﻿1
00:00:17,190 --> 00:00:21,190
[เสียงดนตรี]

2
00:00:33,420 --> 00:00:37,420
(คุณครูธีรพัฒน์) สวัสดีครับ วันนี้มาพบ

3
00:00:45,151 --> 00:00:49,151
กับผม คุณครูธีรพัฒน์กันอีกครั้งนะครับ วันนี้เราจะมาเรียนในหัวข้อ

4
00:00:49,786 --> 00:00:53,786
เรื่องระบบภูมิคุ้มกัน ตอนนี้เป็นตอนที่

5
00:00:54,990 --> 00:00:58,990
3 แล้วนะครับ ในหัวข้อระบบภูมิคุ้มกนัตอนที่ 3 นี่ จะอยู่ใน

6
00:00:58,994 --> 00:01:02,994
หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ชีวภาพนะครับ ในหัวข้อ 2.4 นะครับ เรื่องระบบภูมิคุ้มกันนะครับ แล้ววันนี้ที่เราจะเรียนกันในหัวข้อย่อ 2.4

7
00:01:10,919 --> 00:01:14,064
.3 เรื่องความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันนะครับ

8
00:01:14,064 --> 00:01:18,064
จุดประสงค์การเรียนรู้นะครับ เมื่อนักเรียนเรียนแล้วนี่ ครูคาดหวังว่านักเรียนสามารถสืบค้น

9
00:01:18,627 --> 00:01:22,627
ข้อมูล อธิบายสาเหตุ อาการ แนวทางการ

10
00:01:23,909 --> 00:01:27,909
ป้องกัน และการรักษาโรคที่เกิดจากการผิดปกติ

11
00:01:28,359 --> 00:01:31,339
ของระบบภูมิคุ้มกันได้นะครับ

12
00:01:31,339 --> 00:01:35,339
ถัดมานักเรียนอาจจะสามารถสืบค้นข้อมูลและอธิบายกลไก

13
00:01:35,900 --> 00:01:39,900
ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่มีส

14
00:01:41,494 --> 00:01:45,313
าเหตุมาจากการติดเชื้อ HIV นะครับ และข้อสุดท้าย

15
00:01:45,313 --> 00:01:49,313
นักเรียนสามารถระบุสาเหตุการป้องกัน

16
00:01:49,963 --> 00:01:53,963
การติดเชื้อไวรัส HIV ได้นะครับ จากที่นักเรียนได้เรียน

17
00:01:56,968 --> 00:02:00,968
ในคลิปการสอนเรื่องระบบการคุ้มกันตอนที่ 1 และ 2

18
00:02:02,701 --> 00:02:05,628
มาแล้วนะครับ นักเรียนก็จะได้ทราบมากันแล้ว ว่า

19
00:02:05,628 --> 00:02:07,063
กลไกการต่อต้านหรือทำลายสิ่งแปลกปลอมแต่ละคนนี่ ที่แตก

20
00:02:07,063 --> 00:02:11,063
ต่างกันนี่ เป็นผลมาจากระบบภูมิคุ้มกัน

21
00:02:15,022 --> 00:02:17,946
ต่อบสนองต่อแปลกปลอมแตกต่างอย่างไร

22
00:02:17,946 --> 00:02:21,435
แล้วถ้าหากการทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน

23
00:02:21,435 --> 00:02:25,435
แต่ละคนมีความผิดปกติเกิดขึ้น นักเรียนคิดว่าจะส่งผลต่อการต่อต้าน หรือสิ่งแปลกปลอม

24
00:02:29,274 --> 00:02:32,800
อย่างไรได้บ้างนะครับ เดี๋ยวเราจะได้เรียนกัน

25
00:02:32,800 --> 00:02:36,800
ในตอนนี้นะครับ ก่อนอื่นเลย ครูมีข้อความให้นักเรียนช่วยกันอ่าน และทบทวน

26
00:02:41,553 --> 00:02:45,553
พิจารณาดูนะครับ แล้วเดี๋ยวครูจะมีคำถามให้ลองคิดน

27
00:02:46,343 --> 00:02:50,343
ะครับ คำถาม ก็คือ

28
00:02:52,363 --> 00:02:55,352
นักเรียนรู้จักโรค หรือกลุ่มอาการที่เกิดจากความผิดปกติของระบบ

29
00:02:55,352 --> 00:02:59,352
ภูมิคุ้มกันอะไรบ้างนะครับ อาจจะตอบจากที่รู้

30
00:03:03,040 --> 00:03:03,065
เคยเจอหรือรู้จักนะครับ หรือของคนรู้จักของเรานะครับ

31
00:03:03,065 --> 00:03:07,065
คำตอบของนักเรียนนี่ อาจจะมีหลากหลายมาก ขึ้นอยู่กับ

32
00:03:12,290 --> 00:03:16,290
ประสบการณ์ของแต่ละคน ที่ได้รู้จัก

33
00:03:19,045 --> 00:03:23,045
กับโรคที่เกิดจากการผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกันนะครั

34
00:03:23,046 --> 00:03:23,372
บ ในตอนที่ 3 นี่ เราจะมา

35
00:03:23,372 --> 00:03:27,372
เรียนโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน ยกตัวอย่างมา

36
00:03:28,374 --> 00:03:32,374
ด้วยกัน 3 โรคด้วยกันนะครับ อันแรกก็คือโรค

37
00:03:34,618 --> 00:03:38,618
ภูมิแพ้นะครับ หรือ

38
00:03:39,060 --> 00:03:43,060
ภาษาอังกฤษก็คือ allergy โรคลูปัสนะครับ

39
00:03:43,061 --> 00:03:45,191
ซึ่ง SLE ย่อมาจากภาษาอังกฤษเต็ม ๆ ว่า

40
00:03:45,191 --> 00:03:49,191
Systemic Lupus Erthematosus นะครับ แล้วก็สุดท้ายโรคเอดส์นะครับ ซึ่งย่อมาจาก

41
00:03:52,694 --> 00:03:56,694
Acquired Immune Deficiency Syndrome นะครับ ซึ่งเดี๋ยวเราลองมา

42
00:03:56,731 --> 00:04:00,731
ทำความรู้จักกับโรคที่เกิดจากความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

43
00:04:01,354 --> 00:04:05,303
แต่ละโรคกันนะครับ เรามาดู

44
00:04:05,303 --> 00:04:09,303
โรคที่เกิดจากความผิดปกติภูมิคุ้มกัน โรคแรก

45
00:04:10,649 --> 00:04:14,649
กันเลยนะครับ คือ โรคภูมิแพ้ ก็ซึ่งคนส่วนใหญ่จะเป็

46
00:04:15,075 --> 00:04:19,075
นกันเยอะมากนะครับ โดยเฉพาะคนที่อยู่อาศัยอยู่ในเมืองนะครับ พบได้ทุกเพศ ทุกวัย นะครับ โรค ภูมิแพ้นี่

47
00:04:21,237 --> 00:04:24,156
เป็นโรคที่เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันนี่ ตอบสนอง

48
00:04:24,156 --> 00:04:27,855
ต่อแอนติเจนที่ได้รับเข้ามานี่

49
00:04:27,855 --> 00:04:30,272
รุนแรงเกินไปนะครับ แอนติเจนที่เข้ามาใน

50
00:04:30,272 --> 00:04:34,272
ร่างกายเราแล้วทำให้เกิดอาการแพ้นี่ เราเรียกว่า

51
00:04:37,688 --> 00:04:41,688
แอนติเจน สารก่อภูมิแพ้หรือแอนติเจนนะครับ ซึ่งอาจจะเป็น

52
00:04:42,166 --> 00:04:46,166
ฝุ่นละออง อาจจะเป็นสารจากดอก

53
00:04:47,082 --> 00:04:51,082
สารอาหาร สารบางชนิดที่อยู่ในอาหารนะครับ เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้เข้ามาแล้วนี่ สาร

54
00:04:54,490 --> 00:04:58,084
ก่อภูมิแพ้เหล่านี้จะกระตุ้นเซลล์ b ที่สร้าง

55
00:04:58,084 --> 00:05:02,084
จำเพาะต่อสารก่อภูมิแพ้อันนั้นนะครับ

56
00:05:02,157 --> 00:05:06,157
เจ้าแอนติบอดีที่ถูกสร้างออกมานี่จะไปเกาะอยู่ที่ผิวของเซลล์ชนิดหนึ่งนะครับ เรียกว่า "เซลล์แมสต์" นะครับ

57
00:05:10,759 --> 00:05:14,759
เมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ ชนิดเดิมเข้ามา สารก่อภูมิแพ้ที่

58
00:05:17,163 --> 00:05:17,177
เคยได้รับมาแล้วในตอนแรกนี่นะครับ จะไปกระตุ้นให้

59
00:05:17,177 --> 00:05:21,177
เซลล์แมสต์นี่หลั่ง เรียกว่า "histamine" เ

60
00:05:27,098 --> 00:05:31,098
จ้าฮิลตามินนี่แหละ ที่ทำให้เกิด

61
00:05:31,098 --> 00:05:35,098
ไม่ว่าจะเป็นอาการไอ จาม อาการคันตา คันจมูก หรือแม้กระทั่งมีน้ำตาไหลออกมานะครับ

62
00:05:36,253 --> 00:05:40,253
บางคนนี่ อาจจะมีอาการแพ้ที่

63
00:05:41,227 --> 00:05:42,925
รุนแรง ก็เนื่องมาจากว่าแอนติเจนนี่ ไปทำให้

64
00:05:42,925 --> 00:05:44,683
กล้ามเนื้อ

65
00:05:44,683 --> 00:05:47,379
ที่เกี่ยวข้องกับระบบหายใจนี่ หดตัว

66
00:05:47,379 --> 00:05:51,379
นะครับ ทำให้เกิดการหายใจที่ติดขัด หรือเกิดอาการบวด

67
00:05:58,665 --> 00:06:00,476
เกิดขึ้นทั่วร่างกายของเรา แล้วก็ทำให้ถึง

68
00:06:00,476 --> 00:06:03,038
แก่ชีวิตได้นะครับ การที่จะ

69
00:06:03,038 --> 00:06:06,824
ลดความรุนแรงของอาการแพ้นะครับ

70
00:06:06,824 --> 00:06:08,037
เราสามารถใช้ยาที่

71
00:06:08,037 --> 00:06:12,037
เป็นแอนติฮิลตามินนะครับ มาช่วยลด

72
00:06:17,044 --> 00:06:18,162
อาการแพ้ที่เกิดขึ้นได้นะครับ นอกจากเซลล์แมสต์ที่

73
00:06:18,162 --> 00:06:22,162
หลั่งฮิตตามินเมื่อร่างกายได้รับสารก่อภูมิแพ้ออกมาแล้วนี่

74
00:06:29,721 --> 00:06:33,599
เม็ดเลือดขาวอีกชนิดหนึ่ง

75
00:06:33,599 --> 00:06:37,599
ก็สามารถสร้าง แล้วก็หลั่งสารได้เหมือนกัน

76
00:06:39,122 --> 00:06:40,533
ยังทำให้เกิดอาการแพ้ได้เช่นเดียวกับเซลล์แมสต์นะครับ

77
00:06:40,533 --> 00:06:44,533
เรามาดู ว่าแล้วการป้องกันโรคภูมิแพ้นี่ จะทำ

78
00:06:47,124 --> 00:06:48,496
อยา่งไร แน่นอนเลยวิธีการที่ง่าย

79
00:06:48,496 --> 00:06:52,496
แต่อาจจะทำได้ยากในบางกลุ่มเหมือนกัน ในสาร

80
00:06:54,795 --> 00:06:58,795
ต่าง ๆ นะครับ ไม่ให้เข้าสู่ร่างกายของเรานะครับ เราอาจจะต้องไปเช็ก ว่าเราแพ้อะไร อะไรที่เป็นสารก่อภูมิแพ้ ที่

81
00:07:00,405 --> 00:07:04,405
ทำให้เกิดการแพ้ของเรา เราก็หลีกเลี่ยงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด

82
00:07:05,751 --> 00:07:09,751
อีกอย่างหนึ่ง ก็คือพยายามรักษาสุขภาพ

83
00:07:09,837 --> 00:07:11,203
ให้แข็งแรงนะครับ ก็คือ กินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ

84
00:07:11,203 --> 00:07:15,203
แล้วก็พักผ่อนให้เพียงพอ ก็จะช่วยป้องกัน

85
00:07:17,207 --> 00:07:21,207
ไม่ให้เกิดโรคภูมิแพ้ หรือลดความรุนแรงที่เกิดขึ้น

86
00:07:23,131 --> 00:07:24,434
ได้นะครับ โรคต่อมานะครับ ก็คือโรคลูปัสหรือโรค SLE นะครับ โรคนี้

87
00:07:24,434 --> 00:07:28,434
จะเป็นโรคที่อยู่ในกลุ่มที่เรียกว่า

88
00:07:35,136 --> 00:07:39,136
"ภูมิคุ้มกันต้านตนเอง" หรือ Auto

89
00:07:39,138 --> 00:07:41,437
immusne disease เกิดขึ้นจากการที่ร่างกายนี่ไปกระตุ้น

90
00:07:41,437 --> 00:07:43,837
หรือไปกระตุ้นให้เซลล์ทีนี่ต่อต้านหรือทำลายเนื้อเยื่อ

91
00:07:43,837 --> 00:07:44,421
หรือเซลล์ตัวเองในระบบการทำงานต่าง ๆ

92
00:07:44,421 --> 00:07:48,421
อาการที่อาจจะพบได้ก็คือลักษณะ

93
00:07:53,226 --> 00:07:56,235
ที่มีผื่นแดงบนใบหน้านะครับ หรือมีไข้

94
00:07:56,235 --> 00:07:57,370
หรือเกิดอาการปวดบริเวณข้อ เนื่องจากการอักเสบนะครับ

95
00:07:57,370 --> 00:08:01,370
คนที่เป็นโรคลูปัส หรือ

96
00:08:06,470 --> 00:08:07,613
โรค SLE จะทำให้ระบบประสาทส่วนกลางถูกทำลาย

97
00:08:07,613 --> 00:08:11,613
การทำงานของหัวใจและไตอาจล้มเหลวนะครับ และ

98
00:08:13,116 --> 00:08:14,288
วิธีการที่ป้องกันและรักษาคนที่เป็นโรค SLE นี่

99
00:08:14,288 --> 00:08:18,288
ก็ทำได้โดยการรักษาตามความรุนแรงของอาการของ

100
00:08:19,318 --> 00:08:23,318
โรคอย่างต่อเนื่องนะครับ และก็ต้องปฏิบัติตนตามคำแนะนำแพทย์

101
00:08:27,151 --> 00:08:31,151
อย่างเคร่งครัดด้วยนะครับ เรามาดูโรคสุดท้ายกันเลยนะครับ โรคสุดท้าย ก็คือโรคเอดส์นะครับ

102
00:08:31,667 --> 00:08:35,667
โรคเอดส์ โรคเอดส์นี่ เกิดขึ้นจากความ

103
00:08:36,085 --> 00:08:40,085
บกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันนะครับ เดี๋ยวเราจะมาดูกัน ว่

104
00:08:43,156 --> 00:08:47,156
ามันเกิดจากความบกพร่องอย่างไรนะครับ โดยโรคเอดส

105
00:08:47,159 --> 00:08:50,788
์เกิดจากการที่ร่างกายได้รับเชื้อไวรัสที่ชื่อว่า HIV นะครับ หรือเรียกมาจากชื่อเต็มที่ว่า "Human Immunodeficiency Virus" นะครับ

106
00:08:50,788 --> 00:08:54,788
การได้รับเชื้อ

107
00:08:59,159 --> 00:09:02,332
HIV นี่ คือการได้รับจากเลือด

108
00:09:02,332 --> 00:09:06,332
หรือสารคัดหลั่งต่าง ๆ เข้ามาสู่ร่างกายของเรานะครับ ผู้ที่ได้รับเชื้อ HIV เข้ามานี่ จะ

109
00:09:11,165 --> 00:09:14,863
มีความเสี่ยงจากการติดเชื้อหรือเกิดจาการเกิดโรคแทรกซ้อนต่าง ๆ

110
00:09:14,863 --> 00:09:18,863
เป็น โรคปอดบวม วัณโรค โรคเริม หรือโรคเชื้อราตามผิวหนัง หรือช่องปาก

111
00:09:19,919 --> 00:09:23,919
นะครับ โดยโรคแทรกซ้อนเหล่านี้ จะเป็นสาเหตุ

112
00:09:26,072 --> 00:09:30,072
หลักของการเสียชีวิตของคนที่เป็นโรค

113
00:09:31,174 --> 00:09:35,174
เอดส์นะครับ เดี๋ยวเราลองมาดูกัน ว่าเจ้า HIV นี่ ทำให้ระบบบกพร่อง

114
00:09:43,177 --> 00:09:44,627
บกพร่องของระบบคุ้มกันอย่างไรนะครับ ลองมาดู

115
00:09:44,627 --> 00:09:48,627
ทำความเข้าใจการเพิ่มจำนวนของ HIV

116
00:09:50,389 --> 00:09:54,389
ในเซลล์ทีผู้ช่วยกันก่อนนะครับ เซลล์ที่เป็นเหมือน... เขาเรียกว่าเซลล์เจ้าบ้าน

117
00:09:57,030 --> 00:09:58,526
ที่เจ้าไวรัส HIV นี่ จะเข้าไปเพิ่มจำนวนน ก็คือเซลล์ผู้ช่วย

118
00:09:58,526 --> 00:10:02,526
ก็คือ เซลล์ทีผู้ช่วย ซึ่งเซลล์ที

119
00:10:07,185 --> 00:10:11,185
ในระบบภูมิคุ้มกันที่เราได้เรียนรู้กันมา 2 ตอนแรกแล้วนะครับ ในขั้นแรกเมื่อ HIV เข้าสู่ร่างกาย โดยขั้นแรก

120
00:10:14,438 --> 00:10:16,317
ไวรัสที่เข้าไปนี่ จะไปยึดเกาะ

121
00:10:16,317 --> 00:10:17,723
อยู่กับเซลล์เจ้าบ้านนะครับ

122
00:10:17,723 --> 00:10:19,631
จากนั้นนี่ HIV ก็

123
00:10:19,631 --> 00:10:23,631
จะปล่อยสารพันธุกรรม

124
00:10:24,724 --> 00:10:28,724
นะครับ เข้าไปในเซลล์ทีผู้ช่วย และจะใช้องค์ประกอบ องค์ประกอบ

125
00:10:34,168 --> 00:10:38,168
นะครับ องค์ประกอบของเซลล์ทีผู้ช่วย รวมทั้ง

126
00:10:38,732 --> 00:10:40,357
สังเคราะห์สารพันธุกรรมของไวรัสนะครับ รวมทั้งส่วนประกอบต่าง ๆ ของ HIV ด้วยนะครับ

127
00:10:40,357 --> 00:10:44,357
หลักจากที่สร้างสารพันธุกรรมและองค์ประกอบเสร็จเรียบร้อยแล้วนี

128
00:10:51,200 --> 00:10:54,123
่ HIV ก็จะสร้างแบบจำลอง

129
00:10:54,123 --> 00:10:58,123
จากองค์ประกอบเหล่านั้นนะครับ ทำให้ได้ HIV ในเซลล์เพิ่มเป็นจำนวนมากนะครับ เมื่อ

130
00:10:59,766 --> 00:11:03,766
มีอนุภาคของไวรัสในเซลล์เป็นเซลล์จำนวนมากแล้วนี่

131
00:11:07,203 --> 00:11:10,514
ไวรัสก็จะทำเลยเซลล์ทีในเซลล์เป็นจำนวนมากแล้วนี่ นอกนั้นเซลล์

132
00:11:10,514 --> 00:11:14,514
และแยกกลุ่มออกจากเซลล์ทีผู้ช่วย ทำให้เซลล์ทีผู้ช่วยถูกทำลาย เซลล์ทีช่วยอยู่

133
00:11:18,820 --> 00:11:22,820
ก็จะไปที่เซลล์ T ผู้ช่วยเซลล

134
00:11:23,207 --> 00:11:24,397
เซลล์อื่น ๆ นะครับ แล้วก็เกิดการเพิ่ม

135
00:11:24,397 --> 00:11:25,119
ของ HIV ในเซลล์ทีผู้ช่วยใหม่ขึ้นเรื่อย ๆ นะครับ

136
00:11:25,119 --> 00:11:29,119
คำถาม ก็คือการที่ HIV เข้าไป

137
00:11:34,230 --> 00:11:37,842
ทำลายเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ จะ

138
00:11:37,842 --> 00:11:39,423
ทำลายสิ่งแปลกปลอมได้อย่างไรนะครับ

139
00:11:39,423 --> 00:11:43,423
เราลองมาดูคำตอบกันนะครับ HIV นี่

140
00:11:45,077 --> 00:11:49,077
จะทำลายกลไกการต่อต้าน หรือทำลายจำเ

141
00:11:55,219 --> 00:11:56,667
พาะนะครับ ทำร้ายได้อย่างไร เพราะว่า

142
00:11:56,667 --> 00:11:58,135
เซลล์เจ้าบ้านที่ HIV ใช้ในการเพิ่มจำนวนนี่ ก็คือเซลล์ทีผู้ช่วย

143
00:11:58,135 --> 00:12:02,135
การที่ HIV เข้าไปเพิ่มจำนวนเซลล์ทีผู้ช่วย

144
00:12:06,438 --> 00:12:09,594
นี่ จะทำให้เซลล์ที ผู้ช่วยนี่ลดจำนวนลงเรื่อย ๆ

145
00:12:09,594 --> 00:12:13,594
ซึ่งการลดลงของเซลล์ทีผู้ช่วยนี่ จะส่งผล

146
00:12:15,223 --> 00:12:18,256
ต่อระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์นะครับ

147
00:12:18,256 --> 00:12:22,256
นอกจากที่นักเรียนได้เรียนมาแล้วว่าเซลล์ที ผู้ช่วยนี่ จะลด

148
00:12:23,531 --> 00:12:27,531
การทำงานและพัฒนาของเซลล์เม็ดเลือดขาวของ

149
00:12:28,092 --> 00:12:31,372
เซลล์ทีผู้ช่วยเองด้วยนะครับ ไม่ว่าจะเป็นเซลล์บี ที่จะ

150
00:12:31,372 --> 00:12:35,372
พัฒนาต่อไปเป็นเซลล์พลาสมา

151
00:12:35,923 --> 00:12:39,146
แล้วก็สร้างแอนติบอดี เพื่อจะจับกับเชื้อโรคหรือ

152
00:12:39,146 --> 00:12:43,146
กระตุ้นการทำงานของเซลล์ทีที่ท

153
00:12:43,964 --> 00:12:46,215
ำลายสิ่งแปลกปลอม หรือเซลล์ที่ติดเชื้อไวรัส ดังนั้น หากถ้าเซลล์ทีผู้ช่วย

154
00:12:46,215 --> 00:12:50,215
ลดจำนวนลง ก็จะทำให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานไม่อย่างสมบูรณ

155
00:12:55,234 --> 00:12:59,234
์นะครับ นี่ครับ หลักจากที่นักเรียนได้ทราบมาแล้วนะครับ ว่า HIV

156
00:13:01,389 --> 00:13:02,863
นี่ สามารถทำให้เกิดความผิดปกติหรือความบกพร่องของระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างไร

157
00:13:02,863 --> 00:13:06,863
บ้างครับ ก็เมื่ออย่างเช่นเคย คุณครูก็จะมีข้อความให้นักเรียน

158
00:13:10,967 --> 00:13:14,967
ลองศึกษาดูนะครับ แล้วหลักจากนั้นจะมีคำถามให้นักเรียนลองคิด

159
00:13:15,242 --> 00:13:19,242
จะให้ลองช่วยยกันคิดก็คือว่า

160
00:13:22,405 --> 00:13:26,405
HIV นี่สามารถติดต่อกันได้ทางใดบ้าง

161
00:13:27,378 --> 00:13:31,378
นะครับ

162
00:13:35,255 --> 00:13:39,255
อมูลและตอบคำถามนี้ดูนะครับ เดี๋ยวเราลองมาดู ว่าคำตอบที่นักเรียนได้สืบค้น

163
00:13:43,249 --> 00:13:44,772
ได้สืบค้นมาดูนี่ จะมีเหมือนที่

164
00:13:44,772 --> 00:13:45,898
ครูจัดแสดงให้ดูหรือเปล่านะครับ

165
00:13:45,898 --> 00:13:47,805
อันแรกเลย ก็คือว่าเจ้าเชื้อ HIV นี่ สามารถ

166
00:13:47,805 --> 00:13:51,805
ติดต่อกันผ่านทางแม่สู่ลูกขณะการตั้งครรภ์

167
00:13:58,500 --> 00:14:02,500
ได้นะครับ แล้วก็ขณะที่เกิดการคลอด หรือการ

168
00:14:03,251 --> 00:14:05,241
หรือการให้น้ำนมจากแม่สู่ลูกได้ด้วยเช่นกันนะครับ

169
00:14:05,241 --> 00:14:05,469
อันที่ 2 ก็คือติดต่อกันผ่านทางมีเพศสัมพันธ์

170
00:14:05,469 --> 00:14:09,469
โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัยนะครับ

171
00:14:10,419 --> 00:14:14,419
แล้วก็อีกทางก็คือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน ซึ่งจะทำให้

172
00:14:17,594 --> 00:14:18,780
เลือดแล้วก็สารคัดหลั่งนี่จ ะ

173
00:14:18,780 --> 00:14:22,570
ทำให้สามารถที่จะส่งผ่านเชื้อ HIV

174
00:14:22,570 --> 00:14:25,830
สู่กันได้นะครับ หลังจากที่

175
00:14:25,830 --> 00:14:29,830
เราได้เรียนเรื่องความผิดปกติของระบบภูมิคุ้มกัน

176
00:14:35,261 --> 00:14:38,059
กันมาแล้วนะครับ นักเรียนก็จะสามารถที่จะตรวจสอบความเข้าใจกัน

177
00:14:38,059 --> 00:14:40,468
บทเรียนทั้งหมดได้นะครับ โดยครูจะมีคำถามให้นักเรียนตรวจสอบความเข้าใจอยู่ด้วย 2 คำถาม

178
00:14:40,468 --> 00:14:44,468
ก็คือคำถามแรก เพราะเหตุใดการบริจาคเลือด

179
00:14:46,789 --> 00:14:50,789
จึงมีความจำเป็นในการตรวจ

180
00:14:51,263 --> 00:14:52,442
หาเชื้อ HIV ก่อนทุกครั้งนะครับ

181
00:14:52,442 --> 00:14:53,747
อีกคำถามหนึ่ง ก็คือสารก่อภูมิแพ้ ส่งผลต่อระบบการ

182
00:14:53,747 --> 00:14:57,747
ทำงานของระบบภูมิคุ้มกันได้อย่างไร

183
00:14:57,893 --> 00:15:01,893
นะครับ ถ้าใครตอบได้ก็แสดงว่าเข้าใจบทเรียนนี้แล้ว

184
00:15:07,240 --> 00:15:10,412
ถ้าใครยังตอบไม่ได้ ก็อาจจะยังตอบไม่ได้ หรือไม่แน่ใจ ก้อาจจะกลับไปทบทวนกันดู

185
00:15:10,412 --> 00:15:14,412
และหลังจากที่ได้เรียนมาแล้วนี่ นักเรียนสามารถสรุปเนื้อหาไเด้อย่างไรบ้าง

186
00:15:18,599 --> 00:15:22,599
มาให้นักเรียนดูนะครับ อันแรกก็คือเมื่อการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันนี่ ผิดไป ผิดปกติไป

187
00:15:26,511 --> 00:15:26,704
นะครับ อาจทำให้เกิดโรค หรืออาการที่ผิดปกติ

188
00:15:26,704 --> 00:15:30,704
ตามมานพครับ เช่น โรคภูมิแพ้ โรคลูปัส

189
00:15:35,283 --> 00:15:39,283
โรค SLE นะครับ หรือโรคเอดส์เป็นต้นนะครับ โรคเอดส์นี่ เกิดจากการติดเชื้อของ HIV

190
00:15:42,733 --> 00:15:45,561
นะครับ ซึ่งเชื้อ HIV นี่ จะเข้าไปทำลายเซลล์ทีผู้ช่วยนะครับ เซลล์ทีผู้ช่วยนี่ มีความสำคัญ

191
00:15:45,561 --> 00:15:49,561

192
00:15:50,418 --> 00:15:54,418
ต่อระบบภูมิคุ้มกัน จะไปกระตุ้นให้เกิดเซลล์เม็ดเลือดขาว

193
00:15:55,294 --> 00:15:58,924
ของเซลล์เม็ดเลือดขาว ในเม็ดเลือดอื่น ๆ นะครับ

194
00:15:58,924 --> 00:15:59,633
เชื้อ HIV นี่ สามารถติดต่อกันได้ผ่านทาง

195
00:15:59,633 --> 00:16:03,633
รับเลือดจากสารคัดหลั่งนะครับ ผ่านทาง

196
00:16:06,454 --> 00:16:08,543
ช่องทางต่าง ๆ ไม่ว่าจะจากแม่สู่ลูก

197
00:16:08,543 --> 00:16:12,543
การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย หรือการใช้เข็มฉีดยาร่วมกันครับ หวังว่านักเรียน

198
00:16:15,305 --> 00:16:19,305
จะเข้าใจแล้วก็รู้วิธีการป้องกันตนเองนะครับ จาก

199
00:16:19,443 --> 00:16:22,432
ความผิดปกติของระบบต่าง ๆ นะครับ

200
00:16:22,432 --> 00:16:24,233
สำหรับวันนี้ สวัสดีครับ

201
00:16:24,233 --> 00:16:28,233

202
00:16:29,053 --> 00:16:33,053
[เสียงดนตรี]

