[เสียงดนตรี] (คุณครูธีรพัฒน์ ) สวัสดีครับนักเรียน วันนี้ก็มาพบกับผมอีกครั้งนะครับ ในคลิปการสอนหัวข้อเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ตอนที่ 2 นะครับ ในเรื่องนี้นะครับ จะอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพ หัวข้อที่ 2.4 เรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ 2.4.2 กลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอม แบบนะครับ เมื่อเรียนจบแล้วคุณครูคาดหวังว่า จะสามารถอธิบายแล้วก็เขียนแผนผัง เกี่ยวกับกลไกกล การปกป้องสิ่งแปลกปลอม แบบจำเพาะได้ครับ ก่อนที่เราจะเรียนหัวข้อต่อไปนี้นะครับ ครูจะมีข้อความที่นักเรียนเคยเห็น ในคลิประบบภูมิคุ้มกันตอนที่ 1 นะครับ เดี๋ยวครูจะให้เวลานักเรียนลองอ่าน ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับ พร้อมสำหรับคำถามกันหรือยัง เดี๋ยวลองไปดูกันเลยนะครับ คำถามแรก ก็คือ กลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนี่ คืออะไรนะครับ อันนี้เป็นคำถามแรกนะ คำถามที่ 2 ก็คือในเมื่อร่างกายของเรานี่ มีกลไกแบบไม่จำเพาะ ในระบบภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว เหตุใดจึงยังต้องการกลไกกลการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะกลไกหนึ่งด้วย อันนี้เป็นอีกหนึ่งคำถาม ให้นักเรียนดูนะ ถ้านักเรียนคิดคำตอบไม่ได้นะครับ เดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันผ่านหัวข้อนี้นะครับ หัวข้อกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบ โดยหลักการที่สำคัญของกลไกนี้ ที่สำคัญมี 2 ข้อ คือ อันแรก ก็คือจะเป็นการต่อต้านหรือการทำงาน ที่อยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกายเราเลยนะครับ อันที่ 2 ก็คือกลไกนี้ จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มกาทำงานเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ และนักเรียนจำกลุ่มลิมโฟไซต์ เมื่อตอนที่แล้วได้ไหมครับ ถ้าลืมไปแล้ว เดี๋ยวเราลองทบทวนจากความรู้เพิ่มเติม ที่คุณครูให้ไว้นะครับ ลิมโฟไซต์ ก็คือเจ้าลิมโฟไซต์ ก็คือเม็ดเลือดขาว ที่สามารถตอบสนอง แล้วก็ทำลายแอนติบอดีได้นะครับ แล้วก็เกี่ยวข้องกับแอนติบอดีด้วย เดี๋ยวเราจะได้เรียนต่อไปนะครับ เดี๋ยวเรามาทำความรู้จัก กับเซลล์กลุ่มเม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ เซลล์เม็ดเลือดขาวนะครับ ชนิดแรก เรียกว่า "เซลล์ B" หรือ B ลิมโฟไซต์ ชนิดที่ 2 นี่ เรียกว่า เซลล์ที" ที่ 2 นี่ เรียกว่า เซลล์ที" นะครับ แล้วเจ้าเซลล์ B และ เซลล์ T นี่ จะทำงานเกี่ยวข้องกับแอนติเจนกับแอนติบอดี นะครับ มีศัพท์ใหม่ขึ้นมาอีก 2 คำแล้วนะ คือ คำว่า แอนติเจน นักเรียนพอจะรู้จัก 2 คำนี้ไหมครับ ถ้ายังไม่รู้จัก เดี๋ยวเราลองไปทำความรู้จัก กับ 2 คำนี้ เพิ่มมากขึ้นนะครับ เดี๋ยวเราลองดูรูปที่คุณครูให้ลองพิจารณากันนะครับ นักเรียนพอจะบอกได้ไหมครับ ว่าแอนติบอดีกับแอนติเจนนี่ มีความสัมพันธ์กันอย่างไรนะครับ ให้เวลาลองคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับ นักเรียนบางคนอาจจะตอบได้ แบบตรงไปตรงมานะ ซึ่งจากรูป จะเห็นว่าโดยแอนติบอดีมันสามารถจับแอนติเจนได้นะครับ และก็มีบริเวณที่สามารถจับได้ของแอนติบอดีนะครับ การจับกันของแอนติเจนกับแอนติบอดี จะเป็นการจับกันแบบจำเพาะ เรามาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกสักนิดหนึ่งนะครับ ข้อมูลเพิ่มเติมนี่ จะเป็นการทำงานแอนติเจนนี่ ของสารหรือสิ่งแปลกปลอมต่าง ๆ นะครับ อาจจะเป็นพวกไวรัส เชื้อโรค หรือส่วนประกอบของเชื้อโรคนะครับ หรือเป็นสิ่งต่าง ๆ ที่เชื้อโรคสร้างขึ้น หรือสารพิษสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายของเรา เมื่อเข้าสู่ร่างกายเราแล้วนี่ จะไปกระตุ้นในร่างกายเรานะครับ ให้เกิดกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่สิ่งขึ้น ซึ่งกลไกต่อต้านแบบจำเพาะ เกิดจากการที่ร่างกายนี่สร้างแอนติบอดีออกมานะครับ และแอนติบอดีเอง อาจจะไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะครับ จากข้อมูลที่ได้เรียนผ่านมาเมื่อกี้ คุณครูก็มีคำถาม ที่ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับ ที่จะให้นักเรียน เข้าไปเรียนในเรื่องเกี่ยวกับลิมโฟไซต์ต่อไปนะครับ คำถามแรก ก็คือการสร้างแอนติบอดีเกี่ยวข้องกับเซลล์บี เซลล์ทีอย่างไร ครับ คำถามต่อมา ก็คือว่าเหตุใดจึงสร้างแอนติบอดี ออกมาเพื่อจับกับแอนติเจนเพื่อนำไปทำลายต่อไปนะครับ หน้าที่ของแอนติบอดี มีเพื่อจับนะครับ เหตุใดจึงสร้างออกมาแล้วมีหน้าที่เพียงแค่นั้นนะครับ นักเรียนลองช่วยกันคิดดูนะครับ เราก็อาจจะยังไม่ได้คำตอบตอนนี้หรอก เดี๋ยวเราเรียนต่อไป นักเรียนจะเข้าใจมากยิ่่งนะครับ เราไปดูกันว่าเมื่อมีแอนติเจน เข้ามาในเนื้อเยื้อผ่านในร่างกายของเราแล้วนี่ มีการกระตุ้น หรือการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดอย่างไรบ้างนะครับ อันแรกเลย คือ ทั้งเซลล์ B และเซลล์ T นี่ จะเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะ เซลล์ B จะถูกกระตุ้นนะครับ ให้มีการแบ่งเซลล์ และไปเป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนะครับ เป็นเซลล์พลาสมา จะมีบทบาทสำคัญแล้ว จะทำหน้าที่สร้างและหลั่งแอนติบอดี ให้เข้ามาอยู่ในร่างกายเราเพื่อจับแอนติเจน และทำลายต่อไป ในขณะเดียวกันนะครับ เซลล์แอนติเจนที่เข้ามาในร่างกายเราได้แล้วนี่ ก็จะกระตุ้นเซลล์ T ให้แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนเช่นกัน โดยเซลล์ที ที่กระตุ้นจะมีหลัก ๆ อยู่ด้วยกัน 2 อันหลัก ๆ เซลล์ T ครับ หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส นะครับ และอีกชนิดหนึ่ง คือ เซลล์ T ผู้ช่วยนะครับ นะครับ หรือ Cytotoxic T Cell ก็จะทำหน้าที่ในส่วนเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ ก็จะไปกระตุ้นลิมโฟไซต์ชนิดต่าง ๆ นะครับ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่สำคัญมาก ในบทบาทของเรานะครับ นอกจากนี้นี่ เซลล์ B และเซลล์ T บางส่วนนะครับ ก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่มีความจำนะครับ ซึ่งเมมโมรีเซลล์ มีความสำคัญต่อแอนติเจนนั้น ๆ ทำไมจะต้องจดจำ ก็คือเพราะว่าเมื่อมีแอนติเจนชนิดเดิมเข้ามานี่ เจ้าเซลล์เมมโมรีนี่นะครับ จะตอบสนองต่อแอนติเจนได้อย่างรวดเร็วนะครับ แล้วก็กระตุ้นเซลล์บีนะครับ สร้างแอนติบอดีออกมา เพื่อเข้าไปจับกับแอนติเจนได้รวดเร็วเช่นเดียวกันครับ จากที่ข้อมูลเมื่อกี้นะครับ ก็จะเป็นรูปภาพกัน เพื่ออาจจะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับ สิ่งแรกเลย เมื่อมีแอนติเจนเข้ามาในร่างกายเราแล้ว ก็จะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ B เซลล์ทีผู้ช่วย แล้วก็เซลล์ T ที่ไปกระตุ้นนะครับ เมื่อกระตุ้นแล้วเกิดอะไรขึ้น เซลล์ B นะครับ จะเมื่อถูกกระตุ้นแล้ว จะเพิ่มจำนวน เซลล์พลาสมานะครับ แล้วเซลล์ส่วนหนึ่ง ก็จะเปลี่ยนเป็นเซลล์ความจำนะครับ จะทำหน้าที่สร้าง แล้วก็หลั่งแอนติบอดีออกมา แอนติเจน ซึ่งก็คือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา แล้วก็นำไปทำลายต่อนะครับ โดยเซลล์กลุ่ม c โดยเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์นั่นเองนะครับ เซลล์ T ผู้ช่วยนี่ จะกระตุ้นในการเกิดจำนวน อีกด้วย เซลล์ทีส่วนหนึ่งก็จะเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ความจำนะครับ โดยเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ครับ ก็จะทำหน้าที่กระตุ้นเซลล์ B อื่น ๆ หรือเซลล์ T เซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส ให้เพิ่มจำนวนต่อไปนะครับ ในขณะที่เซลล์ที ที่ทำลายสิ่งแปลกปลอม ก็จะถูกกระตุ้นให้เพิ่มจำนวน หรือแบ่งเซลล์ด้วยเช่น เซลล์ความจำ หรือที่ทำลายส่วนที่ติดเชื้อ ก็จะทำหน้าที่ในส่วนของเขา เพื่อเข้าไปทำลายเซลล์แปลกปลอม หรืออันนี้เป็นหน้าที่ของเซลล์ T ที่ทำลายเซลล์แปลกปลอมนะครับ รูปนี้นะครับ จะเป็นรูปสรุปกลไกการต่อต้านหรือทำลาย สิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ ที่คุณครูบอกว่าเป็นการทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ ลิมโฟไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์บี เซลล์ทีผู้ช่วย แปลกปลอมสามารถกับกับแอนติเจน ที่เข้าสู่ร่างกายของเราได้อย่างจำเพาะนะครับ และเซลล์บี ที่พัฒนาไปเป็นเซลล์พลาสมานี่ ก็สามารถที่จะสร้างและหลั่งแอนติบอดี ที่จับกลุ่มกันกับแอนติเจนครับ จึงเป็นที่มาที่ไปของกลไกนี้นะครับ จากที่เรียนมาทั้งหมดนี่ เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจกันดูนะครับ มาตรวจสอบความเข้าใจ โดยคำถามที่ว่า ถ้าเซลล์ทีผู้ช่วยถูกทำลายหรือไม่ สามารถทำงานได้จะมีผลอย่างไร ต่อร่างกาย แล้วเดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันตอนท้ายนะครับ หลังจากที่เราได้ทำการตรวจสอบ ทำความเข้าใจกันแล้วนะครับ ครูจะมีข้อความให้นักเรียนอ่านครับ เราจะมีคำถามให้นักเรียนลองมาคิดนะครับ ข้อความ ก็คือ หลัก ๆ ก็คือปัจจุบันนี่ โลกพัฒนาไปมากขึ้น การคมนาคม ก็สะดวกทำให้บางครั้งน ี่เราสามารถพบโรคที่เคยพบในบางประเทศนี่ ไปยังประเทศต่าง ๆ นะครับ เช่นเมอร์ส นะครับ หรือการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ ที่ยังไม่เคยมีใคร ยังไม่มีการรับเชื้อมาก่อนครับ อย่างเช่น COVID-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกในปัจจุบันนี้ ทุกคนนี่ มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อตัวนี้ แต่กลุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้น ที่อาจจะเกิดอันตรายกับโรคเหล่านี้ได้นี่ ง่ายกว่าคนปกติ ก็อย่างเช่น เด็กเล็ก หรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอนะครับ ให้ลองช่วยกันคิด ก็คือว่าเราจะมีวิธีการในการลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ได้อย่างไรบ้าง มาช่วยกันคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับ เรามาดูคำตอบกัน คำตอบ ก็คือแน่นอน เราจะต้องทำการศึกษาข้อมูล แล้วก็ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ เหล่านี่ เพื่อป้องกันตนเองจากเชื้อโรค ก็อย่างเช่น การรักษาสุขลักษณะ การกินร้อน การล้างมือบ่อย ๆ การใส่หน้ากากอนามัยนะครับ รวมทั้งการทำ Socail Distancing ที่เราทำกันทุกวันนี้นะครับ นอกจากนี้เรา อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงจากอันตรายต่าง ๆ การเสริมสร้างภูมิคุ้นกันนั่นเองนะครับ มีคำถามให้เราคิดเพิ่ม คำถาม ก็คือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน ให้กับร่างกายทำได้อย่างไรบ้างครับ ครูจะมีรูปตังอย่างการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียน นักเรียนลองช่วยกันดูนะครับ ในรูปแรก ก็จะเป็นการที่ทารกนี่ที่กำลังดื่มกินน้ำนมของแม่นะ แล้วก็รูปที่ 2 ก็จะเป็นรูปของการฉีควัคซีนนะครับ คำถามที่ให้นักเรียนช่วยกันคิด ก็คือว่าการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง 2 รูปนี้ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร เดี๋ยวเราลองมาดูคำตอบกันนะครับ การที่ทารกนี้ ดื่มกินนมแม่เป็นการที่ทารกนี่จะได้รับ การเพิ่มภูมิคุ้มกันจากแม่ไปโดยตรงครับ เราจะเรียกภูมิคุ้มกแบบนี้ว่าภูมิคุ้มกันแบบมานะครับ ทารกจะได้รับแอนติบอดีจากแม่ไปโดยตรง ส่วนการฉีดวัคซีนนะครับ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ร่างกายของเรานี่ จะต้องค่อย ๆ พัฒนาภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองนะครับ เราจะเรียกภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่า "ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง" ครับ ซึ่งการสร้างภูิมคุ้มกันทั้ง 2 แบบนี้อาศัยหลักการการสร้างภูมิคุ้มกันการต่อต้าน หรือกลไกเซลล์แบบว่าภูมคุ้มกันทั้ง 2 แบบนี่ อาศัยกลไกอย่างไรนะนะครับ ของกลไลการต่อต้าน หรือกลไลแบบจำเพาะเดี๋ยวเราลองมาดูกันนะครับ บางคนอาจจะยังตอบคำถามนี้ไม่ได้หรอกนะ ความรู้เพิ่มเติมให้นะครับ เรามาดูกันความรู้เพิ่มเติมนั้นคืออะไรครับ ความรู้เพิ่มเติมอันนั้น ก็คือสถานเสาวภา ของสภากาชาดไทยนี่ จะเป็นแหล่งผลิตเซรุ่มใหญ่ที่สุดในของประเทศไทยเลยนะครับ เซรุ่มคืออะไร เซรุ่มคือโดยการฉีดแอนติเจน เช่น พิษงู หรือเชื้อของ ต่าง ๆ นะครับ เพื่อกระตุ้นให้ม้านี่ทำตัวอย่างนะครับ หลังจากนั้นนี่ เขาจะเจาะเลือดม้า แล้วก็เก็บตัวอย่างเลือดม้าไป แล้วก็ไปแยกส่วน ที่เป็นเซรุ่มออกมา ซึ่งเซรุ่ม จะเป็นเซรุ่มซึ่งมีแอนติบิดีที่ต้องการใช้เซรุ่มนะครับ คำถาม ก็คือว่าเซรุ่มนี่ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับ แล้วก็อีกคำถามหนึ่ง ก็คือการผลิตเซรุ่มอาศัยหลักการของแอนติเจน และแอนติบอดีอย่างไร นักเรียนตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือยังครับ ถ้ายังไม่ได้ เดี๋ยวเราลองไปดูกันต่อนะครับ จากข้อมูลตรงนี้นะครับ จะเห็นว่าเซรุ่มหรือบางทีเราเขียนซีรุม เขียนภาษาอังกฤาเหมือนกันเลย บางทีมันเหมือนกัน แต่คนละแบบนะครับนี่ สะกัดได้จากเลือดสัตว์ อย่างที่บอกเมื่อกีอย่างเช่น เลือดของม้านะครับ การได้รับเซรุ่มเข้าไปในร่างกายทำให้ได้รับแอนติบอดีต่อแอนติเจนนั้น โดยสมบูรณืแอนติบอดีที่ได้รับเข้าไปนี่ สามารถไปจับกับแอนติเจนทันทีนะครับ แต่แอนติบอดี ที่ได้รับทั่วไปอาจจะอยู่ใน่รางกายได้ไม่นานนัก บางรายอาจจะอยู่ได้เป็นหรือเป็นเดือนครับ อันนี้ขึ้นอยู่กับแอนติเข้าไปนั่นเองนะครับ นักเรียนยังจำรูปที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่ได้ใช่ไหมครับ การที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่นี่ ก็เป็นการภูมิคุ้มกันรับมาเช่นเดียวกันนะครับ ทารกก่อนที่จะคลอดนี่ ทารกจะได้รับแอนติบอดี อยู่ในครรภ์ของแม่ โดยที่อยู่ในครรภ์ของทารกระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์นะครับ ดังนั้น ถ้าแม่มีต่อโรคใด ตั้งแต่ก่อนที่จะตั้งครรภ์นี่ เมื่อตั้งครรภ์แล้วนี่ ลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกันต่อโรคนั้น ๆ จากแม่นะครับ แต่ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะอยู่ได้ชั่วคราว 3 เดือน ก่อนจะคลอดนะครับ การดื่มน้ำนมแม่นี่ จะเป็นการส่งผ่านแอนติบอดีจากแม่มาสู่ลูก ซึ่งจะพบมาก หลังจากที่มีการคลอดลูกใหม่ จะพบแอนติบอดีได้ในน้ำนมแม่เป็นจำนวนมากนี่นะครับ แล้วก็การให้น้ำนมกับลูกในช่วงแรกคลอดนี่ เป็นสิ่งจำเป็นมากนะครับ เพราะจะใช้ในระบบคุ้มกัน ภูมิคุ้มกันซึ่งเราควรจะให้น้ำนมลูก จนกว่าลูกจะพัฒนาระบบภูมิคุ้ม 2-3 เดือนแรกหลังคลอดนี่นะครับ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากนะครับ หลังจากที่เราได้รู้จักกันมาแล้วนะครับ ภูมิคุ้มกันแบบรับมานี่ มีอะไรบ้าง นะครับ และก็อาศัยหลักการของแอนติบอดีอย่างไรนะครับ เดี๋ยวเรามาดูเพิ่มเติมให้นะครับ ปรากฎนะครับ คนที่ป่วยเป็นโรคบางชนิดนะครับ เช่น โรคคางทูม โรคอีสุกอีใส แล้วหายป่วยโรคเหล่านี้แล้วนี่ เมื่อได้รับเชื้อที่เกิดโรคคางทูม หรืออีสุกอีใสตัวเดิมเข้ามา เราก็อาจจะไม่ป่วยด้วยโรคนี้เลย หรือบางคนอาจจป่วยและมีอาการที่ไม่รุนแรงมากนัก เหตุใดจึงเป็นแบบนี้ ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นครับ ลองช่วยกันคิดสิ ถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้ เราลองมาศึกษากันไปนะครับ มีข้อมูลนะครับ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันนะครับ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเหล่านี้ เป็นตารางการให้วัคซีนของไทยปกตินะครับ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดนะครับ อันนี้เป็นตารางที่ปรับมาจากตารางการให้วัคซีน ในเด็กไทยนะครับ โดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย 2563 นะครับ ก็จัดตารางตามที่เห็นด้านหลังครู มันก็ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อน ก็เราก็จะมาปรับให้มาเป็นตารางให้ง่ายขึ้น เดี๋ยวมาดูรายละเอียดกันนะครับ จากข้อมูลนี่ จะเห็นว่า ในช่วงที่เด็กอายุแรกเกิด แรกเกิดนี่ จะได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรค หรือป้องกันไวรัสตับอักเสบบีนะครับ และหลังจากนั้นนี่ เมื่ออายุได้ประมาณ 2 เดือน จะได้รับวัคซีน คอตีบ บาดทะย เพิ่มขึ้นมานะครับ ช่วงเวลา 6 เดือน ถึง 2 ปี ก็จะได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ แล้วก็ช่วงอายุประมาณ 9 เดือน ถึง 1 ปีนี่ ก็จะได้รับการฉีดวัคซีน หัด คางทูม รวมถึงวัคซีนนะครับ หลักจากนั้นนี่ ตั้งแต่อายุ 18 เดือน ถึง 6 ปีนี่ จะได้รับวัคซีนชนิดเดิมนะครับ กระตุ้นมาเพิ่มขึ้น 2 ครั้ง 3 ครั้งก็แล้วแต่นะครับ และหลังจากนั้นเมื่ออายุ 11-12 ปีนะครับ ในนักเรียนเพศหญิง ที่อยู่ชั้นประมาฉณ ป.5 นี่ จะได้รับวัคซีนนะครับ จากเชื้อ HPV นะครับ 1 ครั้ง แล้วก็ในช่วงอายุเดียวกันของเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายนี่ ก็จะได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีนคอตีบ บาดทะยักซ้ำนะครับ แล้วก็หลังจากนั้นนี่ จะต้องมีการฉีดวัคซันคอตีบ บาดทะยักซ้ำ กระตุ้นให้ร่างกายได้รับภูมิคุ้มกันครับ จากข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดเหล่านี้นะครับ วัคซีนที่จำเป็นที่ให้สำหรับเด็กทุกคนนะครับ คำถามที่ครูถามก็คือว่าวัคซีนนี่ เป็นการเสริมสร้างแบบใดนะครับ อันนี้เป็นคำถามแรก คำถามที่ตามอีก ก็คือว่าการให้วัคซีน อาศัยการให้แอนติเจนและแอนติบอดีอย่างไรนะครับ เราลองช่วยคิดและลองทำตามกันดูนะครับ นักเรียนอาจจะเคยมีประสบการณ์ ที่ทุกคนต้องมีประสบการณ์ ที่เคยฉีดวัคซีนกันมาก่อนใช่ไหมครับ ก็บางคนอาจจะเจ็บแขน บางคนอาจจะเป็นไข้ การได้รับวัคซีนก็เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันรูปแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า "ภูมิคุ้มกันก่อเองนะครับ ว่ามันเป็นภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนี่ เรามารู้จักวัคซีนนี่ จะมีองค์ประกอบ ที่อาจจะเป็นการองค์ประกอบของเชื้อโรคนะครับ หรือบางชนิด อาจจะเป็นเชื้อโรคองค์ประกอบที่เป็นเชื้อโรคที่ตายแล้ว หรือบางชนิดอาจจะเชื้อโรคที่ทำให้อ่อนกำลังลง หรือบางชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้หมดสภาพความเป็นพิษแล้วนะครับ องค์ประกอบเหล่านี้ อาจจะนำมาใช้ผลิตในวัคซีนที่ฉีดเข้าไปในร่างกายของเรานะครับ การที่ร่างกายได้รับวัคซีนเข้าไปนี่ จะช่วยป้องกันโรคที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของเราได้ เช่น วัคซีนป้องกันดรคปอิโอ บาดทะยัก หรือวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคที่ติดต่อจากคนไปสู่คนอื่นได้นะครับ ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้องกันโรคหัด นะครับ โดยเจ้าตัววัคซีนบอกมาว่ามีองค์ประกอบเหล่านี้นะครับ ที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วนี่ จะกระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง ซึ่งในระบบภูมิคุ้มกันที่กระตุ้นด้วยวัคซีนนี่ จะมีการเตรียมพร้อมที่จะตอบสนองได้อย่างรวดเร็วนะครับ เช่นเดียวกับการที่ได้รับเชื้อโรคที่เข้ามาในร่าางกายของเรานะครับ เมื่อร่างกายได้รับวัคซีน ที่เมื่อกี้บอกว่าเป็นแอนติเจน ทำให้เป็นแอนติเจนแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนอง โดยการสร้างแอนติบอดีเข้ามานะครับ หรือไปกระตุ้นเซลล์ที ที่ไปสร้างจำเพาะเชื้อโรคนั้น ๆ นะครับ ให้แบ่งเซลล์แล้วก็เพิ่มจำนวนนะครับ เพื่อกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมต่อไป และนอกจากนี้จะกระตุ้น ให้มีการสร้างเซลล์ความจำที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ ด้วยนะครับ และเมื่อได้รับ เชื้อโรคชนิดเดียวกับที่เราได้รับวัคซีนไปนี่นะครับ ระบบภูมิคุ้นกัน จะสามารถกระตุ้นเซลล์บี ให้สร้างแอนติบอดี ให้ได้อย่างรวดเร็ว หรือกระตุ้นเซลล์ T ที่... เชื้อโรคนั้น ๆ หรือต่อต้านหรือสิ่งแปลกปลอมกันได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วย เราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกัน ที่เป็นภูมิคุ้มกันแบบรับมา และภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนะครับ เดี๋ยวเราลองมาดูข้อความที่คุณครูขึ้นไว้ตรงนี้นะครับ เดี๋ยวจะมีคำถามให้ช่วยกันลองคิดนะครับ ข้อความตรงนั้น ก็คือว่าตั้งแต่เราเกิดมานี่ เราได้รับภูมิคุ้มกันแบบรับมา ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่นะ แล้วก็ได้รับภูมิคุ้มกันจากน้ำนมแม่ด้วยนะครับ และนอกจากนี้เราก็ยังได้รับการวัคซีนนะครับ ตั้งแต่แรกเกิดมาเรื่อย ๆ เป็นระยะ เพื่อให้ร่างกายนี่ สร้างและพัฒนาภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราได้ อันตรายจากเชื้อโรคที่จะเข้ามาในแต่ละวัน คำถาม ก็คือว่านักเรียนจำได้ไหม ว่านักเรียนเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรคอะไรมาบ้างแล้ว ลองช่วยกันนึกดูกับเพื่อน ๆ นะ ตั้งแต่เกิดมาเลย แรกเกิดเราอาจจะยังจำไม่ได้ จนถึงตอนนี้เราได้รับวัคซีนอะไรกันมาแล้วบ้างนะครับ ซึ่งนักเรียนอาจจะยังจำกันไม่ได้หรอกว่า นักเรียนเคยได้รับวัคซีนอะไรกันไปบ้างครับ คุณครูมีตัวช่วยเป็นตารางเดิม ก็คือตารางวัคซีนที่จำเป็นที่ต้องให้กับเด็กไทยทุกคนนะครับ จากตารางนี้ คุณครูก็จะมีคำถามให้นักเรียน ลองช่วยกันคิดนะครับ คถามแรกก็คือว่า เพราะเหตุใดจึงต้องได้รับวัคซีนชนิดเดียวกัน ซึ่เป็นระยะ ๆ นะครับ อย่างเช่นวัคซีนโปลิโอนี่ อีก 3 ครั้งนะครับ ในช่วงวัยแรก ๆ ของช่วงอายุแรกเกิด ถึง 12 ปีนะครับ คำถามที่ 2 ก็คือว่า นอกจาวัคซีนที่จำเป็นต้องให้กับเด็กแล้ว นักเรียนคิดว่า ยังมีวัคซีนใดอีกบ้าง ที่เด็กหรือแม้กระทั่งโตแล้วเป็นวัยผู้ใหญ่นี่ ควรได้รับเพิ่มเติมนะครับ อันนี้นี่ เป็นคำถามที่ให้ลองไปคิด และนักเรียนสามารถสืบค้นคำตอบได้นะครับ จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะผ่านทางอินเทอร์เน็ตนี่ ครูคิดว่านักดเรียนสืบค้นได้อย่างดีนะครับ และลองไปช่วยกันคิดหาคำตอบกันดู จากที่เรียนมาทั้งหมดนี่นะครับ เราลองมาตรวจสอบในเรื่องของความเข้าใจ เรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันกันดูนะครับ โดยจะมี 2 คำถามให้นักเรียนลองถามตัวเองดู ว่าเข้าใจกันมากน้อยแค่ไหน ที่เรียนมามากน้อยแค่ไหนนะครับ คำถามแรก เพราะเหตุใดเมื่อที่กัดเรานี่นะครับ หรือกัดคนอื่นนะครับ คำถามที่ 2 ก็คือว่าการให้วัคซีนและการให้เซรุ่มมีผลต่อร่างกาย เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรนะครับ ลองตอบคำถาม 2 คำถามนี้ดูนะครับ ถ้าเราตอบไม่ได้ต้องย้อนกลับไปทบทวนเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอีกครั้งหนึ่ง แต่ถ้าตอบได้ แสดงว่าเราเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้วนะครับ และหลังจากที่ลองตรวจสอบความเข้าใจกันแล้วนี่ เราลองดูกันว่าที่เราเรียนผ่านไปทั้งหมดนี่นะครับ ตั้งแต่เรื่องกลไกการต่อต้าน หรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ เราสามารถสรุปเนื้อหาได้อย่างไรได้บ้าง อันนี้คือเนื้อหาที่ครูสรุปไว้ให้นะครับอันแรกเลย ก็คือว่าตัวกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ กับเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ ซึ่งก็ได้แก่ เซลล์ B เซลล์ T นะครับ ซึ่งจะมีความจำเพาะต่อสิ่งแปลกปลอม หรือที่เราเรียกว่า "แอนติเจน" นั่นเอง เมื่อแอนติเจนนี่ เข้าไปในเนื้อเยื่อได้แล้ว เซลล์บีจะกระตุ้นให้พัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการสร้างแอนติบอดี และจับกับแอนติเจน และจะถูกเอาไปทำลายต่อไปนะครับ ส่วนเซลล์ทีก็จะถูกกระตุ้นนะครับ ให้ทำหน้าที่ตามแต่แล้วแต่ชนิดของเซลล์นั้น ๆ นะครับ หรือเซลล์ทีผู้ช่วยนั่นเองนะครับ ในขณะเดียวกันเซลล์บีและเซลล์ทีบางส่วนนี่ ก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า "เซลล์ความจำ" นะครับ มีความจำเพาะกับแอนติเจนนั้นนะครับ ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนเดิมกลับเข้ามาใหม่นะครับ มีความจำเพาะกับแอนติเจนนั้นนะครับ ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนเดิมกลับเข้ามาใหม่ หรือกระตุ้นให้เซลล์ T นี่ เป็นส่วนเรื่องของการเสริมสรา้งภูมิคุ้มกัน จะสรุปได้ดังนี้ ภูมิคุ้มกันแบบรับมานี่ เป็นการรับแอนติบอดีที่มีความจำเพาะ แต่อาจจะไม่ได้อยู่ในร่างกายเราได้นานนะครับ อาจจะอยู่เป็นช่วงเวลาระยะสั้น ๆ นะครับเป็นสัปดาห์ หรือเป็นรายเดือน ส่วนภูมิคุ้นการแบบก่อนเองนี่ เป็นการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอม อาจจะเป็นในรูปแบบของวัคซีนนะครับ แล้วกระตุ้นให้ร่างกายเรานี่ สร้างแอนติบอดี หรือกระตุ้นเซลล์ที ที่ก่อเชื้อโรคนั้นนี่ เป็นการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม ก็จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างความจำให้ร่างกาย และเซลล์ T ขึ้นนะครับ ทั้งหมดนี่ ทำขึ้นเพื่อเตรียมพร้อมในการที่จะมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามานี่ ร่างกายก็จะสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และในขณะเดียวกัน ภูมิคุ้มกันก่อเองนี่ ก็ยังคงทนอยู่ในร่างกายของเราได้นานนะครับ ในตอนต่อไปนี้นะครับ เราก็ยังอยู่ในเรื่องระบบภูมิคุ้นกัน ซึ่งเป็นตอนที่ 3 นะครับ ในตอนที่ 3 นี่ จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับว่า ถ้าระบบภูมิคุ้มกันของเรานี่ เกิดความผิดปกติเกิดขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกายของเราครับ เราค่อยมาติดตามกันในตอนที่ 3 นะครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ [เสียงดนตรี]