﻿1
00:00:18,276 --> 00:00:22,276
(ดร.นันทยา) สวัสดีค่ะ นักเรียนในคลิปนี้นะคะ เราจะเรียนหัวข้อเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

2
00:00:24,146 --> 00:00:28,146
ในหัวข้อ ลักษณะการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนะคะ

3
00:00:34,079 --> 00:00:38,079
มีจุดประสงค์เพื่อให้นักเรียนสามารนถอธิบาย

4
00:00:38,201 --> 00:00:39,712
หลักการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม จากกรณีของมัลติเพิลแอลลีล

5
00:00:39,712 --> 00:00:41,599
แล้วก็ยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ ซึ่ง

6
00:00:41,599 --> 00:00:45,599
ทั้ง 2 กรณีนะคะ เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดลค่ะ

7
00:00:48,690 --> 00:00:52,690
มนุษย์เรานะคะ มีคำถามเกี่ยวกับลักษณะการถ่ายทอดทางพัน

8
00:00:54,994 --> 00:00:58,994
ธุกรรมนะคะ ว่าทำไมคนในครอบครัวเดียวกันนี่ทำไมถึงมีหน้าตาเหมือนกัน แล้วก็ลักษณะเหล่านี้ จากอีกรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนุ่ง

9
00:01:02,898 --> 00:01:06,898
ได้อย่างไรนะคะ ผู้ที่ศึกษาหลักท่านหนึ่งนะคะ ชื่อ Gregor Mendel ค่ะ เขาได้ทำการศึกษาลักษณะ

10
00:01:08,441 --> 00:01:12,128
ทางพันธุกรรมของถั่วลันเตาหลาย ๆ ลักษณะ แล้วนำมาวิเคราะห์

11
00:01:12,128 --> 00:01:16,128
ผลที่ได้นะคะ จนสรุปผลออกได้แล้วได้เป็น

12
00:01:19,001 --> 00:01:23,001
ลักษณะทางพันธุกรรม เดี๋ยวเรามาลองเรียนรู้นะคะ ที่ใช้หลักการของพันธุศาสตร์

13
00:01:27,001 --> 00:01:31,001
จากนั้นนะคะ จะมาเรียนรู้ส่วนขยายของพันธุศาสตร์ Mendel กันต่อค่ะ

14
00:01:31,008 --> 00:01:35,008
ลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ มีหลากหลาย

15
00:01:39,011 --> 00:01:40,870
เลย ตั้งแต่ หน้าตา สีผิว สีตานะคะ

16
00:01:40,870 --> 00:01:43,909
รวมทั้งโรคทางพันธุกรรมด้วย โรคทางพันธุกรรมที่มีสำคัญ

17
00:01:43,909 --> 00:01:47,909
ในประเทศไทยอย่างหนึ่ง ก็คือโรคธาลัสซีเมียนะคะ ซึ่ง

18
00:01:49,824 --> 00:01:52,907
จะมีอาการซีด โลหิตจาง ตาเหลือง ตับ ม้ามโต

19
00:01:52,907 --> 00:01:56,907
ค่ะ ที่มีความสัมพันธ์กับประเทศไทยนี่ ก็เพราะว่า

20
00:01:57,991 --> 00:02:01,991
มีบุคคลที่เป็นพาหะของโรคมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของประชากรนะคะ

21
00:02:02,689 --> 00:02:04,193
ถ้าหากว่าเราขาดการป้องกัน แล้วก็ดูแลแล้ว

22
00:02:04,193 --> 00:02:07,974
เราก็อาจจะทำให้มีเด็กเกิดใหม่นะคะ ที่ป่วยเป็นโรคนี้มากขึ้น

23
00:02:07,974 --> 00:02:11,974
ก็ควรจะมีการวางแผนครอบครัวค่ะ

24
00:02:12,953 --> 00:02:16,132
เรามาลองดูโจทย์นี้กันนะคะ ถ้าสามีภรรยา

25
00:02:16,132 --> 00:02:20,132
คู่หนึ่งไปปรึกษาแพทย์ก่อนมีบุตร แล้วแพทย์ตรวจพ

26
00:02:23,021 --> 00:02:23,493
บว่าทั้งคู่นี่ เป็นพาหะของโรคทาลัสซีเมีย ถ้าเรา

27
00:02:23,493 --> 00:02:27,493
จะต้องอธิบายเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

28
00:02:31,024 --> 00:02:35,024
เกี่ยวกับโรคนี้มากขึ้นนะคะ จะต้องอธิบายว่าอย่างไรบ้าง ประเด็นแรก ก็คือเป็นการถ่ายทอด

29
00:02:39,028 --> 00:02:41,439
จากพ่อแม่ไปสู่ลูกได้ แล้วการถ่ายทอดกระบวนการ

30
00:02:41,439 --> 00:02:45,439
อะไรคะ ถูกต้องค่ะ ผ่านการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศนะคะ โดยการถ่ายทอดยีน

31
00:02:47,410 --> 00:02:51,410
ที่อยู่บนโครโมโซมไปกับเซลล์สืบพันธุ์ค่ะ เรามาทบทวน

32
00:02:53,572 --> 00:02:57,572
กันนะคะ ว่ายีนคืออะไร ยีนทำหน้าที่เป็นหน่วยควบคุมลักษณะ

33
00:02:58,358 --> 00:03:00,869
ทางพันธุกรรม ยกตัวอย่างเช่น การเป็นโรค

34
00:03:00,869 --> 00:03:03,210
หรือไม่เป็นโรคธาลัสซีเมียนะคะ โดยยีนนี่ จะเป็นส่วนหนึ่ง

35
00:03:03,210 --> 00:03:07,210
ของดีเอ็นเอ ดีเอ็นเอจะขดพันกั

36
00:03:11,036 --> 00:03:14,430
บเกิดเป็นโครงสร้างที่เรียกว่าโครโมโซม ใน

37
00:03:14,430 --> 00:03:18,430
โครโมโซมนะคะ ในยีนคู่เหมือนนี่ จ

38
00:03:19,045 --> 00:03:20,851
โครโมโซมคู่เหมือนหรือ ฮอมอโลกัสโครโมโซม

39
00:03:20,851 --> 00:03:20,926
จำนวน 23 คู่ โดยทั่วไปแล้วยีนที่ควบคุม

40
00:03:20,926 --> 00:03:24,926
แอลลีล บนตำแหน่งเดียวกันของฮอมอโลกัสโครโมโซม

41
00:03:24,994 --> 00:03:28,994
ยีนหนึ่งอาจจะมีหลายรูปแบบเรียกรูปแบบนี้ว่า

42
00:03:32,732 --> 00:03:36,732
"แอลลีล" เช่น T แทนแอลลีลเด่น ก็จะมีเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เป็นปกตินะคะ ซึ่งจะไม่เป็นโรค

43
00:03:42,866 --> 00:03:46,866
และแอลลีล t ซึ่งเป็นแอลลีลด้อย ที่จะก่อให้เกิดโรคธาลัสซีเมีย

44
00:03:48,279 --> 00:03:52,279
จะเห็นได้ว่าแอลลีลทั้ง 2 จะมีพันธุกรรมที่แตกต่างกันนะคะ

45
00:03:52,393 --> 00:03:56,393
ซึ่งอาจจะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย โดยลักษณะของคู่แอลลีล

46
00:03:56,813 --> 00:04:00,813
ของคู่แอลลีลบนฮอมอโลกัสโครโมโซม เราจะเรียกว่า ฮอมอไซกัส

47
00:04:01,379 --> 00:04:02,543
จีโนไทป์ เช่น TT Tt

48
00:04:02,543 --> 00:04:06,543
และ tt ค่ะ ส่วนลักษณะภายนอกที่ปรากฏออกมาให้เห็นนี่

49
00:04:06,705 --> 00:04:10,705
การเป็นโรค หรือไม่เป็นโรค เราเรียกว่า "ฟีโนไทป์

50
00:04:15,064 --> 00:04:16,001
" ถ้ามีคู่แอลลีลที่มีรูปแบบเดียวกัน

51
00:04:16,001 --> 00:04:20,001
นะคะ เราจะจัดฟีโนไทป์เป็นฮอมอไซกัส เพราะ

52
00:04:22,261 --> 00:04:26,261
ว่ามีคู่ของแอลลีลที่มีรูปแบบแตกต่างกันนี่จะเรียกว่า "เฮเทอโรไซกัส

53
00:04:27,069 --> 00:04:28,955
ค่ะ โดยบุคคลนี้นะคะ

54
00:04:28,955 --> 00:04:31,192
เขาจะไม่เป็นโรคทาลัสซีเมีย แต่เป็นพาหะของโรค

55
00:04:31,192 --> 00:04:35,192
โดยสามารถจะถ่ายทอดแอลลีลด้อยไปสู่รุ่นลูกได้

56
00:04:38,566 --> 00:04:40,153
ค่ะ จะเห็นได้ว่าฟีโนไทป์จะขึ้นกับ

57
00:04:40,153 --> 00:04:41,948
แอลลีลที่เรามีอยู่นะคะ ยกตัวอย่างเช่น

58
00:04:41,948 --> 00:04:45,948
ถ้าเกิดว่าเป็นแอลลีลเด่ ก็จะแสดงของแอลลีลเด่น เป็นลักษณะ

59
00:04:51,077 --> 00:04:55,076
ปกติ แต่ถ้าหากว่าได้รับแอลลีลด้อยมาทั้งคู่นะคะ

60
00:04:55,076 --> 00:04:59,076
ก็จะแสดงลักษณะด้อย ก็คือเป็นโรคธาลัสซีเมียค่ะ ฟีโนไทป์นะคะ

61
00:05:02,300 --> 00:05:04,902
นอกจากจะขึ้นกับจีโนไทป์ แล้วนี่ ก็ยังขึ้น... อาจจะขึ้นกับสิ่งแวดล้อมด้วย

62
00:05:04,902 --> 00:05:06,725
ยกตัวอย่างเช่น ความสูงค่ะ

63
00:05:06,725 --> 00:05:07,138
ถ้าพ่อแม่เรามีลักษณะสูง เราก็จะมีลักษณะสูงใช่ไหมคะ แต่ถ้าหากว่า

64
00:05:07,138 --> 00:05:11,138
เราได้รับอาหารที่ไม่เหมาะสม หรือออกกำลังกายที่

65
00:05:17,568 --> 00:05:19,369
ไม่เหมาะสมนะคะ ก็อาจจะส่งผลต่อลักษณะความสูงของเราได้ค่ะ

66
00:05:19,369 --> 00:05:23,369
จากกรณีข้างต้นนะคะ ทั้งคู่นี่เป็นพาหะ แสดงว่าเป็นแบบ

67
00:05:25,958 --> 00:05:29,958
แสดงว่ามีจีโนไทป์แบบใดคะ ถูกต้องค่ะ เป็นแบบเฮเทอโรไซกัส หรือ Tt ค่ะ

68
00:05:31,020 --> 00:05:35,020
โดยการคาดคะเนว่าทั้งคู่ อาจมีลูกเป็นโรค

69
00:05:39,038 --> 00:05:40,021
เท่าไรนี่ ก็สามารถนำความรู้ที่

70
00:05:40,021 --> 00:05:41,141
Mendel เกี่ยวกับหลักการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมได้ค่ะ

71
00:05:41,141 --> 00:05:45,141
จะเห็นได้ว่าโรคที่เป็นธาลัสซีเม

72
00:05:51,089 --> 00:05:55,089
ีย จะอยู่เป็นคู่แอลลีลนะคะ ซึ่งแต่ละเซลล์สืบพัน

73
00:05:55,091 --> 00:05:58,379
ธุ์เดียวของยีนนั้น เช่น T หรือ t โดยลูกนะคะ จะได้รับแอลลีลหนึ่งจากแม่ผ่านทางเซลล์ไข่

74
00:05:58,379 --> 00:06:02,379
แล้วก็อีกแอลลีลหนึ่งจากพ่อ

75
00:06:03,132 --> 00:06:07,132
จากทางเซลล์สืบพันธุ์ค่ะ ในการปฏิสนธินี่ สเปิร์มจะรวมกันแบบสุ่ม

76
00:06:07,182 --> 00:06:11,182
ทำให้ลูกจะได้รับแอลลีลใดนี่ ก็ได้แบบสุ่ม

77
00:06:14,070 --> 00:06:18,070
ด้วยนะคะ เช่น เขาอาจจะได้รับแอลลีล t จากแม่ แล้วก็รับแอลลีล T จากพ่อ หรือเขาจะได้รับ t จาก

78
00:06:22,923 --> 00:06:26,923
จากทั้งพ่อแล้วก็แม่นะคะ เราสามารถจะคำนวณหาโอกาสที่จะเป็นโรค

79
00:06:29,348 --> 00:06:33,348
หรือไม่เป็นโรคได้นะคะ ถ้าสังเกตนะคะ ถ้าเขาได้รับแอลลีล T มานี่ ก็จะแสดงลักษณะไม่เป็นโรค

80
00:06:36,331 --> 00:06:37,714
ในที่นี้ก็จะเป็น 3 ใน 4 ส่วนถ้าหากว่าลูกได้รับแอลลีล

81
00:06:37,714 --> 00:06:41,714
ด้อย ทั้งจากพ่อแล้วก็แม่นี่ เขาก็จะเป็นโรค

82
00:06:44,038 --> 00:06:46,047
ธาลัสซีเมีย ในทีนี้ก็จะเห็นว่าเป็นโอกาส 1 ใน 4

83
00:06:46,047 --> 00:06:50,047
หรือคิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์นั่นเองค่ะ

84
00:06:51,964 --> 00:06:55,964
ถ้าหากมีคนกล่าวว่า ลูกคนแรกของสามีคู่นี้ได้เกิดมาเป็นโรค

85
00:06:59,111 --> 00:07:03,111
ธาลัสซีเมียแล้ว ลูกคนที่ 2 ไม่มีโอกาสที่จะเกิดมาเป็นโรค

86
00:07:03,111 --> 00:07:07,111
นักเรียนเห็นด้วยหรือไม่ เพราะอะไรคะ สำหรับคุณครูนะคะ คุณครูไม่เห็นด้วยค่ะ เพราะว่ากา

87
00:07:07,324 --> 00:07:11,324
พิจารณานี้เป็นเพียงการหาโอกาสเป็นโรคของลูกที่จะเกิดขึ้นนะคะ ถึงแม้

88
00:07:13,742 --> 00:07:16,978
ว่าลูกคนแรกจะเป็นโรคไปแล้วนี่ ลูกคนที่ 2 ก็มีโอกาส

89
00:07:16,978 --> 00:07:17,736
เท่าเดิม ก็คือ 25 เปอร์เซ็นต์ค่ะ โอกาสนี้นี่ จะเท่ากันทุกครั้ง

90
00:07:17,736 --> 00:07:21,736
ไม่ว่าจะตั้งครรภ์กี่ครั้งก็ตามนะคะ เพราะว่าแอลลีล

91
00:07:23,659 --> 00:07:27,659
ที่ก่อโรคได้นี่ ยังคงสามารถถ่ายทอดจาก

92
00:07:31,124 --> 00:07:31,874
พ่อแม่ไปสู่ลูกได้ค่ะ เช่นเดียวกับการพิจารณาลูกได้ค่ะ เช่นเดียวกับการพิจารณา

93
00:07:31,874 --> 00:07:34,424
เพศของลูกที่จะเกิดมานะคะ โดยมีโอกาสเกิดมาเป็น

94
00:07:34,424 --> 00:07:37,467
เพศชาย 50 เปอร์เซ็นต์ หรือเป็นเพศหญิง

95
00:07:37,467 --> 00:07:41,467
50 เปอร์เซ็นต์ค่ะ เรามาลองทำโจทย์ตรวจสอบความเข้าใจกัน

96
00:07:42,595 --> 00:07:46,595
นะคะ ถ้าหากว่าผู้หญิงที่มีลักษณะเผือกแต่งงานกับผู้ชาย

97
00:07:50,437 --> 00:07:50,653
แต่งงานกับผู้ชายที่ไม่มีลักษณะเผือกนะคะ จะมีโอกาสเกิดลูก

98
00:07:50,653 --> 00:07:54,653
มีลักษณะเผือกเป็นเท่าใด

99
00:07:59,130 --> 00:07:59,629
ลองทำดูนะคะ หรือว่าอาจจะลองกดหยุดพัก เพื่อลองทำดูก็ได้ค่ะ

100
00:07:59,629 --> 00:08:02,578
[เสียงดนตรี]

101
00:08:02,578 --> 00:08:05,992

102
00:08:05,992 --> 00:08:09,992
ค่ะ เรามาดูเฉลยกันเลยนะคะ ผู้หญิงที่มีลักษณะเผือกนี่

103
00:08:16,532 --> 00:08:20,532
จะมีจีโนไทป์เป็น aa ส่วนผู้หญิงที่มี

104
00:08:21,985 --> 00:08:25,985
ลักษณะไม่เผือกนะคะ อาจจะมีจีโนไทป์ได้ 2 รูปแบบ คือ AA หรือ Aa

105
00:08:28,441 --> 00:08:31,450
เพราะฉะนั้นนะคะ เราจะต้องพิจารณาโอกาสของลูกทั้ง 2 แบบ ก็คือ

106
00:08:31,450 --> 00:08:35,169
แม่เป็น aa พ่อเป็น AA

107
00:08:35,169 --> 00:08:39,169
หรือแม่เป็น aa และพ่อเป็น Aa ค่ะ

108
00:08:39,696 --> 00:08:43,696
มาลองทำดูกันนะคะ กรณีแรกนี่

109
00:08:44,394 --> 00:08:48,394
แม่จะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้นะคะ ส่วนพ่อ

110
00:08:50,920 --> 00:08:53,299
ก็จจะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้ค่ะ

111
00:08:53,299 --> 00:08:54,014
เมื่อเราพิจารณาลักษณะของรูปนะคะ จะเห็นได้ว่าลูก

112
00:08:54,014 --> 00:08:58,014
ทุกคนจะมีจีโนไทป์เป็น Aa

113
00:08:58,968 --> 00:09:02,968
เพราะฉะนั้นนี่ ก็จะไม่มีลักษณะเผือกค่ะ ส่วนกรณี

114
00:09:04,349 --> 00:09:08,037
ที่ 2 นะคะ ถ้าแม่มีจีโนไทป์เป็น aa

115
00:09:08,037 --> 00:09:11,184
นะคะ พ่อมีจีโนไทป์เป็น Aa นี่ ก็จะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้

116
00:09:11,184 --> 00:09:13,081
ดังนี้ หากลองพิจารณา

117
00:09:13,081 --> 00:09:17,081
ลักษณะของลูกที่เกิดมานะคะ ก็จะเห็นว่าจะมีจีโนไทป์

118
00:09:22,170 --> 00:09:25,227
นะคะ จะมีทั้ง Aa aa

119
00:09:25,227 --> 00:09:25,449
Aa และ aa ค่ะ

120
00:09:25,449 --> 00:09:29,449
เพราะฉะนั้น โอกาสที่ลูกจะมีลักษณะเผือกนะคะ ก็จะ

121
00:09:32,843 --> 00:09:36,843
เกิดขึ้นในกรณีที่ 2 คิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ค่ะ นอกจากโรคธาลัสซีเมียแล้วนะคะ

122
00:09:38,194 --> 00:09:42,194
ยังมีผู้ศึกษาพบว่ามีหลายกรณีเลยค่ะ ที่สอดคล้องกับกรณีที่ Mendel

123
00:09:44,457 --> 00:09:48,457
ศึกษา แต่ก็มีอีกหลายกรณีเลยนะคะ

124
00:09:49,417 --> 00:09:53,417
ที่มีความแตกต่างออกไป แต่ก็ยังสามารถที่จะใช้หลักการของ Mendel มาอธิบายการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมได้ค่ะ ส่วนขยายได้ค่ะ

125
00:09:56,899 --> 00:09:57,759
เราจัดกรณีนี้นะคะ เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์ mendel ค่ะ

126
00:09:57,759 --> 00:10:01,759
เรามาลองดูในกรณีแรก ในกรณีของ

127
00:10:07,171 --> 00:10:11,171
มัลติเพิลแอลลีลกันเลยนะคะ ลักษณะหมู่เลือ

128
00:10:11,176 --> 00:10:14,596
ดในระบบ ABO ของมนุษย์นี่จะจัดเป็น

129
00:10:14,596 --> 00:10:17,114
A B AB และ O ค่ะ นักเรียนคิดว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง

130
00:10:17,114 --> 00:10:19,784
ของแต่ละหมู่นี่ แตกต่างกันอย่างไรคะ

131
00:10:19,784 --> 00:10:23,784
ใช่ค่ะ บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดงของแต่ละหมู่นี่ จะมีชนิด

132
00:10:26,921 --> 00:10:30,770
ของที่แตกต่างกันนะคะ สังเกตได้ว่าจีโนไทป์

133
00:10:30,770 --> 00:10:32,118
ของหมู่เลือดนี่จะมี 4 แบบ แต่ลักษณะก่อนหน้านี้ที่เราศึกษามานี่

134
00:10:32,118 --> 00:10:34,634
จะมีเพียงแค่ 2 แบบ เป็นเพราะว่าอะไรคะ

135
00:10:34,634 --> 00:10:38,634
ยีนที่เมนเดลศึกษานะคะ จะมียีนที่เกี่ยวข้อง 2 รูปแบบ

136
00:10:39,902 --> 00:10:43,902
ยกตัวอย่างเช่น ยีนที่มีลักษณะที่มีสี

137
00:10:46,499 --> 00:10:49,716
จะมีแอลลีล T ควบคุมสีม่วง แอลลีล t ควบคุม

138
00:10:49,716 --> 00:10:53,354
ดอกสีขาว แต่ในกรณีของหมู่เลือด

139
00:10:53,354 --> 00:10:57,354
ระบบ ABO นี่ จะมีแอลลีลที่ควบคุมมากกว่า 2 แอลลีล เช่น

140
00:10:57,588 --> 00:11:01,588
แอลลีล iA ควบคุมการสร้างแอนติเจน

141
00:11:03,189 --> 00:11:07,189
บนเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง B และ แอลลีล i จะไม่มีการสร้าง

142
00:11:09,928 --> 00:11:13,705
ทั้งแอนติเจน a และเอนติเจน b ค่ะ

143
00:11:13,705 --> 00:11:17,705
เราเรียกกรณีที่ยีนควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม ม

144
00:11:19,197 --> 00:11:23,197
ีแอลลีลเกี่ยวข้องมากกว่า 2 รูปแบบว่า "มัลติเพิลแอลลีล" ถึงแม้มีแอลลีล

145
00:11:25,064 --> 00:11:28,453
ที่เป็นไปได้ถึง 3 รูปแบบนะคะ ในแต่ละคนนี่ จะมีแค่ 2 แอลลีล

146
00:11:28,453 --> 00:11:32,453
ซึ่งแต่ละแอลลีลจะอยู่บนคนละ

147
00:11:35,202 --> 00:11:38,040
โครโมโซม ของเฮอมอโลกัสโครโมโซม โดยยืนควบคุม

148
00:11:38,040 --> 00:11:42,040
ฮอมอโลกัสโครโมโซมคู่ที่ 9 อาจจะมีจีโนไทป์ได้หลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น

149
00:11:47,213 --> 00:11:50,912
iA iA iA ia

150
00:11:50,912 --> 00:11:54,912
หรือ ii ค่ะ ครูจะลองเปรียบเทียบให้ฟังนะคะ

151
00:11:56,057 --> 00:12:00,057
เรามีถุงเท้าให้เลือกอยู่ 2 สี คือ สีม่วงกับสีขาว

152
00:12:02,248 --> 00:12:05,890
เราอยากจะเลือกใส่เป็นสีม่วง สีม่วง สีขาว

153
00:12:05,890 --> 00:12:09,890
หรือสีขาว สีขาวนะคะ แต่กรณีของมัลติเพิลแอลลีลนี่ เรามีถุงเท้าให้เลือกถึง 3 สีนะคะ

154
00:12:12,122 --> 00:12:16,122
คือ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลืองนะคะ ซึ่งเราอาจจะเลือกใส่ได้

155
00:12:16,993 --> 00:12:20,993
หลากหลายออกไป แต่เราก็จะเลือกใส่ได้เพียง 2 ข้าง

156
00:12:21,956 --> 00:12:25,956
เท่านั้นค่ะ การที่มีแอลลีลที่เป็นไปได้ 3 แบบ ทั้ง จีโนไทป์ ฟีโนไทป์ จะมีโอกาส

157
00:12:30,490 --> 00:12:33,651
มากกว่ากรณีที่เมกเดลศึกษานะคะ จากตารางจะเห็น

158
00:12:33,651 --> 00:12:37,651
ได้ว่าบุคคลที่มีเลือดหมู่ O จะมีเฉพาะที่มี i

159
00:12:38,410 --> 00:12:39,280
นะคะ ส่วนคนที่มีแอลลีล IA ก็จะมีเลือดหมู่ A

160
00:12:39,280 --> 00:12:43,280
คนที่แอลลีล ib ก็คือมีเลือดหมู่ B

161
00:12:44,418 --> 00:12:44,585
ส่วนคนที่มีจีโนไทป์เป็น iA iB

162
00:12:44,585 --> 00:12:48,585
ก็จะมีหมู่เลือด AB ซึ่ง

163
00:12:54,704 --> 00:12:58,704
ผิวเซลล์เม็ดเลือดแดงจะมีทั้งแอนติเจน A และแอนติเจน B น่้ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งนะคะ ในกรณีที่ศึกษา

164
00:13:01,433 --> 00:13:03,822
ที่เมนเดลศึกษาค่ะ นักเรียนเราลองมาดูโจทย์นี้กันนะคะ

165
00:13:03,822 --> 00:13:07,822
ถ้าแม่มีเลือดหมู่ A และพ่อมีเลือดหมู่ B

166
00:13:10,770 --> 00:13:12,253
โดยทั้งคู่นี่เป็นเฮเทอโรไซกัส จะมีโอกาสมีลูกหมู่ใดบ้าง

167
00:13:12,253 --> 00:13:15,991
ทั้งคู่นะคะ เป็นเฮเทอโรไซกัส

168
00:13:15,991 --> 00:13:19,991
แสดงว่าแม่เป็น iA i และพ่อมีจีโนไทป์ เป็น iB i

169
00:13:21,246 --> 00:13:25,040
ค่ะ จะเห็นได้ว่าลักษณะ

170
00:13:25,040 --> 00:13:29,040
ABO ยีนที่ควบคุมลักษณะดังกล่าวนะคะ จะอยู่เป็นคู่แอลลีล

171
00:13:29,702 --> 00:13:33,702
ซึ่งคู่แอลลีลจะแยกออกจากกัน เมื่อมีการสืบพันธุ์

172
00:13:33,768 --> 00:13:36,912
ลูกจะได้รับแอลลีลหนึ่งจากพ่อ และได้รับแอลลีลหนึ่งจากแม่ค่ะ

173
00:13:36,912 --> 00:13:40,912
หมู่เลือดระบบ ABO นี่ ถึงแม้จะมี

174
00:13:41,695 --> 00:13:43,308
หลายแอลลีล แต่จากกรณีที่ Mendel ศึกษา

175
00:13:43,308 --> 00:13:47,308
แต่การถ่ายทอดพันธุกรรม เรียกว่า

176
00:13:51,254 --> 00:13:54,983
ส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดลได้นะคะ จึงเรียกว่าเป็นส่วนขยายพันธุศาสตร์ของเมนเดล

177
00:13:54,983 --> 00:13:57,120
เอาล่ะค่ะ เรามาลองตรวจสอบความเข้าใจ

178
00:13:57,120 --> 00:13:57,477
จากโจทย์นี้ดูนะคะ นักเรียนอาจจะลองกดหยุดพักเพื่อทำ

179
00:13:57,477 --> 00:14:01,477
โจทย์นี้ดู แล้วเรามารอดูเฉลยกันนะคะ ว่าเป็นอย่าง

180
00:14:07,260 --> 00:14:09,703
นะคะ [เสียงดนตรี] เอาล่ะค่ะ เรามาดูเฉลยพร้อม ๆ กั

181
00:14:09,703 --> 00:14:13,703
นเลยนะคะ แม่นะคะ มีจีโนไทป์

182
00:14:22,439 --> 00:14:23,689
เป็น iA iB ส่วนพ่อมีจีโนไทป์  iB i

183
00:14:23,689 --> 00:14:27,689
สร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้ค่ะ โดย

184
00:14:29,807 --> 00:14:32,346
เราอาจจะใช้ตารางในการช่วยหาโอกาสของจีโนไทป์ที่จะเกิดจีโนไทป์ในรุ่นลูกนะคะ

185
00:14:32,346 --> 00:14:36,346
แม่นี้สามารถสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้เป็น

186
00:14:39,271 --> 00:14:41,831
ส่วนพ่อนี่ สามารถสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้เป็น iB i

187
00:14:41,831 --> 00:14:45,800
จีโนไทป์ของลูกเป็นดังนี้ โดยลูกนะคะ จะมีโอกาสมีเลือดหมู่ดังนี้ค่ะ

188
00:14:45,800 --> 00:14:49,800
AB A และเลือดหมู่ B

189
00:14:50,133 --> 00:14:54,133
ค่ะ สักครู่เราทำการตรวจสอบ

190
00:15:03,274 --> 00:15:03,445
ความเข้าใจกันแล้วนะคะ คราวนี้เรามาลองดูอีกกรณีหนึ่งค่ะ หากนักเรียน

191
00:15:03,445 --> 00:15:07,445
จะต้องเขียนเพื่อให้ข้อมูลทางวิชาการ

192
00:15:07,560 --> 00:15:10,570
เกี่ยวกับกรณีนี้นักเรียนจะเขียนว่าอย่างไรบ้าง นักเรียนอาจจะลองกดพักนะคะ

193
00:15:10,570 --> 00:15:14,570
เพื่อลองทำกิจกรรมนี้ดู แล้วเดี๋ยวเรามาดูเฉลยว่าเป็นอย่างไรค่ะ

194
00:15:17,521 --> 00:15:18,116
นักเรียนเรามาดูเฉลยพร้อม ๆ กันเลยนะคะ

195
00:15:18,116 --> 00:15:22,116
พ่อและแม่นี่ มีเลือดหมู่ A เพราะฉะนั้น

196
00:15:23,126 --> 00:15:27,126
อาจจะมีจีโนไทป์ เป็น iA iA หรือ

197
00:15:27,341 --> 00:15:31,341
iA i ส่วนลูกนี่ มีหมู่เลือดที่

198
00:15:32,382 --> 00:15:34,391
AB แสดงว่ามีจีโนไทป์เป็น IA IB ค่ะ

199
00:15:34,391 --> 00:15:38,391
จะเห็นได้ว่าเป็นไปไม่ไกด้เลยนะคะ ว่า

200
00:15:40,872 --> 00:15:42,493
พ่อกับแม่นี่ จะถ่ายทอดลักษณะแอลลีล iB

201
00:15:42,493 --> 00:15:46,493
มาให้ลูกได้นะคะ แสดงว่าอาจจะเกิดข้อผิดพลาด

202
00:15:50,769 --> 00:15:51,351
บางประการขึ้นค่ะ ในปัจจุบันนี้นะคะ นอกจากการตรวจหมู่เลือดแล้วนี่

203
00:15:51,351 --> 00:15:55,351
เรายังมีเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ ในการตรวจความสัมพันธ์

204
00:15:58,920 --> 00:16:02,920
ระหว่างพ่อแม่ลูกด้วยค่ะ ค่ะ เรามาดูกรณีของยีนที่อยู่บนโครโม

205
00:16:07,294 --> 00:16:08,547
โซมเพศกันต่อนะคะ จากตารางทั้ง 2 สัดส่วนพันธุกรรมที่อยู่

206
00:16:08,547 --> 00:16:12,547
ในเพศชายและเพศหญิงเป็นอย่างไรคะ

207
00:16:13,655 --> 00:16:15,326
จะสังเกตได้ว่า ลักษณะหมู่เลือด ABO นี่

208
00:16:15,326 --> 00:16:19,326
ทั้งเพศชายและเพศหญิงจะมีสัดส่วนใกล้เคียงกัน

209
00:16:21,886 --> 00:16:23,176
ลักษณะตาบอดสีนี่ เพศชายจะพบมากกว่าเพศหญิงนะคะ

210
00:16:23,176 --> 00:16:27,176
เพราะเหตุใดจึงเป็นแบบนั้น เราจะมาเรียนรู้กันค่ะ

211
00:16:29,240 --> 00:16:33,240
โครโมโซมของมนุษย์นะคะ จะมีทั้งหมด 23 คู่ ของฮอมอโลกัสโครโมโซม

212
00:16:35,709 --> 00:16:39,192
โดยแบ่งเป็น 22 คู่ และโครโมโซมเพศ

213
00:16:39,192 --> 00:16:43,192
ถ้าหากว่ามีโครโมโซมเป็น xy

214
00:16:45,358 --> 00:16:49,358
ก็จะเป็นเพศชาย แต่ถ้ามีโครโมโซมเพศเป็น xx จะเป็นเพศหญิง

215
00:16:50,934 --> 00:16:54,934
นะคะ การที่โครโมโซมเพศของผู้ชายและผู้หญิงมีลักษณะแตกต่างกันนะคะ

216
00:16:55,790 --> 00:16:59,790
ทำให้ยีนบางยีนไม่อยู่เป็นคู่แอลลีลเสม

217
00:17:03,313 --> 00:17:03,465
อไป เช่น ยีนที่ควบคุมลักษณะตาบอดสี เขียว แดง

218
00:17:03,465 --> 00:17:07,465
ซึ่งจะอยู่บนโครโมโซม X ของมนุษย์นะคะ ซึ่ง

219
00:17:09,230 --> 00:17:09,715
เพศหญิงนี่ จะมี 2 แอลลีล แต่เพศชายนี่จะมียีนนี้

220
00:17:09,715 --> 00:17:13,715
เพียงแค่แอลลีลนี้ เพียง 1 แอลลีล แตกต่า

221
00:17:14,357 --> 00:17:18,357
งจากกรณีของลักษณะหมู่เลือดนะคะ ที่อยู่บนออโตโซม

222
00:17:20,899 --> 00:17:24,899
ตาบอดสีเขียว-แดงนะคะ อาจจะยังมองเห็นภาพได้ปกติ

223
00:17:26,605 --> 00:17:29,736
แต่ว่ามีความบกพร่องที่เซลล์รับแสงในตา ทำให้แยก

224
00:17:29,736 --> 00:17:32,005
สีเขียวและสีแดงนะคะ แยกออกจากกันได้ยาก แต่ว่า

225
00:17:32,005 --> 00:17:36,005
ระดับความรุนแรงนี่ ก็จะแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล จากภาพนะคะ

226
00:17:38,298 --> 00:17:39,725
จะเห็นได้ว่าสามารถที่จะแยกสีออกจากกันได้ยาก

227
00:17:39,725 --> 00:17:42,699
เราอาจจะใช้ตัวอักษรหรือลวดลายมากำกับเพิ่ม เ

228
00:17:42,699 --> 00:17:46,699
พื่อให้สื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างเข้าใจ นอกจากนี้นะคะ

229
00:17:49,126 --> 00:17:53,126
ในการออกแบบเว็บไซต์ ในการออกแบบต่าง ๆ นะคะ จะต้องคำนึงสีที่เหมาะสม

230
00:17:55,112 --> 00:17:57,118
ด้วย แล้วแบบนี้จะเห็นไฟสัญญาณ

231
00:17:57,118 --> 00:17:58,332
จราจรเป็นอย่างไรนะ เรามาดูภาพตัวอย่างกันค่ะ

232
00:17:58,332 --> 00:18:02,332
ถึงแม้บุคคลที่มีการตาบอดสีเขียวสีแดง

233
00:18:07,328 --> 00:18:07,832
นี่ จะแยกสีเขียวและแดงออกจากกันยากนะคะ แต่ว่าแต่ละสีของ

234
00:18:07,832 --> 00:18:11,832
ไฟจราจรนี่ จะอยู่ตำแหน่งต่างกัน ซึ่ง

235
00:18:14,591 --> 00:18:18,591
สามารถระบุได้ค่ะ ลักษณะตาบอดสีเขียวแดงนะคะ ควบคุมโดยแอลลีลด้อย

236
00:18:20,021 --> 00:18:22,869
c ดังนั้น เพศหญิงที่มีแอลลีลด้อย 2 แอลลีล จะ

237
00:18:22,869 --> 00:18:26,869
ตาบอดสี แต่ในเพศชายจะแตกต่างออกไปนะคะ

238
00:18:29,871 --> 00:18:33,749
เพราะว่ามีโครโมโซม X เพียงโครโมโซมเดียว

239
00:18:33,749 --> 00:18:37,749
จึงมีลักษณะตาบอดสี ถึงแม้จะมีแอลลีลด้อย เพียงแอลลีลเดียวค่ะ

240
00:18:38,004 --> 00:18:42,004
การพิจารณารูปแบบการถ่ายทอด สามารถใช้หลักการของ Mendel ได้นะคะ

241
00:18:46,575 --> 00:18:50,575
จะเห็นได้ว่ายีนที่ควบคุมลักษณะตาบอดสีเขียวแดงนี่ จะอยู่เป็นคู่ของแอลลีล โดยแอลลีลจะแยกออกจากกันเมื่อมีการ

242
00:18:54,053 --> 00:18:58,053
สร้างเซลล์สืบพันธุ์ แล้วลูกจะได้รับแอลลีลหนึ่งจากพ่อ

243
00:18:59,345 --> 00:19:01,355
และอีกแอลลีลหนึ่งจากแม่ แต่ถ้าหากเราแยก

244
00:19:01,355 --> 00:19:03,531
ลักษณะของพ่อและแม่นะคะ โอกาสมีลูกตาบอดสี 2 ในกรณีนี้นี่

245
00:19:03,531 --> 00:19:07,531
ก็จะแตกต่างกันออกไป กรณีแรก ไม่ว่าลูกจะเกิดเป็นเพศใด ก็จะไม่มีโอกาสเป็นตาบอด

246
00:19:15,354 --> 00:19:15,797
แต่ในกรณีที่ 2 นี่โอกาสที่ลูกจะมีตาบอดสีเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ โดยลูกสาว

247
00:19:15,797 --> 00:19:19,797
ทุกคนจะเป็นพาหะของตาบอดสี

248
00:19:21,475 --> 00:19:25,475
และลูกชายทุกคนก็จะเกิดมามีลักษณะตาบอดสี

249
00:19:27,144 --> 00:19:31,144
ที่เป็นแบบนี้นะคะ ก็เป็นผลมาจากที่เพศชาย

250
00:19:33,724 --> 00:19:37,724
มีโครโมโซม X 1 โครโมโซม วิธีหนึ่งในการทดสอบ ว่ามีการตาบอดสี

251
00:19:39,492 --> 00:19:43,492
หรือไม่นะคะ ก็คือใช้ชุดกระดาษแบบทดสอบที่มีลักษณะดังภาพ

252
00:19:44,518 --> 00:19:48,400
ค่ะ บุคคลที่มีลักษณะตาบอดสี

253
00:19:48,400 --> 00:19:51,756
เขียวแดงไม่สามารถอ่านตัวเลข 74 หรือ 6 ได้ชัดเจนค่ะ

254
00:19:51,756 --> 00:19:55,756
เอาล่ะค่ะ เราลองมาทำความเข้าใจ

255
00:19:57,669 --> 00:19:59,845
เกี่ยวกับยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศกันนะคะ จากตัวอย่างนี้

256
00:19:59,845 --> 00:20:03,845
เป็นลักษณะของฮีโมฟีเลีย  ซึ่งควบคุมโด

257
00:20:07,370 --> 00:20:11,370
ยแอลลีลด้อยบนโครโมโซม X นะคะ นักเรียนเติมแผ่นภา

258
00:20:11,371 --> 00:20:14,403
ดู อาจจะกดหยุดพัก แล้วก็ลองทำ แล้วเดี๋ยวมาฟังเฉลยไปพร้อม ๆ กันค่ะ

259
00:20:14,403 --> 00:20:16,700
[เสียงดนตรี]

260
00:20:16,700 --> 00:20:20,700

261
00:20:21,859 --> 00:20:25,859
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ทำกันได้หรือเปล่า เรามาดูเฉลยกันนะคะ

262
00:20:31,446 --> 00:20:35,446
จากจีโนไทป์ของพ่อและแม่นะคะ

263
00:20:36,252 --> 00:20:40,252
จะสามารถสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้ค่ะ แล้วก็สามารถที่จะมีจีโนไทป์

264
00:20:46,756 --> 00:20:50,756
ของรุ่นลูกนะคะ ได้เป็นดังนี้ เราจะเห็นได้นะคะ ว่าผู้หญิงที่ได้รับแอลลีล

265
00:20:55,387 --> 00:20:57,668
ด้อยจากแม่นี่ ก็จะไม่เป็นโรค เพราะว่าได้รับแอลลีลเด่นจากพ่อด้วยค่ะ แต่ในกรณีของผู้ชายนะคะ

266
00:20:57,668 --> 00:21:01,668
จะแตกต่างออกไป ได้รับเพียงแอลลีลด้อยเพียง 1 แอลลีล

267
00:21:05,872 --> 00:21:09,872
นะคะ ก็แสดงลักษณะเป็นโรค เพราะว่าผู้ชายนี่

268
00:21:10,363 --> 00:21:14,363
จะมีโครโมโซม X เพียง 1 โครโมโซมค่ะ เอาล่ะค่ะ เรามาสรปุเนื้อหา

269
00:21:15,157 --> 00:21:19,157
ที่เราได้เรียนกันในคลิปนี้กันนะคะ ลักษณะพันธุกรรมนี่

270
00:21:20,148 --> 00:21:24,148
เป็นลักษณะที่สามารถถ่ายทอดจากพ่อแม่มาสู่รุ่นลูกได้

271
00:21:27,395 --> 00:21:30,480
โดยผ่านยีนในเซลล์สืบพันธุ์ค่ะ ซึ่งลักษณะการถ่ายทอดเซลล์

272
00:21:30,480 --> 00:21:34,480
พันธุกรรมก็มีหลากหลายค่ะ ซึ่งจะ

273
00:21:35,398 --> 00:21:35,756
ส่วนที่เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์ เมนเดล ซ

274
00:21:35,756 --> 00:21:39,756
ึ่งสามารถค้นพบการอธิบายได้ เช่น

275
00:21:40,186 --> 00:21:42,894
ลักษณะที่มีการควบคุมโดยมียีนนะคะ ที่มีแอลลีล

276
00:21:42,894 --> 00:21:46,894
มากกว่า 2 รูปแบบ ก็จะเรียกว่า "มัลติเพิลแอลลีล"

277
00:21:51,404 --> 00:21:55,404
เช่น ระบบหมู่เลือด ABO ส่วนลักษณะที่ควบคุมโดยยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศนะคะ

278
00:21:59,406 --> 00:22:03,406
จะมีโอกาสพบในเพศชายและเพศหญิงไม่เท่ากัน ยกตัวอย่างเช่น ตาบอดสี หรือ มัลติเพิลแอลลีล

279
00:22:07,124 --> 00:22:10,006
นะคะ ซึ่งนอกจากลักษณะพันธุศาสตร์

280
00:22:10,006 --> 00:22:13,228
Mendel ที่เราเรียนกันไปแล้ววันนี้นะคะ ยังมีลักษณะที่มีเป็น

281
00:22:13,228 --> 00:22:15,262
รูปแบบแตกต่างกันไปอีกมากเลยค่ะ บางกรณีก็มีความซับซ้อน

282
00:22:15,262 --> 00:22:19,262
มากขึ้น เช่น ลักษณะที่ควบคุมด้วยยีน

283
00:22:20,485 --> 00:22:24,485
หลาย ๆ ยีน หรือลักษณะที่มีอิทธิพลสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้องนะคะ

284
00:22:24,529 --> 00:22:28,529
แต่หลักการพื้นฐานยัง

285
00:22:29,242 --> 00:22:33,242
คงเหมือนกันค่ะ ก็คือลักษณะทางพันธุกรรมนี่ มีการถ่ายทอดจาก

286
00:22:33,942 --> 00:22:36,370
รุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง จากเซลล์สืบพันธุ์นะคะ

287
00:22:36,370 --> 00:22:40,160
วันนี้นะคะ เราก็สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการวางแผน

288
00:22:40,160 --> 00:22:44,160
ครอบครัว ว่าลูกที่เกิดมานะคะ จะมีลักษณะ

289
00:22:44,202 --> 00:22:45,779
เป็นโรคหรือไม่นะคะ มีโอกาสเท่าไร และนอกจากนี้นะคะ

290
00:22:45,779 --> 00:22:49,779
ก็ยังสามารถนำความรู้นี่ ไปประยุกต์ใช้

291
00:22:51,361 --> 00:22:54,850
แล้วก็พันธุ์สัตว์ให้มีลักษณะตามที่ต้องการได้ค่ะ

292
00:22:54,850 --> 00:22:58,850
ค่ะ ในคลิปนี้นะคะ นักเรียนก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะ

293
00:23:02,812 --> 00:23:06,812
ทางพันธุกรรม และในหัวข้อต่อ ๆ ไปนะคะ ก็จะได้เรียนรู้ว่ายีนมีทำหน้าที่ในการควบคุมพันธุกรรมอย่างไร

294
00:23:09,715 --> 00:23:10,990
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม เรากจะได้เรียนรู้รวมถึงเราได้เรียนรู้

295
00:23:10,990 --> 00:23:14,990
ความรู้ทางพันธุศาสตร์นะคะ

296
00:23:19,195 --> 00:23:22,130
ทาง DNA ยกตัวอย่างเช่น การหาแอลลีลก่อโรคเพื่อวินิจฉัยโรค หรือนำไปใช้ทางการเกษตรนะคะ

297
00:23:22,130 --> 00:23:24,192
สำหรับคลิปนี้ สวัสดีค่ะ

298
00:23:24,192 --> 00:23:28,192
[เสียงดนตรี]

