﻿1
00:00:22,394 --> 00:00:26,394
[เสียงดนตรี]

2
00:00:37,033 --> 00:00:37,682
(คุณครูวัชระ) สวัสดีครับ นักเรียนครูวัชระ

3
00:00:37,682 --> 00:00:38,812

4
00:00:38,812 --> 00:00:39,363
นะครับ

5
00:00:39,363 --> 00:00:41,377

6
00:00:41,377 --> 00:00:42,912
เรื่องของน้ำนะครับ

7
00:00:42,912 --> 00:00:43,571
จะเป็นเรเราจะ

8
00:00:43,571 --> 00:00:44,511
เรา

9
00:00:44,511 --> 00:00:48,511
ชมกันเลยครับ

10
00:00:50,429 --> 00:00:54,429
นั่งคิดที่เล็กเรารู้จักโมเลกุลของน้ำกันแล้วนะครับ

11
00:00:55,761 --> 00:00:59,183
ว่าสารในหัวข้อนี้เราจะมาดูสถานที่อื่นที่อยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติกันครับ

12
00:00:59,183 --> 00:01:00,913
โดยก็คือสารประกอบไอออนิก

13
00:01:00,913 --> 00:01:02,827

14
00:01:02,827 --> 00:01:06,219
และการเปลี่ยนสถานะของสารประกอบไอโอนิกครับ

15
00:01:06,219 --> 00:01:09,978
น้ำธรรมชาติ

16
00:01:09,978 --> 00:01:13,978
ไม่บริสุทธิ์ อย่างเช่นในรูปนี้ก็คือน้ำทะเลถูกไหมครับ

17
00:01:16,202 --> 00:01:17,812
มีที่อื่นเจือปนอาจจะเป็นสารโคเวเลนต์ ก๊าซออกซิเจน

18
00:01:17,812 --> 00:01:21,433
คาร์บอนไดออกไซด์

19
00:01:21,433 --> 00:01:23,970
หรืออาจจะเป็นสัตว์ที่มีรูปแบบของไอออน เช่น

20
00:01:23,970 --> 00:01:27,970
คลอไรด์ ไอออน หรือโซเดียมไอออนครับ

21
00:01:30,665 --> 00:01:34,128
คลอไรด์ ไอออนในน้ำทะเล

22
00:01:34,128 --> 00:01:38,128
การทำนาเกลือนะครับ

23
00:01:39,463 --> 00:01:41,115
เกลือแกงหรือโซเดียมคลอไรด์กี่ประเภท

24
00:01:41,115 --> 00:01:44,337
ศาล

25
00:01:44,337 --> 00:01:48,337
สารประกอบไอออนิก

26
00:01:48,587 --> 00:01:52,203
สารประกอบไอออนิก

27
00:01:52,203 --> 00:01:56,203
อกที่เกี่ยวกับไอออนลบ

28
00:01:57,314 --> 00:02:01,314
ทางเคมีพันธะไอออนิก

29
00:02:03,824 --> 00:02:05,574
การต่อเนื่องใน 3 มิติส่วนของไอออนที่ทำให้สารไอออนิก

30
00:02:05,574 --> 00:02:09,574
การนำไฟฟ้าครับ

31
00:02:13,561 --> 00:02:17,561
อย่างเช่น เกลือแกงหรือโซเดียมหรือคลอไรด์ประกอบด้วย โซเดียมไอออนที่มีประจุบวก

32
00:02:19,302 --> 00:02:21,061
มีประจุบวก 1 ข้อใดเป็นจุดหนึ่ง

33
00:02:21,061 --> 00:02:25,061
ทำให้เป็นการนำไฟฟ้า

34
00:02:30,582 --> 00:02:34,582
จากที่ทราบมาแล้วนะครับ จากการจัดเรียงตัวของไอออน

35
00:02:36,262 --> 00:02:39,246
องค์ประกอบภายใน 3 มิติ ดังนั้น จึงไม่ได้แน่นอน

36
00:02:39,246 --> 00:02:43,246
จึงไม่จัดเป็นโมเลกุล

37
00:02:43,466 --> 00:02:47,441
ได้ครับ ดังนั้น มีของสารประกอบไอออนิก

38
00:02:47,441 --> 00:02:50,103
เขียนเป็นอัตราส่วนอย่างต่ำของไอออนที่เราเรียกว่า

39
00:02:50,103 --> 00:02:52,026

40
00:02:52,026 --> 00:02:56,026

41
00:02:57,685 --> 00:02:59,192
"เอมพิริคัล" ครับ ตามสัญลักษณ์ของธาตุที่เป็นไอออนลบ

42
00:02:59,192 --> 00:03:01,748
ลักษณะของแต่ละชนิด

43
00:03:01,748 --> 00:03:05,748
อย่างต่ำของการรวมตัว

44
00:03:09,198 --> 00:03:13,110
เราจะละไว้ไม่เขียนแสดง อย่างเช่น ในกรณีของเกลือแกง หรือโซเดียมคลอไรด์

45
00:03:13,110 --> 00:03:15,487
โซเดียมไอออนเช่นเดียวกับคลอไรด์ไอออน

46
00:03:15,487 --> 00:03:19,487
การเขียนสูตรจะเริ่มต้นจาก

47
00:03:20,307 --> 00:03:22,819
เขียนสัญลักษณ์ของธาตุที่เป็นไอออนบวกในที่นี้คืออะไรครับ

48
00:03:22,819 --> 00:03:26,737
ใช่ครับ

49
00:03:26,737 --> 00:03:28,728
Na สัญลักษณ์ของ

50
00:03:28,728 --> 00:03:31,720
ที่เป็นไอออนลบเราจะเขียนว่า

51
00:03:31,720 --> 00:03:33,689
Cl ถูกไหมครับ

52
00:03:33,689 --> 00:03:37,389
ก็เห็นว่า

53
00:03:37,389 --> 00:03:41,389
ไม่เขียนแสดงประจุบวกและประจุลบนะครับ

54
00:03:42,243 --> 00:03:43,805
จากนั้นพิจารณาตัวเลขห้อยท้าย เนื่องจากโซเดียมไอออนมีประจุบวก 1

55
00:03:43,805 --> 00:03:47,464
ส่วน

56
00:03:47,464 --> 00:03:49,969
ไอออนมีประจุลบหนึ่งถ้าจะเป็นการทำไฟฟ้า

57
00:03:49,969 --> 00:03:52,857
มีผลรวมของประจุเป็น 0

58
00:03:52,857 --> 00:03:54,138
ฉะนั้นจึงจะต้อง

59
00:03:54,138 --> 00:03:58,138
1 ต่อ 1 ครับ

60
00:04:01,212 --> 00:04:03,737
จากตัวเลข 1 เราไม่แสดงดังนั้นสูตรเคมีของ

61
00:04:03,737 --> 00:04:07,081
แกงหรือโซเดียมคลอไรด์ก็คือ

62
00:04:07,081 --> 00:04:10,938
na cl

63
00:04:10,938 --> 00:04:11,937
ในชีวิตประจำวันออกจากเกลือแกงแล้วยัง

64
00:04:11,937 --> 00:04:14,778
สารประกอบ

65
00:04:14,778 --> 00:04:15,882
เช่นโซเดียมคลอไรด์ใน

66
00:04:15,882 --> 00:04:19,191
ยาสีฟัน

67
00:04:19,191 --> 00:04:23,191
ตอนนี้เราอยู่ในรูปของไอออน

68
00:04:24,195 --> 00:04:25,936
ซึ่งไอออนที่ละลายน้ำอาจจะเป็นไอออนที่เกิดจากอะตอมของธาตุเดียวหรือกลุ่มอะตอม

69
00:04:25,936 --> 00:04:29,054
นักเรียนดูที่ครูชี้นะครับ

70
00:04:29,054 --> 00:04:31,797
โซเดียมไอออน

71
00:04:31,797 --> 00:04:35,797
และฟลูออไรด์ไอออน

72
00:04:36,196 --> 00:04:39,161
เป็นไอออนที่เกิดจากอะตอมของธาตุเดียว ส่วนคาร์บอนได

73
00:04:39,161 --> 00:04:40,116
เป็นไอออนเป็นไอออนที่เกิดจาก

74
00:04:40,116 --> 00:04:44,116
กลุ่มอะตอม

75
00:04:44,320 --> 00:04:45,505
นอกจากนี้ยังมีไอออนที่พบในชีวิตประจำวันอื่น ๆ

76
00:04:45,505 --> 00:04:49,505
อีก เช่น แมกนีเซียมไอออน

77
00:04:49,646 --> 00:04:50,700
ถ้าสังเกตจำนวนประจุบวก

78
00:04:50,700 --> 00:04:54,700
อังกฤษ

79
00:04:55,014 --> 00:04:58,323
ผมว่าไม่ได้มีไอออนที่เป็นประจุบวก 1 และลบหนึ่งเท่านั้น

80
00:04:58,323 --> 00:05:00,478
แต่ยังพบไอออนที่มีประจุอื่น ๆ เช่น

81
00:05:00,478 --> 00:05:02,979
แคลเซียมไอออนที่มีประจุ +2

82
00:05:02,979 --> 00:05:05,871
ไอออนมีประจุ

83
00:05:05,871 --> 00:05:09,087
-3 นักเรียนลองสังเกต

84
00:05:09,087 --> 00:05:10,810
แล้วบอกครูสิครับ ว่าไอออนบวกและไอออนลบ

85
00:05:10,810 --> 00:05:12,478
มาจากธาตุชนิดไหนครับ

86
00:05:12,478 --> 00:05:16,478
โลหะหรืออโลหะ

87
00:05:17,662 --> 00:05:21,662
จะเห็นว่าไอออนบวกส่วนใหญ่

88
00:05:22,041 --> 00:05:25,525
มาจากธาตุที่เป็นโลหะ แต่บางกรณีก็เกิดจาก

89
00:05:25,525 --> 00:05:29,525
ธาตุที่เป็นอโลหะได้ครับ เช่น กรณีของแอมโมเนียมไอออน

90
00:05:30,223 --> 00:05:34,223
ส่วนไอออนลบได้มาจากธาตุที่เป็นอโลหะ

91
00:05:37,155 --> 00:05:39,970
เพราะฉะนั้น จะสังเกตง่าย ๆ ว่าสารใดเป็นสารประกอบไอโอนิก ก็สามารถพิจารณาได้จากธาตุองค์ประกอบครับ

92
00:05:39,970 --> 00:05:41,939
ถ้ามีธาตุที่เป็นอโลหะ โลหะ

93
00:05:41,939 --> 00:05:44,007
ส่วนใหญ่ก็จะเป็น

94
00:05:44,007 --> 00:05:48,007
สารประกอบไอออนิกนะครับ

95
00:05:48,086 --> 00:05:51,784
ซึ่งจะแตกต่างจากสารโคเวเลนต์

96
00:05:51,784 --> 00:05:55,784
ธาตุที่มารวมกันจะเป็นธาตุอโลหะครับ

97
00:06:02,815 --> 00:06:04,764
หลังจากที่เรารู้จักไอออนในชีวิตประจำวันกันไปแล้วนะครับ คราวนี้เราลองมาดูการเขียนสูตร

98
00:06:04,764 --> 00:06:05,843

99
00:06:05,843 --> 00:06:09,631
เอมพิริคัลที่เกิดจาก

100
00:06:09,631 --> 00:06:11,118
สารประกอบเหล่านี้กันเข้าร่วมกันที่แมกนีเซียมไอออนนะครับ

101
00:06:11,118 --> 00:06:15,118
คลอไรด์ไอออน

102
00:06:19,243 --> 00:06:20,727
ถ้าเราให้แมกนีเซียมไอออนที่มีประจุบวก 2 กับคลอไรด์ไอออนที่มีประจุลบหนึ่งมารวมตัวกัน

103
00:06:20,727 --> 00:06:23,219
ในอัตราส่วน 1 ต่อ 1

104
00:06:23,219 --> 00:06:27,219
ผลรวมของประจุจะเป็นอย่างไรครับ

105
00:06:27,862 --> 00:06:29,981
จะเห็นว่าไม่เป็นการทำไฟฟ้าถูกต้องไหมครับ

106
00:06:29,981 --> 00:06:31,631
ผลรวมของประจุจะเป็นบวก 1

107
00:06:31,631 --> 00:06:33,292
ท่อให้รวม

108
00:06:33,292 --> 00:06:37,292
1 ต่อ 2 ล่ะครับ

109
00:06:38,377 --> 00:06:40,415
คือแมกนีเซียมไอออนกับคลอไรด์ไอออน 2 ไอออน

110
00:06:40,415 --> 00:06:43,287
ผลรวมประจุจะเป็นอย่างไรครับ

111
00:06:43,287 --> 00:06:45,922
เห็นว่าลมขอบประตู

112
00:06:45,922 --> 00:06:47,040
เป็น 0 ซึ่งเป็นการทำไฟฟ้าใช่ไหมครับ

113
00:06:47,040 --> 00:06:48,069
ดังนั้น สูตร

114
00:06:48,069 --> 00:06:50,317
โทริโกะ

115
00:06:50,317 --> 00:06:52,035
คอมไม่มีเสียงออกมาก็คือ

116
00:06:52,035 --> 00:06:53,448

117
00:06:53,448 --> 00:06:57,448
MGCL2 ครับ

118
00:06:58,181 --> 00:07:02,181
ตอนนี้มาดูตัวอย่างป้ายนะครับ โซเดียมไอออนที่มีประจุบวก 1

119
00:07:02,267 --> 00:07:04,919
และซัลเฟตไอออนที่มีประจุลบ 2

120
00:07:04,919 --> 00:07:06,710
ตัวกัน

121
00:07:06,710 --> 00:07:08,561
ด้วยอัตราส่วน 1 ต่อ 1 ผลร่วม

122
00:07:08,561 --> 00:07:12,561
ของประจุจะเป็นอย่างไรครับ

123
00:07:15,325 --> 00:07:17,012
ผลรวมของประจุก็จะเป็น -1 ซึ่งไม่เป็นการทางไฟฟ้าถูกไหมครับ

124
00:07:17,012 --> 00:07:20,968
วงการด้วย

125
00:07:20,968 --> 00:07:21,829
อัตราส่วน 1 ต่อ 1 คือโซเดียมไอออน 2 ไอออน

126
00:07:21,829 --> 00:07:24,458
รวมกับ

127
00:07:24,458 --> 00:07:26,756
ซัลเฟตไอออน 1 ไอออน

128
00:07:26,756 --> 00:07:30,756
ผลรวมของประจุจะเป็นอย่างไรครับ

129
00:07:31,166 --> 00:07:32,450
ผลรวมของประจุก็จะเป็น 0 ซึ่งเป็นการทำไฟฟ้า

130
00:07:32,450 --> 00:07:34,642
ดังนั้น สูตร

131
00:07:34,642 --> 00:07:37,885
เอมพิริคัลของซัลเฟตก็คือ

132
00:07:37,885 --> 00:07:41,650
na2s 4 นะครับ

133
00:07:41,650 --> 00:07:43,478
คราวนี้เริ่มมาดูตัวอย่างสุดท้ายก่อนนะครับ

134
00:07:43,478 --> 00:07:45,775
อลูมิเนียมไอออน

135
00:07:45,775 --> 00:07:48,138
ซึ่งมีประจุบวก 3

136
00:07:48,138 --> 00:07:49,372
ไนเตรตไอออนที่มีประจุ

137
00:07:49,372 --> 00:07:53,372
ลบ 1

138
00:07:54,203 --> 00:07:56,532
ถ้าให้ 2 ตัวนี้มารวมตัวกัน

139
00:07:56,532 --> 00:08:00,053
หน่วยอัตราส่วน 1 ต่อ 1

140
00:08:00,053 --> 00:08:04,053
ผลรวมของประจุจะเป็นอย่างไรครับ

141
00:08:08,149 --> 00:08:12,149
ผลรวมของประจุก็จะเป็นบวก 2 ซึ่งไม่เป็นการทำไฟฟ้าถูกไหมครับ

142
00:08:14,830 --> 00:08:18,830
ถ้าให้รวมด้วยอัตราส่วน 1 ต่อ 2

143
00:08:18,833 --> 00:08:22,833
ผลรวมของประจุจะเป็นอย่างไรครับ

144
00:08:26,351 --> 00:08:30,351
ผลรวมของประจุก็ยังคงเป็นบวก 1 ซึ่งไม่เป็นการทางไฟฟ้า

145
00:08:31,664 --> 00:08:35,664
แต่ถ้าให้รวมตัว

146
00:08:35,928 --> 00:08:38,709
จะให้รวมตัวกันด้วยอัตราส่วน 1 ต่อ 3

147
00:08:38,709 --> 00:08:42,709
ผลรวมของประจุจะเป็นอย่างไรครับ

148
00:08:46,492 --> 00:08:49,324
ผลรวมของประจุก็จะเป็น 0 ซึ่งเป็นกลางทางฟ้า ดังนั้น

149
00:08:49,324 --> 00:08:53,324
ก็คือตัวนี้นะครับ

150
00:08:58,167 --> 00:09:02,167
เห็นว่าสำหรับกลุ่มของไอออนตะเคียนอยู่ในวงเล็บแล้วก็ตามด้วยตัวเลขห้อยนะครับ

151
00:09:02,272 --> 00:09:06,272
นอกจากนี้การเขียนสูตรเอมพิริคัล

152
00:09:08,792 --> 00:09:11,956
ยังทำได้โดยใช้ตัวเลขประจุของไอออนและทำให้ตัวเลขเป็นอัตราส่วนอย่างต่ำ

153
00:09:11,956 --> 00:09:13,221
แมกนีเซียมไอออนที่มีประจุ +2

154
00:09:13,221 --> 00:09:14,492
ไ

155
00:09:14,492 --> 00:09:18,492
อออนมีประจุ -1

156
00:09:20,041 --> 00:09:24,041
ทำให้ไม่มีเซี่ยมมีเล็กห้อยตัว 1 ถูกต้องไหมครับ

157
00:09:25,842 --> 00:09:27,176
ส่วนคอลลีนก็จะมีตัวเลขเป็นห้อย 2

158
00:09:27,176 --> 00:09:29,990
ดังนั้น

159
00:09:29,990 --> 00:09:33,785
สูตรอ

160
00:09:33,785 --> 00:09:36,929
เอมพิริคัล mgcl2 ถูกต้องไหมครับ

161
00:09:36,929 --> 00:09:40,929
คราวนี้มาดูตัวอย่างถัดไปนะครับ

162
00:09:43,790 --> 00:09:45,685
ไอออนที่มีประจุ -2

163
00:09:45,685 --> 00:09:48,594
หมดคูณไขว้ประจุ

164
00:09:48,594 --> 00:09:51,725
ก็จะมีตัวเลข

165
00:09:51,725 --> 00:09:55,725
2 แต่อย่าลืมว่า

166
00:09:57,249 --> 00:10:01,249
เราต้องทำให้ตัวเลขตัดอัตราส่วนอย่างต่ำ ซึ่งอัตราต่ำก็คือ 1 ต่อ 1

167
00:10:02,437 --> 00:10:04,892
ดังนั้น จะได้สูตรเอมพิริคัล ก็คือ

168
00:10:04,892 --> 00:10:08,892
mgo ครับ

169
00:10:11,267 --> 00:10:12,864
สำหรับตัวอย่างอื่น ๆ นักเรียนลองทำดูนะครับ เริ่มจากโซเดียมไอออน

170
00:10:12,864 --> 00:10:15,970
ซัลเฟสไอออน Iron ครับ

171
00:10:15,970 --> 00:10:19,970
เมื่อครูให้ประจุนักเรียนจะได้แบบไหนครับ

172
00:10:20,987 --> 00:10:23,879
ได้แบบนี้ไหมครับ

173
00:10:23,879 --> 00:10:26,258
ดังนั้นสูตร เอมพิริคัล

174
00:10:26,258 --> 00:10:28,942
ของโซเดียมซัลเฟตคือ

175
00:10:28,942 --> 00:10:32,942
na2s 4 ถูกต้องไหมครับ

176
00:10:33,589 --> 00:10:37,014
ส่วนอลูมิเนียมไอออนกับไนเตรตไอออนเมื่อคูณไขว้ประจุ

177
00:10:37,014 --> 00:10:41,014
เลขไคว้เป็นเท่าไรครับ

178
00:10:41,852 --> 00:10:45,852
ได้เหมือนกันไหมครับ

179
00:10:46,458 --> 00:10:49,886
ซึ่งจะได้สูตรเอมพิริคัลเป็น

180
00:10:49,886 --> 00:10:53,886
แบบนี้ถูกไหมครับ

181
00:11:00,113 --> 00:11:03,861
คราวนี้ลงมาทำแบบฝึกหัดเพิ่มเติมกันนะครับ โดยข้อแรกให้นักเรียนลองเขียนส

182
00:11:03,861 --> 00:11:04,640
ูตรที่กำหนดให้ดังต่อไปนี้ครับ

183
00:11:04,640 --> 00:11:07,519
พรุ่งนี้

184
00:11:07,519 --> 00:11:08,609
อาจจะต้องใช้เวลา นักเรียนอาจจะหยุดคิดไว้ก่อน

185
00:11:08,609 --> 00:11:11,441
พอทำเสร็จแล้ว

186
00:11:11,441 --> 00:11:15,441
มาเริ่มคลิปก่อนนะครับ เริ่มได้ครับ

187
00:11:22,612 --> 00:11:26,092
นักเรียนทำเสร็จแล้วเรามาเฉลยกันนะครับ

188
00:11:26,092 --> 00:11:27,702
ได้เหมือนกันไหมครับ

189
00:11:27,702 --> 00:11:31,702
ไม่ยากใช่ไหมครับ

190
00:11:40,121 --> 00:11:43,058
ลองมาดูข้อถัดไปนะครับ นักเรียนลองเขียนไอออนที่เป็นองค์ประกอบของสารประกอบไอออนิกต่อไปนี้ครับ เหมือนเดิมครับ

191
00:11:43,058 --> 00:11:44,722
หยุดไว้ก่อน พอทำเสร็จแล้ว

192
00:11:44,722 --> 00:11:48,722
พร้อมครูเฉลยนะครับ

193
00:11:50,598 --> 00:11:54,598
ทำนักเรียนทำเสร็จแล้วเรามาเฉลยกันนะครับ

194
00:11:55,303 --> 00:11:56,673
เป็นอย่างไรบ้าง

195
00:11:56,673 --> 00:12:00,673
ลองทำได้ไหมครับ

196
00:12:01,321 --> 00:12:04,559
นักเรียนจะสังเกตว่าแคลเซียมออกไซด์

197
00:12:04,559 --> 00:12:06,461
มีไอออนที่เป็นองค์ประกอบว่าคือแคลเซียม

198
00:12:06,461 --> 00:12:09,862
ออกซิเจน -2

199
00:12:09,862 --> 00:12:11,254
ไม่ใช่

200
00:12:11,254 --> 00:12:13,201
แคลเซียม - 1

201
00:12:13,201 --> 00:12:15,465
ใช่ จะบวก 1 กับ

202
00:12:15,465 --> 00:12:17,469
ออกซิเจน +10 ไหมครับ

203
00:12:17,469 --> 00:12:21,469
ส่วนหนึ่ง

204
00:12:21,505 --> 00:12:24,622
ไม่แสดงถึงประจุของที่เป็นองค์ประกอบเสมอไปนะครับ

205
00:12:24,622 --> 00:12:27,975
สำหรับหัวข้อที่สองก็คือ

206
00:12:27,975 --> 00:12:31,975
เรื่องการเปลี่ยนสถานะของสารประกอบไอออนิกครับ

207
00:12:32,985 --> 00:12:34,436
ซึ่งนักเรียนทราบมาแล้วว่าสารประกอบไอออนิกอยู่ในสถานะของแข็ง

208
00:12:34,436 --> 00:12:37,987
ไอออนบวกและไอออนลบ

209
00:12:37,987 --> 00:12:39,389
เตรียมตัวกลับอันตรายต่อเนื่องกันใน 3 มิติ

210
00:12:39,389 --> 00:12:40,919
โดยไอออน

211
00:12:40,919 --> 00:12:42,982
ชนิดกันจะ

212
00:12:42,982 --> 00:12:46,163
พันธะไอออนิก

213
00:12:46,163 --> 00:12:49,891
และไอออนแต่ละชนิดไม่สามารถเคลื่อนที่ได้

214
00:12:49,891 --> 00:12:52,354
สารประกอบไอออนิกได้รับความร้อน

215
00:12:52,354 --> 00:12:53,282
จะทำลายทำให้

216
00:12:53,282 --> 00:12:54,036
ไอออนบวกและ

217
00:12:54,036 --> 00:12:55,658
ไอออนลบ

218
00:12:55,658 --> 00:12:59,658
ที่ได้มากขึ้น

219
00:13:01,690 --> 00:13:02,686
ก็จะเปลี่ยนสถานะเป็นของเหลว

220
00:13:02,686 --> 00:13:06,019
และ

221
00:13:06,019 --> 00:13:08,409
เมื่อได้รับความร้อนต่อไปจนมีอุณหภูมิถึงจุดเดือด

222
00:13:08,409 --> 00:13:12,409
ว่าจะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นแก๊สครับ

223
00:13:13,920 --> 00:13:16,145
ถ้านักเรียนจะลองสังเกตดูนะครับ ในการเปลี่ยนสถานะของสารประกอบไอออนิก

224
00:13:16,145 --> 00:13:17,046
จากของแข็งเป็นของเหลว

225
00:13:17,046 --> 00:13:19,747
หรือแก๊ส

226
00:13:19,747 --> 00:13:20,693
จะมีการทำลายพันธะไอออนิก

227
00:13:20,693 --> 00:13:21,540
ซึ่งมีความ

228
00:13:21,540 --> 00:13:25,540
แข็งแรงมาก

229
00:13:26,129 --> 00:13:29,280
แต่สำหรับสารโคเวเลนต์นักเรียนจำได้ไหมครับ

230
00:13:29,280 --> 00:13:32,380
การเปลี่ยนสถานะไม่ได้มีการทำเป็นการทำ

231
00:13:32,380 --> 00:13:34,945
ภายในโมเลกุล

232
00:13:34,945 --> 00:13:36,294
แต่เป็นการทำลายแรงยึดเหนี่ยว

233
00:13:36,294 --> 00:13:37,342
ระหว่างโมเลกุล

234
00:13:37,342 --> 00:13:39,145
ดังนั้น

235
00:13:39,145 --> 00:13:42,238
เมื่อเปรียบเทียบจุดหลอมเหลวและจุดเดือด

236
00:13:42,238 --> 00:13:46,238
ระหว่างประกอบไอออนิกและสารโคเวเลนต์

237
00:13:46,813 --> 00:13:48,701
จะได้ว่าของสารประกอบไอออนิกจะมีค่ามากกว่าสารโคเวเลนต์มากเลยครับ

238
00:13:48,701 --> 00:13:52,701
ลองมาดูตัวอย่างกันนะครับ

239
00:13:54,911 --> 00:13:58,684
เช่นในกรณีของโซเดียมคลอไรด์ มีจุดหลอมเหลวที่

240
00:13:58,684 --> 00:14:00,098
801

241
00:14:00,098 --> 00:14:04,098
องศาเซลเซียส

242
00:14:05,018 --> 00:14:07,041
ที่ 14 65

243
00:14:07,041 --> 00:14:08,894
แต่น้ำมีจุดเดือดติด

244
00:14:08,894 --> 00:14:12,894
100 องศาเซลเซียส

245
00:14:14,985 --> 00:14:16,420
ลองมาดูจุดหลอมเหลวและจุดเดือดของสารประกอบ

246
00:14:16,420 --> 00:14:18,706
ไอออนิกอื่น ๆ ครับ

247
00:14:18,706 --> 00:14:22,050
เช่น แมกนีเซียมออนไลน์

248
00:14:22,050 --> 00:14:24,682
แคลเซียมออนไลน์ แมกนีเซียมออกไซด์ จะเห็นว่า

249
00:14:24,682 --> 00:14:28,682
จุดหลอมเหลวและจุดเดือดที่สูงมากเลยนะครับ

250
00:14:33,923 --> 00:14:37,635
เรามาลองทำแบบฝึกหัดกันนะครับ ในแบบฝึกหัดนี้จะให้นักเรียนเปรียบเทียบจุดเดือดและจุดหลอมเหลวของสารแต่ละคู่ต่อไปนี้ครับ

251
00:14:37,635 --> 00:14:41,635
เครื่องหมายน้อยกว่าหรือมากกว่าให้ถูกต้องนะครับ

252
00:14:42,084 --> 00:14:46,072
นักเรียนลองหยุดคิดไว้ก่อนหลังจากนั้นก็ทำเสร็จแล้วค่อยกลับมาดูเฉลยกันนะครับ

253
00:14:46,072 --> 00:14:48,767
เฉลยนะครับ เราลองมาดูเฉลยกัน

254
00:14:48,767 --> 00:14:50,949
ก่อนทำโจทย์ข้อนี้ต้องดูก่อน

255
00:14:50,949 --> 00:14:54,177
อัตราชนิดมีสารประเภทไหน

256
00:14:54,177 --> 00:14:55,903
ผลิตหรือสารโคเวเลนต์

257
00:14:55,903 --> 00:14:59,719

258
00:14:59,719 --> 00:15:03,067
ได้ครับ ซึ่งจากนั้นเราพิจารณาได้แล้ว

259
00:15:03,067 --> 00:15:04,154
เราก็จะสามารถเปรียบเทียบจุดหลอมเหลวและจุดเดือดได้ครับ

260
00:15:04,154 --> 00:15:05,432
ในคู่แรก

261
00:15:05,432 --> 00:15:08,704
แคลเซียมออกไซด์

262
00:15:08,704 --> 00:15:10,839
และไนโตรเจนมอนอกไซด์ นักเรียนจะเห็นว่า

263
00:15:10,839 --> 00:15:14,839
ทรายเป็นสารประเภทไหนครับ

264
00:15:15,023 --> 00:15:16,522
ถูกต้องครับ เป็นสารประกอบไอโอนิกนะครับ

265
00:15:16,522 --> 00:15:18,437
เพราะมีทั้งองค์ประกอบ

266
00:15:18,437 --> 00:15:19,118
ประกอบทั้งโลหะและ

267
00:15:19,118 --> 00:15:20,666
อโลหะ

268
00:15:20,666 --> 00:15:22,919
ส่วนในรถยนต์

269
00:15:22,919 --> 00:15:24,395
ไปเป็นสารโคเวเลนต์ถูกต้องไหมครับ

270
00:15:24,395 --> 00:15:28,395
มี

271
00:15:29,239 --> 00:15:32,524
อุปกรณ์เป็นโลหะ ดังนั้น จุดหลอมเหลวและจุดเดือด

272
00:15:32,524 --> 00:15:36,524
มากกว่าไนโตรเจนออกไซด์นะครับ

273
00:15:37,614 --> 00:15:39,065
สำหรับคู่ที่ 2

274
00:15:39,065 --> 00:15:40,668
ลิเทียมคลอไรด์

275
00:15:40,668 --> 00:15:44,668

276
00:15:44,711 --> 00:15:46,575
แก๊สคลอรีน

277
00:15:46,575 --> 00:15:50,575
พูด

278
00:15:52,795 --> 00:15:54,888
แอมโมเนียเป็นสารโคเวเลนต์

279
00:15:54,888 --> 00:15:58,496
แต่แอมโมเนียมไนเตรท

280
00:15:58,496 --> 00:15:59,922
เ

281
00:15:59,922 --> 00:16:02,781
กิดจากแอมโมเนียมไอออน

282
00:16:02,781 --> 00:16:06,085
สารประกอบไอออนิก

283
00:16:06,085 --> 00:16:08,020
จุดเดือดที่สูงกว่า

284
00:16:08,020 --> 00:16:12,020
โมเนียนะครับ

285
00:16:16,276 --> 00:16:17,252
เรามาสรุปเนื้อหาภายในบทเรียนที่เราทำกันมาภายในวันนี้นะครับ

286
00:16:17,252 --> 00:16:21,252
ข้อแรก

287
00:16:21,974 --> 00:16:25,974
สารในแหล่งน้ำธรรมชาติจะมีทั้งสารโคเวเลนต์และสารประกอบไอออนิก

288
00:16:26,411 --> 00:16:27,587
สารประกอบไอออนิกประกอบด้วย ไอออนบวกที่ยึดเหนี่ยวเกี่ยวกับไอออนลบ

289
00:16:27,587 --> 00:16:29,368
ด้วยพันธะไอออนิก

290
00:16:29,368 --> 00:16:32,571
บอกแล้ว

291
00:16:32,571 --> 00:16:35,155
สลับกันออกกำลังภายใน 3 มิติ

292
00:16:35,155 --> 00:16:37,386
ในอัตราส่วนที่ทำให้สารประกอบไอออนิก

293
00:16:37,386 --> 00:16:38,264
เป็นกลางทางไฟฟ้า

294
00:16:38,264 --> 00:16:42,264
ส่วนประกอบ

295
00:16:43,915 --> 00:16:47,915
ไอออนิก แสดงอัตราส่วนอย่างต่ำของไอออนที่เป็นองค์ประกอบ

296
00:16:48,663 --> 00:16:52,005
ล้มเหลวและจุดเดือดของสารประกอบไอออนิกสูงกว่าสารโคเวเลนต์มาก

297
00:16:52,005 --> 00:16:54,921
เนื่องจากต้องใช้พลังงานในการทำลายพันธะไอออนิก

298
00:16:54,921 --> 00:16:57,360
ซึ่งมีความแข็งแรงมากกว่าแรงยึดเหนี่ยว

299
00:16:57,360 --> 00:17:00,268
ระหว่างโมเลกุลของสารโคเวเลนต์

300
00:17:00,268 --> 00:17:02,932
สำหรับวันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ สวัสดีครับ

301
00:17:02,932 --> 00:17:06,932
[เสียงดนตรี]

