﻿1
00:00:13,682 --> 00:00:17,682

2
00:00:45,583 --> 00:00:49,583
(คุณครูณัฏฐิกา)สวัสดีค่ะ นักเรียนทุกคนกลับมาพบกันอีกแล้วนะคะ ในคลิปนี้เราจะมาเรียนเรื่องของพลังงานกันต่อค่ะ

3
00:00:54,424 --> 00:00:56,162
โดยเราจะยังคงอยู่ที่หัวข้อของเชื้อเพลิงกันนะคะ จากที่เคยรู้กันมาแล้ว ว่าเชื้อเพลิงที่เราใช้อยู่ในชีวิตประจำวันนั้น

4
00:00:56,162 --> 00:01:00,162
ส่วนใหญ่เป็นเชื้อ

5
00:01:00,678 --> 00:01:03,024
เพลิงซากดึกดำบรรพ์และนักเรียนรู้กันไหมคะ ว่าเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์

6
00:01:03,024 --> 00:01:06,768
ได้มาอย่างไร

7
00:01:06,768 --> 00:01:09,619
การขุดเจาะปิโตรเลียมจะได้

8
00:01:09,619 --> 00:01:13,619
เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์จำพวก

9
00:01:16,169 --> 00:01:18,256
แก๊สธรรมชาติและน้ำมันดิบค่ะ ซึ่งเมื่อผ่านกระบวนการแยกแก๊สธรรมชาติที่มีองค์ประกอบหลัก

10
00:01:18,256 --> 00:01:22,256
แก๊สมีเทนออกมาก่อน

11
00:01:24,890 --> 00:01:27,961
เนื่องจากแก๊สมีเทนมีจุดเดือดต่ำนั่นเอง ส่วนองค์ประกอบอื่น ๆ นะคะ ก็จะเข้าสู่กระบวนการกลั่นลำดับ

12
00:01:27,961 --> 00:01:28,825
ส่วนอื่น เพื่อแยกองค์ประกอบออกจาก

13
00:01:28,825 --> 00:01:29,920
ลำดับ

14
00:01:29,920 --> 00:01:32,847
จุดเดือด

15
00:01:32,847 --> 00:01:36,847
สักรูปนะคะ จะเห็นได้ชัดเลยค่ะ ว่า

16
00:01:41,756 --> 00:01:45,756
ผลิตภัณฑ์ที่ได้นี้นะคะ จะมีการนำไปใช้ประโยชน์ที่หลากหลายมากเลยค่ะ นอกจากแก๊สธรรมชาติและน้ำมันแล้วนะคะ เราก็ยังมี

17
00:01:46,871 --> 00:01:47,780
แหล่งพลังงานอื่น ที่ได้จากเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ด้วยนะคะ เช่น

18
00:01:47,780 --> 00:01:51,780
ถ่านหิน

19
00:01:51,990 --> 00:01:55,500
ได้มาจากการเกิดการทับถมจากซากพืช

20
00:01:55,500 --> 00:01:59,500
ผลิตภัณฑ์เก่าแก่แต่มีราคาถูก

21
00:02:01,081 --> 00:02:03,643
สวนน้ำมันนะคะ ในปัจจุบันจึงยังมีการใช้งานอย่างต่อเนื่องม

22
00:02:03,643 --> 00:02:05,677
าเรื่อย ๆ นะคะ ถ่านหินนะคะ มีองค์ประกอบหลัก

23
00:02:05,677 --> 00:02:06,993
เป็นคาร์บอน ประมาณ

24
00:02:06,993 --> 00:02:08,118

25
00:02:08,118 --> 00:02:12,118
หินน้ำมัน

26
00:02:14,615 --> 00:02:18,615
เกิดจากการทับถมของหินและสารอินทรีย์ สามารถนำมาเผา เพื่อใช้เป็นแหล่งพลังงานได้ค่ะ

27
00:02:19,505 --> 00:02:23,278
ในปัจจุบันยังมีการใช้เชื้อเพลิงทางเลือก

28
00:02:23,278 --> 00:02:25,913
เพื่อทดแทนเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ด้วยนะคะ

29
00:02:25,913 --> 00:02:28,672
เช่น ไบโอดีเซล

30
00:02:28,672 --> 00:02:30,909
ระหว่างไขมันสัตว์

31
00:02:30,909 --> 00:02:34,909
พืชกับแอลกอฮอล์

32
00:02:35,086 --> 00:02:37,955
ผสมกับน้ำมัน

33
00:02:37,955 --> 00:02:40,704
แก๊สโซฮอล์อีกด้วยค่ะ

34
00:02:40,704 --> 00:02:44,046
รวมถึงแ

35
00:02:44,046 --> 00:02:46,930
ก๊วชีวภามนะคะ ได้มาจากกระบวนการการใส่หมาย

36
00:02:46,930 --> 00:02:47,976
เขาจะมีการนำมาใช้

37
00:02:47,976 --> 00:02:49,990
ทดแทน

38
00:02:49,990 --> 00:02:53,228
เชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์ด้วยค่ะ

39
00:02:53,228 --> 00:02:56,436
หลักการใช้เชื้อเพลิงในรถยนต์

40
00:02:56,436 --> 00:02:58,791
นั้น ปฏิกิริยาการเผาไใ้ที่มี

41
00:02:58,791 --> 00:03:00,403
นะคะ อาจก่อให้

42
00:03:00,403 --> 00:03:04,403
มลพิ

43
00:03:05,424 --> 00:03:09,424
ษ แก๊สคาร์บอนมอนอกไซด์ ไนโตรเจน

44
00:03:10,342 --> 00:03:13,911
นะคะ มาทำ

45
00:03:13,911 --> 00:03:17,911
เป็นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์

46
00:03:18,014 --> 00:03:22,014
นะคะ ส่วนแก๊สไฮโดรเจนมอนอกไซด์ ไม่นะคะ เราสามารถ

47
00:03:22,649 --> 00:03:23,907
ไนโตรเจน

48
00:03:23,907 --> 00:03:25,366
เนื่องจากว่า

49
00:03:25,366 --> 00:03:28,103
ยาทั้งนั้น

50
00:03:28,103 --> 00:03:29,968
วิ่งได้ช้ามากในภาวะปกติค่ะ

51
00:03:29,968 --> 00:03:32,341
ดังนั้นนะคะ

52
00:03:32,341 --> 00:03:33,387
จึงมีการคิดค้นเครื่อง

53
00:03:33,387 --> 00:03:35,510

54
00:03:35,510 --> 00:03:38,493

55
00:03:38,493 --> 00:03:42,493
เร่งไอเสียเช่น

56
00:03:42,998 --> 00:03:44,723
ปฏิกิริยาทั้งสองนะคะ เกิดได้เร็วขึ้น

57
00:03:44,723 --> 00:03:48,723
ซึ่งสารที่ทำให้ไป

58
00:03:50,451 --> 00:03:51,085
ขึ้นได้หรือขึ้นรอเรียกว่าตัวเร่งปฏิกิริยา

59
00:03:51,085 --> 00:03:52,755
โดย

60
00:03:52,755 --> 00:03:56,755
นะคะ

61
00:03:59,756 --> 00:04:02,922
เมื่อมีการเติมตัวเร่งปฏิกิริยานั้น เราก็ยังคงได้ผลิตภัณฑ์ออกมาเป็นสารชนิดเดิมค่ะ

62
00:04:02,922 --> 00:04:06,595
และเมื่อปฏิกิริยาสิ้นสุดลงแล้วนะคะ

63
00:04:06,595 --> 00:04:09,532
เราก็จะได้ตัวเร่งปฏิกิริยากับกลับคืนออกมา

64
00:04:09,532 --> 00:04:10,666
ในปริมาณที่เดิมด้วย ดังนั้นนะคะ

65
00:04:10,666 --> 00:04:13,032
สามารถ

66
00:04:13,032 --> 00:04:17,015
ใช้เวลา

67
00:04:17,015 --> 00:04:21,015
น้อ ยเพื่อช่วยให้สารตั้งต้น

68
00:04:21,165 --> 00:04:23,035
ได้เร็วขึ้น ในการเกิดปฏิกิรยาเคมีนะคะ

69
00:04:23,035 --> 00:04:24,767
สารตั้งต้นจะเปลี่ยนไป

70
00:04:24,767 --> 00:04:28,767
ทำให้

71
00:04:31,619 --> 00:04:35,619
ลดลงขณะเดียวกันนะครับ อีกทีนะคะ

72
00:04:37,098 --> 00:04:40,373
เซลล์อย่างรวดเร็วเช่นกัน

73
00:04:40,373 --> 00:04:44,373
การที่เรา

74
00:04:44,779 --> 00:04:48,546
เมียนายเปิดให้สมัครอีเมล์นะคะ เราก็จะสามารถดูได้

75
00:04:48,546 --> 00:04:49,870
ปริมาณของสารตั้งต้นหรือผลิตภัณฑ์

76
00:04:49,870 --> 00:04:53,870
เทียบเวลาค่ะ

77
00:04:55,192 --> 00:04:57,190
นะคะ นอกจากกำลังกับอัตราการเกิดปฏิกิริยาเคมีนั่นเองค่ะ

78
00:04:57,190 --> 00:05:00,313
นอก

79
00:05:00,313 --> 00:05:02,994
จากปฏิกิริยาเคมี ในเครื่องฟอกไอเสียเ

80
00:05:02,994 --> 00:05:03,570
ร่งปฏิกิริยา ที่มีการใช้

81
00:05:03,570 --> 00:05:07,570
โทรหา

82
00:05:08,174 --> 00:05:11,737
นั่นแหละ

83
00:05:11,737 --> 00:05:13,558
มีตัวอื่นอีก

84
00:05:13,558 --> 00:05:15,222
บ่ได้ไปศึกษา

85
00:05:15,222 --> 00:05:17,601
จากกิจกรรมต่อไปนะคะ ออกไปนิดนึงค่ะ

86
00:05:17,601 --> 00:05:21,601
การบินนะคะ

87
00:05:22,433 --> 00:05:26,433
ระยะการสลายตัวของ

88
00:05:26,924 --> 00:05:29,939
ซึ่งทำให้ผลิตภัณฑ์และแก๊สออกซิเจน

89
00:05:29,939 --> 00:05:31,412
นักเรียนดูสมการได้เลยนะคะ

90
00:05:31,412 --> 00:05:32,729
เอาล่ะค่ะ เรา...

91
00:05:32,729 --> 00:05:36,729

92
00:07:49,797 --> 00:07:53,797
[เสียงดนตรี]

93
00:08:11,492 --> 00:08:15,492
(คุณครูณัฏฐิกา) จากการทดลองนะคะ เรารู้ว่ามี

94
00:08:18,357 --> 00:08:19,369
ปฏิกิริยาเคมีเกิดขึ้น เพราะเราเห็นหนูแก๊สที่เกิดขึ้นใช่ไหมคะ อยากทำงานนะคะ

95
00:08:19,369 --> 00:08:20,192
เห็นว่า

96
00:08:20,192 --> 00:08:24,192
ยานี้

97
00:08:24,461 --> 00:08:27,076
แก๊สออกซิเจนเป็นผลิตภัณฑ์

98
00:08:27,076 --> 00:08:30,625
แล้วนักเรียนคิดว่าเราเติมน้ำยาล้างจานลงไปทำไมคะ

99
00:08:30,625 --> 00:08:34,625
นึกกันออกไหมเอ่ย

100
00:08:36,671 --> 00:08:40,671
ลองสังเกตสมการเคมีนะคะ เราจะพบว่าน้ำเย็นไม่ได้มีส่วนร่วมในการ

101
00:08:42,409 --> 00:08:46,409
แล้วในการลืมน้ำยาล้าง

102
00:08:50,377 --> 00:08:52,897
ก็ยังคงใสเดิมนะคะ ดังนั้นนะคะ เมื่อเราเติมล้างจาน

103
00:08:52,897 --> 00:08:54,255
เพื่อให้เราสามารถอังกฤษ

104
00:08:54,255 --> 00:08:56,403
การทดลองได้

105
00:08:56,403 --> 00:09:00,036
ชัดเจนขึ้นเท่านั้นเอง

106
00:09:00,036 --> 00:09:04,036
ค่ะ คราวนี้เรามาดูผลการทดลองนะคะ

107
00:09:04,080 --> 00:09:08,080
เห็นได้อย่างชัดเจนเลย

108
00:09:12,255 --> 00:09:15,474
ก็คืออะไรก็ยังไม่มีเหมือนเดิม

109
00:09:15,474 --> 00:09:18,023
ซึ่งถ้านักเรียนลอง

110
00:09:18,023 --> 00:09:22,023

111
00:09:23,362 --> 00:09:23,921
พิจารณาสมการเคมีนะคะ ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำในออฟฟิศนะคะ สถานที่ไม่มี

112
00:09:23,921 --> 00:09:27,717
หาคู่

113
00:09:27,717 --> 00:09:28,921
ดังนั้น สีเหลืองที่เราสังเกตเห็นนะคะ ไม่ใช่

114
00:09:28,921 --> 00:09:32,921
ยาที่ไร่

115
00:09:33,377 --> 00:09:37,377
สารที่เกิดขึ้น

116
00:09:38,595 --> 00:09:40,991
ปฏิกิริยาแก๊สออกซิเจน

117
00:09:40,991 --> 00:09:43,236
เช่นเดียวกับขวดที่ไม่ได้เติม

118
00:09:43,236 --> 00:09:45,030
อิ่มตัวค่ะ

119
00:09:45,030 --> 00:09:45,788

120
00:09:45,788 --> 00:09:47,843
ที่เราทดลอง

121
00:09:47,843 --> 00:09:51,843
กับไปเมื่อสักครูนักเรียนเห็นว่า

122
00:09:52,728 --> 00:09:55,680
ที่เติมแก๊ส

123
00:09:55,680 --> 00:09:57,134
แตกต่างกันหรือเปล่า

124
00:09:57,134 --> 00:09:59,721
เจ็บ

125
00:09:59,721 --> 00:10:02,386
ต่างกั

126
00:10:02,386 --> 00:10:04,742

127
00:10:04,742 --> 00:10:08,742
นวันนะคะ เราจะสังเกต

128
00:10:08,961 --> 00:10:11,870
สวัสดี

129
00:10:11,870 --> 00:10:15,514
สัตว์

130
00:10:15,514 --> 00:10:17,099

131
00:10:17,099 --> 00:10:20,716
และเมื่อเราลองเปรียบเทียบ

132
00:10:20,716 --> 00:10:23,164
What the Heck

133
00:10:23,164 --> 00:10:27,164
แรงกว่าเดิม

134
00:10:30,344 --> 00:10:31,495
โพแทสเซียมอิ่มตัวนะคะ

135
00:10:31,495 --> 00:10:34,458

136
00:10:34,458 --> 00:10:36,903
มากกว่าดังนั้นนะคะ คุณสามารถ

137
00:10:36,903 --> 00:10:40,069
นึกว่า

138
00:10:40,069 --> 00:10:41,401

139
00:10:41,401 --> 00:10:43,687
เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาอย่าคิดถึงนะ

140
00:10:43,687 --> 00:10:44,636
การสลายตัวของ

141
00:10:44,636 --> 00:10:47,101
ขึ้นยัง

142
00:10:47,101 --> 00:10:49,465
ออกไซด์นะคะ เกิดได้เร็วขึ้น

143
00:10:49,465 --> 00:10:52,591
เรียบร้อยค่ะ

144
00:10:52,591 --> 00:10:56,591
เร่ง

145
00:10:58,357 --> 00:11:02,176
ยาและหน้าอกแล้วก็ยังทำหน้าที่เป็นตัวเร่งปฏิกิริยาได

146
00:11:02,176 --> 00:11:03,926
้เช่นเดียวกันค่ะ จริง ๆ แล้วนะคะ ในชีวิตประจำวัน

147
00:11:03,926 --> 00:11:07,253
ประโยชน์

148
00:11:07,253 --> 00:11:08,667
ปฏิกิริยามากมาย

149
00:11:08,667 --> 00:11:10,525
ลูกนะคะ

150
00:11:10,525 --> 00:11:12,702
มีคำว่าใน

151
00:11:12,702 --> 00:11:16,098
ร่างกายของเรานะคะ

152
00:11:16,098 --> 00:11:20,098
มีการใช้เอนไซม์หลายชนิด

153
00:11:20,843 --> 00:11:24,708
นิทานยอด

154
00:11:24,708 --> 00:11:27,127
ในร่างกายของเราโดยในการย่อย

155
00:11:27,127 --> 00:11:31,127
เช่น อะไมเลส มอนเทส

156
00:11:32,118 --> 00:11:36,118

157
00:11:36,272 --> 00:11:37,017
ตัวเร่งปฏิกิริยา ได้เร็วขึ้นและคิดว่ายังมีปัจจัยอีก

158
00:11:37,017 --> 00:11:38,721
ไหม

159
00:11:38,721 --> 00:11:39,762
พี่จะทรงผม

160
00:11:39,762 --> 00:11:41,825
อัตรา

161
00:11:41,825 --> 00:11:45,825
การเกิดปฏิกิริยาเคมี

162
00:11:47,050 --> 00:11:51,050
เราจะได้ไปศึกษาพร้อม ๆ กันนะคะ

163
00:11:51,525 --> 00:11:53,760
ศึกษาผลของความเข้มข้นคุณภูมิ

164
00:11:53,760 --> 00:11:57,760
หยุดกลับ 19:00 น

165
00:11:58,127 --> 00:11:58,373
กิริยาระหว่างกรดโฟลิก

166
00:11:58,373 --> 00:11:59,286
กลับ

167
00:11:59,286 --> 00:12:03,039
คาร์บอน

168
00:12:03,039 --> 00:12:05,693
หรือเราเรียกกันง่าย ๆ ว่าหินปูนนั่นเอง

169
00:12:05,693 --> 00:12:09,693
เราลองไปดูวิดีโอการทดลองพร้อม ๆ กันนะคะ  [เสียงดนตรี]

170
00:12:47,160 --> 00:12:51,160

171
00:15:04,345 --> 00:15:08,345
(คุณครูณัฏฐิกา) เอาล่ะค่ะ ดูคลิปกันจบแล้วนะ

172
00:15:09,940 --> 00:15:13,940
ย่างนั้นนต่อไปเรามาดูผลการทดลองพร้อม ๆ กันเลยดีกว่าค่ะ โดยเราจะเปรียบเทียบ

173
00:15:15,550 --> 00:15:19,550
การทดลองทีละคู่นะคะ เนื่องจากบีเกอร์ใบที่ 1 เทียบบีเกอร์ใบที่ 2 ก่อนค่ะ

174
00:15:20,816 --> 00:15:24,816
นักเรียนคิดว่าสารที่ใช้ในบีกเกอร์ทั้งสองเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไรคะ

175
00:15:25,215 --> 00:15:27,588
ถ้าใครจะไม่ได้ว่าบีกเกอร์ทั้งสองมีอะไร

176
00:15:27,588 --> 00:15:31,588
จากรูปที่ครูได้เลยนะคะ

177
00:15:33,388 --> 00:15:37,388
ซึ่งเรานะคะ ก็จะเห็นได้ชัดเลยค่ะ ว่าทั้ง 2 บีกเกอร์ใช้ผงแคลเซียม

178
00:15:38,837 --> 00:15:40,092
คาร์บอเนตในปริมาณที่เท่ากันเกิดที่ 2 เราใช้

179
00:15:40,092 --> 00:15:43,173
hydro

180
00:15:43,173 --> 00:15:44,347
คอลิกที่มีความเข้มข้นมากกว่า

181
00:15:44,347 --> 00:15:48,347
แล้วแบบนี้

182
00:15:48,798 --> 00:15:52,798
อัตราการเกิดฟองแก๊สในแต่ละบีกเกอร์แตกต่างกันไหมคะ

183
00:15:58,272 --> 00:16:00,072
ซึ่งอัตราการเกิดฟองแก๊สนะคะ เราจะดูได้จากปริมาณของแก๊สที่เกิดขึ้นตลอดเวลาแต่ในการทดลองมีนะคะ

184
00:16:00,072 --> 00:16:03,580
เราใช้ปริมาณของแคลเซียมคาร์บอเนต

185
00:16:03,580 --> 00:16:05,403
เอาเท่ากันในคุกเด็กอย่างนั้นนะคะ

186
00:16:05,403 --> 00:16:07,559
น้ำกระเจี๊ยบอัตราการ

187
00:16:07,559 --> 00:16:08,661
กรองแก๊สจากเวลา

188
00:16:08,661 --> 00:16:12,434
กิริยา

189
00:16:12,434 --> 00:16:15,721
กระทั่งไม่มีฟองแก๊สเกิดขึ้นอีก

190
00:16:15,721 --> 00:16:19,198
ดังนั้นนะคะ ใช้เวลาน้อยกว่า

191
00:16:19,198 --> 00:16:23,198
งวดนี้มีอะไรที่มากกว่านั่นเอง

192
00:16:25,269 --> 00:16:27,951
ที่นั่งเด็กก็ไปที่หอมก็จะพกพา

193
00:16:27,951 --> 00:16:31,119
เราก็จะพบว่าเบรกเกอร์ใบที่ 2 ใช้เวลาน้อยกว่า

194
00:16:31,119 --> 00:16:32,270
วันเกิด

195
00:16:32,270 --> 00:16:36,270
แกทั้งสอง

196
00:16:37,807 --> 00:16:38,856
แล้วก็จะมีอัตราการเกิดฟองแก๊สที่มากกว่า

197
00:16:38,856 --> 00:16:41,812
ดังนั้นนะคะ

198
00:16:41,812 --> 00:16:43,823
การเพิ่มความเข้มข้นของกรดไฮโดรคลอริก

199
00:16:43,823 --> 00:16:45,482
ทำให้อัตราการเกิด

200
00:16:45,482 --> 00:16:49,482
ค่ะ

201
00:16:50,143 --> 00:16:51,837
มาทุกวันเลย

202
00:16:51,837 --> 00:16:54,626
วันนี้รถมาเปรียบเทียบ

203
00:16:54,626 --> 00:16:57,395
เริ่มใบที่ 3 กันนะคะ

204
00:16:57,395 --> 00:17:00,717
เหมือนเดิมนะคะ สารที่ใช้ในบีเกอร์ทั้ง 2 นี้ สถานที่

205
00:17:00,717 --> 00:17:04,717
ต่างกันอย่างไร

206
00:17:06,634 --> 00:17:10,579
เลยนะเธอทั้ง 2 ใบนี้

207
00:17:10,579 --> 00:17:13,340
เสื้อฟิตเนสในปริมาณที่เท่ากัน

208
00:17:13,340 --> 00:17:15,198
เราก็ใช้

209
00:17:15,198 --> 00:17:19,198
ไฮโดรคลอลิกที่มีสารเข้มข้นเท่

210
00:17:21,228 --> 00:17:24,929
ากันด้วยค่ะ คลินิกที่มีอุณหภูมิ

211
00:17:24,929 --> 00:17:27,583
Gas

212
00:17:27,583 --> 00:17:31,583
หรือไม่อย่างไรคะ

213
00:17:33,195 --> 00:17:34,853
ต่างกันใช่ไหมคะ เพื่อไปที่ศาลนะคะ

214
00:17:34,853 --> 00:17:36,145
ฟ้องมากกว่า

215
00:17:36,145 --> 00:17:40,145
นะคะ

216
00:17:41,084 --> 00:17:42,771
อุณหภูมิของกรดไฮโดรคลอริกนะคะ

217
00:17:42,771 --> 00:17:46,759
มีค่ะ

218
00:17:46,759 --> 00:17:50,759
นะคะ

219
00:17:53,512 --> 00:17:56,912
ระหว่าง decommissioning และเบรกเกอร์ใบที่ 4

220
00:17:56,912 --> 00:18:00,912
ค่ะ สารที่ใช้ในบีเกอร์ทั้ง 2 ใบ เหมืนหรือต่างกันอย่างไรคะ

221
00:18:04,390 --> 00:18:08,020
ทริกเกอร์นะคะ กดที่มีความเข้มข้นเท่านั้น

222
00:18:08,020 --> 00:18:12,020
วันอาทิตย์

223
00:18:12,128 --> 00:18:16,128
เราใช้คำว่า

224
00:18:16,528 --> 00:18:19,559
ใช้ได้ไหม เรื่องแบบนี้

225
00:18:19,559 --> 00:18:21,565
แล้วนักเรียนคิดว่าพื้นที่

226
00:18:21,565 --> 00:18:24,626
บีเกอร์

227
00:18:24,626 --> 00:18:27,116
หรือไม่อย่างไรคะ

228
00:18:27,116 --> 00:18:29,787
การใช้นะคะ

229
00:18:29,787 --> 00:18:32,401
โดยบีเกอร์ใบที่ 1 จะมีพื้นที่ผิว

230
00:18:32,401 --> 00:18:36,401
ในแคลเซียมคาร์บอเนตมากกว่า

231
00:18:41,022 --> 00:18:45,022
ถ้านักเรียนร้องปริศนาลูกอีสาน

232
00:18:45,514 --> 00:18:47,510
ทำให้สารเพิ่มขึ้น

233
00:18:47,510 --> 00:18:51,510
เห็นกันใช่ไหมคะ

234
00:18:53,148 --> 00:18:53,856

235
00:18:53,856 --> 00:18:57,307
แล้วอัตราการเกิดฟองแก๊สคะ

236
00:18:57,307 --> 00:18:59,834
อันนะ

237
00:18:59,834 --> 00:19:02,016
ไปที่ 1

238
00:19:02,016 --> 00:19:06,016
เกิดฟองแก๊สมากกว่า

239
00:19:07,519 --> 00:19:08,895
พื้นที่ผิวของนะคะ

240
00:19:08,895 --> 00:19:12,895
คอนโด

241
00:19:13,832 --> 00:19:17,611
เองค่ะ

242
00:19:17,611 --> 00:19:21,220
สรุปการทดลองนะคะ

243
00:19:21,220 --> 00:19:25,045
การเพิ่มความเข้มข้นของกรดไฮโดรคลอลิด

244
00:19:25,045 --> 00:19:28,216
ในการทำปฏิกิริยา

245
00:19:28,216 --> 00:19:30,180
คาถาทำให้

246
00:19:30,180 --> 00:19:33,254
อัตราการเกิดปฏิกิริยา

247
00:19:33,254 --> 00:19:36,828
กรดไฮโดรคลอริกเพิ่มมากขึ้น

248
00:19:36,828 --> 00:19:38,213
จากการทดลองทั้งสองการทดลองที่เราดู

249
00:19:38,213 --> 00:19:40,037
ไปนั้น สรุปได้ว่า

250
00:19:40,037 --> 00:19:41,134
นิยาย

251
00:19:41,134 --> 00:19:42,220
ปล้น

252
00:19:42,220 --> 00:19:43,384
อุณหภูมิ

253
00:19:43,384 --> 00:19:46,652
และพื้นที่

254
00:19:46,652 --> 00:19:50,652
ปัจจัยที่ส่งผล

255
00:19:50,680 --> 00:19:54,036
วันเกิดผลปฏิกิริยาค่ะ ถ้าอย่างนั้นนะคะ เดี๋ยว

256
00:19:54,036 --> 00:19:58,036
ครูจะลองดูตัวอย่าง

257
00:19:58,822 --> 00:20:02,822
กำลังอย่างที่เกี่ยวกับ

258
00:20:04,797 --> 00:20:08,309
ปัจจัยใด ที่มี

259
00:20:08,309 --> 00:20:09,738
ผลต่อการเกิดปฏิกิริยาค่ะ

260
00:20:09,738 --> 00:20:13,384
ข้อแรกค่ะ

261
00:20:13,384 --> 00:20:14,909
น้ำยาล้างห้องน้ำโดยใช้น้ำยา

262
00:20:14,909 --> 00:20:18,909
ล้างห้องน้ำที่มี

263
00:20:22,064 --> 00:20:26,064
และทำให้เกิดปฏิกิริยาหินปูนได้เร็วกว่า ลองดูนะคะ

264
00:20:27,217 --> 00:20:29,195
ตัวอย่างนี้นะคะ ก็จะเกี่ยวข้องกับ

265
00:20:29,195 --> 00:20:31,603
ความเข้มข้นนั่นเอง

266
00:20:31,603 --> 00:20:35,603
พร้อมกันเลยดีกว่าค่ะ

267
00:20:35,991 --> 00:20:39,991
ถ้าร่างกายของมนุษย์นะคะ มีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียส

268
00:20:40,044 --> 00:20:44,044
ร่างกายนะคะ ต้องการแก๊สออกซิเจนเพิ่มขึ้น

269
00:20:45,372 --> 00:20:49,372
ไม่ผมให้อัตราการเต้นของชีพจรและการหายใจเพิ่มขึ้น

270
00:20:50,138 --> 00:20:52,495
ปัจจัยที่เกี่ยวข้องนะคะ

271
00:20:52,495 --> 00:20:54,295
จะเป็นเรื่องของอุณหภูมินั่นเองค่ะ

272
00:20:54,295 --> 00:20:56,919
บอกกันถูกไหมคะ

273
00:20:56,919 --> 00:21:00,290
ไปกันเลยนะคะ

274
00:21:00,290 --> 00:21:02,012
รับประทานอาหารและโภชนาการ

275
00:21:02,012 --> 00:21:05,110
แนะนำให้

276
00:21:05,110 --> 00:21:09,110
เคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกืลน เพราะทำให้มีขนาด

277
00:21:11,644 --> 00:21:14,700
เร็วขึ้

278
00:21:14,700 --> 00:21:18,700
น อาหารย่อยได้ง่ายขึ้นค่ะ

279
00:21:22,563 --> 00:21:26,563
ก็อยากมีนะคะ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของพื้นที่ผิวนั่นเองนะคะ

280
00:21:29,530 --> 00:21:33,530
การหมักเนื้อ โดยใช้ยางมะละกอ ทำให้เนื้อนุ่มขึ้น

281
00:21:36,514 --> 00:21:40,514
ข้อนี้จะเป็นเรื่องของตัวเร่งปฏิกิริยานะคะ

282
00:21:40,670 --> 00:21:43,544
นะคะ

283
00:21:43,544 --> 00:21:44,773
ก็ยังมีการใช้ประโยชน์ ความรู้ในเรื่อง

284
00:21:44,773 --> 00:21:46,212
มีเยอะเลยค่ะ

285
00:21:46,212 --> 00:21:48,266
นักเรียนลงไป

286
00:21:48,266 --> 00:21:51,277
กันดูนะคะ

287
00:21:51,277 --> 00:21:52,391

288
00:21:52,391 --> 00:21:56,391
เรามาลองทำแบบฝึกหัดกันดูนะคะ

289
00:21:57,977 --> 00:22:01,977
ให้นักเรียนหยุดคิดแล้วทำให้เสร็จก่อนแล้วเดี๋ยวจะเลยไปพร้อมกันนะคะ

290
00:22:02,043 --> 00:22:06,043
ตอนนี้คง

291
00:22:09,237 --> 00:22:12,940
ทำกันเสร็จแล้วใช่ไหมคะ เดี๋ยวเรามาดูเฉลยพร้อมกันเลยค่ะ ถามว่านะคะ ทำต่อไปนี้ส่งผลต่อ

292
00:22:12,940 --> 00:22:14,260
ยาเคมีหรือไม่

293
00:22:14,260 --> 00:22:18,164
นะคะ

294
00:22:18,164 --> 00:22:22,164
ราคาน้ำยาล้างห้องน้ำก่อนเทลงบนคราบหินปูน

295
00:22:23,662 --> 00:22:25,673
มีผลโดยการทำให้อัตราการเกิดปฏิกิรยาเคมีลดลง เพรเป็นการลด

296
00:22:25,673 --> 00:22:26,535
เข้มข้นของสารตั้งต้น

297
00:22:26,535 --> 00:22:29,565
ข้อสอบ

298
00:22:29,565 --> 00:22:33,565
อาหารให้ละเอียดก่อนกลืน

299
00:22:35,295 --> 00:22:38,413
เพิ่มขึ้นเนื่องจาก

300
00:22:38,413 --> 00:22:41,012
การเพิ่มพื้นที่ผิวของสารตั้งต้นนั่นเอง

301
00:22:41,012 --> 00:22:43,952
ข้อง 3 นะคะ

302
00:22:43,952 --> 00:22:45,628
เก็บแกงกะทีไว้ในตู้เย็น

303
00:22:45,628 --> 00:22:47,588
ข้อนี้ก็มีผลนะ

304
00:22:47,588 --> 00:22:51,588
ทำให้

305
00:22:52,276 --> 00:22:56,276
ฤทธิ์ยา

306
00:22:56,408 --> 00:22:57,561
น้อยนะคะ น้ำจิ้มน้ำมันเป็นรองหัวฉีดในกระบอก

307
00:22:57,561 --> 00:23:01,561
เครื่องยนต์

308
00:23:06,661 --> 00:23:10,656
ข้อนี้ก็มีผล โดยการทำให้การหาพื้นที่ผิวของสารตั้งต้นนั่นเอง

309
00:23:10,656 --> 00:23:13,573

310
00:23:13,573 --> 00:23:16,156
เรามาสรุปเนื้อหาที่เราได้เรียนกันวันนี้นะคะ

311
00:23:16,156 --> 00:23:19,497
พลังงานที่ใช้ในชีวิตประจำวัน

312
00:23:19,497 --> 00:23:22,794
ส่วนใหญ่มาจากเชื้อเพลิงซากดึกดำบรรพ์

313
00:23:22,794 --> 00:23:24,825
ปริมาณแสง

314
00:23:24,825 --> 00:23:27,320
ต่อเวลานะคะ

315
00:23:27,320 --> 00:23:31,320
จะมีความสัมพันธ์ในอัตราการเกิด

316
00:23:34,551 --> 00:23:36,565
ปฏิกิริยาเคมี และไม่เป็น

317
00:23:36,565 --> 00:23:38,160
ผลิตภัณฑ์ค่ะ

318
00:23:38,160 --> 00:23:39,038
ความเข้มข้น

319
00:23:39,038 --> 00:23:41,690
อุณหภูมิ

320
00:23:41,690 --> 00:23:45,207
หรือพวกที่ของสัตว์

321
00:23:45,207 --> 00:23:47,197
เร็วขึ้น

322
00:23:47,197 --> 00:23:48,545
และความรู้เกี่ยวกับ

323
00:23:48,545 --> 00:23:50,520
ปัจจัยนะคะ ที่มี

324
00:23:50,520 --> 00:23:54,520
ผลอัตราการเกิด

325
00:23:57,061 --> 00:24:01,061
เคมีสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันและอุตสาหกรรมได้มากมายเลยค่ะ

326
00:24:03,323 --> 00:24:07,323
สำหรับหัวข้อของเชื้อเพลิงนะคะ ก็จบลงเพียงแค่นี้ค่ะ

327
00:24:07,738 --> 00:24:11,738
เอาอะไรนักเรียนอย่าลืมติดตามชมนะคะ สวัสดีค่ะ [เสียงดนตรี]

