้เร็วขึ้น ทำให้มีอาการหน้าแดงเดียวกัน เหมือนมีอาการขับเหงื่อเพิ่มขึ้น ช่วยความร้อนและกระบวนการเมแทบอลิซึมด้วยนะคะ เพื่อจะเกิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ในเลือดเพิ่มมากขึ้นจะได้ไหมคะ เมื่อแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มมากขึ้น ก็จะทำให้ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน เพิ่มขึ้น ดังนั้นร่างกาย ต้องขับโดยการหายใจที่แรง และถี่ขึ้น เพื่อนำแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ออกจากร่างกายให้เร็วที่สุดนั่นเองค่ะ นักเรียนตอบถูกไหมคะ มาถึงสรุปเนื้อหาภายในบทเรียน ภายในหัวข้อ 2.2 การรักษาดุลยภาพของกรด-เบสของเลือด ความเป็นกรด-เบสของเลือด ขึ้นอยู่กับความเข้มข้นของไอออน ทางรักษาดุลยภาพของเลือด มี 2 กลไก คือ 1. การทำงานของปอด ความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออน ในเลือดเพิ่มขึ้นกว่าปกติ เลือดมีภาวะเป็นกรด สมองส่วนควบคุมการหายใจจะต่างกัน ให้ร่างกายเพิ่มอัตราการหายใจ แต่ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจน ลดลงเกินปกติ หรือเลือดมีภาวะเป็นเบสสมองส่วนควบคุมการหายใจ ทำให้ร่างกายการหายใจ ลดอัตราการหายใจ กลไกที่ 2 นะคะ ทำงานของไตค่ะ ถ้าความเข้มข้นของไฮโดรเจนไอออนเพิ่มมากขึ้นกว่าปกติ หรือเลือดมีภาวะเป็นกรด ท่อหน่วยไตจะหลั่งไฮโดรเจนไอออน ของเหลวได้เทและขับออกมาพร้อมปัสสาวะขณะเดียวกันก็ยังมีกัน serotonin เข้าสู่หลอดเลือด แต่ก็ลดลงกว่าปกติเลือดมีภาวะเป็นเบส เมื่อไหร่ไตถ้าหลังไฮโดรเจนไอออนหลังเป็นคาร์บอเนตไอออน เข้าสู่ของเหลวในท่อหน่วยไต และพร้อมปัสสาวะกับ หาภายในบทเรียนที่ 2.3 เรื่องการรักษาดุลยภาพอุณหภูมิภายในร่างกายการรักษาอุณหภูมิ ภายในร่างกายนี่เป็นการรักษา ผิวหนังและเส้นขนที่ผิวหนัง และกล้ามเนื้อโครงร่าง โดยมีส่วนสมองส่วนไฮโพทาลามัส ทำหน้าที่ควบคุมอุณหภูมิให้คงที่ในภาวะต่าง ๆ ดังนี้ เมื่ออุณหภูมิร่างกายเราสูงขึ้น สมองส่วนไฮโพทาลามัส จะไปโอนให้กำลังกาย ลดอัตราเมแทบอลิซึมลง อัตราต่อมเหงื่อเพิ่มการสร้างเหงื่อเล่น ราก เพิ่มการระบายความร้อน แต่ถ้าอุณหภูมิในร่างกายต่ำกว่าปกติ สมองส่วนไฮโพทาลามัสสั่งให้ร่างกาย เพิ่มอัตราเมแทบอลิซึม ลดที่บริเวณผิวหนัง เลือดที่บริเวณผิวหนังได้คะ ถ้าเหงื่อออกมา ถ้าบริเวณผิวหนังเนื่องจากตอนนี้เป็นการทำงานกล้ามเนื้อโครงร่าง ทำให้อัตราเมแทบอลิซึมร่างกายสูงขึ้น ความร้อนในร่างกาย ร่างกายจึงกลับเข้าสู่ภาวะสมดุลอีกครั้งค่ะ สำหรับหัวข้อต่อไปนะคะ ก็จะเป็นข้อที่ 2.4 เรื่องระบบคุ้มกัน สำหรับตอนนี้ครูปาณิก ขอไปก่อนนะคะ สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]