﻿1
00:00:36,861 --> 00:00:40,861
[เสียงดนตรี] (คุณครูปุณยาพร ) สวัสดีค่ะ สำหรับคลิปนี้นะคะ

2
00:00:42,447 --> 00:00:45,122
การสอนในหัวข้อที่ 4.2 ยีนกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม

3
00:00:45,122 --> 00:00:49,122
ให้ความรู้โดยครูปุณยาพรค่ะ

4
00:00:49,846 --> 00:00:53,846
โดยที่หัวข้อนี้นะคะ อยู่ภายใต้บทที่ 4 เรื่อง

5
00:00:56,190 --> 00:00:58,133
พันธุกรรมและวิวัฒนาการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของหนังสือเรียน วิทยาศาสตร์ชีวภาพ

6
00:00:58,133 --> 00:01:01,471
ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4

7
00:01:01,471 --> 00:01:03,730
ค่ะ จุดประสงค์นะคะ ก็คือให้นักเรียนสามารถที่จะ

8
00:01:03,730 --> 00:01:05,229
อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างยีน

9
00:01:05,229 --> 00:01:07,212
โปรตีน

10
00:01:07,212 --> 00:01:10,687
ลักษณะทางพันธุกรรมค่ะ

11
00:01:10,687 --> 00:01:14,687
ก่อนอื่นนะคะ นักเรียนจำได้ไหมคะ เกี่ยวกับ

12
00:01:15,234 --> 00:01:17,014
โรคธาลัสซีเมียที่ได้เรียนมาใน 1 ข้อที่แล้วนะคะ

13
00:01:17,014 --> 00:01:21,014
ธาลัสซีเมีย คืออะไร

14
00:01:21,386 --> 00:01:22,909
ธาลัสซีเมีย คือ โรคทางพันธุกรรมชนิดหนึ่งนะคะ

15
00:01:22,909 --> 00:01:24,415
โดยเป็นโรคโลหิต

16
00:01:24,415 --> 00:01:27,145
ตามแบบเรื้อรัง

17
00:01:27,145 --> 00:01:31,145
ซึ้งคนไทยเนี่ย

18
00:01:33,190 --> 00:01:34,909
มีผู้ที่เป็นโรคนี้เป็นจำนวนมากนะคะ และมีผู้ที่เป็นพาหะของโรคนี้โดยไม่แสดงอาการ

19
00:01:34,909 --> 00:01:38,909
จำนวนมากยิ่งกว่า

20
00:01:40,826 --> 00:01:44,790
ขึ้นไปอีก อย่างนั้นก็แปลว่าโรคธาลัสซีเมียนี่ความจริงอยู่ใกล้ตัวคนไทยเรามาก ๆ เลยนะคะ

21
00:01:44,790 --> 00:01:46,097
จากที่นักเรียนได้เรียนมาในเก็บที่แล้วนะคะ

22
00:01:46,097 --> 00:01:49,096
โรคธาลัสซีเมีย

23
00:01:49,096 --> 00:01:50,551
นี่ ถูกควบคุมโดยยีนนะคะ

24
00:01:50,551 --> 00:01:54,194

25
00:01:54,194 --> 00:01:56,916
โดยมีแอลลีลที่ควบคุมลักษณะไม่เป็นโรคและ

26
00:01:56,916 --> 00:01:57,692
ที่ควบคุมลักษณะ

27
00:01:57,692 --> 00:02:01,692
โรค

28
00:02:03,250 --> 00:02:07,250
อย่างนั้นทำให้ผู้ที่มีอันใหญ่ 2 แอลลีลกันในรูปนะคะ

29
00:02:07,737 --> 00:02:08,849
จะไม่เป็นโรคส่วนผู้ที่มีอันเล็ก 2 แอลลีล

30
00:02:08,849 --> 00:02:12,849
เป็นโรค

31
00:02:14,555 --> 00:02:17,330
ในขณะที่ผู้ที่มี แอลลีล t และT ใหญ่อย่างละ 1 อันเร็วนะคะ

32
00:02:17,330 --> 00:02:18,638
ไม่เป็นโรคแต่ว่า

33
00:02:18,638 --> 00:02:22,638
เป็นพาหะ

34
00:02:25,483 --> 00:02:27,936
เช้านี้คำถามก็คือแอนดริวดังกล่าวเหล่านี้นี่มันทำให้เกิดโรค

35
00:02:27,936 --> 00:02:31,936
ถึงไม่เกิดโรคได้อย่างไร

36
00:02:32,108 --> 00:02:35,005
เดี๋ยวอันนี้นะคะ เราจะได้มาเรียนกันในข้อนี้ค่ะ

37
00:02:35,005 --> 00:02:37,094
เรามาลองชวนกันอีกนิดหนึ่งนะคะ

38
00:02:37,094 --> 00:02:40,061
แอลลีลเซลล์คืออะไร

39
00:02:40,061 --> 00:02:41,323
แอลลีลนะคะ ก็คือรูปแบบของยีน

40
00:02:41,323 --> 00:02:45,323
ของยีน

41
00:02:45,545 --> 00:02:48,512
ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมผ่านการทดสอบโปรตีน

42
00:02:48,512 --> 00:02:52,083
แล้วการควบคุมนะนี่ มันเกิดขึ้นได้อย่างไรนะคะ

43
00:02:52,083 --> 00:02:56,083
เป็นช่วงนึงของสาย DNA นะคะ

44
00:02:57,303 --> 00:03:01,303
ที่จะควบคุมกำหนดลักษณะของโปรตีนที่สังเคราะห์ได้ ซึ่ง

45
00:03:02,541 --> 00:03:05,350
โปรตีนนั้นนี่ จะส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมต่าง ๆ ขึ้นอยู่กับ

46
00:03:05,350 --> 00:03:09,350
แล้วก็น่าคิด

47
00:03:10,178 --> 00:03:11,174
ตรงนี้อาจจะยังไม่เห็นภาพนะคะ เดี๋ยวเรามาลองดูในส่วนของ

48
00:03:11,174 --> 00:03:15,174
ลักษณะ

49
00:03:17,101 --> 00:03:20,797
เผือก เป็นตัวอย่างนะคะ ที่นักเรียนเคยเรียนมาแล้วว่ายีนควบคุมการเกิด

50
00:03:20,797 --> 00:03:24,797
การมี หรือไม่มีลักษณะเผือกได้

51
00:03:28,096 --> 00:03:32,096
อย่างไรค่ะ ซึ่งลักษณะเผือกนะคะ

52
00:03:33,106 --> 00:03:37,106
โดยมีเมลานินนะคะ เป็นอีกนิดนึงที่อยู่บริเวณ

53
00:03:38,924 --> 00:03:42,223
โดยในตัวอย่างนี้นะคะ ลักษณะเผือก

54
00:03:42,223 --> 00:03:45,706
นี่ อยู่ในยีน ซึ่งมี 2 แอลลีล

55
00:03:45,706 --> 00:03:49,706
นะคะ

56
00:03:52,520 --> 00:03:55,563
ที่ทำหน้าที่ในกระบวนการสังเคราะห์เมลานินได้นะคะ

57
00:03:55,563 --> 00:03:58,373
เปลี่ยนแปลงไป

58
00:03:58,373 --> 00:04:02,373
ให้ไม่สามารถยีนได้

59
00:04:05,537 --> 00:04:09,537
อย่างในสไลด์ที่โรงเรียนตอนนี้นะคะ ที่ทำงานได้ด้วย

60
00:04:10,622 --> 00:04:14,622
ส่วนโปรตีนที่ทำงานไม่ได้

61
00:04:17,080 --> 00:04:21,080
คราวนี้แล้ว ยีนที่มีแอลลีล A และแอลลีล a นี่

62
00:04:21,885 --> 00:04:25,885
องค์การมีหรือไม่มีลักษณะเผือกได้ยังไง

63
00:04:29,639 --> 00:04:33,639
ในผู้ที่มีอันใหญ่ 2 แอลลีล นะคะ เขาก็จะสามารถ

64
00:04:36,595 --> 00:04:40,595
โปรตีนที่ทำงานได้โปรตีนที่ทำงานได้นี่ ก็จะไปทำหน้าที่ในกระบวนการ

65
00:04:42,620 --> 00:04:45,423
สังเคราะห์เมลานินนะคะ ทำให้พูดแบบนี้มีเมลามินและทำให้ไม่มีลักษณะ

66
00:04:45,423 --> 00:04:49,423
เผือก ในขณะที่

67
00:04:51,820 --> 00:04:53,402
มีเฉพาะ แอลลีล a นะคะ จะสังเคราะห์โปรตีนออกมาเป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้

68
00:04:53,402 --> 00:04:57,402
ซึ่งทำให้

69
00:04:57,936 --> 00:04:58,992
ในกระบวนการสังเคราะห์เมลานินไม่มีเมลานินเกิดขึ้นนะคะ

70
00:04:58,992 --> 00:05:01,052
และทำให้

71
00:05:01,052 --> 00:05:04,272
มีลักษณะ คือ

72
00:05:04,272 --> 00:05:08,272
ค่ะ เราทราบการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมของ

73
00:05:09,880 --> 00:05:11,572
ผู้ที่มีเฉพาะ แอลลีล a แล้วก็พูดที่มีเฉพาะเลขแล้วนะคะ คำถามก็คือแล้ว

74
00:05:11,572 --> 00:05:14,633
ทั้ง 2 รูปแบบ

75
00:05:14,633 --> 00:05:18,633
เมื่อคืนแล้วก็ไอเล็กเนี่ย

76
00:05:20,525 --> 00:05:24,525
เขาจะมีการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมออกมาเป็นยังไงนะคะ เดี๋ยวพรุ่งนี้คุณครูจะให้เวลาคิด ประมาณ

77
00:05:25,776 --> 00:05:29,725
10 วินาทีนะคะ ลองมาคิดเล่น ๆ กัน แล้วเดี๋ยวเราค่อยมาดูคำตอบพร้อมกัน

78
00:05:29,725 --> 00:05:33,725
ค่ะเริ่มเลยนะคะ

79
00:05:43,832 --> 00:05:46,919
อันนี้น่าจะพอตอบกันได้แล้วนะคะ อย่างนั้นเรามาลองดูคำตอบพร้อมกันเลยค่ะ

80
00:05:46,919 --> 00:05:49,875
อันนี้เป็น

81
00:05:49,875 --> 00:05:53,875
พาหะนะคะ และ

82
00:05:56,524 --> 00:05:57,739
โดยการ brs นะคะ ทำให้เขามีการสร้างโปรตีน

83
00:05:57,739 --> 00:06:01,739
ทำงานไม่ได้

84
00:06:02,902 --> 00:06:06,902
บุคคลนี้มีตัวอย่างด้วยค่ะ

85
00:06:08,721 --> 00:06:12,721
ทำให้มีการสร้างโปรตีนที่ทำงานได้ด้วย จึงทำให้มีการ

86
00:06:13,354 --> 00:06:17,354
สังเคราะห์เมลานินเกิดขึ้น และทำให้บุคคลนี้ไม่มีลักษณะเผืิอกค่ะ

87
00:06:19,108 --> 00:06:21,481
ตรงจุดนี้นะคะ นักเรียนอาจจะสังเกตความแตก

88
00:06:21,481 --> 00:06:24,610

89
00:06:24,610 --> 00:06:28,610
ต่างนักเรียนได้เคยเรียนมาแล้วนะคะ

90
00:06:31,563 --> 00:06:35,563
การมีอะไรใหม่ ๆ เพียงแค่ 1 แอลลีล

91
00:06:36,222 --> 00:06:40,222
A นี่ จะเป็นอันนึง

92
00:06:43,646 --> 00:06:47,646
ในทางกลับกันนะคะ ถึงแม้ว่าจะมี แอลลีล a อยู่ก็ตาม แต่การแสดงออก

93
00:06:48,735 --> 00:06:52,735
ถึงลักษณะนั้น ดังนั้น เป็นอันนี้

94
00:06:54,361 --> 00:06:57,507
จากที่นักเรียนได้เรียนมานะคะ นักเรียนพอที่จะสรุปความเชื่อมโยง

95
00:06:57,507 --> 00:06:59,412
กับแผนผังที่ครูให้ไว้ตั้งแต่ต้นคาบได้ไหมคะ

96
00:06:59,412 --> 00:07:00,537
ตารางนี้นะคะ

97
00:07:00,537 --> 00:07:04,537
ว่า

98
00:07:04,817 --> 00:07:07,176
ยีนนี่ควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมได้อย่างไรนะคะ

99
00:07:07,176 --> 00:07:08,437
ครูอยากให้นักเรียนเชื่อมโยงระหว่าง

100
00:07:08,437 --> 00:07:09,355

101
00:07:09,355 --> 00:07:13,355

102
00:07:15,205 --> 00:07:16,208
แอลลีล Aแอลลีล a กับการมีหรือไม่มีลักษณะเผือกที่พึ่งเรียนมาเมื่อสักครู่ สำหรับตอนนี้

103
00:07:16,208 --> 00:07:20,208
เริ่มได้เลยค่ะ

104
00:07:34,286 --> 00:07:38,286
ได้เวลาแล้วนะคะ เรามาดูกันต่อไปเลยดีกว่า ว่าคำตอบของเราเป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ

105
00:07:40,520 --> 00:07:44,520
จากรูปนี้นะคะ จะอธิบายการที่ยีนควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม

106
00:07:45,632 --> 00:07:48,819
ของการมีหรือไม่มีลักษณะผิวเผือกได้ เรามาลองดูกัน

107
00:07:48,819 --> 00:07:51,846
ค่อย ๆ ดูกันไปทีละคนอีกครั้งหนึ่งนะคะ

108
00:07:51,846 --> 00:07:55,203
ยีนทำหน้าที่กำหนดลักษณะของโปรตีน

109
00:07:55,203 --> 00:07:56,560
ยีนที่ควบคุมลักษณะเผือกนะคะ มี แอลลีล A ซึ่งจะกำหนด

110
00:07:56,560 --> 00:08:00,050

111
00:08:00,050 --> 00:08:03,301
ลักษณะได้เป็นโปรตีนที่ทำงานได้และ แอลลีล

112
00:08:03,301 --> 00:08:07,301
a ซึ่งจะกำหนดลักษณะได้เป็นโปรตีนที่ทำงานไม่ได้

113
00:08:08,369 --> 00:08:12,369
ต่อมานะคะ แอลลีลนั้น ก็จะส่งผลให้เกิด

114
00:08:15,250 --> 00:08:16,154
ลักษณะทางพันธุกรรมนะคะ สำหรับลักษณะเผื่อก็คือการมีโปรตีนที่ทำงานได้หรือทำงานไม่ได้นี่

115
00:08:16,154 --> 00:08:20,154
ทำให้

116
00:08:22,992 --> 00:08:23,659
สามารถสังเคราะห์เมลานินได้หรือไม่ได้นะคะ ซึ่งการมีหรือไม่มีอะไรเมลานินนี้เอง

117
00:08:23,659 --> 00:08:27,659
ที่เป็น

118
00:08:28,937 --> 00:08:32,752
เรานั่นก็คือการมีอยู่หรือไม่มีลักษณะแบบนั้นเอง

119
00:08:32,752 --> 00:08:35,983
ค่ะ จากตัวอย่างข้างต้นนะคะ ก็จะเห็นได้ว่ายีน

120
00:08:35,983 --> 00:08:39,718
นี่ควบคุมการแสดงออกของลักษณะทางพันธุกรรม

121
00:08:39,718 --> 00:08:42,578
ผ่านการสังเคราะห์โปรตีน แล้วคราวนี้ยืน

122
00:08:42,578 --> 00:08:44,155
กำหนดลักษณะของโปรตีนได้อย่างไรนะคะ

123
00:08:44,155 --> 00:08:48,155
คำตอบ ก็คือ

124
00:08:50,205 --> 00:08:54,205
ลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีน มีผลต่อโปรตีนที่สังเคราะห์ได้ค่ะ

125
00:08:56,832 --> 00:09:00,832
อันนี้นักเรียนอาจจะบอกนะคะ ว่าครูคะ คำตอบแค่นี้ไม่ช่วยอะไรเลยค่ะ ลำดับนิวคลีโอไทด์คืออะไรคะ

126
00:09:01,725 --> 00:09:04,722
ใครที่ลืมไปแล้วนะคะ หรือว่าอาจจะรู้สึกว่าเหมือนไม่เคยเรียนมาก่อนเลย

127
00:09:04,722 --> 00:09:07,553
ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวคุณครูทวนให้ฟังอีกครั้งหนึ่งนะคะ

128
00:09:07,553 --> 00:09:10,270
ย้อนกลับไปตั้งแต่ว่า

129
00:09:10,270 --> 00:09:14,270
ยีน คือ ช่วงนึงของสาร DNA

130
00:09:15,516 --> 00:09:17,600
แล้ว DNA คืออะไร นะคะ หรือชื่อเต็ม diaz

131
00:09:17,600 --> 00:09:20,240
เป็นสารพันธุกรรม

132
00:09:20,240 --> 00:09:24,240
ประกอบด้วย นิวคลีโอไทด์ค่ะ

133
00:09:26,944 --> 00:09:30,442
อยากได้รูปแบบนี้นะคะ ของตามกรอบนี้คือ 1 นิวคลีโอไทด์ค่ะ

134
00:09:30,442 --> 00:09:34,164
โดยนิวคลิโอไทด์มาเรียงต่อกันนะคะ เป็นสายพอลินิวคลีโอไทด์

135
00:09:34,164 --> 00:09:36,966
จำนวน 2 สายค่ะ อันนี้คือสายหนึ่งนะคะ

136
00:09:36,966 --> 00:09:40,966
ส่วนอีกสายหนึ่งค่ะ

137
00:09:41,845 --> 00:09:45,672
พอลินิวคลีโอไทด์สายคู่นี้นะคะ จะพันกันการเป็นโครงสร้างเตียงคู่

138
00:09:45,672 --> 00:09:49,672
นิวคลีโอไทด์เนี่ยจะประกอบไปด้วยน้ำตาล

139
00:09:52,673 --> 00:09:56,673
หมู่ฟอสเฟต และไนโตรจีนัสเบสค่ะ อันนี้เดี๋ยวครูจะลองขยายดูส่วนของนิวคลีโอไทด์ที่มาให้ใหญ่หน่อยนะคะ เราจะได้เห็น

140
00:09:58,900 --> 00:10:02,639
ถ่ายที่มาต่อกันนี้นะคะ มี 4 ชนิด ตามชนิดของไนโตร

141
00:10:02,639 --> 00:10:04,917
จีนัสเบสค่ะ ได้แก่ อาร์ดินีน หรือ

142
00:10:04,917 --> 00:10:07,482
I Mean หรือ T

143
00:10:07,482 --> 00:10:11,482
ไซโทซีนหรือ C

144
00:10:12,733 --> 00:10:14,962
ยินดีค่ะ โดยนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส a นะคะ

145
00:10:14,962 --> 00:10:18,962
จะจับกับนิวคลิโอไทค์ที่มีเบส

146
00:10:19,294 --> 00:10:22,105
ค่ะ ที่มีเบสจีนนะคะ

147
00:10:22,105 --> 00:10:26,105
จับกับนิวคลีโอไทด์ที่มีเบส 4 ค่ะ

148
00:10:27,505 --> 00:10:31,505
เท่านี้นะคะ เราได้รู้จักกันแล้วกลับมาที่ยืนกันดีกว่าค่ะ

149
00:10:33,438 --> 00:10:35,384
กลับมาเที่ยวรูปนี้อีกครั้งนึงนะคะ เป็นช่วงนึงของสาย DNA นะคะ

150
00:10:35,384 --> 00:10:39,384
ที่มีลำดับนิวคลีโอไทด์

151
00:10:41,517 --> 00:10:44,976
ซึ่งกำหนดลักษณะของโปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้น ดังนั้น ถ้าหากว่าลำดับของนิวคลีโอไทด์

152
00:10:44,976 --> 00:10:47,100
เปลี่ยนแปลงไปนี่ ก็อาจจะให้ได้โปรตีน

153
00:10:47,100 --> 00:10:51,100
ไปด้วยนะคะ

154
00:10:52,353 --> 00:10:56,353
บนสาย DNA ยาวอยู่ด้วยกันหลายคนค่ะ

155
00:10:59,807 --> 00:11:03,807
ก็จะมีลำดับนิวคลีโอไทด์ที่ต่างกันได้โปรตีนต่างชนิดกัน และส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมต่าง

156
00:11:05,181 --> 00:11:06,083
ๆ นะคะ อย่างที่เราเรียนมานะคะ ยีนธาลัสซีเมียกับยีน

157
00:11:06,083 --> 00:11:10,083
ลักษรูนะคะ

158
00:11:12,157 --> 00:11:15,585
ยีนกันมีลำดับนิวคลีโอไทด์ต่างกันและได้เป็นโปรตีนต่างชนิด

159
00:11:15,585 --> 00:11:19,202
ซึ่งจะส่งผลให้เกิดลักษณะทางพันธุกรรมคนละอย่าง

160
00:11:19,202 --> 00:11:23,202
เท่านี้นะคะ เรามาลองดูที่อื่นกันบ้าง

161
00:11:25,807 --> 00:11:28,912
ในกรณีของยีนเดียวกันนะคะ รูปแบบการก็จะมีลำดับนิวคลีโอไทด์ที่แตก

162
00:11:28,912 --> 00:11:32,912
ทำให้มีความแตกต่างของ

163
00:11:34,407 --> 00:11:38,407
โปรตีนที่สังเคราะห์ได้นะคะ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดเป็นสิ่งที่แตกต่างกันไปด้วย

164
00:11:41,363 --> 00:11:45,363
ตัวอย่างนะคะ เช่น แอลลีล T แอลลีล t นะคะ ในกรณีตัวอย่างของโรคธาลัสซีเมีย

165
00:11:47,430 --> 00:11:51,430
จากในรูปนะคะ จะเห็นว่า แอลลีล Tแอลลีล t  นี่มีลำดับนิวคลีโอไทด์

166
00:11:53,000 --> 00:11:54,130
แตกต่างกันนะคะ ซึ่งก็ส่งผลให้สังเคราะห์ออกมาเป็นโปรตีนที่มีลักษณะ

167
00:11:54,130 --> 00:11:58,130
แตกต่างกัน

168
00:11:59,131 --> 00:12:03,131
และส่งผลต่อลักษณะการเป็นหรือไม่เป็นโรคธาลัสซีเมียนั่นเองค่ะ

169
00:12:06,052 --> 00:12:10,052
ค่ะ จากที่นักเรียนเรียนมาทั้งหมดนะคะ ก็น่าที่จะพอเห็นภาพแล้วว่า

170
00:12:12,017 --> 00:12:16,017
ยีนเกี่ยวข้องกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรมได้อย่างไรนะคะ ต้องจบนี่นะคะ อยากจะให้นักเรียนรอ

171
00:12:17,744 --> 00:12:21,744
ตรวจสอบความเข้าใจของตัวเองนะคะ โดยให้เขียนแผนผัง

172
00:12:23,340 --> 00:12:26,992
แสดงความสัมพันธ์ระหว่างยีน โปรตีน และลักษณะทางพันธุกรรม

173
00:12:26,992 --> 00:12:30,992
ในกรณีบุคคลที่มีเลือดหมู่ AB ค่ะ

174
00:12:35,019 --> 00:12:39,019
น่าจะไม่ยากนะคะ สำหรับนักเรียนที่ตอบได้นี่ แสดงว่าเข้าใจแล้ว แต่ถ้าหากว่าใครยังตอบไม่ได้ก็ไม่เป็นไรนะคะ

175
00:12:41,895 --> 00:12:45,895
อาจจะลองย้อนกลับไปดูคลิปนี้อีกครั้งหนึ่งเพื่อที่จะทำความเข้าใจ หรือว่าอาจจะสืบค้นเพิ่มเติมนะคะ แล้วก็ลองคุย

176
00:12:47,080 --> 00:12:51,080
กับเพื่อนดู ว่าแต่ละคนนี่มีความเข้าใจตรงกันหรือแตกต่างกันอย่างไรบ้างนะคะ

177
00:12:58,069 --> 00:13:01,621
จากที่เราได้เรียนมานะคะ คราวนี้ เดี๋ยวเรามาลองสรุปเนื้อหาในบทเรียนกันค่ะ

178
00:13:01,621 --> 00:13:05,621
การถ่ายทอดลักษณะทางพันธุกรรม

179
00:13:06,805 --> 00:13:10,805
เกิดผ่านยีน ซึ่งเป็นช่วงหนึ่งของสาย DNA นะคะ ที่อยู่บนโครโมโซม

180
00:13:15,545 --> 00:13:18,177
โดยลำดับนิวคลีโอไทด์ของยีน กำหนดลักษณะของโปรตีนที่สังเคราะห์ขึ้น แอลลีลรูปแบบต่างกัน จะมีลำดับนิวคลีโอไทด์ต่างกัน

181
00:13:18,177 --> 00:13:22,177
และทำให้ได้โปรตีนที่มีสมบัติต่างกันค่ะ

182
00:13:34,607 --> 00:13:38,607
จบไปแล้วนะคะ กับหัวข้อยีนกับการควบคุมลักษณะทางพันธุกรรม สำหรับวันนี้สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]

