﻿1
00:00:50,270 --> 00:00:53,662
สวัสดีครับ วันนี้เราจะมาเรียนในหัวข้อเรื่อง

2
00:00:53,662 --> 00:00:56,344
การเปลี่ยนสถานะของน้ำและความมีขั้ว

3
00:00:56,344 --> 00:00:59,426
แต่ก่อนอื่นเราขอทบทวนความรู้กันก่อนนะครับ

4
00:00:59,426 --> 00:01:02,348
คราวที่แล้วส่วนใหญ่

5
00:01:02,348 --> 00:01:06,348
ไม่ได้เอาแต่จะอยู่ร่วมกัน

6
00:01:06,912 --> 00:01:10,538
อะตอมไฮโดรเจน

7
00:01:10,538 --> 00:01:11,790
ที่เรียกว่า

8
00:01:11,790 --> 00:01:14,446
พันธะโคเวเลน

9
00:01:14,446 --> 00:01:16,818
ต์ แนะนำมาแสดงได้ในหลายรูปแบบ

10
00:01:16,818 --> 00:01:20,818
ตัวอย่างเช่น 3 รูปนี้นะครับ

11
00:01:23,112 --> 00:01:24,692
นักเรียนลองดูน้ำในขวดนี้นะครับ

12
00:01:24,692 --> 00:01:27,610
คิดว่าน้ำในขวดนี้

13
00:01:27,610 --> 00:01:28,932
มีโมเลกุลน้ำโมเลกุลเดียวหรือเปล่าครับ

14
00:01:28,932 --> 00:01:32,932
ไม่ใช่ใช่ไหมครับ

15
00:01:33,687 --> 00:01:35,941
ประกอบด้วย โมเลกุลของน้ำมากมาย

16
00:01:35,941 --> 00:01:37,926
หรือแม้แต่น้ำที่อยู่ในอากาศ

17
00:01:37,926 --> 00:01:41,694
ก็ไม่ได้มีแค่ 1 โมเลกุล

18
00:01:41,694 --> 00:01:45,309
ซึ่งแต่ละโมเลกุลก็จะมีแรงยึดเหนี่ยวต่อกัน

19
00:01:45,309 --> 00:01:46,493
ที่นี่ลองพิจารณารูปทั้งสองดูนะครับ

20
00:01:46,493 --> 00:01:49,966
รูปข้างขวา

21
00:01:49,966 --> 00:01:52,186
เป็นรูปของไอน้ำ หรือน้ำในสถานะแก๊ส

22
00:01:52,186 --> 00:01:53,987
ส่วนรูปข้างซ้าย

23
00:01:53,987 --> 00:01:56,655
เป็นรูป

24
00:01:56,655 --> 00:02:00,655
ของน้ำในสถานะของเหลว

25
00:02:01,335 --> 00:02:02,686
จากรูปทั้ง 2 น้ำอยู่สถานะใดครับ ที่บริสุทธิ์ของน้ำอยู่ใกล้กัน

26
00:02:02,686 --> 00:02:04,316
หรือของเหลว

27
00:02:04,316 --> 00:02:08,316
ของเหลวถูกไหมครับ

28
00:02:09,726 --> 00:02:13,726
แล้วคิดว่าน้ำในสถานะใดที่มีแรงยึดเหนี่ยวโมเลกุลมากกว่ากัน

29
00:02:13,898 --> 00:02:16,019
ใช่ครับ โมเลกุลของน้ำในสถานะของเหลว

30
00:02:16,019 --> 00:02:17,616
มีแรงยึดเหนี่ยวโมเลกุลมากกว่า

31
00:02:17,616 --> 00:02:21,616
เพราะว่าอะไรครับ

32
00:02:23,274 --> 00:02:24,530
เพราะว่าบริเวณห้องน้ำอยู่ใกล้กันมากกว่าจึงมีแรงยึดเหนี่ยว

33
00:02:24,530 --> 00:02:28,211
กันมากกว่า

34
00:02:28,211 --> 00:02:32,211
โดยน้ำเปลี่ยนสถานะได้อย่างไรครับ

35
00:02:34,978 --> 00:02:38,978
นักเรียนโรงเรียนถึงเหตุการณ์ในชีวิตประจำวัน ที่เปลี่ยนจากสถานะของเหลวไปเป็นแก๊สดูนะครับ

36
00:02:40,842 --> 00:02:42,685
การเปลี่ยน

37
00:02:42,685 --> 00:02:43,623
สถานจากของเหลวเปลี่ยนไปเป็นแก๊ส

38
00:02:43,623 --> 00:02:47,623
จะมีการ

39
00:02:48,213 --> 00:02:49,257
น้ำหรือการระเหยของน้ำใช่ไหมครับ ซึ่งการต้มน้ำจะเป็นการให้

40
00:02:49,257 --> 00:02:53,257
น้ำ

41
00:02:53,390 --> 00:02:56,201
การระเหยของน้ำจะได้รับความร้อนจากสิ่งแวดล้อม

42
00:02:56,201 --> 00:02:59,818
แสดงว่าเมื่อน้ำได้รับพลังงาน

43
00:02:59,818 --> 00:03:01,005
โดยการได้รับความร้อนโดยตรงและสิ่งแวดล้อม

44
00:03:01,005 --> 00:03:02,748
ก็ำจะเปลี่ยนสถานะได้

45
00:03:02,748 --> 00:03:03,891
โดยการเปลี่ยนสถานะความ

46
00:03:03,891 --> 00:03:07,614
แล้วของน้ำ

47
00:03:07,614 --> 00:03:10,616
ก็มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลของน้ำ

48
00:03:10,616 --> 00:03:11,645
คราวนี้ลองมาพิจารณา

49
00:03:11,645 --> 00:03:13,976
ตารางของ

50
00:03:13,976 --> 00:03:15,412
รับเปลี่ยนสารโคเวเลนต์กันนะครับ

51
00:03:15,412 --> 00:03:16,884
สารโคเวเลนต์

52
00:03:16,884 --> 00:03:20,884
แต่ล

53
00:03:24,108 --> 00:03:26,469
ะตาราง จะมีแรงยึดเหนี่ยวโมเลกุลที่แตกต่างกัน ซึ่งโดยทั่วไปแล้วสารที่มีแรงยึดเหนี่ยวโมเลกุลที่มากกว่า

54
00:03:26,469 --> 00:03:28,363
ซึ่งมีโมเลกุลเดี่ยวที่สูงกว่า

55
00:03:28,363 --> 00:03:31,995
นักเรียนคิดว่าเพราะเหตุใด

56
00:03:31,995 --> 00:03:35,995
สารที่มีแรงยึดเหนี่ยวโมเลกุลที่ต่างกันครับ

57
00:03:36,862 --> 00:03:39,739
ให้นักเรียนพิจารณาชนิดของภาพที่เป็นองค์ประกอบ

58
00:03:39,739 --> 00:03:41,575
ของสารโคเวเลนต์แต่ละชนิดในตารางดูนะครับ

59
00:03:41,575 --> 00:03:43,943
นักเรียนจะเห็นอะไรบ้างครับ

60
00:03:43,943 --> 00:03:47,168
นักเรียนจะเห็นว่า

61
00:03:47,168 --> 00:03:48,444
ก็จะมีโมเลกุลที่ประกอบด้วยอะตอมต่างชนิดกัน

62
00:03:48,444 --> 00:03:50,398
ซึ่งก็คือ

63
00:03:50,398 --> 00:03:52,623
แก๊สไฮโดรเจนคลอไรด์

64
00:03:52,623 --> 00:03:55,689
แก๊สไนโตรเจนมอนอกไซ

65
00:03:55,689 --> 00:03:57,760
ด์ แล้วก็จะมีบริการที่ประกอบด้วย

66
00:03:57,760 --> 00:04:00,773
อะตอมที่เป็นธาตุชนิดเดียวกัน

67
00:04:00,773 --> 00:04:04,773
ซึ่งได้แก่แก๊สออกซิเจน

68
00:04:07,274 --> 00:04:10,515
แก๊สไฮโดรเจน จะเห็นว่าโมเลกุลที่ประกอบด้วยอะตอมที่เป็นธาตุชนิดเดียวกัน

69
00:04:10,515 --> 00:04:11,742
จะมีแรงยึดเหนี่ยวโมเลกุลที่

70
00:04:11,742 --> 00:04:15,742
น้อยกว่า

71
00:04:16,580 --> 00:04:20,112
ที่ประกอบด้วยธาตุต่างชนิดกัน จึงมีจุดเดือดที่ต่ำกว่า

72
00:04:20,112 --> 00:04:21,597
ซึ่งโมเลกุลที่ประกอบด้วย 2 อะตอม

73
00:04:21,597 --> 00:04:24,032
จะประกอบด้วย

74
00:04:24,032 --> 00:04:28,032

75
00:04:29,765 --> 00:04:31,643
จัดเป็นสารมีขั้ว ส่วนโมเลกุลที่ประกอบด้วยธาตุชนิดเดียวกันแต่เป็นสารมีขั้วครับ

76
00:04:31,643 --> 00:04:33,055
เพราะฉะนั้นปัจจัยหนึ่ง

77
00:04:33,055 --> 00:04:35,730
ที่ส่งผลต่อกัน

78
00:04:35,730 --> 00:04:39,730
ของฉันก็คือขั้วครับ

79
00:04:42,864 --> 00:04:46,864
สารของโคเวเลนต์ที่ประกอบด้วย อะตอม 2 มากกว่า 2 อะตอม

80
00:04:47,663 --> 00:04:49,598
อาจเป็นสารมีขั้ว หรือสารไม่มีขั้วก็ได้ โดยน้ำแอมโมเนียแก๊สไข่เน่า

81
00:04:49,598 --> 00:04:50,970
แก๊สไฮโดรเจนซัลไฟด์

82
00:04:50,970 --> 00:04:53,749
เป็นสารมีขั้วครับ

83
00:04:53,749 --> 00:04:55,134
เปิดแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มีเทน

84
00:04:55,134 --> 00:04:57,018
ไม่มีขั้ว

85
00:04:57,018 --> 00:04:58,745
ทั้ง ๆ ที่อะตอมที่เป็นองค์ประกอบ

86
00:04:58,745 --> 00:04:59,890
ก็เป็นธาตุต่างชนิดกัน

87
00:04:59,890 --> 00:05:02,117
เช่นเดียวกับ

88
00:05:02,117 --> 00:05:05,761
กรณีของน้ำหรือแอมโมเนีย

89
00:05:05,761 --> 00:05:09,761
ซึ่งรูปร่างของโมเลกุล

90
00:05:10,082 --> 00:05:13,029
นอกจากนี้มาของโมเลกุลก็ส่งผลต่อแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลเหมือนกันครับ

91
00:05:13,029 --> 00:05:16,248
แต่รายละเอียดเกี่ยวกับเรื่องร่างของโมเลกุล

92
00:05:16,248 --> 00:05:19,569
ซึ่งมีผลต่อแรงยึดเหนี่ยวของโมเลกุล

93
00:05:19,569 --> 00:05:23,569
นักเรียนอาจจะได้เรียนในระดับสูงต่อไปนะครับ

94
00:05:25,846 --> 00:05:29,846
นักเรียนคิดว่ายังมีปัจจัยอื่นอีกไหมครับ ที่ส่งผลต่อแรงยึดเหนี่ยวของโมเลกุลของส

95
00:05:32,406 --> 00:05:34,874
าร เดี๋ยวร้องไห้พิจารณาของสาร 2 ตัวนี้นะครับ คือ น้ำกับไฮโดรเจนซัลไฟด์

96
00:05:34,874 --> 00:05:38,329
ข้อมูลที่ผ่านมา

97
00:05:38,329 --> 00:05:40,393
ทถ้า 2 ตัวนี้จะเป็นสารมีขั้ว

98
00:05:40,393 --> 00:05:44,393
นักเรียนลองพิจารณาดูนะครับ

99
00:05:46,523 --> 00:05:49,697
จุดเดือดของสารทั้งสองชนิดแตกต่างกันมากเลยใช่ไหมครับ ท่านักเรียน ที่ไปสอนมีความเหมือนกัน

100
00:05:49,697 --> 00:05:51,345
โปรดพิจารณาชีวิตของภาพ

101
00:05:51,345 --> 00:05:55,345
กับอะตอมที่เป็นองค์ประกอบ

102
00:05:56,676 --> 00:06:00,122
จะเห็นได้ว่าแตกต่างกันเพียงอะตอมเดียวเท่านั้น ก็คือ

103
00:06:00,122 --> 00:06:03,970
ในกรณีของทาง ก็คือเป็นแก๊สออกซิเจนส่วน

104
00:06:03,970 --> 00:06:07,970
กรณีของไฮโดรเจนซัลไฟด์เป็นกำมถันใช่ไหมครับ

105
00:06:09,178 --> 00:06:13,106
แสดงว่าชนิดของธาตุที่เป็นองค์ประกอบของโมเลกุล

106
00:06:13,106 --> 00:06:16,532
ความสำคัญตัวแรงยึดเหนี่ยวโมเลกุล เพราะว่าอะตอมของธาตุแต่ละชนิด

107
00:06:16,532 --> 00:06:20,003
วิธีสร้างโคเวเลนต์กับไฮโดรเจน

108
00:06:20,003 --> 00:06:21,762
สามารถสร้างกับกลุ่มที่เรียกว่าพันธะไฮโดรเจนได้

109
00:06:21,762 --> 00:06:25,334
แล้วพันธะไฮโดรเจน

110
00:06:25,334 --> 00:06:27,157
คืออะไร พันธะไฮโดรเจน เป็นแรงยึดเหนี่ยวของ

111
00:06:27,157 --> 00:06:28,624
ในโมเลกุล

112
00:06:28,624 --> 00:06:30,876
ของสาร มีพันธะ OS

113
00:06:30,876 --> 00:06:34,876
SS SS

114
00:06:35,687 --> 00:06:37,658
ดังในรูป จะเห็นว่ามี

115
00:06:37,658 --> 00:06:41,658
พันธะโคเวเลนต์ ของน้ำ

116
00:06:42,025 --> 00:06:45,472
ซึ่งทำให้เกิดพันธะไฮโดรเจนได้

117
00:06:45,472 --> 00:06:48,370
แต่ในกรณีของไฮโดรเจนซัลไฟด์

118
00:06:48,370 --> 00:06:50,618
ภายในรถไม่มี

119
00:06:50,618 --> 00:06:52,024
OS

120
00:06:52,024 --> 00:06:54,578
A FS

121
00:06:54,578 --> 00:06:57,533
จึงไม่สามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนได้

122
00:06:57,533 --> 00:07:01,533
พันธะไฮโดรเจนทำให้สารมีจุดเดือด

123
00:07:02,589 --> 00:07:06,589
รวมทั้งสารสูงกว่าสารที่มีขั้วที่มีขนาดโมเลกุลใกล้เคียงกันครับ

124
00:07:07,106 --> 00:07:09,710
พันธะไฮโดรเจน นอกจากใช้ในการอธิบาย

125
00:07:09,710 --> 00:07:13,710
แรงยึดเหนี่ยวโมเลกุลของสารที่เกี่ยวข้องแล้ว

126
00:07:14,008 --> 00:07:15,750
ใช้อธิบายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ที่พบในชีวิตประจำวันด้วยครับ

127
00:07:15,750 --> 00:07:18,816
อธิบายได้ว่า

128
00:07:18,816 --> 00:07:20,438
เพราะเหตุใดน้ำแข็งจึงลอยน้ำได้

129
00:07:20,438 --> 00:07:22,404
ถ้านักเรียนพิจารณา

130
00:07:22,404 --> 00:07:24,570
ที่รูป จะพบว่าของน้ำ

131
00:07:24,570 --> 00:07:27,310
สถานะของแข็งและของเหลว

132
00:07:27,310 --> 00:07:31,310
ก็สามารถเกิดพันธะไฮโดรเจนได้ ถูกไหมครับ

133
00:07:32,046 --> 00:07:35,375
แต่พันธะไฮโดรเจนในผลึกน้ำแข็ง

134
00:07:35,375 --> 00:07:36,475
จับตัวกันอย่างเป็นระเบียบ โดยมีช่อง

135
00:07:36,475 --> 00:07:39,258
ว่างโมเลกุล มากกว่า

136
00:07:39,258 --> 00:07:42,421
โมเลกุลน้ำที่อยู่ในสภาพของเหลว

137
00:07:42,421 --> 00:07:44,678
น้ำแข็งน้ำ

138
00:07:44,678 --> 00:07:48,462
เราจึงเห็นน้ำแข็งลอยน้ำครับ

139
00:07:48,462 --> 00:07:51,834
ตอนนี้ยังอธิบายว่า

140
00:07:51,834 --> 00:07:53,129
เพราะเหตุใดอุณหภูมิของผิวโลกอยู่ในร่างกาย

141
00:07:53,129 --> 00:07:57,129
จึง เปลี่ยนแปลงน้อย

142
00:07:57,369 --> 00:08:00,194
เนื่องจากในพื้นผิวโลก และร่างกายมีน้ำเป็นองค์ประกอบหลัก

143
00:08:00,194 --> 00:08:02,427
โดยมีองค์ประกอบประมาณ 70 เปอร์เซ็นต์

144
00:08:02,427 --> 00:08:06,427
และน้ำ เป็นแรง

145
00:08:07,905 --> 00:08:11,842
ยึดเหนี่ยวโมเลกุล

146
00:08:11,842 --> 00:08:12,847
ที่แข็งแนง จึงใช้ความร้อนในปริมาณจำนวนมาก

147
00:08:12,847 --> 00:08:16,184
ทำให้น้ำ

148
00:08:16,184 --> 00:08:19,642
น้ำ

149
00:08:19,642 --> 00:08:22,145
อุณหภูมิน้ำมันพืชสวนโลก

150
00:08:22,145 --> 00:08:24,159
ไม่จำเป็นต่อการมีชีวิต

151
00:08:24,159 --> 00:08:27,408
การต่างของบอลโลก

152
00:08:27,408 --> 00:08:31,408
รถถังน้ำมันช่ว ยรักษาอุณหภูมิภายในร่างกาย

153
00:08:32,290 --> 00:08:35,373
โดยการระเหยของเหงื่อ ขณะที่เราออกกำลังกายหรือทำงานภายในการแจ้งครับ

154
00:08:35,373 --> 00:08:39,373
คราวนี้ลองทำแบบฝึกหัดกันบ้างนะครับ

155
00:08:39,422 --> 00:08:41,171
นักเรียนอาจจะหยุดคิดไว้ก่อนเพื่อในการคิดนะครับ

156
00:08:41,171 --> 00:08:43,735
โดยในข้อแรก ก็คือ

157
00:08:43,735 --> 00:08:46,960
สารที่กำหนดให้ก่อน

158
00:08:46,960 --> 00:08:50,960
สารมีขั้ว และสารใดเป็นสารไม่มีขั้วครับ

159
00:08:53,852 --> 00:08:55,105
เป็นอย่างไรบ้างครับสำหรับข้อนี้ พอทำได้ไหมครับ

160
00:08:55,105 --> 00:08:56,809
เฉลยกันครับ

161
00:08:56,809 --> 00:09:00,809
มีค่าก็คือ

162
00:09:02,800 --> 00:09:03,656
... เนื่องจากโมเลเหล่านี้

163
00:09:03,656 --> 00:09:05,404
ประกอบด้วย

164
00:09:05,404 --> 00:09:07,893
ผ่าตัดลิ้นคับ

165
00:09:07,893 --> 00:09:08,850
ส่วนสารที่ไม่มีขั้วคือ

166
00:09:08,850 --> 00:09:11,109
คลอรีน

167
00:09:11,109 --> 00:09:14,421
ไวโอลิน

168
00:09:14,421 --> 00:09:16,455
อะตอมของธาตุชนิดเดียวกัน

169
00:09:16,455 --> 00:09:20,455
นะครับ ข้อต่อไปนะครับ ข้อที่ 2

170
00:09:22,507 --> 00:09:26,507
สารโคเวเลนต์ใดต่อไปนี้ ที่มีพันธะไฮโดรเจนเป็นแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลครับ

171
00:09:27,359 --> 00:09:31,359
เฉลยนะครับ

172
00:09:32,810 --> 00:09:36,546
สารที่มี

173
00:09:36,546 --> 00:09:38,814
ไฮโดรเจนมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างก็คือฉัน

174
00:09:38,814 --> 00:09:40,125
ชั้น B3

175
00:09:40,125 --> 00:09:43,068
ผ่าน App ครับ

176
00:09:43,068 --> 00:09:43,832
OH NH

177
00:09:43,832 --> 00:09:47,832
เห็นไหมครับ

178
00:09:48,712 --> 00:09:52,349
จึงทำให้มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างพันธะไฮโดรเจนได้

179
00:09:52,349 --> 00:09:56,349
มาข้อที่ 3 ข้อสุดท้ายนะครับ

180
00:10:02,470 --> 00:10:04,380
บริษัทถามว่าทำการทดลองเพื่อหาจุดเดือดเพื่อหาสาร a และสาร b ซึ่งมีมวลและรูปร่างของโมเลกุลใกล้เคียงกันจะสาร จากสารหนึ่งเป็นสารมีขั้ว

181
00:10:04,380 --> 00:10:06,138
ได้ชั้น 1 ไม่มีขั้ว

182
00:10:06,138 --> 00:10:08,845
พบว่าสาร a

183
00:10:08,845 --> 00:10:12,196
30 องศาเซลเซียส

184
00:10:12,196 --> 00:10:15,477
ดีมีจุดเดือด 80 องศาเซลเซียส

185
00:10:15,477 --> 00:10:17,358
ระบุว่าสารใดเป็นสารมีขั้ว

186
00:10:17,358 --> 00:10:19,985
สารใดเป็นสารไม่มีขั้ว

187
00:10:19,985 --> 00:10:23,985
เฉลยนะครับ

188
00:10:25,841 --> 00:10:29,841
เนื่องจากสาร a และ b มีมวลและรูปร่างของโมเลกุลใกล้เคียงกัน จุดเดือดที่แตกต่างกัน

189
00:10:31,193 --> 00:10:32,506
สภาพขั้วของสารละลายจากสาร a มีจุดเดือดต่ำกว่าสาร b

190
00:10:32,506 --> 00:10:35,529
แสดงว่าสวัสดี

191
00:10:35,529 --> 00:10:39,529
มีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลมากกว่าสา

192
00:10:39,849 --> 00:10:42,987
ร a ดังนั้น สาร a จึงไม่มีขั้วส่วนสาร b สารมีขั้วครับ

193
00:10:42,987 --> 00:10:46,035
สรุปสิ่งที่ได้เรียนไปวันนี้นะครับ

194
00:10:46,035 --> 00:10:49,895
ความร้อนที่ใช้ในการเปลี่ยนสถานะของสาร

195
00:10:49,895 --> 00:10:53,895
ต้องมากพอที่จะทำลายแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล

196
00:10:53,895 --> 00:10:56,447
ซึ่งถ้าสารมีแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุลสูง จะมีจุดเดือดสูง

197
00:10:56,447 --> 00:10:59,232
จุดเดือนของสารโคเวเลนต์

198
00:10:59,232 --> 00:11:03,232
มีความสัมพันธ์กับ

199
00:11:06,464 --> 00:11:08,847
แรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล ซึ่งเป็นผลมาจากสภาพขั้วของสารโมเลกุลที่ประกอบด้วย 2 อะตอม

200
00:11:08,847 --> 00:11:12,847
ถ้าเป็นธาตุต่างชนิดกัน

201
00:11:14,031 --> 00:11:16,927
ตัวของโมเลกุลที่ประกอบด้วย อะตอมมากกว่า 2 อะตอม

202
00:11:16,927 --> 00:11:20,362
ขึ้นอยู่กับรูปร่างโมเลกุลของสารแต่ละชนิด

203
00:11:20,362 --> 00:11:24,033
น้ำเป็นโมเลกุลมีขั้ว ที่มีพันธะไฮโดรเจน

204
00:11:24,033 --> 00:11:25,631
พันธะไฮโดรเจน เป็นแรงยึดเหนี่ยวระหว่างโมเลกุล

205
00:11:25,631 --> 00:11:26,454
ที่เกิดกับสารมีขั้ว

206
00:11:26,454 --> 00:11:27,468
ที่มีพันธะ

207
00:11:27,468 --> 00:11:29,197
OH NH หรือ

208
00:11:29,197 --> 00:11:30,041

209
00:11:30,041 --> 00:11:34,041

210
00:11:36,382 --> 00:11:37,936
FH ในโมเลกุล พันธะไฮโดรเจนทำให้สารระหว่างโมเลกุลสูงขึ้น

211
00:11:37,936 --> 00:11:40,172
ทำให้จุดเดือดสูงขึ้น

212
00:11:40,172 --> 00:11:41,656
สำหรับวันนี้พอแค่นี้ก่อนครับ

213
00:11:41,656 --> 00:11:45,656
สวัสดีครับ [เสียงดนตรี]

