--- title: ระบบภูมิคุ้มกัน ตอน 2 กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ (30.49 นาที) subtitle: date: วันอังคารที่ 30 เมษายน 2567 เวลา 09.00 น. --- (ข้อความสดจากระบบถอดความเสียงพูดทางไกล) [เสียงดนตรี] [เสียงดนตรี] (คุณครูธีรพัฒน์ ) สวัสดีครับนักเรียน วันนี้ก็มาพบกับผมอีกครั้งนะครับ ในคลิปการสอนหัวข้อเรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ตอนที่ 2 นะครับ ในเรื่องนี้นะครับ จะอยู่ในหนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพ เรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ 2.4.2 กลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ จุดประสงคการเรียนรู้ของเรื่องนี้นะครับ เมื่อเรียนจบแล้วคุณครูคาดหวังว่า จะสามารถอธิบายแล้วก็เขียนแผนผัง เกี่ยวกับกลไกการสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะได้ครับ ก่อนที่เราจะเรียนหัวข้อต่อไปนี้นะครับ ครูจะมีข้อความที่นักเรียนเคยเห็นในคลิประบบภูมิคุ้มกันตอนที่ 1 นะครับ เดี๋ยวครูจะให้เวลานักเรียนลองอ่าน ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับ พร้อมสำหรับคำถามกันหรือยัง เดี๋ยวลองไปดูกันเลยนะครับ คำถามแรกก็คือ กลไกการต่อตแบบจำเพาะนี่ คืออะไรนะครับ อันนี้เป็นคำถามแรกนะ คำถามที่ 2 ก็คือในเมื่อร่างกายของเรานี่ มีกลไกแบบไม่จำเพาะในระบบภูมิคุ้มกันอยู่แล้ว จึงยังต้องการกลไกการต่อต้านสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะกลไกหนึ่งด้วย อันนี้เป็นอีกหนึ่งคำถาม ให้นักเรียนดูนะ ถ้านักเรียนคิดคำตอบไม่ได้นะครับ เดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันผ่านหัวข้อนี้นะครับ หัวข้อกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจโดยหลักการที่สำคัญของกลไกนี้ ที่สำคัญมี 2 ข้อ คือ อันแรกก็คือจะเป็นการต่อต้านหรือการทำงานที่อยู่ในเนื้อเยื่อของร่างกายเราเลยนะครับ อันที่ 2 ก็คือกลไกนี้ จะเกี่ยวข้องกับกลุ่มเม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ และนักเรียนจำกลุ่มลิมโฟไซต์ เมื่อตอนที่แล้วได้ไหมครับ ถ้าลืมไปแล้ว เดี๋ยวเราลองทบทวนจากความรู้เพิ่มเติมที่คุณครูให้ไว้นะคะรับ จุดเน้นก็คือเจ้าลิมโฟไซต์ ก็คือเม็ดเลือดขาวที่สามารถตอบสนอง แล้วก็ทำลายแอนติบอดีได้นะครับ แล้วก็เกี่ยวข้องกับแอนติบอดีด้วย เดี๋ยวเราจะได้เรียนต่อไปนะครับ เดี๋ยวเรามาทำความรู้จักกับเซลล์กลุ่มเม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ เซลล์เม็ดเลือดขาวนะครับ ชนิดแรก เรียกว่า เซลล์ B หรือ B ชนิดที่ 2 นี่ เรียกว่า เซลล์ที"นะครับ แล้วเจ้าเซลล์ B และ เซลล์ T นี่ จะทำงานเกี่ยวข้องกับแอนติเจนกับแอนติบอดีนะครับ มีศัพท์ใหม่ขึ้นมาอีก 2 คำแล้วนะ คือ คำว่า แอนติเจน นักเรียนพอจะรู้จัก 2 คำนี้ไหมครับ ถ้ายังไม่รู้จัก เดี๋ยวเราลองไปทำความรู้จักกับ 2 คำนี้ เพิ่มมากขึ้นนะครับ เดี๋ยวเราลองดูรูปที่คุณครูให้ลองพิจารณากันนะครับ นักเรียนพอจะบอกได้ไหมครับว่า แอนติบอดีกับแอนติเจนนี่ มีความสัมพันธ์กันอย่างไรนะครับ ให้เวลาลองคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับ นักเรียนบางคนอาจจะตอบได้แบบตรงไปตรงมานะ จากรูป จะเห็นว่าโดยแอนติบอดีมันสามารถจับแอนติเจนได้นะครับ และก็มีบริเวณที่สามารถจับได้ของแอนติบอดี การจับกันของแอนติเจน กับแอนติบอดีจะเป็นการจับกันแบบจำเพาะ เรามาดูข้อมูลเพิ่มเติมกันอีกสักนิดหนึ่งนะครับ ข้อมูลเพิ่มเติมนี่ จะเป็นการทำงานของสารหรือสิ่งแปลกปลอมต่างๆ นะครับ อาจจะเป็นพวกไวรัส เชื้อโรค หรือส่วนประกอบของเชื้อฌรคนะครับ หรือเป็นสิ่งต่าง ๆ ที่เชื้อโรคสร้างขึ้น หรือสารพิษสิ่งแปลกปลอมที่เข้าสู่ร่างกายของเรา เมื่อเข้าสู่ร่างกายเราแล้วนี่ ในร่างกายเรานะครับ ให้เกิดกลไกการต่อต้านสิ่งหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมที่สิ่งขึ้น ซึ่งกลไกต่อต้านแบบจำเพาะเกิดจากการที่ร่างกายนี่สร้างแอนติบอดีออกมานะครับ และแอนติบอดีเอง อาจจะไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะครับจากข้อมูลที่ได้เรียนผ่านมาเมื่อกี้ คุณครูก็มีคำามที่ให้นักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับ ที่จะให้นักเรียนเข้าไปเรียนในเรื่องเกี่ยวกับลิมโฟไซต์ต่อไปนะครับ คำถาม ก็คือการสร้างแอนติบอดีเกี่ยวข้องกับเซลล์บี เซลล์ทแล้วเซลล์ T อย่างไรนะครับ คำถามต่อมาก็คือว่าเหตุใดจึงสร้างแอนติบอดีออกมาเพื่อจับกับแอนติเจนเพื่อนำไปทำลายต่อไปนะครับ หน้าที่ของแอนติบอดีมีเพื่อจับนะครับ เหตุใดจึงสร้างออกมาแล้วมีหน้าที่เพียงแค่นั้นนะครับ นักเรียนลองช่วยกันคิดดูนะครับ เราก็อาจจะยังไม่ได้คำตอบตอนนี้หรอก เดี๋ยวเราเรียนต่อไป เราจะเข้าใจมากยิ่่งนะครับ เราไปดูกันว่าเมื่อมีแอนติเจน เข้ามาในเนื้อเยื้อผ่านในร่างกายของเราแล้วนี่ มีการกระตุ้น หรือการทำงานของเซลล์เม็ดเลือดอย่างไรบ้างนะครับ อันแรกเลย คือ ทั้งเซลล์ B และเซลล์ T จะเข้าไปจับกับแอนติเจนได้อย่างจำเพาะ เซลล์ B จะถูกกระตุ้นให้มีการแบ่งเซลล์เป็นเซลล์ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นนะครับ เป็นเซลล์พลาสมาจะมีบทบาทสำคัญแล้ว จะทำหน้าที่สร้างและหลั่งแอนติบอดีให้เข้ามาอยู่ในร่างกายเราเพื่อจับแอนติเจน และทำลายต่อไป ในขณะเดียวกันนะครับ เซลล์แอนติเจนร่างกายเราได้แล้วนี่ ก็จะกระตุ้นเซลล์ T ให้แบ่งเซลล์และเพิ่มจำนวนเช่นกัน เซลล์ที กระตุ้นจะมีหลัก ๆ อยู่ด้วยกัน 2 อันหลัก ๆ เซลล์ T ครับ หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส นะครับ และอีกชนิดหนึ่ง คือ เซลล์ผู้ช่วยนะครับ นะครับ หรือ hweCytotoxic T Cell ก็จะทำหน้าที่ในส่วนเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ก็จะไปกระตุ้นลิมโฟไซต์ชนิดต่าง ๆ นะครับ ซึ่งมีบทบาทหน้าที่สำคัญมมากในบทบาทของเรานะครับ นอกจากนี้นี่ เซลล์ B และเซลล์ T บางส่วนนะครับ ก็จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่มีความจำนะครับ ซึ่งเมมโมรีเซลล์ มีความสำคัญต่อแอนติเจนนั้น ๆ ทำไมจะต้องจดจำ ก็คือเพราะว่าเมื่อมีแอนติเจนชนิดเดิมเข้ามานี่ เจ้าเซลล์เมมโมรีนี่นะครับ จะตอบสนองต่อแอนติเจนได้อย่างรวดเร็วนะครับ แล้วก็กระตุ้นเซลล์บีนะครับ สร้างแอนติบอดีออกมา เข้าไปจับกับแอนติเจนได้รวดเร็วเช่นเดียวกันครับ จากที่ข้อมูลเมื่อกี้นะครับ ก็จะเป็นรูปภาพกัน เพื่ออาจจะได้เข้าใจมากยิ่งขึ้นนะครับ สิ่งแรกเลย เมื่อมีแอนติเจนเข้ามาในร่างกายเราแล้ว ก็จะไปกระตุ้นการทำงานของเซลล์ B เซลล์ทีผู้ช่วย แล้วก็เซลล์ที่ไปกระตันะครับ กระตุ้นแล้วเกิดอะไรขึ้น เซลล์ B นะครับ จะเมื่อถูกกระตุ้นแล้ว จะเพิ่มจำนวน เซลล์พลาสมานะครับ แล้วเซลล์ส่วนหนึ่งก็จะเปลี่ยนเป็นเซลล์ความจำนะครับ จะทำหน้าที่สร้าง แล้วก็หลั่งแอนติบอดีออกมา แอนติเจน ซึ่งก็คือสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามา แล้วก็นำไปทำลายต่อนะครับ โดยเซลล์กลุ่ม cโดยเซลล์กลุ่มฟาโกไซต์นั่นเองนะครับ เซลล์ T ผู้ช่วยนี่ จะกระตุ้นในการเกิดจำนวน อีกด้วย เซลล์ทีทส่วนหนึ่งก็จะเปลี่ยนไปเป็นเซลล์ความจำนะครับ โดยเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ครับ ก็จะทำหน้าที่เซลล์ B อื่น ๆ หรือเซลล์ T เซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส ใกเพิ่มจำนวนต่อไปนะครับ ในขณะที่เซลล์ที ที่ทำลายสิ่งแปลกปลอมก็จะถูกกระตุ้นให้เพิ่มจำนวน หรือแบ่งเซลล์ด้วยเช่นกเซลล์ความจำ หรือที่ทำลายส่วนที่ติดเชื้อ ก็จะทำหน้าที่ในส่วนของเขา เพื่อเข้าไปทำลายเซลล์แปลกปลอม หรืออันนี้เป็นหน้าที่ของเซลล์ T ที่ทำลาย... นะครับ รูปนี้นะครับจะเป็นรูปสรุปกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ ที่คุณครูบอกว่าเป็นการทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะนะครับ ลิมโฟไซต์ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์บี เซลล์ทีผู้ช่วย แปลกปลอมสามารถกับกับแอนติเจนที่เข้าสู่ร่างกายของเราได้อย่างจำเพาะนะครับ และเซลล์บีที่พัฒนาไปเป็นเซลล์พลาสมานี่ ก็สามารถที่จะสร้างและหลั่งแอนติบอดี ที่จับกลุ่มกันครับ จึงเป็นที่มาที่ไปของกลไกนี้นะ ครับ จากที่เรียนมาทั้งหมดนี่ เราลองมาตรวจสอบความเข้าใจกันดูนะครับ มาตรวจสอบความเข้าคำถามที่ว่า ถ้าเซลล์ทีผู้ช่วยถูกทำลายหรือไม่สามารถทำงานได้จะมีผลอย่างไรต่อร่างกายนะครับ นักเรียนลองไปคิดดูนะ แล้วเดี๋ยวเราลองมาหาคำตอบกันตอนท้ายนะครับ หลังจากที่เราได้ทำการตรวจสอบ ทำความเข้าใจกันแล้วนะครับ ครูจะมีข้อความให้นักเรียนอ่านครับ เราจะมีคำถามให้นักเรียนลองมาคิดนะครับ ปัจจุบข้อความ ก็คือ หลัก ๆ ก็คือปัจจุบันนี่ โลกพัฒนาไปมากขึ้น การคมนาคมก็สะดวกทำให้บางครั้งนี่เราสามารถพบโรคที่เคยพบในบางประเทศนี่ ไปยังประเทศต่าง ๆ นะครับ เช่นโเมอร์ส นะครับ หรือการแพร่ระบาดของโรคอุบัติใหม่ ที่ยังไม่เคยมีใครยังไม่มีการรับเชื้อมาก่อนครับ อย่างเช่น COVID-19 ที่แพร่ระบาดไปทั่วโลกในปัจจุบันนี้ ทุกคนนี่ มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อตัวนี้แต่กลุ่มเสี่ยงที่เกิดขึ้น ที่อาจจะเกิดอันตรายกับโรคเหล่านี้ได้นี่ง่ายกว่าคนปกติ ก็อย่างเช่น เด็กเล็กหรือผู้ที่มีระบบภูมิคุ้มกันอ่อนแอนะครับ ให้ลองช่วยกันคิด ก็คือว่าเราจะมีวิธีการในการลดความเสี่ยงของโรคเหล่านี้ได้อย่างไรบ้างมาช่วยกันคิดสักแป๊บหนึ่งนะครับ เรามาดูคำตอบกัน คำตอบก็คือ แน่นอนเราจะต้องทำการศึกษาข้อมูล แล้วก็ทำความเข้าใจ เกี่ยวกับโรคต่าง ๆ เหล่านี่ เพื่อป้องกันตนเองจากเชื้อโรค ก็อย่างเช่น การรักษาสุขลักษณะ การกินร้อน การล้างมือบ่อย ๆ การใส่หน้ากากอนามัยนะครับ รวมทั้งการทำ Socail Distancing ที่เราทำกันทุกวันนี้นะครับ นอกจากนี้เรา อีกวิธีหนึ่งที่ช่วยลดความเสี่ยงจาก ต่าง ๆ การเสริมสร้างภูมิคุ้นกันนั่นเองนะครับ มีคำถามให้เราคิดเพิ่ม คำถาม ก็คือการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายทำได้อย่างอย่างไรบ้างครับ ครูจะมีรูปตังอย่างการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้นักเรียน นักเรียนลองช่วยกันดูนะครับ ในรูปแรก ก็จะเป็นการที่ทารกนี่ที่กำลังดื่มกินน้ำนมของแม่นะแล้วก็รูปที่ 2 ก็จะเป็นรูปของการฉีควัคซีนนะครับ คำถามที่ให้นักเรียนช่วยกันคิดก็คือว่าการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทั้ง 2 รูปนี้ เหมือนหรือต่างกันอย่างไร เดี๋ยวเราลองมาดูคำตอบกันนะครับ การที่ทารกนี้ ดื่มกินนมแม่เป็นการที่ทารกนี่จะได้รับ การเพิ่มภูมิคุ้มกันจากแม่ไปโดยตรงครับ เราจะเรียกภูมิคุ้มกแบบนี้ว่าภูมิคุ้มกันแบบรับมานะครับ ทารกจะได้รับแอนติบอดีจากแม่ไปโดยตรงส่วนการฉีดวัคซีนนะครับ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันที่ร่างกายของเรานี่ จะต้องค่อย ๆ พัฒนาภูมิคุ้มกันขึ้นมาเองนะครับ เราจะเรียกภูมิคุ้มกันแบบนี้ว่า "ภูมิคุ้มกันแบบก่อเอง" ทั้ง 2 แบบนี้อาศัยหลักการการสร้างภูมิคุ้มกันการต่อต้าน หรือกลไกเซลล์แบบว่าภูมคุ้มกันทั้ง 2 แบบนี่ อาศัยกลไกอย่างไรนะนะครับ ของกลไลการต่อต้าน หรือกลไลแบบจำเพาะเดี๋ยวเราลองมาดูกันนะครับ บางคนอาจจะยังตอบคำถามนี้ไม่ได้หรอกนะความรู้เพิ่มเติมให้นะครับ เรามาดูกันความรู้เพิ่มเติมนั้นคืออะไรครับ ความรู้เพิ่มเติมอันนั้นก็คือ สถานเสาวภา ของสภากาชาดไทยนี่ เป็นแหล่งผลิตเซรุ่ม เซรุ่มในของประเทศไทยเลยนะครับ เซรุ่มคืออะไร เซรุ่มคือโดยการฉีดแอนติเจน เช่น พิษงู หรือเชื้อของ ต่าง ๆ นะครับ เพื่อกระตุ้นให้ม้านี่ทำตัวอย่างนะคัรบ หลังจากนั้นนี่ เขาจะเจาะเลือดม้า แล้วก็เก็บตัวอย่างเลือดม้าไป แล้วก็ไปแยกส่วน ที่เป็นเซรุ่มออกมา ซึ่งเซรุ่มเป็นเซรุ่มซึ่งมีแอนติบิดีที่ต้องการใช้เซรุ่มนะครับ คำถาม ก็คือว่าเซรุ่มนี่ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันแบบใดนะครับ แล้วก็อีกคำถามหนึ่งก็คือ การผลิตเซรุ่มอาศัยหลักการของแอนติเจน และแอนติบอดีอย่างไร นักเรียนตอบคำถามเหล่านี้ได้หรือยังครับ ถ้ายังไม่ได้ เดี๋ยวเราลองไปดูกันต่อนะครับ จากข้อมูลตรงนี้นะครับ จะเห็นว่าเซรุ่มหรือบางทีเราเขียนซีรัม เขียนภาษาอังกฤาเหมือนกันเลย บางทีมันเหมือนกัน แต่คนละแบบนะครับ นี่ สะกัดได้จากเลือดสัตว์ อย่างที่บอกเมื่อกีอย่างเช่น เลือดของม้านะครับ การได้รับเซรุ่มเข้าไปในร่างกายทำให้ได้รับแอนติบอดีต่อแอนติเจนนั้นโดยสมบูรณืแอนติบอดีที่ได้รับเข้าไปนี่ สามารถไปจับกับแอนติเจนทันทีนะครับ แต่แอนติบอดีที่ได้รับทั่วไปอาจจะอยู่ใน่รางกายได้ไม่นานนัก บางรายอาจจะอยู่ได้เป็นสัปหรือเป็นเดือนครับ อันนี้ขึ้นอยู่กับแอนติเข้าไปนั่นเองนะครับ นักเรียนยังจำรูปที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่ได้ใช่ไหมครับ การที่ทารกดื่มกินน้ำนมแม่เป็นการภูมิคุ้มกันรับมาเช่นเดียวกันนะครับ ทารกก่อนที่จะคลอดนี่ ทารกจะได้รับแอนติบอดีอยู่ในครรภ์ของแม่ ที่อยู่ในครรภ์ของทารกระบบภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์นะครับ ดังนั้น ถ้าแม่มีต่อโรคใด ตั้งแต่ก่อนที่จะตั้งครรภ์นี่ เมื่อตั้งครรภ์แล้วนี่ ลูกก็จะได้รับภูมิคุ้มกันนั้น ๆ จากแม่นะครับ แต่ภูมิคุ้มกันเหล่านี้จะอยู่ได้ชั่วคราว 3 เดือน ก่อนจะคลอดนะครับ การดื่มน้ำนมแม่นี่ จะเป็นการส่งผ่านแอนติบอดีจากแม่มาสู่ลูก ซึ่งจะพบมาก หลังจากที่มีการคลอดลูกใหม่ จะพบแอนติบอดีได้ในน้ำนมแม่เป็นจำนวนมากนี่นะครับ การให้น้ำนมกับลูกในช่วงแรกคลอด เป็นสิ่งจำเป็นมากนะครับ เพราะจะใช้ในระบบคุ้มกัน ภูมิคุ้มกันซึ่งเราควรจะให้น้ำนมลูกจนกว่าลูกจะพัฒนาระบบภูมิคุ้ม2-3 เดือนแรกหลังคลอดนี่นะครับ เป็นสิ่งที่จำเป็นมากนะครับ หลังจากที่เราได้รู้จักกันมาแล้วนะครับ แบบรับมานี่ มีอะไรบ้างนะครับ และก็อาศัยหลักการของแอนติบอดีอย่างไรนะครับ เดี๋ยวเรามาดูเพิ่มเติมให้นะครับ ปรากฎนะครับ คนที่ป่วยเป็นโรคบางชนิดนะครับ เช่น โรคคางทูม โรคอีสุกอีใส โรคเหล่านี้แล้วนี่ เมื่อได้รับเชื้อที่เกิดโรคคางทูม หรืออีสุกอีใสตัวเดิมเข้ามา เราก็อาจจะไม่ป่วยด้วยโรคนี้เลย หรือบางคนอาจจป่วยและมีอาการที่ไม่รุนแรงมากนกัก ทำไมถึงเป็นเช่นนั้นครับ ลองช่วยกันคิดสิ ถ้ายังคิดคำตอบไม่ได้ เราลองมาศึกษากันไปนะครับ มีข้อมูลนะครับ เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันเหล่านี้ เป็นตารางการให้วัคซีนของไทนปกตินะครับ เพื่อเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกายของเด็กไทยตั้งแต่แรกเกิดนะครับ อันนี้เป็นตารางที่ปรับมาจากตารางการให้วัคซีนในเด็กไทยนะครับ โดยสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทย 2563 นะครับ ก็จัดตารางตามที่เห็นด้านหลังครู มันก็ค่อนข้างยุ่งยากซับซ้อนเราก็จะมาปรับให้มาเป็นตาราจากข้อมูลนี่ จะเห็นว่า ในช่วงที่เด็กอายุแรกเกิด แรกเกิดนี่ จะได้รับวัคซีนป้องกันวัณโรค หรือป้องกันไวรัสตับอักเสบบีนะครับ และหลังจากนั้นนี่ เมื่ออายุได้ประมาณ 2 เดือน จะได้รับวัคซีน คอตีบ บาดยาท เพิ่มขึ้นมานะครับ ช่วงเวลา 6 เดือน ถึง 2 ปี ก็จะได้รับวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่แล้วก็ช่วงอายุประมาณ 9 เดือน ถึง 1 ปีนี่ ก็จะได้รับการฉีดวัคซีน หัด คางทูม รวมถึงวัคซีน นะครับ หลักจากนั้นนี่ ตั้งแต่อายุ 18 เดือน ถึง 6 ปีนี่ จะได้รับวัคซีนเหมือนเดิมนะครับ กระตุ้นมาเพิ่มขึ้น 2 ครั้ง 3 ครั้งก็แล้วแต่นะครับ และหลังจากนั้นเมื่ออายุ 11-12 ปีนะครับ ในนักเรียนเพศหญิงที่อยู่ชั้นประมาฉณ ป.5 นี่ จะได้รับวัคซีนนะครับ จากเชื้อ HPV นะครับ 1 ครั้ง แล้วก็ในช่วงอายุเดียวกันของเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายนี่ ก็จะได้รับการกระตุ้นด้วยวัคซีนคอตีบซ้ำนะครับ แล้วก็หลังจากนั้นนี่ จะต้องมีการฉีดวัคซันคอตีบ บาดทะยักซ้ำ กระตุ้นให้ร่างกายได้รับภูมิคุ้มกันครับ จากข้อมูลที่ได้มาทั้งหมดเหล่านี้นะครัวัคซีนที่จำเป็นที่ให้สำหรับเด็กทุกคนนะครับ ถามว่าวัคซีนนี่ เป็นการเสริมสร้างแบบใดนะครับ อันนี้เป็นคำถามแรก คำถามที่ตามอีกก็คือว่าการให้วัคซีน อาศัยการให้แอนติเจนและแอนติบอดีอย่างไรนะครับ เราลองช่วยคิดและลองทำตามกันดูนะครับนักเรียนอาจจะเคยมีประสบการณ์ ที่ทุกคนต้องมีประสบการณ์ที่เคยฉีดวัคซีนกันมาก่อนใช่ไหมครับ บางคนอาจจะเจ็บแขน บางคนอาจจะเป็นไข้ ก็เป็นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันรูปแบบหนึ่ง ที่เรียกว่า "ภูมิคุ้มกันก่อเองนะครับ ว่ามันเป็นภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนี่ เรามารู้จักวัคซีนนี่ จะมีองค์ประกอบที่อาจจะเป็นการองค์ประกอบของเชื้อโรคนะครับ หรือบางชนิดอาจจะเป็นเชื้อโรคองค์ประกอบที่เป็นเชื้อโรคที่ตายแล้ว หรือบางชนิดอาจจะอ่อนกำลังลง หรือบางชนิดของเชื้อโรคที่ทำให้หมดสภาพความเป็นพิษแล้วนะครับ องค์ประกอบเหล่านี้ อาจจะนำมาใช้ผลิตในวัคซีนที่ฉีดเข้าไปในร่างกายของเรานะครับ การที่ร่างกายได้รับวัคซีนเข้าไปนี่ จะช่วยป้องกันโรคที่อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายของเราได้ เช่วัคซีนป้องกันหรือวัคซีนที่ช่วยป้องกันโรคที่ติดต่อจากคนไปสู่คนอื่นได้นะครับ ตัวอย่างเช่น วัคซีนป้องกันโรคหัด นะครับ โดยเจ้าตัววัคซีนบอกมาว่ามีองค์ประกอบเหล่านี้นะครับ ที่เมื่อเข้าไปในร่างกายแล้วนี่ จะกระตุ้นให้เกิดการตอบสนอง ซึ่งในระบบภูมิคุ้มกันที่กระตุ้นด้วยวัคซีน เตรียมพร้อมที่จะตอบสนองได้อย่างรวดเร็วนะครับ เช่นเดียวกับการที่ได้รับเชื้อโรคของเรานะครับ เมื่อร่างกายได้รับวัคซีน ที่เมื่อกี้บอกว่าเป็นแอนติเจนทำให้เป็นแอนติเจนแล้ว ระบบภูมิคุ้มกันจะตอบสนองโดยการสร้างแอนติบอดีเข้ามานะครับ หรือไปกระตุ้นเซลล์ทีที่ไปสร้างจำเพาะนะครับ ให้แบ่งเซลล์แล้วก็เพิ่มจำนวนนะครับ เพื่อกำจัดเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมต่อไป และนอกจากนี้จะกระตุ้นให้มีการสร้างเซลล์ความจำที่จำเพาะต่อเชื้อโรคนั้น ๆ ด้วยนะครับ และเมื่อได้รับเชื้อโรคชนิดเดียวกับที่เราได้รับวัคซีนไปนี่นะครั บระบบภูมิคุ้นกันจะกระตุ้นเซลล์บี ให้สร้างแอนติบอดี ให้ได้อย่างรวดเร็ว หรือกระตุ้นเซลล์ T ที่... เชื้อโรคนั้น ๆ หรือต่อต้านหรือสิ่งแปลกปลอมกันได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้นด้วยเราก็ได้เรียนรู้เกี่ยวกับการสร้างภูมิคุ้มกัน ที่เป็นภูมิคุ้มกันแบบรับมา และภูมิคุ้มกันแบบก่อเองนะครับ เดี๋ยวเราลองมาดูข้อความที่คุณครูขึ้นไว้ตรงนี้นะครับ ให้ช่วยกันลองคิดนะครั บข้อความตรงนั้นก็คือว่าตั้งแต่เราเกิดมานี่ เราได้รับภูมิคุ้มกันแบบรับมา ตั้งแต่อยู่ในครรภ์ของแม่นะ แล้วก็ได้รับภูมิคุ้มกันจากน้ำนมแม่ด้วยนะครับ และนอกจากนี้เราก็ยังได้รับการวัคซีนนะครับ ตั้งแต่แรกเกิดมาเป็นระยะ เพื่อให้ร่างกายนี่ สร้างและพัฒนาภูมิคุ้มกัน เพื่อช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายของเราได้อันตรายจากเชื้อโรคที่จะเข้ามาในแต่ละวัน คำถามก็คือว่า นักเรียนจำได้ไหมว่านักเรียนเคยได้รับวัคซีนป้องกันโรค ลองช่วยกันนึกดูกับเพื่อน ๆ นะ ตั้งแต่เกิดมาเลย แรกเกิดเราอาจจะยังจำไม่ได้ จนถึงตอนนี้เราได้รับวัคซีนอะไรกันมาแล้วบ้างนะครับ ซึ่งนักเรียนอาจจะยังจำกันไม่ได้หรอกว่า นักเรียนเคยได้รับวัคซีนอะไรกันไปบ้างครับ คุณครูมีตัวช่วย ก็คือตารางวัคซีนที่จำเป็นที่ต้องให้กับเด็กไทยทุกคนนะครับ จากตารางนี้ คุณครูก็จะมีคำถามให้นักเรียนลองช่วยกันคิดนะครับ เพราะเหตุใดจึงต้องได้รับวัคซีนชนิดเดียวกัน ซึ่เป็นระยะ ๆ นะครับ อย่างเช่นวัคซีนโปลิโอนี่ อีก 3 ครั้งนะครับ ในช่วงวัยแรก ๆ ของช่วงอายุแรกเกิด ถึง 12 ปีนะครับ คำถามที่ 2 ก็คือว่า นอกจาวัคซีนที่จำเป็นต้องให้กับเด็กแล้ว นักเรียนคิดว่า ยังมีวัคซีนใดอีกบ้าง ที่เด็กหรือแม้กระทั่งโตแล้วเป็นวัยผู้ใหญ่นี่ ควรได้รับเพิ่มเติมนะครับ อันนี้นี่เป็นคำถามที่ให้ลองไปคิด และนักเรียนสามารถสืบค้นข้อมูลได้นะครับ จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ โดยเฉพาะผ่านทางอินเทอร์เน็ตนี่ ครูคิดว่านักดเรียนสืบค้นได้อย่างดนะครับ และลองไปช่วยกันคิดหาคำตอบกันดูจากที่เรียนมาทั้งหมดนี่นะครับ เราลองมาตรวจสอบในเรื่องของความเข้าใจ เรื่องของการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันกันดูนะครับ มีคำถามให้นักเรียนลองถามตัวเองดู ว่าเข้าใจกันมากน้อยแค่ไหน ที่เรียนมามากน้อยแค่ไหนนะครับ คำถามแรก เพราะเหตุใดเมื่อที่กัดเรานี่นะครับ หรือกัดคนอื่นนะครับ คำถามที่ 2 ก็คือว่าการให้วัคซีนและการให้เซรุ่มมีผลต่อร่างกาย เหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรนะครับ ถ้าลองตอบคำถาม 2 คำถามนี้ดูนะครับ ถ้าเราตอบไม่ได้ต้องย้อนเรื่องการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันอีกครั้งหนึ่ง แตแสดงว่าเราเข้าใจเรื่องนี้ดีแล้วนะครับ และหลังจากที่ลองตรวจสอบความเข้าใจกันแล้วนี่ เราลองดูกันว่าที่เราเรียนผ่านไปทั้งหมด ตั้งแต่เรื่องกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะ เราสามารถสรุปเนื้อหาได้อย่างไรได้บ้าง อันนี้คือเนื้อหาที่ครูสรุปไว้ให้นะคัรบอันแรกเลย ก็คือว่าตัวกลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแบบจำเพาะกับเซลล์เม็ดเลือดขาวกลุ่มลิมโฟไซต์ ซึ่งก็ได้แก่ เซลล์ B เซลล์ T นะคฃซึ่งจะมีความจำเพาะต่อสิ่งแปลกปลอม หรือที่เราเรียกว่า "แอนติเจน" นั่นเอง เมื่อแอนติเจนเข้าไปในเนื้อเยื้อได้แล้ว เซลล์บีจะกระตุ้นให้พัฒนาไปเป็นเซลล์ที่ทำหน้าที่ในการสร้างแอนติบอดี และจับกับแอนติเจนและจะถูกเอาไปทำลายต่อไปนะครับ ส่วนเซลล์ทีก็จะถูกกระตุ้นนะครับ ให้ทำหน้าที่ตามแต่แล้วแต่ละชนิดของเซลล์แล้วแต่ชนิดของเซลล์นั้น ๆ นะครับ หรือเซลล์ทีผู้ช่วยนั่นเองนะครับ ในขณะเดียวกันเซลล์บีและเซลล์ทีบางส่วนนี่ จะพัฒนาไปเป็นเซลล์ที่เรียกว่า "เซลล์ความจนะครับ มีความจำเพาะกับแอนติเจนนั้นนะครับ ซึ่งเมื่อร่างกายได้รับแอนติเจนเดิมกลับเข้ามาใหม่ รา่างกายจะมีการตอบสนองและสร้างแอนติบอดีหรือกระตุ้นให้เซลล์ T นี่ เป็นส่วนเรื่องของการเสริมสรา้งภูมิคุ้มกัน จะสรุปได้ดังนี้ ภูมิคุ้มกันแบบรับมานี่ เป็นการรับแอนติบอดีที่มีความจำเพาะ แต่อาจจะไม่ได้อยู่ในร่างกายเราได้นานนะครับ อาจจะอยู่เป็นช่วงเวลาระยะสั้น ๆนะครับ ส่วนภูมิคุ้นการแบบก่อนเองนี่ เป็นการที่ร่างกายได้รับเชื้อโรค หรือสิ่งแปลกปลอมอาจจะเป็นในรูปแบบของวัคซีนนะครับ แล้วกระตุ้นให้ร่างกายเรานี่ สร้างแอนติบอดี หรือกระตุ้นเซลล์ทีที่ก่อเชื้อโรคนั้นนี่เป็นการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอม ก็จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างความจำให้ร่างกายและเซลล์ T ขึ้นนะครับ ทั้งหมดนี่ ทำขึเนเพื่อเตรียมพร้อมในการที่จะมีสิ่งแปลกปลอมเข้ามานี่ ร่างกายก็จะสามารถตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว และในขณะเดียวกัน ภูมิคุ้มกันก่อเองนี่ก็ยังคงทนอยู่ในร่างกายของเราได้นานนะครับ ในตอนต่อไปนี้นะครับ เราก็ยังอยู่ในเรื่องระบบภูมิคุ้นกันซึ่งเป็นตอนที่ 3 นะครับ ในตอนที่ 3 นี่จะเป็นเนื้อหาเกี่ยวกับว่า ถ้าระบบภูมิคุ้มกันของเรานี่ เกิดความผิดปกติเกิดขึ้น จะเกิดอะไรขึ้นบ้างกับร่างกายของเราครับ เราค่อนมาติดตามกันในตอนที่ 3 นะครับ สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ [เสียงดนตรี]