﻿1
00:00:47,624 --> 00:00:49,827
[เสียงดนตรี] (ดร.ปุณิกา) สวัสดีค่ะ นักเรียนกลับมาพบกับคุณครูปุณิกา อีกครั้งนะคะ ในบทที่ 3 เรื่องอาหาร

2
00:00:49,827 --> 00:00:53,827
คราวที่แล้วนะคะ

3
00:00:56,529 --> 00:00:59,432
คลิปที่แล้วเราพูดไปถึงเรื่องของไขมันและน้ำมันนะคะ ซึ่งครูก็เชื่อมโยงไปถึงเรื่องของส

4
00:00:59,432 --> 00:01:03,432
ารอินทรีย์ ชนิดอิ่มตัวแล้วก็ไม่อิ่มตัวนะคะ

5
00:01:03,690 --> 00:01:07,690
ในคลิปนี้ค่ะ จะเรียนต่อในเรื่องของคาร์โบไฮเดรต

6
00:01:07,860 --> 00:01:11,860
นักเรียนมาดูสิคะ ว่าเราจะสามารถเชื่อมโยงไปเรื่องใดได้บ้าง

7
00:01:13,665 --> 00:01:17,152
คาร์โบไฮเดรตนะคะ เป็นสารอาหารที่เป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญต่อมนุษย์

8
00:01:17,152 --> 00:01:18,389
การรับประทานคาร์โบไฮเดรต 1 กรัมนี่ ให้พลังงาน

9
00:01:18,389 --> 00:01:22,389
ถึง 4 กิโลแคลอรี ค่ะ

10
00:01:22,637 --> 00:01:26,637
คาร์โบไฮเดรตก็มีหลายประเภท

11
00:01:31,553 --> 00:01:32,916
เช่น  พอลิแซ็กคาไรด์ ไดแซ็กคาไรด์ มอนอแซ็กคาไรด์ ใช้ค่าลายขาก็เป็นคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลขนาดใหญ่

12
00:01:32,916 --> 00:01:36,706
พาราด็อก

13
00:01:36,706 --> 00:01:40,706
ชื่อว่าคาร์โบไฮเดรตน้ำตาลโมเลกุลคู่นะคะ

14
00:01:41,082 --> 00:01:45,082
ส่วนมอนอแซ็กคาไรด์ก็เป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวค่ะ

15
00:01:45,168 --> 00:01:49,168
อาหารที่มีคาร์โบไฮเดรตเช่นอะไรคะ เช่นข้าว

16
00:01:50,201 --> 00:01:51,231
อาหารหลักของเราเลยนะ เราทานข้าว ขนมปัง เส้นก๋วยเตี๋ยว เผือก ข้าวโพด

17
00:01:51,231 --> 00:01:55,231

18
00:01:57,944 --> 00:02:01,944
แล้วอาการของคน ที่เราไม่ได้ทานข้าวนี่

19
00:02:03,423 --> 00:02:07,423
ว่าเป็นอย่างไรคะเราก็จะหงุดหงิด เราก็จะหิวใช่ไหมคะ ถ้าเราไม่ได้ขาดโปรตีน

20
00:02:09,188 --> 00:02:10,456
ขอโทษค่ะ แล้วก็จะอ่อนเพลีย สมองไม่ปลอดโปร่ง อารมณ์ก็จะสูง

21
00:02:10,456 --> 00:02:14,456
ง่าย ๆ นะคะ

22
00:02:18,599 --> 00:02:20,578
แล้วนักเรียนเคยสงสัยไหมคะ ว่าการรับประทานข้าวสามารถเปลี่ยนเป็นพลังงานให้เราได้อย่างไร

23
00:02:20,578 --> 00:02:24,063
ศึกษาจาก

24
00:02:24,063 --> 00:02:25,493
การย่อยแป้งให้เป็นกลูโคส

25
00:02:25,493 --> 00:02:26,782
สื่อประกอบ

26
00:02:26,782 --> 00:02:29,808
ขอโทษค่ะ

27
00:02:29,808 --> 00:02:32,771
หนังสือเรียน สสวท

28
00:02:32,771 --> 00:02:36,771
. ถ้าพร้อมแล้วก็เชิญรับชมกันได้เลยค่ะ

29
00:02:36,871 --> 00:02:39,281
เราจะมาดูภาพจำลองกัน

30
00:02:39,281 --> 00:02:43,281
ว่าจะมา

31
00:02:45,373 --> 00:02:47,029
ภาพจำลอง ภาพจำลองของโมเลกุลแป้งนะคะ ที่อยู่

32
00:02:47,029 --> 00:02:48,390
คุณแป้งนั่นเอง

33
00:02:48,390 --> 00:02:50,667
จะเห็นว่าเป็น

34
00:02:50,667 --> 00:02:52,903
คาร์โบไฮเดรตสายยาวนะ

35
00:02:52,903 --> 00:02:56,903
คาร์โบไฮเดรต

36
00:02:58,761 --> 00:03:02,761
การเชื่อมต่อของกลูโคสสายยาวอยู่ เมื่อเราทำในปากของเรา

37
00:03:03,064 --> 00:03:07,064
เอนไซม์อะไมเลสนะคะ ซึ่งตรงนี้เห็นว่าเป็นก

38
00:03:08,653 --> 00:03:12,653
รรไกร  ตรงนี้ทำหน้าที่เป็นอะไรคะ เข้าใจตรงนี้ทำหน้าที่ของเอนไซม์

39
00:03:12,676 --> 00:03:16,676
ทำหน้าที่ย่อยคาร์โบไฮเดรตโมเลกุลใหญ่

40
00:03:17,579 --> 00:03:20,014
เอนไซม์จะค่อย ๆ ย่อย แล้วค่อย ๆ ย่อยนะคะ

41
00:03:20,014 --> 00:03:22,235
ทำให้มีขนาดเล็กลง

42
00:03:22,235 --> 00:03:25,049
เอาเข้าไป

43
00:03:25,049 --> 00:03:29,049
คาร์โบไฮเดรตถูกย่อยในลำไส้เล็ก

44
00:03:31,116 --> 00:03:33,413
มีเอนไซนม์ชนิดอื่นอีกคค่ะ ที่ทำหน้าที่ในการในกระบวนการของการย่อยคาร์โบไฮเดรต

45
00:03:33,413 --> 00:03:35,911
เขาก็จะย่อย

46
00:03:35,911 --> 00:03:37,920
สายสั้น

47
00:03:37,920 --> 00:03:41,669
ไม่เหลือเป็นน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว

48
00:03:41,669 --> 00:03:44,351
ให้เหลือแต่กลัวอย่างเดียว น้ำตาลโมเลกุลเล็ก

49
00:03:44,351 --> 00:03:48,097
เรานี่

50
00:03:48,097 --> 00:03:52,097
นะคะ

51
00:03:54,536 --> 00:03:55,524
กลูโคสนี่ต่าง ๆ  เป็นโมเลกุลขนาดเล็ก ก็เข้าสู่

52
00:03:55,524 --> 00:03:59,524
เลือดได้

53
00:04:00,333 --> 00:04:02,706

54
00:04:02,706 --> 00:04:06,706
ใครจะเข้าไป

55
00:04:07,052 --> 00:04:07,673
และเป็นพลังงานที่เราใช้นั่นเองค่ะ

56
00:04:07,673 --> 00:04:10,616
ค่ะ

57
00:04:10,616 --> 00:04:12,100
หลังจากที่เราได้ด

58
00:04:12,100 --> 00:04:16,100
ูสื่อ AR การย่อย

59
00:04:17,998 --> 00:04:21,998
ให้แล้วนะคะ เราดูที่สื่อโครงสร้างภายในของเขาบ้าง

60
00:04:24,365 --> 00:04:28,365
สำหรับคุณแป้งหรือข้าวนะคะ

61
00:04:33,738 --> 00:04:37,738
น้ำตาลโมเลกุลขนาดเล็กน

62
00:04:39,310 --> 00:04:43,310
ะคะ ที่เราเรียกว่า มอนอแซ็กคาไรด์

63
00:04:44,766 --> 00:04:46,932
ถ้ามีอาการคล้ายคลึงกันอย่างไร นักเรียนลองสำเร็จก่อนวันนี้

64
00:04:46,932 --> 00:04:49,403

65
00:04:49,403 --> 00:04:53,403
โมเลกุลแป้งนะคะ

66
00:04:53,660 --> 00:04:56,433
หรือว่าจะเป็นสูตรโครงสร้างพอลิแซ็กคาไรด์นั่นเอง

67
00:04:56,433 --> 00:04:59,796
เป็นอะไรไหมคะ

68
00:04:59,796 --> 00:05:01,753
ข้าวหอมมะลิ

69
00:05:01,753 --> 00:05:05,000
มาเลี้ยงต่อกัน

70
00:05:05,000 --> 00:05:09,000
แต่ถ้าเราสังเกตเห็นว่า

71
00:05:10,916 --> 00:05:14,916
จะมีวงเล็บอยู่ด้วย แล้วก็ที่สำคัญมันมีห้อย n

72
00:05:17,411 --> 00:05:18,957
นะ ห้อย n ในที่นี้คืออะไร ห้อย n n ก็คือจำนวนขอบคุณที่ไม่เชื่อมต่อกัน

73
00:05:18,957 --> 00:05:22,957
ไปเล่นนั่นเอง

74
00:05:23,975 --> 00:05:27,975
เขาก็ไม่ได้เชื่อมต่อเพียงแค่ 1-2 โมเลกุลนะคะ

75
00:05:28,683 --> 00:05:30,658
เขาจะในเชื่อมต่อกันด้วยอะไรมากกว่า

76
00:05:30,658 --> 00:05:34,658
เป็นร้อย ๆ โมเลกุลเลย

77
00:05:39,483 --> 00:05:41,340
ซึ่งสารเคมีที่โมเลกุล มีคนสร้างขนาดใหญ่นะครับ

78
00:05:41,340 --> 00:05:45,340
พอลิเมอร์

79
00:05:46,592 --> 00:05:47,772
สารโมเลกุลขนาดเล็กที่มารวมตัวกัน เป็นพอลิเมอร์

80
00:05:47,772 --> 00:05:51,772
บอกว่ามอนอเมอร์ค่ะ

81
00:05:52,027 --> 00:05:56,027
หรือว่าถ้าจะให้

82
00:05:57,052 --> 00:05:57,836
วันนี้คุณครูจะมีของประกอบด้วย นักเรียนเห็น

83
00:05:57,836 --> 00:05:59,031
สร้อยนะ

84
00:05:59,031 --> 00:06:02,958
สร้อยคอ

85
00:06:02,958 --> 00:06:05,819
ที่นี่ก็เป็นตัวแทนของพอลิเมอร์นั

86
00:06:05,819 --> 00:06:08,079
่นเอง ส่วนลูกปัดกลมสีชมพูนี้นะคะ

87
00:06:08,079 --> 00:06:10,625
ประเภทของมอนอเมอร์

88
00:06:10,625 --> 00:06:14,433
ก็คือ

89
00:06:14,433 --> 00:06:16,372
พอลิเมอร์เกิดจากการเชื่อมต่อกัน ของ

90
00:06:16,372 --> 00:06:20,372
มอนอเมอร์นั่นเองค่ะ

91
00:06:21,443 --> 00:06:25,200
แล้วพอลิเมอร์มีสมบัติ เหมือนหรือแตกต่างกับมอนอเมอร์อย่างไร

92
00:06:25,200 --> 00:06:27,639
เราจะไปศึกษาที่กิจกรรมรอง

93
00:06:27,639 --> 00:06:29,537
สมบัติบางประการของ

94
00:06:29,537 --> 00:06:31,343
แป้งมันสำปะหลังค่ะ

95
00:06:31,343 --> 00:06:34,466
เล่นเดียวกันนะคะ

96
00:06:34,466 --> 00:06:38,466
กิจกรรมนี้ ก็มี

97
00:06:40,067 --> 00:06:44,067
เช่นเดียวกันค่ะ ฉะนั้น นักเรียนสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน AR นะคะ

98
00:06:44,276 --> 00:06:48,276
ก็สามารถเอานักเรียนที่ดาวน์โหลด App แล้ว

99
00:06:49,154 --> 00:06:53,154
มาศึกษากิจกรรมได้เช่นเดียวกันค่ะ พร้อมแล้วก็เข้าไปดูกิจกรรมกันเลยนะคะ

100
00:06:55,392 --> 00:06:57,357
การทดลองนี้นะคะ จะเป็นการทดลองเปรียบเทียบสมบัติการละลาย แล้วก็ความหนืด

101
00:06:57,357 --> 00:06:59,910
แป้งมันสำปะหลังนะคะ

102
00:06:59,910 --> 00:07:01,119
ตัวแทนของพอลิเมอร์ ก็จะเป็น

103
00:07:01,119 --> 00:07:05,119
แป้งมันสำปะหลัง

104
00:07:05,400 --> 00:07:07,345
ในที่นี้ก็จะเป็นกลูโคสค่ะ

105
00:07:07,345 --> 00:07:08,828
ดูการทดลองกันเลยนะคะ

106
00:07:08,828 --> 00:07:12,363
ในตอนเริ่มต้น

107
00:07:12,363 --> 00:07:16,363
เราจะเอาแป้งมันสำปะหลังค่ะ ไปละลายน้ำ

108
00:07:17,766 --> 00:07:21,766
นักเรียนสังเกตการละลายน้ำของมันสำปะหลังนะคะ

109
00:07:24,177 --> 00:07:27,246
จะเห็นว่า

110
00:07:27,246 --> 00:07:30,693
เอาแป้งมันสำปะหลังไปละลายนี่

111
00:07:30,693 --> 00:07:34,172
จะให้สารที่มีลักษณะคล้ายคนลอยนะคะ

112
00:07:34,172 --> 00:07:36,705
แสดงว่าแป้งมันสำปะหลังไม่ค่อยละลายในน้ำเลยนะคะ

113
00:07:36,705 --> 00:07:40,705
การละลายน้ำของกลูโคส

114
00:07:46,772 --> 00:07:50,772
นักเรียนลองสังเกตนะคะ กลูโคสนี่

115
00:07:53,293 --> 00:07:55,320
จะละลายเป็นอย่างไร

116
00:07:55,320 --> 00:07:59,320
สารละลายไม่มีสีเลยนะคะ

117
00:08:04,168 --> 00:08:07,531
จากนั้น เราจะมาศึกษาเปรียบเทียบ สมบัติความหา ด้วยเราจะเอาไปต้ม

118
00:08:07,531 --> 00:08:11,531
ประมาณ 10 นาทีนะคะ นักเรียน

119
00:08:14,598 --> 00:08:15,817
ละลายกลูโคส จะเป็นสารละลายไขมัน จะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว

120
00:08:15,817 --> 00:08:19,817
เปลี่ยน

121
00:08:22,742 --> 00:08:24,620
สีขาวขุ่นเป็นใส  แล้วจะมีลักษณะเป็นเหนียวด้วยนะคะ เมื่อครบเวลาแล้ว ก็จะมาวางไว้

122
00:08:24,620 --> 00:08:27,378
คู่ละประมาณ 5 นาที

123
00:08:27,378 --> 00:08:31,245
ทิ้งไว้ให้สารทั้ง 2 ชนิดเย็นตัวนะคะ

124
00:08:31,245 --> 00:08:34,730
พอเย็นแล้วเราก็จะเอาสารนี่

125
00:08:34,730 --> 00:08:35,957
กระดาษ กระดาษ

126
00:08:35,957 --> 00:08:39,254
ถังหนึ่งนี่

127
00:08:39,254 --> 00:08:42,822
เอาน้ำแป้งมันสำปะหลังนะคะ ซึ่งตอนนี้นี่

128
00:08:42,822 --> 00:08:46,822
มีลักษณะคล้ายแป้งเปียกมาแล้วนะ มาทาบนกระดาษค่ะ

129
00:08:48,805 --> 00:08:52,805
ตัวสำคัญเลยนะคะ นักเรียน

130
00:08:58,129 --> 00:09:02,129
แล้วนะคะ  เมื่อทาทั่วทั้งแผ่นแล้ว ก็จะเอากระดาษแผ่นหนึ่งค่ะ มาประกบนะคะ

131
00:09:07,024 --> 00:09:11,024
เปรียบเทียบทั้ง 2 ฝั่งที่เป็น น้ำมันสำปะหลังน

132
00:09:13,447 --> 00:09:16,562
ะคะ มีสมบัติความหนืด และการติดขนาดนั้นอย่างไร ไว้ประมาณ

133
00:09:16,562 --> 00:09:18,396
พอครบเวลา แล้วเราจะมาเปรียบเทียบ

134
00:09:18,396 --> 00:09:22,396
นักเรียนมาดูฝั่งที่

135
00:09:24,674 --> 00:09:26,426
เห็นไหม ขนาดแยกกันได้ง่ายมากนะคะ

136
00:09:26,426 --> 00:09:28,966
แป้งมันสำปะหลัง

137
00:09:28,966 --> 00:09:32,966
เ

138
00:09:34,840 --> 00:09:38,840
หนียวแน่มากเลย กระดาษก็เลยขยาด ทำการทดลอ ง

139
00:09:41,007 --> 00:09:45,007
เฉพาะตอบคำถามได้อย่างไร

140
00:09:46,475 --> 00:09:47,681
จ

141
00:09:47,681 --> 00:09:50,543
ากกิจกรรมนะคะ เราสรุปได้ว่ามอนอเมอร์

142
00:09:50,543 --> 00:09:52,569
เห็นว่ามอนอเมอรื ค่ะ

143
00:09:52,569 --> 00:09:54,477
ในที่นี้ก็คือตัว

144
00:09:54,477 --> 00:09:58,477
ได้ดีกว่า

145
00:09:59,954 --> 00:10:00,774
พอลิเมอร์นะคะ ในที่นี้ก็คือแป้งมันสำปะหลัง

146
00:10:00,774 --> 00:10:02,286
ละลาย

147
00:10:02,286 --> 00:10:06,286
ความหนืดมากกว่า

148
00:10:06,865 --> 00:10:10,865
นะคะ เราเป็นกิจกรรมการทดลองได้แล้ว

149
00:10:13,297 --> 00:10:14,585
สมบัติพอลิเมอร์และมอนอเมอร์ที่เป็นกี่นะคะ

150
00:10:14,585 --> 00:10:18,585
ว่าจะมีสมบัติอย่างนะคะ

151
00:10:19,447 --> 00:10:22,521
ดูที่รูปนี้เลยค่ะ รูปแผ่นสีขาวนี่นะคะ

152
00:10:22,521 --> 00:10:23,750
รูปแผ่นขาวที่ 6 น

153
00:10:23,750 --> 00:10:27,750
ะคะ

154
00:10:27,800 --> 00:10:29,267
ว่าพอลิสไตรีนหรือ PS

155
00:10:29,267 --> 00:10:32,956
EMS

156
00:10:32,956 --> 00:10:36,956
รัฐธรรมเป็นแผ่นลงแล้วยังสามารถทำ

157
00:10:38,482 --> 00:10:42,229
พอลิสไตรีน

158
00:10:42,229 --> 00:10:45,469
มีจุดหลอมเหลวประมาณ 240 องศาเซลเซียส

159
00:10:45,469 --> 00:10:49,469
โดยมีสถานะเป็นของแข็ง ที่อุณหภูมิห้องนะคะ

160
00:10:50,931 --> 00:10:54,931
คือตัว PS หรือว่า

161
00:10:56,488 --> 00:10:57,821
พอลิสไตรีน

162
00:10:57,821 --> 00:11:01,821
แล้วที่อื่น

163
00:11:04,516 --> 00:11:07,650
นักเรียนลองดูโครงสร้างของพอลิเมอร์ และมอนอเมอร์นะคะ จะเห็นว่าหน้าเหมือนที่เป็นผลงานบนนะคะ ที่มี

164
00:11:07,650 --> 00:11:11,650
มาทั้งคู่ค่ะ ตรงนี้นะคะ ของสไตรีนนี่

165
00:11:12,969 --> 00:11:16,969
พอเขามาสร้างเป็นพอลิเมอร์ เขาจะเป็นรูปร่างแบบด้านบนนี้นะคะ

166
00:11:18,397 --> 00:11:22,397
มาดูตัวพอลิเมอร์อีกชนิดหนึ่งค่ะ

167
00:11:24,179 --> 00:11:28,179
ซึ่งพอลิเมอร์ชนิดนี้ค่ะ เขาชื่อว่า สไตรีน

168
00:11:28,335 --> 00:11:32,335
PVC  สามารถทำผลิตภัณฑ์เป็นผลิตภัณฑ์

169
00:11:32,429 --> 00:11:34,382
หรือว่า

170
00:11:34,382 --> 00:11:38,382
หนังเทียม

171
00:11:38,830 --> 00:11:42,830
เขามี

172
00:11:43,695 --> 00:11:47,695
จุดหลอมเหลวที่ 120 องศาเซลเซียส แล้วก็มีสถานะเป็นของแข็งที่อุณหภูมิห้อง

173
00:11:49,416 --> 00:11:51,523
ครูนักเรียนชื่อว่าอะไรนะ

174
00:11:51,523 --> 00:11:53,982
ชื่อว่าอะไร

175
00:11:53,982 --> 00:11:55,221
ชื่ออะไรดีคะ

176
00:11:55,221 --> 00:11:59,155
เก่งมากค่ะ

177
00:11:59,155 --> 00:12:03,155
ตัวมอนอเมอร์ของเขานะคะ  ก็จะชื่อว่าไวนิลคลอไรด์ค่ะ

178
00:12:04,712 --> 00:12:07,862
ไวนิลคลอไรด์นะคะ จะหลอมเหลวที่ 154 องศาเซลเซียส

179
00:12:07,862 --> 00:12:11,862
ก็มีสถานะเป็นแก๊สที่อุณหภูมิห้อง

180
00:12:15,594 --> 00:12:19,594
กิจกรรมนักศึกษาในเรื่องของการละลาย แล้วก็ความหมายของกลูโคส และแป้งมันสำปะ

181
00:12:19,869 --> 00:12:22,673
เปรียบเทียบจุดหลอมเหลวขนาด ทมอนอเมอร์ และพอลิเมอร์ค่ะ

182
00:12:22,673 --> 00:12:26,673
งามมาสร้างความสนุกแปลว่า

183
00:12:27,135 --> 00:12:31,135
ละเมอ มีจุดหลอมเหลวต่ำกว่า ลองดูจากภาพก็ได้นะคะ

184
00:12:32,572 --> 00:12:36,572
นอกจากนี้อาจจะมีสถานที่แตกต่าง จากพอลิเมอร์ของเขา

185
00:12:39,979 --> 00:12:43,979
หรือว่าอาจมีสถานะเหมือนกันก็ได้นะคะ เช่น กับแป้งมันสำปะหลัง ก็มีสถานะเป็นของแข็งเช่นเดียว

186
00:12:44,581 --> 00:12:45,907
นี้เรามารู้จักกับพ

187
00:12:45,907 --> 00:12:49,115
นะคะ

188
00:12:49,115 --> 00:12:53,115
นี่คืออะไร

189
00:12:54,211 --> 00:12:55,738
เซลลูโลสเป็นใหญ่ในผนัง

190
00:12:55,738 --> 00:12:58,770
เซลล์พืช

191
00:12:58,770 --> 00:13:02,770
โดยตัวเซลลูโลส ไปให้ความถึงลงของเซลล์พืชนะคะ

192
00:13:04,750 --> 00:13:08,750
เมอเช่นเดียวกับข้าวและแป้ง

193
00:13:14,465 --> 00:13:16,670
ส่งผลให้ร่างกายของเราไม่มีเอนไซม์ย่อยนะคะ

194
00:13:16,670 --> 00:13:20,670
แต่เราก็ต้อง

195
00:13:20,727 --> 00:13:24,727
เราไม่มีเอนไซม์ย่อยเซลลูโลส ไม่สามารถ

196
00:13:26,590 --> 00:13:30,411
เอาเซลลูโลสมาเป็นเรื่องของพลังงานให้นะคะ เราก็ต้องรับประทานอาหารที่มี

197
00:13:30,411 --> 00:13:33,702
พืช ผัก ผลไม้ แล้วก็จะช่วยในเรื่องของ

198
00:13:33,702 --> 00:13:37,109
อาหารช่วยระบบขับถ่าย ท

199
00:13:37,109 --> 00:13:41,109
ีนี้ครูจะฝากการบ้านนะคะ ที่เคยบอกว่าเอ๊ะ

200
00:13:42,443 --> 00:13:44,587
โครงสร้างของกลูโคสในต่าง ๆ อย่างไร

201
00:13:44,587 --> 00:13:48,587
ให้นักเรียนนักศึกษาค่ะ

202
00:13:49,380 --> 00:13:51,700
ขอบคุณนะคะ ต้องไปดูสิคะ จริง ๆ แล้วนี่

203
00:13:51,700 --> 00:13:54,796
โครงสร้างของเซลลูโลส

204
00:13:54,796 --> 00:13:58,796
แตกต่างจากข้าวและแป้งอย่างไรค่ะ

205
00:14:39,359 --> 00:14:43,359
ค่ะ ก่อนจะจบกันไป ในหัวข้อ 3.2 ครับ

206
00:14:44,446 --> 00:14:46,436
ครูก็มีแบบฝึกหัดนะคะ มาพบกับความรู้ของนักให้นักเรียนพิจารณา

207
00:14:46,436 --> 00:14:49,890
กันนะคะ

208
00:14:49,890 --> 00:14:53,890
ก็ตอบคำถามค่ะ เดี๋ยวครูเวลาให้สักครู่นะคะ

209
00:15:00,127 --> 00:15:01,462
เรานัดกันได้แล้วนะมาดู ที่ห้องเลยขาดสารใดเป็นมอนอเมอร์ ของนักเรียน

210
00:15:01,462 --> 00:15:05,462
โครงสร้างขอก่อนค่ะ

211
00:15:05,590 --> 00:15:06,912
ขอบคุณได้ไหมคะ ว่าสรไหนคะ

212
00:15:06,912 --> 00:15:10,000
มากค่ะ

213
00:15:10,000 --> 00:15:11,002
ก็คือผิดปกตินั่นเองค่ะ

214
00:15:11,002 --> 00:15:15,002
นักเรียน

215
00:15:17,120 --> 00:15:20,128
นักเรียนลองที่สุด ของอีกทีนะคะ แล้วก็ c ค่ะ

216
00:15:20,128 --> 00:15:24,128
คำถามข้อที่ 2 นะคะ

217
00:15:24,364 --> 00:15:27,243
เปรียบเทียบระหว่างสาร a และ D สารใด มีจุดหลอมเหลวสูงกว่า

218
00:15:27,243 --> 00:15:29,719
โครงสร้างของ A ก่อน

219
00:15:29,719 --> 00:15:31,840
เข้ามาดูสูตรโครงสร้างของ

220
00:15:31,840 --> 00:15:35,763
D ก็จะเห็นว่านะคะ ทีนี

221
00:15:35,763 --> 00:15:39,763
้น่าจะเป็นพอลิเมอร์นะคะ ที่เกิดจากมอนอเมอร์เอนั่นเองค่ะ

222
00:15:40,568 --> 00:15:42,994
ขนาดต้องการจัดงานจุดหลอมเหลวของสาร

223
00:15:42,994 --> 00:15:45,382
ตอบได้ว่าสาร D นะคะ

224
00:15:45,382 --> 00:15:49,382
โอเคค่ะ ก่อนจะจากกันนะพค

225
00:15:51,004 --> 00:15:52,888
สรุปบทเรียนนะคะ

226
00:15:52,888 --> 00:15:56,888
ดังนี้ค่ะ

227
00:15:56,974 --> 00:16:00,974
คาร์โบไฮเดรตก็เป็นทางงวดนี้ไป แล้ว

228
00:16:02,674 --> 00:16:04,816
อะไรพอลิแซคคาไรด์ เป็นสารที่มีโมเลกุลขนาดใหญ่

229
00:16:04,816 --> 00:16:08,816
มาเชื่อมต่อกันด้วยพันธะโคเวเลนต์

230
00:16:10,486 --> 00:16:13,594
สารที่มีโมเลกุลมีโครงสร้างขนาดใหญ่ประกอบด้วย หน่วยย่อยจำนวนมากเชื่อมต่อกัน

231
00:16:13,594 --> 00:16:16,216
เกี่ยวกับบริษัทอะไรเรียกว่าพอลิเมอร์ค่ะ

232
00:16:16,216 --> 00:16:17,568
ขนาดเล็ก

233
00:16:17,568 --> 00:16:20,186
มารวมกัน

234
00:16:20,186 --> 00:16:24,186
เป็นพอลิเมอร์ เราเรียกว่ามอนอเมอร์

235
00:16:26,132 --> 00:16:28,019
และพอลิเมอร์ที่เกิดจากมอนอเมอร์ชนิดนั้น มีสมบัติแตกต่างกัน

236
00:16:28,019 --> 00:16:29,609
สถานะการละลาย

237
00:16:29,609 --> 00:16:33,609
นะคะ

238
00:16:34,084 --> 00:16:36,635
สำหรับหัวข้อคาร์โบไฮเดรตนะคะ ขอจบเพียงเท่านี้ค่ะ

239
00:16:36,635 --> 00:16:37,861
อย่าลืมการบ้านที่คุณครูฝากไว้นะคะ

240
00:16:37,861 --> 00:16:39,791
สวัสดีค่ะ

241
00:16:39,791 --> 00:16:43,791
[เสียงดนตรี]

