﻿1
00:02:27,456 --> 00:02:29,552
(ดร.เกวลี) โอเค โอเคค่ะ

2
00:02:29,552 --> 00:02:31,615
มาครบกันแล้ว

3
00:02:31,615 --> 00:02:35,615
ล่ามได้ยินไหมคะ

4
00:03:00,392 --> 00:03:04,378
ต้องพูดใหม่ไหม

5
00:03:04,378 --> 00:03:08,378
ล่ามได้ยินไหมคะ

6
00:03:14,041 --> 00:03:18,041
ล่ามไม่ได้ยิน ต้องใช้

7
00:03:19,808 --> 00:03:22,051
เด็กได้ยิน แต่ล่ามไม่ได้ยินไ

8
00:03:22,051 --> 00:03:26,051
ง ต้องโทรใหม่ไหมพลอย

9
00:04:02,435 --> 00:04:06,098
ค่ะ ล่ามได้ยินไหมคะ

10
00:04:06,098 --> 00:04:10,098
ไม่

11
00:04:18,810 --> 00:04:22,810
ล่ามยังไม่ได้ยิน

12
00:04:24,994 --> 00:04:26,247
เมื่อเช้าเป็นไหม

13
00:04:26,247 --> 00:04:30,247
ไม่เป็น

14
00:04:40,755 --> 00:04:44,755
ทำอย่างไรล่ะ

15
00:04:56,225 --> 00:05:00,225
LINE ถามเขาก่อนไหม

16
00:05:07,147 --> 00:05:11,147
หรือต้องโทรใหม่อีก

17
00:05:17,298 --> 00:05:21,298
แต่เสียงมันเข้าอยู่เครื่องควบคุมอยู่ใช่ไหม

18
00:05:30,969 --> 00:05:34,969
ส่วนมากมีปัญหาแต่กับเสียง

19
00:05:54,721 --> 00:05:58,721
ล่ามได้ยินไหมคะ

20
00:05:59,971 --> 00:06:03,971
เอาอย่างไร

21
00:06:21,969 --> 00:06:23,435
อย่างไรก็ได้

22
00:06:23,435 --> 00:06:27,435
อย่างไรก็ได้

23
00:06:29,917 --> 00:06:33,917
แล้วแต่

24
00:06:35,125 --> 00:06:39,125
อย่างนั้นปอยวางล่ามก่อนก็ได้

25
00:06:42,857 --> 00:06:44,474
โ

26
00:06:44,474 --> 00:06:48,268
อเค อาทิตย์หน้า

27
00:06:48,268 --> 00:06:49,828
หลังปีใหม่ เราจะสอบมิดเทอมก็หาถึงวันนี้

28
00:06:49,828 --> 00:06:52,342
นะคะ

29
00:06:52,342 --> 00:06:54,507
จะเป็นเกี่ยวกับการ

30
00:06:54,507 --> 00:06:55,911
ปิดบังข้อมูล

31
00:06:55,911 --> 00:06:57,060
นะคะ โดยใช้

32
00:06:57,060 --> 00:06:59,526
รหัสลับ

33
00:06:59,526 --> 00:07:03,455
แล้วก็ใช้เครื่องมือ ในการ

34
00:07:03,455 --> 00:07:05,570
ปิดบังข้อมูลที่เราซ่อนไว้นะคะ

35
00:07:05,570 --> 00:07:07,889
โดย

36
00:07:07,889 --> 00:07:09,969
การทำงานแบบนี้นี่ มันจะ

37
00:07:09,969 --> 00:07:12,192
มีอัลกอริทึม

38
00:07:12,192 --> 00:07:13,976
ที่เกี่ยวข้องก็คือใช้ลายเซ็นดิจิตอล

39
00:07:13,976 --> 00:07:17,605
หรือลายเซ็นดิจิตอลนี่แหละ

40
00:07:17,605 --> 00:07:20,262
มันก็จะเป็นอัลกอริทึม ในการตรวจสอบว่า

41
00:07:20,262 --> 00:07:21,809
ข้อมูลนั้นน่ะ ไม่ถูกแก้ไข

42
00:07:21,809 --> 00:07:23,922
แก้ไข หรือ

43
00:07:23,922 --> 00:07:27,922
มีการเปลี่ยนแปลง

44
00:07:28,402 --> 00:07:30,955
ได้แล้วไหม ได้แล้วใช่ไหมคะ

45
00:07:30,955 --> 00:07:34,955
ได้ยินแล้วใช่ไหมคะ  โอเค

46
00:07:35,407 --> 00:07:39,303
เสียงสะท้อน

47
00:07:39,303 --> 00:07:43,303
สักครู่นะคะ

48
00:07:49,222 --> 00:07:53,222
ก็

49
00:07:54,284 --> 00:07:58,284
วันนี้นะคะ

50
00:07:58,825 --> 00:08:01,102
การปิดบังข้อมูล ซึ่งมันก็จะมีวิธีการที่เกี่ยวข้อง

51
00:08:01,102 --> 00:08:04,240
ก็คือลายเซ็นดิจิตอล

52
00:08:04,240 --> 00:08:05,581
เป็นตัวตรวจสอบว่าข้อมูลที่เราส่งไป

53
00:08:05,581 --> 00:08:08,124
หรือเราได้รับมานี่

54
00:08:08,124 --> 00:08:12,124
ไม่ได้ถูกแก้ไขหรือว่า

55
00:08:12,162 --> 00:08:13,455
เปลี่ยนแปลงระหว่างทาง แล้วก็เป็นการพิสูจน์ทราบ

56
00:08:13,455 --> 00:08:15,116
ตัวตน ของ

57
00:08:15,116 --> 00:08:17,133
ขนส่งด้วยนะคะ

58
00:08:17,133 --> 00:08:21,133
ซึ่งการลงลายเซ็นดิจิตอล

59
00:08:21,583 --> 00:08:23,596
เอาลงคอมพิวเตอร์ไม่ใช่

60
00:08:23,596 --> 00:08:24,779
เป็นกระบวนการสร้างรหัส

61
00:08:24,779 --> 00:08:28,551
ที่เป็นตัวเลข

62
00:08:28,551 --> 00:08:32,022
นะคะ ที่เป็นตัวสร้าง ส่วนคนรับ

63
00:08:32,022 --> 00:08:34,160
มีไป Private Keyที่เราได้สร้าง

64
00:08:34,160 --> 00:08:35,213
หรือจะแจกให้เขาถ้า

65
00:08:35,213 --> 00:08:36,616
ผู้รับ

66
00:08:36,616 --> 00:08:39,883
ไม่มีกุญแจ

67
00:08:39,883 --> 00:08:43,883
ของเราไม่ได้นะคะ ซึ่ง

68
00:08:44,000 --> 00:08:47,364
มันจะต่างกัน ก็คือคนที่จะส่งข้อมูลไป

69
00:08:47,364 --> 00:08:49,506
ใช้กุญแจส่วนตัวนะคะ แต่ถ้าคนรับ

70
00:08:49,506 --> 00:08:50,722
จะเรียกว่าก

71
00:08:50,722 --> 00:08:54,722
ุญแจ

72
00:08:57,005 --> 00:09:00,353
กระบวนการทำงานของการ

73
00:09:00,353 --> 00:09:04,353
ทำงานของลายเซ็นดิจิทัลนะคะ

74
00:09:04,645 --> 00:09:06,244
มันก็เริ่มตั้งแต่คนส่ง เขาก็จะมีการลงนาม

75
00:09:06,244 --> 00:09:08,347
มีการเข้ารหัส

76
00:09:08,347 --> 00:09:11,176
ด้วยลายเซ็นดิจิตอล

77
00:09:11,176 --> 00:09:11,992
แล้วก็จะมีการส่งกุญแจสาธารณะ ไปให้

78
00:09:11,992 --> 00:09:12,566
ผู้รับ

79
00:09:12,566 --> 00:09:16,566
นะคะถ

80
00:09:16,617 --> 00:09:18,024
ผู้รับไม่ได้รับกุญแจหรือกุญแจถูกเปลี่ยน

81
00:09:18,024 --> 00:09:22,024
มันก็จะ

82
00:09:22,346 --> 00:09:26,346
โดยการเข้ารหัส

83
00:09:28,295 --> 00:09:29,409
ซื้อของเราทุกตัวเป็นเลข 0 และเลข 1 นะคะ

84
00:09:29,409 --> 00:09:31,198
ซึ่งกระบวนเ

85
00:09:31,198 --> 00:09:32,862
ข้ารหัส จะมีตั้งแต่

86
00:09:32,862 --> 00:09:35,591
ตัวเลขจำนวนไม่มาก

87
00:09:35,591 --> 00:09:37,288
รอจน

88
00:09:37,288 --> 00:09:41,288
เป็นแสนปี

89
00:09:42,292 --> 00:09:46,292
ไม่สามารถถอดรหัสได้สำหรับการเข้ารหัสขั้นสูงนะคะ

90
00:09:46,696 --> 00:09:48,591
โดยการเข้ารหัสตัวแรกหรือว่า

91
00:09:48,591 --> 00:09:49,469
ECC  สมการ

92
00:09:49,469 --> 00:09:52,133
คณิตศาสตร์

93
00:09:52,133 --> 00:09:54,283
ที่เป็นสมการเส้นโค้งนะคะ

94
00:09:54,283 --> 00:09:56,677
ตั้งแต่ปี 1985

95
00:09:56,677 --> 00:09:59,541
เมื่อเกือบ 40 ปีที่แล้วนะคะ

96
00:09:59,541 --> 00:10:01,992
ใช้เส้นโค้งในการเข้ารหัส

97
00:10:01,992 --> 00:10:05,339
ซึ่งเป็นสมการคณิตศาสตร์

98
00:10:05,339 --> 00:10:08,583
ครูก็ไม่เข้าใจว่าเราจะเข้ารหัสได้อย่างไ

99
00:10:08,583 --> 00:10:09,460
เหมือนที่เราเรียนบทแรกอาจารย์ให้จับคู่

100
00:10:09,460 --> 00:10:12,145
ตัวเอง

101
00:10:12,145 --> 00:10:16,021
แล้วก็ห่วงอีก 3 ตัวกลายเป็นตัว D dog

102
00:10:16,021 --> 00:10:16,896
อันนี้คือง่ายมาก แต่อันนี้เขาจะใช้สมการ

103
00:10:16,896 --> 00:10:17,745
วงรี

104
00:10:17,745 --> 00:10:18,992
น

105
00:10:18,992 --> 00:10:22,992
ะคะ แต่

106
00:10:26,165 --> 00:10:29,389
หรือพวกนี้อ่านแ

107
00:10:29,389 --> 00:10:31,254
ล้วหรือ ข้อดีก็คือ

108
00:10:31,254 --> 00:10:35,254
ในการเข้ารหัสนี่

109
00:10:35,623 --> 00:10:38,474
เมื่อก่อนมันปีที่แล้วนี่ สมการมันไม่เยอะมากนะคะ

110
00:10:38,474 --> 00:10:40,045
ข้อความเข้ารหัส

111
00:10:40,045 --> 00:10:42,585
ด้วยวิธีการนี้นี่

112
00:10:42,585 --> 00:10:44,485
ต้องเป็นข้อความสั้น ๆ นะคะ

113
00:10:44,485 --> 00:10:47,770
จะไม่ใช้ข้อความยาวมาก

114
00:10:47,770 --> 00:10:49,571
อนระดับ 1

115
00:10:49,571 --> 00:10:50,531
เปรียบเทียบ

116
00:10:50,531 --> 00:10:53,218
รหัส

117
00:10:53,218 --> 00:10:55,763
ที่อาจารย์สอนเมื่อสัปดาห์ที่แล้วนะคะ

118
00:10:55,763 --> 00:10:57,982
ความ

119
00:10:57,982 --> 00:10:59,959
ซับซ้นการถอดรหัส

120
00:10:59,959 --> 00:11:01,337
มันก็จะต่างกัน

121
00:11:01,337 --> 00:11:03,060
นะคะ

122
00:11:03,060 --> 00:11:05,798
ความ

123
00:11:05,798 --> 00:11:09,798
อันนี้คือหน่วยวัด เป็น

124
00:11:10,925 --> 00:11:12,569
เขาเรียกว่าอะไรเข้ารหัสต่อ 1 วินาทีนี่

125
00:11:12,569 --> 00:11:14,071
มีการเข้ารหัส

126
00:11:14,071 --> 00:11:15,446
1 ล้านตัว

127
00:11:15,446 --> 00:11:16,936
ภายใน 1 วินาที

128
00:11:16,936 --> 00:11:19,615
ถ้าถอดรหัส

129
00:11:19,615 --> 00:11:22,559
ในปัจจุบันยากมากนะคะ

130
00:11:22,559 --> 00:11:24,604
ต่อมามันจะมีอีกคนหนึ่ง

131
00:11:24,604 --> 00:11:27,288
คู่กันกับลายเซ็นดิจิตอล

132
00:11:27,288 --> 00:11:28,124
ใบรับรอง

133
00:11:28,124 --> 00:11:32,124
ด

134
00:11:33,254 --> 00:11:35,286
ิจิทัล งานรักษาความปลอดภัย ที่อาจจะไม่ได้ขึ้นอยู่กับบริษัท

135
00:11:35,286 --> 00:11:38,135
หรือว่าใช้แค่กุญแจเท่านั้น

136
00:11:38,135 --> 00:11:41,103
อยู่ที่เราสร้างอย่างไร

137
00:11:41,103 --> 00:11:42,906
ประกาศขายบ้านแล้วเราจัดการ

138
00:11:42,906 --> 00:11:44,880
งั้นอย่างไรนะคะ

139
00:11:44,880 --> 00:11:46,985
อ่อนของการใช้

140
00:11:46,985 --> 00:11:49,935
เอกสารรับรองดิจิทัล

141
00:11:49,935 --> 00:11:52,320
ก็คือเราจะรู้ได้อย่างไรว่า

142
00:11:52,320 --> 00:11:55,295
ได้มา

143
00:11:55,295 --> 00:11:58,538
ไม่ใช่ทีของ

144
00:11:58,538 --> 00:12:01,579
ของคนที่มาหลอกเอาข้อมูล เรา

145
00:12:01,579 --> 00:12:04,222
อาจจะโดนปรับเปลี่ยนระหว่างการก็ได้นะคะ

146
00:12:04,222 --> 00:12:05,601
ก็เลยมีวิธีการ

147
00:12:05,601 --> 00:12:06,516
โดยใช้

148
00:12:06,516 --> 00:12:07,156
ใจร้าย

149
00:12:07,156 --> 00:12:08,094
เอามาอีก

150
00:12:08,094 --> 00:12:09,322
อาจจะมีการ

151
00:12:09,322 --> 00:12:11,233
จ่ายด้วยระบบ

152
00:12:11,233 --> 00:12:13,014
ปลอดภัยมากขึ้นนะคะ

153
00:12:13,014 --> 00:12:16,704
เขาเรียกว่าโรค

154
00:12:16,704 --> 00:12:19,799
หรือการแจกจ่ายกุญแจสาธารณะ

155
00:12:19,799 --> 00:12:21,038
จะให้ความไว้วางใจ

156
00:12:21,038 --> 00:12:23,878
จัดการ

157
00:12:23,878 --> 00:12:26,261
ออกไป

158
00:12:26,261 --> 00:12:29,916
ป

159
00:12:29,916 --> 00:12:32,212
ี 3 ปี 4 ได้ไปติระบบเครือข่าย

160
00:12:32,212 --> 00:12:34,540
เห็นตัวนึงในการ

161
00:12:34,540 --> 00:12:35,442
dki

162
00:12:35,442 --> 00:12:38,167
นะคะ

163
00:12:38,167 --> 00:12:40,931
อันนี้ก็จะมีส่วนในการ

164
00:12:40,931 --> 00:12:43,606
เครือข่ายด้วย

165
00:12:43,606 --> 00:12:45,852
การที่เราจะมี PKI  ได้

166
00:12:45,852 --> 00:12:47,785
เราจะต้องมีใบรับรองนะคะ

167
00:12:47,785 --> 00:12:49,368
โดยผู้รับรอง

168
00:12:49,368 --> 00:12:52,308
อยู่ได้

169
00:12:52,308 --> 00:12:55,321
ในการเข้ารหัสข้อมูล

170
00:12:55,321 --> 00:12:59,321
เราใช้ข้อมูลกับเครือข่าย นี่

171
00:12:59,395 --> 00:13:03,395
ต้องมั่นใจว่าแก้ไขของเรา

172
00:13:04,256 --> 00:13:08,256
จะไม่โดนจับข้อมูลระหว่างทางด้วย

173
00:13:08,645 --> 00:13:11,805
องค์กรที่เป็นผู้ให้การรับรองนี้

174
00:13:11,805 --> 00:13:14,238
มีหน้าที่รับรอง

175
00:13:14,238 --> 00:13:15,534
ของบุคคลนั้น

176
00:13:15,534 --> 00:13:17,730
ๆ แล้วก็ต้อง

177
00:13:17,730 --> 00:13:20,002
ออกใบรับรองได้

178
00:13:20,002 --> 00:13:22,909
ใบรับรองก็จะประกอบ ไปด้วย

179
00:13:22,909 --> 00:13:24,054
พวงกุญแจของสาธารณะอื่น ๆ

180
00:13:24,054 --> 00:13:26,795
หมายเลขระบุ

181
00:13:26,795 --> 00:13:29,056
ข้อมูล

182
00:13:29,056 --> 00:13:30,754
ทุกอย่างจะถูกเข้ารหัส

183
00:13:30,754 --> 00:13:31,393
ด้วยแบบลายเซ็นดิจิทัล

184
00:13:31,393 --> 00:13:32,499
นะคะ

185
00:13:32,499 --> 00:13:34,010
เข้ารหัส

186
00:13:34,010 --> 00:13:36,650
แบบ

187
00:13:36,650 --> 00:13:40,650
256 bit

188
00:13:41,598 --> 00:13:42,896
512 Bit อะไรก็ว่าไปนะคะ ตอนนี้ก็จะเป็น 2

189
00:13:42,896 --> 00:13:46,840

190
00:13:46,840 --> 00:13:48,311
ยกกำลัง 1024 ตัวเลขเยอะมาก

191
00:13:48,311 --> 00:13:52,311
นะคะ

192
00:13:52,796 --> 00:13:56,634
นะคะ

193
00:13:56,634 --> 00:13:57,404
เอกสารการแลกเปลี่ยนดิจิทัล

194
00:13:57,404 --> 00:13:59,343
อ

195
00:13:59,343 --> 00:14:03,343
งค์กรนั้น แล้ว

196
00:14:03,816 --> 00:14:06,488
ฉะนั้นปลอดภัยนะคะ

197
00:14:06,488 --> 00:14:10,010
ตัวอย่าง

198
00:14:10,010 --> 00:14:13,409
บางทีเราใช้งานทุกวันเราก็ไม่

199
00:14:13,409 --> 00:14:15,618
ทางเว็บไซ ต์มันก็จะมี

200
00:14:15,618 --> 00:14:18,247
ถ้าเราใช้ Google

201
00:14:18,247 --> 00:14:20,519
มันจะมีรูปกุญแจ

202
00:14:20,519 --> 00:14:23,511
เราสามารถดูได้ว่า

203
00:14:23,511 --> 00:14:26,140
ทางเข้าเว็บไซต์ของเรานี่

204
00:14:26,140 --> 00:14:29,135
ิ ถูกปอ้องกัน

205
00:14:29,135 --> 00:14:31,869
ขโมยข้อมูล

206
00:14:31,869 --> 00:14:35,648
ไปที่เว็บไซต์ Google

207
00:14:35,648 --> 00:14:36,355
ใบรับรองการใช้เว็บไซต์

208
00:14:36,355 --> 00:14:40,355
Google

209
00:14:42,146 --> 00:14:44,105
ใบรับรองนะ ตั้งแต่วันที่เท่าไรงวันที่เท่าไร ปลแน่นอนนะคะ

210
00:14:44,105 --> 00:14:47,176
การจัดเก็บข้อมูล

211
00:14:47,176 --> 00:14:50,754
ค้นหา

212
00:14:50,754 --> 00:14:54,754
สามารถเข้าไปได้

213
00:14:55,436 --> 00:14:59,436
ทำงานใช้งานนี่ื

214
00:15:00,350 --> 00:15:01,837
มีลูกกุญแจแกก็ถือว่าปลอดภัยแต่ถ้าไม่พอก็ระมัดระวังในการ

215
00:15:01,837 --> 00:15:04,873
ข้อมูล

216
00:15:04,873 --> 00:15:08,873
ในเว็บไซต์ต่าง ๆ ด้วย

217
00:15:11,046 --> 00:15:13,854
รหัสอีกอย่างหนึ่งก็คือ นะคะ

218
00:15:13,854 --> 00:15:17,337
อัลกอริทึม

219
00:15:17,337 --> 00:15:19,370
เข้ารหัสข้อมูลโดยที่ไม่ใช้ครีม

220
00:15:19,370 --> 00:15:21,022
การเดินทาง

221
00:15:21,022 --> 00:15:25,022
ไม่คงที่

222
00:15:25,822 --> 00:15:27,440
จะไม่สามารถวัดความยาว

223
00:15:27,440 --> 00:15:31,440
เดิมได้

224
00:15:36,200 --> 00:15:37,981
มันจะมีตรวจสอบไฟล์นั้น ๆ ที่ส่งมา

225
00:15:37,981 --> 00:15:39,909
สภาพอากาศข้อมูล

226
00:15:39,909 --> 00:15:41,702
ใช้ในการ

227
00:15:41,702 --> 00:15:44,399
password

228
00:15:44,399 --> 00:15:48,399
การเข้ารหัส Login

229
00:15:49,199 --> 00:15:51,930
เพราะว่าส่วนมากจะเป็นอะไรถ้าเราไม่ทำการเปลี่ยนนะคะ

230
00:15:51,930 --> 00:15:54,597
เราจะพิมพ์เครื่องอะไรอ

231
00:15:54,597 --> 00:15:58,561
ย่างไร ควบคุมได้

232
00:15:58,561 --> 00:16:02,561
เราสามารถกำหนดได้ว่า password มี 8 ตัว

233
00:16:08,564 --> 00:16:12,332
ตัวอย่างการเข้ารหัส hash function มีข้อมูลเข้ามาไม่กี่อัน

234
00:16:12,332 --> 00:16:14,777
จากข้อมูลเหล่านี้

235
00:16:14,777 --> 00:16:16,293
บางทีแค่เป็นรูปภาพ

236
00:16:16,293 --> 00:16:18,115
สัญลักษณ์ต่าง ๆ

237
00:16:18,115 --> 00:16:19,630
Hash Function

238
00:16:19,630 --> 00:16:21,141
จะแปลงเป็นตัวเลข

239
00:16:21,141 --> 00:16:25,141
แล้วก็ตัวนะ

240
00:16:25,320 --> 00:16:26,727
ซึ่งจะเป็นตัวเลขฐาน 16 0-9

241
00:16:26,727 --> 00:16:28,142
แล้วก็ sgs

242
00:16:28,142 --> 00:16:31,021
เท่านั้นนะคะ

243
00:16:31,021 --> 00:16:35,021
ตัวเลขชื่อเราอ่านไม่ได้

244
00:16:35,138 --> 00:16:36,496
อันนี้เป็นตัวเลขฐาน 16 ถ้าใครไม่รู้ล่ะ

245
00:16:36,496 --> 00:16:39,768
ฐานะ

246
00:16:39,768 --> 00:16:41,111
ทำให้เข้าใจว่าเป็นการส่งข้อมูลอะไรมา

247
00:16:41,111 --> 00:16:42,961
อย่างเช่นข้อความ

248
00:16:42,961 --> 00:16:46,961
แค่เรา

249
00:16:49,161 --> 00:16:51,017
FOX ที่แปลว่าหมาป่าเข้าไปก็จะมีการเข้ารหัสนะคะ แล้วก็จะเปลี่ยนเป็นตัวเลขฐาน

250
00:16:51,017 --> 00:16:55,017
ไม่รู้กี่ตัวล่ะ

251
00:16:55,073 --> 00:16:59,073
ก็เพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ ขึ้นไปเรื่อย ๆ

252
00:16:59,371 --> 00:17:00,214
อันนี้ก็ต้องอาศัยความรู้พื้นฐาน ของเลขฐาน 16

253
00:17:00,214 --> 00:17:04,214
ด้วยนะคะ

254
00:17:04,429 --> 00:17:06,393
วิธีการทำงาน

255
00:17:06,393 --> 00:17:08,169
อีกอย่างหนึ่งก็คือเหมืการเติมเกลือเข้าไป

256
00:17:08,169 --> 00:17:12,102
ก็คือการเพิ่ม

257
00:17:12,102 --> 00:17:14,698
ก็เหมือนเป็นการดูดกลืนเข้าไปนะคะ

258
00:17:14,698 --> 00:17:17,900
Password ธรรมดาแล้วนะคะ

259
00:17:17,900 --> 00:17:19,426
เพิ่ม algorithm เรียกว่าเสาเข้าไปอีก

260
00:17:19,426 --> 00:17:23,426
เรื่องความมั่นใจว่า

261
00:17:23,460 --> 00:17:27,460
Password ของเรานี่ทเป็นค่าคงที่แล้วก็ไม่ถูกเปลี่ยนแปลง

262
00:17:28,634 --> 00:17:32,634
เราก็จะสามารถทำให้การถอดรหัสยากขึ้นไปอีก

263
00:17:36,382 --> 00:17:37,980
เครื่องเข้าไปอีกนอกจาก Password ธรรมดายากแล้วก็เติมเข้าไปอีกให้มันยากขึ้นนะคะ

264
00:17:37,980 --> 00:17:41,273
ซึ่ง

265
00:17:41,273 --> 00:17:42,563
ฟังก์ชันที่นิยมใช้นะคะ

266
00:17:42,563 --> 00:17:46,563
MD

267
00:17:47,838 --> 00:17:51,585
26 ที่นิยมใช้กันแต่ปัจจุบันจะเป็น m6 แต่ว่า

268
00:17:51,585 --> 00:17:53,400
ที่ผ่านมาสิ่งที่นิยมใช้มากที่สุด

269
00:17:53,400 --> 00:17:54,722
เดี๋ยวจะอธิบายเพิ่มเติมนะคะ

270
00:17:54,722 --> 00:17:58,722
มีอะไรบ้าง

271
00:18:01,895 --> 00:18:03,523
โพรโมชันนี้ค่ะ สามารถใช้กับ Password ให้เป็นการทำงานด้าน Network

272
00:18:03,523 --> 00:18:06,409
ใช้ Linux

273
00:18:06,409 --> 00:18:09,823
มันเป็น open source

274
00:18:09,823 --> 00:18:13,823
Linux นี่

275
00:18:16,701 --> 00:18:19,969
ก็พัฒนามาจาก

276
00:18:19,969 --> 00:18:23,969
เขาเรียกว่าอะไรล่ะ

277
00:18:25,387 --> 00:18:28,733
โหลเลี้ยงปลา เหมือนเข้ามาก็อยู่ในโหล

278
00:18:28,733 --> 00:18:32,733
จะรู้ว่ามุมเหลี่ยมไหนนี่

279
00:18:34,561 --> 00:18:36,708
การพัฒนาการเข้ารหัสของ Linux นะคะ  ถ้าใครสนใจทำงานด้าน

280
00:18:36,708 --> 00:18:39,065
เหลือข่ายต่อไปอาจจะต้อง

281
00:18:39,065 --> 00:18:43,065
หาตรงนี้เพิ่มเติมนะคะ

282
00:18:45,024 --> 00:18:49,024
วิธีการทำงานของ hash function อย่างที่อาจารย์ บอกหลักมีข้อความ

283
00:18:49,422 --> 00:18:50,806
ก็คือข้อความทั่วไป ที่เราอ่านได้ปกตินะคะ

284
00:18:50,806 --> 00:18:54,575
เข้ามา

285
00:18:54,575 --> 00:18:57,505
ทำงานในส่วนของ hash function

286
00:18:57,505 --> 00:19:01,505
นะคะ ตัว Hash Function  ก็จะเปลี่ยนข้อมูลทั่วไป

287
00:19:01,903 --> 00:19:02,967
ของเราเพื่อให้เปลี่ยนเป็นตัวเลขฐาน 16

288
00:19:02,967 --> 00:19:04,892
ให้

289
00:19:04,892 --> 00:19:06,952
คนที่เขาไม่รู้

290
00:19:06,952 --> 00:19:07,828
ความของการเข้ารหัส

291
00:19:07,828 --> 00:19:09,607
อ่านไม่ออก

292
00:19:09,607 --> 00:19:13,607
พึ่งตัวเอง

293
00:19:14,781 --> 00:19:16,063
ที่บอกฉันก็จะบอก

294
00:19:16,063 --> 00:19:19,808
ค่าความยาว

295
00:19:19,808 --> 00:19:23,120
นะคะ มีตั้งแต่ปี 12

296
00:19:23,120 --> 00:19:26,973
ซ

297
00:19:26,973 --> 00:19:29,928
ึ่งที่แพร่หลายในอดีต ซึ่ง

298
00:19:29,928 --> 00:19:32,469
ถูก

299
00:19:32,469 --> 00:19:34,315
ปัจจุบันนิยมใช้แล้ว

300
00:19:34,315 --> 00:19:36,353
m

301
00:19:36,353 --> 00:19:40,072

302
00:19:40,072 --> 00:19:42,370
d26 วิธีการถอดรหัส

303
00:19:42,370 --> 00:19:45,133
เอาให้หมดถ้าไม่ออก

304
00:19:45,133 --> 00:19:46,975
ยกตัวอย่างส่วนมากจะเป็น MD 5 นะคะ

305
00:19:46,975 --> 00:19:48,390
การใช้

306
00:19:48,390 --> 00:19:49,755
งานนะคะ

307
00:19:49,755 --> 00:19:53,755
Hash Function การแปลงเลข

308
00:19:54,307 --> 00:19:58,307
ข้อความแปลงรหัสเลขฐาน 16

309
00:19:58,894 --> 00:20:01,075
โดยนะคะ

310
00:20:01,075 --> 00:20:03,587
เป็นการแปลงข้อมูล

311
00:20:03,587 --> 00:20:05,654
ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลขนาดใหญ่

312
00:20:05,654 --> 00:20:07,902
ตามอย่างที่ตัวอย่าง

313
00:20:07,902 --> 00:20:09,856
M ตัวเดียว ก็มีตัวเล็ก

314
00:20:09,856 --> 00:20:13,856
8 ชุด

315
00:20:14,784 --> 00:20:17,319
เลขฐาน 8

316
00:20:17,319 --> 00:20:21,319
ยาวกับตัวเลขฐาน 16

317
00:20:22,959 --> 00:20:24,842
อะไรจะถูกเปลี่ยนเข้าไป

318
00:20:24,842 --> 00:20:26,453
อ่านข้อมูลได้นะคะ

319
00:20:26,453 --> 00:20:29,597
ก็เพราะฉะนั้น

320
00:20:29,597 --> 00:20:31,805
ทุกอย่างจะคงที่ เราไม่รู้เลยว่า

321
00:20:31,805 --> 00:20:33,227
ข้อมูลของที่เราเข้ามานี่

322
00:20:33,227 --> 00:20:37,227
มันสั้นหรือมันยาว

323
00:20:37,932 --> 00:20:41,932
อย่างไร เพราะว่ามันไม่สามารถเร่งต้นฉบับก็ได้

324
00:20:43,043 --> 00:20:46,486
แต่ละครั้งประมูลได้มา

325
00:20:46,486 --> 00:20:49,133
ไม่เท่ากัน เหมือนกันแต่ทุกอย่าง

326
00:20:49,133 --> 00:20:50,402
ความปลอดภัยมาเลย

327
00:20:50,402 --> 00:20:51,826
ซึ่ง

328
00:20:51,826 --> 00:20:55,826
mp5

329
00:20:56,018 --> 00:20:57,158
รหัสเน็ต 128 Bit ให้ค่าตัวเลขฐาน

330
00:20:57,158 --> 00:20:59,397
เหมือนที่อาจารย์บอก

331
00:20:59,397 --> 00:21:02,329
0-9

332
00:21:02,329 --> 00:21:03,865
ขนาดตัวอักษร 32 ตัว

333
00:21:03,865 --> 00:21:06,169
อาจจะมีตัวเลข 0 1 บ้างแบบ

334
00:21:06,169 --> 00:21:10,169
เป็นเบส

335
00:21:10,387 --> 00:21:12,191
ก็ปัญหาส่วนมาก ก็

336
00:21:12,191 --> 00:21:14,508
ยังไม่เป็นไรนะรีบนะคะ

337
00:21:14,508 --> 00:21:18,245
เข้ารหัส md5

338
00:21:18,245 --> 00:21:22,139
สามารถตรวจสอบความถูกต้องของไฟล์ได้

339
00:21:22,139 --> 00:21:23,789
มันมีอัสนีไปในเนื้อหา

340
00:21:23,789 --> 00:21:27,429
เหมือนกันเลย

341
00:21:27,429 --> 00:21:28,842
อะไรค่ะ MB5 แต่ถ้า

342
00:21:28,842 --> 00:21:29,848
md5

343
00:21:29,848 --> 00:21:32,428
ไม่ต้องการ

344
00:21:32,428 --> 00:21:36,428
แสดงว่าอาจจะมีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง

345
00:21:37,936 --> 00:21:39,722
เปลี่ยนแปลงหรือไม่สมบูรณ์ มันก็จะมีโปรแกรมที่สามารถช่วย

346
00:21:39,722 --> 00:21:43,512
ข้อความหรือข้อมูลได้นะคะ

347
00:21:43,512 --> 00:21:46,056
md5 นี่ สามารถนำไปใช้

348
00:21:46,056 --> 00:21:47,660
ข้อมูลที่เราไม่ต้องการเปิดเผยนะคะ

349
00:21:47,660 --> 00:21:48,650
บางที

350
00:21:48,650 --> 00:21:49,930
เอาอ่าน

351
00:21:49,930 --> 00:21:51,985
วัว

352
00:21:51,985 --> 00:21:55,985
เราลืมรหัสผ่าน

353
00:21:56,691 --> 00:22:00,691
เอาเก็บไว้ในฐานข้อมูลก็ได้ แต่เราเข้ารหัสไว้

354
00:22:01,279 --> 00:22:03,157
แจ่อาจจะมีใช้กุญแจสาธารณะ

355
00:22:03,157 --> 00:22:07,157
ไม่ต้องจำค่ะ

356
00:22:09,008 --> 00:22:13,008
ตัวเลขเยอะมากแต่มันก็สามารถทำได้เช่นเดียวกัน

357
00:22:15,472 --> 00:22:16,560
ขายก็เข้าได้แต่ที่แน่ ๆ เขาไม่สามารถ

358
00:22:16,560 --> 00:22:18,171
เปิดอ่านรหัสที่เราเก็บ

359
00:22:18,171 --> 00:22:21,380
ไว้ได้อย่างนี้นี่นะคะ

360
00:22:21,380 --> 00:22:22,304
ซึ่งตัว Hash Function

361
00:22:22,304 --> 00:22:26,304
ก็จะมี

362
00:22:27,018 --> 00:22:29,965
ใช้เหมือนกับ SH

363
00:22:29,965 --> 00:22:30,743
เจ้าของสำนวน

364
00:22:30,743 --> 00:22:34,743
นะคะ

365
00:22:35,137 --> 00:22:37,796
256

366
00:22:37,796 --> 00:22:39,941
38 45 12 นะคะ

367
00:22:39,941 --> 00:22:41,642
ความยาวก็จะแตกต่างกันไป

368
00:22:41,642 --> 00:22:43,848
ยิ่งความยาวเยอะเท่าไร

369
00:22:43,848 --> 00:22:45,766
การที่เราจะถูกถอดรหัส

370
00:22:45,766 --> 00:22:47,821
หรือการเจาะรหัส

371
00:22:47,821 --> 00:22:49,440
มันก็ยิ่งยากขึ้นนะคะ

372
00:22:49,440 --> 00:22:51,053
ซ

373
00:22:51,053 --> 00:22:52,378

374
00:22:52,378 --> 00:22:55,076

375
00:22:55,076 --> 00:22:59,076
ึ่งแบบ SHA นี่ เป็น Hashที่ได้รับความนิยมมากที่สุดนะคะ

376
00:22:59,993 --> 00:23:01,028
อันนี้คือตัวอย่างการเจาะรหัส

377
00:23:01,028 --> 00:23:04,096
นะคะ

378
00:23:04,096 --> 00:23:05,772
ความยาวยิ่งเยอะ

379
00:23:05,772 --> 00:23:07,769
ยิ่งนานนะคะ

380
00:23:07,769 --> 00:23:11,769
นานมาก ๆ

381
00:23:13,247 --> 00:23:15,073
ไม่ใช่ว่าใครจะทำได้ง่าย ๆ ยิ่งข้อมูลปริมาณเยอะมาก ๆ

382
00:23:15,073 --> 00:23:17,241
เวลาที่ใช้ในการปลดรหัส

383
00:23:17,241 --> 00:23:21,241
หรือการเจาะก็ยิ่งมากขึ้นนะคะ

384
00:23:25,860 --> 00:23:29,355
แล้วเขาก็จะถามว่า แล้วรูปแบบการเข้ารหัสแบบไหนดีที่สุด

385
00:23:29,355 --> 00:23:31,868
ล่ะ นะคะ  การเข้ารหัสแต่ละแบมันก็ไม่ถูก

386
00:23:31,868 --> 00:23:35,868
ที่แตกต่างกันไป

387
00:23:36,546 --> 00:23:38,962
เราอยากรู้รหัสข้อความธรรมดา เป็นการเข้ารหัส

388
00:23:38,962 --> 00:23:40,856
เอารหัสมาก็ได้

389
00:23:40,856 --> 00:23:44,696
เพราะมันเสียเวลานะคะ

390
00:23:44,696 --> 00:23:46,686
เอาข้อมูลให้มากแล้วก็รหัส

391
00:23:46,686 --> 00:23:47,979
กุญแจสาธารณะ

392
00:23:47,979 --> 00:23:48,823
ดอกเดียวก็พอ

393
00:23:48,823 --> 00:23:51,380
นะคะ

394
00:23:51,380 --> 00:23:55,025
ถ้ามันเป็นข้อมูลที่เป็นความลับ

395
00:23:55,025 --> 00:23:56,596
ข้อมูลเป็นตัวเลขหรือข้อมูลทางการเงิน

396
00:23:56,596 --> 00:23:59,257
การเข้ารหัส

397
00:23:59,257 --> 00:24:00,888
ด้วยตัวเลขประการ

398
00:24:00,888 --> 00:24:01,328
เยอะมากเท่าไร ยิ่ง

399
00:24:01,328 --> 00:24:02,262
ดีที่สุด

400
00:24:02,262 --> 00:24:04,972
ดีมากที่สุด

401
00:24:04,972 --> 00:24:08,972
การเข้ารหัสแบบใช้กุญแจ

402
00:25:31,583 --> 00:25:35,583
กดพูดให้กดอะไรเนี่

