﻿1
00:00:00,000 --> 00:00:04,000

2
00:00:04,004 --> 00:00:08,004

3
00:00:08,008 --> 00:00:12,008
ในคลิปนี้นะคะ เราจะเรียนหัวข้อเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

4
00:00:12,011 --> 00:00:16,011

5
00:00:16,013 --> 00:00:20,013
ในหัวข้อ ลัลักษณะการถ่ายทอดทางพันธุกรรมนะคะ

6
00:00:20,015 --> 00:00:24,015
มีจุดประสงค์ เพื่อให้นักเรียนสามารนถอธิบาย

7
00:00:24,016 --> 00:00:28,016
หลักการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมจากกรณีของมัลติเพิลแอลลีล

8
00:00:28,017 --> 00:00:32,017
แล้วก็ยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศ ซึ่ง

9
00:00:32,018 --> 00:00:36,018
ทั้ง 2 กรณีนะคะ เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์เมนเดลค่ะ

10
00:00:36,019 --> 00:00:40,019
มนุษย์เรานะคะ มีลักษณะการถ่ายทอดทางพัน

11
00:00:40,020 --> 00:00:44,020
นะคะ ว่าทำไมคนในครอบครัวเดียวกันนี่ทำไมถึงมีหน้าตาเหมือนกัน

12
00:00:44,022 --> 00:00:48,022
แล้วก็ลักษณะเหล่านี้ จากอีกรุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนุ่ง

13
00:00:48,022 --> 00:00:52,022
ได้อย่างไรนะคะ ผู้ที่ศึกษาหลักท่านหนึ่งนะคะ ชื่อ

14
00:00:52,024 --> 00:00:56,024
Gregor Mendel ค่ะ เขาได้ทำการศึกษาลักษณะ

15
00:00:56,025 --> 00:01:00,025
ทางพันธุกรรมของถั่วลันเตาหลาย ๆ ลักษณะ และนำมาวิเคราะห์

16
00:01:00,025 --> 00:01:04,025
ผลที่ได้นะคะ จนสรุปผลออกได้แล้วได้เป็นพันธุ

17
00:01:04,026 --> 00:01:08,026
ลักษณะทางพันธุกรรม เดี๋ยวเรามาลองเรียนรู้นะคะ

18
00:01:08,028 --> 00:01:12,028
ที่ใช้หลักการของพันธุศาสตร์

19
00:01:12,029 --> 00:01:16,029
จากนั้นนะคะ จะมาเรียนรู้ส่วนขยายของพันธุศาสตร์ Me

20
00:01:16,030 --> 00:01:20,030

21
00:01:20,032 --> 00:01:24,032
ลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ มีหลากหลาย

22
00:01:24,033 --> 00:01:28,033
เลย ตั้งแต่ หน้าตา สีผิว สีตานะคะ

23
00:01:28,034 --> 00:01:32,034
รวมทั้งโรคทางพันธุกรรมด้วย โรคทางพันธุกรรมที่สำคัญ

24
00:01:32,035 --> 00:01:36,035
ในประเทศหนึ่ง ก็คือโรคธาลัสซีเมียนะคะ ซึ่ง

25
00:01:36,036 --> 00:01:40,036
จะมีอาการซีด โลหิตจาง ตาเหลือง ตับ ม้ามโต

26
00:01:40,038 --> 00:01:44,038
ค่ะ ที่มีความสัมพันธ์กับประเทศไทยนี่ เพราะว่า

27
00:01:44,039 --> 00:01:48,039
มีบุคคลที่เป็นพาหะของโรคมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ของประชากรนะคะ

28
00:01:48,041 --> 00:01:52,041
ถ้าหากว่าเราขาดการป้องกัน แล้วขาดการดูแลแล้ว

29
00:01:52,042 --> 00:01:56,042
เราก็อาจจะทำให้มีเด็กเกิดใหม่นะคะ ที่ป่วยเป็นโรคนี้มากขึ้น

30
00:01:56,043 --> 00:02:00,043
ก็ควรจะมีการวางแผนครอบครัวค่ะ

31
00:02:00,044 --> 00:02:04,044
เรามาลองดูโจทย์นี้กันนะคะ ถ้าสามีภรรยา

32
00:02:04,045 --> 00:02:08,045
คู่หนึ่งไปปรึกษาแพทย์ก่อนมีบุตร แล้วแพทย์ตรวจะพ

33
00:02:08,047 --> 00:02:12,047
ทั้งคู่นี่ เป็นพาหะของโรคทาลัสซีเมีย

34
00:02:12,049 --> 00:02:16,049
อธิบายเกี่ยวกับการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

35
00:02:16,050 --> 00:02:20,050
มากขึ้นนะคะ จะต้องอธิบายว่าอย่างไรบ้าง

36
00:02:20,051 --> 00:02:24,051
ประเด็นแรก ก็คือเป็นการถ่ายทอด

37
00:02:24,052 --> 00:02:28,052
จากพ่อแม่ ไปสู่ลูกได้ แล้วการถ่ายทอดกระบวนการ

38
00:02:28,052 --> 00:02:32,052
อะไรคะ ถูกต้องค่ะ

39
00:02:32,054 --> 00:02:36,054
ผ่านการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศนะคะ โดยการถ่ายทอดยีน

40
00:02:36,055 --> 00:02:40,055
ไปกับเซลล์สืบพันธุ์ค่ะ เรามาทบทวน

41
00:02:40,057 --> 00:02:44,057
กันนะคะ ว่ายีนคืออะไร ยีนทำหน้าที่เป็นหน่วยควบคุมลักษณะ

42
00:02:44,059 --> 00:02:48,059
ทางพันธุกรรม ยกตัวอย่างเช่น การเป็นโรค

43
00:02:48,060 --> 00:02:52,060
หรือไม่เป็นโรคธาลัสซีเมียนะคะ โดยยีนจะเป็นส่วนหนึ่ง

44
00:02:52,061 --> 00:02:56,061
ของดีเอ็นเอ ดีเอ็นเอจะขดพันกั

45
00:02:56,067 --> 00:03:00,067
เกิดเป็นโครงสร้างที่เรียกว่าโครโมโซม ใน

46
00:03:00,069 --> 00:03:04,069
โครโมโซมนะคะ ในยีนคู่เหมือนนี่ จ

47
00:03:04,070 --> 00:03:08,070
โครโมโซมคู่เหมือนหรือ ฮอมอโลกัสโครโมโซม

48
00:03:08,072 --> 00:03:12,072
โดยทั่วไปแล้วยีนที่ควบคุม

49
00:03:12,073 --> 00:03:16,073
แอลลีล บนตำแหน่งเดียวกันของฮอมอโลกัสโครโมโซม

50
00:03:16,075 --> 00:03:20,075
ยีนหนึ่งอาจจะมีหลายรูปแบบ เช่น

51
00:03:20,076 --> 00:03:24,076
"แอลลีล" เช่น T แทนแอลลีลเด่น

52
00:03:24,077 --> 00:03:28,077
ก็จะมีเซลล์เม็ดเลือดแดงที่เป็นปกตินะคะ ซึ่งจะไม่เป็นโรค

53
00:03:28,079 --> 00:03:32,079
และแอลลีล t ซึ่งเป็นแอลลีลด้อย

54
00:03:32,081 --> 00:03:36,081
ที่จะก่อให้เกิดโรคธาลัสซีเมีย ซึ่ง

55
00:03:36,082 --> 00:03:40,082
แอลลีลทั้ง 2 จะมีพันธุกรรมที่แตกต่างกันนะคะ

56
00:03:40,082 --> 00:03:44,082
ซึ่งอาจจะแตกต่างกันเพียงเล็กน้อย ซึ่งแอลลีล

57
00:03:44,084 --> 00:03:48,084
ของคู่แอลลีลบนฮอมอโลกัสโครโมโซม เราจะเรียกว่า ฮอมอไซกัส

58
00:03:48,085 --> 00:03:52,085
จีโนไทป์ เช่น TT Tt

59
00:03:52,086 --> 00:03:56,086
และ tt ค่ะ ส่วนลักษณะภายนอกที่ปรากฏมาให้เห็นนี่

60
00:03:56,087 --> 00:04:00,087
การเป็นโรค หรือไม่เป็นโรค เราเรียกว่า "จีโนไทป์

61
00:04:00,088 --> 00:04:04,088
ถ้ามีคู่แอลลีลที่มีรูปแบบเดียวกัน

62
00:04:04,089 --> 00:04:08,089
นะคะ เราจะจัดจีโนไทป์เป็นฮอมอไซกัส เพราะ

63
00:04:08,090 --> 00:04:12,090
ว่ามีคู่ของแอลลีลที่มีรูปแบบแตกต่างกันนี่จะเรียกว่า "เฮเทอโรไซกัส

64
00:04:12,092 --> 00:04:16,092
เฮเทอโรไซกัสค่ะ โดยบุคคลนี้นะคะ

65
00:04:16,093 --> 00:04:20,093
เขาจะไม่เป็นโรคทาลัสซีเมีย แต่เป็นพาหะของโรค

66
00:04:20,095 --> 00:04:24,095
โดยสามารถจะถ่ายทอดแอลลีลด้อย ไปสู่รุ่นลูกได้

67
00:04:24,096 --> 00:04:28,096
จะเห็นได้ว่าจีโนไทป์จะขึ้นกับ

68
00:04:28,098 --> 00:04:32,098
แอลลีลที่เรามีอยู่นะคะ ยกตัวอย่างเช่น

69
00:04:32,098 --> 00:04:36,098
ถ้าเกิดว่าเป็นแอลลีลเด่น ก็จะแสดงแอลลีลเด่น เป็นลักษณะ

70
00:04:36,100 --> 00:04:40,100
ปกติ แต่ถ้าหากว่า ได้รับแอลลีลด้อยมาทั้งคู่นะคะ

71
00:04:40,100 --> 00:04:44,100
ก็จะแสดงลักษณะด่อย ก็คือเป็นโรคธาลัสซีเมียค่ะ

72
00:04:44,102 --> 00:04:48,102
ฟีโนไทป์นะคะ

73
00:04:48,102 --> 00:04:52,102
นอกจากจะขึ้นกับจีโนไทป์ แล้วนี่ อาจจะขึ้นกับสิ่งแวดล้อมด้วย

74
00:04:52,104 --> 00:04:56,104
ยกตัวอย่างเช่น ความสูงค่ะ

75
00:04:56,105 --> 00:05:00,105
ลักษณะสูง เราก็จะมีลักษณะสูงใช่ไหมคะ แต่ถ้าหากว่า

76
00:05:00,106 --> 00:05:04,106
เราได้รับอาหารที่ไม่เหมาะสม หรือออกกำลังกายที่

77
00:05:04,107 --> 00:05:08,107
ไม่เหมาะสมนะคะ ก็อาจจะส่งผลต่อลักษณะความสูงของเราได้ค่ะ

78
00:05:08,108 --> 00:05:12,108
จากกรณีข้างต้นนะคะ เป็นแบบ

79
00:05:12,108 --> 00:05:16,108
แสดงว่ามีจีโนไทป์แบบใดคะ ถูกต้องค่ะ

80
00:05:16,108 --> 00:05:20,108
เป็นแบบเฮเทอโรไซกัส หรือ Tt ค่ะ

81
00:05:20,110 --> 00:05:24,110
โดยการคาดคะเนว่าทั้งคู่ ลูกเป็นโรค

82
00:05:24,111 --> 00:05:28,111
เท่าไรนี่ ก็สามารถนำความรู้ที่

83
00:05:28,112 --> 00:05:32,112
เกี่ยวกับหลักการถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรมได้ค่ะ

84
00:05:32,113 --> 00:05:36,113
จะเห็นได้ว่าโรคที่เป็นธา

85
00:05:36,114 --> 00:05:40,114
จะอยู่เป็นคู่แอลลีลนะคะ ซึ่งแต่ละเซลล์สืบพ

86
00:05:40,115 --> 00:05:44,115
เดียวของยีนนั้น เช่น Tt

87
00:05:44,116 --> 00:05:48,116
โดยลูกนะคะ จะได้รับแอลลีลหนึ่งจากแม่ผ่านทางเซลล์ไข่

88
00:05:48,117 --> 00:05:52,117
แล้วก็อีกแอลลีลหนึ่งจากพ่อ

89
00:05:52,120 --> 00:05:56,120
ในการปฏิสนธินี่ สเปิร์มจะรวมกันแบบสุ่ม

90
00:05:56,121 --> 00:06:00,121
ทำให้ลูกจะได้รับแอลลีลใดนี่ ก็ได้แบบสุ่ม

91
00:06:00,122 --> 00:06:04,122
ด้วยนะคะ เช่น เขาอาจจะได้รับแอลลีล t จากแม่

92
00:06:04,124 --> 00:06:08,124
แล้วก็รับแอลลีล T จากพ่อ หรือเขาจะได้รับทั้ง

93
00:06:08,124 --> 00:06:12,124
t จากทั้งพ่อแล้วก็แม่นะคะ

94
00:06:12,126 --> 00:06:16,126
เราสามารถจะคำนวณหาโอกาสที่จะเป็นโรค

95
00:06:16,127 --> 00:06:20,127
หรือไม่เป็นโรคได้นะคะ ถ้าสังเกตนะคะ ถ้าเขาได้รับแอลลีล

96
00:06:20,128 --> 00:06:24,128
T มา เขาจะแสดงลักษณะไม่เป็นโรค

97
00:06:24,130 --> 00:06:28,130
ก็จะเป็น 3 ใน 4 ส่วนถ้าหากว่าลูกได้รับแอลลีล

98
00:06:28,131 --> 00:06:32,131
ด้อย ทั้งจากพ่อแล้วก็แม่นี่ ก็จะเป็นโรค

99
00:06:32,133 --> 00:06:36,133
ธาลัสซีเมีย แต่ทีนี้ก็จะเห็นว่าเป็นโอกาส 1 ใน 4

100
00:06:36,134 --> 00:06:40,134
หรือคิดเป็น 25 เปอร์เซ็นต์นั่นเองค่ะ

101
00:06:40,135 --> 00:06:44,135
ถ้าหากมีคนกล่าวว่า ลูกคนแรกของสามีคู่นี้ได้เกิดมา

102
00:06:44,137 --> 00:06:48,137
แล้ว ลูกคนที่ 2 ไม่มีโอกาสที่จะเกิดมาเป็นโรค

103
00:06:48,138 --> 00:06:52,138
นักเรียนเห็นด้วยหรือไม่ เพราะอะไรคะ สำหรับ

104
00:06:52,139 --> 00:06:56,139
คุณครูนะคะ คุณครูไม่เห็นด้วยค่ะ เพราะว่า

105
00:06:56,140 --> 00:07:00,140
การหาโอกาสเป็นโรคของลูกที่จะเกิดขึ้นนะคะ ถึงแม้

106
00:07:00,141 --> 00:07:04,141
ว่าลูกคนแรกจะเป็นโรคไปแล้วนี่ ก็มีโอกาส

107
00:07:04,142 --> 00:07:08,142
เท่าเดิม ก็คือ 25 เปอร์เซ็นต์ค่ะ โอกาสนี้จะเท่ากันทุกครั้ง

108
00:07:08,144 --> 00:07:12,144
ไม่ว่าจะตั้งครรภ์กี่ครั้งก็ตามนะคะ เพราะว่าแอลลีล

109
00:07:12,145 --> 00:07:16,145
ที่ก่อโรคได้นี่ ยังคงสามารถถ่ายทอดจากแทม

110
00:07:16,146 --> 00:07:20,146
ไปสู่ลูกได้ค่ะ เช่นเดียวกับการพิจารณา

111
00:07:20,146 --> 00:07:24,146
เพศของลูกที่จะเกิดมานะคะ โดยมีโอกาสเกิดมาเป็น

112
00:07:24,148 --> 00:07:28,148
เพศชาย 50 เปอร์เซ็นต์ หรือเป็นเพศหญิง

113
00:07:28,148 --> 00:07:32,148
50 เปอร์เซ็นต์ค่ะ เรามาลองทำโจทย์ตรวจสอบความเข้าใจกัน

114
00:07:32,150 --> 00:07:36,150
นะคะ ถ้าหากว่าผู้หญิงแต่งงานกับผู้ชาย

115
00:07:36,150 --> 00:07:40,150
แต่งงานกับผู้ชายที่ไม่มีลักษณะเผือกนะคะ จะมีโอกาสเกิดลูก

116
00:07:40,152 --> 00:07:44,152
มีลักษณะเผือกเป็นเท่าใด

117
00:07:44,153 --> 00:07:48,153
หรือว่าอาจจะลองกดหยุดพัก เพื่อลองทำดูก็ได้ค่ะพ

118
00:07:48,154 --> 00:07:52,154
[เสียงดนตรี]

119
00:07:52,155 --> 00:07:56,155

120
00:07:56,155 --> 00:08:00,155

121
00:08:00,157 --> 00:08:04,157
ค่ะ เรามาดูเฉลยกันเลยนะคะ ผู้หญิงที่มีลักษณะเผือกนี่

122
00:08:04,159 --> 00:08:08,159
จะมีจีโนไทป์เป็น aa ส่วนผู้หญิงที่มี

123
00:08:08,160 --> 00:08:12,160
ลักษณะไม่เผือกนะคะ อาจจะมีจีโนไทป์ได้ 2 แบบ คือ

124
00:08:12,161 --> 00:08:16,161
AA หรือ Aa

125
00:08:16,162 --> 00:08:20,162
เพราะฉะนั้นนะคะ เราจะต้องพิจารณาโอกาสของลูกทั้ง 2 แบบ คือ

126
00:08:20,162 --> 00:08:24,162
แม่เป็น aa พ่อเป็น AA

127
00:08:24,163 --> 00:08:28,163
หรือแม่เป็น aa และพ่อเป็น Aa ค่ะ

128
00:08:28,164 --> 00:08:32,164
มาลองทำดูกันนะคะ กรณีแรกนี่

129
00:08:32,165 --> 00:08:36,165
แม่จะสร้างเซลล์สืบพะพันธุ์ได้ดังนี้นะคะ ส่วนพ่อ

130
00:08:36,166 --> 00:08:40,166
ก็จจะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้ค่ะ

131
00:08:40,169 --> 00:08:44,169
เมื่อเราพิจารณาลักษณะของรูปนะคะ จะเห็นได้ว่าลูก

132
00:08:44,170 --> 00:08:48,170
จะมีจีโนไทป์เป็น Aa

133
00:08:48,171 --> 00:08:52,171
เพราะฉะนั้นนี่ ก็จะไม่มีลักษณะเผือกค่ะ ส่วนกรณี

134
00:08:52,171 --> 00:08:56,171
ที่ 2 นะคะ ถ้าแม่มีจีโนไทป์เป็น aa

135
00:08:56,173 --> 00:09:00,173
นะคะ พ่อมีจีโนไทป์เป็น Aa นี่จะสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้

136
00:09:00,177 --> 00:09:04,177
ดังนี้ หากลองพิจารณา

137
00:09:04,180 --> 00:09:08,180
ลักษณะของลูกที่เกิดมานะคะ ก็จะเห็นว่าจะมีจีโนไทป์

138
00:09:08,181 --> 00:09:12,181
นะคะ จะมีทั้ง Aa aa

139
00:09:12,183 --> 00:09:16,183
Aa และ aa นะคะ

140
00:09:16,183 --> 00:09:20,183
เพราะฉะนั้น โอกาสที่ลูกจะมีลักษณะเผือกนะคะ

141
00:09:20,185 --> 00:09:24,185
ในกรณีที่ 2 คิดเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ค่ะ

142
00:09:24,186 --> 00:09:28,186
นอกจากโรคธาลัสซีเมียแล้วนะคะ

143
00:09:28,187 --> 00:09:32,187
ยังมีผู้ศึกษาพบว่ามีหลายกรณีเลยค่ะ ที่สอดคล้องกับที่ Mendel

144
00:09:32,188 --> 00:09:36,188
ศึกษา แต่ก็มีอีกหลายกรณีเลยนะคะ

145
00:09:36,189 --> 00:09:40,189
ที่มีความแตกต่างออกไป แต่ก็ยังสามารถที่จะใช้หลักการ

146
00:09:40,190 --> 00:09:44,190
ของMendel  มาอธิบายส่วนขยายได้ค่ะ

147
00:09:44,193 --> 00:09:48,193
เราจัดกรณีนี้นะคะ เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์ mendel ค่ะ

148
00:09:48,197 --> 00:09:52,197
เรามาลองดูในกรณีแรก ในกรณีของ

149
00:09:52,198 --> 00:09:56,198
กันเลยนะคะ ลักษณะหมู่เลือf

150
00:09:56,199 --> 00:10:00,199
ในระบบ ABO ของมนุษย์นี่จะจัดเป็น

151
00:10:00,201 --> 00:10:04,201
A B AB และ O ค่ะ นักเรียนคิดว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง

152
00:10:04,201 --> 00:10:08,201
ของแต่ละหมู่แตกต่างกันอย่างไรคะ

153
00:10:08,203 --> 00:10:12,203
ใช่ค่ะ บนผิวเซลล์เม็ดเลือดแดงของแต่ละหมู่

154
00:10:12,204 --> 00:10:16,204
ที่แตกต่างกันนะคะ สังเกตได้ว่าจีโนไทป์

155
00:10:16,205 --> 00:10:20,205
ของหมู่เลือดนี่จะมี 4 แบบ แต่ลักษณะก่อนหน้านี้ที่เราศึกษามานี่

156
00:10:20,206 --> 00:10:24,206
จะมีเพียงแค่ 2 แบบ เป็นเพราะว่าอะไรคะ

157
00:10:24,207 --> 00:10:28,207
ยีนที่เมนเดลศึกษานะคะ จะมียีนที่เกี่ยวข้อง 2 รูปแบบ

158
00:10:28,207 --> 00:10:32,207
ยกตัวอย่างเช่น ลักษณะที่มีสี

159
00:10:32,209 --> 00:10:36,209
จะมีแอลลีล T ควบคุมสีม่วง แอลลีล t ควบคุม

160
00:10:36,211 --> 00:10:40,211
ดอกสีขาว แต่ในกรณีของหมู่เลือด

161
00:10:40,213 --> 00:10:44,213
ระบบ ABO นี่ จะมีแอลลีลที่ควบคุมมากกว่า 2 แอลลีล

162
00:10:44,214 --> 00:10:48,214
แอลลีล iA ควบคุมการสร้าง

163
00:10:48,216 --> 00:10:52,216
บนเยื่อหุ้มเซลล์เม็ดเลือดแดง

164
00:10:52,217 --> 00:10:56,217
B และ แอลลีล i จะไม่มีการสร้าง

165
00:10:56,218 --> 00:11:00,218
ทั้งแอนติเจน a และเอนติเจน b ค่ะ

166
00:11:00,221 --> 00:11:04,221
เราเรียกกรณีที่ยีนควบคุมลักษณะ

167
00:11:04,223 --> 00:11:08,223
เกี่ยวข้องมากกว่า 2 รูปแบบว่า "มัลติเพิลแอลลีล"

168
00:11:08,225 --> 00:11:12,225
ถึงแม้มีแอลลีล

169
00:11:12,228 --> 00:11:16,228
ถึง 3 รูปแบบนะคะ ในแต่ละคนนี่ จะมีแค่ 2 แอลลีล

170
00:11:16,229 --> 00:11:20,229
ซึ่งแต่ละแอลลีลจะอยู่บน

171
00:11:20,230 --> 00:11:24,230
เฮอมอโลกัสโครโมโซม

172
00:11:24,232 --> 00:11:28,232
โดยยืนควบคุม

173
00:11:28,233 --> 00:11:32,233
ฮอมอโลกัสโครโมโซมคู่ที่ 9 อาจจะมีจีโนไทป์ ได้หลายรูปแบบ ยกตัวอย่างเช่น ia

174
00:11:32,238 --> 00:11:36,238
iA iA ia

175
00:11:36,239 --> 00:11:40,239
หรือ ii ค่ะ

176
00:11:40,240 --> 00:11:44,240
ครูจะลองเปรียบเทียบให้ฟังนะคะ

177
00:11:44,241 --> 00:11:48,241
เรามีถุงเท้าให้เลือกอยู่ 2 สี คือ สีม่วงกับสีขาว

178
00:11:48,242 --> 00:11:52,242
เราอยากจะเลือกใส่เป็นสีม่วง สีม่วง

179
00:11:52,243 --> 00:11:56,243
หรือสีขาวสีขาวนะคะ แต่กรณีของมัลติเพิลแอลลีลนี่

180
00:11:56,244 --> 00:12:00,244
เรามีถุงเท้าให้เลือกถึง 3 สีนะคะ

181
00:12:00,245 --> 00:12:04,245
คือ สีแดง สีเขียว หรือสีเหลืองนะคะ ซึ่งเราอาจจะเลือกใส่ได้

182
00:12:04,246 --> 00:12:08,246
หลากหลายออกไป แต่เราก็จะเลือกใส่ได้เพียง 2 ข้าง

183
00:12:08,247 --> 00:12:12,247
เท่านั้นค่ะ การที่มีแอลลีลที่

184
00:12:12,247 --> 00:12:16,247
เป็ฯไปได้ 3 แบบ ทั้ง จีโนไทป์ ฟีโนไทป์ จะมีโอกาส

185
00:12:16,249 --> 00:12:20,249
มากกว่ากรณีที่เมกเดลศึกษานะคะ จากตาราง

186
00:12:20,249 --> 00:12:24,249
ที่มีเลือดหมู่ O จะมีเฉพาะที่มี i

187
00:12:24,249 --> 00:12:28,249
นะคะ ส่วนคนที่มีแอลลีล IA ก็จะมีเลือดหมู่ A

188
00:12:28,252 --> 00:12:32,252
คนที่แอลลีล ib ก็คือมีเลือดหมู่ B

189
00:12:32,253 --> 00:12:36,253
ส่วนคนที่มีจีโนไทป์ เป็น iA iB

190
00:12:36,255 --> 00:12:40,255
ก็จะมีหมู่เลือด B

191
00:12:40,257 --> 00:12:44,257
ผิวเซลล์เม็ดเลือดแดงจะมีทั้งแอนติเจน A และแอนติเจน B

192
00:12:44,259 --> 00:12:48,259
นี้ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งนะคะในกรณีที่ศึกษา

193
00:12:48,261 --> 00:12:52,261
ค่ะ นักเรียนเราลองมาดูโจทย์นี้กันนะคะ

194
00:12:52,262 --> 00:12:56,262
ถ้าแม่มีเลือดหมู่ A และพ่อมีเลือดหมู่ B

195
00:12:56,264 --> 00:13:00,264
เป็นเฮเทอโรไซกัสจะมีโอกาสมีลูกหมู่ใดบ้าง

196
00:13:00,265 --> 00:13:04,265
ทั้งคู่นะคะ เป็นเฮเทอโรไซกัส

197
00:13:04,266 --> 00:13:08,266
เป็น iA i และพ่อมีจีโนไทป์ เป็น iA i

198
00:13:08,269 --> 00:13:12,269
ค่ะ จะเห็นได้ว่าลักษณะ

199
00:13:12,270 --> 00:13:16,270
ยีนที่ควบคุมลักษณะดังกล่าวนะคะ จะอยู่เป็นคู่แอลลีล

200
00:13:16,271 --> 00:13:20,271
ซึ่งคู่แอลลีลจะแยกออกจากกัน เมื่อมีการสืบพันธุ์

201
00:13:20,273 --> 00:13:24,273
ลูกจะได้รับแอลลีลหนึ่งจากพ่อ และได้รับแอลลีลหนึ่งจากแม่ค่ะ

202
00:13:24,275 --> 00:13:28,275
หมู่เลือดระบบ ABO นี่ จะมี

203
00:13:28,277 --> 00:13:32,277
หลายแอลลีล แต่จากกรณีที่ Mendel ศึกษา

204
00:13:32,278 --> 00:13:36,278
การถ่ายทอดพันธุกรรม เรียกว่า

205
00:13:36,279 --> 00:13:40,279
ได้นะคะ จึงเรียกว่าเป็นส่วนขยายพันธุศาสตร์ของเมนเดล

206
00:13:40,282 --> 00:13:44,282
เอาล่ะค่ะ เรามาลองตรวจสอบความเข้าใจ

207
00:13:44,283 --> 00:13:48,283
จากโจทย์นี้ดูนะคะ นักเรียนอาจจะลองกดหยุดพักเพื่อทำ

208
00:13:48,284 --> 00:13:52,284
โจทย์นี้ดู แล้วเรามารอดูเฉลยกันนะคะว่าเป็ฯอย่าง

209
00:13:52,286 --> 00:13:56,286

210
00:13:56,287 --> 00:14:00,287
[เสียงดนตรี]

211
00:14:00,288 --> 00:14:04,288
เอาล่ะค่ะ เรามาดูเฉล

212
00:14:04,289 --> 00:14:08,289
แม่นะคะ มีจีโนไทป์

213
00:14:08,289 --> 00:14:12,289
เป็น iA iB ส่วนพ่อนะคะ มีจีโนไทป์  iB i

214
00:14:12,291 --> 00:14:16,291
สร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้ค่ะ โดย

215
00:14:16,292 --> 00:14:20,292
เราอาจจะใช้ตารางในการช่วยหาโอกาสเกิดจีโนไทป์ในรุ่นลูกนะคะ

216
00:14:20,294 --> 00:14:24,294
แม่นี้สามารถสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้เป็น

217
00:14:24,295 --> 00:14:28,295
ส่วนพ่อนี่ สามารถสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้เป็น iB i

218
00:14:28,296 --> 00:14:32,296
จีโนไทป์ของลูกเป็นดังนี้

219
00:14:32,298 --> 00:14:36,298
โดยลูกนะคะ จะมีโอกาสมีเลือดหมู่ดังนี้ค่ะ

220
00:14:36,299 --> 00:14:40,299
AB A และเลือดหมู่ B

221
00:14:40,300 --> 00:14:44,300
ค่ะ

222
00:14:44,300 --> 00:14:48,300
สักครู่เราทำการตรวจสอบ

223
00:14:48,302 --> 00:14:52,302
นะคะ คราวนี้เรามาลองดูอีกกรณีหนึ่งค่ะ หากนักเรียน

224
00:14:52,304 --> 00:14:56,304
จะต้องเขียนเพื่อให้ข้อมูลทางวิชาการ

225
00:14:56,305 --> 00:15:00,305
นักเรียนจะเขียนว่าอย่างไรบ้าง นักเรียนอาจจะลองกดพักนะคะ

226
00:15:00,306 --> 00:15:04,306
เพื่อลองทำกิจกรรมนี้ดู ว่าเป็ฯอย่างไรค่ะ

227
00:15:04,307 --> 00:15:08,307
นักเรียนเรามาดูเฉลยพร้อม ๆ กันเลยนะคะ

228
00:15:08,308 --> 00:15:12,308
พ่อและแม่มีเลือดหมู่ A เพราะฉะนั้น

229
00:15:12,309 --> 00:15:16,309
อาจจะมีจีโนไทป์ เป็น iA iA หรือ

230
00:15:16,310 --> 00:15:20,310
iA i หรือ หมู่เลือดที่

231
00:15:20,311 --> 00:15:24,311
AB แสดงว่ามีจีโนไทป์เป็น IA IB ค่ะ

232
00:15:24,312 --> 00:15:28,312
จะเห็ฯได้ว่าเป็นไปไม่ไกด้เลยนะคะ ว่า

233
00:15:28,312 --> 00:15:32,312
พ่อกับแม่นี่ จะถ่ายทอดลักษณะแอลลีล iB

234
00:15:32,314 --> 00:15:36,314
มาให้ลูกได้นะคะ แสดงว่าอาจจะเกิดข้อผิดพลาด

235
00:15:36,315 --> 00:15:40,315
ขึ้นค่ะ ในปัจจุบันนี้นะคะ นอกจากการตรวจหมู่เลือดแล้วนี่

236
00:15:40,316 --> 00:15:44,316
เรายังมีเทคโนโลยีทางดีเอ็นเอ ในการตรวจความสัมพันธ์

237
00:15:44,317 --> 00:15:48,317
ระหว่างพ่อแม่ลูกด้วยค่ะ ค่ะ

238
00:15:48,318 --> 00:15:52,318
เรามาดูกรณีของยีนที่อยู่บนโครโมฏว

239
00:15:52,319 --> 00:15:56,319
กันต่อนะคะ จากตารางทั้ง 2 สัดส่วนพันธุกรรมที่อยู่

240
00:15:56,321 --> 00:16:00,321
ในเพศชายและเพศหญิงเป็นอย่างไรคะ

241
00:16:00,322 --> 00:16:04,322
จะสังเกตได้ว่า ลักษณะหมู่เลือด ABO นี่

242
00:16:04,324 --> 00:16:08,324
เพศชายและเพศหญิง จะมีจำนวนใกล้เคียงกัน

243
00:16:08,325 --> 00:16:12,325
ลักษณะตาบอดสีนี่ เพศชายจะพบมากกว่าเพศหญิงนะคะ

244
00:16:12,325 --> 00:16:16,325
เพราะเหตุใดจึงเป็นแบบนั้น เราจะมาเรียนรู้กันค่ะ

245
00:16:16,326 --> 00:16:20,326
โครโมโซมของมนุษย์นะคะ

246
00:16:20,328 --> 00:16:24,328
จะมีทั้งหมด 23 คู่ ของฮอมอโลกัสโครโมโซม

247
00:16:24,329 --> 00:16:28,329
โดยแบ่งเป็น 22 คู่ และโครโมโซมเพศ

248
00:16:28,331 --> 00:16:32,331
ถ้าหากว่ามีโครโมโซมเป็น xy

249
00:16:32,335 --> 00:16:36,335
แต่ถ้ามีโครโมโซมเพศเป็น xx จะเป็นเพศหญิง

250
00:16:36,336 --> 00:16:40,336
นะคะ การ

251
00:16:40,337 --> 00:16:44,337
ที่โครโมโซมเพศของผู้ชายและผู้หญิงแตกต่างกันนะคะ

252
00:16:44,338 --> 00:16:48,338
ทำให้ยีนบางยีนไม่อยู่เป็นคู่แอลลีลเสม

253
00:16:48,339 --> 00:16:52,339
เช่น ยีนที่ควบคุมลักษณะตาบอดสี เขียว แดง

254
00:16:52,339 --> 00:16:56,339
บนโครโมโซม X ของมนุษย์นะคะ ซึ่ง

255
00:16:56,341 --> 00:17:00,341
เพศหญิงนี่จะมี 2 แอลลีล แต่เพศชายนี่จะมียีนนี้

256
00:17:00,342 --> 00:17:04,342
เพียงแค่แอลลีลนี้ เพียง 1 แอลลีล

257
00:17:04,343 --> 00:17:08,343
ลักษณะหมู่เลือดนะคะ ที่อยู่บนออโตโซม

258
00:17:08,343 --> 00:17:12,343
ตาบอดสีเขียว-แดงนะคะ อาจจะยังมองเห็ฯปกติ

259
00:17:12,344 --> 00:17:16,344
แต่ว่ามีความบกพร่องที่เซลล์รับแสงในตา ทำให้แยกสี

260
00:17:16,345 --> 00:17:20,345
สีแดงนะคะ แยกออกจากกันได้ยาก แต่ว่า

261
00:17:20,346 --> 00:17:24,346
ระดับความรุนแรงนี่ ก็จะแตกต่างกันไปแต่ละบุคคล จากภาพนะคะ

262
00:17:24,346 --> 00:17:28,346
ว่าสามารถที่จะแยกสีออกจากกันได้ยาก

263
00:17:28,348 --> 00:17:32,348
เราอาจจะใช้ตัวอักษรหรือลวดลายมากำกับเพิ่ม

264
00:17:32,349 --> 00:17:36,349
สื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างเข้าใจ นอกจากนี้นะคะ

265
00:17:36,351 --> 00:17:40,351
ในการออกแบบเว็บไซต์ ในการออกแบบต่าง ๆ นะคะ จะต้องคำนึงสีที่เหมาะสม

266
00:17:40,352 --> 00:17:44,352
ด้วย แล้วแบบนี้จะเห็นไฟสัญญาณ

267
00:17:44,353 --> 00:17:48,353
จราจรเป็นอย่างไรนะ เรามาดูภาพตัวอย่างกันค่ะ

268
00:17:48,353 --> 00:17:52,353
ถึงแม้บุคคลที่มีการตาบอดสีเขียว สีแดง

269
00:17:52,355 --> 00:17:56,355
จะแยกสีเขียวและแดงออกจากกันยากนะคะ แต่ว่าแต่ละสีของ

270
00:17:56,356 --> 00:18:00,356
ไฟจราจรนี่ จะอยู่ตำแหน่งต่างกัน ซึ่ง

271
00:18:00,357 --> 00:18:04,357
ระบุได้ค่ะ ลักษณะตาบอดสีเขียวแดงนะคะ

272
00:18:04,359 --> 00:18:08,359
ควบคุมโดยแอลลีลด้อย

273
00:18:08,360 --> 00:18:12,360
ดังนั้น เพศหญิงที่มีแอลลีลด้อย 2 แอลลีล จะ

274
00:18:12,360 --> 00:18:16,360
ตาบอดสี แต่ในเพศชายจะแตกต่างออกไปนะคะ

275
00:18:16,362 --> 00:18:20,362
เพราะว่ามีโครโมโซม X เพียงโครโมโซมเดียว

276
00:18:20,363 --> 00:18:24,363
ถึงแม้จะมีแอลลีลด้อย เพียงแอลลีลเดียวค่ะ

277
00:18:24,364 --> 00:18:28,364
การพิจารณารูปแบบ

278
00:18:28,365 --> 00:18:32,365
การถ่ายทอด สามารถใช้หลักการของ Mendel ได้นะคะ

279
00:18:32,367 --> 00:18:36,367
จะเห็นได้ว่ายีนที่ควบคุมลักษณะตาบอดสีเขียวแดงนี่

280
00:18:36,368 --> 00:18:40,368
จะอยู่เป็นคู่ของแอลลีล โดยแอลลีลจะแยกออกจากกัน

281
00:18:40,369 --> 00:18:44,369
สร้างเซลล์สืบพันธุ์ แล้วลูกจะได้รับแอลลีลหนึ่งจากพ่อ

282
00:18:44,370 --> 00:18:48,370
และอีกแอลลีลหนึ่งจากแม่ แต่ถ้าหากเราแยก

283
00:18:48,371 --> 00:18:52,371
ลักษณะของพ่อและแม่นะคะ โอกาสมีลูกตาบอดสี 2 กรณีนี้นี่

284
00:18:52,374 --> 00:18:56,374
ก็จะแตกต่างกันออกไป

285
00:18:56,377 --> 00:19:00,377
กรณีแรก ไม่ว่าลูกจะเกิดเป็นเพศใด ลูกจะไม่มีโอกาสเป็นตาบอด

286
00:19:00,379 --> 00:19:04,379
แต่ในกรณีที่ 2 นี่โอกาส

287
00:19:04,380 --> 00:19:08,380
ที่ลูกจะมีตาบอดสีเป็น 50 เปอร์เซ็นต์ โดยลูกสาว

288
00:19:08,381 --> 00:19:12,381
ทุกคนจะเป็นพาหะของตาบอดสี

289
00:19:12,382 --> 00:19:16,382
และลูกชายทุกคนก็จะเกิดมามีลักษณะตาบอดสี

290
00:19:16,384 --> 00:19:20,384
ที่เป็นแบบนี้นะคะ ก็เป็นผลที่เพศชาย

291
00:19:20,385 --> 00:19:24,385
มีโครโมโซม X 1 โครโมโซม

292
00:19:24,386 --> 00:19:28,386
วิธีหนึ่งในการทดสอบว่ามีการตาบอดสี

293
00:19:28,387 --> 00:19:32,387
หรือไม่นะคะ ก็คือปใช้ชุดกระดาษแบบทดสอบที่มีลักษณะดังภาพ

294
00:19:32,388 --> 00:19:36,388
ค่ะ บุคคลที่มีลักษณะตาบอดสี

295
00:19:36,389 --> 00:19:40,389
ไม่สามารถอ่านตัวเลข 74 หรือ 6 ได้ชัดเจนค่ะ

296
00:19:40,390 --> 00:19:44,390
เอาหล่าค่ะ เราลองมาทำความเข้าใจ

297
00:19:44,392 --> 00:19:48,392
เกี่ยวกับยีนที่อยู่บนโครโมโซมเพศกันนะคะ จากตัวอย่างนี้

298
00:19:48,394 --> 00:19:52,394
เป็นลักษณะของฮีโมฟีเลีย ซึ่งควบคุมโดยลักษ

299
00:19:52,394 --> 00:19:56,394
แอลลีลด้อยบนโครโมโซม X นะคะ นักเรียนเติมแผ่นภา

300
00:19:56,395 --> 00:20:00,395
ดู อาจจะกดหยุดพัก

301
00:20:00,396 --> 00:20:04,396
แล้วก็ลองทำ แล้วเดี๋ยวมาฟังเฉลยไปพร้อม ๆ กันค่ะ

302
00:20:04,398 --> 00:20:08,398
[เสียงดนตรี]

303
00:20:08,399 --> 00:20:12,399

304
00:20:12,400 --> 00:20:16,400

305
00:20:16,401 --> 00:20:20,401
เป็นอย่างไรกันบ้างคะ ทำกันได้หรือเปล่า เรามาดูเฉลยกันนะคะ

306
00:20:20,402 --> 00:20:24,402
จากจีโนไทป์ของพ่อและแม่นะคะ

307
00:20:24,404 --> 00:20:28,404
จะสามารถสร้างเซลล์สืบพันธุ์ได้ดังนี้ค่ะ

308
00:20:28,407 --> 00:20:32,407
แล้วก็สามารถที่จะมีจีโนไทป์

309
00:20:32,409 --> 00:20:36,409
ของรุ่นลูกนะคะ ได้เป็นดังนี้

310
00:20:36,410 --> 00:20:40,410
เราจะเห็นได้นะคะ ว่าผู้หญิงที่ได้รับแอลลีลเด่น

311
00:20:40,411 --> 00:20:44,411
จากแม่นี่ ก็จะไม่เป็นโรค เพราะว่าได้รับแอลลีลเด่น

312
00:20:44,412 --> 00:20:48,412
จากพ่อด้วยค่ะ แต่ในกรณีของผู้ชายนะคะ

313
00:20:48,413 --> 00:20:52,413
จะแตกต่างออกไป ได้รับเพียงแอลลีลด้อยเพียง 1 แอลลีล

314
00:20:52,414 --> 00:20:56,414
นะคะ ก็แสดงลักษณะเป็นโรค เรา

315
00:20:56,415 --> 00:21:00,415
จะมีโครโมโซม X เพียง 1 โครโมโซมค่ะ

316
00:21:00,416 --> 00:21:04,416
เอาหล่ะค่ะ เรามาสรปุเนื้อหา

317
00:21:04,417 --> 00:21:08,417
ที่เราได้เรียนกันในคลิปนี้กันนะคะ ลักษณะพันธุกรรม

318
00:21:08,419 --> 00:21:12,419
เป็นลักษณะที่สามารถถ่ายทอดจากแม่มาสู่พ่อได้

319
00:21:12,419 --> 00:21:16,419
โดยผ่านยีนในเซลล์สืบพันธุ์ค่ะ ซึ่งลักษณะการถ่ายทอดเซลล์

320
00:21:16,421 --> 00:21:20,421
พันธุกรรมก็มีหลากหลายค่ะ ซึ่งจะ

321
00:21:20,424 --> 00:21:24,424
ส่วนที่เป็นส่วนขยายของพันธุศาสตร์ เมนเดล ที่

322
00:21:24,426 --> 00:21:28,426
Mendel ค้นพบการอธิบายได้ เช่น

323
00:21:28,427 --> 00:21:32,427
ลักษณะที่มีการควบคุมโดยมียีนนะคะ ที่มีแอลลีล

324
00:21:32,428 --> 00:21:36,428
มากกว่า 2 รูปแบบ ก็จะเรียกว่า "ระบบ

325
00:21:36,429 --> 00:21:40,429
เช่น ระบบหมู่เลือด ABO

326
00:21:40,430 --> 00:21:44,430
ส่วนลักษณะที่ควบคุมโดยยีนที่มีลักษณะตาบอดสีนะคะ

327
00:21:44,431 --> 00:21:48,431
จะมีโอกาสพบในเพศชายและเพศหญิงไม่เท่ากัน

328
00:21:48,432 --> 00:21:52,432
ยกตัวอย่างเช่น ตาบอดสี หรือ มัลติเพิลแอลลีล

329
00:21:52,433 --> 00:21:56,433
นะคะ ซึ่งนอกจากลักษณะพันธุศาสตร์

330
00:21:56,434 --> 00:22:00,434
Mendel ที่เราเรียนกันไปแล้ววันนี้นะคะ เป็น

331
00:22:00,435 --> 00:22:04,435
รูปแบบแตกต่างกันไปอีกมากเลยค่ะ บางกรณีก็มีความซับซ้อน

332
00:22:04,436 --> 00:22:08,436
มากขึ้น เช่น ลักษณะที่ควบคุมด้วยยีน

333
00:22:08,437 --> 00:22:12,437
หลาย ๆ ยีน หรือลักษณะที่มีอิทธิพลสิ่งแวดล้อมเข้ามาเกี่ยวข้องนะคะ

334
00:22:12,438 --> 00:22:16,438
แต่หลักการพื้นฐาน

335
00:22:16,439 --> 00:22:20,439
ก็คือลักษณะทางพันธุกรรมนี่มีการถ่ายทอดจาก

336
00:22:20,440 --> 00:22:24,440
รุ่นหนึ่งไปสู่อีกรุ่นหนึ่ง จากเซลล์สืบพันธุ์นะคะ

337
00:22:24,441 --> 00:22:28,441
วันนี้นะคะ เราก็สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ในการวางแผน

338
00:22:28,442 --> 00:22:32,442
ครอบครัว ว่าลูกที่เกิดมานะคะ มีลักษณะ

339
00:22:32,443 --> 00:22:36,443
เป็นโรคหรือไม่นะคะ มีโอกาสเท่าไร และนอกจากนี้นะคะ

340
00:22:36,444 --> 00:22:40,444
ก็ยังสามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้

341
00:22:40,445 --> 00:22:44,445
แล้วก็พันธุ์สัตว์ให้มีลักษณะตามที่ต้องการได้ค่ะ

342
00:22:44,445 --> 00:22:48,445
ค่ะ ในคลิปนี้นะคะ นักเรียนก็ได้เรียนรู้ลักษณะ

343
00:22:48,447 --> 00:22:52,447
และในหัวข้อต่อ ๆ ไปนะคะ ก็จะได้เรียนรู้ว่ายีนมี

344
00:22:52,448 --> 00:22:56,448
ทำหน้าที่ในการควบคุมพันธุกรรมอย่างไร

345
00:22:56,449 --> 00:23:00,449
การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม รวมถึงเราได้เรียนรู้

346
00:23:00,451 --> 00:23:04,451
ความรู้ทางพันธุศาสตร์นะคะ

347
00:23:04,452 --> 00:23:08,452
ยกตัวอย่างเช่น การหาแอลลีลก่อโรคเพื่อวินิจฉัย

348
00:23:08,454 --> 00:23:12,454
โรค หรือนำไปใช้ทางการเกษตรนะคะ

349
00:23:12,455 --> 00:23:16,455
สำหรับคลิปนี้ สวัสดีค่ะ

350
00:23:16,458 --> 00:23:20,458
[เสียงดนตรี]

351
00:23:20,459 --> 00:23:24,459

352
00:23:24,460 --> 00:23:28,460

353
00:23:28,461 --> 00:23:32,461

354
00:23:32,464 --> 00:23:36,464

355
00:23:36,465 --> 00:23:40,465

356
00:23:40,467 --> 00:23:44,467

357
00:23:44,469 --> 00:23:47,469

358
00:23:48,470 --> 00:23:51,474

359
00:23:56,473 --> 00:23:55,475

360
00:24:00,475 --> 00:24:03,478

361
00:24:04,476 --> 00:24:07,476

362
00:24:08,478 --> 00:24:11,481

363
00:24:12,478 --> 00:24:12,479

364
00:24:16,480 --> 00:24:16,482

365
00:24:20,484 --> 00:24:20,489


