﻿1
00:00:09,799 --> 00:00:13,799
[เสียงดนตรี]

2
00:00:41,417 --> 00:00:45,417
(ดร.ปุณิกา) สวัสดีค่ะนักเรียน

3
00:00:49,267 --> 00:00:52,315
ครูชื่อปุณิกา นะคะ วันนี้ครูจะมาสอนเป็นบทที่ 3 ในเรื่องของอาหาร

4
00:00:52,315 --> 00:00:56,239
ซึ่งในบทนี้นะคะ จะแบ่งออกเป็น 5 ข้อย่อย

5
00:00:56,239 --> 00:01:00,239
แต่คลิปนี้ที่ครูจะสอนจะเป็น

6
00:01:01,517 --> 00:01:05,517
หัวข้อแรกค่ะ ใครมันและน้ำมัน แต่ก่อนที่จะไปถึงเรื่องแรกนะคะ

7
00:01:06,877 --> 00:01:10,877
อยากให้นักเรียนเอาความรู้ในบทที่ 1 และที่ 2 มาทบทวนกันก่อนนะคะ

8
00:01:12,502 --> 00:01:13,769
ให้นักเรียนพิจารณาและตอบคำถามคำถามไม่ยาก

9
00:01:13,769 --> 00:01:16,905
นักเรียน

10
00:01:16,905 --> 00:01:20,619
คำถามก็คือจะใช้ความรู้จากบทแรก ๆ ของเรา

11
00:01:20,619 --> 00:01:22,277
ข้อแรกเลย ข้อ 1 กลูโคสเป็นสารประกอบไอออนิก

12
00:01:22,277 --> 00:01:26,277
หรือสารโคเวเลนต์

13
00:01:26,346 --> 00:01:30,346
ครูจะหยุดแป๊บหนึ่งนะให้เด็ก ๆ คิด

14
00:01:30,909 --> 00:01:34,285
ง่ายใช่ไหม เดี๋ยวครูเฉลยเลยนะคะ

15
00:01:34,285 --> 00:01:38,285
กลูโคสเป็นสารโคเวเลนต์ เพราะอะไรคะ ครู

16
00:01:39,625 --> 00:01:43,625
ขอดูที่สูตรโครงสร้างของกลูโคสค่ะ เพราะประกอบด้วยธาตุคาร์บอน

17
00:01:44,071 --> 00:01:48,071

18
00:01:52,266 --> 00:01:56,206
นักเรียนธาตุคาร์บอนสร้างพันธะโคเวเลนต์กับธาตุใดบ้าง

19
00:01:56,206 --> 00:02:00,206
จากสูตรโครงสร้างเห็นไหมคะ เฉลยเลยนะคะ

20
00:02:02,159 --> 00:02:06,159
ธาตุคาร์บอนสามารถสร้างพันธะกับธาตุคาร์บอนด้วยกันเอง หรือ

21
00:02:08,500 --> 00:02:11,238
ธาตุคาร์บอนก็สามารถสร้างพันธะกับธาตุไฮโดรเจนก็ได้ หรือธาตุคาร์บอน

22
00:02:11,238 --> 00:02:12,828
ยังสามารถสร้างพันธะกับธาตุออกซิเจนได้ด้วยค่ะ

23
00:02:12,828 --> 00:02:16,828
ข้อต่อมา

24
00:02:19,343 --> 00:02:23,343
ข้อ 3 แล้วนะคะ พันธะโคเวเลนต์ระหว่างธาตุคาร์บอนกับไฮโดรเจนเป็นพันธะชนิดใดคะ

25
00:02:24,619 --> 00:02:26,048
เป็นพันธะเดี่ยว

26
00:02:26,048 --> 00:02:28,271
ง่ายใช่ไหมคะ

27
00:02:28,271 --> 00:02:32,271
ข้อสุดท้าย

28
00:02:33,614 --> 00:02:35,399
เพราะเหตุใดกลูโคสจึงละลายน้ำได้ เพราะอะไรหนอ

29
00:02:35,399 --> 00:02:38,909
ใครตอบได้ไหมคะ

30
00:02:38,909 --> 00:02:42,909
คุณไกท์ให้นิดหนึ่งนะคะ

31
00:02:44,979 --> 00:02:45,842
ที่เคาน์เซอร์ครูนะคะ นะคะ ครูเฉลยแล้วนะคะ

32
00:02:45,842 --> 00:02:49,842
เพราะว่า

33
00:02:50,482 --> 00:02:54,482
กลูโคสนี้สามารถสร้างพันธะไฮโดรเจนกับน้ำได้นั่นเอง

34
00:02:57,518 --> 00:02:59,781
ครูจะขอใช้โครงสร้างของกลูโคสนะคะ อธิบายต่อเลย เมื่อกี้

35
00:02:59,781 --> 00:03:02,608
เราเห็นแล้วนะคะ ว่ากลูโคสนี่

36
00:03:02,608 --> 00:03:06,193
ประกอบด้วยธาตุหลายชนิด ถ้าตรงทิศทาง

37
00:03:06,193 --> 00:03:08,707
ที่เป็นธาตุคาร์บอนนี่เขาจะไม่ได้อยู่เดี่ยว ๆ นะ

38
00:03:08,707 --> 00:03:12,707
เขาอาจจะสร้างพันธะกับ

39
00:03:13,491 --> 00:03:17,491
ธาตุไฮโดรเจนหรือว่าธาตุคาร์บอนด้วยกันเอง โดยเราเรียก

40
00:03:17,810 --> 00:03:21,810
สารประกอบด้วย ธาตุที่มีสารประกอบ

41
00:03:24,002 --> 00:03:28,002
ธาตุไฮโดรเจนหรือกับธาตุคาร์บอนด้วยกันเองว่าธาตุสารประกอบ

42
00:03:28,755 --> 00:03:32,755
อินทรีย์ค่ะ นอกจากนี้ในสารประกอบอินทรีย์บางชนิดนะคะ เรายังอ่าน

43
00:03:35,514 --> 00:03:37,264
หินธาตุคาร์บอนบางชนิดสร้างพันธะโคเวเลนต์กับธาตุอื่นด้วย เช่น ธาตุออกซิเจน

44
00:03:37,264 --> 00:03:38,298
ดูที่กรดแอซิติก

45
00:03:38,298 --> 00:03:42,298
นักเรียน

46
00:03:42,905 --> 00:03:44,127
ได้ด้วยหรือว่าเราจะสามารถสร้างพันธะกับ

47
00:03:44,127 --> 00:03:45,676
ธาตุไฮโดรเจน

48
00:03:45,676 --> 00:03:46,564

49
00:03:46,564 --> 00:03:50,564

50
00:03:52,876 --> 00:03:56,876
ได้ด้วย ก็สามารถทำได้เช่นกันหรือแม้แต่ถ้าคลอรีนค่ะ ใน สามารถเห็นว่า

51
00:03:57,144 --> 00:03:57,889
มีพันธะกับคลอรีนด้วยอินทรีย์นี่

52
00:03:57,889 --> 00:03:59,879
สามารถ

53
00:03:59,879 --> 00:04:03,879
ได้มาจากสิ่งมีชีวิตหรือม

54
00:04:09,823 --> 00:04:13,823
นุษย์สร้างขึ้น และสารประกอบที่ไม่ใช่สารประกอบอินทรีย์เราจะเรียกสารประกอบคำว่า "สารประกอบอนินทรีย์" ค่ะ ซึ่งในชีวิตประจำวันของเรานี่

55
00:04:15,722 --> 00:04:16,714
สารประกอบอินทรีย์และสารประกอบอนินทรีย์มากมายเลย โดยที่นักเรียนอาจจะไม่รู้ว่า

56
00:04:16,714 --> 00:04:18,147
ตอนนั้นนี่

57
00:04:18,147 --> 00:04:19,929
เป็นสารประกอบอินทรีย์

58
00:04:19,929 --> 00:04:22,174
อย่างเช่น กลูโคส

59
00:04:22,174 --> 00:04:23,190
แก๊สมีเทน

60
00:04:23,190 --> 00:04:24,571
เออล

61
00:04:24,571 --> 00:04:28,571
หรือแม้แต่

62
00:04:30,031 --> 00:04:34,031
น้ำส้มที่นักเรียนรู้จักนะคะ

63
00:04:34,614 --> 00:04:37,830
สูตรสารประกอบอนินทรีย์ก็เช่นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

64
00:04:37,830 --> 00:04:40,326
น้ำสารละลายกรดไฮโดรคลอริก

65
00:04:40,326 --> 00:04:44,326
หรือแม้แต่โซเดียมคลอไรด์นั่นเองค่ะ

66
00:04:50,326 --> 00:04:52,608
หรือแม้กระทั่งอาหารที่เรารับประทานกันนะคะ ไม่ว่าจะเป็นไขมัน

67
00:04:52,608 --> 00:04:54,686
น้ำมัน คาร์โบไฮเดรต

68
00:04:54,686 --> 00:04:55,318
โปรตีนวิตามิน

69
00:04:55,318 --> 00:04:59,318
นี่

70
00:05:01,944 --> 00:05:05,944
ล้วนแล้วเป็นสารประกอบอินทรีย์ด้วยเช่นกัน ยกเว้นสารเกลือแร่นะคะ ที่ไม่ใช่สารประกอบอินทรีย์

71
00:05:08,706 --> 00:05:11,516
เรามาหัวข้อไขมันและน้ำมันก่อนเลยนะไขมันและน้ำมันเป็นอาหารที่ให้พลังงานสูง

72
00:05:11,516 --> 00:05:15,516
ดังนั้น การรับประทานอาหารประเภทนี้นี่

73
00:05:17,389 --> 00:05:20,416
เราก็จะได้รับความอบอุ่น  ดังนั้น ไขมันและน้ำมันนี่จะดูดซึมวิตามินบางชนิดด้วยเช่นวิตามิน

74
00:05:20,416 --> 00:05:24,141
เ

75
00:05:24,141 --> 00:05:25,945
อ นักเรียนแล้วในมัธยมต้น

76
00:05:25,945 --> 00:05:27,828
การรับประทาน

77
00:05:27,828 --> 00:05:29,200
มาแล้วนะ

78
00:05:29,200 --> 00:05:30,344

79
00:05:30,344 --> 00:05:31,882
ซึ่งเราทาน

80
00:05:31,882 --> 00:05:35,758
เฟรนช์ฟรายส์ โดนัท

81
00:05:35,758 --> 00:05:38,839
พิซซา ไปนี่มันก็อาจจะทำให้

82
00:05:38,839 --> 00:05:40,686
คอเลสเตอรอลไปสะสมที่เส้นเลือด

83
00:05:40,686 --> 00:05:44,667
รายงานค่ะ

84
00:05:44,667 --> 00:05:46,619
ไขมันและน้ำมันนะคะ เป็นสารกลุ่ม

85
00:05:46,619 --> 00:05:50,187
ไตรกลีเซอไรด์

86
00:05:50,187 --> 00:05:52,136
ประกอบด้วย ส่วนของ

87
00:05:52,136 --> 00:05:54,123
กลีเซอรอลมาทำปฏิกิริยากับ

88
00:05:54,123 --> 00:05:56,951
ถาม

89
00:05:56,951 --> 00:05:58,164
ซึ่งแต่ละชนิดนะคะ

90
00:05:58,164 --> 00:06:01,079
ก็จะ

91
00:06:01,079 --> 00:06:05,079
ต่างกันที่กรดไขมัน

92
00:06:10,562 --> 00:06:12,947
เราจะมาดูที่ไตรกลีเซอไรด์ชนิดนี้กันนะคะ จะเห็นว่าเห็นไหมคะ

93
00:06:12,947 --> 00:06:16,947
บริเวณที่ครูวงไว้นะคะ

94
00:06:18,517 --> 00:06:20,313
เป็นส่วนของกลีเซอร์รอลเหมือนกันทุกชนิดแต่มันจะ

95
00:06:20,313 --> 00:06:24,251
เหมือนกันที่ตรงนี้ค่ะ

96
00:06:24,251 --> 00:06:27,615
ตอนนี้นี่จะมีกรดไขมันที่เหมือนกัน

97
00:06:27,615 --> 00:06:29,476
ไขมันชนิดที่ 1 ก่อน

98
00:06:29,476 --> 00:06:30,508
จะเห็นว่าพันธะ

99
00:06:30,508 --> 00:06:34,393
ของคาร์บอนนี่

100
00:06:34,393 --> 00:06:38,393
ตำแหน่งก็เป็นพันธะเดี่ยวบางตำแหน่งก็เป็นพันธะคู่ด้วย

101
00:06:42,024 --> 00:06:43,161
แต่กรดไขมันชนิดที่ 2 ชั้นที่ 3 นะคะ นักเรียนนักเรียนจะเห็นว่าเขาก็จะเป็นโครงสร้างของ

102
00:06:43,161 --> 00:06:44,331

103
00:06:44,331 --> 00:06:47,856

104
00:06:47,856 --> 00:06:49,981
กรดไขมันนี่ อะตอมนี้จะเป็นพันธะเดี่ยวทั้งหมด

105
00:06:49,981 --> 00:06:52,598
ซึ่งเราจะเรียก

106
00:06:52,598 --> 00:06:56,598
ไขมันที่ไหนโครงสร้าง

107
00:07:01,533 --> 00:07:02,141
มีพันธะคู่ระหว่างอะตอมของคาร์บอนเรียกว่ามันไม่อิ่มตัว ในขณะที่กรดไขมันที่ในโครงสร้างของเขานี่

108
00:07:02,141 --> 00:07:03,424
พันธะ

109
00:07:03,424 --> 00:07:04,520
... ขอโทษค่ะ

110
00:07:04,520 --> 00:07:06,315
พันธะ

111
00:07:06,315 --> 00:07:08,260
ระหว่างอะตอมนี่

112
00:07:08,260 --> 00:07:09,313
เป็นพันธะเดี่ยวทั้งหมด เขาจะเป็นไขมัน

113
00:07:09,313 --> 00:07:13,313
อิ่มตัว

114
00:07:15,834 --> 00:07:19,203
ไขมันอิ่มตัว ดังนั้น นักเรียนต่อครูได้ไหมคะ ว่ากรดไขมันที่ 1 เป็นกรดไขมัน

115
00:07:19,203 --> 00:07:23,203
อิ่มตัวหรือไม่อิ่มตัวคะ เก่งมากค่ะ

116
00:07:25,637 --> 00:07:28,488
สำหรับกรดไขมันชนิดที่ 1 นี่ เขาก็จะเป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัวนะ

117
00:07:28,488 --> 00:07:32,070
เพราะว่าเขาเป็นพันธะคู่ แต่ส่วน

118
00:07:32,070 --> 00:07:32,968
ที่ 2 และที่ 3 เห็นไหมคะ

119
00:07:32,968 --> 00:07:36,968
จะเป็น

120
00:07:37,534 --> 00:07:41,106
กรดไขมันอิ่มตัว เพราะว่าเขามีโครงสร้างพันธะเดี่ยวทั้งหมด ทีนี้ครูเขา

121
00:07:41,106 --> 00:07:43,207
จะขอยกตัวอย่างโครงสร้างในชีวิตประจำวันนะคะ

122
00:07:43,207 --> 00:07:44,483
ครูยกมา 2 ตัวอย่าง ก็คือ

123
00:07:44,483 --> 00:07:45,341
สเตียริก

124
00:07:45,341 --> 00:07:47,987
และ

125
00:07:47,987 --> 00:07:49,982
ไลโนเลอิก

126
00:07:49,982 --> 00:07:53,982
เขาเป็น

127
00:07:55,940 --> 00:07:58,767
กรดไขมันประเภทไหน ดูจากสูตรโครงสร้างเขาเลยค่ะ ดูพันธะระหว่างอะตอมของคาร์บอน

128
00:07:58,767 --> 00:08:02,767
จะเห็นว่าก

129
00:08:07,915 --> 00:08:11,915
รดสเตียริกเป็นไขมันอิ่มตัวนะคำว่าในสูตรโครงสร้างมีพันธะเดี่ยวทั้งหมดในกรดส

130
00:08:14,432 --> 00:08:16,397
เตียริกพบในไขมันอิ่มตัวที่พบในไขมันสัตว์ เขานิยมนำมา

131
00:08:16,397 --> 00:08:18,142
ส่วนผสมในการทำสบู่ค่ะ

132
00:08:18,142 --> 00:08:20,177
ส่วนต่อมา

133
00:08:20,177 --> 00:08:21,388
กรดไขมัน

134
00:08:21,388 --> 00:08:23,311
สีต่อมา

135
00:08:23,311 --> 00:08:24,696
กรดไขมันไลโนเลนิ

136
00:08:24,696 --> 00:08:28,696
ครูไม่ถามแล้ว

137
00:08:30,870 --> 00:08:33,397
กรดไลโนเลอิกนี่ เป็นกรดไขมันไม่อิ่มตัว

138
00:08:33,397 --> 00:08:34,920
ชื่อนี้อาจจะไม่ค่อย

139
00:08:34,920 --> 00:08:37,715
คุ้น แต่ถ้าครูบอกว่า

140
00:08:37,715 --> 00:08:40,319
กรดไขมันโอเมก้า 3

141
00:08:40,319 --> 00:08:42,388
นักเรียนอาจจะคุ้นขึ้นมานะคะ ซึ่ง

142
00:08:42,388 --> 00:08:46,315
กรดไขมันในกลุ่มโอเมกา 3 นี่

143
00:08:46,315 --> 00:08:48,097
ร่างกายสร้างเองไม่ได้ ดังนั้น เราต้อง

144
00:08:48,097 --> 00:08:52,097
นำทางเข้าไปค่ะ

145
00:08:54,866 --> 00:08:58,197
โดยไขมันใน Omega 3 นี่ เราจะพบในไหนได้บ้างพบในอาหารทะเล

146
00:08:58,197 --> 00:09:01,770
น้ำลึก

147
00:09:01,770 --> 00:09:05,770
และเขามีส่วนอย่างไร เขามีส่วนสำคัญในการช่วยรับพัฒนาระบบประสาท

148
00:09:07,714 --> 00:09:11,714
แล้วนักเรียนเคยสงสัยไหมคะ ว่าสารอาหารประเภท

149
00:09:15,054 --> 00:09:19,054
ไขมันและน้ำมันทำไมบางชนิดมีสถานะเป็นของแข็ง เช่นเลยนี่ เราเห็นว่ามันเป็นของแข็ง

150
00:09:21,324 --> 00:09:25,324
แต่น้ำมันถั่วเหลืองเขาเป็นของเหลว นักเรียนเคยสงสัยไหมคะ ทีนี้ครูจะให้ดูนะคะ ว่า

151
00:09:26,487 --> 00:09:27,516
ปริมาณของกรดไขมันนี่ ที่อยู่ในไขมันและน้ำมันนี่ส่งผลต่อสมบัติของ

152
00:09:27,516 --> 00:09:31,516
เอา

153
00:09:32,936 --> 00:09:33,906
อย่างไร มาดูที่เนยกับ

154
00:09:33,906 --> 00:09:35,316
น้ำมันถั่วเหลืองนะ

155
00:09:35,316 --> 00:09:36,708
อันนี้

156
00:09:36,708 --> 00:09:39,809
ครูที่

157
00:09:39,809 --> 00:09:41,212
พบในเนยและน้ำมันถั่วเหลือง

158
00:09:41,212 --> 00:09:42,809
ประกอบไปด้วย

159
00:09:42,809 --> 00:09:43,719
ไขมันอิ่มตัว

160
00:09:43,719 --> 00:09:45,960
ไปละ 50

161
00:09:45,960 --> 00:09:49,492
ในขณะที่

162
00:09:49,492 --> 00:09:51,477
มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวอยู่ในร้อยละที่ 26

163
00:09:51,477 --> 00:09:54,354
น้ำทางกลับกันนะคะ ดูในส่วนของน้ำมันถั่วเหลืองบ้าง นี่

164
00:09:54,354 --> 00:09:55,054
มีกรดไขมันไม่อิ่มตัวร้อยละ 80

165
00:09:55,054 --> 00:09:57,029

166
00:09:57,029 --> 00:10:01,029
ร้อยละ 81 เลย

167
00:10:02,089 --> 00:10:03,907
ตัวนี้ร้อยละ

168
00:10:03,907 --> 00:10:05,885
ลองเปรียบเทียบดูนะคะ

169
00:10:05,885 --> 00:10:09,885
มาดูที่จุดหลอมเหลวนะคะ

170
00:10:11,496 --> 00:10:13,911
ขณะที่นายนี่มีจุดหลอมเหลวสูงและน้ำมันถั่วเหลืองนี่ มีจุดหลอมเหลวต่ำ

171
00:10:13,911 --> 00:10:14,711
ข้อมูลเหล่านี้นี่

172
00:10:14,711 --> 00:10:17,612
เราจะ

173
00:10:17,612 --> 00:10:20,703
พอที่จะสรุปความสัมพันธ์

174
00:10:20,703 --> 00:10:24,703
หนุมานว่าอย่างไรคะ

175
00:10:27,579 --> 00:10:31,399
ก็จะสรุปได้ว่าไขมันหรือน้ำมันไม่มีปริมาณกรดไขมันอิ่มตัวมากก็จะมีจุดหลอมเหลวสูง

176
00:10:31,399 --> 00:10:33,251
ถ้ามีจุดหลอมเหลวสูงมีก็อาจจะส่งผลให้

177
00:10:33,251 --> 00:10:35,412
มีสถานะของ

178
00:10:35,412 --> 00:10:38,444
แข็งที่อุณหภูมิห้อง

179
00:10:38,444 --> 00:10:41,242
สงสัย

180
00:10:41,242 --> 00:10:45,003
อุณหภูมิห้องที่ต่างประเทศนะคะ

181
00:10:45,003 --> 00:10:49,003
25 องศาเซลเซียสค่ะ ไปต่อกัน

182
00:10:49,191 --> 00:10:51,352
การพิจารณา

183
00:10:51,352 --> 00:10:52,891
ความอิ่มตัวนะคะ ของสาร

184
00:10:52,891 --> 00:10:56,076
การบอก

185
00:10:56,076 --> 00:10:58,406
ความอิ่มตัวของสารประกอบอินทรีย์ด้วยนะคะ

186
00:10:58,406 --> 00:11:02,406
ครูมีตัวอย่างของสารประกอบ

187
00:11:04,008 --> 00:11:06,246
ชนิดอยากให้ใช้ความรู้เมื่อสักครู่นี่ บอกครูสิคะ

188
00:11:06,246 --> 00:11:09,129
สารใดเป็นสารประกอบ

189
00:11:09,129 --> 00:11:12,857
อิ่มตัวและสารใดเป็นสาร

190
00:11:12,857 --> 00:11:14,031
มีชนิดไม่อิ่มตัว ครูจะให้เวลานักเรียนคิด

191
00:11:14,031 --> 00:11:18,031

192
00:11:19,245 --> 00:11:20,763
สักครู่นะคะ นักเรียน

193
00:11:20,763 --> 00:11:21,798
เอ่ย

194
00:11:21,798 --> 00:11:25,798
เฉลยแล้วนะคะ

195
00:11:27,354 --> 00:11:29,417
ชื่อสารประกอบอินทรีย์ชนิดอิ่มตัวกันก่อน นักเรียนออกอะไรบ้างคะ

196
00:11:29,417 --> 00:11:33,417
มาดู

197
00:11:33,814 --> 00:11:35,024
สารประกอบอินทรีย์ชนิดอิ่มตัวนะ ก็จะมีสาร A

198
00:11:35,024 --> 00:11:38,415
สาร C

199
00:11:38,415 --> 00:11:41,631
เพราะอะไรคะ เพราะอะไรคะ นักเรียน

200
00:11:41,631 --> 00:11:43,011
เพราะว่าดูที่สุดโครงสร้างแล้วนี่

201
00:11:43,011 --> 00:11:43,674
ขอโทษค่ะ

202
00:11:43,674 --> 00:11:45,699
พันธะ

203
00:11:45,699 --> 00:11:47,100
อะตอมของคาร์บอน

204
00:11:47,100 --> 00:11:49,498
นี่เป็นพัน

205
00:11:49,498 --> 00:11:51,550
เดี๋ยวทั้งหมด เพราะฉะนั้นนี่

206
00:11:51,550 --> 00:11:53,534
สาร a และสาร b

207
00:11:53,534 --> 00:11:55,624
แบบอิ่มตัวทั้งหมด

208
00:11:55,624 --> 00:11:59,263
ก็จะไป

209
00:11:59,263 --> 00:12:01,079
สถานีและสาร b เขาจะมี

210
00:12:01,079 --> 00:12:03,223
พันธะคู่และพันธะ

211
00:12:03,223 --> 00:12:06,288
3 แสดงว่าเขาเป็น

212
00:12:06,288 --> 00:12:10,288
สารประกอบอินทรีย์ชนิดไม่อิ่มตัวค่ะ

213
00:12:12,104 --> 00:12:15,276
จากสูตรโครงสร้างของสารประกอบอินทรีย์บางชนิดนะคะ หรือ

214
00:12:15,276 --> 00:12:16,436
ให้ดูไปแล้วเมื่อสักครู่ข้างต้นนี่ค่ะ

215
00:12:16,436 --> 00:12:20,436
จะเห็นว่า

216
00:12:21,213 --> 00:12:22,272
สารประกอบอินทรีย์บางชนิดที่ประกอบไปด้วยธาตุคาร์บอนนะคะ

217
00:12:22,272 --> 00:12:25,736
เราจะเรียก

218
00:12:25,736 --> 00:12:28,996
สารเหล่านี้นี่ว่า "สารประกอบไฮโดรคาร์บอน

219
00:12:28,996 --> 00:12:32,020
" เรื่องสารประกอบไฮโดรคาร์บอน ลูกค้าจะแบ่งออกเป็น

220
00:12:32,020 --> 00:12:33,728
ประเภทของสารประกอบไฮโดรคาร์บอน

221
00:12:33,728 --> 00:12:35,982
อิ่มตัว

222
00:12:35,982 --> 00:12:39,982
อันนี้ครูเขียนนะ

223
00:12:40,672 --> 00:12:44,672
ไฮโดรคาร์บอน compound อิ่มตัว

224
00:12:47,275 --> 00:12:51,275
ส่วนอีกประเภทหนึ่งก็คือไม่อิ่มตัว

225
00:12:53,791 --> 00:12:56,059
ซึ่งไม่อิ่มตัวนะ ก็แสดงว่าในสูตรโครงสร้างนี้มันมีพันธะคู่หรือพันธะสามอย่างน้อย 1 พันธะ

226
00:12:56,059 --> 00:12:57,844
ก่อนที่จะจบเรื่องของ

227
00:12:57,844 --> 00:12:59,037
ไขมันและน้ำมันนะคะ

228
00:12:59,037 --> 00:13:02,440
ครูก็

229
00:13:02,440 --> 00:13:04,936
ให้นักเรียนทำแบบฝึกหัดก่อนนะคะ

230
00:13:04,936 --> 00:13:08,936
ว่า

231
00:13:09,523 --> 00:13:13,523
หลังจากที่ครูพูดนี่นักเรียนหลุดลอยไปหรือเปล่านะคะ

232
00:13:14,913 --> 00:13:17,548
มาช่วยครูตอบปัญหานะคะ ข้อ 1 นะคะ ลองพิจารณาสูตรโครงสร้างของสารต่อไปนี้

233
00:13:17,548 --> 00:13:20,342
ไหมคะ เห็นไหมคะ ครูมีสูตรโครงสร้าง

234
00:13:20,342 --> 00:13:24,193
หลายชนิดเลยนี้

235
00:13:24,193 --> 00:13:27,832
ทีนี้นักเรียนสอบครูไหนว่าสารใด

236
00:13:27,832 --> 00:13:31,832
ข้อ 1 สารใดเป็นสารประกอบอินทรีย์ค่ะ

237
00:13:31,907 --> 00:13:34,854
ดูสิคะว่า จะ

238
00:13:34,854 --> 00:13:37,024
เฉลยเหมือนครูหรือเปล่า

239
00:13:37,024 --> 00:13:39,340
นักเรียนลองดูนะ

240
00:13:39,340 --> 00:13:42,822
สารตรงนี้

241
00:13:42,822 --> 00:13:46,061
สารประกอบตรงนี้สถานที่ อยู่ด้านล่างนะ

242
00:13:46,061 --> 00:13:49,328
แล้วสารใดล่ะ

243
00:13:49,328 --> 00:13:52,988
เป็นสารประกอบไฮโดรคาร์บอนจำได้ไหมคะ

244
00:13:52,988 --> 00:13:54,635
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนอะไรเฉลยนะคะ

245
00:13:54,635 --> 00:13:58,635
ก็คือ

246
00:13:59,195 --> 00:14:00,693
เอาสารนั่นเองก็คือสารที่อยู่ด้านบนและสถานที่อยู่ด้านล่าง

247
00:14:00,693 --> 00:14:04,693
เพราะอะไรคะ

248
00:14:05,541 --> 00:14:08,934
ที่สอนไป ก็คือสารประกอบอินทรีย์ที่

249
00:14:08,934 --> 00:14:10,149
สารประกอบไฮโดรคาร์บอนนั่นเอง ก็คือ

250
00:14:10,149 --> 00:14:14,149
ขณะนี้ค่ะ

251
00:14:15,804 --> 00:14:19,804
สำหรับคำถามข้อสุดท้ายของวันนี้อ่านโจทย์ก่อนนะโจทย์ให้ข้อมูลมาด้วย

252
00:14:20,393 --> 00:14:24,323
ไฮโดรคาร์บอนที่อิ่มตัวสามารถฟอกจางสารสี

253
00:14:24,323 --> 00:14:26,259
สารละลายไอโอดีนได้ นักวิทยาศาสตร์คนหนึ่ง

254
00:14:26,259 --> 00:14:28,966
ต้องการทดสอบ

255
00:14:28,966 --> 00:14:30,199
การฟอกจางของสาร

256
00:14:30,199 --> 00:14:32,405
ละลายไอโดY และ Z

257
00:14:32,405 --> 00:14:35,999
ซึ่งมีสูตรโครงสร้าง

258
00:14:35,999 --> 00:14:38,517
คำถามก็คือว่าสารใดสามารถฟอกจางสีสาร

259
00:14:38,517 --> 00:14:42,517
ไอโอดีนได้ เพราะเหตุใด

260
00:14:42,853 --> 00:14:46,853
จะปล่อยเวลาให้นักเรียนคิดสักครู่นะคะ

261
00:14:48,361 --> 00:14:50,639
มาเฉลยกันเลยนะ นักเรียนว่าอะไรคะ

262
00:14:50,639 --> 00:14:53,155
สารไหนคะ เก่งมากค่ะ

263
00:14:53,155 --> 00:14:54,908
สาร x

264
00:14:54,908 --> 00:14:56,534
กับสาร Z

265
00:14:56,534 --> 00:14:59,311
เนื่องจากว่าอะไร

266
00:14:59,311 --> 00:15:03,311
บอกว่าสาร X Y Z

267
00:15:06,457 --> 00:15:08,317
ที่ไม่อิ่มตัวซึ่งนักเรียนจะเห็นนะคะ ว่าเป็นพันธะ 3 ในขณะที่สารแรก

268
00:15:08,317 --> 00:15:11,215
พันธะคู่ด้วย

269
00:15:11,215 --> 00:15:14,786
แปลว่าสาร x ไม่เป็น

270
00:15:14,786 --> 00:15:18,786
สารประกอบคาร์บอนที่ไม่อิ่มตัว ซึ่ง

271
00:15:19,730 --> 00:15:22,035
นำเอาไปประกอบกับสารละลายไอโอดีนนี่ ก็เลยสามารถฟอกจางสีได้ค่ะ

272
00:15:22,035 --> 00:15:24,022
ก่อนจะลากันไปนะคะ

273
00:15:24,022 --> 00:15:24,726
ครูก็ขอ

274
00:15:24,726 --> 00:15:27,086
สรุปบทเรียน

275
00:15:27,086 --> 00:15:30,418
หัวข้อไขมันและน้ำมันก่อน

276
00:15:30,418 --> 00:15:34,418
ไขมันและน้ำมันจัดเป็นสารประกอบอินทรีย์

277
00:15:37,915 --> 00:15:39,224
สารประกอบอินทรีย์มีธาตุคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ ซึ่งส่วนใหญ่สามารถสร้างพันธะโคเวเลนต์กับ

278
00:15:39,224 --> 00:15:42,028
ธาตุไฮโดรเจน

279
00:15:42,028 --> 00:15:44,066
หรือธาตุคาร์บอนด้วยกันเอง และ

280
00:15:44,066 --> 00:15:48,066
ก็อาจสร้างพันธะโคเวเลนต์

281
00:15:49,724 --> 00:15:53,389
กับสารอื่นด้วย ประกอบไฮโดรคาร์บอนเป็นสารประกอบอินทรีย์ที่ประกอบไปด้วย

282
00:15:53,389 --> 00:15:54,838
ธาตุคาร์บอนและไฮโดรเจนเท่านั้นสารประกอบไฮโดรเจน

283
00:15:54,838 --> 00:15:58,838

284
00:16:00,385 --> 00:16:03,933
ไฮโดรคาร์บอนอิ่มตัวมีโครงสร้างที่ประกอบไปด้วยพันธะเดี่ยวทั้งหมด

285
00:16:03,933 --> 00:16:06,163
กับสารประกอบไฮโดรคาร์บอนไม่อิ่มตัวมีโครงสร้าง

286
00:16:06,163 --> 00:16:09,447
ประกอบไปด้วย

287
00:16:09,447 --> 00:16:13,447
คู่และพันธะสามอย่างน้อย 1 พันธะ ค่ะ วันนี้หัวข้อไขมันและน้ำมันนะคะ ก็ขอ

288
00:16:13,472 --> 00:16:16,101
ไปแต่เพียงเท่านี้นะคะ แต่ก็อยากฝากให้นักเรียนนี่

289
00:16:16,101 --> 00:16:20,101
กลับไปทบทวนกันด้วยค่ะ สวัสดีค่ะ

290
00:16:23,590 --> 00:16:27,590
[เสียงดนตรี]

